ผู้เขียน  หัวข้อ: ก้าว...รอ...ก้าว (ปีสอง) -ก้าวฯที่๔๐.-


ก้าว...รอ...ก้าว (ปีสอง) -ก้าวฯที่๔๐.-
 เมื่อ: 2009-10-01 03:57:19 
----
----ก้าวฯที่๔๐
----




Cover by : ยางมะตอยสีชมพู

ก้าว..รอ..ก้าว (ปีสอง)
'บ้านหนอน' ออนไลน์แมกกาซีน
http://kaawrowkaw2.wordpress.com
kaawrowkaw@hotmail.com

สำนักหนอนสนทนา
http://www.winbookclub.com

กองบอกอ :
อานันท์ ประทีฯ / หนุงหนิง / ยางมะตอยสีชมพู / (…) /
ธุลีดิน / พงษ์ปรัชญา / สารากร / Plin, :-p /








-
----มีอะไรในเล่ม :
-











[หลังม่านลมและฝุ่นดิน]

หลังม่านลมและฝุ่นดิน
ป.ณ.ใจ : ตัวเอ้

.

Image0027

.

เธอที่รัก.

 .

จระเข้ขวางคลองนั้นฉันไม่เคยเห็น แต่หากหมายถึงอาการตามสำนวนดังกล่าวละก็ พบเห็นบ่อยไป, ไม่ได้คิดชวนให้เธอเครียดหรอกนะนั่นน่ะ

ดูภาพสุนัขขวางประตูทางเข้าหน้าร้านสะดวกซื้อหน้าหมู่บ้านนี่สิ

เขาว่ามัน “ตัวเอ้” เลยเชียว

บ้างว่า “เจ้าถิ่น”

บ้างจะว่าอะไรอีกไม่รู้ละ

ตรงนี้ที่ประจำเลยนะ ตัวอื่นน่ะหรือ อย่าแหยมเข้ามาเชียว

ไม่รู้หรอกว่า มันจะออกอาการ “ฮึ่มฮั่ม” หรือไม่, ยังไม่เคยเห็น  แต่หากมานอนข้าง ๆ นั้นได้ ไม่ว่ากัน แต่ที่ตรงนี้รู้ไว้นิดว่าของใคร ของใคร

บางคนก็เดินข้าม

บางคนก็เดินอ้อม

บางคนก็ลูบหัวมันเล่น

บางคนก็ถือวิสาสะบันทึกภาพมัน (ตรงนี้เธอคงเดาออกว่าใคร)

บางวันมันเข้าไปนอนที่หน้าเคาน์เตอร์  นอนท่านี้ละ  สงบ ไม่จุ้นจ้านย่มย่ามวุ่นวายในร้าน

พนักงานประจำร้านก็แสนดี  เอ็นดูมัน

ไม่มีใครบ่นว่าอะไรสักคนสักคำ

มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของร้านสาขานี้ไปแล้ว

บางครั้งฉันว่ามันหยิ่งนะ  พูดทักทายด้วยกลับนิ่งเฉย  ไว้ตัวเสียเหลือเกิน

ฮา...  ประสาอะไรกันเล่า  คนอย่างฉันหากไม่รู้จักใคร เข้ามาทำเจ๊าะแจ๊ะอย่างนั้นอย่างนี้ก็คงมีอาการเหมือนมัน  อย่างเขาว่าละนะว่า “รู้หน้าไม่รู้ใจ”

ก็นึกว่ามันจะมีบุคลิกอย่างนี้ ไม่ว่ากับใคร  ที่ไหนได้ กับพวกพนักงานร้านมันกลายเป็นคนละตัว

รื่นเริง  หางกระดิกกวัดแกว่งไปมา  ขนหลังคอลุกชัน  ใบหูลู่  ครางหงิง ๆ อิ๋ง ๆ

เอาเถอะน่ะ, ขอแค่มันไม่กัดก็แสดงความเป็นมิตรกับผู้คนมากพอแล้ว

เรื่องของคนหมาไม่เกี่ยว แต่เรื่องของหมาคนอย่างฉันกลับอยากเกี่ยวข้องด้วย

ก็มันน่าเอ็นดูอยู่น้อยเสียเมื่อไหร่

“หมาก็ร้อนเป็นนะครับ”

ตากลมตากแอร์สบายใจไป

เห็น “ตัวเอ้” อย่างนี้ที่ไหนบอกเล่ากันบ้างล่ะ •

.

กันยายน 52

issue-40-design-01



[มีอะไรในเล่มอีก]






[เรื่องจากปก] โดย กีรติ

เรื่องจากปก โดย กีรติ

ปัจจัยฮ่า.

.

คนเราดำรงอยู่ได้ด้วยปัจจัยหลากหลายอย่าง และเรากำหนดให้แคบลง ๔ ประการที่ขาดไม่ได้นั้นคือ เครื่องนุ่มห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค เท่านี้น่าจะเพียงพอแล้วกับการดำรงชีวิต เช่นนั้น จริงหรือเปล่า

มีคนต่อเติมปัจจัยที่ ๕ ไว้ตามแต่จะนึก ไม่ว่าจะเป็นความสะดวกสบายของเทคโนโลยี เครื่องมืออุปกรณ์ภายในบ้านที่ช่วยเพิ่มพูนความสุข อย่างเครื่องปรับอากาศ โทรทัศน์  โทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือแม้กระทั่ง เครื่องซักผ้า ถ้าจะเขียนเรียงต่อกันคงไม่สามารถบรรยายได้หมดว่า สิ่งต่างๆ ที่กล่าวมานั้นเหมาะสมเป็นปัจจัยที่ ๕ แล้วหรือไม่

ยังมีปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่คนเราทุกคนควรมีนั่นคือ ความควบคุมภาวะสุขของตนเอง

ภาวะที่เรียกว่าความสุขนั้น แต่ละคนคงมีไม่เท่ากันและกำหนดให้อะไรคือความสุขแตกต่างกัน แต่จุดร่วมสำคัญประการหนึ่งนั่นคือ การที่ได้หัวเราะอย่างเต็มที่ ไม่ว่าการหัวเราะนั้น จะเกิดขึ้นจากการชมภาพยนตร์ ฟังเพลง การ์ตูน หรือจากเรื่องขำขันเล็กน้อยในชีวิต นี่คือสิ่งสำคัญที่ทำให้ชีวิตที่เคร่งเครียดได้พักบ้าง ผ่อนคลายบ้าง การหัวเราะมีผลต่อระบบต่างๆ ภายในร่างกาย รวมไปถึงความเบิกบานที่ออกมาจากจิตใจ

จึงเป็นเรื่องที่น่าพิสมัยอย่างยิ่ง กับสิ่งที่เรียกว่า ความสุข ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเกิดขึ้นก็ย่อมหมดลง สำคัญที่ว่าจะเติมปัจจัยที่ถนอมให้ความสุขทางจิตใจนั้นอยู่ยาวนานขึ้นเท่านั้น

ปัจจัย๕ (ฮ่า) จึงเหมือนกับสิ่งที่เป็นนามธรรม จับต้องไม่ได้ อีกทั้งไม่สามารถมอบให้แก่กันได้ ซื้อหาไม่ได้ เป็นปัจจัยภายในที่ต้องฉลาดเลือกมีไว้ครอบครอง มีมุมมองชีวิตในแง่บวกที่ช่วยเสริมสร้างทัศนคติให้มีความปลอดโปร่งและเบิกบาน

ซึ่งบางคนอาจต้องอาศัยปัจจัย ๔ ในการเพิ่มปัจจัยฮ่า และสำหรับบางคนก็สร้างขึ้นมาจากการดำเนินชีวิตอย่างระมัดระวัง สุดแล้วแต่ละคนจะจัดการ •

.

สารบัญ ก้าวฯที่๔๐



[มีอะไรในเล่มอีก]






[กวีก้าวฯ] โดย กวิสรา

ไป Blog ของ กวิสรา

.

หากเธอไม่เคยรักบทกวี

., 

หากเธอไม่เคยรักบทกวี
โปรดอย่าได้ย่ำยีเมล็ดฝัน
ดอกไม้หนึ่งซึ่งสองมองต่างกัน
สารพันหลากหลายความหมายใจ

แม้นหากเธอไม่เคยรักแสงเงาเช้า
ด้วยเร่งเร้ารีบรบกับวันใหม่
โปรดอย่าได้ประณามหยามเหยียดใคร
ที่หลงใหลแอบอิงประวิงเช้า

แม้นหากเธอไม่เคยรักในแดดสาย
เพราะวุ่นวายแข่งขันประชันเข้า
แล้วหากใครนิ่งแนบธุลีเนา
โปรดอย่าเย้ยหยันเขา..ไร้สาระ

แม้นหากเธอไม่เคยรักอาทิตย์ตก
ไม่เคยมองหมู่นกอิสระ
ค่าของเธอวัดกันชั้นฐานะ
ข้างถนน คน-ขยะ อย่าดูแคลน

เพราะโลกนี้เป็นดุจบทกวี
น้อยหนึ่งฝันเมล็ดนี้ฉันหวงแหน
ถ้าสาระของเราต่างแก่นแกน
เธอจะแค่นแคะกันไปทำไม

เคยไหมเธอเช้าดื่มตะวันจ้า
พอค่ำมาห่มจันทร์เคยบ้างไหม
วินาทีดอกไม้แย้มกลีบใบ
ชั่วโมงใจโบยบินถึงถิ่นฟ้า

เพราะว่าฉันนั้นรักบทกวี
แม้นใครไม่ไยดีไม่แลค่า
เธอบอกกินไม่ได้ไร้ราคา
แต่ฉันปรารถนาเขียนกวี

 

สารบัญ ก้าวฯที่๔๐



[มีอะไรในเล่มอีก]






[เก็บดีไซน์ใส่ชีวิต] โดย ยางมะตอยสีชมพู

เก็บดีไซน์ใส่ชีวิต โดย ยางมะตอยสีชมพู

 

Click เพื่อดูภาพใหญ่

สวยใส สไตล์เกาหลี หรือเท่ มีสไตล์แบบ J-Rock

.

