ผู้เขียน  หัวข้อ: นิทานสามจุด : แมวดำบนโลกใบขาว
(...)

นิทานสามจุด : แมวดำบนโลกใบขาว
 เมื่อ: 2009-09-13 17:30:37 

นิทานสามจุด : แมวดำบนโลกใบขาว

cat

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…

 


“ทำไมต้องนานมาแล้วด้วยคะ คุณอา” เจ้าหลานสาววัยกำลังช่างถามเกิดสงสัย

“อืมม์ อาก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไม? มันสำคัญด้วยเหรอ?” คุณอาถามเจ้าหลานสาว

“อะไรคือความสำคัญคะคุณอา?” หลานสาวถามกลับแทนคำตอบที่คุณอาต้องการ

คุณอาเอียงคอเล็กน้อย ใช้นิ้วเกาคางทั้งๆที่ไม่รู้สึกว่ามีอาการคัน จากนั้นจึงยื่นมือทั้งสองข้างออก เพื่ออุ่มเจ้าหลานสาวช่างซักขึ้น

กอดเธอ

“เหมื่อนกับที่อารักหลานไงครับ-นี่ละ สำคัญ”

หลานสาวทำหน้าฉงน เอียงคอครุ่นคิด แล้วดวงตากลมโตก็ฉายประกายแวววาว ประกอบรับกับรอยยิ้มน่ารัก 

“เอาล่ะ -เมื่อครู่อาว่ายังไงแล้วนะ?”

“อาว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วคะ”


-- 

กาลครั้งหนึ่งนานพอดูเหมือนกัน - แต่นั่นไม่สำคัญหรอกว่ามันนานขนาดไหน ยังมีเจ้าแมวดำตัวหนึ่ง ถือกำเนิดมาอย่างลึกลับ

คล้ายกับว่ามีใครบางคนร่ายมนต์ และแกว่งไม้วิเศษไปมา จากนั้นตะโกนร้องคำว่า “โอมเพี้ยง!”

แล้วเสียง ‘ปิ๊ง!’ ก็ดังติดตามมา จากนั้นก็พลันปรากฏแมวสีดำตัวหนึ่ง บนลูกกลมๆใบสีขาวลูกหนึ่ง และมันนั่งสงสัยตัวเองอยู่  เนิ่นนานเหลือเกินกว่าที่เจ้าแมวจะรู้สึก  อยากจะกล่าวอะไรออกมาบ้าง

“เฮ้ย! นี่มันอะไรกัน?”  เจ้าแมวสีดำตัวนั้นสงสัย

ตัวมันมีสีดำ และแม้แต่ดวงตาของมันก็เป็นสีดำ-มีประกายเล็กน้อยเมื่อเกิดความสงสัย และไม่มีส่วนใดของร่างกายเลยที่จะมีสีสันอื่น อย่างเช่น ควรมีสีขาวบ้างสำหรับเล็บ หรือลิ้นที่ควรเป็นสีชมพูอ่อน หรืออาจจะเป็นดวงตาที่ควรมีสีขาวเล็กน้อยประกอบเข้ากับดวงตาสีดำ

ไม่เลย-ไม่มี แต่นั้นก็ยังไม่ใช่เรื่องที่มันจะใส่ใจ ขณะนี้ มันเหมือนต้องรู้ให้ได้ว่าทำไมมันถึงมาอยู่ที่นี่ มันเป็นเรื่องตลกสิ้นดีที่เกิดมีแมวสีดำเพียงตัวเดียวโผล่ขึ้นมาอยู่บน บน?

“นายเป็นใครกัน?” เสียงหนึ่งกล่าวออกมา “นายมาจากไหน?” เสียงนั้นยิงคำถามต่อ และเจ้าแมวสีดำก็เริ่มเดิน เดินๆ ไปเรื่อยๆเพื่อค้นหาเสียงนั้น

05-03 “นายอยู่ที่ไหนกัน ทำไมฉันไม่เห็นนายเลย?”

เจ้าแมวสีดำเอ่ยถามขึ้น เมื่อมันรู้สึกว่ามันเดินไปมารอบๆจนเหนื่อย มันไม่พบอะไรเลย และมันยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่ามันอยู่ที่ไหน มันควรจะมีต้นไม้ หรือดอกไม้ แม่น้ำ ก้อนเมฆ หรืออะไรเสียอย่างที่จะนำมาเป็นองค์ประกอบของ ‘สถานที่’

ทำไมที่แห่งนี้มันถึงได้ว่างเปล่าไม่มีอะไรเลยนะ เจ้าแมวสีดำครุ่นคิด

และก็มีเสียงตอบกลับมา เป็นเสียงเดิมที่ถามมัน

“ฉันอยู่ตรงนี้ อยู่ใต้เท้าของนายนั่นละ นายมัวแต่มองอะไรอยู่” เจ้าของเสียงมีน้ำเสียงหงุดหงิดเล็กน้อย แต่มันก็พยายามพูดจาอย่างมีไมตรีที่สุด

“โอ่- ขอโทษด้วยสหาย นายอยู่ใต้เท้าฉันหรอกหรือ ฉันเสียใจ ฉันอาจเอาเท้าไปวางที่อื่น หากว่าฉันสามารถทำอย่างนั้นได้ ด้วยความสัตย์จริง สาบาน”

“นายเป็นตัวอะไรกันแน่ สาบาน ฉันอยู่มานาน ยังไม่เคยเห็นอะไรที่เป็นแบบนายเลย”

