ผู้เขียน  หัวข้อ: ก้าว..รอ..ก้าว 'บ้านหนอน' Online Magazine Vol. 1
ก้าว..รอ..ก้าว

ก้าว..รอ..ก้าว 'บ้านหนอน' Online Magazine Vol. 1
 เมื่อ: 2006-12-15 17:12:23 


ก้าวแรกสวัสดิ์


พวกเราเป็นเหมือน สายน้ำเล็ก ๆ

ไหลลัดเลาะผ่านกิ่งไม้ใบหญ้า ด้วยความบังเอิญของธรรมชาติ ชักนำสายน้ำเล็ก ๆ มา
รวมกัน เป็นลำธารน้อย รี่ไหลไปสู่แม่น้ำ สู่มหาสมุทรกว้างใหญ่ สายน้ำหาได้สนใจจุดหมายปลายทาง รู้เพียงว่า กำลังรี่ไหลไป ไหลไปอย่างมีความสุขยิ่ง!

สายน้ำหลากสีสัน หลายรสชาติ หยดน้ำบริสุทธิ์ที่ไม่เคยทำร้าย กลับนำความชุ่มชื่นสู่พฤกษ์พันธุ์ไม้ ยังความเจริญเติบโต สู่สรรพชีวิตที่ไหลผ่าน

ร่วมเดินทางไปกับเราสิ ระหว่างทาง เรามีเรื่องราวจะเล่าให้ฟัง

ก้าว..รอ..ก้าว
หนอนสนทนา :
www.winbookclub.com
http://kaawrowkaw.wordpress.com/
kaawrowkaw@hotmail.com

กองบอกอ : อานันท์ / หนุงหนิง / ยางมะตอยสีชมพู / ธุลีดิน



มีอะไรในเล่ม :

logoum.jpg

หน้า ๑. คมคำ-คมความ
หน้า ๒. บอกอแบกบาล
หน้า ๓. ปากกาพาไป : นารินทร์ ทองดี...นัก(หัด)เขียนผู้มั่นคงในเส้นทาง
หน้า ๔. สืบศิลป์ : กีรติ...สืบทอดประวัติศาสตร์ศิลป์ ด้วยวรรณศิลป์
หน้า ๕. ฟากฟ้า...ทะเลฝัน : โจนาธาน...โบยบินเหนือพันธนาการทั้งมวล
หน้า ๖ ยาระบายอ่อน ๆ : นายแนม...เหน็บสังคม แนมชีวิต
หน้า ๗ หอมกลิ่นป๊อบคอร์น : จี-รา....ยังมีอะไรอีกบางอย่าง บนด้านมันวาวของ
แผ่นซีดี
หน้า ๘ เรื่องเล่าจากที่สูง : พงษ์ปรัชญา....มองดงดอย ตรงมุมลึก
หน้า ๙. โทรภาพ (ช่อง ๑) : ทรงทอม....อีกบางมุมของจอทีวี ที่เราลืมมอง
หน้า ๑๐ ๑๐๐ วิธีใช้ชีวิตฉบับอัมโปะ : อัมโปะ....ลายเส้นมีชีวิต
หน้า ๑๑ ระเบียงใบไม้ : ธุลีดิน...ชีวิตเรียบง่าย กับ ชาถ้วยหนึ่ง
หน้า ๑๒. คุยกันท้ายเล่ม

kaawss.jpg



๑. คมคำ-คมความ


read3.gif
"เราทุกคนมีชีวิตเดียว เป็นชีวิตของเรา ลองถามตัวเองก่อนว่า จะใช้มันเองหรือว่าให้คน
อื่นใช้?

ผมเชื่อว่าเหตุผลที่คนบางคนไม่สนับสนุนให้คนในครอบครัวทำ เพราะมันไม่ให้ผลตอบแทนสูงในด้านการเงิน นี่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่จากประสบการณ์ของผม ยืนยันกับคุณ
ได้อย่างหนึ่งว่า เราสามารถประสบความสำเร็จได้ในทุกๆ อาชีพ หากเพียงเราทำงาน
หนักพอ

รับฟังความเห็นของคนอื่น แต่รู้จักคิด และทำในสิ่งที่รัก เพราะเราทุกคนมีชีวิตเดียว"

‘วินทร์ เลียววาริณ’
จาก ‘คุยกับวินทร์’ www.winbookclub.com

kaawss.jpg



๒. บอกอแบกบาล


editortouch.jpg


บ้านหนอนสอนอะไร?

ผมย่างปลายนิ้วเข้ามาในบ้านหลังนี้กลางเดือนธันวาฯปีกลาย

กว่าจะกล้าหาญชาญชัย แหย่ย่างเข้ามา ก็ใช้เวลา ด้อม ๆ มอง ๆ จด ๆ จ้อง ๆ เสีย
เป็นนาน ผมกวาดสายตาอ่านไปทั่วบ้าน ตั้งแต่หน้า Main Page จนทุกบทสัมภาษณ์

มาหยุดอยู่หน้าที่มีการเคลื่อนไหว

‘Main Page’ เป็นความเรียง รสกลมกล่อม ให้แง่คิด เหมือนได้นั่งคุยกับคนที่อยู่ใน
มุมเดียวกันบนผืนโลก ต่อมากลายเป็น ‘รอยเท้าเล็ก ๆ ของเรา’ หนังสือที่วางหัวเตียง
ของใครหลายคน ท่านเจ้าของบ้านลงบทความใหม่ทุกวันเสาร์

‘คุยกับวินทร์’ ทำให้ได้เรียนรู้มุมมอง วิธีคิด หลักการทำงานของท่านเจ้าของบ้านผู้เป็นนักเขียนใหญ่ของประเทศ

แล้วผมก็ได้พบ ‘หนอนสนทนา’ แรกๆไม่ได้สนใจ ด้วยคิดว่าเป็นบอร์ดสาธารณะทั่วไป พอแล้วสำหรับผม พอแล้วสำหรับวิวาทะบนพื้นที่สาธารณะที่ไม่รู้ใครเป็นใคร ไม่เคย
คิดหวนกลับไปแตะต้องอีก

ผมจึงวนเวียนอยู่หน้า ‘คุยกับวินทร์’ อ่านทุกคำถาม-ตอบ นึกอยากจะเขียนมาคุยบ้าง แต่ไม่กล้า จนครั้งหนึ่ง ความเรียงหน้า Main Page ‘บทเรียนจากความเชื่องช้า’ สร้าง
แรงสะท้อนให้ผมพยายามเขียนออกมา ผมเขียนหนึ่งวัน เกลาหนึ่งวัน เรียบเรียงใหม่
อีกหนึ่งวัน ได้ความเรียงสั้นๆไม่กี่บรรทัด

มือสั่นคลิกส่งมา...จากนั้นรอคอยคำตอบ

ได้คำตอบสั้น ๆ

แต่ถ้อยคำเพียงไม่กี่คำนั้น ชักนำนิ้วของผมให้วนเวียนอยู่บนแป้นพิมพ์ต่อไป ผมรอ
อ่าน Main Page จากนั้นสำรวจข้างในว่ามีอะไรผุดขึ้นมาบ้าง

บางครั้งเป็นฟองอากาศ บางครั้งคล้ายบั้งไฟพญานาค พอโผล่พ้นน้ำผมรีบคว้ามันไว้ พยายามแปรรูปให้เป็นตัวอักษรอย่างลำบากยากเย็น คลิกส่ง แล้วรอคอยคำตอบ
ไม่ต้องคอยนาน วันเดียวก็ได้คำตอบจากนักเขียนใหญ่

หลังอ่าน ‘คุยกับวินทร์’ อดไม่ได้ที่จะเข้าห้อง ‘หนอนสนทนา’ ดูสิว่าพวกเขาคุยเรื่อง
อะไรกัน ผมปฏิบัติเช่นนี้อยู่พักใหญ่ จนรู้สึกเหมือนรู้จักคนเหล่านั้น พุ่มฮัก พานเสีอ, Goodman, กีรติ, ผีเสื้อสมุด, วนิดา(นามปากกา), cocaine, จี-รา, ไอซ์, _Little pig_, อานันท์, คิทชา, saranya_nok.worm, ทรงทอม

อ่านนาน ๆ เข้าจึงเริ่มรับรู้ว่า นี่ไม่ใช่บอร์ดสาธารณะอย่างที่ผมคุ้นเคย มีถ้อยคำรุนแรง ชวนทะเลาะโผล่เข้ามาบ้างบางครั้ง แต่พวกเขาไม่ต่อล้อ ต่อเถียง กลับกัน พวกเขาตอบด้วยท่าทีสุภาพ ผมเริ่มเปลี่ยนความคิด ความรู้สึกอยากเข้าไปอยู่ร่วมในสังคม
ของพวกเขา ค่อยๆงอกเงย คล้ายถั่วงอกที่ยืดลำต้นออกมาจากเมล็ดถั่วเขียวยามค่ำ
คืน ผมไม่รู้ตัวว่าเกิดขึ้นเมื่อไร ผมค่อยๆยื่นก้านถั่วงอกผอมแห้งเข้าไปในสังคมของ
พวกเขาช้า ๆ ลงความคิดเห็นสั้น ๆ เพราะไม่กล้า กลัวจะปล่อยไก่ออกมาวิ่งเพ่นพ่าน

คำทักทายจากพวกเขาทำให้ผมไม่โดดเดี่ยว ทั้งยังเพิ่มความกล้า ขยับนิ้ว เรียงร้อย
เรื่องราวที่ไม่ประสีประสา เพียงอยากบอกว่า ‘ขอเขียนด้วยคน’ จนไออุ่นมิตรภาพเข้า
มาโอบล้อม นิ้วของผมหายไป ไปวิ่งเล่นจิ้มตัวอักษรอยู่ที่บ้านหนอน ขณะร่างกาย
ส่วนอื่นอยู่ในชนบทห่างไกล

โดยไม่เคยมีใครสอนใคร การทำให้ดูคือคำแนะนำ ผมค่อยๆเรียนรู้จากพวกเขา
การจัดรูปหน้า ระมัดระวังคำผิด การแก้ไขคำผิดของตัวเอง การใช้พื้นที่ร่วมกันให้
เกิดประโยชน์สูงสุด การพูดคุยโต้ตอบที่สุภาพ ระมัดระวัง ไม่ก้าวร้าว ท้าทาย

ต่อมาจึงได้คิดว่า...