(Click เพื่อดูภาพใหญ่)

.

Click เพื่อดูภาพใหญ่

สุดท้าย...มันก็ปัจจัยสำคัญของชาวบ้านทั่วๆ ไปนั่นแหล่ะ

.

.

.

"ขอบคุณเพื่อนฝน และน้องแบงค์มากที่โดนหลอกให้ถ่ายรูปโดยไม่รู้ตัวว่าจะโดนเอาไปทำอะไร 55+"

 

สารบัญ ก้าวฯที่๔๐



[มีอะไรในเล่มอีก]






[สวนอักษร] โดย หนุงหนิง

ไปที่ Blog "สวนอักษร"

โดย หนุงหนิง

พระเจ้าและแกะ

.

แกะ

แกะต้องจำทนกับการถูกสัตว์อื่นข่มเหงรังแกอยู่บ่อยๆ ดังนั้นมันจึงไปพบพระเจ้า เพื่อขอให้พระองค์บรรเทาความทุกข์ให้แก่มัน

พระเจ้าทรงเห็นใจมัน และตรัสว่า “เจ้าสัตว์ที่น่ารักของข้า, ข้าสร้างให้เจ้าปกป้องตัวเองไม่ได้จนเกินไป ถ้าอย่างนั้นเจ้าจงบอกมาว่าข้าสามารถแก้ไขอะไรให้เจ้าได้บ้าง  ข้าติดกรงเล็บที่ตีนของเจ้าให้เอาไหม หรือไม่ก็ติดฟันที่แหลมคมในปากของเจ้า?”

“โอ, ไม่” แกะตอบ “ข้าไม่อยากมีเขี้ยวเล็บเหมือนพวกสัตว์ดุร้าย”

“ถ้างั้น” พระเจ้าเสนอต่อ “ข้าให้น้ำลายเจ้ามีพิษดีไหม”

“โธ่!” แกะออกความเห็น “งูพิษ ใครๆ ก็เกลียด”

“แล้วเจ้าต้องการอะไร?  หรือจะให้ข้าติดเขาบนหน้าผากของเจ้า และให้หัวของเจ้าทรงพลัง?”

“ไม่เอา ข้ากลัวจะกลายเป็นเหมือนพวกแพะที่ชอบทะเลาะวิวาทไปทั่ว”

“แต่เจ้าจำเป็นจะต้องมีสิ่งที่ทำอันตรายสัตว์อื่นได้บ้าง ถ้าเจ้าไม่อยากถูกสัตว์อื่นทำร้าย”

“ถึงขั้นนั้นเชียวหรือ?” แกะถอนหายใจ “ถ้าเป็นเช่นนั้น ขอพระองค์ทรงปล่อยให้ข้าเป็นเหมือนเดิมดีกว่า ข้ากลัวว่าถ้าข้ามีความสามารถที่จะทำร้ายผู้อื่น ความชั่วช้าในตัวข้าจะถูกปลุกขึ้นมา ข้ายอมทนทุกข์ดีกว่าไปทำร้ายใคร”

พระเจ้าทรงอำนวยพรให้แกะที่แสนเชื่องตัวนั้น และนับแต่นั้นเป็นต้นมา แกะก็ไม่เคยบ่นอะไรอีกเลย

_______________________
ผู้แต่ง : Giuseppe Fanelli
ชื่อเรื่อง : Storie e Sotrielle Piacevoli e Belle
ผู้แปล : Nungning

สารบัญ ก้าวฯที่๔๐



[มีอะไรในเล่มอีก]






---
[ที่…ด้านหลังของโปสการ์ด] โดย saranya_nok.worm
---

ที่...ด้านหลังของโปสการ์ด

ปัจจัยที่ห้า

.

.

Postcard Singapore

.

เขียนบนเครื่องบินโดยสารเหนือมวลเมฆขาวที่ล่องลอย

.

น้องสาวสุดที่รัก...

พี่ไม่เคยเขียนโปสการ์ดให้เธอมาก่อนเลย  อาจเป็นเพราะเราใกล้ชิดกันมาก  อยู่ด้วยกันทุกวันตลอดชีวิตที่ผ่านมา  และถึงแม้ว่าเราจะเคยอยู่ห่างกันบ้างเมื่อน้องไปเรียนที่ต่างจังหวัด  แต่ก็เป็นในขณะเวลาที่พี่กำลังจัดการกับชีวิตที่วุ่นวายช่วงมหาวิทยาลัยอยู่เช่นเดียวกัน

แต่สำหรับโปสการ์ดใบนี้  พี่คิดว่าคงไม่มีใครเหมาะสมที่จะมอบให้...เท่ากับเธอ  แม้ว่าวันเวลาที่สิงคโปร์นั้นเราก็ยังมีกันและกัน  แต่...ก็มีใครคนหนึ่ง  ซึ่งทำให้ระยะห่างระหว่างเรานั้นกว้างออกไป  ทว่าสิ่งนี้กลับทำให้สายตาของพี่ได้มองเธออย่างลึกซึ้งมากขึ้น...

แม้เธอจะเดินคุยกับใครคนนั้นมากกว่าพี่  แต่การยืนอยู่อีกมุมหนึ่ง  ก็ทำให้พี่ได้เห็นความสุขและรอยยิ้มในดวงตาของเธอ  ที่มันส่องประกายวิบวับ  น่ารักสมกับความเป็นหญิงสาวซึ่งน่ารักที่สุดที่พี่รู้จัก…

นับจากวันที่เธอมาบอกทางบ้านถึงเหตุผลของการเลือกใครคนนั้นเป็นคนคู่กาย  พี่ก็รู้สึกเบาใจกับการตัดสินใจของเธอ  พี่ดีใจที่เธอเลือกเขาโดยไม่ได้ดูแค่เพียงภายนอก  ทั้ง ๆ ที่มีผู้ชายคนอื่นซึ่งเสนอวัตถุสูงค่า  เสนอปัจจัยห้า , หก , เจ็ดให้เธอมากมาย...

ในวันที่พี่มองดูเธอจากมุมห่าง ๆ นั้น  เธออาจจะดูห่างไกลไปสักนิด  แสงไฟรถซึ่งวิ่งอย่างมีวินัยบนถนน  ผู้คนมากมายที่ย่างเดินอย่างเป็นระเบียบ  ตึกรามอาคารร้านรวงห้างสรรพสินค้า  แหล่งท่องเที่ยวนานา  อาจจะกลบเกลื่อนความเป็นเธอให้รอดพ้นจากสายตาของพี่ไปได้บ้าง  แต่ถึงอย่างไรก็ตาม...  ความรู้สึกภายในจิตใจนั้นพี่ยังคงมีเธออยู่ใกล้ ๆ เสมอ  อาจด้วยความที่เราเคยอยู่ในท้องของแม่คนเดียวกัน  มีเลือดของแม่หมุนเวียนอยู่ในร่างกายและหัวใจเหมือน ๆ กัน  และเติบโตมาโดยใกล้ชิดกันมาก

น้องสาวของพี่จึงทำให้พี่รู้สึกได้ทุกเวลาว่า  เธอเป็นผู้หญิงที่น่ารัก  ซึ่งมีจิตใจที่ดีมากอย่างลึกซึ้ง  และเป็นคนที่คำนึงถึงเรื่องภายในจิตใจมากกว่าการให้ความสำคัญกับวัตถุสิ่งของ  พี่จึงเชื่อว่า...  หากเธอมีครอบครัวไปกับเขาคนนั้น  เธอกับเขาจะสามารถเข้าใจกันได้ด้วยดี  ด้วยหัวใจที่กลมกลืนกัน  ครอบครัวของน้องสาวสุดที่รักของพี่จะมีความสุข...

ปัจจัยที่ห้า...พี่คิดว่าเป็นสิ่งที่เสมือนมีจริงในชีวิตของแต่ละคน  เป็นภาวะของสิ่งที่จำเป็นจะต้องมาเกี่ยวข้องกับชีวิต  อาจโดยกระแส  หรือเพราะคนเราทำสิ่งใดตกหล่นหายไปจนเกิดความต้องการเพิ่มขึ้นในสังคมที่ซับซ้อนมากขึ้น  แต่พี่ก็เชื่อเสมอว่า...  น้องสาวของพี่จะรู้จักให้ความสำคัญกับสิ่งต่าง ๆ ในชีวิต  และไม่หลงทาง  เพราะพี่รู้ดีว่า...  น้องสาวของพี่เดินทางชีวิตด้วยส่วนลึกภายในหัวใจที่ดีงามเสมอ...

.

.

.

.

.

แด่...น้องสาวสุดที่รัก และผู้อ่านกับการเดินทางสำรวจภายในใจ

.

.

.

เบื้องหลังของด้านหลัง

.