เจ้าสิ่งที่อยู่ใต้เท้าเจ้าแมวดำพูดขึ้น เจ้าแมวดำก็ตกใจ “นั่นสินะ? ฉันคืออะไรกัน” มันนั่งเอียงคอสงสัยอยู่นานหลายนาน  มันคิดๆๆ แต่ก็คิดไม่ออก ทำไมพอมันถึงได้มีแต่คำถามที่ยากนักนะ  เจ้าแมวดำรู้สึกว่ามันกำลังอับจน และมันก็ถามสวนกลับไปว่า

“แล้วนายละ เรียกว่าอะไร?”  มันถามจบและแน็บรอยยิ้มเล็ก หากมันไม่มีสีดำเราจะสามารถมองเห็นได้ว่า มันยิ้มน่ารักเพียงใด

เจ้าก้อนกลมสีขาวเงียบไปเสียนาน จะว่าไปแล้วมันไม่เคยได้คุยกับใครมาก่อน มันมีเพียงตัวมันเอง มีเพียงมันเท่านั้นที่ลอยไปลอยมา หมุนรอบตัวเองไปเรื่อยๆ และรับแสงสว่างจากบางสิ่งที่อยู่แสนไกลออกไป มันเคยถามสิ่งนั้นเหมือนกัน ว่ามันเป็นใคร เป็นอะไร มาจากไหน แต่เสียงของมันคงกำลังเดินทางอยู่ เพราะนั่นนะ มันไกลมากจริงๆ

มันคิดไม่ออก และรู้สึกหงุดหงิดเจ้าสิ่งมีชีวิตสีดำนี่เสียจริงๆ ตลกสิ้นดี ใครกันนะ คิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาได้

“ทำไม? ฉันจะเป็นอะไรมันก็ช่างฉันเถอะ นายเองก็ไม่รู้เหมือนนี่ว่านายคืออะไร” มันตอบออกไปและมันก็ไม่พูดกับแมวสีดำอีก เจ้าแมวสีดำก็ไม่รู้สึกอะไรกับเจ้าก้อนกลมสีขาวเท่าไรนัก

“ฮึ!” เจ้าแมวดำทำเสียงหายใจใส่ และมันก็นอนหนุนท่อนแขนของมัน ร่างของมันทาบไปบนพื้นผิวเจ้าก้อนกลมสีขาว ที่มันเองก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร และจะลอยไปไหน

ภายนอกนั้นมีเพียงสีดำ และ แสงวับๆ วาวๆ แสงนั้นมันเรียกว่าอะไรกันนะ? มันเริ่มสงสัยอีกแล้ว ‘บ้าจริง’ มันคิด และมันก็หลับไป

-๐๐-

“นี่! เรามาตั้งชื่อกันมั้ย?” เจ้าก้อนกลมสีขาวเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย มีเพียงความเงียบ และความมืดมิดรอบข้าง

05-06 เจ้าแมวดำนอนหลับไปนาน และจะว่าไป มันก็อยู่อาศัยในความมืดและความเงียบมาช้านาน แล้วทำไมเมื่อเจ้าสิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้ว่าตัวเองคืออะไรมาโผล่ที่ตัวมัน มันถึงได้รู้สึกว่า ความเงียบงันนั้นมันช่างทรมาน

“นี่ๆๆๆๆ จะหลับไปถึงไหนกัน” มันส่งเสียงดังขึ้น และเริ่มขยับตัว มันสั่นไหวจนเจ้าแมวรู้สึกได้

“อะไรกัน? นี่นายไม่หลับไม่นอนเลยงั้นรึ?” เจ้าแมวดำกึ่งหลับกึ่งตื่นถามออกมาด้วยความหงุดหงิด

“ไม่เลย ฉันไม่เคยนอนหลับ นับแต่รู้ตัวเองฉันก็เริ่มหมุนๆ มีแต่ความมืดและการหมุนๆรอบตัวของฉันเท่านั้น ใช่-ฉันไม่เคยหลับ” เจ้าก้อนกลมสีขาวมีน้ำเสียงแจ่มใสขึ้นเมื่อเจ้าแมวดำตอบรับการสั่นของมัน

“เมื่อครู่นายถามฉันว่าอะไรนะ?” เจ้าแมวสีดำถามเจ้าก้อนกลมสีขาว

“ฉันว่า เรามาตั้งชื่อกันมั้ย?”

“เพราะอะไรกัน ทำไมอยู่ดีๆถึงนึกเรื่องแบบนี้ขึ้นมา” เจ้าแมวยิ่งสงสัยขึ้น

“ก็เราต่างไม่รู้นี่นะว่าเราคืออะไร นายจะได้มีชื่อ ฉันจะได้มีชื่อ เอาไว้เรียกกันไงละ? ไม่ดีหรอกรึ”

เจ้าก้อนกลมสีขาว หากว่าเราสามารถมองเห็นรอยยิ้มมันได้ เราจะเห็นได้ว่ามัน กำลังภูมิอกภูมิใจกับความคิดของมัน แต่เสียดาย มันเป็นเพียงก้อนกลมๆสีขาว ที่หมุนรอบตัวเอง และไม่รู้ว่าจะลอยไปไหนเพื่ออะไร เท่านั้น มันจึงไม่มีรอยยิ้มให้เราได้มอง

“จะบ้ารึไง เราก็มีกันแค่นี้ นายกับฉัน จะตั้งชื่อไว้เรียกกันทำไม ถ้าฉันจะถามหา ฉันก็ต้องถามหานาย ยังมีใครอยู่ที่นี่ให้ฉันเรียกหาอีกงั้นรึ ปัญญาอ่อนสิ้นดี” มันตอบด้วยความหงุดหงิด และรู้สึกว่า มันควรจะนอนต่อ

เจ้าก้อนกลมๆสีขาว อ้ำอึ้งจนพูดไม่ออก และมันก็ค่อยๆพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ก็ฉันนอนไม่หลับนี่ - ไม่สิ นายจะนอนหลับทั้งๆที่ฉันไม่ได้หลับได้ยังไงกัน?”

