ผู้เขียน  หัวข้อ: นิทานสามจุด : คนเก็บดาว
(...)

นิทานสามจุด : คนเก็บดาว
 เมื่อ: 2009-09-05 16:49:06 

DSC01174

กาล- ครั้งหนึ่ง นานมากแล้ว

เชื่อเถอะว่านานมากพอสมควรให้คนหลงลืม ที่เหลือจดจำได้ก็มีน้อยจนไม่ได้ถือเอาเป็นประเด็นสลักสำคัญ

--

เด็กผู้ชายคนหนึ่งถือกำเนิดเกิดมาในวันเดียวกันกับที่ดาวดวงหนึ่งดับแสง เป็นความเชื่อของคนเก่าแก่ ว่าเมื่อคนหนึ่งเกิดย่อมมีดาวดวงหนึ่งดับ เมื่อคนหนึ่งดับย่อมมีดาวดวงหนึ่งถือกำเนิดบนฟากฟ้า

(คำว่า ‘จุตติ’ ในภาษาพระหาได้หมายถึงความว่า ‘กำเนิด’ หากแต่มีความหมายว่า ‘ดับสิ้น’)

และในยามราตรี ทั้งคนที่อยู่ด้านล่าง ก็ได้เฝ้ามองดูคนที่เป็นดาวอยู่เบื้องบน เฝ้าถามคำถามมากมายว่าตัวเองนั้นมาจากไหน ในกอไผ่หรือในความรื่นรมย์บางช่วงเวลาในวันที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย

เด็กชายคนนั้นก็เช่นกัน เขาเคยสงสัยและตั้งคำถาม

แต่ความสงสัยไม่เคยได้รับคำตอบ เด็กชายแทบจดจำอะไรไม่ได้หรือเขาอาจตั้งใจลืมมันว่า เขามาจากไหน ใครให้กำเนิดเขามา ในยามวิกาล เขาได้แต่นั่งแกว่งเท้าไปมา ณ ปลายกิ่งของเมฆขาว เฝ้ามองดูแสงวาบวาวด้านล่าง

นับวันดวงดาวข้างล่างนั่นยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกที และดาวเบื้องบนก็ลดน้อยลงเรื่อยๆ มีบ้างที่อยู่ดีๆ ก็มีกลุ่มดาวมากมายแห่กันขึ้นมาเป็นแสนเป็นล้านดวง ช่วงวันนั้นเป็นวันที่เด็กชายจะวุ่นวายเป็นพิเศษ

ในช่วงเดือนกันยายน ปีของคริสต์ที่๑๙๔๕ เด็กชายแทบไม่อยากเคลื่อนไหวอะไรเลย ดวงดาวนับได้หกสิบล้านดวงลอยเต็มท้องฟ้า ในขณะที่เบื้องล่างมีเสียงคำรามร้องน่ากลัวกว่าเสียงร้องของเทพอัสนี

ปีนั้นดวงดาวมากมายเสียยิ่งกว่าช่วงปีคริสต์ที่ ๑๙๑๔ ถึง ๑๙๑๘ ที่ฟากฟ้าปรากฏดาวมากมายเกือบสี่สิบล้านดวง ครั้งนั้นเด็กชายจำได้แม่นยำ

ดวงดาวทุกดวงมีบาดแผล มันกระพริบถี่เพราะมันยังคงสั่นกลัวอะไรบางอย่าง เด็กชายได้แต่เฝ้ามองดูพวกดวงดาวที่หวาดกลัวเหล่านั้นด้วยอารมณ์หม่นเศร้า เวลาห่างกันไม่มากพอให้เด็กชายลืมความเศร้านั้น

เขาทำอะไรกับดาวงั้นหรือ?

ในขณะที่เครื่องหมายคำถามทำหน้าที่ คุณดวงอาทิตย์เริ่มส่งลำแสงเล็กๆเป็นเส้นเป็นสายมาแต่ไกล เด็กชายค่อยๆขยับร่างกายอันผอมบางของเขา มือข้างหนึ่งถือไม้ยาวมีตาข่ายใสเบาบาง

เขายันร่างขึ้นยื่น ค่อยๆมองไปรอบๆ จากนั้นเขาจึงเริ่มเก็บดวงดาวทีละดวง

-๐๐-

เด็กชายเก็บดวงดาวไปเรื่อยๆ เขาถามดวงดาวว่าเป็นอย่างไรบ้าง ดาวบางดวงก็พูดคุยกับเขา บางดวงก็ยังคงเงียบงัน และบางดวงหายไปจากฟากฟ้า บางครั้งเด็กชายแทบไม่ได้เอ่ยคำลากับดาวดวงนั้นเลย