เครื่องบินของสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์เคลื่อนตัวลงจอด ณ สนามบินชางงีของประเทศซึ่งตั้งอยู่ปลายสุดของแหลมมลายู  อันเป็นสถานพักสินค้าของพ่อค้าทั่วโลก  เดิมชื่อว่า เทมาเส็ก (ทูมาสิค) มีกษัตริย์ปกครอง ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ได้มีเจ้าผู้ครองนครปาเล็มบังเดินทางแสวงหาดินแดนใหม่เพื่อสร้างเมือง แต่เรือก็อับปางลง พระองค์ได้ว่ายน้ำขึ้นฝั่ง แล้วก็เห็นสัตว์ชนิดหนึ่งมีรูปร่างลำตัวสีแดงหัวดำหัวคล้ายสิงโตหน้าอกขาว พระองค์จึงถามคนติดตามว่า สัตว์ตัวนั้นคืออะไร คนติดตามก็ตอบว่ามันคือ สิงโต พระองค์จึงเปลี่ยนชื่อเทมาเส็กเสียใหม่ว่า สิงหปุระ ต่อมาสิงหปุระก็ได้ตกเป็นของสุลต่านแห่งมะละกา  และภายหลังชื่อนั้นจึงได้ถูกเปลี่ยน  และเรียกขานมาจนทุกวันนี้ว่า “ ประเทศสิงคโปร์ ”

ภายในของสนามบินชางงีเมื่อ 4 ปีก่อนนั้นตกแต่งอย่างเรียบง่าย  โปร่งโล่ง  ให้ความรู้สึกคลาสสิกและอบอุ่น  แต่ฉันก็ไม่มีเวลาที่จะชื่นชมการตกแต่งนั้นมากนัก  เนื่องด้วยต้องรีบเดินทางไปยังที่พัก  ฉันลากกระเป๋าเดินทางเดินตามคนในครอบครัวอย่างเหนื่อยหน่าย  ลงบันไดเลื่อนเพื่อไปขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน  ซึ่งมีสถานีอยู่ภายในสนามบินนั่นเอง  แม้ฉันจะต้องยืนตลอดเส้นทางของรถไฟฟ้าใต้ดินที่นั่น  แต่ก็ถือว่าผู้คนซึ่งใช้บริการนั้นไม่ถึงกับหนาแน่นมากนัก  ผู้คนมองดูสบาย ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นวัยทำงานและวัยรุ่น

ที่พักของเราอยู่ในย่านบูกิส (Bugis)  จุดที่เราลงจากรถไฟฟ้าใต้ดินนั้นต้องเดินไปตามถนนอีกประมาณ 1 กม.  ฉันลากกระเป๋าไปตามฟุตบาทด้วยจิตใจที่ล่องลอย  หากทุกคนในบ้านไม่มาเที่ยวต่างประเทศ  ในยามนี้ก็ควรจะเป็นยามที่ฉันยังต้องพักและสงบใจอยู่ที่บ้าน  จากเหตุการณ์ความผิดหวังในความรักอย่างเฉียบพลันกับสิ่งซึ่งไม่เคยคาดคิดว่าจะเป็นไปในแบบนั้นมาก่อน  อันเป็นสาเหตุของอาการป่วยทางใจหลังจากนั้น  แต่ฉันก็ยังคงต้องลุกขึ้นมาก้าวเดินไปข้างหน้า  พร้อม ๆ กับการนำพาของครอบครัว

ฉันไม่ได้เตรียมใจไว้ว่าจะต้องมาพบกับอะไรที่นี่  ไม่ได้รู้สึกสดใส สนุกสนานหรือตื่นเต้นสมกับการมาเที่ยวต่างประเทศเป็นครั้งแรก  ฉันเพียงแต่รู้สึกเฉยเมยในตอนแรก  ทว่า...หลายสิ่งหลายอย่างในประเทศบนเกาะเล็ก ๆ แห่งนี้  กลับสามารถนำพาความรู้สึกของฉันให้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม...

.

ถนนสายใหญ่ที่แวดล้อมไปด้วยตึกของโรงแรมและอาคารร้านค้าซึ่งวางตัวอย่างเป็นระเบียบ  รถยนต์บนท้องถนนซึ่งดูไม่แออัด  และวิ่งกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย  ไม่มีการปาดแซงใด ๆ  ทำให้ภายในใจที่วุ่นวายวกวนของฉันเริ่มสงบเงียบลง...

Bugis jungtion

แล้วย่านบูกิสก็ค่อย ๆ ซึบซาบลงในช่วงเวลาแห่งความทรงจำของฉันตั้งแต่วินาทีนั้น  ความเงียบภายในใจที่เกิดขึ้น  ทำให้ยินเสียงเพลงสากลที่ล่องลอยมาจากลานโล่งฝั่งตรงข้ามโรงแรมได้เบา ๆ ในยามคืนค่ำ  เสียงนั้นสัมผัสคลอนหัวใจของฉันให้ไหวพลิ้วดังดอกไม้เล็ก ๆ ในสายลม

ยามเช้า... ชีวิตยังคงดำเนินไปตามการขับเคลื่อนของกาลเวลา  เช่นกันในบูกิส  เมื่อตะวันเบิกฟ้า  ทุกชีวิตก็มีชีวา  แม้ว่าย่านนั้นจะมากมายไปด้วยอาคารสมัยใหม่  แต่ก็ยังคงมีตลาดสดเล็ก ๆ สองชั้นแทรกตัวแอบอยู่ที่มุมหนึ่ง  พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่จะมีเชื้อสายจีน  ขยันขันแข็งกันตั้งแต่เช้า  ที่นี่ทำให้ฉันคิดถึงตลาดใกล้กับมหาวิทยาลัยซึ่งจบมา  เพราะหน้าตานั้นคล้ายกันมาก

นอกจากห้างสรรพสินค้าเล็ก ๆ แล้ว  มีบางบริเวณเป็นร้านค้าเล็ก ๆ รวมกันอยู่  ซึ่งขายของที่ระลึกมากมาย อาทิ พวงกุญแจ  ขนม  เสื้อผ้า  และโปสการ์ด  ที่นี่เองเป็นสถานที่ที่ฉันได้พบกับโปสการ์ดใบนี้…

ในสิงคโปร์นอกจากประชากรส่วนใหญ่จะมีเชื้อสายจีนแล้ว  ที่นี่ก็ยังมีคนเชื้อสายอื่น ๆ อยู่ด้วย  อันเป็นที่มาของความเชื่อทางศาสนาอันหลากหลาย  รวมทั้งศาสนสถานของคนเชื้อสายต่าง ๆ เช่น  สุเหร่าเล็ก ๆ ที่ตกแต่งด้วยสีสันสดใส  ซึ่งวางตัวอยู่ในท่ามกลางร้านค้า

.

เมื่อเดินเที่ยวในย่านบูกิสจนเป็นที่พอใจแล้ว  เราก็เดินทางด้วยรถประจำทางเพื่อไปยังสถานที่ต่อไป  ตรงป้ายรถประจำทางนั้น  ฝั่งตรงกันข้ามกับสายตาของฉัน  เป็นสถาบันเกี่ยวกับศิลปะ  และด้านข้างของสายตา  ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังยืนอ่านหนังสืออยู่  เป็นสิ่งซึ่งฉันไม่ค่อยพบเห็นในเมืองไทย สองสิ่งนี้ดูเหมือนจะย้ำเตือนว่า...  ฉันกำลังอยู่ในต่างประเทศ

ฉันขึ้นไปบนรถประจำทางของประเทศสิงคโปร์  ซึ่งสะอาดและโล่งมาก  เมื่อนั่งลงแล้วจึงรู้สึกสะดวกสบาย  และสามารถปล่อยใจได้โดยไม่รู้สึกว่าอยู่ต่างบ้านต่างเมืองใด ๆ  ฉันนั่งอยู่หลังคนขับรถ  กระจกกว้างด้านหน้าทำให้แลเห็นต้นก้ามปูหรือจามจุรีต้นใหญ่เรียงรายอยู่สองข้างของถนน  กิ่งก้านสาขานั้นแผ่กว้างโค้งเข้าหากัน  พู่ดอกสีชมพูเล็ก ๆ นั้นแซมอยู่  เป็นอุโมงค์ต้นก้ามปูขนาดใหญ่ที่แลดูร่มครึ้มและสวยงาม

รถประจำทางมาสิ้นสุดเส้นทางที่ Harbour Front เราขึ้นกระเช้าลอยฟ้าข้ามไปยังเกาะเซนโตซ่า  เกาะเซนโตซ่าเป็นเกาะที่รวมหลายสิ่ง  เช่น  สวนสนุก  สวนธรรมชาติ และสวนวัฒนธรรม ฯลฯ

ส่วนที่ฉันไปนั้นคือส่วนสวนสนุก  แต่เราก็ไม่ได้เล่นเครื่องเล่นใด ๆ เนื่องจากค่าบัตรนั้นคิดเป็นเงินไทยในราคาที่สูงทีเดียว  จึงแค่เดินเที่ยวชมรอบ ๆ บริเวณนั้นมีน้ำพุเต้นระบำ  และ Merlion Walk  ซึ่งเป็นรูปปั้นมังกรมีน้ำพุโดยรอบ  สิ่งหนึ่งซึ่งเรียกรอยยิ้มน้อย ๆ ของฉันได้ที่นี่คือ  เมื่อฉันได้เงยหน้ามองขึ้นไปบนกิ่งไม้  ฉันได้พบนกยูงมากมายเกาะอยู่อย่างเป็นธรรมชาติ  ทำให้คิดว่าบนเกาะเล็ก ๆ นี้ยังดีที่คนกับสัตว์ป่ายังพออาศัยอยู่ร่วมกันได้บ้าง  แต่ก็ไม่แน่ใจนักว่าหากอีกสิบปีข้างหน้าได้มาที่นี่อีก  ฉันจะยังคงพบนกยูงเหล่านี้ไหม...

sentosa

อีกสถานที่หนึ่งซึ่งฉันมีโอกาสได้ไปและประทับใจคือ  สวนนกจูร่ง  สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่านก  เป็นสิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่งที่มีความหลายหลายและน่าสนใจ  พฤติกรรมของพวกเค้าส่วนใหญ่จะไม่มีพิษมีภัยและมีความน่ารัก  เราได้ชมการแสดงนกหลากหลายประเภท  เช่น นกแก้ว  นกพิราบ ฯลฯ  แต่การแสดงที่ฉันประทับใจที่สุดคือ  การแสดงชุดคนเลี้ยงเหยี่ยว  บริเวณที่ฉันนั่งดูการแสดงชุดนี้ค่อนข้างห่างไกลจากผู้คน  และฉันก็นั่งอยู่คนเดียว  กับกลุ่มเด็กอนุบาลที่คุณครูพามาซึ่งนั่งไกลออกไป  นอกจากการแสดงอันเร้าใจ  สวย  และสง่างามของเหยี่ยว  สัตว์ซึ่งฉันไม่เคยได้ใกล้ชิดมากนักแล้ว  ปฏิกิริยาและความน่ารักของเด็กอนุบาลซึ่งมานั่งชมอยู่ภายในสายตาฉัน ได้เติมความเดียวดายซึ่งอวลอยู่โดยรอบนั้นจนเต็ม...

