|
|
ผู้เขียน |
หัวข้อ: หนึ่ง เก้า แปด ศูนย์ |
วนิดา(นามปากกา)
|
 |
หนึ่ง เก้า แปด ศูนย์ เมื่อ:
2006-03-28 12:48:29 |
เอ้าดื่ม
เฮ่อ นานแค่ไหนแล้ววะที่เราไม่ได้เจอกัน
หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า...ห้าปี
ห้าปีจะว่านานมันก็นาน จะว่าเร็วมันก็เร็ว
พวก**ยังเล่นดนตรีอยู่เปล่าวะ?
**เพิ่งขายกลองชุดไปเมื่อปีก่อน **ไม่รู้จะตีไปทำไมเมื่อไม่มีเครื่องดนตรีอื่นๆคลอเคลียไปกับการกำหนดจังหวะของ**
**ง่ะ ไอ้มือกีตาร์สามนิ้ว
สามนิ้วนี่**เล่นแค่สามนิ้วเว้ย ไม่ได้นิ้วด้วนเหลือสามนิ้ว!
เห็นพวก**พูดถึงเรื่องนี้แล้วคิดถึงตอนเด็กๆว่ะ
...ที่ว่า**ลงทุนหยอดกระปุกเพื่อซื้อกีตาร์โปร่งหนึ่งตัวนั่นใช่ไหม
ใครจะเหมือน**เล่า จับตะเกียบตีกระละมัง ชาม หม้อ ต่างว่ามันคือกลองชุด
ส่วน**มันลูกคนรวย มีคีย์บอร์ดเล่นตั้งแต่เด็กๆ
แต่กูก็กระโดดเข้าร่วมหัวจมท้ายกับพวก**ละกัน...ดนตรีทำให้กูมองข้ามความรวย-จนไป
เออนี่พวก**ได้ข่าวล่าสุดยังวะ?
ข่าวอะไรวะ?
หลวงพี่นราธิป...
สึก!
สึก!!
ทำไมวะ?
แกดันออกหนังสือที่ผู้คนต่างวิจารณ์ว่าประพฤติไม่เหมาะสมกับคราบพระสงฆ์
จู่ๆก็มีข่าวหลวงพี่ท่านโผล่มาปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์แบบนี้ มันทำให้**คิดถึงความหลังว่ะ
จะว่าไป นราธิปคือฮีโร่ของพวกเราอีกคนในยุคนั้น
และเขายังเป็นฮีโร่อีกหลายคน แทบทุกคนในยุคนั้นที่หันมาเล่นกีตาร์โปร่งก็ด้วยอิทธิพลของวงดนตรีที่นราธิปสังกัดอยู่
มันคือจุดเริ่มต้นของพวกเราในตอนนั้น
แต่ตำนานของดินแดนนี้ไม่ได้เริ่มที่พวกเขา
ใช่ ต้องย้อนหลังไปอีกหลายปี
มันเป็นการเบิกทางดนตรีสากลของประเทศเราให้ก้าวหน้าและเริ่มหลากหลายมากขึ้น
ทุกวันนี้พวกเขาได้รับการกล่าวขานว่า ตำนานที่ยังมีลมหายใจ
หากฉันมีสิบหน้า อย่างทศกัณฐ์
**จะร้องหาพระแสงของ้าวอะไรวะ เสียงก็ไม่ได้ไพเราะเสนาะหูชาวบ้านชาวช่องเขา!
ก็ ดิอิมพอสสิเบิ้ลไง
เป็นไปไม่ได้
พวกเขาเป็นวงดนตรีที่มีฝีมือ ถึงขนาดหอบตัวเองไปโชว์ถึงฟากยุโรปให้ฝรั่งได้ประจักษ์ ดิอิมฯจัดว่าแหวกแนวยทางดนตรีของวัยรุ่นในยุคนั้น
วัยรุ่นสมัยนั้นถือคติ 5ย เป็นสรณะ ต่อต้านเผด็จการ โจนเข้าร่วมการเมือง และฟังเพลงพวก คาราวาน กรรมาชน คุรุชน กงล้อ
ตอนนั้นยังไม่มีใครสรุปได้ว่า ดิอิมฯอยู่ฟากฮฺปปี้หรือฟากทุนนิยมเพียงแต่เนื้อหารักๆใคร่ๆปราศจากอุดมการณ์ทางการเมืองแบบวงตามมหาลัย ที่แต่งเพลงท้าทายรัฐบาลยุคนั้น
ดิอิมฯจึงไม่ได้รับการประดับยศให้เป็น แนวรบด้านวัฒนธรรม แบบที่วงดนตรีเพื่อชีวิตยุคนั้นเป็น
แต่ดิดิมฯเป็นวงดนตรีหัวก้าวหน้า พวกเขามีลูกเล่นช่ำชอง บวกกับดนตรีที่แม่นและฝีมือ
เศรษฐา ศิระฉายา เป็นนักร้องที่เสียงดีมากๆคนหนึ่งแห่งยุคนั้น
และลวดลายการเดินเบสอันแม่นยำของ ไพฑูรย์ วาทยกร ไหนจะข้อมือกับข้อเท้าที่มีน้ำหนักราวกับตราชั่งของ อนุสรณ์ ที่หวดกลองแต่ละลูกจนต้องทึ่งไปกับมือเท้าของแก **จำได้ว่า**ต้องฝึกการตีกลองแบบอนุสรณ์อยู่นานกว่าจะเสนอหน้าบนเวทีได้
และภายหลังที่ทีมเครื่องเป่าเข้ามาสมทบอีก ดิอิมฯขจรขจายไปสุดกู่
หนึ่งในทีมเครื่องเป่ามีชายหนุ่มผู้ไว้หนวดจบธรรมศาสตร์มา...
เรวัติ พุทธินันท์ !!
หรือพี่เต๋อของน้องๆ
ไหนจะ ปราจีน ทรงเผ่า และวินัย พันธุรักษ์ สองคนที่ร่วมหัวร่วมแรงก่อร่างสร้างวงดนตรีนี้ จนนามสกุลของพวกเขาลงท้ายด้วยคำว่า ดิอิมพอสสิเบิ้ล
แต่ละคนล้วนเป็นปูชนียบุคคลในทางดนตรีไปเรียบร้อย
และบางคนก็เป็นตำนานที่สิ้นลมหายใจ
อย่างว่าชีวิตคนเรามันต้องเป็นไปตามสังขาร
ดิอิมฯมาแผ่วเอาตอนปี2517 ใช่ไหมวะ?
เริ่มแผ่วตั้งแต่นั้น คือ 2517 เรื่อยมา
ว่าดิอิมฯสร้างรากฐานของวงดนตรีสากลแบบ สตริง ชาโดว์ ได้อย่างมั่นคงแล้ว แต่ปี 2517 โฟล์คซองมาแรงกว่าดนตรีแบบดิอิมฯมากนัก
มีอยู่สองวงด้วยกันที่เป็นโฟล์คโดยใช้กีตาร์นำ
isnt กับ ชาตรี
ทว่าชื่อชาตรีกลับสร้างวัฒนธรรมดนตรีให้ขยายออกไปอย่างไพศาล
isnt นั้นก็พอตัวเลยล่ะ พวกเขามาจากเมืองเลย ประกวดโฟล์คซองพระราชทานได้รางวัลที่หนึ่ง ด้วยการผสมผสานดนตรีเซิ้งขอองภาคอีสานกับกีตาร์โปร่ง เป็นกลเม็ดเด็ดพรายในการเล่นจนได้รับชัยชนะในครั้งนั้น
ด้านเพลงสากลเขาประกวดเพลง the boxer ของ simon and garfunkel ส่วนเพลงไทยเขาจับเพลง สาละวัน ที่สง่า อารัมภีร์แต่งมาร้อยเป็นดนตรีเซิ้งแต่เล่นด้วยกีตาร์โปร่งอย่างที่ว่า
พวกเขาเป็นเจ้ากีตาร์ในยุคนั้น
ไม่ให้เป็นเจ้าได้ไง ดูที่ชื่อสมาชิกวงสิ
มือกลองนั้นชื่อ จุมพฏ ปัญญามงคล ส่วนมือกีตาร์อีกสองคนเป็นคู่พี่น้อง
มีนามว่า อัสนี และ วสันต์
ปัจจุบันทั้งสอง นิ้วของเขายังสัมผัสกีตาร์อยู่
ส่วนคำว่า isnt นั้นเพี้ยนมาจากคำว่า อิสาน นั่นเอง
แต่ isnt แพ้ชาตรีตรงที่ฐานแฟนเพลง
ใช่ ดนตรีของ isnt บางเพลงลอกเพลงสากลมาทั้งดุ้น แถมฟังยาก ผิดกับชาตรีที่คิดเองทำเอง และมีความเป็นไทยสูง ดูอย่างชื่อวงสิยังไม่ใช้ชื่อภาษาอังกฤษเลย...ง่ายๆว่า ชาตรี
วงชาตรีเป็นกลุ่มปฏิวัติกีตาร์โปร่ง
ด้วยเนื้อหาที่ง่าย ดนตรีไม่ซับซ้อน เพลงรักแบบเข้าถึงกลุ่ม ทำให้วัยรุ่นชายยุคนั้นซื้อกีตาร์โปร่งกันเป็นแถว
สมัยนั้นการซื้อกีตาร์โปร่งของวัยรุ่นชาย ก็ง่ายเหมือนซื้อผงซักฟอกยี่ห้อเปาบุ้นจิ้น
ไม่มีเพลงไหนชองชาตรีที่ไม่ดัง ไม่ว่าชุดไหน
แฟนฉัน รักครั้งแรก ไปลอนดอน สวัสดีคุณครู อัฐิฐานรัก และอีกมากเหลือคณานับ
เพลงจากไปลอนดอน ภายหลังวงโมเดิร์น ด็อก ยังนำไปใช้ตอนปิดอัลบั้มชุดแรก ยังกลับมาสร้างความฮือฮาของอิทธิพลวงดนตรีชาตรีได้อีกคำรบ
การได้ นราธิป เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของวงในการแต่งเพลงมีส่วนสำคัญ
ทั้งพวก**และ** ต่างก็หัดกีตาร์เพราะวงชาตรีนี่แหล่ะ
ปี 2521-2525 ชาตรีแรงสุดๆ
ไม่น่าเชื่อว่าวงชาตรีจะมีอดีตเป็นเด็กช่างจากเทคนิคกรุงเทพ จะเล่นดนตรีได้น่ารักปานนี้
**ชอบเพลงสัญญาใจว่ะ
ร้องว่าไงนะ ไปหาดใหญ่ครานั้นฉันยังจดจำ คำที่เคยสัญญาให้ไว้สองเรา...
