 |
The Reader มากด้วยคำถาม เมื่อ:
2009-04-19 15:39:45 |
The Reader
มากด้วยคำถาม
สวัสดีวันอาทิตย์ ปีที่ ๔ อาทิตย์ที่ ๖
เอาล่ะเจ้าหนู ต่อไปนี้เรามาตั้งกฎใหม่ เธอจะต้องอ่านหนังสือให้ฉันฟังก่อน แล้วเราค่อยนอนด้วยกัน ฮันนา ชมิดช์ สาวใหญ่วัย ๓๖ บอกไมเคิล เบิร์ก หนุ่มรุ่นกระทงวัย ๑๕
เจ้าหนูไมเคิลของเรามีท่าทางสีหน้ายินดี และเต็มใจอ่านหนังสือให้เธอฟัง อ่านและอ่านอย่างไม่รู้สึกเบื่อเลย ส่วนฮันนานั้นเล่าก็มีความสุขที่ได้รับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ที่ได้รับฟัง
เรื่องราวดำเนินอยู่เช่นนั้น หนังไม่ฉายภาพให้เราเห็นสักครั้งเลยว่าฮันนาจะอ่านหนังสือเอง หรือเธออาจชอบที่จะให้คนอื่นอ่านให้ฟังมากกว่า
หรือเป็นความชอบส่วนตัวอย่างหนึ่ง ที่ว่าต้องมีคนอ่านหนังสือให้เธอฟังก่อน เป็นการกระตุ้นอารมณ์ทางเพศแบบหนึ่ง
หรือจะอะไรสุดแต่ใจคนดูจะคิด, หนังต้องการตั้งคำถามให้กับคนดู จะใช่หรือไม่ใช่นั้นคำตอบยังไม่ปรากฏในตอนนี้ นั่นล่ะ เราจึงสมควรดูต่อไป หากอยากรู้ว่า ทำไม
ตรงนี้เป็นปมหนึ่ง ปมที่ว่าทำไมเธอไม่อ่านเอง ได้แต่มอบหมายให้เจ้าหนูไมเคิลทำหน้าที่ The Reader...
จะว่าไปแล้วหนังไม่ได้ตัดต่อภาพและเรื่องราวให้เราละเลยคำถามที่ว่า เป็นเพราะเธอนั้นอ่านหนังสือไม่ออกหรือไม่ และเมื่อดูจนจบแล้วย้อนกลับมาในตอนต้น ๆ นี้อีกครั้งก็ยิ่งแน่ใจว่าหนังไม่ได้ลับลวงพรางในส่วนนี้ไว้แต่อย่างใด แต่กลับจงใจปล่อยให้ผ่านไปอย่างไม่ให้ความสนใจนัก
หรือนั่นจะเป็นการลวงอย่างหนึ่ง ลวงโดยไม่ให้น้ำหนักอะไรในส่วนนั้น เหมือนว่าการที่ฮันนาอ่านหนังสือไม่ออกนั้นไม่ใช่ส่วนสำคัญของเรื่อง เบี่ยงเบนความคิดของคนดูด้วยฉากเลิฟซีน
เป็นฉากเลิฟซีนที่เคต วินส์เล็ต-ฮันนา ชมิดช์ เปลืองตัว (แต่ไม่เปลืองเสื้อผ้า) มิใช่น้อย, เท่านี้ก็อาจเบี่ยงเบนความสนใจ ล้อมกรอบความคิดให้เหลือเพียงแค่เซ็กซ์หวือหวาของคนต่างวัย
อย่างไรก็ตาม เนื้อหาส่วนนี้เป็นเพียงแค่ฉากหลังของเรื่องราวทั้งหมด เมื่อฮันนาหายไปจากชีวิตของเจ้าหนูไมเคิล ฉากรักของคนทั้งสองก็จบสิ้นไปด้วย (แน่ละ เราจะไม่เห็นภาพของเคทเปลือยกายอีก)