“โอ้ย! นายนี่ท่าจะเพี๊ยน นายไม่หลับมันก็เรื่องของนายสิ จะมาปลุกฉันขึ้นมาทำไมกัน?”

“แต่นายอยู่บนตัวฉันนะ” เจ้าก้อนกลมสีขาวเริ่มเน้นเสียง เจ้าแมวดำซุกหัวเข้าไปในท่อนแขนของมัน เหมือนกับต้องการหลบเสียงๆนั้น และมันพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“ถ้าฉันมีที่ให้ไปนะ สาบาน ฉันจะรีบไปจากที่นี่ จากตัวนาย ทันที!! สาบาน” และมันก็ซุกหัวหลับไปอีกครั้ง

คราวนี้เจ้าก้อนกลมสีขาวเป็นฝ่ายเงียบบ้างเหมือนกัน ในใจของมันเกิดคำถาม ‘บ้าเอ๊ย! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?’

ในความเงียบและมืดมิด - ไม่มีคำตอบจากสิ่งใด

-๐๐๐-

“โอ้ย!!! - นายทำอะไรนะ?” เจ้าก้อนกลมๆสีขาว รู้สึกเจ็บที่ผิวของมัน

“อ้าว นายเจ็บงั้นรึ?” เจ้าแมวดำพูดอย่างรู้สึกผิด

“ใช่-ฉันเจ็บ นายทำอะไรกับฉัน” เจ้าลูกกลมๆสีขาวถามเจ้าสิ่งมีชีวิตสีดำ

05-04 “ฉันก็แค่- เอ่อ จะเรียกว่ายังไงดีละ ฉันรู้สึกไม่มีแรง และคิดว่าน่าจะมีอะไรตกถึงท้องบ้าง”

เจ้าแมวดำตอบอย่างอายๆ

“ฉันก็เลยดมดูที่ตัวนาย และลองงับไปหนึ่งที”

“นายงับฉันงั้นรึ - เลวมาก”

เจ้าลูกกลมๆสีขาวโกรธมาก มันไม่เคยถูกงับ แม้มันอาจเคยเจ็บเล็กน้อยเมื่อมีอะไรบางอย่างลอยเข้ามาชนมันบ้างบางคราว

แต่มันไม่เคยเลย ไม่เคยเจ็บปวดจากสิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไรมาจากไหน มันอาจไม่เจ็บมากมายเท่าไรหรอก เพียงแต่มันกลับรู้สึกแย่เอามากมาก

“แล้วนายจะให้ฉันทำยังไง?”

“ทำอะไรก็ได้ที่ไม่ต้องงับฉัน - ฉันเจ็บ เจ็บเอามากๆด้วย” เจ้าก้อนกลมๆสีขาวน้ำเสียงหนักแน่น ซึ่งความจริงแล้ว มันไม่ได้เจ็บมากมายอะไรเลย

“นายไม่เป็นอย่างฉันบ้างนายไม่รู้หรอก” เจ้าแมวตวาดใส่

“ฉันไม่รู้- แน่นอน สำคัญงั้นเหรอ สำหรับฉันแล้วไม่จำเป็น ไม่สำคัญ นายมีสิทธิ์อะไรมางับฉัน”

“ก็ฉันไม่รู้จะงับอะไรนี่หว่า?”

“นั่นมันเรื่องของนาย”

05-05 เจ้าก้อนกลมๆสีขาวตวาดกลับ ตัวมันสั่นไหวด้วยความโกรธ  และเจ้าแมวดำก็ล้มกลิ้งไปกลิ้งมา ดูเหมือนว่าเจ้าลูกกลมๆสีขาวจะรู้วิธีแก้เผ็ดเจ้าสิ่งมีชีวิตตัวนี้แล้ว ส่วนเจ้าแมวดำก็ถูกกระแทกไปมาจากการสั่นไหว

ร่างของมันเริ่มบอบช้ำ มันรู้สึกเจ็บปวด มันเริ่มเข้าใจแล้วว่าความเจ็บปวดคืออะไร มันไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับมันเรียกว่าความหิว แต่มันรู้แล้วว่าความเจ็บปวดที่ถูกกระทำนั้นเป็นอย่างไร

มันรู้สึกเจ็บแปลบจนไม่อาจจะบรรยายได้ ไม่ใช่ความเจ็บที่ผิวหนัง แต่เป็นความเจ็บที่หัวใจ

“ฉันขอโทษ…” เจ้าแมวดำพูดออกมา น้ำเสียงมันเบาเหลือเกิน เบาเกินกว่าจะสู้เสียงสั่นสะเทือนของเจ้าก้อนกลมสีขาวได้ มันยังคงสั่นไหวอยู่ตลอดเวลา เนิ่นนานจนค่อยๆสงบลงทีละน้อย จนเกิดความเงียบในความมืดอีกครา