ส่วน**ชอบพายุรัก
อ้าวพร้อมกัน พายุรักโหมกระหน่ำ กระแทกซ้ำดวงฤทัย แม้จะอยู่สุดหล้าฟ้าไกล ก็ไม่วายคิดถึงเธอ
ตอนนั้น**ฝึกลีดเพลงนี้เอาเป็นเอาตายข้าวปลาไม่แตะ
แต่สุดท้าย**ก็เบนเข็มไปหาดิสโก้
ดิสโก้ ก็มันครึกครื้นนี่หว่า
พูดถึงดิสโก้ ช่วงนั้นใครนำวะ?
หลักไมล์อมตะหางวงการดนตรีไทย
...แกรนด์เอ็กซ์...
การกำเนิดชอง แกรนด์เอ๊กซ์ ทำให้คนเรียกยุคนั้นว่ายุค ชาตรี-แกรนด์เอ็กซ์
ทั้งๆที่วงดนตรีไม่ได้มีแค่สองวงนี้สักหน่อย แต่อิทธิพลของสองวงนี้กินพื้นที่กว้างขวาง
แกรนด์เอ็กซ์เป็นวงดนตรีวงแรกที่จำหน่ายได้เกินล้านตลับ เพียงแค่ออกจำหน่ายอัลบั้มแรก
อัลบั้มนั้นมีชื่อว่า ลุกทุ่งดิสโก้
ออกมาตอนปี 2522
จำรัส เศวตาภรณ์ เป็นนักร้องนำ และมี นคร เวชสุภาพรเป็นหัวหน้าวง
ต้อง นคร บิดาน้องโต๋ ที่ว่าเล่นเปียโนเก่งๆอยู่ค่ายเบเกอรี่มิวสิคนั่นอหล่ะ
เออ **รู้แล้วว่าลูกเขาเก่ง
ยังมีอีกสิ่งที่แกรนด์เอ็กซ์เริ่มทำได้ในสมัยของเขา
แฟนคลับ!
แกรนด์เอ็กซืเป็นวงแรกที่มีแฟนคลับอย่างเป็นทางการ สมัยนั้นการทำการตลาดของสถานีวิทยุถึงกับต้องจ้างแกรนด์เอ็กซ์มาเป็นผู้ดำเนินรายการ เพื่อเปิดให้แฟนๆทางบ้านได้พูดกับสมาชิกในวงแบบสดๆ
สามสถานีวิทยุด้วยกันที่แกรนด์เอ็กซ์ประจำอยู่
และแล้วแกรนด์เอ็กซ์ก็ขึ้นแท่นอันดับหนึ่งของวงการเพลงไทย ด้วยนักร้องนำคนใหม่บวกกับสมาชิกยุคที่ดีที่สุด
แจ้ ดนุพล แก้วกาญนจ์
เพลง เพียงสบตา กับ เชื่อฉัน ดังเป็นพลุแตก ไหนจะ รถไฟมีปีก อีกล่ะ และอย่าลืม รักใน ซี เมเจอร์ ที่ นครร้องไว้อย่างสุดซึ้งอีก
ตอนนั้น แกรนด์เอ็กซ์นั่งอยู่ในใจวัยรุ่นทั่วประเทศ
**ลืมไปอีกสิ่งรึเปล่า?
อะไรวะ
เสียงกลองไง!
เออ ใช่ แกรนด์เอ็ซ์เป็นเจ้าแรกที่นำเข้าการใช้เสียงกลองสังเคราะห์ หรือ drum machine จากนอก ระหว่างการบันทึกเสียง เพราะผลที่ได้นอกจากจะประหยัดค่าใช้จ่าย ยังสามารถทำให้เสียงกลองผิดแผกไปจากเดิมอีกด้วย แม้นจะน่าเสียดายที่ว่า คนไม่ได้ตีกลองตอนบันทึกเสียงก็เถอะ
อ้าว ช่วยผมร้องหน่อยครับ
เออ เออ กูลืมอีกจนได้ แจ้ ยังเป็นคนแรกที่ยื่นไมค์ให้คนดูร้องตามเพลงอีกด้วย จนกลายเป็นวัฒนธรรมการดูคอนเสิร์ตไป
แล้วแกรนด์เอ็กซ์ ก็ทำกระจกห้างแตก!
นั่นมันตอนที่คนแห่ไปจองบัตรคอนเสิร์ตสุดท้ายของแกรนด์เอ็กซ์ที่โรบินสัน ราชดำริ ว่ากันว่า บางคนโผล่ไปรอห้างเปิดตั้งแต่ตีห้า
ยิ่งสายคนยิ่งแน่น ในที่สุดก็เบียดกันจนกระจกห้างแตก
น่าแปลกแกรนด์เอ็กซ์กับชาตรีประกาศยุบวงในปีเดียวกัน
ถึงกระนั้นระหว่างปี 2525-2528 วงดนตรีวัยรุ่นโผล่เป็นดอกเห็ด ผุดขึ้นตามค่ายเทปอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
อินโนเซนท์ ที่มีชาตรี คงสุวรรณเป็นฟันเฟืองก็ใช่ย่อยเพลงของพวกเขามีทั้งฝีมือและติดหูง่าย
วงคีรีบูน ของอ๊อด รณชัย ถมยาปริวัฒน์ เป็นวงแรกที่สมาชิกภายในวงเป็นเด็ก ม.6 ล้วน สร้างความตื่นตะลึงให้กับวงการดนตรีอย่างมาก
เต๋อ เรวัติ ก็ฉายเดี่ยวผลงานได้อย่างเลอเลิศ เจ้าสาวที่กลัวฝน ดอกไม้พลาสติก ยิ่งสูงยิ่งหนาว คงจะมีสักวัน ที่แล้วก็แล้วไป บรรดาเพลงเหล่านี้ของชายหนวดงาม ทำให้ชื่อค่ายแกรมมี่โดดเด่นมาโดยพลัน
อัญชลี จงคดีกิจ ก็โตมากับค่ายแกรมมี่นี้แหล่ะ
เออ พวก**รู้หรือเปล่าว่าสาเหตุของการก้าวลงของวง ชาตรีกับแกรนด์เอ็กซ์มันมาจากข้อใด
เกิดจากการปฏิวัติของวงดนตรีที่กูกำลังจะหมายถึงนี่รึเปล่า
วงที่**กำลังหมายถึง สำหรับ**ไม่ถึงกับปฏิวัติ แต่มันเป็นเพียงแรงเหวี่ยงทางวัฒนธรรม!
ตอนนั้นมันปี 2527
ใช่ เมดอินไทยแลนด์ ของ คาราบาว!
มันคือสุดยอดปรากฏการณ์ทางดนตรีของบ้านเรา วินาทีนั้นไม่มีใครไม่รู้จักคาราบาว ไม่มีใครไม่ร้องเพลงคาราบาว ตั้งแต่เด็กอนุบาลยันผู้ชรารใกล้ฝั่งต่างฮัมเพลงใดเพลงหนึ่งของอัลบั้มเมดอินไทยแลนด์ได้
ความสุขเล็กน้อยนี่ว่าจะถอยวีดีโอมาฉายดูหนังโป๊ให้กลาดเกลื่อนเมืองไทย
ช้ำเพราะความที่เธอจน นี่หรือคนสังคมรังเกียจ ช่วยผู้ชายระบายความเครียด สิบร้อยพันยันรัฐมนตรี
เรามันจนเราก็จนต่อไป ใครจะรวยเท่าไหร่ก็ปล่อยให้รวยเสียให้เข็ด
โลกนี้ไม่สมประกอบ เพราะบางคนชอบเอาแต่ประโยชน์ส่วนตน โลกนี้มีซักกี่คนเป็นบัวหลุดพ้นดังคนชื่อ บัวลอย
คนไทยได้หน้าฝรั่งมังค่าได้เงิน
ปริญญางมงายมหาลัยงมเงา
**รู้เปล่าว่า วิภว์ แห่งแฮมเบอร์เกอร์พูดถึงอัลบั้มเมดอินไทยแลนด์นี่ว่าอย่างไร
พูดว่า...
วิชา สังคมศาสตร์ประจำปีการศึกษา 2527 แห่งประเทศไทย!
วิภว์ ยังบอกอีกว่าสมัยนั้น การฟังอัลบั้มเมดอินไทยแลนด์ก็ไม่ต่างอะไรจากการอ่านหนังสือ สังคมของเรา
ชุดนี้ฟาดไปกี่ล้านวะ?