เรื่องเหมือนจะจบลงเท่านั้น ทว่าเป็นการจบส่วนแรก, ต่อมาเมื่อเจ้าหนูของเราเข้าเรียนที่โรงเรียนกฎหมาย และได้รับคัดเลือกให้ไปฟังการตัดสินคดีความที่ศาล เป็นคดีของอดีตเจ้าหน้าที่ควบคุมค่ายกักกันชาวยิวของนาซีในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง หนึ่งในนั้นมีฮันนา ชมิดช์ รวมอยู่ด้วย
ศาลต้องการพิสูจน์ลายมือของฮันนาเพื่อเปรียบเทียบกับรายงานที่เธอถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้เขียนในคืนวันที่ผู้ถูกคุมขังหญิงชาวยิวกว่าสามร้อยคนเสียชีวิตในโบสถ์ ที่ถูกไฟไหม้จากการทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรโดยไม่ได้รับความช่วยเหลือใด ๆ จากเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุม, ฮันนาลังเลใจขณะสายตาจด ๆ จ้อง ๆ สมุดโน้ตและดินสอเบื้องหน้า (แต่ผมมองว่าเธอกำลังคิดตัดสินใจอะไรบางอย่างอยู่) สุดท้ายเธอยอมรับว่าเธอเป็นผู้เขียนรายงานนั้นเอง
หนังทำให้คนดูคิดอีกแล้วว่า เธออายที่จะบอกใครต่อใครหรืออย่างไรว่าเธอนั้นอ่านเขียนหนังสือไม่ได้? หรือว่าเธอยอมรับผิด เป็นส่วนหนึ่งของการกระทำผิด ไม่ว่าจะแก้ต่างอย่างไรก็ไม่พ้นความผิดอยู่ดี?
ผมเลือกที่จะมองฮันนาว่า เธอยอมรับผิด เมื่อยอมรับแล้วประเด็นเรื่องความอายปมด้อยของตนเองจึงตกไป ส่วนเจ้าหนูไมเคิลของเราผมมองว่าเขามีความขัดแย้งในใจหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการกระทำต่อชาวยิว การเคารพการในตัดสินใจของฮันนา หรือกระทั่งความอายที่จะช่วย บอกใครต่อใครว่าฮันนานั้นอ่านหนังสือไม่ได้ ซึ่งนั่นหมายถึงเขาจะต้องเปิดเผยว่าครั้งหนึ่งเขาเคยมีความสัมพันธ์กับเธอ
ประเด็นหลังนั้นผมคิดไม่ถึง จนเมื่อกลับไปเปิดอ่านบทความภาพยนตร์ ผู้เขียนบอกว่ามันน่าอับอายเพราะคนที่เคยทำงานให้กับนาซี (โดยเฉพาะหน่วยเอสเอส ที่มีภารกิจกำจัดชาวยิว) นั้น ถูกคนในสังคมประณามรังเกียจดูถูกดูแคลนเป็นอย่างมาก
คนหนึ่งตัดสินใจด้วยความเด็ดเดี่ยว ส่วนอีกคนลังเล ๆ และสับสน
เราบอกหรือตัดสินไม่ได้หรอกว่าการตัดสินใจของฮันนานั้นดีหรือไม่ดี แต่เราอาจคิดได้ว่าหากเธอยอมรับว่าอ่านไม่ได้เขียนไม่ได้โทษของเธออาจได้ลดหย่อนลง หนักเข้าก็บอกว่าเธอไม่ฉลาด และด้วยความคิดเช่นนี้เหมือนเป็นคำถามย้อนถามเรากลับ หากเราตกอยู่ในสภาพเดียวกับฮันนาเราจะเลือกทำอย่างไร?...