พวกเขาคงเป็นผลความตั้งใจของท่านเจ้าของบ้าน ท่านเปิดพื้นที่แห่งนี้ขึ้น โดยใช้ชื่อท่านเอง ไม่กำหนดกฎเกณฑ์เหมือนบอร์ดสาธารณะทั่วไป เพื่อให้ดูแลตัวเอง ดูแล
กันเอง ท่านเขียนลงหน้า Main Page เป็นกิจวัตร ต่อเนื่องยาวนานมิได้ขาด ขณะงานเขียนประจำ งานรับเชิญยังคงดำเนินไป เพื่อบอกให้รู้ถึงวินัยนักเขียน ท่านสละเวลา
ตอบทุกคำถาม ทุกวัน เพื่อให้เราได้เรียนรู้ เก็บไปคิดใคร่ครวญ ท่านตอบทุกประเภทคนถาม เพื่อบอกให้เรารู้ถึงการติดต่อสื่อสารกับสาธารณะ ท่านแก้ไขคำผิดให้ อย่าง
ไม่เบื่อหน่าย ท่านชี้แนะ ทั้งเรื่องการใช้ชีวิต และงานเขียน

ทั้งหลายเหล่านี้คงมีผลให้เหล่าหนอนนัก(หัด)เขียนแห่งบ้านหนอน สร้างสังคมชนิดหนึ่งขึ้น เป็นสังคมที่เรียนรู้จากกันและกัน พัฒนาทักษะงานเขียน เจริญวุฒิภาวะไปด้วยกัน

และนั่น คงเป็นความตั้งใจของท่านเจ้าของบ้าน ที่อยากเห็น ‘สังคมวทัญญู’ อยู่ร่วมกัน พูดคุย ปรึกษาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันด้วยอัธยาศัยไมตรีอันดีงาม

บ้านหนอนสอนอะไร?

บ้านหนอนคงไม่สอนอะไร
จะเรียนรู้ได้แค่ไหน? เพียงใด? ล้วนขึ้นกับวุฒิภาวะของเราขณะนั้น ๆ ที่จะครุ่นคิด
ใคร่ครวญ มองคนรอบข้าง แล้วนำสิ่งดี มาปรับใช้

เคยมีคำถามถึงท่านเจ้าของบ้านขอฝากตัวเป็นนักเรียน ท่านตอบว่า...

“โรงเรียนหนอนวิทยาแห่งนี้เรียนง่ายครับ ไม่มีหลักสูตร ไม่มีตำรา ไม่มีแป๊ะเจี๊ยะ
ไม่มีการกวดวิชา ไม่มีเกรด ไม่มีปริญญาบัตร ห้องเรียนที่นี่เป็นเพียงกระจกเงาบาน
หนึ่งให้นักเรียนส่องดูตัวเอง และครุ่นคิดเอาเองว่าตนเองรู้อะไรบ้าง”


บอกอแบกบาล.

ขอบคุณ เครื่องพิมพ์ดีดจากพี่ท่านอานันท์ กองบอกอ ได้นำมาใช้แปลงสัญญาณคลื่นไฟฟ้า เป็นตัวอักษรผ่านตา นับเป็นของกำนัลสูงค่ายิ่งแล้ว ●

kaawss.jpg



pum.jpg ๓. ปากกาพาไป : นารินทร์ ทองดี


รักเธอนะ...

‘ปอสี่ปลายนา’ เคยหัวเราะจนเกือบตกแคร่ หลังจากได้อ่านสำนวนในนิยายของผม
ฉากหนึ่ง จำได้ว่าฉากนั้นผมบรรยายรูปร่างหน้าตาของพระเอกว่า

"เขาเป็นชายหนุ่มรูปงาม รูปร่างบึกบึน แข็งแรงและทนทาน..."

"เหมือนคำโฆษณารองเท้าฟองน้ำในวิทยุเลยว่ะ" เขาว่า

ผมบอกปอสี่ปลายนาว่า มานี มานะ วีระ ปิติ ชูใจ และผองเพื่อนของเขา เป็นพวกแรกที่ดึงดูดผมเข้าไปสู่โลกแห่งตัวอักษร

"เหรอ?" ปอสี่ปลายนามองหน้าผม "แล้วยังไงต่อ?"

ผมบอกปอสี่ปลายนาต่อไปว่า นักประพันธ์ทุกคนบนโลกใบนี้ เป็นพวกที่ทำให้ผมไม่สามารถออกจากโลกแห่งตัวอักษรได้ เห็นทีผมคงต้องตายในโลกใบนั้นแน่ๆ

ใต้ร่มหูกวางที่กำลังสลัดใบ ม้าหินอ่อนตัวนี้ตั้งอยู่ห่างจากแคร่ของปอสี่ปลายนาหลาย
ร้อยกิโลเมตร ผมนั่งใจลอยไปตามเรื่องตามราวของผม เพื่อนรุ่นพี่ที่เพิ่งรู้จักกันกำลัง
เผาผลาญความล้มเหลวให้กลายเป็นเชื้อเพลิง เพื่อต่อสู้กับอุปสรรคด้านการเล่าเรียน

ผมคิดถึงปอสี่ปลายนา

เมื่อไม่นานมานี้ ผมส่งจดหมายถึงเขา เขียนเล่าความรู้สึกหลังจากอ่านเจอข้อความ
ของนักเขียนชั้นครู--อาจินต์ ปัญจพรรค์ ผมบอกปอสี่ปลายนาว่า ผมดีใจที่ผมมีความรู้สึกอย่างเดียวกับที่ครูของผมรู้สึก...

นักเขียนผู้ที่ผมนับถือเป็นครูท่านนี้เขียนว่า

"ความสุขของข้าพเจ้าคืออ่านออก-เขียนได้"

ผมบรรยายความรู้สึกของผมเป็นหน้าๆ แต่ปอสี่ปลายนาเขียนตอบกลับมาด้วยลายมือ
ไก่เขี่ยเพียงไม่กี่บรรทัดตามสไตล์ของเขา มีประโยคหนึ่งที่ผมจำขึ้นใจคือ

"พี่เห็นด้วยกับการแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการบริหารงานของ อบต. ที่น้องเขียนในจดหมายของน้องฉบับก่อน แต่การเขียนพาดพิงถึง**เหง้าเหล่ากอด่าทอแบบสาด
เสียเทเสีย พี่รู้สึกว่าไม่น่ารัก หากน้องมีความสุขกับการอ่านออกเขียนได้ พี่ก็เห็นดี
เห็นงามด้วย แต่ก็อยากจะถามสักหน่อยว่าจดหมายฉบับก่อนน้องใช้อะไรเขียน?"

หูกวางสลัดใบ บางใบร่อนลงสู่พื้นอย่างสง่างาม สมแล้วกับที่มันได้ทำหน้าที่ของมัน
อย่างสมบูรณ์ มันคงไม่เคยนึกเสียใจที่ต้องมีวันนี้...วันที่มันต้องสละขั้ว เพราะทุกช่วงเวลาของชีวิตมันได้ทำหน้าที่ของมันอย่างดีที่สุดแล้ว

ผมเงยหน้าขึ้นมองบนต้น หมู่ใบใหม่ๆกำลังระบัด พวกมันดูเขียวสด เต่งตึง มีชีวิตชีวา

ผมนึกถึงจดหมายฉบับหนึ่งที่เคยเขียนถึงปอสี่ปลายนา มีคำถามของคนปัญญาอ่อน
แนบไปด้วยว่า

"พี่! ผมคิดว่าผมเขียนเรื่องส่งหนังสือโป๊ดีกว่า พี่คิดว่าไง?"

ปอสี่ปลายนาไม่ตอบ...

ใบหูกวางที่กำลังระบัดอยู่บนต้นนั้น คงเปรียบได้กับคนวัยหนุ่มสาว ใบไม้ทำหน้าที่ปรุงอาหารเลี้ยงส่วนต่างๆของต้น แล้วคนวัยหนุ่มสาวจะปรุงอะไรเลี้ยงสังคม...

ทุกคนมีหน้าที่!

เพื่อนรุ่นพี่ยังคงเผาผลาญความล้มเหลวให้กลายเป็นเชื้อเพลิง นี่คือหน้าที่ของเขาใน
ตอนนี้ และผมก็เชื่อว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เขาก็จะได้สวมชุดครุย และหน้าที่ของเขาก็
จะต้องเปลี่ยนแปลงไปตามสถานภาพและบทบาทที่เขาได้รับ

ผมหยิบปากกาและกระดาษขึ้นมาเขียนจดหมายถึงปอสี่ปลายนา ขณะเขียนผมนึกถึ
งคำกล่าวของมหาบุรุษของโลก...มหาตมะ คานธี

"ข้าพเจ้าเป็นสุข และเชื่อว่าใครก็ตาม ซึ่งมีรสนิยมในการอ่านหนังสือดี ย่อมทนต่อ
ความเงียบเหงาในทุกแห่งได้อย่างสบาย"


ผมเขียนจดหมายจนจบ และไม่ลืมที่จะลงท้ายตามสไตล์ของผมว่า

ฉันรักเธอนะ...วรรณกรรม

ปอสี่ปลายนาต้องยิ้มแน่ๆ

"เฮ้ย! อ่านหนังสือดี เดี๋ยวก็สอบตกหรอก..."