แม้คำลาจะไม่มีผลอะไร เพราะอีกไม่นานดวงดาวที่ลับหายไปจากฟ้า ก็ต้องกลับขึ้นมาอยู่ดี เด็กชายไม่เคยกล่าวคำว่า “โชคดี-ลาก่อน” เพราะเขาไม่อาจรับประกันได้ว่า ดวงดาวที่กลับลงไปจะโชคดีหรือไม่ และคำว่าลาก่อน ทำให้เศร้ากันทั้งสองฝ่าย

เขาเก็บดวงดาวมากมายบนฟ้าจนหลงเหลือไม่กี่ดวง ดวงสุดท้ายที่เขาเก็บยิ้มให้กับเขา เธอบอกเขาว่า

“พรุ่งนี้เราจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว”

เด็กชายพูดกับดวงดาวว่า

“เธอเคยสงสัยมั้ย?ว่าเธอลงไปทำอะไรกันข้างล่าง”

ดวงดาวตอบว่า

“ไม่เลย-ทำไมละ? จำเป็นงั้นหรือ?”

เด็กชายตอบว่า

“อย่างน้อยมันทำให้เธอรู้ว่าเธอจะไปไหน? ทำอะไร? เพื่ออะไร?”

ดวงดาวสงสัยในคำตอบของเด็กชาย แต่เธอก็ยิ้มและตอบเด็กชายว่า

“ฉันจะลองคิดดู”

เด็กชายยิ้ม จากนั้นหยิบดวงดาวเข้าไปเก็บไว้ในถุงใบใหญ่

“หวังว่าเธอจะจำในสิ่งที่ฉันพูดได้”

เด็กชายปิดปากถุงเมื่อเก็บดาวดวงสุดท้ายเรียบร้อย เขานั่งหย่อนขาไกวมันไปมาอย่างไม่รู้ว่าเหตุใดจึงชอบทำอย่างนั้น เขาเองก็ตอบไม่ได้ และมันอาจไม่ต้องมีเหตุผลมารองรับกระมัง

-๐๐๐-

เมื่อคุณดวงอาทิตย์เริ่มลดระดับของเขาลง ความสว่างค่อยๆจางหาย คล้ายมีใครบางคนค่อยๆเอาม่านสีดำเข้าห่มคลุมท้องฟ้า เด็กชายมองไปยังด้านทิศเหนือ เขาเห็นเด็กหญิงคนหนึ่ง ค่อยๆก้าวเท้าแผ่วเบา ผ่านก้อนเมฆขาว ก้อนแล้ว ก้อนเล่า

เขายิ้มให้เธอ

เมื่อเธอเดินเข้ามาถึงตรงหน้าเขา เขายื่นถุงที่บรรจุดวงดาวไว้เต็มปรี่ เธอรับมันไปแล้วส่งยิ้มให้เขา เขาก็ยิ้มรับตอบ เธอหันหลังกลับไป และเหมือนกับนึกอะไรได้ เธอหันกลับมามองเขาอีกครั้ง และยกถุงอีกถุงหนึ่งซึ่งมีขนาดใหญ่พอๆกับที่เขาส่งให้เธอ

“ดวงดาวมาใหม่อีกแล้วละ ดูสิ มากมายจริงๆ”

เธอพูดพร้อมกันนั้น รอยยิ้มเธอเริ่มจางหาย ดวงตามเริ่มหม่นหมอง

เด็กชายรับรู้ถึงความเศร้า ได้แต่ตอบกลับไปว่า

“พรุ่งนี้ฉันจะเริ่มเก็บมันใหเร็วขึ้น คิดว่าคงทัน”

พลันนั้นเด็กหญิงปล่อยน้ำตาใสออกมา ร่างของเธอสั่นสะท้าน เธอพูดจาแทบไม่เป็นภาษา เธอทรุดร่างลงกับเมฆ  เด็กชายเข้าไปโอบกอดเธอ

ถามไถ่

“ทำไม? เป็นอะไร?”