เมื่อถึงวันสิ้นสุดการเดินทาง  ณ สนามบินชางงี  บริเวณส่วนผู้โดยสารขาออก  ถูกตกแต่งอย่างสวยงามด้วยดอกกล้วยไม้สีม่วงแซมด้วยดอกสีขาว  เมื่อมีพรมสีม่วงเข้มปูลาดประดับพื้น  ทำให้สนามบินแห่งนี้ดูเรียบง่ายแต่งามสง่า  ฉันเดินแยกจากทุกคนไปดูร้านค้าต่าง ๆ  และร้านค้าที่เข้าไปนานที่สุดก็คือร้านหนังสือ  หนังสือวรรณกรรมภาษาอังกฤษซึ่งขายที่สนามบินชางงีนั้น  เมื่อเทียบราคาเป็นเงินไทยแล้ว  ราคาไม่ต่างจากหนังสือในร้านหนังสือภาษาต่างประเทศของไทยเลย  และนั่นหมายความว่า  หนังสือสำหรับชาวสิงคโปร์เป็นปัจจัยที่สามารถซื้อหาได้ในราคาถูกมาก  เมื่อเทียบกับรายได้ของประชากร  ในที่สุดฉันก็ได้หนังสือเล่มหนึ่งมาเพื่อนำไปอ่านบนเครื่องบินโดยสาร

แต่สิ่งหนึ่งซึ่งฉันเห็นว่าแพงมากเมื่อเทียบกับประเทศไทยก็คือ  น้ำดื่มบริสุทธิ์  อาจเพราะประเทศสิงคโปร์เป็นเกาะ  การผลิตน้ำดื่มบริสุทธิ์จึงต้องใช้กระบวนการด้วยเทคโนโลยีสูงกว่าในประเทศที่มีน้ำจืดอุดมสมบูรณ์  น้ำดื่ม 1 ขวด เมื่อ 4 ปีที่แล้ว  ราคา 4 ดอลล่าร์สิงคโปร์  คิดเป็นเงินไทย 100 บาท  ทำให้ฉันคิดว่าคนในประเทศสิงคโปร์นั้น  ต้องมีเงินเดือนสูง  จึงจะเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน  และคนในประเทศสิงคโปร์ก็ดูมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าคนไทย  ในขณะที่ฉันดื่มน้ำขวดละ 100 บาท  คนไทยบางคนอาจกำลังดื่มน้ำก้นขวดที่เหลือจากการหาได้ในถังขยะ

คนเรามีสิ่งมากมายที่เรานิยามมันว่า “ ปัจจัยห้า ”  ไม่ว่าจะเป็น  รถยนต์ , โทรศัพท์มือถือ , ทองคำ , หนังสือ , ภาพยนตร์  ตามแต่ความต้องการของแต่ละคน 

.

แต่สำหรับฉันแล้ว...

ปัจจัยห้าสำหรับคนเรานั้น  ควรจะเป็น...  “ การแบ่งปัน ” 

.

.

.

.

.

ขอขอบคุณภาพและข้อมูลบางส่วนจาก
- วิกิพีเดีย
- การท่องเที่ยวสิงคโปร์

.

.

issue-40-design-01



[มีอะไรในเล่มอีก]






[กล่องเครื่องมือนักหัดเขียน] โดย ธุลีดิน

วัฏจักรแห่งการสร้างสรรค์

โดย : ซู กราฟตัน

แปลจาก : The Creative Cycle

จาก : คำให้การของนักเขียนเบสต์เซลเลอร์

เจน สงสมพันธุ์ / นิศรัย หนูหล่อ : แปลและเรียบเรียง

ธุลีดิน : ขออนุญาตถ่ายทอด

.

.

๕.ทบทวน (Revision)

ในที่สุด, ฉันก็กลับมาอ่านหน้าแรก  ฉันพยายามทำใจให้ว่าง มองดูหน้ากระดาษราวกับว่าเป็นของแปลกใหม่และฉันเป็นเพียงผู้อ่าน ครั้งแรกสำหรับการพิจารณาที่เป็นกลาง ประโยคไหนตะกุกตะกัก ฉันจะทำเครื่องหมายหรือจดบันทึกไว้ตรงริมกระดาษ ตรงไหนมีช่องโหว่หรือต้องรัดกุมขึ้น ฉันวงกลมสีแดงไว้ ตรงไหนสามารถแก้ไขหรือลบออกฉันจะไม่รีรอ  ถ้าบทสนทนาดูรุ่มร่าม ฉันจะใช้ดินสอขีดฆ่าแล้วใช้คำพูดใหม่ที่น่ารักกว่าแทรกระหว่างบรรทัด  หวังว่าตัวฉันเองจะจำได้ภายหลังว่าอะไรที่ต้องการบรรจุลงไป  ฉันอ่านตลอดทั้งเรื่องเป็นครั้งที่ ๑ ทบทวนส่วนที่ต้องการปรับปรุง ปล่อยมันไว้สักพัก แล้วทวนอีกครั้ง และบางทีอาจต้องมีถึงครั้งที่ ๓

.

๖. เสร็จสมบูรณ์ (Completion)

ฉันเริ่มพิมพ์ร่างใหม่ที่สะอาด  ในชั้นนี้ ฉันพอใจส่วนที่ตัวเองกำลังทำมาก  ฉันจะพิมพ์หนแล้วหนเล่าจนกระทั่งมันดีพอสำหรับฉัน  บางครั้งฉันดัดแปลงย่อหน้า ไม่ก็เครื่องหมายวรรคตอน  ฉันวางพจนานุกรมและโน้ตสำคัญไว้ใกล้ ๆ ตอนนี้ฉันพิถีพิถันจริง ๆ ฉันทำต้นฉบับครั้งแล้วครั้งเล่าจนกว่ามันดีพอและสมบูรณ์จริง ๆ ทุก ๆ บรรทัดและทุก ๆ ตัวอักษร ทุก ๆ คำคือความหมายที่ฉันต้องการ  เมื่อเสร็จต้นฉบับร่างนี้ ฉันจะปล่อยมันไว้อีกครั้ง แล้วก็อ่านมันอีกครั้ง

.

๗. ส่งต้นฉบับ (Submission)

แล้วฉันก็ส่งต้นฉบับไปตามวิถีทางของมัน  ความพยายามและความเหนื่อยยากยังไม่สิ้นสุด การที่ต้นฉบับถูกนำไปเป็นสมบัติสาธารณะในตลาดเปิดเป็นจุดสำคัญ มันได้เข้าไปถึงเรื่องของการวิจารณ์ นักเขียนมือใหม่ยังไม่พร้อมสำหรับกรณีนี้  เป็นเรื่องสำคัญที่พวกเขาจะต้องเข้าใจตรงกัน เรียนรู้ที่จะรอคอยก่อนยอมแพ้ ใช้เวลาในการไตร่ตรองความเห็นหรือคำแนะนำของคนอื่น ๆ ที่สะท้อนกลับมา ฉันคิดว่าเป็นเรื่องอันตรายสำหรับนักเขียนมือใหม่ผู้ต้องการให้งานออกมาสมบูรณ์ในเวลารวดเร็ว กลับกัน, นักเขียนทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะเป็นคนหนังเหนียว (อดทน) ต่อคำปฏิเสธ ยอมรับคำวิจารณ์หรือความปราชัย ถ้าฉันเสนอต้นฉบับ ฉันต้องยอมรับความจริง ซึ่งอาจลงเอยด้วยความพลาดพลั้งอย่างยิ่ง

ในส่วนลึกของจิตใจฉันพล่านไปด้วยคำพูดซึ่งดูเหมือนจะถากถางอยู่ในที แต่ถูกต้องที่สุดว่า 'ไม่มีใครขอร้องให้ฉันเป็นนักเขียน ไม่มีใครแคร์หากฉันเลิกเขียน' การเขียนเป็นสิ่งที่ฉันเลือก ซึ่งฉันถูกเลือก..และฉันจะทำต่อไป  ชะตากรรมเลวร้ายสำหรับนิยายหนึ่งเรื่อง จะไม่ทำให้ฉันปราชัย ฉันจะยืดหยุ่นตัวเอง กลิ้งไปตามแรงหมัด โค้งงอตามแรงลม หรือบางทีอาจเหลวไหลไปบ้าง แต่ยังคงให้กำลังใจตัวเองเสมอ

อนึ่ง, ระหว่างเป็นนักเขียนที่ก้าวหน้า เวลาส่งต้นฉบับให้สำนักพิมพ์ บรรณาธิการนิตยสาร ตัวแทนบริษัทหรือผู้ทำการพิมพ์ ถ้ามันถูกส่งกลับมาในครั้งแรก มันจะต้องถูกส่งอีกครั้ง..อีกครั้ง..และอีกครั้ง หากฉันแน่ใจว่าต้นฉบับควรถูกส่งไปที่ใดจึงจะได้ตีพิมพ์ ฉันจะส่งไปที่นั่นก่อน หรือมิฉะนั้นจะศึกษาตลาดเพื่อวางแผนว่าฉันจะส่งไปที่นี่ก่อน..แล้วก็ที่นี่..แล้วฉันจะลองดูที่นี่ ที่นั่น และเรื่อยไปตามลำดับรายการ

.

๘. ทำตัวตามสบาย (Elation)   

(อ่านต่อฉบับหน้า)

.

*   *   *

.

“ถึงแม้ว่าเราจะอ่านสารคดีที่ซีเรียสก็สามารถอ่านด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลินได้ มันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องมีอาหารที่มีคุณค่ามากแต่ไม่อร่อย ผมคิดว่าเราสามารถที่จะกินอาหารที่มีคุณค่ามากและอร่อยด้วย ควรจะเป็นอย่างนั้น ปรัชญาที่ผมใช้ในการทำงานเสมอคือ ต้องสนุกและดีด้วย”

วินทร์ เลียววาริณ

.

.

สารบัญ ก้าวฯที่๔๐



[มีอะไรในเล่มอีก]






[ก้าวต่อก้าว] โดย สารากร

.