ไม่มีเรื่องโง่หรือฉลาดหรอก เราควรจะตั้งคำถามถามว่า ทำไมเธอจึงเลือกตัดสินใจอย่างนั้น ในสภาพการณ์ที่ไม่ได้บีบบังคับให้ยอมรับสารภาพ แต่เธอตัดสินใจเลือกสารภาพเอง เราควรเคารพการตัดสินใจของเธอ
ไม่ตัดสินผู้อื่นด้วยความคิดของเรา แต่ควรตั้งคำถามถามว่าทำไมเขาผู้นั้นจึงทำ
ต่อประเด็นเรื่องความอายที่จะบอกใครต่อใครว่าอ่านหนังสือไม่ได้นั้น ต้องมองว่าในสังคมคนเยอรมันเขาถือว่าเป็นสิ่งที่น่าอายหรือน่ารังเกียจอย่างไรหรือไม่ อย่างไร ขนาดไหน จนถึงขั้นทำให้ฮันนาเลือกที่จะปกปิดปมด้อยของตัวเองไว้ ประเด็นนี้เราก็ตั้งคำถามถามตัวเองได้อีกเหมือนกัน เราจะรู้สึกอย่างไรหากอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ คนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้จะมีสภาพชีวิตอย่างไรในสังคม (นอกเสียจากว่าเราจะปฏิเสธสังคม) ขณะเดียวกันคนที่อ่านไม่ได้เขียนไม่เป็นแต่กลับมีความพยายามที่จะเรียนรู้มันหนักหนาสาหัสสากรรจ์เพียงใด
ฮันนาต้องเริ่มจากการนับจำนวนคำในแต่ละประโยคที่ไมเคิลอ่านเรื่องราวต่าง ๆ บันทึกเทปส่งมาให้ เทียบกับตัวอักษรในหนังสือ ต้องจดจำว่าคำไหนเขียนอย่างนี้อ่านอย่างนี้ กระทั่งเขียนได้ จากข้อความสั้น ๆ ก็เริ่มยาวขึ้น
เธอใช้เวลากว่ายี่สิบปีที่จะเรียนรู้ในสิ่งที่เธอไม่เคยรู้ และปรารถนาที่จะรู้มาโดยตลอด
ฉันใช้เวลาที่อยู่ในนี้เพื่อเรียนรู้ที่จะอ่าน
คือคำตอบที่เธอบอกกับไมเคิลเมื่อเขาถามว่าตลอดระยะเวลาที่ถูกคุมขังคุณได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องในอดีตบ้าง ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับผมและคุณ แต่เป็นการกระทำของคุณ, ผมชอบนะ ชอบที่เธอตอบว่า มันไม่สำคัญหรอกว่าฉันจะเรียนรู้อะไร, ไม่สำคัญ
ไม่ได้หมายความตรง ๆ อย่างที่เธอพูดออกมาหรอก, ผมคิดเช่นนั้น
ไมเคิลมีสิทธิ์ที่จะถามเช่นนั้น แต่ลืมฉุกคิดไปสักหน่อยว่า ควร หรือ ไม่ควร กับผู้ที่คุมขังมานานขนาดนั้น ถ้าไม่สำนึกหรือเรียนรู้อะไรจากการกระทำของตนเองเสียบ้างเลยก็คงไม่ใช่คน
หนังตั้งคำถามและชวนให้ตระหนักอีกแล้วว่า ควรคิดก่อนพูด เพราะคำพูดของเราเมื่อออกจากปากไปแล้วมันอาจทำให้เราสมใจ ขณะเดียวกันมันอาจสร้างความทุกข์ระทมให้กับผู้อื่น
จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจภายหลังเหมือนไมเคิล (แม้ในตอนนั้นอายุใกล้หกสิบแล้วก็ยังไม่ต่างไปจากเจ้าหนูไมเคิลเมื่อตอนแรกรุ่น)
ผมเขียนโดยให้น้ำหนักไปที่ฮันนา ชมิดช์ เพราะเรื่องราวของเธอกินใจผมเหลือเกิน ทั้งความเด็ดเดี่ยว ความมุ่งมั่น ที่จะทำสิ่งใดแล้วต้องทำให้สำเร็จ โดยเฉพาะการอ่าน การรู้หนังสือ--
การอ่านคือรากฐานที่สำคัญ, ถ้าฮันนาอ่านหนังสือได้ เขียนหนังสือได้ ก็ไม่จำเป็นต้องมี The Reader ·
๑๙ เม.ย. ๕๒
THE READER
Unlock the mystery
กำกับการแสดง : Stephen Daldry
นำแสดง : Kate Winslet Ralph Fiennes
David Cross
Lena Olin
อ่านเรื่องอื่น ๆ |