สี่ล้านกว่าตลับ คาราบาวขึ้นทำเนียบเรียบร้อย
ปัจจุบัน แผ่นเสียงชุดนี้ ตกราวๆ ห้าพันกว่าบาท...ห้าพันกว่าต่อแผ่นพลาสติกไวนิลหนึ่งแผ่น **ลองคิดดู
ช่วยไม่ได้ นี่มันอภิมหาตำนานนี่หว่า
แต่สุดท้าย เงิน ก็ล้างสมองพี่แอ๊ดเข้าให้
อย่างว่า...แหล่ะ
ยุคนั้นเพื่อชีวิตเติบโตในตลาดเพลงอย่างโดดเด่น
คนด่านเกวียน พงษ์เทพ โฮป กระท้อน คันไถ อินโดจีน
วงเหล่านี้เติบโตมากับเพลง เดือนเพ็ญ
อัศนี พลจันทร์ แต่งเพลงนี้ตอนอยู่ในป่า แกจบธรรมศาสตร์รุ่นแรกปี 2477 ลุงไฟยังเป็นอาจารย์เอกให้กับ สหายไท อีกด้วย
สหายไท?
สหายไทก็คือชื่อของ เสกสรร ประเสริฐกุล
อ้าว** **จะพา**ไปหาการเมืองทำไมเนี่ย
กูก็แค่เท้าความเป็นมาเฉยๆ
น้ำไม่ไหล ไฟดับ ก็ถือเป็นการเมือง
เมื่อกี้**ว่าถึงไหนแล้ว?
เมดอินไทยแลนด์
ยุทธนา บุญอ้อม หรือป๋าเต็ดกล่าวไว้ในรายการวิทยุว่า ยุคนั้นถ้าจะเปรียบไป คาราบาวก็คือ อัลเทอร์เนทีฟ ของวงการดนตรีในช่วงนั้น
คือเป็นทางเลือกที่ต่างไปจากกระแสหลักว่างั้นเถอะ
คาราบาวจึงเป็นซูเปอร์สตาร์เทียบเท่ากับเบิร์ดในยุคนั้นจนถึงยุคนี้
ถึงขนาดมีหนังที่วงคาราบาวเล่นเองทั้งเรื่อง
...เสียงเพลงแห่งเสรีภาพ...
**ไม่เข้าใจว่า ทำไมไม่มีใครจับหนังเรื่องนี้นำมาปัดฝุ่นฉายในรูปแบบวีซีดี หรือ ดีวีดี บ้างวะ
**ว่าหนังเรื่องนี้ลิขสิทธิ์อาจไม่ได้ตกอยู่กับวงคาราบาวว่ะ
ฉากสุดท้ายที่ไฟๆหม้บ้านวงคาราบาวเหลือแค่แอ๊ดนั่งเล่นกีตาร์โปร่งอยู่หน้าซากปรักหักพังและโคมควันที่คละคลุ้งล่องลอย
**จำได้ว่าน้ำตา**ไหลเมื่อเรื่องจบ
หนังเรื่องนี้ออกฉายปี 2529
ปีทอง
ปีทองของหนังไทยยุคหนึ่ง?
ไม่ใช่ ปีทองของงานดนตรีบ้านเราต่างหาก
ทำไม**ถึงคิดเช่นนั้น
ไนท์สปอต
วิทยุคลื่นหนึ่งนี่
สำหรับ** ไนท์สปอต ในตอนนั้นก็ดุจดังค่ายเบเกอรี่ในตอนนี้
**เห็นด้วยกับคำ**
จากคลื่นรายการวิทยุ ที่กล้าผันตัวเองมาเป็นค่ายเทป การปรากฏของค่ายเพลงนี้มีนัยยะและแรงผลักดันสำคัญต่อวงการดนตรีบ้านเรา
หลายต่อหลายอัลบั้มที่ออกมาอวดโฉมบนแผงเทปนั่นแหละ ที่**ถือว่าเป็นปีทองสำหรับวงการดนตรีบ้านเรายุคหนึ่ง
แดนศิวิไลซ์ของธเนศ วรากุลนุเคราะห์ คนนี้ไนท์สปอตส่งตรงเพราะ ธเนศคือดีเจเก่าที่หันมาเอาดีด้านการจับไมค์ร้องเพลง
ด้วยปณิธานอันแรงกล้า ไนท์สปอตฝากธเนศไปเมืองผู้ดีเพื่อผลิตอัลบั้มนี้
เป็นการบันทึกเสียงที่อังกฤษ
ใช้บริการทุกอย่างของที่นั่น นักดนตรี โปรแกรมเมอร์ ห้องอัด เครื่องมือ อาหารการกิน เว้นอย฿สองอย่างที่เป็นไทย
อะไร
นักร้องกับโปรดิวเซอร์
ธเนศ ในฐานะนักร้อง อัสนี โชติกุล ในฐานะโปรดิวเซอร์
อัลบั้มนี้โทนดนตรีกระเดียดไปทาง อิเลกทรอนิกส์ กับลูกหาบของโปรเกรซซีฟ
เพลง เบื่อคนบ่น เป็นเพลงที่ดังที่สุดของอัลบั้มและเป็นเพลงขายของชุดนี้ ส่วนเพลงที่เหลือเป็นเพลงสำหรับฟังยุคนี้
หลายคนในยุคนั้นบอกว่าบอกว่า ฟังไม่รู้เรื่อง
แต่ในสายตาฝรั่ง พวกเขายำเกรงอัลบั้มชุดนี้มากเพราะมาตรฐานใกล้เคียงกับเขา
**ชอบเพลง ดนตรี ว่ะ
ส่วน**ชอบ ไม่รู้รึไง...โอ๊ย กับ ลุงคิดกับหลานชิดชัยและแดนศิวิไลซ์สุดขอบฟ้า
และการที่เพลงส่วนใหญ่ในอัลบั้มนี้ล้ำหน้าชาวบ้านในยุคนั้น การที่ได้ฟังวันนี้ จึงรู้สึกว่าอัลบั้มนี้เพิ่ทำไว้เมื่อวาน ทั้งที่จริงอัลบั้มนี้อายุ 20 ปีแล้ว
จำได้ว่า การบินกลับมาหลังจากเสร็จการผลิตอัลบั้มชุดนี้ อัสนี โชติกุล บ่นเหนื่อยเพราะไม่ได้ไปแต่ตัวต้องแบกเอากองสัมภาระไปกลับด้วย
และเมื่อถึงกรุงเทพฯกองสัมภาระนั่นทำให้อัสนีหลุดมาคำหนึ่ง
...เหมือนคนบ้าหอบฟาง...
อัสนี นิ่งไปครู่นึง ก่อนจะพูดคุยบางอย่างกับผู้บริหารไนท์สปอตต่อจากนั้นก็โทรหาน้องชายที่ชื่อ วสันต์
นับแต่นั้น ตำนานเพลงร็อกอีกหนึ่งบทของเมืองไทยก็เกิดขึ้น
ใช่แล้ว อัสนี-วสันต์ทำบ้าหอบฟางออกมาจนวงการเพลงต่างตื่นตะลึงและเฝ้าจับตาคู่พี่น้องนี่ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
อัสนีในฐานะนักดนตรีผู้อยู่เบื้องหลังมานานได้ก้าวมายืนเบื้องหน้าอย่างสง่า
เพลง น้ำเอย น้ำใจ ที่ร้องคู่กับแอ๊ดคาราบาวเป็นเพลงที่กระหึ่มลานคอนเสิร์ตในยุคนั้น
เพลงไม่เป็นไรเป็นเพลงคัฟเวอร์ แต่รูปแบบดนตรี ฮาร์ดร็อก บวกกับกีตาร์ของ แหลม มอริสันที่เชิญมาโซโล่เพลงนี้โดยเฉพาะทำให้ความมันส์พุ่งขึ้นไปอีกระดับ
แต่ความหมายของ บ้าหอบฟาง ในสายตาของอัสนีนั่นหมายถึงการเสียดสีผู้คนในยุคนั้นที่ชอบถือกระเป๋าแบบเจมส์บอนด์เดินเข้าธนาคาร ฉะนั้น ฟางในที่นี้คือ เงิน คือธุรกิจ แต่อัสนีได่ให้ความหมายใหม่
เหมือนกับคำว่า ฟักทอง ที่ว่าหายไปนั่น ไม่ใช่ผลไม้แต่หมายถึงความรู้สึกดีๆที่หายไปต่างหาก
ขุนทอง อสุนี วิจารณ์ว่า ฮาร์ดร็อกแบบไทยๆได้ถือกำเนิดขึ้นแล้วโดยมีอัลบั้มบ้าหอบฟางเป็นแม่บท
ยุทธนา บุญอ้อม **ชอบอัสนี-วสันต์เป็นอย่างมาก
ตอนที่แข่งแฟนพันธ์แท้ ป๋าเต็ด บอกกับทางรายการว่า อัสนี-วสันต์คือพระเจ้า
เขาเป็นฮีโร่ของยุคนั้นและยืนยาวพอที่จะอยู่ในยุคนี้แม้นจะอ่อนแรงลงตามสังขารก็ตามที
ภาพของการแจกปิ๊กกลายเป็นประเพณีปฏิบัติทุกการแสดงของพี่น้องคู่นี้ และเป็นลิขสิทธ์ที่ไม่ต้องจด
พวกเขาซื้อปิ๊กกีตาร์กันเองไม่มีใครสนับสนุน
ถ้าเปรียบเทียบวงการเพลงร็อกของเมืองไทย อัสนี-วสันต์ คือหนึ่งในแม่ทัพที่นำหน้าอย่างไม่ต้องสงสัย
นอกจาก ธเนศ,อัสนี-วสันต์แล้ว ไนท์สปอตยังคลาคล่ำไปด้วย มัม ลาโคนิค,นุภาพ,เบิร์ดกะฮาร์ท แต่ละรายล้วนคับไปด้วยคุณภาพทั้งนั้น
แต่ปีทองก็มีแค่ปีเดียวและมาไวไปไว
ไนท์สปอต ล่มลงอย่างรวดเร็ว
อายุไม่ถึงสิบปีด้วยมั้ง
มันเป็นการพิสูจน์ว่าการจะอยู่รอดให้ได้ในถนนสายดนตรีต้องมีความสามารถทางธุรกิจควบคู่ไปด้วย
ไม่งั้นจะเป็นแบบที่ไนท์สปอตเป็น