-๐๐-

ความเงียบผ่านไปเนิ่นนาน เจ้าลูกกลมๆสีขาวไม่สนใจแล้วว่าเจ้าสิ่งที่อยู่บนร่างมันจะเป็นอย่างไร มันทำเมินไม่มองหา และพยายามส่งสายตาผ่านความมืดมิดเบื้องหน้า

เบื้องหน้ามีแสงวิบๆวับๆมากมาย แต่ไม่อะไรเลยที่พูดจาสื่อสารกับมัน และไม่นานหลังจากนั้น มันรู้สึกถึงเสียงครืนๆ ใกล้ตัวมัน มันหันไปมองที่มาของเสียงนั้น

05-07สิ่งที่ปรากฏต่อมันเป็นภาพที่มันไม่อาจจะลืมเลือนตลอดไป

ก้อนกลมๆขนาดครึ่งหนึ่งของตัวมันพุ่งผ่านร่างมันไป อย่างหวุดหวิด มีเสียงครืดไปกับพื้นผิวของมัน

เป็นเจ้าแมวดำตัวนั้นนั่นเอง ที่ใช้ร่างของมันต้านทานก้อนกลมๆที่พุ่งเข้าหาก้อนนั้น

เนื้อตัวที่บอบช้ำของมันบิดเบี้ยวแทบไม่เหลือรูปร่างว่ามันเคยมีรูปร่างอย่างไร จากนั้นของเหลวสีดำก็ค่อยๆซึมออกมาจากร่างกายของมัน เสียงลมหายใจของมันค่อยแผ่วเบา โรยริน

“นายทำอะไรของนาย - นายช่วยฉันอย่างนั้นรึ” เจ้าก้อนกลมๆสีขาวร้องลั่น มันสั่นสะเทือนด้วยความตกใจ มันอยากจะมีอะไรบางอย่างที่สามารถโอบกอดร่างสีดำนั่น

“นี่ฉันถามนายนะ นายทำไมไม่พูด ชั่วร้าย ตื่น ตื่นขึ้นมา ตื่นมาด่าว่าฉันก็ยังดี” เจ้าก้อนกลมๆสีขาวรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาทันที มันเป็นความเจ็บปวดที่ไม่อาจจะบรรยายได้

“ตื่นสิ นายตื่นขึ้นมา” ไม่มีเสียงตอบรับ เจ้าก้อนกลมๆสีขาวเริ่มสั่นไหว มันเขย่าร่างของเจ้าแมวสีดำไปมา เพื่อหวังให้มันรู้สึกตัว

“ตื่นๆ นายจะมาหลับอย่างนี้ไม่ได้นะ นายจะตื่นมางับฉันก็ได้นะ บ้าเอ๊ย!! ฉันไม่เจ็บ ไม่เจ็บเลยสักนิดเดียว นายจะงับฉันกี่ครั้งก็ได้ เท่าที่นายต้องการ ขออย่างเดียวเถอะ ขอให้นายตื่น ตื่นขึ้นมาคุยกับฉัน ถามฉัน ถามอะไรก็ได้ ฉันจะตอบทุกอย่างที่นายถาม มันสำคัญนะ ทุกคำถามที่นายถาม มันสำคัญ ได้โปรด”

แมวดำเริ่มขยับเล็กน้อย มันลืมตาขึ้นมาอย่างยากเย็น และมันได้ยินทุกอย่างที่เจ้าสิ่งที่มันนอนทาบร่างอยู่นั้นเอ่ยออกมา มันยิ้ม และถ้าเราสามารถเห็นรอยยิ้มมันได้ เราจะรู้ว่า เป็นรอยยิ้มที่งดงามที่สุดเท่าที่มันเคยแสดงออกมา

“ขอบใจที่นายให้ฉันงับนาย แต่มัน… มันไม่สำคัญแล้ว” เสียงของมันค่อยแผ่วเบาลงทุกที

เจ้าแมวดำรู้สึกว่าที่ๆมันนอนอยู่นั้นมีความอบอุ่นขึ้น ไม่เย็นชาเหมือนกับวันแรกๆที่มันนอน ความอบอุ่นนี้เป็นสิ่งที่มันไม่เคยรู้สึกมาก่อน เป็นความอบอุ่นที่เป็นมิตรกับมัน แล้วมันก็รู้สึกได้ว่า เริ่มมีบางสิ่งซึมออกมาจากพื้น

“นี่มันอะไรกัน ฉันรู้สึกดีมากที่ได้สัมผัส” เจ้าแมวดำพูดออกมา เสียงของมันเบาจนแทบไม่ได้ยิน

“ฉันไม่รู้ มันออกมาเอง” เจ้าก้อนกลมสีขาวไม่รู้ว่าของเหลวใสๆที่ออกมาจากตัวมันคืออะไร มันซึมออกมาเรื่อย จนท่วมร่างของเจ้าแมวดำ แมวดำยิ้มและพูดอีกครั้ง

“มันช่างตลกสิ้นดี นายว่ามั้ย นายไม่รู้ว่านายเกิดมาเพื่ออะไร?”