กาลครั้งหนึ่งฯ โดย THEJUI


DISTRICT 9   สลัมต่างดาว

 

DISTRICT 9  หนังจากผู้กำกับโนเนมและดารานำแสดงเองก็โนเนม  แต่กวาดเงินไปแล้ว108 ล้านเหรียญ  ไม่รวมตลาดนอกอเมริกา  ในขณะที่ใช้ทุนสร้างเพียงแค่ 30 ล้านเหรียญ  กำไรอื้อซ่าขนาดนี้ทำให้ดูน่าสนใจมากครับว่ามันต้องมีอะไรดีแน่ ๆ

หนังจับเหตุการณ์สมมุติว่าวันหนึ่งมียานต่างดาวลำมหึมามาลอยลำนิ่งๆ อยู่เหนือนครโยฮันเนสเบิร์ก, แอฟริกาใต้  หลังจากลอยนิ่งๆ อยู่นาน  ไม่มีอะไรเคลื่อนไหวทางรัฐบาลแอฟริกาใต้เลยส่งกองกำลังเข้าไปสำรวจภายในยาน  พบมนุษย์ต่างดาวนับล้าน รูปร่างหน้าตาน่าเกลียดมีหัวเหมือนกุ้ง  อดอยากหิวโซอยู่ภายในยาน  นานาชาติเลยเรียกร้องให้รัฐบาลแอฟริกาใต้กระทำการช่วยเหลืออะไรสักอย่าง  รัฐบาลเลยทำการลำเลียงมนุษย์ต่างดาวลงมาอยู่ในเขตกักกันที่ไม่ต่างอะไรกับสลัมที่ชื่อว่า เขต 9 โดยมีการจัดตั้งหน่วยงานชื่อ MNU (Multi Nation United)  ขึ้นมากำกับดูแลความเรียบร้อยของพื้นที่  DISTRICT 9 

ตัดไป 20 ปีต่อมา  มนุษย์โลกเริ่มชินกับการมีชีวิตร่วมกับมนุษย์ต่างดาวที่ชาวโลกเรียกว่าพวกกุ้งตามภาพลักษณ์ของพวกมัน  หนังแนะนำพระเอกของเรื่องชื่ออ่านยากมาก  วิคัส แวน เดอ แมเวอร์ วิคัส  ในภาพลักษณ์ที่ดูขัดกับความเป็นพระเอกที่เราคุ้นตามาก  ดูเซ่อ ๆ เฉิ่ม ๆ ไม่เก่งอะไรสักอย่าง  ไม่ฉลาด  เป็นพนักงานนั่งโต๊ะ ไม่ได้เป็นพระเอกนักบู๊  แต่เผอิญได้แต่งงานกับลูกสาวหัวหน้า  เลยน่าจะเป็นเหตุให้ วิคัส  ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าหน่วย

ช่วงต้นของหนังนำเสนอในรูปแบบสารคดีมีภาพตัดสลับกับการสัมภาษณ์หัวหน้า  เพื่อนร่วมงาน  พ่อแม่  เมียของวิคัส  ในวันแรกที่ วิคัส ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง  ช่วงนี้เราต้องดูภาพการสัมภาษณ์บุคคลต่าง ๆ สิบกว่านาที  จนเริ่มรู้สึกอึดอัดว่าหนังมันจะเป็นยังนี้ทั้งเรื่องไหม  พอความอึดอัดเริ่มมากขึ้น  หนังก็ตัดเข้ากับเหตุการณ์ภาคสนามของวิคัส  ภารกิจแรกคือ ทำการอพยพ มนุษย์ต่างดาวที่อาศัยอยู่ใน DISTRICT 9  ทั้ง 1.8 ล้านตัว ให้ไปอยู่ในที่ใหม่คือ DISTRICT 10  เหตุเพราะ 20 ปีที่ผ่านมา  บริเวณ DISTRICT 9 เป็นมากกว่าสลัมแหล่งเสื่อมโทรมเพราะมนุษย์กลุ่มที่อยู่ร่วมกับต่างดาวใน DISTRICT 9  คือแก๊งมาเฟียไนจีเรียนที่หากินทุกรูปแบบกับต่างดาว 20 ปีที่ผ่านมาทำให้มนุษย์สามารถฟังภาษาของมนุษย์ต่างดาวเข้าใจ  มนุษย์ต่างดาวเองก็ฟังภาษามนุษย์เข้าใจ  DISTRICT 9 เริ่มจะกลายเป็นแหล่งนอกกฎหมายที่เกินจะควบคุมได้  วิธีการของวิคัส ก็สุดเพี้ยนคือเดินไปเคาะประตูบ้านมนุษย์ต่างดาวแล้วขอให้มนุษย์ต่างดาวเซ็นชื่อรับทราบในหมายอพยพ  ก็ไม่เห็นมนุษย์ต่างดาวตัวไหนมันเซ็นนะ

หนังแนะนำตัวละครฝ่ายมนุษย์ต่างดาวที่มีชื่อเหมือนมนุษย์โลกว่า คริสโตเฟอร์ จอห์นสัน พวกกุ้งหน้าตาจะเหมือน ๆ กัน  ในหนังเลยพยายามแยกแยะให้คนดูจำได้ด้วยสีผิวและเสื้อผ้า คริสโตเฟอร์จะมีเอกลักษณ์ด้วยการใส่เสื้อกั๊กวินมอเตอร์ไซค์สีแดง  คริสโตเฟอร์ ค่อนข้างเป็นนักวิทยาศาสตร์มีกิจวัตรด้วยการช่วยกันกับลูกชายและลูกน้องเก็บสารเคมีต่าง ๆ จากขยะมาสังเคราะห์จนได้เป็นส¬ารเคมีสีดำใส่ไว้ในโลหะทรงแคปซูล และระหว่างการตรวจค้นที่พักของคริสโตเฟอร์  วิคัสพลาดไปฉีดสารนี้ใส่หน้าตัวเอง  ผลก็คือวิคัสเริ่มกลายร่างเป็นพวกกุ้ง โดยเริ่มจาก แขนซ้ายที่กลายเป็นแขนกุ้ง  เหตุนี้ทำให้วิคัสได้พบเบื้องหลังด้านเลวร้ายขององค์กร MNU ที่มีจุดประสงค์แอบแฝงในภารกิจคือหาวิธีการใช้และผลิตอาวุธปืนที่มีอานุภาพร้าย¬แรงของมนุษย์ต่างดาวมาผลิตขาย  แต่อาวุธต่างดาวมีระบบป้องกันไม่ให้มนุษย์สามารถใช้ได้

แต่เมื่อวิคัสมีแขนซ้ายแบบเดียวกับอวัยวะของมนุษย์ต่างดาวจึงสามารถใช้อาวุธของพวกกุ้งได้หมดทุกชนิด  ทำให้ MNU ตัดสินใจทำการชำแหละร่างของวิคัสเพื่อศึกษา  แต่วิคัสก็หนีออกมาได้ และหนีไปพบคริสโตเฟอร์  คริสโตเฟอร์ยื่นข้อเสนอในการรักษาวิคัสให้กลับคืนสู่สภาพเดิมแลกกับ การขอสารสีดำคืน  ทั้งคู่ตัดสินใจบุกเข้า MNU ชิงสารสีดำคืน

30 นาทีหลังเป็นช่วงที่มันส์มาก  ทั้งคริสโตเฟอร์ และ วิคัส  สะพายปืนต่างดาวเข้าไปพะบู๊กับกองทหารรับจ้างของ MNU ที่มีหัวหน้าสุดโหดชื่อ คูบัส  ทั้งกองทหารทั้งกุ้งต่างงัดอาวุธหนักออกมาถล่มกันเต็มที่  และที่มันส์ที่สุดคือตอนที่วิคัส ขึ้นไปขับหุ่นยนต์เล็กมาสู้กับกองทหารที่มาล้อมแล้วเอาทั้งเครื่องยิงลูกระเบิด RPG ปืนใหญ่มาระดมยิงใส่หุ่นยนต์  จุดหนึ่งที่ทำให้คนดูรู้สึกร่วมลุ้นเอาใจช่วยกับชะตากรรมของวิคัส ก็เพราะคาแรคเตอร์ของตัววิคัสเอง ดูน่าเป็นห่วงว่ามันจะเอาตัวรอดกับสถานการณ์แบบนี้ไปได้ยังไง  หนึ่งชั่วโมงผ่านไปหนังสามารถเปลี่ยนอารมณ์ร่วมของคนดูให้เอาใจช่วยเห็นใจ กุ้งน่าเกลียดอย่างคริสโตเฟอร์ได้  ถึงแม้เป้าหมายแผนการของ คริสโตเฟอร์ ยังไม่เด่นชัดนักว่าแท้จริงแล้วจะดีหรือร้ายกับชาวโลก  หนังจบแบบน่ารักและเนื้อเรื่องยังสามารถทิ้งเชื้อให้ต่อภาคสองได้  เป็นหนังที่ผมดูแล้วรำพึงกับตัวเองว่า "เฮ้ย สนุกวุ้ย" หนังมีอะไรมากกว่าที่คาดคิดแยะ  เป็นหนังที่ผมไม่เคยได้ดูตัวอย่างหนังมาก่อนเลยไม่คิดว่าจะมียานบิน หุ่นยนต์มาสู้กันให้เห็นแบบนี้ด้วย