ในวงการเทปมือสอง ศิลปินสังกัดไนท์สปอตยังถูกถามหาอยู่เรื่อยๆ
เป็นการถามหาคุณค่าทางประวัติศาสตร์ดนตรี
พูดถึงอัสนีแล้วอดไม่ได้ที่จะต้องนึกถึง บัตเตอร์ฟลาย
สำหรับกูนี่คือ สิ่งศักดิสิทธิรูปเคารพทางดนตรี อยู่บนหิ้ง ควรค่าแก่การสักการบูชา
ศิลปินหลายรายอยู่ภายใต้ร่มเงาของวงดนตรีนี้
แหวน,นันทิดา,เต๋อ,นรินทร,ไมโคร,เอ็กซ์ วาย แซด และภาพยนตร์อย่าง วัยระเริง ,น้ำพุ,มือปืน,เงิน เงิน เงิน,แก็งค์ไอติม เหล่านี้ล้วนแล้วผ่านมือของกลุ่มดนตรีชื่อ บัตเตอร์ฟลายทั้งสิ้น
แค่ชื่อนักดนตรีภายในวงก็หนาวแล้ว
สุรสีห์ อิทธิกุล,จิรพรรณ อังศวานนท์,อนุวัฒน์ สืบสุวรรณ,กฤษณ์ โชคทิพย์พัฒนา,กรเณศ วสีนนท์,อุกฤณ์ พลาง**ร
หรือที่เข้าๆออกๆ อย่าง อัสนี โชติกุล,เพชร มาร์,จาตุรนต์ เอฒช์บุตร
ภายหลังชื่อเหล่านี้ไปปรากฏเป็นคนเบื้องหลังให้กับศิลปินแกรมมี่
ผลงานที่เป็นภาคภาษาอังกฤษ บัตเตอร์ฟลายทำออกมาสามชุด
ชุด action คืองานชุดที่สามเป็นอัลบั้มโปรเกรสซีฟขึ้นชื่ออีกอัลบั้มที่นักดนตรีถามหา
เป็นผลงานที่ดีแต่ไม่ดัง
พวกเขาใจกล้ามากที่ทำเป็นภาษาอังกฤษ หนำซ้ำดนตรีก็เทียบเท่าสากล
แต่หูคนไทยยุคนั้นยังเตี้ยๆ ไม่สูงพอที่จะฟังงานนี้
บัตเตอร์ฟลาย ยังทำแบบนี้กับ นันทิดาอีกหนึ่งชุด
something in our mind
ใช่ เป็นอีกอัลบั้มที่พูดง่ายๆว่า เจ๊ง
นันทิดา ประกวดร้องเพลงได้อันดับหนึ่งของเอเซีย การทำงานกับบัตเตอร์ฟลายชุดนี้จึงดูเหมาะสม
จะมีซักกี่คนที่รู้ว่านันทิดามีอัลบั้มนี้วางแผงเมื่อหลายปีก่อน
นั่นน่ะสิ
สตูดิโอ บัตเตอร์ฟลาย ยังเป็นสถานที่ผลิตศิลปินรายหลังๆอีกด้วย
ใหม่ เจริญปุระ,บิลลี่ โอแกน,ไฮร็อก,เป้ สีน้ำ,เทวัญ ทรัพย์แสนยากร ก็เคยมาใช้บริการสตูดิโอนี้
หลังจาก อัสนีกับสุรสีห์ ไปได้ดีกับงานตัวเอง บัตเตอร์ฟลายก็ต้องยุติบทบาทผู้นำแห่งวงการดนตรีลง แล้วเป็นคนยืนอยู่ข้างหลังคอยปั้นผลงานให้กับศิลปินแกรมมี่
พูดง่ายๆเด็กแกรมมี่จะดังได้ก็ต้องผ่านมือสมาชิกบัตเตอร์ฟลาย
แม้นภายหลัง กฤษณ์ โชคทิพย์พัฒนาจะมาก่อตั้งวง กัมปะนี ออกมาเพื่อเจือตลาดกับเขาบ้าง แต่ก็พบว่า ดนตรีของพวกเขาได้หมดแรงลงต่อตลาดเพลงไทยเสียแล้ว
บัตเตอร์ฟลายจึงเหลือแค่เพียงตำนานบทหนึ่งในวงการเพลงไทย
แต่**ชอบใจที่ เต๋อกับบัตเตอร์ฟลาย ได้นำแนวคิดพุทธปัญญามาแต่งเป็นบทเพลงให้คนฟัง
อัลบั้ม คีตกวี เรามาร้องเพลงกัน ใช่ไหม
นั่นแหล่ะ
อัลบั้มนั้น เต๋อ ยังไม่สร้างค่ายแกรมมี่เลย
แต่เพลงหลายเพลงโด่งดังก็ตอนที่ อัสนีเอาไปทำใหม่เป็นเพลงตัวเอง
ไม่เป็นไร,ขลุ่ยผิว,วีณาแกว่งไกว,ดอกไม้ไปไหน,ทำอยู่ทำไป,ทุกๆคนเป็นคนดี
หลายคนเข้าใจว่านี่คืองานของอัสนี-วสันต์แต่ถูกแค่ครึ่งเพราะรายชื่อเพลงเหล่านี้ปรากฏครั้งแรกในอัลบั้ม เรามาร้องเพลงกัน ของเต๋อ เรวัติ ต่างหาก
เพลงเหล่านี้เล่นแง่ ตั้งคำถาม และมีเนื้อหาน่าขบคิด ชวนหัว
ถ้า**อยากถามหาเนื้อเพลงที่ส่อไปในทางดังกล่าว ในยุคของเราก็มีปัญญาชนจากรั้วมหาลัยที่ผลิตงานประเภทนี้ออกมาอยู่ช่วงหนึ่ง
นิติพงษ์ ห่อนาค,วัชระ ปานเอี่ยม,ศุ บุญเลี้ยง,ภูษิต ไล้ทอง
...เฉลียง...
**ได้ยินคำว่า แนวรบด้านวัฒนธรรม ครั้งสุดท้ายก็เมื่อมีคนพูดถึงเฉลียง
ดนตรีของพวกเขาหลากหลายแนวมาก บทเพลงรักพวกเขาก็ทำได้น่ารัก บมเพลงเกี่ยวกับสังคมพวกเขาก็ทำได้ดีอย่างที่**ว่า
ทุกวันนี้**ยังตีไม่แตกว่าเพลง กล้วยไข่ เฉลียงพยายามจะสื่ออะไร
อันนี้ต้องถาม ประภาส ชลศรานนท์ ผู้อยู่เบื้องหลังเฉลียงมาแทบทุกชุด
เขามีส่วนก่อตั้งวงนี้ และแต่งเพลงไว้ให้เฉลียงหลายเพลง
อัลบั้ม อื่นๆอีกมากมาย เป็นผลงานสร้างชื่อมากที่สุด
เพลงเที่ยวละไม ถูกนำไปใช้ในวงการท่องเที่ยวบ่อยครั้ง
อัลบั้ม แบกบาล ก็เด่น
**ชอบเพลง อยู่ที่ใคร ว่ะ โดยเฉพาะท่อนที่ร้องว่า อยู่ที่ใคร ใครเป็นคนเห็น อยู่ที่ใคร ใครเป็นคนได้ยิน อยู่ที่ใคร ใครเป็นคนตัดสิน อยู่ที่ใคร ขึ้นว่าอยู่ที่ใคร
ส่วน**ชอบ เรื่องตลก ที่เนื้อหาพูดถึง โค่นต้นไม้ทั้งป่าแล้วเอาไม้ส่วนหนึ่งมาทำไม้ขีดไฟ แต่ไม้ขีดก้านเดียวสามารถเผาป่าได้ทั้งป่า เนื้อหามันตลกร้ายมากๆ
หรือเพลงไข่เจียว ที่บรรยายวิธีการเป็นฉากๆแล้วไปจบที่ว่า จะเจียวไข่ให้อร่อยต้องใส่ใจลงไปทุกครั้ง
นอกจากผลิตผลงานเพลงแล้ว เฉลียงยังผลิตนิตยสาร ไปยาลใหญ่ อีกด้วย
หนังสือเล่มนี้รวมเนื้อหาหลากหลาย และมีรูเล่มแบบถูกใจวัยรุ่นยุคนั้น
ถ้ายุคนี้อ่าน a day ยุคนั้นก็ต้องอ่านไปยาลใหญ่
หลังจากศุ บุญเลี้ยงออก เกี๊ยงก็เข้าแทน
เรียกว่า หน้าตี๋ หล่อ มาเอาใจแฟนๆโดยเฉพาะ
เพลงรักอย่าง ไม่รักแต่คิดถึง มีเนื้อหาโดนใจวัยรุ่นมากๆ
คิดได้ไง **ไม่รัก**หรอก แต่**คิดถึง**
น่ารักใช่ไหมล่ะ
ง่าย ง่าย
ง่าย ง่าย เป็นเพลงรักประมาณว่า จะรักกันทำไมต้องดูที่เปลือกทำไมต้องดูที่การแต่งตัว รสนิยม ทำไมไม่ดูที่ข้างใน
เป็นเพลงรักอีกเพลงที่จัดว่าไม่ธรรมดา
แต่สุดท้าย เฉลียงก็หัก
เป็นธรรมดาของกาลเวลา
นิติพงษ์ ห่อนาค ถูกซื้อขาดโดยแกรมมี่ เราไม่เห็นเขาแต่งเพลงให้ค่ายอื่นอีกเหมือนเมื่อก่อน หลังจากวงแตก นิติพงษ์ก็ก้มหน้าก้มตาแต่งเพลงป้อนแกรมมี่ที่เดียวเท่านั้น
เหมือนพรรคการเมืองใหญ่ที่กว้านซื้อ สส. พรรคอื่นมาอยู่พรรคตัวเอง ทำให้เวลาเลือกตั้งจะได้เสียงข้างมาก
กูบอกแล้วว่า**อย่าแวะไปหาการเมือง!!!ไอ้ห่านี่
ขอโทษ ขอโทษ
ก่อนการถูกปฏิวัติดนตรี แนวเพลงของไอ้พวกหนุ่มผมยาวยังคงได้รับความนิยมอยู่โดยไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังถูกจ้องเล่นงานด้วยแนวดนตรีหนึ่ง
ไอ้หนุ่มผมยาวที่ว่านี้หมายถึง เฮฟวี่ เมทั่ล ใช่ไหม
แม่นแล้ว
ส่วนใหญ่ต่างชาติทำได่ดีกว่า
แต่ของไทยก็ใช่ว่าขี้เหล่
จำดีเจที่ชื่อ วิ?ญ วทัญญู ได้ไหม?