เด็กหญิงค่อยพูดอย่างช้าๆ

“พรุ่งนี้เธอไม่ต้องเก็บดาวแล้ว พวกเขาจะอยู่กับเราตลอดไป”

สิ้นคำเด็กหญิงค่อยลุกขึ้น แล้วเดินจากไป เธอค่อยๆหยิบดวงดาวในถุงออกมาประดับฟากฟ้าทีละดวง ทีละดวง จนภาพเธอค่อยจางหายไปกับม่านเมฆ เด็กหนุ่มจมลึกในความคิด

เขานั่งปล่อยขาแกว่งไกวในท่าเดิม มองไปยังเบื้องล่าง เสียงครืนครามน่ากลัวกว่าครั้งใดๆ

เด็กชายร้องไห้ เขาคิดถึงดวงดาวดวงสุดท้ายที่เขาพูดคุย

“พรุ่งนี้สินะ ฉันจะได้พบเธออีก”

--

กาล- ครั้งหนึ่ง นานมากแล้ว

เชื่อเถอะว่านานมากพอสมควรให้คนหลงลืม ที่เหลือจดจำได้ก็มีน้อยจนไม่ได้ถือเอาเป็นประเด็นสลักสำคัญ

ดวงดาวมากมายบนท้องฟ้า ไม่เคยลับหายไปจากเด็กชายและเด็กหญิง

ตลอดกาล

…



อ่านเรื่องเก่า



(๑) : เจ้าชายกับรากไม้



(๒) : ขอดาว





(๓) : แก้วก็คือแก้ว

2009-09-05 16:49:06/(...)

 


(...)
ความเห็นที่ 1

 
  ตอบโดย (...)   เมื่อ: 2009-09-05 17:12:56



ช่วงตอบ จม.



จะพยายามเขียนนิทานให้ได้อาทิตย์ละเรื่องครับผม :)








ตอบโดย สายลม   เมื่อ: 2009-08-27 18:51:33



เข้ามาช่วยตบยุง เอ๊ย! มาทักทายกันค่ะ

เมื่อก่อนตอนอยู่บ้านนอก อืมมมมม์ สมัยนั้นก็คงต้องบอกว่ายังเป็นละอ่อนน้อยสดใส น้ำจิตน้ำใจเลยได้งดงามล้นปรี่ราวน้ำปริ่มตลิ่งในคืนวันเพ็ญเดือนสิบสองนั่นเชียว เวลาสายลมโดนยุงกัดทีไรนะ มักนั่งมองจนท้องมันค่อยๆ ป่องขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งบวมเต่งเป็นสีแดงแปร๊ด แล้วมันก็ค่อยๆ ถอดปากออกจากรูขุมขน บินแล้วตก บินแล้วตก เพราะมันสวาปามหนักไปหน่อยเลยบินไม่ไหว


อันนี้ก็เฉพาะกรณีที่เจ้ายุงตัวนั้นมันกัดไม่เจ็บนะทั่น(และสายลมก็มักเจอกรณีนี้เป็นส่วนใหญ่ซะด้วยสิ ไม่รู้ว่าเพราะผิวหนังหนาเกินไปรึเปล่าก็ไม่รู้)


ส่วนไอ้ที่กัดเจ็บขึ้นมาหน่อย ก็ใช้นิ้วเขี่ยไม่ให้มันดูดเลือด แบบว่า มากินของคนอื่นเขายังทำเขาเจ็บอีก มรึงก็อย่ากินเลย


ส่วนไอ้ที่หนักสุด เจ็บจี๊ดๆ แปล๊บๆ เกินใจจะอดทนก็ใช้วิธีนี้เลย ขณะมันดูดก็นั่งมองมันด้วยสายตาอาฆาต อย่าให้คลาดสายตา แทบไม่ต้องกะพริบตาเลยยิ่งดี พอมันกินจนท้องเต่ง เริ่มถอนปากออก ก็ใช้ฝ่ามืออรหันต์ฟาดป้าบเข้าให้ เลือดกระจายเต็มฝ่ามือ หึๆ สะใจ


แต่ต้องรอให้มันอิ่มก่อนนะทั่น จะฆ่าสัตว์ตัดชีวิตทั้งที ให้มันได้อิ่มหนำก่อนตาย บาปจะได้น้อยหน่อย เอ๊ะ ใช่รึป่าว?