และแมวดำตัวนั้นก็หลับตาลง ทุกอย่างจมลงในความเงียบ ของเหลวใสกลืนร่างของแมวดำและตัวเจ้าก้อนกลมๆสีขาว ไม่มีเสียงอันใดอีกเลยหลังจากนั้น

ไม่มี

--

ผ่านมาเนิ่นนาน นานเสียจนไม่สำคัญอีกแล้วว่าทำไมจึงต้องนานขนาดนั้น ของเหลวใสค่อยๆแห้งลง เจ้าก้อนกลมสีขาวตอนนี้เริ่มมีสีเขียว สีฟ้า สีดำและน้ำตาลประดับไปทั่วร่าง มันยังคงหมุนรอบตัวเองเหมือนเดิม และก็เกิดลม มีมวลอากาศสีขาวเป็นปุยโอบรอบตัวมัน

มันยังคงรู้สึกอบอุ่นจากภายในเสมอ มันเฝ้ารอเสมอว่า เมื่อใดที่เจ้าสิ่งนั้น สิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้แม้แต่ชื่อตัวเอง และไม่รู้ว่าตัวเองเกิดขึ้นมาเพราะอะไร บังเอิญตื่นขึ้นมา หรืออยู่ดีๆก็โผล่ขึ้นมาบนร่างมันอีกครั้ง และถามคำถามน่าปวดหัวว่า

“มันช่างตลกสิ้นดี นายว่ามั้ย นายไม่รู้ว่านายเกิดมาเพื่ออะไร?”

เจ้าก้อนกลมๆที่ตอนนี้ไม่ได้มีแต่สีขาวเท่านั้น มันคิดคำตอบรอเอาไว้อยู่แล้ว ด้วยความมาดหมายอย่างสุดจะบรรยาย มันจะตอบกลับไปด้วยไมตรีว่า

“ฉันเกิดมาเพื่อให้นายงับฉันยังไงละ เจ้าบ้า”


แล้วคุณอาก็ปิดสมุดนิทาน จากนั้นถามเจ้าหลานตัวน้อยว่า “นิทานเรื่องนี้สอนอะไรครับ?” มือหนึ่งลูบผมเจ้าหลานสาวเบาๆ และเขาค่อยรู้ว่า เจ้าหลานตัวดีดันหลับไปเสียตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้

05-01


 อ่านเรื่องก่อนหน้านั้น

- นิทานสามจุด : คนเก็บดาว
- นิทานสามจุด : แก้วก็คือแก้ว
- นิทานสามจุด : ขอดาว
- นิทานสามจุด : เจ้าชายกับรากไม้



2009-09-13 17:30:37/(...)

 


(...)
ความเห็นที่ 1

 
  ตอบโดย (...)   เมื่อ: 2009-09-13 17:55:58



ช่วงตอบ จม.



สวัสดีวันอาทิตย์ขอรับกระผมสหายที่เคารพเลิฟยิ่งทุกท่านครับผม



นึกไปนึกมา นึกเอาว่า อาทิตย์นี้เกือบจะเขียนนิทานไม่รอดเอาเสียแล้ว - แล้วก็รอดมาจนได้ ไม่นึกว่าจะเขียนยาวขนาดนี้ แหะๆ



ตอบ จม. ดีกว่า






ตอบโดย น้ำแข็งละลายในแก้วชาดำเย็น   เมื่อ: 2009-09-05 21:08:48 




เรื่องนี้จบงง ๆ นะคะ แต่การวาดโทนเรื่องและสร้างบรรยากาศของเรื่องเป็นสิ่งที่อยากชมค่ะ ^_^ 



ตอบ : คนเขียนก็งงๆเหมือนกันเมื่อกลับมาอ่านอีกรอบ ตรงไหนเป็นอย่างไร ติชมกันได้ครับ เพราะอยากให้งานเขียนชุดนี้มีการปรับปรุงอีกครั้งเหมือนกัน




ตอบโดย saranya_nok.worm   เมื่อ: 2009-09-05 23:36:00 




อ่านนิทานเรื่องนี้แล้วรู้สึกว่า ท่วงทำนองช่างเข้ากันกับอารมณ์ในช่วงนี้ดีจริง ๆ เอื่อย ๆ และซึมเซา...



สมมติว่าต้องเกิดเป็นลูกของหมี แล้วได้ฟังนิทานเรื่องนี้จากพ่อ ก็จะบอกกับพ่อหมีว่า...



" คุณพ่อคะ หนูไม่อยากฟังนิทานเรื่องนี้เลยค่ะ "



" ฟังแล้วหนูไม่อยากหลับตานอน เพราะกลัวว่า...คืนนี้ จะร้องไห้ตามเด็กชายเด็กหญิง "



เห็นหมีมีความตั้งใจและขยันเขียนแบบนี้ก็ให้สะท้อนใจ ว่าเรายังไม่ได้เริ่มเขียนคอลัมน์เลย อุ อุ



ดวงดาวที่เด็กหญิงแขวนไว้ราวฟ้า คงอยู่เป็นเพื่อนได้ดีในค่ำคืนนี้ คืนที่คงต้องนอนดึก อาจไม่ใช่เพราะจะลงมือเริ่มคิดเริ่มเขียนโปสการ์ดอย่างเดียว แต่ต้องอยู่คอยถอดเข็มน้ำเกลือจากขาสุนัขที่กำลังป่วย เพราะถ้าทิ้งคาไว้รุ่งเช้ากลัวเลือดไหลย้อน คราวนี้แทนที่จะแข็งแรงขึ้น เค้าอาจต้องกลับไปโรงพยาบาลอีกครั้ง เอ้อ... จะพยายามถ่างตา...