คนที่เรียกวงสกอร์เปี้ยนว่า ไอ้แมงป่องผยองเดช รัยกวงเมาท์เท่นว่า หนักแน่นดุจภูผา
ด้วยจิตที่ศรัทธา เฮฟวี่ วิทูญทุ่มสร้างวงแนวนี้ขึ้นมาวงหนึ่ง
เรดแอนด์สกิน
หรือ เนื้อกับหนัง
วงเฮฟวี่ภาษาไทยวงแรกของเมืองไทย
เป็นวงดนตรีสามชิ้น บันทึกเสียงแบบพอมีพอใช้ **ฟังทีไรแล้วสงสาร กว่าจะคลอดออกมาได้แต่ตละอัลบั้มต้องรีดเลือดกันสุดๆ
สมัยนั้นเมทั่ลเนื้อหาแบบเนื้อกับหนังยังแสลงหูชาวบ้าน
วิทูญกับเนื้อกับหนัง จบไปกับดนตรีเมทั่ล ดนตรีที่พวกเขาใฝ่ฝันว่าจะกรุยทาง
แต่นั่นแป็นการหย่อนรากอันสำคัญเอาไว้
และ ดิ โอฬารโปรเจคท์ ก็สานต่อดนตรีเฮฟวี่ได้สำเร็จ
เป็นปรากฏการณ์อีกหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้
ดิ โอฬาร คือเฮฟวี่ เมทั่ล ที่ใครๆก็ต้องยอมรับในฝีมือทั้งแง่ศิลปะและตลาด
อัลบั้ม กุมภาพันธ์ 2528 เป็นอัลบั้มที่ขายได้เรื่อยๆนับตั้งแต่ออกมา
เพลง อย่าหยุดยั้ง โด่งดังสุดๆข้ามยุคข้ามสมัยมานับครั้งไม่ถ้วน
แทนความห่วงใย ก็เพราะ
สองเพลงนี้จัดว่าช่วยสร้างชื่อให้ ดิ โอฬาร เป็นอย่างมาก
ฉันอยากจะตายเพราะเธอว่ะ เป็นเฮฟวี่สนุกๆ
กีตาร์ของ โอฬาร ได้รับการกล่าวขานไปทั่ว
ความสำเร็จของกุมภาพันธ์ 2528 ทำให้ หูเหล็ก ออกมาผงาดอีกครั้ง
ก่อนที่ ปฐมพงศ์ จะแตกตัวออกมาทำ หินเหล็กไฟ ก็จัดได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม
ช่วงที่ หินเหล็กไฟ กำลังโยกหัวอยู่บนเวที ระลอกคลื่นการปฏิวัติได้โถมเข้ามาที่เมืองไทยเรื่อยๆแล้ว
ปี 2534 วงดนตรี nirvana ได้ปฏิวัติทำลายดนตรีเมทั่ลและเพลงร็อกสายยุค 80 จนดับสิ้นหมด เหลือรอดมาไม่ถึงสิบวง
ในขณะที่บ้านเราวงการดนตรีทำท่าว่าจะตีบตันเต็มที่ แม้นวงการเพลงใต้ดินจะเริ่มมีบทบาทมากขึ้นก็ตาม
วง ซีเปีย ดอนผีบิน ที่เล่นเพลงแบบเมทั่งหนักกะโหลกได้แต่หากินกันในวงแคบๆ
จนแล้วจนเล่า ปี 2537 ก็เดินทางมาถึง
ปีของการปฏิวัติวัฒนธรรมดนตรีครั้งใหญ่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประเทศไทย
...โมเดิร์น ด็อก!!!
โมเดิร์น ด็อก คือผู้ก่อการปฏิวัติอย่างแท้จริง
ทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และล่มความคิดแบบเดิมๆลงอีกหลายอย่าง
พวกเขาเปลี่ยนตั้งแต่ศิลปะจนตลาดดนตรีต้องประชุมปรับกลยุทธ์กันจ้าละหวั่น
แนวเพลงที่เปลี่ยนไป การร้องที่เปลี่ยนไป การเล่นที่เปลี่ยนไป แม้นแต่การแต่งตัวก็เปลี่ยนไป
สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้ความคิดเปลี่ยนไปด้วย
วงการเพลงตอนที่อยู่ในช่วงปฏิวัติอยู่ในกำมือของวงดนตรีนี้
คำว่า อินดี้ โผล่พรวดเหมือนรูรั่วตามรอยเขื่อนที่ทะลุจนท้ายที่สุดเขื่อนวัฒนธรรมต้องแตก
กระแส อินดี้ ไหลบากและท่วมท้นเข้าบ้านเรือนอย่างรวดเร็ว
วัยรุ่นหนุ่มสาว ออกมารวมตัวกันได้มากที่สุดนั้น พื้นที่ตรงนั้นต้องมีคำว่า อินดี้ เท่านั้นถึงจะรวมวัยรุ่นยุคนี้ พ.ศ.นี้ได้
ไม่เหมือนวัยรุ่นสมัยก่อนที่ออกมารวมตัวกันได้เพราะพื้นที่ตรงนั้นมีคำว่า ประชาธิปไตย
**พูดกี่ครั้งแล้วว่าอย่าพูดเรื่องการเมือง!**เดี๋ยว**ถีบไปโน่น!!!
หนังสือดนตรี ค่ายเพลงชื่อใหม่ผุดขึ้นไปทั่ว สถานีวิทยุ ปรับตัวเพื่อสอดรับกับกระแส กิจกรรมตามที่ต่างๆอินดี้คุมหมด
น่าตลกที่อินดี้บอกว่าตัวเองไม่ตลาด แต่ผลวิจัยได้ผลลัพท์ออกมาว่า งานเพลงอินดี้ เติบโตทำรายได้อยู่อันดับต้นๆ
เพราะวัยรุ่นมีกำลังซื้อเยอะ และวัยรุ่นมักซื้ออินดี้
นี่ก็กว่าสิบปีแล้ว กระแสอันเชี่ยวกรากก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ยังคงไหลแรงต่อไปเรื่อยๆ
อย่างที่**กับกูมานั่งดวดเหล้ากันนี่ เพราะการปฏิวัติครั้งนั้น
พวกเราจึงต้องตกงาน
เก็บเครื่องดนตรี ออกไปทำมาหากินอย่างอื่น มองดูอินดี้โกยเอาโกยเอา
แล้ว**ล่ะ
ส่วน**ตอนนี้ร่างหนึ่งทำงานให้กับเอกชน อีกร่างหนึ่งกำลังฝึกเป็นนักเขียน และกูก็มีนามปากกาใช้เป็นของตนเอง เย็นนี้**ว่าจะแวะเข้าเวปไซด์วรรณกรรมที่**แวะเข้าบ่อยๆ มันมีชื่อเวปว่า.....
|
|
2006-03-28 12:48:29/วนิดา(นามปากกา) |
|
|
|
| |
-_-
ความเห็นที่ 1
|
 |
ตอบโดย -_- เมื่อ: 2006-03-28 13:03:59 |
ขอบคุณมากครับ สำหรับข้อมูลดีดี
ผมอ่านเพลินเลยครับ :)
|
|
|
| |
-_-
ความเห็นที่ 2
|
 |
ตอบโดย -_- เมื่อ: 2006-03-28 13:05:52 |
แต่ผมชอบ วง 'crub'
มาพร้อมๆ กับ modern dog แต่ในตอนนั้น ไม่ดังเลย...
เพราะ sound แบบ brit pop ที่ใหม่เกินกว่าตลาดจะรับได้...