แต่ตอนนี้ มาอยู่เมืองกรุง ไม่ค่อยมียุงมากัดแล้วค่ะ







ตอบ : โหดมาก..แม่นาง :)





 
ตอบโดย เกด   เมื่อ: 2009-08-27 21:45:19



ตอนเด็กๆชอบขังยุงไว้ในขวดยาหม่องตราถ้วยทองอ่ะค่ะ

เพราะตอนนั้นคิดว่ายุงกับยาหม่องไม่ถูกกัน


พอขังมันได้


ก็นั่งดูความทรมานของมันในขวดยาหม่อง อิอิ (ชั่วได้อีก)


ไอ้ยุงมันก็มีอายุสั้นแค่นิดเดียว


แต่ไม่มีใคร(คน)อยากอยู่ร่วมโลกกับมัน!555++







ตอบ : จะว่าไปแล้ว เคยเรียนเมื่อสมัยเด็กๆเหมือนกัน แต่จำไม่ค่อยได้ ไอ้ที่ลองเขียครั้งนี้เลยต้องย้อนความรู้กันใหม่เหมื่อกัน การเขียนหนังสือนี่ ก็เหมือนการย้อนเวลาเหมือนกันนะ อะไรที่เคยเรียนแล้วคืนคุณครู ก็ต้องกลับไปเก็บมามองๆใหม่ ได้อะไรกลับมาเยอะ อย่างน้อยมันทำให้เราเข้าใจสิ่งต่างๆรอบตัวยิ่งขึ้น :)












ตอบโดย saranya_nok.worm   เมื่อ: 2009-08-27 22:29:21



จำไม่ได้แล้วว่าตบยุงตัวสุดท้ายไว้ตั้งแต่เมื่อไร เพราะเลิกตบยุงมานานแล้ว ตั้งแต่เป็นคนกระแดะถือศีล 5 ช่างมันเถอะอย่าไปคิดถึงมันเลย เพราะถือมาซะจนรู้สึกว่าเป็นเรื่องกลมกลืนกับชีวิต ปกติธรรมดาอย่างที่สุดไปแล้ว

แต่พูดถึงคนที่ถูกกระทบแบบยุงที่โดนตบหลังจากที่อิ่มเปรมแล้ว ทำให้นึกถึงข่าวเมื่อไม่กี่วันก่อน เกี่ยวกับนักโทษชายที่ถูกประหารชีวิตด้วยการฉีดยา...


มีครูยกขบวนนักเรียนมาทั้งห้องหรือหลายห้องไม่แน่ชัดนัก เพื่อมาดูการประหารให้นักเรียนระลึกถึงบาปบุญคุณโทษ ให้เห็นว่าชีวิตของคนเราก็เพียงเท่านี้


ในใจก็นึกคิดถึงว่านักโทษชายนั้นคนอะไรก่อนที่จะค่อย ๆ อำลาโลกนี้ไป ไม่อยากคิดแทน แต่ก็มีหลายสิ่งที่คนเราน่าจะระลึกถึงก่อนลมหายใจจะค่อย ๆ รวยรินและหยุดลง


และความคิดของเด็กนับหกสิบคนนั้นเล่า ถูกนำตัวมาดูคนโดนฆ่าตาย พวกเขารู้สึกและคิดถึงสิ่งใด...


ไปคิดต่อกันเอาเอง...


ช่วงนี้ขี้เกียจคิด ขี้เกียจมีความรู้สึกมั้ง...







ตอบ : ผมว่าผมเคยผ่านตามาเหมือนกันนะ เรื่องนั้น จำได้ว่า เขามีไฟสามระดับ เป็นไฟสีเหลือง ส้ม และแดง



ไฟสีเหลืองก้คือเขาเริ่มให้ยาคลายกล้ามเนื้อ พอไฟสีส้มเขาก็เริ่มให้ยาสลบ และพอไฟสีแดง เขาก็เริ่มใช้สารเคมี ชื่อสารเคมีผมจำไม่แน่ชัด เรียกว่า โพแท็คเซียมคอไลย์ หรือเปล่า(สงสัยเขียนผิดชัวร์ เรื่องนี้ก็อยากยกมาเขียน แต่เอาให้อารมณ์ มึนๆอีกสัดนิดคงเขียนออก อืม์ มึนๆๆ