หลาย ๆ จุดที่ผมรู้สึกชื่นชม  อันดับแรกเลยคือผู้กำกับ นีล บลอมแคมป์  ที่รับหน้าที่เขียนบทเรื่องนี้เองด้วย  นีลเป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้  จนต้องไปหาอ่านดูว่าแท้จริงแล้วเป็นผู้ช่วยของ ปีเตอร์ แจ๊คสัน มาตั้งนานแล้วจนปีเตอร์ กลายเป็นผู้กำกับยิ่งใหญ่เลยมีเครดิตพอที่จะดันน้อง ๆ ให้ได้มีผลงานออกมามั่ง  น่าชื่นชมครับ  ทุนสร้าง 30 ล้าน สามารถทำหนังออกมาได้ดูสนุกเทียบเท่าหนัง 100 ล้านเลย  นีลเป็นผู้กำกับที่คิดเรื่องได้แบบที่เรียกได้ว่า ไอเดียล้นเหลือ การที่มนุษย์ต่างดาวมาอยู่ในสลัมโยฮันเนสเบิร์กแบบนี้  สำหรับคนดูน่าจะขัดหูขัดตาภาพในเรื่องดูไม่เจริญหูเจริญตานัก  ไม่คุ้นตาเหมือนหนังฮอลลีวู้ดทั่วไปแต่ที่เราได้กลับมาคือ  เรื่องราวที่หลุด แปลก  น่าชื่นชมครับว่าผู้กำกับคิดได้ไง  สังคมการอยู่ร่วมของพวกกุ้งกับแก๊งไนจีเรีย  พวกกุ้งทำอาวุธมาแลกกับอาหารแมวที่เป็นที่โปรดปรานของพวกกุ้งนักหนา  ฮาที่สุดคือพวกกุ้งทำหุ่นยนต์รบมาแลกกับอาหารแมวหมื่นกระป๋องแต่มาเฟียไนจีเรียต่อรองเหล¬ือร้อยกระป๋อง  ได้เห็นภาพการพนันตีไก่ที่มีพวกกุ้งกับไนจีเรียนเชียร์กันข้างเล้าไก่  แต่ข้างในเล้ากลับเป็นสัตว์ต่างดาวต่อสู้กันอยู่ แก๊กน่ารักๆ แบบนี้แหละครับ  เราจะไม่ได้เห็นถ้าเรื่องมันเกิดในเมืองใหญ่ๆ อย่างนิวยอร์ก หรือลอนดอน

ทีมโปรดักชั่นเป็นอีกทีมที่รับหน้าที่หนักในเรื่องนี้  แต่ละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ  ยานอวกาศที่ คริสโตเฟอร์ ใช้เวลาทยอยสร้าง 20 ปี  ก็ทำหน้าตาออกมาให้เชื่อได้ว่าทำมาจากเศษเหล็ก เอามาปะติดปะต่อ  อุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในก็ดูแล้วประกอบมาจากซากคอมพิวเตอร์  สายห้อยระโยงระยางไม่เรียบร้อย  แม้กระทั่งตัวหุ่นยนต์เล็กก็ดีไซน์หน้าตาให้มีหนวดขยับยุบยับดูแล้วรู้ว่าเป็นหุ่นยนต์จากเผ่าพันธุ์กุ้¬ง  เรื่องราวก็ดูมีเหตุมีผล  มีบางตอนให้เราเห็นไอ้กุ้งเล็กลูกของ คริสโตเฟอร์ ที่เป็นผู้ช่วยพ่อในการประกอบน¬ู่นนี่  บางครั้งก็แอบเล่นเครื่องมือต่าง ๆ ของพ่อ  ในช่วงท้ายที่เป็นเวลาคับขันฝ่ายกุ้งกำลังเสียท่าก็ได้ไอ้กุ้งเล็กนี่แหละที่ใช้ความสามารถในการควบคุมอุปกรณ์ของพ่อบังคับนู่นจับนี่ช่วยพ่อพลิกสถานการณ์ได้

หนังลงรายละเอียดแม้กับเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของวิคัส ที่จากแขนค่อย ๆ ลามมาลำตัว สีข้าง ตอนท้ายเราได้เห็นตาซ้ายของวิคัส ที่เริ่มกลายเป็นตาของพวกกุ้งแล้ว  ผมชอบภาพที่ไอ้กุ้งเล็กนั่งเล่นกระป๋องพลาสติกบนพื้นดินหน้าบ้านสลัม  มันให้ภาพที่ดูคุ้น ๆ ตาว่าเป็นภาพเด็กอัฟริกัน  แต่นี่กลับเป็นภาพเด็กต่างดาวมานั่งเล่นแบบนี้แทน  ไม่แปลกที่เราได้เห็นภาพแบบนี้ในหนัง  เหตุก็เพราะ นีล บลอมแคมป์ เองเป็นชาวแอฟริกาใต้เลยเอาเรื่องราวฉากหลังในบ้านเกิดมาผสมกลมกลืนกับหนังไซไฟได้ออกมารสชาติแปลกดี  จุดที่รู้สึกขัด ๆ ในหนังก็คือเรื่องภาพ  ที่เลือกที่จะนำเสนอในแบบภาพกล้องมือถือ แฮนด์เฮลด์ ภาพแนวนี้ให้ภาพเสมือนจริง เหมือนเราดูภาพข่าวเหมือนได้อยู่ในเหตุการณ์แต่ข้อเสียก็คือปวดหัว  ผมนึกว่าภาพแนวนี้จะจบแค่ตอนช่วงต้นที่เป็นการตัดต่อการสัมภาษณ์  แต่พอตัดเข้าเนื้อเรื่องแล้วก็ยังเป็นภาพแฮนด์เฮลด์อยู่อีก  สรุปแฮนด์เฮลด์ทั้งเรื่องครับ  แต่ไม่ปวดหัวเท่า CLOVERFIELD ไม่มีภาพเหวี่ยง ๆ  อารมณ์เหมือนดูข่าวดูโฮมวีดีโอ  สีสันไม่สดใส  ภาพไม่คมชัดเลยครับ  แต่งาน CG ทำออกมาเนี๊ยบมาก ๆ   พวกกุ้งนี่ดูแล้วเอาคนใส่ชุดไม่ได้แน่  เอวกุ้งเล็กนิดเดียวขาก็เล็ก  โดดไปโดดมาได้ไกล  น่าจะใช้เทคนิคเดียวกับตัวกอลลัมที่ ปีเตอร์ แจ๊คสัน ถนัดเป็นแน่  ภาพตัวกุ้งยังดูหลอก ๆ นะ  ไม่ค่อยเนี้ยบนักเหมือนใส่ชุดเกราะไม่ค่อยเหมือนผิวของสิ่งมีชีวิตนัก  โดยรวมสนุกครับ นีล บลอมแคมป์ เป็นผู้กำกับรุ่นใหม่ที่น่าติดตามผลงานครับ •

 

issue-40-design-01



[มีอะไรในเล่มอีก]






ก้าวฯที่๔๐



Cover(s) by : ยางมะตอยสีชมพู

kaawss.jpg
ก้าว..รอ..ก้าว (ปีสอง)
'บ้านหนอน' ออนไลน์แมกกาซีน
http://kaawrowkaw2.wordpress.com/
kaawrowkaw@hotmail.com

สำนักหนอนสนทนา
http://www.winbookclub.com



[มีอะไรในเล่มอีก]

2009-10-01 03:57:19/

 


Shinoda
ความเห็นที่ 1

 
  ตอบโดย Shinoda   เมื่อ: 2009-10-01 04:18:59
ขอบอกว่าชอบ หมา มากเลยครับ
 


arada
ความเห็นที่ 2

 
  ตอบโดย arada   เมื่อ: 2009-10-01 10:19:30
ฮากางเกงพี่ไปป์อ่ะ

"ต่อได้280 จาก 320 นึกว่าตัวเองเทพที่ต่อได้เยอะ ที่ไหนได้อีกร้านขาย 250 "

ฮาได้อีกอ่ะ ฮ่าๆ
 


คิทฯ
ความเห็นที่ 3

 
  ตอบโดย คิทฯ   เมื่อ: 2009-10-01 13:26:11
คิดไม่ผิดจริงๆ ที่หลงใหลแกะจนหวปักหัวปำ
 


พีพี
ความเห็นที่ 4

 
  ตอบโดย พีพี   เมื่อ: 2009-10-01 15:02:11
สิ่งที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตคือ ปัจจัยสี่ เหรอเนี่ย
ลืมไปเลย
ลืมไปแล้วจริง ๆ
เข้าใจว่าปัจจัยห้า

หลงลืมได้ยังไงนะเรา??
 


จินนี่
ความเห็นที่ 5

 
  ตอบโดย จินนี่   เมื่อ: 2009-10-01 16:29:26
ฝนพรำสวัสดิ์จ้า กองก้าวจ๋า

แวะมาส่งแรงใจให้ทีมผู้เขียนทุกท่านจ้า

อืม..ปัจจัยห้าเหรอ
จำเป็นหรือไม่ คงขึ้นกับเวลา และความรู้สึกกระมัง

. . .

นกจ๊ะ

อ่านเแล้วสะดุดชื่อสนามบิน จึงขออนุญาตฝากไว้จ้า

/ เมื่อถึงวันสิ้นสุดการเดินทาง ณ สนามบินชางงี /

Changi Airport - สนามบินชางฮี


ด้วยมิตรภาพ :)

 


saranya_nok.worm
ความเห็นที่ 6

 
  ตอบโดย saranya_nok.worm   เมื่อ: 2009-10-01 16:52:15
ขอบคุณค่ะพี่จินนี่ที่แวะเข้ามาอ่านและฝากคอมเมนท์ไว้นะคะ

รู้งี้เขียนภาษาปะกิดลงไปเลยซะก็ดีนะคะ แหะ...

เห็นในข่าวหรือใคร ๆ อ่านอย่างนี้กัน เลยนึกว่าคนสิงคโปร์เขาจะอ่านชางงีเช่นกัน



ขอบคุณพี่จินนี่มากค่ะ...
 