แน่นอน แผ่น CD ของ วง ครับ ในตอนนี้มีราคาสูงและเป็นที่ต้องการเช่นเดียวกัน..
|
|
|
| |
-_-
ความเห็นที่ 3
|
 |
ตอบโดย -_- เมื่อ: 2006-03-28 13:07:15 |
เอ้า กระทู้นี้เรามาคุยเรื่องเพลงกันดีกว่า....
|
|
|
| |
ดุลยเทพ
ความเห็นที่ 4
|
 |
ตอบโดย ดุลยเทพ เมื่อ: 2006-03-28 13:43:22 |
ไม่พูดถึง คีรีบูน บรันดี เรนโบว์ บ้างหรือ
ตอนเด็กๆ ผมทันยุคแกรนด์เอ็กซ์
คาราบาวไปรุ้จักเอา ตอน เมด อิน ไทยแลนด์
เกลียดตุ๊ดส์ กับ ซีเปีย
ตอนนี้ได้แต่เกิดความสงสัยว่า นักร้องที่รูปไม่หล่อ ไม่สวย แต่เสียงดี มีพลัง
ทำไมไม่ดังเหมือน นักร้อง รูปหล่อ สวยเซกส์ซี่ แต่เสียงห่วยแตก ละหนอ
ดู MTV นักร้องดีๆ ของเขาหลายๆคน ไม่เห็นว่า จะหล่อหรือสวยเลย บางคนอายุมากแล้วก็มี
|
|
|
| |
คิทชา
ความเห็นที่ 5
|
 |
ตอบโดย คิทชา เมื่อ: 2006-03-28 14:47:35 |
ขนลุกครับ ทึ่งใจมากกกกก
ผมเป็นเด็กที่โตมากับยุค โมเดิร์น ด็อก
ประวัติศาสตร์ทางดนตรีก่อนหน้าแทบจะไม่รับรู้
ขอชื่นชมงานเขียนเรื่องนี้จากใจ
ขอบคุณครับ
ด้วยความเคารพ
|
|
|
| |
กะโปโล
ความเห็นที่ 6
|
 |
ตอบโดย กะโปโล เมื่อ: 2006-03-28 15:14:34 |
ว้าววววววววววว.....อ่านตามแล้ว เพลินและสนุกมาก ๆ ได้บรรยากาศเป็นที่สุด
กะโปโลมาทันตอนยุคคาราบาวนี่แหละค่ะ เพิ่งได้ 4 ขวบเอง
ยกนิ้วโป้งให้ 2 นิ้วเลยนะคะ
ป.ล. พรุ่งนี้หน้าออฟิศของกะโปโลจะมีม็อบนัดมารวมตัวกันด้วย มีใครมาแถวนี้บ้างรึเปล่า
ระวังตัวกันด้วยนะคะ ไม่จำเป็นไม่ต้องเอารถมาด้วยเลยนะคะ
|
|
|
| |
nena
ความเห็นที่ 7
|
 |
ตอบโดย nena เมื่อ: 2006-03-28 15:42:01 |
ขอบคุณมากค่ะ
อ่านเพลิน
แถมได้ประวัติศาสตร์ของดนตรี แบบเต็มๆ
คนเล่า ก็เล่าได้น่ารัก น่าหยิก จริงๆ
แล้วคุณวนิดา นัดเจอเพื่อนเก่า อีกนะคะ
ชอบค่ะ จาแอบตามไปฟัง ด้วยหน่ะ
|
|
|
| |
-_-
ความเห็นที่ 8
|
 |
ตอบโดย -_- เมื่อ: 2006-03-28 15:43:46 |
ผมสงสัยนิดหนึ่ง พวกคุณคุยกันเนี่ย มีกับแกล้ม กับ สุรา ด้วยหรือเปล่าครับ
แหะ แหะ ไม่ใช่อะไรหรอก เผื่อว่างว่างจะได้ไปร่วมวงด้วย :)
|
|
|
| |
ดุลยเทพ
ความเห็นที่ 9
|
 |
ตอบโดย ดุลยเทพ เมื่อ: 2006-03-28 16:28:01 |
แม่คุณที่บ้านออกวีซ่า ให้ไปทานนอกบ้านแล้วหรือ
|
|
|
| |
Goodman
ความเห็นที่ 10
|
 |
ตอบโดย Goodman เมื่อ: 2006-03-28 16:38:00 |
ผม ทันยุคเริ่มต้นของ คาราบาว - อัสนีย์-วสันต์ โชติกุล - หินเหล็กไฟ - ไมโคร ฯ
ก่อนหน้านั้นยังเด็กมาก จึงไม่ได้รับรู้-รับทราบ ว่า ใครร้อง ? ครับ
...สหาย วนิดา(นามปากกา) อัดมาซะเต็ม ๒ - ๓ หน้ากระดาษ เอ.๔ เช่นนี้
ครบถ้วนสมบูรณ์ดีแท้เทียว จะขาด ก็แต่ 'เพลงลูกทุ่ง' เท่านั้นกระมัง ?
ขอบคุณ มากครับ ...สหาย 'คอเพลง'
|
|
|
| |
_Little pig_
ความเห็นที่ 11
|
 |
ตอบโดย _Little pig_ เมื่อ: 2006-03-28 16:42:41 |
ขอบคุณค่ะ
|
|
|
| |
ไอซ์
ความเห็นที่ 12
|
 |
ตอบโดย ไอซ์ เมื่อ: 2006-03-28 16:55:40 |
1980 เป็นปีที่ผมลืมตาดูโลก
ท่านพี่ไล่เลียง
ตั้งแต่ดนตรีที่ผมจำความได้
จนถึงยุคที่ผมเริ่มฟังเพลงเป็นจริงเป็นจัง
ขนลุกจริงๆอย่างสหายคิคชาว่า จริงๆๆ
คารวะครับ ท่านพี่
อ่านเพลินมาก รวดเดียวจบ
|
|
|
| |
ผีเสื้อสมุด
ความเห็นที่ 13
|
 |
ตอบโดย ผีเสื้อสมุด เมื่อ: 2006-03-28 17:55:07 |
ขอบคุณ...
สำหรับข้อมูลทางด้านประวัติศาสตร์ของเพลง และดนตรีในประเทศไทย..
ทึ่ง..ค่ะ
|
|
|
| |
ดอกหญ้าริมทางเดิน
ความเห็นที่ 14
|
 |
ตอบโดย ดอกหญ้าริมทางเดิน เมื่อ: 2006-03-28 18:20:55 |
อ่านเพลินมากเลยค่ะ แม้จะมีเนื้อหาค่อนข้ายาวสักนิดก็เถอะ
ขอบคุณสำหรับเนื้อหาวงการเพลงในเมืองไทยค่ะ
|
|
|
| |
จี-รา
ความเห็นที่ 15
|
 |
ตอบโดย จี-รา เมื่อ: 2006-03-28 20:24:02 |
เต็มอิ่ม !!!!!!!
ขอบคุณ encycopedia (ฉบับใต้ดิน) ฉบับนี้อย่างยิ่งยวด..
|
|
|
| |
ธุลีดิน
ความเห็นที่ 16
|
 |
ตอบโดย ธุลีดิน เมื่อ: 2006-03-28 23:43:27 |
ขอบคุณสำหรับมหากาพย์ ขอรับ
กระผมเกิดช่วง ๆ ก้าน แก้วสุพรรณ ทูล ทองใจ
มีช่วงนั้นบ้างไหมขอรับพี่ท่าน....เหอะ! เหอะ!
คารวะ......................................................................................................
|
|
|
| |
อานันท์
ความเห็นที่ 17
|
 |
ตอบโดย อานันท์ เมื่อ: 2006-03-29 06:21:02 |
เข้ามาเก็บอ่านก่อนลงคะแนน เอ๊ย ความเห็นนะท่านพี่
|
|
|
| |
เป็ด
ความเห็นที่ 18
|
 |
ตอบโดย เป็ด เมื่อ: 2006-03-29 11:11:21 |
อ่านเพลินมากเลยครับ ทำให้คิดถึงนักร้องนักดนตรีและบทเพลงเหล่านั้น เป็นความสุขเล็กๆได้เลยครับ
ผมเริ่มฟังเพลงยุค Grand 'Ex (ช่วงตั้งแต่ 'เชื่อฉัน') ฟังได้ซักพักก็แตกวง แยกออกมาเป็น 'วงเพื่อน'
ต่อมาจนถึงคุณแจ้เป็นศิลปินเดี่ยว แจ้มาก่อน แต่ทางแกรมมี่ก็มีเบิร์ดครับ
ผมโตมาจากการฟังเพลงจากโทรทัศน์ครับ ตอนนั้นค่ายเพลงเริ่มมีรายการทีวีเป็นของตัวเองแล้ว
ถ้าดู Grand 'Ex ต้องได้เห็น วิทยา ศุภพรโอภาส เป็นพิธีกรรายการ ส่วนคุณบุษบา ดาวเรือง กับคุณนิค
ผู้บริหารค่ายจีนี่ เรคคอร์ด จำได้ว่าเห็นในรายการทีวีของแกรมมี่ยุคแรกๆ สำหรับ RS ตอนนั้นก็ได้คีรีบูน
กับ ฟรุ๊ตตี้ ดังมากเหมือนกันครับ ตอนนั้น RS เอานักร้องในสังกัดมาร้องเพลงคู่ (อัลบั้ม 'รวมดาว') ก็ขายดี
(ทางนิธิทัศน์ก็ทำ 18 กะรัต ออกมา)
ส่วนเวทีคอนเสิร์ตในทีวีก็ต้อง โลกดนตรี, คอนเสิร์ตแดดเดียว ตามด้วย 7 สีคอนเสิร์ต
กลับมาทางด้านค่ายเพลง ตอนนั้นหัวขบวนของค่ายรถไฟดนตรีก็ต้องเป็น สาว สาว สาว แล้วก็ฟรีเบิร์ด
อีกค่ายที่ก็ชอบเหมือนกัน 'ค่ายครีเอเทีย' ครับ จำได้ไหมครับ ตอนนั้นที่ดังๆก็มี เฉลียง รุ้งอ้วนระวิวรรณ
ปั่น ปานศักดิ(ไปเป็นชาวเกาะ) เท่าที่จำได้ ค่ายนี้ music video จะสวยดี ต่อมานักร้องค่ายนี้บางส่วน
ก็มาอยู่ที่ 'คีตา เรคคอร์ด' รวมทั้งเฉลียงด้วย พูดถึงเฉลียงแล้ว ขอแก้ข้อมูลให้นิดนึงนะครับ ตอนที่ ศุ บุญเลี้ยง
กับ นิติพงษ์ ห่อนาค ออกจากวง เฉลียงได้ นก ฉัตรชัย มาร่วมวง แล้วออกอัลบั้ม 'แบกบาล' เหลือสมาชิก
4 คน (กับอีก 1 คน เป็นเฉลียงที่ไม่เคยขึ้นเวที - ประภาส ชลศรานนท์)
สำหรับเพลงเพื่อชีวิต ผมว่าพงษ์สิทธิ์ คัมภีร์ น่าจะเป็นนักร้องเพลงเพื่อชีวิตคนสุดท้ายของยุคที่ผ่านมา
ขอพูดถึง อัสนี-วสันต์ หน่อยครับ ชุดแรก 'บ้าหอบฟาง' อยู่กับไนต์สปอต ยังไม่ดังเป็นวงกว้าง พอมาออกชุด
'ผักชีโรยหน้า' กับแกรมมี่ เพลงก็เคยสัญญา ก็พาดังกระหึ่ม ช่วงนั้นจะมีนักร้องหันมาร้องแบบยานๆตามกันใหญ่เลย
กลับมาเรื่องวงการเพลง รู้สึกว่าต่อมาจะเป็นยุคเล็กๆที่ทางค่ายจะตั้งใจเอาดารามาเป็นนักร้อง เป็นยุคนักร้อง
หน้าตาดี แล้วก็มีแต่ปริมาณ เรียกได้ว่า 'นักร้องเฟ้อ' ทำให้เกิดเพลงแบบร้อยเนื้อทำนองเดียว ผมว่านี่ก็เป็น
ส่วนหนึ่งของพัฒนาการที่ทำให้เกิดวงอินดี้ ค่ายเพลงอินดี้ ซึ่งถูกเบิกทางให้กว้างโดย Modern dog
จริงๆอินดี้นี่ไม่ต้องร็อคก็ได้นะครับ เพราะผมก็ว่าบอย โกสิยพงษ์ ก็อินดี้
รู้สึกจะร่วมแจมมายาวไปหน่อย ขอบคุณอีกครั้งครับที่เอาเรื่องนี้มาฝาก
ขอให้มีความสุขกับการฟังเพลงนะครับ ทุกๆคนเลย
|
|
|
| |
เอ็ดเวิร์ดมือกรรไกร
ความเห็นที่ 19
|
 |
ตอบโดย เอ็ดเวิร์ดมือกรรไกร เมื่อ: 2006-03-29 12:58:21 |
ไม่ว่าวงการไหนๆ..ก็มีการปฏิวัตินะครับ
แต่พอฟังการปฏิวัติทางดนตรีจากคุณ วนิดาฯ แล้ว .. ... .. ...