ตอบโดย หัวใจสีส้ม   เมื่อ: 2009-08-28 10:36:36

เป็นงานที่อิงชอบมากเลยนะท่านพี่สาม จริงๆ จากใจเลยล่ะ

อ่านแล้วมันรู้สึกละเมียดละไม กับทุกตัวอักษรเลย


ชอบที่พี่ใช้สรรพนามเรียกน้องยุงท้องป่องว่า "ยุงแม่ม่าย" ^__^


เข้าใจคิดจริงๆ


มีเนื้อหาที่มีความรู้แทรกในส่วนเนื้อเรื่องอย่างจงใจ ที่อ่านแล้วเพลินมากๆ


เห็นภาพตามอย่างง่ายดาย


เชื่อว่าพี่ท่านจะกลายเป็นมืออาชีพที่งดงามในไม่ช้าแน่ๆเลย


เสียดายเนอะ - ไม่มีภาพยุงประกอบ! ไม่งั้นคงได้ Feel ดีพิลึกล่ะ ^_^


....ยุงตัวเมียสามารถวางไข่ได้หลายครั้ง ในหนึ่งช่วงชีวิตของมัน เจ้ายุงก้นระเบิดตัวนั้นอาจจะวางไข่มาแล้วหลายรอบหรือนั่นอาจเป็นครั้งแรก ที่มันเริ่มดื่มเลือด และเป็นครั้งสุดท้ายของชีวิตของมัน...


วรรคนี้ อิงชอบเป็นพิเศษค่ะ แหะ!


อย่าเพิ่งสงสัยค่ะ เพราะที่ชอบคือชอบตรงคำที่ใช้เรียกน้องยุงตะหากเล่า!!


...'เจ้ายุงก้นระเบิดตัวนั้น'... ชอบมากเลย


อ่านแล้วอารมณ์คล้อยๆไปทางงานเขียนต่างประเทศนะอิงว่า (รู้สึกอย่างนั้น)







ตอบ : สงสัยพักนี้อ่านหนังสือวรรณกรรมแปลเยอะไหน่อย สำเนียงมันเลยติดมาที่ปลายนิ้ว เคยอ่าน ”ไร้เลือด” มั้ยอิง เล่มนั้น สำนวนห้วนๆ แต่สะท้านใจนักแล ลองหามาอ่านดู :)









ตอบโดย ครองขวัญ   เมื่อ: 2009-08-28 10:59:52

อืมมมม มีอารมณ์ขัน แต่ปนความเศร้าไว้ด้วยแฮะ -*

ว่างๆ ลองทำบุญใส่บาตรให้ยุงตัวนั้นก็ดีนะคะ


เพราะถึงแม้มันจะเป็นแค่สัตว์ตัวเล็กๆ แต่มันก็คือหนึ่งชีวิต


ขอให้ชาติหน้าของมันได้เกิดมาเป็นคนอย่างเราๆ


แต่มันอาจจะไม่อยากเกิดเป็นคนก็ได้ หากมันรู้ว่าชีวิตของคนเราน่าเศร้ากว่ามันนัก


....


ปล.เคยเลี้ยงแมวตัวนึงรักมันมากค่ะ แล้ววันนึงพ่อแม่มาอยู่กรุงเทพ ทิ้งมันไว้ที่บ้านลำพัง (โดยมีน้่าให้อาหาร) วันที่พ่อกับเรากลับบ้านไปมันนอนตายอยู่หน้าบ้านค่ะ เพิ่่งตายได้ไม่นาน เหมือนกับว่ามันรอวันที่ครอบครัวเรากลับไป


เสียใจจนอธิบายไม่ถูกค่ะ ร้องไห้ และร้องไห้


เสียใจที่ไม่ได้ดูแลมัน


ตอนนี้ก็ทำบุญไปให้มันบ่อยๆ หวังว่าชาติหน้าคงได้เกิดมาพบเจอกันอีก


ไม่ว่าจะได้เกิดเป็นคนหรือสัตว์ก็ตาม


...







ตอบ : ผมเองก็เคยเลี่ยงแมวเหมือนกันครับ รักแมวเพราะมันไม่ค่อยกวนใจดี (อิอิ) เคยเลี้ยงหมาตอนเด็ก แล้วขังมันไว้ในบ้าน แล้วทางบ้านไปต่างจังหวัดหลายวัน กลับมาพวกก็ไปกันแล้ว เลยไม่ได้เลี้ยงสัตว์มาตั้งแต่ตอนนั้นเลยครับ ส่วนแมวที่เลี้ยงก็เลี้ยงกันตอนเรียนมหาลัย เลี้ยงกันหลายคนเพราะเช่าบ้านร่วมกัน เลยได้กลับมาเลี้ยงสัตว์อีกครั้ง



จะว่าไป สำหรับแมว เหมือนกับมันจะเลี้ยงเรามากกว่านะ



ขอแสดงความเสียใจกับแมวของครองขวัญด้วย เจ้าเหมียวที่ผมเคยเลี้ยงก็จากไปแล้วหลายปีเหมือนกัน แต่นั้น แก่ตายตามอายุนะครับ









ตอบโดย พีพี   เมื่อ: 2009-08-28 16:52:20

ป้าบบบ!