กองก้าวฯ
ความเห็นที่ 7

 
  ตอบโดย กองก้าวฯ   เมื่อ: 2009-10-01 18:59:59
ขอบคุณคุณพอลมากครับ
 


สิญจน์ สวรรค์เสก
ความเห็นที่ 8

 
  ตอบโดย สิญจน์ สวรรค์เสก   เมื่อ: 2009-10-02 03:13:13

-ป.ณ.ใจ : ตัวเอ้-



เธอจ๋า,

“ตัวเอ้” ที่ฉันจะเล่าให้เธอฟังนี้ ต้องนับว่าหล่อนเป็นตัวอย่างที่ดีที่กุลสตรีหมาควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

ฉันไม่รู้จักชื่อของหล่อนหรอกเธอจ๋า เพราะเรื่องราวของหล่อนตัวนี้ ฉันก็เพียงฟัง (อ่าน) มาจากปากคำที่คนอื่นเขียนเล่ามาอีกทอด

แรกเริ่มเดิมทีหล่อนเป็นเด็กจรจัด ระหกระเหเร่ร่อนไปเรื่อย ตามแต่ขาทั้งสี่ข้างจะพาไป เดชะบุญที่หล่อนไปพบบุคคลท่านหนึ่งเข้า บุคคลนั้นเป็นคนใจดีมีเมตตาต่อสัตว์ ท่านเห็นมันก็รู้สึกถูกชะตาอย่างบอกไม่ถูก จึงรับมันมาอุปการะเลี้ยงดูหาที่อยู่ที่นอนให้ในบ้านเสร็จสรรพ

หากเจ้า “ตัวเอ้” ในเรื่องของเธอชอบทำตัวเป็นจระเข้ขวางคลอง นอนกีดขวางเส้นทางสัญจรของผู้คนที่จะเดินเข้าไปจับจ่ายแล้วล่ะก้อ ต้องนับว่าเจ้า “ตัวเอ้” ที่ฉันกำลังจะเล่าให้เธอฟังนี้ มีพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามกับเจ้าตัวนั้นอย่างสิ้นเชิง

อย่างที่ฉันได้บอกไปแล้วว่าหล่อนผู้นี้เป็นกุลสตรีหมา พอย้ายมาอยู่กับท่านผู้นี้ไม่กี่วัน หล่อนก็สลัดคราบความเป็น “จรจัด” ของตนเองทิ้ง หันมาฝึกกิริยามารยาทให้อยู่ในร่องในรอย เจียมใช้เจียมสอยในสิ่งที่เจ้านายหยิบยื่นให้ ไม่ทะเยอทะยานไปนอนขวางประตูบ้าน และไม่ตะกละกรามในอาหารการกินด้วย

กาลต่อมาหล่อนก็เป็นสาว เมื่อถึงวัยกำดัดก็จำเป็นที่จะต้องติดสัดเยี่ยงสาวสุนัขทั่วไป

ไม่ช้านานต่อมาหล่อนก็ตั้งท้อง

โบราณมีสำนวนหนึ่งว่า “ไม่รู้ว่าใครเป็นหลานย่า รู้แต่ว่านี่น่ะหลานยาย”

พ่อของเด็กในท้องของหล่อนจะเป็นหนุ่มที่ข้ามถิ่นมาจากย่านไหนนั้น อันนี้ก็สุดวิสัยที่ฉันจะสอบถามหรือคาดคั้นเอาความจริงจากหล่อน มาเล่าให้มนุษย์ที่ชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องของชาวบ้านโดยเฉพาะเรื่องของนักการเมืองเช่นเธอให้ได้รู้

และแล้วเธอก็ให้กำเนิดลูกน้อยที่ล้วนแล้วแต่อ้วนจ้ำม่ำ (เพราะหม่ำนมแม่)

“เลือดในอกผสม กลั่นเป็นน้ำนมให้ลูกดื่มกิน”

หล่อนไม่ตระหนี่เลือดจากอกของตนเลยแม้แต่น้อย

หล่อนยินดีไสจุกนมจากเต้าใส่ปากลูกหมาจรจัดที่เร่ร่อนเข้ามาในบ้านหลังนั้นด้วยความหิวกระหาย

แม้แต่ข้าวปลาอาหารที่เจ้าของคลุกให้กิน หล่อนก็จะนอนดูลูกน้อยของตนและลูกเลี้ยงที่เจ้านายรับมาอุปการะกินอาหารให้อิ่มหนำสำราญเสียก่อน แล้วเมื่อนั้น หล่อนถึงจะลุกขึ้นแล้วเดินไปกินอาหารที่เหลือติดก้นชามจากการกินของเด็กน้อยจอมตะกละฝูงนั้น

พูดก็พูดเถอะนะเธอจ๋า...

มนุษย์ที่มีนิสัยคล้าย “ตัวเห้” อย่างฉัน รูสึกละอายหมา “ตัวเอ้” ตัวนี้จริงๆ!

 


สิญจน์ สวรรค์เสก
ความเห็นที่ 9

 
  ตอบโดย สิญจน์ สวรรค์เสก   เมื่อ: 2009-10-02 03:39:47

-ปัจจัยฮ่า-



ปัจจัยที่ 5 ขึ้นอยู่กับความต้องการของมนุษย์แต่ละคนว่าใครอยากจะได้สิ่งไหน หวังจะพึ่งสิ่งใดอย่างงั้นหรอกหรือคุณน้อง

ที่จริงแล้ว...ต่อเรื่องความต้องการของมนุษย์นี่ พี่สอจับรูปจับรอยอยู่ไหวๆ ว่าเคยได้ยินใครสักคนแถวนี้เทศน์เอาไว้อยู่เหมือนกันนา...เดี๋ยว ขอเวลาคิดแป๊บนะ

อ่ะ! ปิ๊งแล้ว!

มา...ตามมานี่มา

ใช้เม้าท์เลื่อนหน้านี้ขึ้นไปกระทั่งสุดด้านบนของหน้านี้ คลิ๊กไปที่ “หนอนในตะกร้า” เห็นหัวข้อต่างๆ ที่เรียงร่ายส้ายอยู่นั่นไหม? เออ นั่นแหละ แถวๆ นั้นแหละ อ่านชื่อหัวข้อต่างๆ ลงไปเรื่อยๆ ให้พี่สอฟังหน่อยสิ

“ป้ายส้นตี น!”

เฮ้ย! ไม่เห็นต้องย้ำเสียงดังแบบนี้ก็ได้นี่นา – โธ่

แล้วก็ไม่ใช่หัวข้อนี้ด้วย ต่ำลงไปอีกนิดสิ

“ความบังเอิญที่น่ารื่นรมย์”

อา เกือบแล้ว แต่ยังไม่ใช่

“ชื่อเสียงกับความสุข?”

ชัวร์ป้าด แม่นเลย นั่นล่ะ หัวข้อนั้นล่ะ คลิ๊กเข้าไปอ่านใหม่อย่าช้าที

เห็นไหมล่ะ นั่นไง พี่วินทร์ สู้อุตส่าห์นำปรัชญาความต้องการของมนุษย์ของ อับราฮัม มาสโลว์ (Maslow's Hierachy of Needs) มาเทศน์ให้ฟังอยู่แหม็บๆ ว่า ประสาคนเดินดินกินข้าวยำน้ำบูดู น้ำปู๋ ถั่วเน่า ปลาร้า ปลาเจ่า ปลาจ่อม อ่อมอึ่ง ล้วนต้องพึ่งปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต เช่น อากาศ อาหาร อารมณ์ (ที่จะได้ดึ๋งดืดกันไง) อาศรม (ก็ที่ซุกหัวนอนไงล่ะ) เหล่านี้นี่เอง

หากไต่พีระมิดแห่งความต้องการขึ้นไปอีกหน่อย พวกพี่ๆ มนุษย์ก็จะทะยอยเพิ่มต้องการจำพวกทรัพย์สินเงินทอง มิตรภาพ สุขภาพ ฯลฯ กระทั่งท้ายที่สุด พี่เค้าก็ต้องการที่จะประกาศศักดาว่า “ข้านี่แหละเหวยได้เป็นในสิ่งที่ข้าอยากจะเป็นทุกสิ่งสิ้นแล้วเฮ้ย”

ก็ว่ากันไป

ก็โม้ ก็มั่วกันไป

ปัจจัย 5 ที่คุณน้องกล่าวถึงในที่นี้ คงจะเป็นชั้นที่สองของพีระมิดที่ มาสโลว์ กล่าวเอาไว้นั่นกระมัง ซึ่งทรัพย์สินเงินทอง หรือว่าวัตถุดังกล่าวจะเป็นอะไร ก็ขอให้ขึ้นอยู่กับความต้องการของคนๆ นั้นก็แล้วกันเถิดเนาะ

แฮ่ม...ส่วนปัจจัยฮ่านั้น

เอ่อ อันนี้ ถ้าเส้นขำลึกเห็นทีต้องจ่ายค่ามุขแพงหน่อย คือต้องคอยมุขที่โดนใจจริงๆ โน่นแหละถึงจะฮาได้

แต่ถ้าเส้นตื้นเหมือนเด็กน้อยเกิดใหม่ล่ะก้อ แค่ได้กล้วยน้ำว้าบดกับไข่แดงแล้วห่อใบตองปิ้งสักคำ แค่นี้ ขี้คร้านจะยิ้มจนเห็นเหงือก – บอกไม่เชื่อ!

 


สิญจน์ สวรรค์เสก
ความเห็นที่ 10

 
  ตอบโดย สิญจน์ สวรรค์เสก   เมื่อ: 2009-10-02 03:41:43

-หากเธอไม่เคยรักบทกวี-



หากเธอไม่เคยรักบทกวี
จะรักกล้วยสักหวีก็ช่างหัว
ผูกสมัครรักปลาทูแค่เพียงตัว
รักน้ำนัวร์พริกกะปิกะทิชะอม


ทว่าฉันรักมั่นในกวี
รักดนตรีในถ้อยร้อยเสนาะ
รักจังหวะจะโคนโทนไพเราะ
คงเป็นเพราะฉันฮักมักกวี

 


สิญจน์ สวรรค์เสก
ความเห็นที่ 11

 
  ตอบโดย สิญจน์ สวรรค์เสก   เมื่อ: 2009-10-02 03:43:29

-เก็บดีไซน์ใส่ชีวิต-



อืม สองคนข้างบนนั้นดูดีอยู่หรอก

แต่คนล่างนี่ซี – ชะนีชัดๆ!

 


สิญจน์ สวรรค์เสก
ความเห็นที่ 12

 
  ตอบโดย สิญจน์ สวรรค์เสก   เมื่อ: 2009-10-02 03:46:45

-พระเจ้าและแกะ-



อ่ะฮ้า เป็นนิทานที่สะกิดใจได้แจ่มแจ๋วไปเลยทีเดียวเชียวท่านย่าจ๋า

ว่าไปแล้วทำให้ผมนึกถึงนิทานเรื่องหนึ่ง

อีตายิวคนหนึ่ง แกมีครอบครัว มีภรรยาแล้วก็มีบุตรอีกหลายคน แกรู้สึกว่าชีวิตมันช่างแย่ซะเหลือเกิน ไม่มีความสุขเอาเสียเลย จึงเดินทางไปหาแรมไบ (พระยิว) หลังจากเล่าปัญหา “ภาวะการขาดความสุข” ให้หลวงพ่อฟังแล้ว ท่านก็พยักหน้าหงึกๆ เหมือนจะเข้าใจแล้วถามเขากลับไปว่า

“เจ้ามีเป็ดไหม?”