เสียงเพื่อนรุ่นพี่ดังแว่วมา ในขณะที่ผมกำลังจะเข้าสู่โลกของตัวเอง ●

kaawss.jpg



keeree.jpg
๔. สืบศิลป์ : กีรติ





changg1.jpg

ช้าง : ผู้ค้ำจุนพระพุทธศาสนา

ช้าง สัตว์สี่เท้าที่มีขนาดใหญ่ มีความผูกพันกับคนเรามาแต่ครั้งโบราณ
ทั้งยังมีความสำคัญต่อพระพุทธศาสนามาแต่อินเดียโบราณอีกด้วย

หลักฐานซึ่งยืนยันความสำคัญดังกล่าวปรากฏครั้งแรกในราวพุทธศตวรรษที่ 3 คือ
ภาพสลักหินประดับพระสถูปสาญจี เป็นพุทธประวัติตอนหนึ่งเป็นรูปที่แปลความได้ว่า
คือพระนางสิริมหามายาทรงสุบินถึงช้าง ซึ่งมีความหมายว่าจะมีผู้มีบุญญาธิการจุติมากำเนิดในครรภ์ของพระองค์

ความหมายในเรื่องของความอุดมสมบูรณ์ สืบเนื่องมาจากคนในสมัยก่อนยังไม่มีศาสนา แต่มีการนับถือธรรมชาติ อาทิ ไฟ น้ำ ต้นไม้ งู โดยพบว่า น้ำมีสำคัญกับชีวิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาพของช้างพ่นน้ำจึงมีความหมาย เป็นมงคล ดังนั้นซุ้มประตูพุทธสถานในอินเดียมักจะปรากฏรูปช้างประดับร่วมอยู่ด้วยเสมอ และสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ดังกล่าวยังคงได้รับความนิยมจวบจนปัจจุบัน

สำหรับประเทศไทย ช้างเข้ามามีบทบาทในงานศิลปกรรมไทยมาตั้งแต่ศิลปะทวารวดี (ยุคเริ่มแรกของวัฒนธรรมพุทธศาสนา) และมีอิทธิพลอย่างยิ่งในสมัยสุโขทัย เช่น เจดีย์วัดช้างล้อม อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย โดยมีการประดิษฐานช้างล้อมรอบส่วน
ฐานของเจดีย์

นอกจากนี้ยังพบว่าช้างมีบทบาทสำคัญในศิลปะล้านนาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 ซึ่ง
เป็นยุคทองของอาณาจักรล้านนา พระพุทธศาสนาเจริญอย่างมากในช่วงเวลานั้นโดยเฉพาะคติความเชื่อในเรื่องของช้างค้ำจุนพระพุทธศาสนาของสุโขทัย ได้ส่งผลให้รูป
แบบศิลปะของล้านนาเน้นการสร้างฐานพระพุทธรูปประดับด้วยช้างอีกด้วย


ดังภาพตัวอย่าง เป็นฐานพระพุทธรูปทรงช้างสามเชือก ซึ่งสลักจากหินทราย เป็น
ศิลปะล้านนาสกุลช่างพะเยา ปัจจุบันได้ทำการเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร เป็นหนึ่งตัวอย่างที่มีความงดงาม และมีความเด่นชัดที่แสดงถึงการให้ความสำคัญกับช้างที่นำมาประดับส่วนของฐานเช่นกัน

ช้าง จึงเป็นสัตว์สัญลักษณ์ตามคติที่มีความหมายในเรื่องของความเป็นสิริมงคลและ
เครื่องหมายแห่งการค้ำจุนพระพุทธศาสนาตามความเชื่อของพระพุทธศาสนาลังกาวงศ์ โดยเชื่อว่า ช้างเป็นสัตว์ที่ค้ำจุนจักรวาลและเชิดชูพระพุทธศาสนา ซึ่งแนวความคิดและความเชื่อดังกล่าวได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในดินแดนไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยแล้ว ●

kaawss.jpg



jonathan.jpg ๕. ฟากฟ้า..ทะเลฝัน : โจนาธาน


dream.jpg

ไกลจากมิจากใจ

กว่าฉันจะตระหนักได้ว่าฉันมีเธอก็สายเกินไป...เธอจากฉันไปแล้ว

กับค่ำคืนนี้แม้เป็นชั่วระยะเพียงเวลาหัวค่ำ ฉันแหงนหน้าเหม่อมองเวิ้งฟ้า...หวังว่าจะได้
พบเธออีกสักครั้งไหม แต่ก็เปล่า... ฉันเห็นเพียงจันทร์แรมเสี้ยว ไม่สดใสสุกสว่างดั่งคืนจันทร์เพ็ญที่มีเธอเคียงข้างฉัน มองหาดวงดาวสักดวงก็ไม่พานพบดุจเช่นคืนวันที่เราสองเกลือกกายลงบนพื้นทรายละเอียด นอนดูฝนดาวตกที่พร่างพรายเกลื่อนฟ้า ค่ำคืนนั้นเธอกล่าวกับฉันอย่างแผ่วเบาเหมือนไม่อยากทำลายบรรยากาศว่า “ฉันปรารถนาให้เธอมีชีวิตที่ดี”... ดูสิ- แม้อยู่ในห้วงยามที่เธอควรคิดถึงตนเองเป็นสิ่งแรก แต่เธอกลับ
คิดถึงฉัน ส่วนเธอเล่าปรารถนาสิ่งใดให้ตนเอง “ฉันปรารถนาให้ฉันได้คงมีความคิด ความฝันอย่างไม่รู้จบ”...

ในห้วงยามนี้เธอยังคงมีความฝัน และอยู่บนทางเดินแห่งความฝันของเธอสินะ เธอ
กล่าวกับฉันโดยการเขียนลงในสมุดบันทึกของฉันสั้นๆเพียงว่า “คนเรานั้นล้วนแล้วพบ
กันก็เพื่อจาก” เธอบอกฉันเพียงเท่านี้เท่านั้นเอง

เธอจ๋า...ขณะที่จันทร์เสี้ยวล่องลอยสู่บนห้วงนภา, ขณะที่เสียงเพลงจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงดังเคล้าอ้อยอิ่งล้อเสียงกระแสคลื่นและลมทะเล ฉันหยิบสมุดบันทึกเปิดไปยัง
หน้าสุดท้ายที่มีข้อความของเธอ พร้อมกับนึกคิดว่าจะมีสิ่งใดเล่าที่จะดีไปกว่าระบาย
ความรู้สึกที่มีต่อเธอเป็นตัวอักษร...เธอเคยแนะนำฉันเช่นนั้น

แล้วฉันควรจะขึ้นต้นต่อข้อความของเธออย่างไรดี...

พบกันเพื่อจาก...กระนั้นหรอกหรือ ฉันจำได้ จำได้ว่าวันนั้นฉันเผลอยิ้มและหัวเราะ
ฉันถามเธอว่าเธอคิดเองหรือจำมาจากบทกวีบทไหน เธอว่า “ฉันคิดของฉันขึ้นมาเอง
วันหนึ่งคนเราก็ต้องจากกัน ไม่ว่าจะจากกันอย่างไรสุดท้ายแล้วก็ต้องจาก...ตายจากกันชั่วนิจนิรันดร ไม่ว่าจะเร็วหรือช้าเราก็ต้องจากกัน”... ก็เหมือนดังเช่นห้วงยามนี้ใช่ไหม? เธอเลือกจากไกลไปจากฉัน จากไกลไปในที่ไกลแสนไกล แต่กระนั้นก็ตาม ‘ใจ’ ของเรายังคงไม่ห่างไกลกันได้เลย

คนดี...ที่ที่เธออยู่นั้นมันสร้างความเหน็บหนาวให้กับเธอบ้างไหม? สร้างความเจ็บปวด
รวดร้าวให้กับจิตใจของเธอบ้างหรือไม่? ฉันใคร่อยากรู้ด้วยความคิดถึง, ด้วยความรัก แม้ว่าฉันจะไม่เคยเอ่ยถามเธอในห้วงยามเก่าก่อนนั้นเลยก็ตาม แต่วันนี้ฉันกลับอยากรู้ น่าขันไหม...

ฉันหลับตานึกถึงดวงหน้าของเธอ รอยยิ้มที่นุ่มนวลของเธอยังคงประทับอยู่ในสำนึก
ของฉัน ฉันเห็นเธอยิ้มแล้ว ยิ้มของเธอเหมือนปลอบฉันว่า “คนดี...อย่ามัวแต่โกรธ
และหลงโทษตัวเองอยู่เลย เธอยังคงมีความฝัน ขอเธอจงตามความฝันของเธอต่อไป แม้ว่าข้างกายของเธอจะไม่มีฉันเคียงคู่อยู่ก็ตาม ฉันจะคอยปลอบเธอในยามที่เธอเหงาและท้อใจ ห้วงยามนั้นขอเธอจงคิดถึงฉัน”...