ปล.แต่อ่านเรื่องนี้แล้วคงนอนไม่หลับล่ะ กลัวฝันซึม ๆ เศร้า ๆ อิ อิ 



ตอบ : สงสัยเขียนไปเขียนมา นิทานที่เขียนจะไม่ใช่นิทานก่อนนอนเสียแล้วแหะ บอกตรงๆครับพี่นก การเขียนนิทานให้มันมีบรรยากาศ สะอาด สว่าง ใส อย่างที่ระดับมาสเตอร์เขาเขียนกันนั้น ไม่ง่ายเลยแหะ (กำลังพยายามเหมือนกัน) งานเขียนช่วงนี้ไม่รู้เป็นไง อารมณ์ออกมาแบบหม่นๆหลายชิ้นเลยแหะ สงสัยอากาศจะมีส่วน




ตอบโดย ชริ   เมื่อ: 2009-09-06 08:30:44 
รวมเรื่องสั้นเมื่อไร ขอซื้อหนึ่งเล่ม จะคอยอ่านนะค่ะ 

ตอบโดย garnet   เมื่อ: 2009-09-06 11:25:27 
เห็นด้วยกับคุณชริค่ะ รวมเล่มแล้วบอกกันด้วยนะคะ 



ตอบโดย หนุ่มช่างสงสัย   เมื่อ: 2009-09-06 12:20:08 
ก่อนอื่น...พี่สามต้องรวมเล่มกระบี่ไร้ยางอายก่อนนะ



ผมตามอยู่...ก้าวฯเดือนนี้ก็ไม่ได้ลงนะครับ 



ตอบ : ตอบรวมๆเลยละกันครับ คิดว่าจะรวมครับ แต่คงต้องให้ได้จำนวนมากพอเสียหน่อย ถ้าได้มากพอ งานพบหนอนปีหน้า อาจมีเป็นเล่มให้เป็นทีระทึกในงานนัดหนอนก็เป็นได้ครับ



ส่วนกระบี่ฯ สิ้นปีนี้จบแน่นอนครับ แจ้งนิดหนึ่ง กระบีฯผมส่งต้นฉบับ เดือนละครั้งนะครับ เลยมีฉบับเว้นฉบับ ดีใจที่ยังมีคนติดตามครับ :) ส่วนรวมเล่มหรือไม่นั้น คงต้องเอาทั้งหมด มาเกลาเสียใหม่ และ ดูเวลาอีกทีครับ




ตอบโดย สายลม   เมื่อ: 2009-09-06 13:01:39 
กาลครั้งหนึ่ง...กาลครั้งนั้นคงต้องบอกว่ายังไม่นานเท่าไหร่

เด็กหญิงคนหนึ่งวาดฝันจะเขียนนิทานให้ครบร้อยเรื่อง ช่วงแรกเธอทุ่มเทและมุ่งมั่น แต่พอผ่านไปไม่นาน ความมุ่งมั่นเธอชักแผ่วเบาความทุ่มเทก็ขาดหาย สองปีผ่านเธอได้นิทานมาหกเรื่อง ถ้าใช้ความรู้ทางวิชาคณิตศาสตร์มาคำนวณหาค่าเฉลี่ยดู จะเห็นว่าเธอเขียนนิทานได้ปีละสามเรื่อง เหลืออีก 94 เรื่อง อีก 31 ปีนิดๆ เธอคงเขียนได้ครบตามที่วาดฝันไว้



อ้อ เธอแอบกระซิบมาว่า ถ้าเธอเขียนได้ครบร้อยเรื่องและตีพิมพ์เป็นหนังสือเมื่อไหร่ เธอจะกำนัลให้ท่านหนึ่งเล่ม วงเล็บไว้ตอนท้ายว่า ถ้าท่านกับเธอยังคบกันถึง 31 ปีข้างหน้า



^^ 



ตอบ : กาลครั้งหนึ่งก็เคยคิดไว้นานเหมือนกันว่าจะ เขียน memo ให้ได้ทุกวัน แต่กาลครั้งต่อๆมา ก็กลายเป็นว่า ไม่มีเวลาและอารมณ์ไม่ปกติ แม้อากาศจะเป็นใจ แต่อะไรอีกมากมายก็ไม่ค่อยเหมาะสม เลยไม่ได้ทำอย่างที่คิด นิทานนี้ตั้งใจใหม่ หวังว่าจะไปให้รอดทุกอาทิตย์



31 ปี ไม่นานเท่าไร ข้าพเจ้าจะรออ่านนิทานร้อยเรื่องของท่านสายลมขอรับ :)




ตอบโดย จินนี่   เมื่อ: 2009-09-07 13:12:59 
หมีจ๊ะ

อ่า..มีนิทานมาฝากตะเองเหมียนกัลล์ ต่างเวอร์ชั่นนิดโหน่ย :)



เรื่องมีอยู่ว่า

.


.


กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว..นานจนจำปี ค.ศ. บ่ได้แล้ว ช่างเหอะ


เข้าเรื่องเลยดีกว่าเนาะ



"พูห์ กำลังทำอะไรเหรอ!"



"อืม..คืนนี้ท้องฟ้าไร้เมฆ เห็นดาวกะพริบทักทาย พิกเล็ต..ไปเก็บดาวกันไหมล่ะ"



"งั้นเหรอ! เห็นทุกที..นายห่วงแต่เก็บน้ำผึ้งนี่หน่า"



"เปล่า..ไม่มีอะไร แค่ชวนไปเดินเล่นด้วยกันเท่านั้นเอง"


ตอบโดย ตนเสพสติ   เมื่อ: 2009-09-08 14:23:45 
คุณ จินนี่ ภาษาที่ คุณ จินนี่ ใช้มันน่ากลัวจังเลย ภาษาเขียนกะภาษาพูด มันไม่น่าจะเหมือนกันน๊ะครับ 

ตอบโดย จินนี่   เมื่อ: 2009-09-08 14:51:54 
อืม..ขออนุญาตสอบถามกลับจักหน่อย


สหายใดแฝงนามมารึ



เพิ่งมาอ่านความเห็น 9 เขียนถึงเรา

มิทราบว่า อาราย 'น่ากลัว' หรือคร้าบ


หรือว่า เข้าใจว่าอย่างไรรึ!