“มีห้าตัวครับ”

“ดี – งั้นให้เอาเป็ดเข้าไปเลี้ยงในบ้านด้วยนะ แล้วความสุขจะกลับมาเอง”

อีตายิวคนนี้ก็ทำตามคำที่หลวงพ่อแนะนำอย่างว่าง่าย

สัปดาห์หนึ่งผ่านไป ตายิวผู้นี้มาหาหลวงพ่ออีก แล้วบอกท่านว่า “หลวงพ่อครับ ผมทำตามคำแนะนำของหลวงพ่อแล้ว แต่ทำไมยังไม่มีความสุขอีกเล่าครับ”

“อืม” หลวงพ่อพยักหน้ารับรู้ “แล้วเจ้ามีไก่บ้างไหมล่ะ?”

“มีห้าตัวครับ”

“ดี – งั้นเอาไก่เข้าไปเลี้ยงในบ้านด้วยนะ เดี๋ยวความสุขก็จะมาเองหรอก”

ชายคนนั้นก็กลับไปทำตามคำแนะนำของหลวงพ่อ แต่แล้วไม่กี่วันเขาก็กลับมาอีก

หลวงพ่อแนะนำให้เขานำแพะและวัวที่มีเข้าไปเลี้ยงในบ้านตามลำดับ และนั่น ยิ่งทำให้ครอบครัวของเขาวุ่นวายหนักเข้าไปใหญ่

เมื่อสัตว์ที่เขามีถูกนำเข้าไปเลี้ยงในบ้านหมดแล้ว ครั้งต่อมาเมื่อเขามาหาหลวงพ่ออีก คราวนี้ท่านแนะนำให้เขาทะยอยนำสัตว์ออกจากบ้านทีละชนิด กระทั่งหมด แล้วแนะนำให้เขาทำความสะอาดบ้านให้ดี จากนั้นให้เขาทำอาหารดีๆ เลี้ยงฉลองกับสมาชิกทุกคนในครอบครัว เนื่องในโอกาสที่ได้นำสัตว์ทั้งหลายออกจากบ้านได้หมดและได้บ้านใหม่ที่สะอาดกว่าเดิม



เฮ้ยยยย บางทีคนเราก็แส่หาเรื่องใส่ตัวกันเองแท้ๆ เนาะท่านย่าเนาะ
 


สิญจน์ สวรรค์เสก
ความเห็นที่ 13

 
  ตอบโดย สิญจน์ สวรรค์เสก   เมื่อ: 2009-10-02 03:50:58

-ปัจจัยที่ห้า-



อ่ะฮ้า ที่ไหนได้ สามีเป็นปัจจัยที่ห้านั่นเอง

ว่าแต่...เอ่อ แล้วเมื่อไหร่คุณนกถึงจะมีปัจจัยที่ห้าเหมือนน้องสาวบ้างล่ะเนี่ย ต้องรีบมีหน่อยนะครับ เพื่อจะได้อุ้มปัจจัยที่หกเร็วๆ ไง (^_^)



-เบื้องหลังของด้านหลัง-



เมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้ว ตอนนั้นกระผมยังทำหน้าที่อุปัฏฐากดูแลครูบาอาจารย์รูปหนึ่งอยู่ ท่านได้รับนิมนต์จากพระอาจารย์เข่ง, พระอาจารย์หยวนฉี และคณะศรัทธาชาวพุทธในประเทศสิงคโปร์ ให้เดินทางไปแสดงธรรมที่นั่น เมื่อครูบาอาจารย์ท่านรับนิมนต์ไป กระผมก็เลยต้องติดตามไปด้วยโดยอัตโนมัติ เลยได้มีโอกาสเห็นประเทศสิงคโปร์ในครั้งนั้นนั่นเอง

ไปตอนนั้นไม่ได้ใส่ใจจำชื่อสถานที่มากมายนักน่ะครับ เลยจำไม่ได้แล้วว่าไปที่ไหนมาบ้าง

วัดที่ไปพักกับครูบาอาจารย์ตอนนั้นก็เป็นวัดสร้างใหม่ และพระสงฆ์ประมาณ 7-8 รูป ที่ไปอยู่ที่นั่นล้วนแต่เป็นพระชาวจีนสิงคโปร์และมาเลเซีย ทว่ามาบวชเป็นพระไทย ซ้ำเป็นพระป่าอยู่กับหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท ที่วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม และบางรูปก็เป็นพระลูกศิษย์ของ หลวงปู่ศรี มหาวีโร จังหวัดร้อยเอ็ด ท่านเหล่านี้พูดภาษาไทยได้ดีทีเดียว (ผ่านการเคี่ยวกรำตามสไตล์พระป่ามามากแล้ว)

กว่าสัปดาห์ที่อยู่บนเกาะเล็กๆ แห่งนั้น เดี๋ยวก็ต้องเดินทางไปตรงนั้นตรงนี้ สรุปคือไปซะทั่วเกาะหมดแล้วนั่นแหละครับ

พระอาจารย์เข่ง ท่านข้ามไปสร้างวัดป่าอยู่ฝั่งมาเลเซียด้วย เข้าไปในป่ายางพาราและสวนปาล์มค่อนข้างลึก เป็นวัดป่าที่มีเนื้อที่ไม่น้อยเลยทีเดียว อีกทั้งตอนนั้นท่านก็ดำริว่าจะซื้อที่ดินปลูกป่าขยายวัดเพิ่มขึ้นด้วย คิดว่าตอนนี้คงมีเนื้อที่นับร้อยไร่แล้ว

คณะศรัทธาชาวพุทธที่เดินทางไปทำบุญและปฏิบัติธรรมกับท่าน เท่าที่ดูแล้ว ก็เป็นชาวพุทธที่เข้าใจหลักธรรมของพระพุทธศาสนาดี รู้ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับชีวิต และรู้ว่าอะไรคือปัจจัยห้าที่มีก็ได้ ไม่มีก็ได้

เล่าให้ฟังเฉยๆ น่ะครับ ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนเรื่องเล่าที่เกี่ยวกับประเทศสิงคโปร์กันเนาะครับเนาะ
 


สิญจน์ สวรรค์เสก
ความเห็นที่ 14

 
  ตอบโดย สิญจน์ สวรรค์เสก   เมื่อ: 2009-10-02 03:53:06

-กล่องเครื่องมือนักหัดเขียน-



๕. ทบทวน

เป็นความโง่เขลาของผมน่ะครับพี่เถ้าฯ ที่แต่ก่อนเคยมีความคิดว่า อาชีพนักเขียนนี่โคต รสบายเลย แค่คิดอะไรก็เขียนๆ มันออกมา เดี๋ยวก็เป็นหนังสือหนึ่งเล่มแล้ว แค่นี้ก็ขายได้แล้ว

แต่พอได้อ่านและศึกษางานของ พ่ออาว์รงค์ วงษ์สวรรค์ และ อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และนักเขียนที่ดีอีกหลายท่านแล้ว ถึงได้รู้ว่า กว่าจะเป็นตัวหนังสือขึ้นมาได้ประโยคหนึ่งนั้น ได้ผ่านกระบวนการคิดมามากแค่ไหน และผ่านการกลั่นกรองถ้อยคำมามากเพียงใด ถ้อยคำที่ชวนอ่านเหล่านั้นจึงเกิดขึ้นมาได้ ซึ่งอาการเหล่านี้ไม่ใช่ความฟลุ๊กของคนเขียนหนังสือ แต่คือความตั้งใจที่จะบรรจงวางตัวอักษรทุกตัว และผ่านการทบทวนมาแล้วเป็นอย่างดี

๖. และ ๗. โนคอมเม้นต์






“การเขียนหนังสือเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา ไม่ควรรีบร้อน อายุสี่สิบมาเริ่มเขียนก็ไม่ช้า อ่านหนังสือสักหมื่นสองหมื่นเล่มก่อนค่อยเขียนก็ไม่สาย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็เริ่มเขียนช้า แต่เขียนแล้วโดนเลย เพราะสะสมประสบการณ์ความรู้มามหาศาล”


-วินทร์ เลียววาริณ-
 


สิญจน์ สวรรค์เสก
ความเห็นที่ 15

 
  ตอบโดย สิญจน์ สวรรค์เสก   เมื่อ: 2009-10-02 03:54:47

-Districk 9-



เท่าที่อ่านบทรีวิวมา นับว่าเป็นหนังที่น่าดูนะครับ

 


ชายชมจันทร์
ความเห็นที่ 16

 
  ตอบโดย ชายชมจันทร์   เมื่อ: 2009-10-03 07:41:35
เข้ามาชื่นชมและให้กำลังใจทีงาน ก้าวฯ และท่านสิญจ์ที่ขยันโพสต์ขยันเม้นท์ ขั้นเทพ

สุดยอด

ยกนิ้วให้เลย
 


ลูกปัด
ความเห็นที่ 17

 
  ตอบโดย ลูกปัด   เมื่อ: 2009-10-03 08:04:01
อินมาก
มาอ่านหลายทีแบบไม่เปิดเผยตัว
คราวนี้
ต้องเลย...
 


น๊อต
ความเห็นที่ 18

 
  ตอบโดย น๊อต   เมื่อ: 2009-10-05 22:14:19
ขอบคุณ สำหรับตัวอักษรครับ

ขอให้
ทีมงาน 9 รอ 9
สุขภาพแข็งแรง (นั่งตอกแป้นพิมพ์มาให้อ่านกัน)
 




ข้อความ :
สามารถเคาะ Enter หาต้องต้องให้เว้นบรรทัด หรือใช้คำสั่ง <br>
ชื่อ :
รูปภาพ :  
ขนาดไม่เกิน 50K และต้องมีนามสกุลเป็น gif และ jpg
รหัส :   b58f2c28
ใส่รหัส :   (กรุณาใส่รหัสจากข้างบนนะครับ)