เธอจ๋า...อย่าหัวเราะเยาะฉันเลยนะหากว่าฉันจะคิดเช่นนี้ ขอเพียงแต่ให้ได้คิดถึงเธอฉัน
ก็มีพลังที่จะขับสู้นำพาชีวิตให้โลดแล่นไปตามวิถีอีกครั้ง...ทุกครั้ง

“จากเพื่อเข้าใจ ไกลเพื่อคิดถึง” บทกวีที่เธอชื่นชอบ ฉันขอมอบบทกวีนี้แด่เธอ และ
ฉันจะพยามทำความเข้าใจกับความหมายของบทกวีบทนี้ เหมือนสิ่งที่เธอเป็นอยู่,
เหมือนสิ่งที่เธอกำลังบอกฉันอยู่ทุกวันคืน...นับแต่วันนั้น วันที่เธอลาจาก

เธอจ๋า...ฉันอยากบอกกับเธอว่า แม้ว่ากายเราห่างกัน แต่ใจของเราไม่เคยไกลกันเลย
สักนาทีเวลาเดียว...

ใจของเราไม่เคยไกลกันเลยสักเวลานาทีเดียว...

อีกไม่นาน...สักวันฉันจะโบยบินตามเธอไป, อีกไม่นาน.

ด้วยความรักที่มีต่อเธอ.
โจนาธาน

kaawss.jpg



Coffee Brake.
boren_in_the_garden.jpg

"นักกวีหรือนักแต่งวรรณกรรมที่เข้าถึงศิลปะในผลงานนั้น การเขียน การแต่ง คือการ
เสพศิลป์ทางความคิดด้วยตัวของเขาเอง ส่วนผู้อ่าน ผู้ฟัง เป็นเพียงผู้รับรู้ในศิลปะของ
เขา แต่จะเข้าถึงหรือเปล่านั้น ขึ้นอยู่กับผู้ฟัง ผู้อ่าน เองต่างหาก"

'ระพินทรนาถ ฐา**ร'



nainam.jpg ๖. ยาระบายอ่อน ๆ : นายแนม



nainamlogo.jpg
picture : http://allposters.com/

กิน(มิ)ง่าย ถ่ายคล่อง

ลีลาชีวิตราวปลายปีสี่ศูนย์ เวลานั้น ...
ข้าพเจ้า เคาะจังหวะหายใจให้ตัวเองเข้าข่ายค่อนข้างหมกมุ่น จุ้นอยู่กับการทดลอง!

เปล่านะ... ข้าพเจ้าไม่ใช่ นักวิทยาศาสตร์ที่ต้องทำการวิจัยไส้เดือน-กิ้งกือ หรือ
เพียรพร่ำหารือกับบรรดาโปรเฟสเซอร์ทั้งหลายแหล่ เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์
โลกร้อนอะไรเทือกนั้นหรอก ...

การทดลองที่ว่า..
เป็นเพียงการไหลบ่าไปตามกระแสธารา ‘ชีวจิต’ ที่กำลังเชี่ยวกรากจนยากที่ใครใน
ยุคสมัยนั้นจะทานทดอดกลั้น มิให้มันกล้ำกรายเข้าสู่วิถีชีวิตประจำวันได้ ก็แค่นั้น!

การทดลองของข้าพเจ้า เป็นไปอย่างง่ายกว่าง่าย ตามแบบสมัยนิยมผสมธรรมชาติบำบัด ภายใต้แนวความคิดที่อาจจะช่วยประหยัดเงินตรา และ เวลา ของประเทศชาติไทยได้บ้างมิมากก็น้อย .... “การป้องกัน ดีกว่า การรักษา”

ข้าพเจ้าเริ่มต้นผสมสูตรต๋วนด้วยการไม่กินเนื้อหมูเป็นอย่างแรก (เนื้อวัว ไม่กินมานานหลายปีแล้วก่อนหน้า)จากนั้นจึงค่อยๆ เลิก-ลด การกินเนื้อไก่ เนื้อเป็ด ลงที่ละอย่าง แต่ยังคงเอร็ดอร่อยกับ เนื้อปลา เนื้อกุ้ง บ้างเป็นครั้งคราว

บะหมี่สิ้นคิด ถูกแกะใส่ชามตามด้วยน้ำร้อนคืออาหารหลัก แม้รสชาติจากเครื่องปรุง
จะยังปล่อยกลิ่นสารพัดสัตว์ สารพัดผัด-ต้ม-ยำ ลอยคลุ้งอยู่ในชามก็ตามที ซึ่งตามหลักการที่ถูกต้องแห่งวิถี ชีวิต+จิต นี้แล้ว อาหารรสจัดหนักเผ็ด-เปรี้ยว-หวาน-มัน-เค็ม
ท่านว่าให้ละเว้นอย่างเด็ดขาด แต่ข้าพเจ้ายังเล่นมันเสียทุกรสชาติ ด้วยว่าอดรนทนใจ
อยากไว้ไม่ไหว...

นอกจากงานทดลองเรื่องกินอาหารแบบชีวดัดจริตแล้ว ข้าพเจ้ายังวางตนเป็นคนปลอด
สารพิษประเภทมึนเมาที่คอต่างๆพึงเสพเข้ากระแสเลือดอีกด้วย จำได้ว่าเพื่อนเอ่ยปากชวนให้ไปช่วยรับประทานแดกสุราโดยหน้าที่ แถวสี่แยกคอกวัวสักหน่อยเถอะ ข้าพเจ้า
ดันทะลึงเผลอหัวเราะเยาะพวกมันเข้าอย่างจัง! พวกมันจ้องหน้าข้าพเจ้า แล้วถามคำถามง่ายๆ เบาๆ แต่ ข้าพเจ้า กลับตอบยากฉิบ... “**หัวเราะทำไมวะ **นี่บ้ารึเปล่า ไอ้....?”

ยัง! ยังไม่พออยู่แค่นั้น ข้าพเจ้าดันไปอ่านเจอข่าวที่มีใครคนหนึ่งสร้างความสมดุลให้ร่างกายของเขา ด้วยการดื่มน้ำปัสสาวะของตัวเองเข้าให้อีก เขามีหลักคิดง่ายๆ เพียงเมื่อดื่มน้ำปัสสาวะเข้าไปร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันโรคขึ้นมาสำรองป้องกันไว้ ด้วยคิดว่ากำลังมีศัตรูบุกรุกเข้ามาในบ้าน คล้ายการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้ลูกเล็กเด็กแดง
ทั้งหลาย หลักคิดที่ใช้ ก็คือ หลักการเดียวกันนั่นแล ..

และรสชาติของน้ำปัสสาวะที่ดื่ม ยังสามารถบ่งบอกได้อีกด้วยว่า เจ้าของมีอุปนิสัยในการบริโภคอย่างไรบ้าง เช่น รสเค็มขม หรือ หวาน ที่เกิดจากการกินอาหารและดื่มเครื่องดื่มหลากสีสันเข้าไป ซึ่งจะเหมือนสัญญาณเตือนให้นักดื่มรู้ตัวได้ทันที ว่าร่างกายในขณะนี้นั้น มีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวาน หรือ โรคไต ได้รึเปล่า ...

ข้าพเจ้า ปล่อยมันไหลใส่ในแก้ว แล้วกรอกลงปาก
ด้วยความอยากรู้อยากลอง ดีดขี้เลื่อยในขมองคิด โอ้!หวุดหวิดจะสองเดือนได้

-o-

ห้วงช่วงชีวิตปลาย พ.ศ.นี้...
ข้าพเจ้านึกถึงคืนวันที่ผันผ่านตา พลันยิ้มหัวเราะร่าสมน้ำหน้าตัวเองนัก
วันคืนนั้นข้าพเจ้าคงมิต่างอันใดกับคนใกล้บ้า ... คนหนึ่ง

ชีวจิต ส่างซาไปตามเพลาของหน้าต่างพ.ศ. ที่ห่อเหี่ยวหดสั้น ทันกันยิ่งขึ้น
วิถีแห่งธรรมชาติ อาหารบำบัด เครื่องดื่มขจัดปัดไล่โรคภัยร้ายรุนแรงนานัปการได้ส่งผลกระทบต่อสังคมไทยให้เป็นที่ขับขานจดจำ จนนำมาซึ่งโอกาสให้คนฉลาดหลายคน
ได้ฉกฉวยสุขภาพดี มีอายุยืน ซื้อแล้วไม่รับคืน เพราะทุกอย่างทำไว้ขาย เท่านั้น!

มันคงคล้ายการร่ำรวยของกลุ่มคนบางจำพวก ที่กะซวกเงินบาท-ปาดคอกองคลังท่ามกลางการล่มสลายทั้งชีวิตและจิตใจ ของพี่น้องชาวไทยปลายปีพุทธศักราชมากมายหนี้สิน ศกเดียวกันนั้น กระมังครับ?

ฤา นี่คือวัฒนธรรมของประเทศชาติเรา?
ที่ชอบแห่ตามเงา ของ ‘เขา’ ไปได้เรื่อยๆ ไม่ต้องเมื่อยตุ่มขบคิด … ●

kaawss.jpg



pcorn.jpg ๗. หอมกลิ่นป๊อบคอร์น : จี-รา


sam11.jpg

จริงหรือ ที่ความสามารถของสมองบอกเราให้รู้จักและเข้าใจความรักได้ดีพอ?