ฮึ ฮึ !


แดดิ้นเลย


กัดดีนัก


พี่หมีละก็ ละเอียดอ่อนจริง


จนพีพีรู้สึกผิดเลย โธ่...







ตอบ : แฮะๆ บางครั้งมันเป็นไปโดยอัตโนมัตินะ สำหรับอาการตบยุง แต่แปลก เดี้ยวนี้พี่เลิกตบยุงไปนานมากแล้วนะ ไม่รู้เป็นยังไง หาสาเหตุไม่เจอ : )









ตอบโดย น้ำแข็งละลายในแก้วชาดำเย็น   เมื่อ: 2009-08-28 17:16:34

เข้าใจหยิบแง่มุมเล็ก ๆ มาเขียน และเขียนได้น่าอ่านจังค่ะ คุณ 3 จุด

คุณครองขวัญคะ เสียใจด้วยเรื่องแมวของคุณนะคะ เคยเลี้ยงแมวแล้วเห็นมันตายโดยมานอนรอเราเหมือนกัน เลยเข้าใจค่ะ ^_^







ตอบ : บางทีมันอาจไปเหมือนกับลุงวินทร์ว่าไว้ก็ได้ครับ “ความบังเอิญอันรื่นรมย์” เลยทำให้เขียนอะไรแบบนี้ออกมาได้ :)






 


น้ำแข็งละลายในแก้วชาดำเย็น
ความเห็นที่ 2

 
  ตอบโดย น้ำแข็งละลายในแก้วชาดำเย็น   เมื่อ: 2009-09-05 21:08:48
เรื่องนี้จบงง ๆ นะคะ แต่การวาดโทนเรื่องและสร้างบรรยากาศของเรื่องเป็นสิ่งที่อยากชมค่ะ ^_^
 


saranya_nok.worm
ความเห็นที่ 3

 
  ตอบโดย saranya_nok.worm   เมื่อ: 2009-09-05 23:36:00
อ่านนิทานเรื่องนี้แล้วรู้สึกว่า ท่วงทำนองช่างเข้ากันกับอารมณ์ในช่วงนี้ดีจริง ๆ เอื่อย ๆ และซึมเซา...

สมมติว่าต้องเกิดเป็นลูกของหมี แล้วได้ฟังนิทานเรื่องนี้จากพ่อ ก็จะบอกกับพ่อหมีว่า...


" คุณพ่อคะ หนูไม่อยากฟังนิทานเรื่องนี้เลยค่ะ "

" ฟังแล้วหนูไม่อยากหลับตานอน เพราะกลัวว่า...คืนนี้ จะร้องไห้ตามเด็กชายเด็กหญิง "



เห็นหมีมีความตั้งใจและขยันเขียนแบบนี้ก็ให้สะท้อนใจ ว่าเรายังไม่ได้เริ่มเขียนคอลัมน์เลย อุ อุ


ดวงดาวที่เด็กหญิงแขวนไว้ราวฟ้า คงอยู่เป็นเพื่อนได้ดีในค่ำคืนนี้ คืนที่คงต้องนอนดึก อาจไม่ใช่เพราะจะลงมือเริ่มคิดเริ่มเขียนโปสการ์ดอย่างเดียว แต่ต้องอยู่คอยถอดเข็มน้ำเกลือจากขาสุนัขที่กำลังป่วย เพราะถ้าทิ้งคาไว้รุ่งเช้ากลัวเลือดไหลย้อน คราวนี้แทนที่จะแข็งแรงขึ้น เค้าอาจต้องกลับไปโรงพยาบาลอีกครั้ง เอ้อ... จะพยายามถ่างตา...