ช่างเป็นการปฏิวัติที่สวยงามจริงๆครับ .. .. ... ....
ผิดกับการปฏิวัติในบางเรื่อง.. ... ... จนผมชักไม่แน่ใจว่ามันจะเป็นการทะเลาะกัน,ทำลายกัน หรือเป็นเรื่องของเด็กที่เอาแต่ใจ ... ..
โอ๊ะ!! ..ขอโทษครับ .. ..ไม่ตั้งใจพูดเรื่องการเมือง. ... .......!!!!!!
|
|
|
| |
วนิดา(นามปากกา)
ความเห็นที่ 20
|
 |
ตอบโดย วนิดา(นามปากกา) เมื่อ: 2006-03-29 13:06:51 |
ขอบคุณกันก่อนเป็นอย่างแรก มันเป็นมารยาทที่ดีที่ผมต้องทำ
จริงๆแล้ว ทศวรรษที่แดสิบอันแบ่งตามตัวเลขสากลในด้านดนตรีนั้นมันไม่ได้มีแค่เพียงศิลปินที่ผมหยิบมาร้อยเป็นบทสนทนาที่นำเสนอผ่านด้วยรูปแบบเรื่องสั้นนี้เท่านั้น ยังมีอีกหลากศิลปินที่ผมไม่ได้เอ่ยถึง เพราะ...
หนึ่ง...จริงอยู่ที่ช่วงเวลานั้นวงการเพลงเมืองไทยเริ่มเยื้อย่างก้าวในตลาด...ตลาดของธุรกิจ เราจึงเห็นกระแสดนตรีที่ถูกกำหนดจังหวะ ทำนอง เพื่อตัวเลขที่สามารถทำกำไรได้สูงสุดต่อต้นสังกัด และศิลปินเหล่านี้เองที่ทำหน้าที่ได้ดีที่สุดคือการทำให้เกิดความประทับใจต่อผู้ฟังโดยทันที ก็เพื่อผลตอบแทนที่ซ่อนอยู่ทางด้านหลัง จะเห็นว่าผมไม่ได้เอ่ยถึงวงอย่าง ไมโคร... ทั้งที่วงดนตรีนี้มีฐานแฟนเพลงแน่นประเทศไปหมด ทว่า ไมโคร ไม่ได้กระทำการที่จะส่งผลต่อ "ศิลปดนตรี" อย่างที่วงข้างต้นที่ผมหยิบยกมาได้ทำไว้แต่เก่าก่อน
ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า ไมโคร หรือวงอื่นๆไม่ดี อันว่า ดี ไม่ดี มันอยู่ที่ผู้ฟัง ไม่ได้อยู่ที่การนำเสนอความเห็นแล้วตัดสินด้วยปริมาณความเห็นนั้น
สอง...ผมไม่สามารถย่นย่อรายละเอียดที่มีอยู่มากก่อนเขียนเพื่อเพิ่มอรรถรสและข้อมูลลงไปได้อีกในงานชิ้นนี้ ใจจริงผมอยากพูดถึง ชาตรี คงสุวรรณ มากกว่านี้ เพราะคนนี้จัดเป็น กีตาร์ฮีโร่ ของเมืองไทยอีกคน ผมอยากพูดถึงวิธีการและแรงบันดาลใจ ที่มาที่ไปต่อการผลิตงานแต่ละชิ้นของศิลปินเหล่านี้ แต่ผมตัดสินใจแล้วว่า
จะเอ่ยถึงผลกระทบของศิลปินและอัลบั้มนั้นๆที่กระเทือน ส่งผล สร้างแนวคิดในทางศิลปะให้ขยายออกไปเท่านั้น อย่างเบิร์ดเขาก็ดัง แต่เขาไม่ได้ขยับขยายกลวิธีต่อโลกทัศน์ด้านดนตรีได้เทียบเท่ากับชื่อที่เอ่ยมาข้างต้น ดังที่ปรากฏในบทสนทนาของเรื่อง
ท้ายนี้ขอบคุณทุกท่านอีกที ทั้งที่เรียกร้องให้เอ่ยถึงลูกทุ่งอย่างคุณคนดี หรือคุณเป็ด ที่เข้ามาเติม ถม ช่องว่าง ข้อผิดพลาด มิหนำซ้ำยังเหยาะความอร่อยที่มีสาระคุณค่าลงในข้อคิดเห็นของกระทู้นี้จนทำให้มันแลดู โอชะ มากขึ้นเป็นก่ายกอง
เคารพในความเป็นหนอนสนทนาทุกท่าน
|
|
|
| |
ธุลีดิน
ความเห็นที่ 21
|
 |
ตอบโดย ธุลีดิน เมื่อ: 2006-03-29 13:59:30 |
เยี่ยม!
|
|
|
| |
YO...!YO....MAN!!!
ความเห็นที่ 22
|
 |
ตอบโดย YO...!YO....MAN!!! เมื่อ: 2006-03-29 16:07:28 |
ทำไมไม่มี เสก โลโซล่ะครับ ที่คุณกล่าวมาทั้งหมดไม่มีคนไหนที่ผมชอบเลยหรืออาจเป็นเพราะไม่ค่อยรู้จัก
ที่พอรู้ก็มีแค่ เบิร์ด,เสก โลโซ,ทาทา ยัง...........
อืม...... นึกได้แค่นี้เองครับ
ตอนนั้นผมเสก โลโซคนเดียวเท่านั้น เท่าที่พอฟังได้
ตอนนี้ยังชอบอยู่นะครับ แต่ไม่ติดใจอะไรหนักหนา ขณะนี้ชอบวง Blackhead,Kala,แมว จิรศักดิ์และป้าง นครินทร์ กิ่งศักดิ์ (เขียนชื่อผิดบ้างหรือเปล่านี่?) แค่นี้เองครับ
วงนอกมีแต่ Linkinpark อยู่ในดวงใจเท่านั้นครับ
|
|
|
| |
YO...!YO....MAN!!!
ความเห็นที่ 23
|
 |
ตอบโดย YO...!YO....MAN!!! เมื่อ: 2006-03-29 16:10:09 |
ตอนี้ไม่ค่อยชอบทาทา ยังครับ ไม่รู้เพราะอะไร
|
|
|
| |
saranya_nok.worm
ความเห็นที่ 24
|
 |
ตอบโดย saranya_nok.worm เมื่อ: 2006-03-29 20:58:55 |
คอเพลงอย่างฉันจะพลาดกระทู้นี้ได้ไงฮ้า...
แต่ฉันมาทันเอาตอนโมเดิร์นด็อกนะค้า...