พัฒนาการทางสมองของคนเราเติบโตขึ้นตามวัย ก่อเกิดกระบวนการรับรู้และประมวล
ผลอันซับซ้อน ระบบของความคิด การพิจารณาไตร่ตรอง สร้างเหตุผลและบทสรุปให้
กับความรู้สึกต่อสิ่งรอบข้าง แต่เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่ามันคือความรู้สึกที่จริงแท้

ความรู้สึกที่มีต่อสิ่งต่างๆนั้นได้มาจากสัมผัสรู้สึกที่จริงหรือบริสุทธิ์ ผ่านกระบวนการอันแยบยลของสมองมาก่อน แต่เมื่อความรู้สึกบริสุทธิ์ดังกล่าวได้ถูกส่งผ่านสมองอย่าง
เป็นขั้นเป็นตอน ความรู้สึกดังกล่าวก็อาจจะไม่บริสุทธิ์อีกต่อไป

แซม ดอว์สัน มีพัฒนาการทางสมองเท่ากับเด็กเจ็ดขวบ และเมื่อ ลูซี่–ลูกสาวของเขา
เติบโตขึ้นจนมีอายุเท่ากับสมรรถภาพทางสมองของพ่อ คำถามจากบรรทัดฐานทาง
สังคมจึงเกิดขึ้น... แซมจะสามารถเลี้ยงดูลูซี่ที่กำลังจะมีความฉลาดทางสมองมากกว่า
ได้อย่างไร... แซมจะนำพาตนเองและลูกข้ามผ่านช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างไร ในเมื่อเขาเป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่งในร่างผู้ใหญ่และมีความเข้าใจใน
กฏเกณฑ์ต่างๆของสังคมรอบตัวได้เพียงเท่าที่เด็กอายุเจ็ดขวบจะเข้าใจได้เท่านั้น

สถานสงเคราะห์เด็กจึงได้ยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้อง พวกเขาเป็นผู้ใหญ่ในร่างผู้ใหญ่ มีตรรกะ มีความคิด และมีวิธีการจัดการ ทุกคนลงความเห็นว่าแซมไม่มีความสามารถ
เพียงพอที่จะดูแลลูซี่ต่อไปได้ ครอบครัวอุปถัมภ์จะรับเป็นผู้รับอุปการะ เพื่อที่ว่าเธอ
จะได้เติบโตและมีพัฒนาการเหมือนเด็กปกติทั่วไปในสิ่งแวดล้อมที่อบอุ่นและมีความ
มั่นคงทางจิตใจ

แซมไม่รู้ เขายังไม่ค่อยจะเข้าใจคำถามและข้อสรุปต่างๆเหล่านั้นด้วยซ้ำ แซมรู้แต่
เพียงว่าเขารักลูซี่

รักด้วยสมองวัยเจ็ดขวบ...

จริงอยู่ที่การดำเนินชีวิตให้เป็นปกติสุขในสังคมจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยความคิด ความเข้าใจต่อโลกภายนอกในการนำพาชีวิตไปสู่ความสำเร็จและจุดมุ่งหมาย พึ่งพา
มันสมองรวมทั้งสติปัญญาในการแก้ไขปัญหา ประมวลความสามารถที่มีอย่างเพียงพอเพื่อสร้างมาตรฐานชีวิตที่ดี มั่นคงและปลอดภัย บ่อยครั้งกระทั่งความรัก เรายังคงใช้ความคิดพิจารณาอย่างรอบคอบเข้ามากำกับ ใคร่ครวญถึงเหตุผลต่างๆนานาเพื่อความ
เชื่อมั่นในนิยาม รวมถึงการแสดงออกและสัมผัสกับความรัก

แต่เราอาจไม่คุ้นเคยกับการใช้หัวใจ...

ยังคงมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ระบบการทำงานของสมองไม่อาจตอบสนองหรือให้คำอธิบายได้ทั้งหมด ยังคงมีบางความเคลื่อนไหวของจิตใจที่ทำให้เราต่างกลับกลายเป็น
คนงี่เง่า ปัญญาอ่อน และไร้ซึ่งสมรรถภาพในการจัดการ เมื่อความสั่นคลอนอันไร้เหตุผลเข้าเกาะกุม เราก็พ่ายแพ้อย่างราบคาบ อับจนปัญญาที่จะคิดหาเหตุผลใดๆมา
รองรับ บ่อยครั้งทีเดียวที่เราเพิ่งจะค้นพบในตอนท้ายว่า ’เราลืมใช้หัวใจ’

อาจเพราะเมื่อสมองและสติปัญญายิ่งเติบโตขึ้น หัวใจของเรากลับเล็กลง

อาจเพราะเมื่อเราคุ้นเคยกับการมองโลกด้วยสายตาของผู้ใหญ่ เราต่างก็หลงลืมและทำโลกของเด็กสูญหาย

กระบวนการทางสมองอาจมอบสติปัญญาให้กับเรา แต่หัวใจเท่านั้นที่จะให้ความรู้สึกถึงความรักอันบริสุทธิ์

แซม ดอว์สัน ได้นำพาเรากลับไปมองโลกในมุมที่ไร้เดียงสา สะกิดให้เราได้พบความ
รักที่ไม่ต้องอาศัยเหตุผลอันสลับซับซ้อน แต่กลับสัมผัสได้ด้วยสายตาที่บริสุทธิ์
และรักด้วยสมองวัยเจ็ดขวบ...

ไม่ใช่สิ... แซมรักด้วยหัวใจทั้งหมดที่เขามี...

................................................................

‘จริงหรือเปล่าที่ในใจลึกๆ หนูรู้ว่าหนูต้องการมากกว่าสิ่งที่พ่อจะให้หนูได้?’

‘แค่ความรักก็พอแล้ว...’

................................................................

sam21.jpg

I am Sam
‘love is all you need’

กำกับการแสดงโดย เจสซี่ เนลสัน
แสดงนำโดย ฌอน เพนน์, มิเชล ไฟเฟอร์, ดาโกต้า แฟนนิ่ง

kaawss.jpg



ice.jpg ๘. เรื่องเล่าจากที่สูง : พงษ์ปรัชญา




d21134.jpg

ความตายที่คล้ายจะไร้ค่า

กลิ่นเนื้อโดนไฟกรุ่นชัดเจน เสียงไขมันละลายหยดลงบนกองไฟดังฉู่ฉี่เป็นระยะ หากเป็นที่ร้านบุฟเฟ่ต์หมูกระทะ กระเพาะของผมคงปั่นป่วนเพราะความหิว และ
ถึงแม้กลิ่นและเสียงจะคล้ายคลึงกันมากแต่ในสภาวการณ์เช่นวันนั้นก็ทำเอากระเพาะ
ของผมปั่นป่วนได้อีกเช่นกัน จะต่างกันก็ตรงที่อาการปั่นป่วนนี้จะทำให้ผมอาเจียนพุ่ง
ออกมา

ใช่ครับ ผมไม่ได้อิ่มอร่อยอยู่ในบุฟเฟ่ต์หมูกระทะที่ใดสักแห่ง ขณะนั้นผมกำลังนั่งอยู่
บนรถอีแต๋น ข้างหน้าเป็นกองไฟขนาดใหญ่ ข้างในกองไฟมีบางอย่างกำลังถูกเปลว
ไฟเผาลามเลียจนดำไหม้ ผมเฝ้าอยู่หน้ากองไฟนี้มานานประมาณสามถึงสี่ชั่วโมง เป็นสามถึงสี่ชั่วโมงที่พอจะทำให้ฤทธิ์ของสุราป่าแสดงฤทธานุภาพของมันได้อย่างสมบูรณ์ เสียงเอะอะ โวยวาย เริ่มก่อตัวขึ้นทีละน้อย มีผลทำให้ผมต้องละสายตาจากกองไฟ
กองนั้น เพื่อสังเกตสถานการณ์โดยรอบกองไฟ พี่ชายที่มาด้วยกันยืนคุมเชิงอีกด้าน น้องชายยังคงต่อปากต่อคำกับลูกน้องชาวพม่าที่กล่าวหาว่าน้องชายเข้าข้างคนไทย
ด้วยกันเอง ไม่ลงโทษคนที่ทำให้เพื่อนของเขาต้องจบชีวิตด้วยการผูกคอตาย

และก็ใช่อีกครับ ผมไม่ได้อิ่มอร่อยอยู่ในบุฟเฟ่ต์หมูกระทะที่ใดสักแห่ง แต่ผมกำลังนั่งเฝ้าดูพิธีฌาปนกิจศพคนงานชาวพม่าคนหนึ่ง พิธีกรรมนั้นไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนกินเวลาหลายวันแต่อย่างใด ขั้นแรกเมื่อมีคนพบศพก็ไปแจ้งผู้ใหญ่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านโทรศัพท์
มาแจ้งผู้ว่าจ้าง ผู้ว่าจ้างโทรศัพท์ไปแจ้งตำรวจ ตำรวจมาในที่เกิดเหตุถ่ายภาพผู้ตายไปสองรูปเพื่อลงบันทึก ผู้ว่าจ้างนิมนต์พระสงฆ์มาสองรูปเพื่อสวดส่งวิญญาณให้ผู้ตายได้
ไปผุดไปเกิด ไม่วนเวียนเป็นวิญญาณสิงสถิตอยู่ในกรรมสิทธิ์อาณาบริเวณของตนเอง

เมื่อตำรวจกับพระสงฆ์กลับไปแล้ว ก็เป็นหน้าที่ที่ผู้ว่าจ้างจะต้องจัดการกับศพผู้ตาย
และวิธีการปลงศพที่นิยมที่สุดสำหรับชาวพุทธอย่างเรานั่นคือการ ‘เผา’ ขั้นตอนต่อไป
ในส่วนของการฌาปนกิจศพคือ หาบริเวณที่ลับตาคน (คราวนั้นเราเลือกบริเวณในป่า
ไผ่) เตรียมไม้ฝืนให้เพียงพอ ยางรถยนต์เก่าๆที่ไม่ได้ใช้แล้ว และน้ำมันเบนซิน
พร้อมกับสุราป่าอีกสองแกลลอน (สำหรับคนงานคนอื่นที่มาช่วยเฝ้าการเผาศพครั้งนั้น) เมื่อทุกอย่างพร้อมจึงจะมีการเคลื่อนย้ายศพมาในบริเวณที่จัดเตรียม นำยางรถยนต์
สวมไว้กับศพแล้วจึงนำศพมาวางลงบนกองฝืน ราดน้ำมันเบนซินจนชุ่มโชก จุดไม้ขีดแล้วโยนลงบนน้ำมันเบนซินอีกที