ปล.แต่อ่านเรื่องนี้แล้วคงนอนไม่หลับล่ะ กลัวฝันซึม ๆ เศร้า ๆ อิ อิ
 


ชริ
ความเห็นที่ 4

 
  ตอบโดย ชริ   เมื่อ: 2009-09-06 08:30:44
รวมเรื่องสั้นเมื่อไร ขอซื้อหนึ่งเล่ม จะคอยอ่านนะค่ะ
 


garnet
ความเห็นที่ 5

 
  ตอบโดย garnet   เมื่อ: 2009-09-06 11:25:27
เห็นด้วยกับคุณชริค่ะ รวมเล่มแล้วบอกกันด้วยนะคะ
 


หนุ่มช่างสงสัย
ความเห็นที่ 6

 
  ตอบโดย หนุ่มช่างสงสัย   เมื่อ: 2009-09-06 12:20:08
ก่อนอื่น...พี่สามต้องรวมเล่มกระบี่ไร้ยางอายก่อนนะ

ผมตามอยู่...ก้าวฯเดือนนี้ก็ไม่ได้ลงนะครับ
 


สายลม
ความเห็นที่ 7

 
  ตอบโดย สายลม   เมื่อ: 2009-09-06 13:01:39
กาลครั้งหนึ่ง...กาลครั้งนั้นคงต้องบอกว่ายังไม่นานเท่าไหร่

เด็กหญิงคนหนึ่งวาดฝันจะเขียนนิทานให้ครบร้อยเรื่อง ช่วงแรกเธอทุ่มเทและมุ่งมั่น แต่พอผ่านไปไม่นาน ความมุ่งมั่นเธอชักแผ่วเบาความทุ่มเทก็ขาดหาย สองปีผ่านเธอได้นิทานมาหกเรื่อง ถ้าใช้ความรู้ทางวิชาคณิตศาสตร์มาคำนวณหาค่าเฉลี่ยดู จะเห็นว่าเธอเขียนนิทานได้ปีละสามเรื่อง เหลืออีก 94 เรื่อง อีก 31 ปีนิดๆ เธอคงเขียนได้ครบตามที่วาดฝันไว้

อ้อ เธอแอบกระซิบมาว่า ถ้าเธอเขียนได้ครบร้อยเรื่องและตีพิมพ์เป็นหนังสือเมื่อไหร่ เธอจะกำนัลให้ท่านหนึ่งเล่ม วงเล็บไว้ตอนท้ายว่า ถ้าท่านกับเธอยังคบกันถึง 31 ปีข้างหน้า

^^
 


จินนี่
ความเห็นที่ 8

 
  ตอบโดย จินนี่   เมื่อ: 2009-09-07 13:12:59
หมีจ๊ะ

อ่า..มีนิทานมาฝากตะเองเหมียนกัลล์ ต่างเวอร์ชั่นนิดโหน่ย :)

เรื่องมีอยู่ว่า
.
.
กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว..นานจนจำปี ค.ศ. บ่ได้แล้ว ช่างเหอะ
เข้าเรื่องเลยดีกว่าเนาะ


"พูห์ กำลังทำอะไรเหรอ!"

"อืม..คืนนี้ท้องฟ้าไร้เมฆ เห็นดาวกะพริบทักทาย พิกเล็ต..ไปเก็บดาวกันไหมล่ะ"

"งั้นเหรอ! เห็นทุกที..นายห่วงแต่เก็บน้ำผึ้งนี่หน่า"

"เปล่า..ไม่มีอะไร แค่ชวนไปเดินเล่นด้วยกันเท่านั้นเอง"

ooo

 


ตนเสพสติ
ความเห็นที่ 9

 
  ตอบโดย ตนเสพสติ   เมื่อ: 2009-09-08 14:23:45
คุณ จินนี่ ภาษาที่ คุณ จินนี่ ใช้มันน่ากลัวจังเลย ภาษาเขียนกะภาษาพูด มันไม่น่าจะเหมือนกันน๊ะครับ
 


พีพี
ความเห็นที่ 10

 
  ตอบโดย พีพี   เมื่อ: 2009-09-08 14:25:20
นึกถึงเจ้าชายน้อยจัง

ดีนะ ที่คลิกมาไล่อ่าน ไล่เก็บ ไม่งั้นเสียดายแย่เลย

นิทาน สะท้อนความจริงที่เกิดขึ้นได้อย่างดี
ยิ่งมีปี ค.ศ. กำกับ ยิ่งเน้นย้ำความจริงให้ชัดเจน

ชอบเรื่องนี้จัง
ขอบคุณนิทานดี ๆ นะคะ



 


จินนี่
ความเห็นที่ 11

 
  ตอบโดย จินนี่   เมื่อ: 2009-09-08 14:51:54
อืม..ขออนุญาตสอบถามกลับจักหน่อย
สหายใดแฝงนามมารึ

เพิ่งมาอ่านความเห็น 9 เขียนถึงเรา
มิทราบว่า อาราย 'น่ากลัว' หรือคร้าบ
หรือว่า เข้าใจว่าอย่างไรรึ!