วานขยายความเตอะ 



ตอบโดย ตนเสพสติ   เมื่อ: 2009-09-09 08:20:30 





สวัสดีครับ คุณจินนี่ ผมต้องขอโทษด้วยน๊ะครับ แต่มันมีคำที่ ติดใจอยู่น๊ะครับ เช่นคำว่า


เหมียนกัลล์=เหมือนกัน และคำว่า นิดโหน่ย=นิดหน่อย แค่คำไม่กี่คำ ในความหมายเราอาจจะเข้าใจ แต่ในความรู้สึกผมคิดว่ามันแปลกๆครับ เพราะเราต้องรักษาความเป็นไทยโดยเฉพาะในเรื่องของภาษาไว้น๊ะครับ ช่วยกันสักนิดเพราะเรามันคือคนที่ดูดดื่มในความงามของภาษาเช่นกัน




งามใดในชาติ คืองามศาสนา งามจิตรใจ

งามใดในภาษา คืองามวาจา ศิลป์อักษร 



ตอบโดย จินนี่   เมื่อ: 2009-09-09 12:19:45 
สวัสดีท่านตนเสพสติ



ยินดีที่ท่านแวะมาขยายความบอกกล่าวชัดเจนขึ้นกว่าเมื่อวาน



หนแรกเราอดแปลกใจว่า

ไฉนท่านจึงเจาะจงฝากความเห็นถึงเรา ทั้งที่เป็นกระทู้ของสหายหมี


(ขออนุญาตตอบกลับในกระทู้เดิมนี้เช่นกัน)



อันที่จริงเป็นการเขียนหยอกล้อสหายหมี ในฐานะสหายหนอนรู้จักหน้าตากัน

เมื่อมีเวลาว่าง ก็จะแวะอ่านงานเขียนกัน และช่วยพิสูจน์อักษรกันระยะหนึ่งแล้ว



ขอชี้แจงที่ผ่านมาเราเขียนบทความ หรือ เรื่องสั้นโดยเฉพาะบนพื้นที่สาธารณะ

จะคำนึงหลักการใช้ภาษาไทย และตรวจทานตัวสะกดเสมอ



หากท่านเป็นสหายใหม่เพิ่งผ่านมา สามารถย้อนกลับไปอ่านงานเขียนของเรา

โดยการค้นหาในช่องสี่เหลี่ยม 'ค้นคำค้นความ' เพื่อจะได้เข้าใจตรงกัน



หวังว่าถ้อยแถลงนี้ ตอบให้ท่านทราบกระจ่างแจ้งนะคะ



จินนี่

09.09.09



ตอบโดย ตนเสพสติ   เมื่อ: 2009-09-09 16:33:33 





สวัสดีครับ คุณจินนี่ ผมอาจ ว่าเป็นสมาชิกใหม่ครับ แต่ก็ อ่านบทความของ คุณวิน มานาน


บังเอิญเปิดอ่านดูน๊ะครับ ดูว่าเพื่อนชาวหนอน ของเราเขียนอะไรกัน ก็ดันมาเจอบทความของคุณ เจนนี่ น๊ะครับ แต่ไม่ได้มีจุดประสงค์ อะไรน๊ะครับ เพียงคิดว่าสมัยนี้ เขียนภาษากันน่ากลัวน๊ะครับ ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ ด้วยครับ 



ตอบด้วยคน :) ผมก็จะพยายามใช้ภาษาให้ดีครับ แต่บางครั้ง มันก็อาจมีสำเนียงเพี้ยนๆกันบ้าง เพราะบางที คำๆเดียวกัน ประโยคเดียวกัน เขียนออกมาเหมือนกันด้วยอารมณ์ต่างกัน หากไม่มีลูกคอสำเนียงเล็กน้อย บางครั้งเราก็ตีความหมายเป็นอื่นได้เหมือนกันครับ



สำหรับพี่จินนี่ เธอเป็นพี่สาวที่น่ารักมากครับ หากอ่านหลายๆกระทู้จะรู้ว่า เป็นหนึ่งในขบวนการตรวจคำผิดครับผม แหะๆ






ตอบโดย พีพี   เมื่อ: 2009-09-08 14:25:20 



นึกถึงเจ้าชายน้อยจัง ดีนะ ที่คลิกมาไล่อ่าน ไล่เก็บ ไม่งั้นเสียดายแย่เลย



นิทาน สะท้อนความจริงที่เกิดขึ้นได้อย่างดี

ยิ่งมีปี ค.ศ. กำกับ ยิ่งเน้นย้ำความจริงให้ชัดเจน



ชอบเรื่องนี้จัง

ขอบคุณนิทานดี ๆ นะคะ



ตอบ : จริงยากเหมือนกันที่ดึงเอาตัวเลขและเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง ตอนแรกคิดว่าไม่น่าจะเข้ากันเท่าไร เหมือนกับจงใจเกินไป แต่ก็นึกไม่ออกว่า จะเชื่อมโยงเหตการณ์อย่างไรกับเรื่องสงครามโลก ครั้งที่ ๑และ๒



ขอบคุณที่ตามอ่านครับ พีพี :)






ตอบโดย น็อต   เมื่อ: 2009-09-10 21:22:33 
ชอบครับ (คลาสิคดี)



ตอบ : ขอบคุณครับผม :)




 


ไอซ์
ความเห็นที่ 2

 
  ตอบโดย ไอซ์   เมื่อ: 2009-09-13 19:57:29
ภาพประกอบ
ชอบมากพี่ฉาม
 


saranya_nok.worm
ความเห็นที่ 3

 
  ตอบโดย saranya_nok.worm   เมื่อ: 2009-09-13 23:03:09
เป็นนิทานก่อนนอนสอนผู้ใหญ่หรือเปล่านี่...