และเราทั้งหมดก็นั่งเฝ้ากองไฟกองนั้น เพื่อดูว่าไฟได้ทำหน้าที่ของมันได้อย่างหมดจดหรือไม่ ซึ่งหากมีเศษซากใดๆหลงเหลืออยู่ ก็อาจจะส่งผลให้สุนัขมาคุ้ยเขี่ยและคาบ
เอาชิ้นส่วนที่ยังหลงเหลือไปแทะ ไปกัดเล่นให้เป็นที่อุจาดตาแก่ชาวบ้านทั่วไป--

เสียงโวยวายเพิ่มความดังขึ้นเรื่อยๆตามดีกรีความเมา สถานการณ์เริ่มควบคุมไม่ได้
พี่ชายเดินเลี่ยงเข้าไปด้านหลังของคนงานที่พกมีดแล้วฉวยมีดเล่มนั้นไว้ในมือก่อนที่คนงานจะรู้ตัว น้องชายยังคงต่อปากต่อคำไม่ลดละ ผมเห็นสายตาของแต่ละคนแล้ว ไม่
แน่อาจจะมีอีกศพสองศพที่ต้องถูกฌาปนกิจไปเสียพร้อมกันเลยในวันนั้น แต่โชคดีที่
ฝ่ายหนึ่งยอมลามือล่าถอยกลับไป ทำให้ไม่มีเรื่องร้ายเกิดขึ้นซ้ำสอง

กลิ่นเนื้อโดนไฟกรุ่นชัดเจน เสียงไขมันละลายหยดลงบนกองไฟดังฉู่ฉี่เป็นระยะ - -
ผมยังคงนั่งอยู่บนรถอีแต๋น ขณะนั้นกองไฟมอดลงเหลือแต่เพียงเถ้าถ่าน พี่ชายและ
น้องชายช่วยกันตักน้ำมาราดรดเพื่อป้องกันไม่ให้เปลวไฟคุขึ้นมาอยู่เหนือการควบคุม
ซึ่งอาจจะทำกองไฟลุกลามไปติดกอไผ่จนเกิดความเสียหายแก่ชีวิตอีกหลายชีวิต ●

kaawss.jpg



tinlogo1.jpg ๙. โทรภาพ (ช่อง ๑.) : ทรงทอม



tin1.jpg

นักกีฬาไทยสู้อยู่ในกล่องสี่เหลี่ยม

ชีวิตของผมคลุกคลีอยู่กับโทรทัศน์ กล่องสี่เหลี่ยมที่บรรจุหลากหลายเรื่องราวเอาไว้ข้างในมาตั้งแต่จำความได้ เริ่มต้นด้วยโทรทัศน์ข้างบ้านที่ตอนเด็กๆผมต้องใช้
ความสามารถเฉพาะตัวบวกความเงียบนิดหน่อยปีนหน้าต่างแอบดู ทุกครั้งที่เจ้าบ้านจับ
ได้ก็จะโดนไล่ แห่ ให้ไปไกลๆ สมัยนั้นน้อยเนื้อต่ำใจในชะตาชีวิตของตัวเองมากๆ

แต่วันเวลาก็หมุนเปลี่ยนเวียนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันนี้ บ้านผมมีโทรทัศน์ 4 เครื่อง ไม่รู้พ่อผมซื้อประชดข้างบ้านหรือเปล่า การใช้เวลาว่างนั่งอยู่หน้าจอสี่เหลี่ยม
เป็นความสุขอันดับต้นๆของผมเลยทีเดียว

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคมที่ผ่านมา ผมนั่งดูโทรทัศน์อย่างเป็นปกติ รายการยอดฮิตในช่วงนี้คือ การถ่ายทอดสด กีฬาเอเชียนเกมส์ ผมนั่งดูได้ทั้งวันไม่มีเบื่อ ไม่ว่าจะเป็นกีฬา
อะไรก็ช่าง (จะจดๆจ่อๆหน่อยก็ วอลเลย์บอลชายหาดหญิง) ช่วงหัวค่ำ มีการถ่ายทอดการแข่งขันยกน้ำหนักหญิงรุ่น 62 กิโลกรัม ซึ่งรุ่นนี้มีพี่ไก่- ปวีณา ทองสุก ลงร่วมชิงชัยด้วย พี่ไก่ลงแข่งพร้อมกับอาการบาดเจ็บที่หัวเข่า แถมพ่วงด้วยการแบกความหวัง
ของคนไทยทั้งประเทศเอาไว้ ผมว่ามันอาจจะหนักกว่าลูกเหล็กที่พี่เขายกเสียอีก การแข่งขันเป็นไปอย่างสนุกสนาน กองเชียร์ทางบ้านอย่างผมก็ต้องลุ้นกันจนเหงือกแห้งทีเดียว นักกีฬาของจีนนั้นน่ากลัวมาก ตัวเล็กนิดเดียวแต่ยกลูกเหล็กเป็นร้อยกิโลได้ราว
กับว่ามันมีน้ำหนักเท่ากับปุยนุ่น

แต่ท้ายที่สุดเหรียญทองก็ตกเป็นของเรา พร้อมกับการทำลายสถิติโลกของพี่ไก่ ต้อง
ชื่นชมสปิริตและความสามารถของพี่ไก่จริงๆ

และอีกส่วนที่ผมอยากจะชื่นชมก็คือ ระบบการถ่ายทอดกีฬาของบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นแบบสดหรือแบบแห้ง ผมว่าหลายๆประเทศอิจฉาบ้านเราเรื่องการถ่ายทอดมหกรรม
กีฬาต่างๆ ยกตัวอย่างง่ายๆเช่นฟุตบอลโลก จะมีสักกี่ประเทศในโลกนี้ที่ได้นั่งดู
ฟุตบอลโลกอยู่ที่บ้านแบบสดๆทุกคู่ในช่องฟรีทีวี ที่สำคัญ ไร้โฆษณาในระหว่างการ
แข่งขันอีกต่างหาก

ส่วนกีฬาประเภทอื่นๆในเอเชียนเกมส์คราวนี้ก็น่าสนใจครับ แม้บางชนิดกีฬาจะมีความ
หวังน้อยนิดเหลือเกิน แต่ผมเชื่อว่านักกีฬา ผู้ฝึกสอน และทีมงานทุกคนที่ได้เป็นตัวแทนของประเทศไทยต่างก็มุ่งมั่นและทุ่มเทกับการแข่งขันอย่างเต็มความสามารถ
ส่วนผลที่ออกมาหาใช่สิ่งสำคัญอันดับต้นๆไม่ มิตรภาพ ต่างหากที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ถ้าคุณมีโอกาสได้รับชมการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ครั้งนี้ ไม่ว่าจากโทรทัศน์บ้านตัวเอง หรือข้างบ้านก็แล้วแต่ ก็อย่าลืมส่งแรงใจไปเชียร์และเอาใจช่วยนักกีฬาไทยของ
เราด้วยนะครับ ไม่ว่าเราจะอยู่อันดับที่เท่าใดในตารางสรุปเหรียญ เชื่อเถอะครับ พวกเขาได้สู้อย่างเต็มที่แล้ว •

songtom22@yahoo.com
http://songtom.bloggang.com

kaawss.jpg



umpo.jpg ๑๐. อัมโปะ


umpotitle.jpg
umpo1b.jpg
1. เลือกทุ่มเทชีวิตให้กับอะไรบางอย่างแล้วก็ทำใจยอมรับความล้มเหลวที่จะ ตามมา
แบบซ้ำแล้วซ้ำอีก

umpo2b.jpg
2. ทำตัวเรื่อยเปื่อยไปวันๆ มีความสุขบนความทุกข์ของตัวเอง (ใครจะทำไม)


kaawss.jpg



leafterrace1.jpg ๑๑. ระเบียงใบไม้ : ธุลีดิน


garden.jpg
picture: www.impressionistprints.com

teatime

ยามบ่าย...
ไอแดดแผดกล้า...
ฟ้าใส ทิวเมฆขาวลอยล่อง

ฉันชอบหลบเข้าใต้เงาไม้ข้างกระท่อม
ยกป้านชา แก้วชา มานั่งห้อยขาที่ระเบียง
เสียงพวกเพื่อนนกพูดคุยกันจิ๊บ ๆ สายลมพัดโชยมาแผ่ว กิ่งไม้โยกโยนเริงระบำลม
ใบไม้ปลิดขั้ว ร่วงพรูพลิกพลิ้ว หลายใบมาสงบนิ่งอยู่ข้าง ๆ ฉัน

นั่นคือเสียงพูดคุย !