ล้อเล่นจ้ะน้องวนิดา (นามปากกา) จริง ๆ เราไม่ควรเรียกพี่เรียกน้องกันเลยน่ะ เพราะรู้สึกเราจะรุ่นเดียวกันนี่หว่าจ้ะ ขอบคุณที่ช่วยรำลึกเรื่องราวของบทเพลงในอดีตให้นะ ตรงนี้ล่ะมั้งที่รู้สึกว่าพี่แก่กว่า (ฮือ ฮือ) ก็มันไล่ไม่ได้อย่างน้องนี่ เอ...หรือเด็กกว่ากันนะจึงยังไม่คิดจะรำลึก
จำได้ว่ามีรุ้งอ้วน รวิวรรณ จินดา เช่นกัน แต่สมัยพี่วัยรุ่นน่ะนะ ก็มี ศรัณย่า ติ๊นา ผุสชา อีกด้วยนะ
แต่ตั้งแต่หมาทันสมัยได้ถือกำเนิดขึ้นในวงการเพลง พี่นกก็ติดตามเบเกอรี่มิวสิคมาโดยตลอด เพราะคิดว่าเป็นเพลงรักที่สร้างสรรค์ดีและมีท่วงทำนองโรแมนติกมาด้วย
ในชีวิตเคยไปดูคอนเสิร์ตรู้สึกจะแค่สองครั้งเอง คือ คอนเสิร์ตแกรนด์เอกซิบิชั่น ที่ชื่นชอบกันตั้งแต่คุณแม่ยันคุณลูก และคอนเสิร์ตที่ในชีวิตนี้จะไม่มีวันลืมเลย คอนเสิร์ต 10 ปีเบเกอรี่มิวสิค นั่นเอง
ขอบคุณบทสนทนาอันไพเราะมั่ก ๆ จากน้องวนิดา (นามปากกา) จ้ะ
|
|
|
| |
พุ่มฮัก พานเสือ
ความเห็นที่ 25
|
 |
ตอบโดย พุ่มฮัก พานเสือ เมื่อ: 2006-03-29 22:19:16 |
โอ...ท่านพี่
เมื่อวานนี้ผมเห็นแวบๆว่าจะเข้ามาดูแต่ไม่มีเวลา มาวันนี้กระเด็นมาอยู่หน้า 2 อ่านแล้วทึ่งชิบเป๋ง
ท่านพี่เขียนได้ยังไง? หาข้อมูลมาจาไหน หรือว่าอยู่ในความทรงจำ
เห็นด้วยกับโยโย่ น่าจะมีพี่เสกของผมด้วย
|
|
|
| |
5x1
ความเห็นที่ 26
|
 |
ตอบโดย 5x1 เมื่อ: 2006-04-27 05:29:50 |
ยังมีเนื้อกับหนังอยู่บ้างเปล่า คิดถึง วงนี้เหมือนกัน
มีก็แบ่งกันฟังบ้างสิ
|
|
|
| |
เอ
ความเห็นที่ 27
|
 |
ตอบโดย เอ เมื่อ: 2006-04-30 21:13:09 |
อยากฟังคณะเนื้อกับหนังจัง ไม่ฟังมานานมากแล้ว
|
|
|
| |
1968Y นักดนตรีรุ่นเก่า
ความเห็นที่ 28
|
 |
ตอบโดย 1968Y นักดนตรีรุ่นเก่า เมื่อ: 2006-08-25 18:50:40 |
ข้อมูลดีมากครับ ดีดี...เอาไว้ให้พวกลูกๆหลานๆได้ศึกษาประวัติและพัฒนาการของวงการดนตรีไทย ช่วยกันเก็บความทรงจำแบบนี้ไว้ เพื่อเป็นกำลังใจ ให้นักดนตรีปัจจุบันมีกำลังใจต่อสู้กะ MP3 เพราะอย่างน้อยขายCD&tepe ไม่ได้ แต่ก็ได้เป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ดนตรี ที่วันหน้าจะมีคนอย่างคุณพูดถึงและจดจำ
เข้าใจเล่าเรื่องดีครับ.................
|
|
|
| |
แวะมาอ่าน
ความเห็นที่ 29
|
 |
ตอบโดย แวะมาอ่าน เมื่อ: 2006-09-05 11:10:51 |
ขอบคุณผู้ตั้งกระทู้มาก
นึกถึงปานศักดิ์ และ เพชร โอสถานุเคราะห์ขึ้นมาตะหงิด ๆ ถ้าจำไม่ผิด คู่นี้จะโผล่มาตอนประมาณยุคท้าย ๆ ของเพลงป๊อบบ้านเรา เพลงน่าฟังนะคะ
|
|
|
| |
bentale.exteen.com
ความเห็นที่ 30
|
 |
ตอบโดย bentale.exteen.com เมื่อ: 2007-02-16 14:33:58 |
กระทู้นี้ผ่านมาเกือบปีแล้ว
เหมือนกับระลอกคลื่นจากหยดน้ำ...
ถึงไม่ได้เป็นคนร่วมรุ่น แต่เรื่องราวข้างบนทั้งดีมากๆ และสนุกมากๆ
ทำให้คิดถึงช่วงเวลาที่ฟังเพลงแล้วสนุกสนานที่สุด ซึ่งอยู่ถัดจาก 80s ไปนิดเดียว
เหมือนกับระลอกคลื่นจากหยดน้ำ...
ขออนุญาติเอาเนื้อหาและ link นี้ไปเผยแพร่ต่อนะคะ
ด้วยความนับถือ และขอบคุณ : )
|
|
|
| |
ukyo
ความเห็นที่ 31
|
 |
ตอบโดย ukyo เมื่อ: 2007-04-23 14:29:23 |
เล่าเรื่องเก่งจังค่ะ
ได้ข้อมูลดีๆ ไปเยอะเลย
กำลังจะเขียนสัมภาษณ์คุณศุ บุญเลี้ยง กับ วงเฉลียง
ได้แรงบันดาลใจเพียบเลย
ขอบคุณนะคะ
: )
|
|
|
| |
sweetbom
ความเห็นที่ 32
|
 |
ตอบโดย sweetbom เมื่อ: 2007-06-18 22:01:08 |
อยากฟัง เนื้อกับหนัง เพลงฆาตะกัญชา อาทิตย์ นักรบ ปีศาจเฮโลอิน
|
|
|
| |
วววววววววววววววววววว
ความเห็นที่ 33
|
 |
ตอบโดย วววววววววววววววววววว เมื่อ: 2007-08-23 12:49:57 |
ผมชอบวง คาราบาว นะ
ข้อแรก ตอนที่ แอ๊ด คาราบาว ยังรุ่น ๆ
พลังเสียงของแก ( ทั้งเนื้อเสียง + คีย์ในการร้อง )
วงการเพลงไทยทั้งหมด ต้องก้มหัวให้กับพลังเสียงของแกนะ
ขนาดปัจจุบันนี้ น้าแอ๊ด จะแก่ลงไปมาก
แต่พลังเสียงของแก ยังมีแวว ให้เด็กรุ่นหลังได้เห็นอยู่
อย่างที่แกไปร้อง - 1 ท่อน - ในเพลงความเชื่อ ของ บอดี้แสลม นั่นก็ใช่
ข้อที่ สอง . ดนตรีของคาราบาว ล้ำสมัยมากกกกกกกกกกกกกกก
( ขอย้ำว่าล้ำสมัยมาก )
การที่วงดนตรีที่มีเครื่องเล่น หลายชิ้น แบบวงคาราบาว
จะคิดไลน์ดนตรีแต่ละไลน์ เพื่อสอดคล้อง และ รับกันนั้น
มันโชว์ให้เห็น ศักยภาพ ทางดนตรีมากแค่ไหน
แต่ข้อเสียก็คือ คาราบาวมัก
จะอัดเสียงตามแบบวิธีการเล่นของนักดนตรี ( กลางคืน )
คือ มีความเป็นมืออาชีพมากเกินไป
จะไม่มีเสียงเครื่องดนตรีชนิดใด ชนิดหนึ่ง - แตกแถว - ออกมา
ทำให้ถ้าแค่ฟังผ่าน ๆ เพลงคาราบาวจะดูจืดชืดมาก
ทั้ง ๆ ที่จริงถ้าตั้งใจฟัง จะ มีอารมณ์ร่วมไปกับไลน์ดนตรี ระดับเทพ ได้ไม่ยาก
ข้อที่ สาม ที่ ผมชอบคาราบาว ก็คือ ทุก ๆ บทเพลงของคาราบาว
คือ ศิลปะ กวี ขั้นเทพ
เพียงแต่ว่า ที่ประชาชนคนทั่วไปมักมองข้าม
เนื้อหาของเพลงคาราบาวในยุคหลัง ๆ
ก็เพราะว่า น้าแอ๊ดของเรา " ง้าง " รสชาติ อันสุดโต่ง
ในเรื่องรสนิยมการฟังเพลงด้วยเนื้อหาเอาไว้สูงมาก
เมื่อภายหลัง น้าแอ๊ด แต่งเพลง ได้รสชาติดี จัดจ้านเท่าเดิม
คนฟังก็เลยไม่รู้สึกแตกต่างอะไร
ทั้ง ๆ ที่เนื้อหาในบทเพลงที่แกเขียนมาเป็นร้อย ๆ เพลง
มันคือ กวี คือ บทความชั้นดี ชั้นเลอเลิศแทบทั้งนั้น
( ให้ลองเอาไปเปรียบเทียบกับเนื้อหาของวงอื่น ๆ ดู )
ถ้าผมมีโอกาสได้เป็น โปรดิวเซอร์เพลงให้คาราบาวนะ
ผมว่า คาราบาว ไปเหยียบดวงจันทร์ยังไม่ใช่เรื่องแปลกเลย
ป.ล. พูดถึงดนตรีสายร็อค ในแง่ศิลปะ ( ไม่ใช่ในแง่การเปลี่ยนแปลง )
อัลบั้ม กุมภาพันธ์ 2528 ของวง ดิโอฬาร นั่น ก็ขึ้นชั้นเทพเหมือนกัน
|
|
|
| |
เอก วัดมารฯ
ความเห็นที่ 34
|
 |
ตอบโดย เอก วัดมารฯ เมื่อ: 2007-08-23 14:08:31 |
นแล้วชอบมากๆ เข้าถึงและยั่งยืนครับ ขอคาราวะ
|
|
|
| |
แฟนเฉลียงรุ่นแรก
ความเห็นที่ 35
|
 |
ตอบโดย แฟนเฉลียงรุ่นแรก เมื่อ: 2007-09-17 15:45:41 |
เรื่องอื่นนี่ไม่ขอแย้ง แต่เรื่องช่วงเฉลียงนี่เพี้ยนไปเยอะนะครับ
แต่ถ้าเขียนตามความทรงจำของตัวเอง ไม่ต้องการอิงข้อเท็จจริงมากนักก็โอเคครับ
|
|
|
| |
|
|