อ่านนิทานช่วงแรก ๆ มีคิ้วขมวดเลยนะ เอ๊ะ! จะต้องตีความว่ายังไงนะ ความหมายคืออะไร ประมาณอ่านเรื่องเซนอยู่ค่ะ


ก่อนอ่านเห็นนิทานเป็นนิทาน
ขณะอ่านเห็นนิทานไม่เป็นนิทาน
หลังอ่านเห็นนิทานเป็นนิทาน


อ่านจบก็รู้สึกว่าเซนเหมือนกันนะเนี่ย

และทายตอนจบ รวมทั้งตอนหลานต้องหลับถูกด้วยล่ะ ให้รางวัลมาซะดี ๆ!!



แต่...จะสอนเซนเด็กตั้งแต่ไม่รู้ว่าความสำคัญคืออะไรเลยหรือ

วันนี้เข้ามาอ่านตามหัวใจที่เป็นผู้ใหญ่

คิดไว้ว่าถ้ามีโอกาสจะเข้ามาอ่านภาคหัวใจที่เป็นเด็กนะ ( ยังทำได้ ๆ ^_^\/ )




ปล.รวมเล่มแล้วขออุดหนุดเล่มนึงนะหมีน้อย!
 


กีรติ
ความเห็นที่ 4

 
  ตอบโดย กีรติ   เมื่อ: 2009-09-14 12:50:42
พี่.พี่มีความสามารถหลายอย่างมากนะ
พออ่านงานพี่ชวนให้คิดว่า พวกที่เป็นสถาปนิก ออกแบบตกแต่งภายใน
หรืออะไรที่มันเกี่ยวกับการก่อสร้างบ้านเนี่ย เขาเจิด เจิด กันทั้งนั้นเลย
พี่อัมโปะก็ด้วยอีกคนนะ
 


UgLy PriNceSS
ความเห็นที่ 5

 
  ตอบโดย UgLy PriNceSS   เมื่อ: 2009-09-14 22:15:21
^^



อ่านแล้วอยากเขียนนิทานบ้างจัง.......................




นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า.............รึปล่าวนะ ^ ^
 


หัวใจสีส้ม
ความเห็นที่ 6

 
  ตอบโดย หัวใจสีส้ม   เมื่อ: 2009-09-15 12:21:12
สงบ..สุขุม...ตลก...
ได้คติ

^__^

อ่านแล้วอยากให้พี่ท่าน ปรับจนกลายเป็นวรรณกรรมเด็กจริงๆ สาบาน!!

จาก ก้อนเบี้ยวๆ เล็กๆ คิ้วหนาๆ ....แหะๆ
 


น็อต
ความเห็นที่ 7

 
  ตอบโดย น็อต   เมื่อ: 2009-09-20 09:14:27
ตาไม่เคยมองเห็นคิ้ว ตราบจนกระทั่ง ตาถูกปิดลง
แต่ทั้งสองต่างรู้หน้าที่ของกัน และกันดี

ความผูกพัน และมิตรภาพอาจต้องรอวันพิสูจน์

ชอบครับพี่สาม นิทานเรื่องนี้ เยอะอ่ะเขียนไม่ถูก ^_^
 


(...)
ความเห็นที่ 8

 
  ตอบโดย (...)   เมื่อ: 2009-09-20 18:24:53
ไอซ์ : ผมอยากวาดให้ เจิดๆ กว่านี้ครับ แต่เวลาไม่อำนวย แหะๆ :)

พี่นก : เซ็นหรือครับ? อืมม์ ไม่แน่ใจแหะ แต่ตอนเขียนคิดว่ามันน่าจะออกดราม่านะ ไฉนกลายเป็นนิทานเซ็นไปได้เล่านั่น :)

อ้อย : เจิดๆ นี่ ภาษาวันรุ่น มันแปลว่าอะไรรึ? (เป็นไปในทางที่ดีใช่มะ) :)

เจ้าหญิงฯ : บ้านหนอนมาจัดงานสัปดาห์ 'นิทาน' กันดีมั้ยเอ่ย :)

น้องอิง : สาบาน พี่อยากเขียนให้ดีกว่านี้ครับน้อง แต่ช่วงนี้ลมปราณมาไม่ปกติจริงๆ :)

น๊อต : ขอบคุณที่ยังคงติดตามอ่านผลงานครับ - :) (คำกล่าวที่ยกมา คล้ายๆคุ้นๆว่าเคยอ่านเจอที่ไหนหว่า ของ ขงเบ้งรึเปล่า? นะ)

 




ข้อความ :
สามารถเคาะ Enter หาต้องต้องให้เว้นบรรทัด หรือใช้คำสั่ง <br>
ชื่อ :
รูปภาพ :  
ขนาดไม่เกิน 50K และต้องมีนามสกุลเป็น gif และ jpg
รหัส :   a81b53a
ใส่รหัส :   (กรุณาใส่รหัสจากข้างบนนะครับ)