เสียงพูดคุยทักทายจากโพธิ์ทะเลเฒ่า
ผู้เฒ่าที่คอยชี้แนะตักเตือนฉันตลอดเวลาที่มาอาศัยอยู่ใต้ร่มเงา
ด้วยคำพูดแผ่วเบา อาทร ไม่เคยชี้นำ กลับแนะให้ฉันคิด คิดเท่าที่สามารถคิดได้
ฉันค่อย ๆ เรียนรู้ ทั้งจากลองผิด ลองถูก ทั้งจากครุ่นคิด ทบทวน ผู้เฒ่าย้ำว่า “การเรียนรู้ไม่มีจบสิ้น”

ฉันยกแก้วชาขึ้นจิบ ไออุ่นผ่านลงเป็นทางขณะกลิ่นยังกรุ่นไล้ปลายจมูก

“เช่นนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่า ที่รู้ เป็นความรู้ถูกต้อง ไม่ใช่รู้ผิด ๆ ” ฉันซัก
“ผิดถูกไม่ใช่สาระ สาระอยู่ที่นำความรู้ไปใช้ประโยชน์กับสังคม ต่อคนรอบข้างหรือไม่? อย่างไร?” ผู้เฒ่าเอ่ยเสียงแผ่ว

ฉันวางแก้วชา สูดหายใจลึกนิ่งมองสายลมหยอกเย้าผู้เฒ่า

“วันนี้ไม่ทราบมีเรื่องอะไร?” ฉันชายตามองใบไม้หลากเฉดสีที่สงบนิ่งอยู่ข้าง ๆ
“เห็นใช่ไหม?” ผู้เฒ่าถาม
“เห็นอะไร?”
“มองอะไรอยู่?”
“ใบไม้”
“เห็นใช่ไหม?”
“เห็น”
“เห็นอะไร?”
“เห็นใบไม้”
“แค่นั้น?”
“ใช่...แค่นั้น” เท่าที่ฉันเห็นมีแค่นั้นจริง ๆ ใบไม้ ใบโพธิ์ทะเล ปลิดจากขั้ว ร่วงพลิ้วตามแรงลม ช่วงนี้เป็นหน้าฝน ใบดกเต็มต้น
“นั่น เป็นใบที่ตายแล้ว” ผู้เฒ่ากล่าว จากนั้นก็เงียบเสียง ฉันได้แต่พยักหน้า ไม่ผิด
ใบที่ปลิดจากขั้วไม่อาจนับเป็นใบมีชีวิต

ฉันรินชาแก้วใหม่ นิ่งมองใบไม้ บนพื้นระเบียง
สายลมเย็นพัดมาอีกครั้ง ใบไม้พลัดหล่น
ใบเขียว ใบเหลือง ใบน้ำตาลไหม้ ร่วงลงซ้อนทับกันบนผืนดิน

ฉันได้แต่ยกแก้วชาขึ้นดื่มขอบคุณผู้เฒ่า ●

kaawss.jpg



๑๒. คุยกันท้ายเล่ม


pouring.jpg

เดินทางมาถึงบรรทัดนี้ ข้าพเจ้าจุกเหมือนนักวิ่งมาราธอน ตอนดื่มน้ำเข้าไปเต็มกระพาะ
คนอ่าน(ที่อ่านรวดเดียว) ก็คง 'จุก' ไม่แพ้กัน

ครั้งนี้ น่าจะเป็นการโพสท์ที่ยาวที่สุด ตั้งแต่ 'บ้านหนอน' กำเนิดมา
'ก้าว..รอ..ก้าว' ฉบับแรกเริ่มออกเดินทาง ด้วยชื่อที่บอกถึงการก้าวเดินไปด้วยกัน
มิตรภาพหาได้เพียงมีไว้ให้โอบกอด ซุกกาย หากยังมีไว้ โอบคอ คว้าแขน คล้อง
ไหล่...พากันก้าวเดินไปข้างหน้า

ขอบคุณ ทุก ๆ สายตาที่ลูบไล้ ตัวอักษรรื่นรมย์
ขอบคุณ ทุก ๆ ปลายนิ้วที่บรรจงรังสรรค์ เรื่องราวหลากรส
ขอบคุณ ที่ช่วยกันดูแล 'บ้าน' แห่งนี้ ให้เป็นบ้านที่น่าอยู่

แล้วพบกันใหม่ ก้าวที่สอง...ฉบับต้อนรับปีใหม่




kaawss.jpg
ก้าว..รอ..ก้าว
'บ้านหนอน' ออนไลน์แมกกาซีน สำนักหนอนสนทนา
www.winbookclub.com
http://kaawrowkaw.wordpress.com/
kaawrowkaw@hotmail.com

2006-12-15 17:12:23/ก้าว..รอ..ก้าว

 


ดิน
ความเห็นที่ 1

 
  ตอบโดย ดิน   เมื่อ: 2006-12-15 17:23:56
แฮ่ !! ข้าพเจ้าทำเสียจนได้

กระ
พาะ --------------> กระเพาะ

ทำสระ เอ หล่นหาย อีกทั้งคำถูกแยก เพราะกะช่วงท้ายบรรทัดผิดพลาด
ประท่านโทษขอรับ !

คารวะ
ดิน
 


ผีเสื้อสมุด
ความเห็นที่ 2

 
  ตอบโดย ผีเสื้อสมุด   เมื่อ: 2006-12-15 17:44:33
ยอดเยี่ยมจริง ๆ ค่ะ..

ขอปรบมือให้กับทีมงานทุกท่าน...

ทราบมาบ้างเหมือนกันว่า จะมี online magazine

แต่นึกไม่ออกว่า หน้าตาจะเป็นอย่างไร

พอเห็นแล้วขอบอกว่า.....ชอบมากค่ะ



Keep on....walking
I'll go with you...





 


(นางสาว) เอแบค
ความเห็นที่ 3

 
  ตอบโดย (นางสาว) เอแบค    เมื่อ: 2006-12-15 17:48:54
เพื่อนเคยเข้ามาอ่านงานคุณธุลีดินใน web คุณวินทร์ แล้วแนะนำให้ลองติดตามดู
พออ่านแล้วรู้สึกชอบเหมือนกันตรงใจดี จะติดตามผลงานต่อไปค่ะ
 


Anonymous
ความเห็นที่ 4

 
  ตอบโดย Anonymous   เมื่อ: 2006-12-15 18:03:51
ชอบค่ะ

แหม..ถ้ามีคอลัมน์ตอบปัญหาหัวใจ หรือปัญหาชีวิต
แบบ Dear Abby หรือ Ann Landers ด้วยก็คงจะดีนะ...

แต่ เอ....มันจะเป็นคนละเรื่องเดียวกันหรือเปล่านะ

ฉันมันเป็นมนุษย์เจ้าปัญหาน่ะคะ..


ป.ล. ขอบคุณทีมงานทุกคนที่สละเวลา เสกสรร ปั้นแต่งให้มี...ก้าว รอ ก้าว ค่ะ
 


ดอกหญ้าริมทางเดิน
ความเห็นที่ 5

 
  ตอบโดย ดอกหญ้าริมทางเดิน   เมื่อ: 2006-12-15 18:11:15
ก้าวแรก คือจุดที่สำคัญที่สุดในการทำสิ่งต่างๆ

รอคอยฉบับหน้าค่ะ



桜塚 藤色
 


saranya_nok.worm
ความเห็นที่ 6

 
  ตอบโดย saranya_nok.worm   เมื่อ: 2006-12-15 18:39:08
ดีค่ะ เป็นความร่วมมือที่สร้างสรรค์อย่างหนึ่ง จะค่อย ๆ เข้ามากัดแทะ ลิ้มอรรถรส ค่อย ๆ ย่อยและดูดซึมสาระ ปล่อยให้ความบันเทิงไหลเวียนทั่วไปในอารมณ์ ความรู้สึก สุดท้ายจะระบายออกเป็นอะไรนั้น คงต้องติดตาม!

ชอบค่ะ
 


หนุงหนิง
ความเห็นที่ 7

 
  ตอบโดย หนุงหนิง   เมื่อ: 2006-12-15 20:07:02
โหท่านกว่าจะโพสท์ ข้าพเจ้านึกว่าเน็ตท่านเจ๊ง โพสท์ไม่ทันวันนี้เสียอีก ลุ้นแทบแย่

ออกมาสวยมากเลยเจ้าค่ะ ปิดเล่มแรกแล้ว เลขาฯ หย่ายยยยอนุญาตให้ท่านไปพักผ่อนได้ แล้วค่อยคุยกันค่ะ
 


อัมโปะ
ความเห็นที่ 8

 
  ตอบโดย อัมโปะ   เมื่อ: 2006-12-15 21:50:30
อา~

:D
 


din
ความเห็นที่ 9

 
  ตอบโดย din   เมื่อ: 2006-12-15 22:49:38


for you....all first step columnists,

din
 


คาใจ
ความเห็นที่ 10

 
  ตอบโดย คาใจ   เมื่อ: 2006-12-15 23:10:10
อ่า....โกรธเลย
ไม่ชวนกันเลย
อ่า......โป้งเเล้ว
เราหายไปไม่กี่วัน
เค้าพัฒนากันถึงขนาดนี้เลย
อ่า....เสียดายจัง !!!!!!!
 


nena
ความเห็นที่ 11

 
  ตอบโดย nena   เมื่อ: 2006-12-15 23:24:01


ยินดีด้วยค่ะทุกท่าน...กับ....ก้าวแรก

.
.