วานขยายความเตอะ
 


ตนเสพสติ
ความเห็นที่ 12

 
  ตอบโดย ตนเสพสติ   เมื่อ: 2009-09-09 08:20:30
สวัสดีครับ คุณจินนี่ ผมต้องขอโทษด้วยน๊ะครับ แต่มันมีคำที่ ติดใจอยู่น๊ะครับ เช่นคำว่า
เหมียนกัลล์=เหมือนกัน และคำว่า นิดโหน่ย=นิดหน่อย แค่คำไม่กี่คำ ในความหมายเราอาจจะเข้าใจ แต่ในความรู้สึกผมคิดว่ามันแปลกๆครับ เพราะเราต้องรักษาความเป็นไทยโดยเฉพาะในเรื่องของภาษาไว้น๊ะครับ ช่วยกันสักนิดเพราะเรามันคือคนที่ดูดดื่มในความงามของภาษาเช่นกัน
งามใดในชาติ คืองามศาสนา งามจิตรใจ
งามใดในภาษา คืองามวาจา ศิลป์อักษร
 


จินนี่
ความเห็นที่ 13

 
  ตอบโดย จินนี่   เมื่อ: 2009-09-09 12:19:45
สวัสดีท่านตนเสพสติ

ยินดีที่ท่านแวะมาขยายความบอกกล่าวชัดเจนขึ้นกว่าเมื่อวาน

หนแรกเราอดแปลกใจว่า
ไฉนท่านจึงเจาะจงฝากความเห็นถึงเรา ทั้งที่เป็นกระทู้ของสหายหมี
(ขออนุญาตตอบกลับในกระทู้เดิมนี้เช่นกัน)

อันที่จริงเป็นการเขียนหยอกล้อสหายหมี ในฐานะสหายหนอนรู้จักหน้าตากัน
เมื่อมีเวลาว่าง ก็จะแวะอ่านงานเขียนกัน และช่วยพิสูจน์อักษรกันระยะหนึ่งแล้ว

ขอชี้แจงที่ผ่านมาเราเขียนบทความ หรือ เรื่องสั้นโดยเฉพาะบนพื้นที่สาธารณะ
จะคำนึงหลักการใช้ภาษาไทย และตรวจทานตัวสะกดเสมอ

หากท่านเป็นสหายใหม่เพิ่งผ่านมา สามารถย้อนกลับไปอ่านงานเขียนของเรา
โดยการค้นหาในช่องสี่เหลี่ยม 'ค้นคำค้นความ' เพื่อจะได้เข้าใจตรงกัน


หวังว่าถ้อยแถลงนี้ ตอบให้ท่านทราบกระจ่างแจ้งนะคะ

จินนี่
09.09.09


 


ตนเสพสติ
ความเห็นที่ 14

 
  ตอบโดย ตนเสพสติ   เมื่อ: 2009-09-09 16:33:33
สวัสดีครับ คุณจินนี่ ผมอาจ ว่าเป็นสมาชิกใหม่ครับ แต่ก็ อ่านบทความของ คุณวิน มานาน
บังเอิญเปิดอ่านดูน๊ะครับ ดูว่าเพื่อนชาวหนอน ของเราเขียนอะไรกัน ก็ดันมาเจอบทความของคุณ เจนนี่ น๊ะครับ แต่ไม่ได้มีจุดประสงค์ อะไรน๊ะครับ เพียงคิดว่าสมัยนี้ เขียนภาษากันน่ากลัวน๊ะครับ ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ ด้วยครับ
 


น็อต
ความเห็นที่ 15

 
  ตอบโดย น็อต   เมื่อ: 2009-09-10 21:22:33
ชอบครับ (คลาสิคดี)
 




ข้อความ :
สามารถเคาะ Enter หาต้องต้องให้เว้นบรรทัด หรือใช้คำสั่ง <br>
ชื่อ :
รูปภาพ :  
ขนาดไม่เกิน 50K และต้องมีนามสกุลเป็น gif และ jpg
รหัส :   c5add3
ใส่รหัส :   (กรุณาใส่รหัสจากข้างบนนะครับ)