ค่อยๆ..กวาด..ตามอ่าน..ทีละก้าว


มีชีวิตเดียวก็ต้องใช้ให้คุ้ม...อย่างนี้ซินะคะ (^ ^)
 


หนุงหนิง
ความเห็นที่ 12

 
  ตอบโดย หนุงหนิง   เมื่อ: 2006-12-15 23:27:56

โธ่! น้องคาใจจ๋า อย่าเพิ่งน้อยใจ

นิตยสารออนไลน์ "ก้าวรอก้าว" เริ่มมาจากการที่พี่กับท่านธุลีดินได้พบปะพูดคุยกันที่ระโนดเมื่อเดือนก่อน หลังจากนั้นพี่นำไอเดียไปเสนอกับพวกเพื่อนๆ ที่เดินทางไปกับทริปเมรัยสัญจร ๒ จนเกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมานี่แหละจ๊ะ

หลังกลับจากทริปเมรัยสัญจร พวกเราหายหน้าหายตากันไปเพื่อเตรียมทำนิตยสารฉบับปฐมฤกษ์ ฉบับแรกขลุกขลักพอสมควร ฉบับต่อไปคงจะง่ายขึ้น

ชื่อนิตยสาร "ก้าวรอก้าว" มีความหมายดังนี้

๑.“ก้าว” ตัวแรกหมายถึง หนอนเก่า พี่เก่า หรือคนเก่าในบ้านวินทร์ ที่ก้าวไปข้างหน้าเพื่อรอ “ก้าว” ตัวที่สอง คือ หนอนใหม่ น้องใหม่ หรือ คนใหม่ เพื่อเดินไปพร้อมกัน

๒. แต่ละก้าวก่อนจะเดินต่อ ต้องมีการหยุดพัก หยุดคิด ก่อนจะก้าวเดินต่อไป

๓. ก้าวรอก้าว เลียนเสียงมาจาก ฯลฯ ตีความรวมถึง อื่นๆ อีกมากมาย (เนื่องจากนิตยสารเป็นแนวเปิดกว้าง ไม่ได้เจาะจงแนวทางใดเป็นพิเศษ มีความหลากหลาย)

ตอนนี้พวกพี่หนอนเก่าๆ เริ่มเดินก้าวที่หนึ่งแล้ว และจะหยุดรอ ให้น้องหนอนหน้าใหม่ ก้าวเดินไปพร้อมกัน

อดใจรออีกสักนิด เมื่อพร้อม พวกพี่ๆ จะจูงมือน้องๆ เดินไปด้วยกันค่ะ
 


สวรรค์เสก
ความเห็นที่ 13

 
  ตอบโดย สวรรค์เสก   เมื่อ: 2006-12-15 23:41:55
แม้หนทางไกลนับหมื่นลี้ยังต้องเริ่มต้นด้วยก้าวแรก ก็ในเมื่อก้าวแรกยังออกมาสวยหรูขนาดนี้ ข้าน้อยคงไม่ต้องกล่าวถึงก้าวที่สองและสามที่กำลังจะตามมา

สวย สดใส ไฉไลเป็นบ้า น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับการชม

หือ? อยากได้ยินอีกหรือ?

พอแล้ว เอาไว้ชม ไว้ฟัง กันตอนฉบับหน้าออกเถอะ
 


คาใจ
ความเห็นที่ 14

 
  ตอบโดย คาใจ   เมื่อ: 2006-12-16 00:23:25
ก้าว..รอ..เจ็ดบ้างนะคะ
คาใจชอบเลขเจ็ดน่ะ
จะตามอ่านค่ะ เอาแบบเป็นเหมือน
เป็นโรคจิตเลยดีไหม เข้ามาแอบอ่านทุกครั้ง
น่ะค่ะ
 


NICK-ENGR
ความเห็นที่ 15

 
  ตอบโดย NICK-ENGR   เมื่อ: 2006-12-16 01:28:50
ขอแนะนำตัวเองนะครับ ใช้ชื่อ NICK-ENGR หลังจากอ่านสักระยะ(ประมาณ 4 เดือนแบบเกือบทุกวัน ก่อนหน้านั้นเป็นเดือนถึงจะอ่านสักครั้ง) เคยพิมพ์ตอบประมาณ 3 ครั้งแล้วก็เลิกดีกว่า รู้สึกว่าถนัดอ่านอย่างเดียว อาจเป็นเพราะใช้เวลาอยู่กับหนังสือที่มีสมการ ถ้าอ่านไม่เข้าใจก็ทำความเข้าใจสมการแทน เลยอ่านที่มีแต่ตัวหนังสือไม่ค่อยรู้เรื่อง c]tกลัวพิมพ์อะไรแย่ๆลงไป แต่หลังจากได้อ่าน ๒. บอกอแบกบาล - บ้านหนอนสอนอะไร? เลยคิดว่าลองพิมพ์แนะนำตัวนิดหน่อยดีกว่า แต่ต่อไปก็คงเหมือนเดิม ไม่ค่อยพิมพ์ตอบเพราะไม่ถนัดเขียนอะไรออกมาแม้แต่ความคิดเห็น แต่คงติดตามอ่านเหมือนเดิม ถนัดอ่านมากกว่าครับ
 


NICK-ENGR
ความเห็นที่ 16

 
  ตอบโดย NICK-ENGR   เมื่อ: 2006-12-16 01:31:31
ชอบอ่านเรื่องของคุณคาใจมากครับ เพราะคาใจผมอยู่ตลอดเวลา ... น่าค้นหา
 


ยางมะตอยสีชมพู
ความเห็นที่ 17

 
  ตอบโดย ยางมะตอยสีชมพู   เมื่อ: 2006-12-16 01:51:33
ยินดีปรีดาฮะ...

ขอบคุณท่านธุลีดินและพี่หนุงหนิงมากฮะ
และก้ทุกๆคน ในก้าว...รอ...ก้าว ด้วย

 


(...)
ความเห็นที่ 18

 
  ตอบโดย (...)   เมื่อ: 2006-12-16 12:08:16
ไม่มีกระเช้าดอกไม้ขอรับ

แต่ก็เข้ามาแสดงความยินดีกับก้าวแรกของเหล่าสหายหนอนทุกท่าน ก้าวแรกเป็นก้าวที่ไม่เลวเลยทีเดียวขอรับ อื่นๆที่คิดจะกล่าวข้าพเจ้าขอยกยอดเป็นพรุ่งนี้ขอรับ วันนี้ติดภาระกิจด่วนต้องออกนอกระบบในอีกไม่กี่นาทีนี้เอง อ่านงานของพวกท่านแล้วนึกถึงโฆษณาฮอลตัวใหม่จริงๆ

สู้ๆ ขอรับ (^_^)/
 


คิท
ความเห็นที่ 19

 
  ตอบโดย คิท   เมื่อ: 2006-12-16 16:20:24
ยังไม่ได้ไล่เรียงตาอ่านอย่างถี่ถ้วน
ก็เพิ่งสะดวกแวะเข้ามา คงไม่ถือสา
.....

ขอแสดงความยินดี
นับถือในความพยายาม

ด้วยความเคารพ
 


ทรงทอม
ความเห็นที่ 20

 
  ตอบโดย ทรงทอม   เมื่อ: 2006-12-16 20:26:29
เพิ่งอ่านทั้งหมดอย่าง จบ วันนี้ครับ


ขอบคุณ ทุกๆท่าน ที่ทำให้ เก้า..รอ..เก้า มีตัวตนขึ้นมาจริงๆ




ชอบครับ
 


กองบอกอ
ความเห็นที่ 21

 
  ตอบโดย กองบอกอ   เมื่อ: 2006-12-16 22:53:25
WordPress.com News

1. Give the gift of WordPress credits
2. New Theme: Iceburgg
3. New WordPress.com Design
4. Faster Dashboards

Top WordPress.com blogs today

1. ก้าวรอก้าว
2. r o u n d f i n g e r
3. มนต์รักนักเรียนนอก
4. FACT - Freedom Against Censorship Thailand

Top Posts from around WordPress.com

• ....THE END ....
• แค่ความรักก็พอแล้ว
• Windows Vista Final RTM
• ..งานแต่ง แต่ทำมายมีแต่รูปเพื่อนๆสาวเจ้า..
• น่าจะเข้าใจ
• ค่ำคืนแห่งความสำเร็จที่ว้าเหว่ที่สุดในโลก
• AHRC: การเซ็นเซอร์ตัวเองของสื่อ กำลังก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง
• ปลายประสาทอักเสบ
• อย่าร้องไห้นะ
• วิธีแก้เผ็ด (พริก)

Fastest Growing WordPress.com blogs

1. ศูนย์ธุรกิจพระ
2. nhephex [dark] blog
3. i490b
4. Noi's life & thoughts
5. ก้าวรอก้าว
6. FACT - Freedom Against Censorship Thailand
7. iAee.wordpress.com

kaawss.jpg
 


ปรยา
ความเห็นที่ 22

 
  ตอบโดย ปรยา   เมื่อ: 2006-12-18 16:40:28
ดีใจด้วยครับ "ก้าว รอ ก้าว" ผมขอให้เป็น ฯลฯ ครับ
เนื่องจากอ่านทีเดียว

ขอโทษที่นานๆ จะโผล่มาซักที

ยินดีด้วย
ปรยา
 


กีรติ
ความเห็นที่ 23

 
  ตอบโดย กีรติ   เมื่อ: 2006-12-18 17:26:22
ดีใจที่พี่เข้ามาค่ะ
 


เคนลี่ season 1
ความเห็นที่ 24

 
  ตอบโดย เคนลี่ season 1   เมื่อ: 2008-08-31 15:00:08


น้องขอแสดงความดีใจด้วยนะคะ
 




ข้อความ :
สามารถเคาะ Enter หาต้องต้องให้เว้นบรรทัด หรือใช้คำสั่ง <br>
ชื่อ :
รูปภาพ :  
ขนาดไม่เกิน 50K และต้องมีนามสกุลเป็น gif และ jpg
รหัส :   3a844b9d
ใส่รหัส :   (กรุณาใส่รหัสจากข้างบนนะครับ)