| เบื้องหลังของด้านหลัง ณ มุมหนึ่งเชิงเทือกเขาอันสลับสล้างซับซ้อนซึ่งวางตัวเป็นแนวยาว... ท้องฟ้าครามวันนี้โปร่งใส แสงแดดจ้าแต่ไม่ร้อนแรงด้วยอวลไอเย็นในอากาศ สีขาวโพลนของหิมะเหนือแนวเทือกเขาแห่งนั้นแลดูโดดเด่น... อิฐเก่าแก่ขนาดใหญ่ถูกก่อตัวเป็นบ้านขนาด 3 ชั้นครึ่ง วางตัวตระหง่านอยู่เชิงเทือกเขาหิมาลัย ภายในหุบเขากาฐมาณฑุแห่งนี้ ประตูบานเตี้ยนั้นปิดตัวอยู่ ขณะที่หน้าต่างซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะกลับถูกเปิดไว้ มองเข้าไปภายในบ้านเห็นเพดานซึ่งวางตัวอยู่ไม่สูงจากพื้นดินมากนัก บ้านหลังนี้มีอายุเท่ากับปู่ของเขา เขาอาศัยอยู่ที่นี่กับพ่อและแม่จนเติบใหญ่ และหลังจากที่พ่อแม่จากไปก็ทิ้งบ้านแบบพื้นเมืองเก่าแก่หลังนี้ไว้เป็นสิ่งสุดท้ายให้กับเขา สลิตา... คุณยังจำเหตุการณ์เมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้วได้ไหมครับ เมื่อนักศึกษาก่อการประท้วงตามท้องถนนเพื่อต่อต้านรัฐบาลและสมเด็จพระราชาธิบดี Gyanendra ซึ่งรวบอำนาจและเป็นเผด็จการ ทั้งยังเกิดความต้องการให้เนปาลฟื้นฟูให้มีระบบรัฐสภา และพยายามเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นสาธารณรัฐ (Republican) อัสสชิตะ พูดขึ้นขณะที่สายตาซึ่งกำลังมองไปข้างหน้านั้นมีแววเคร่งขรึม แม้เวลาจะผ่านไป 6 ปีแล้ว แต่ฉันก็ยังจำได้ดีค่ะ นั่นเป็นเหมือนรากฐานของจอมปลวกที่สะสมพลัง และเข้าโจมตีต้นไม้ใหญ่อย่างเงียบ ๆ จนไม้ใหญ่ที่เคยหยั่งรากลึก ที่สุดแล้วก็ต้องโค่นล้มลง... สลิตา มองหน้าอัสสชิตะ นัยน์ตามีประกายหม่น ป้ายทะเบียนนี้ เคยติดอยู่บนรถคันหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นครับ อัสสชิตะชี้มือไปยังแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์เก่า ๆ แผ่นหนึ่งซึ่งแขวนติดอยู่บนผนังกำแพงอิฐเก่าคร่ำคร่านั้น ส่วนป้ายทะเบียนแผ่นนี้ เคยติดอยู่ในรถซึ่งเต็มไปด้วยเทพเจ้าองค์เล็ก ๆ ที่พ่อของเพื่อนของผมวางเอาไว้ที่หน้ารถ พ่อของเพื่อนผมเขานับถือฮินดู นับถือพระเจ้า แต่แม่ของเขานับถือศาสนาพุทธ ส่วนตัวเพื่อนของผมนั้น เขาเป็นฮินดูผสมกับพุทธ สามารถไหว้ได้ทั้งพระและเทพเจ้า เมื่อรถของพ่อเขาเก่าและพังลง เพื่อนของผมจึงขอทะเบียนรถพ่อแล้วนำมาให้ผม อัสสชิตะ เอื้อมมือไปลูบคลำป้ายทะเบียนรถตรงหน้าเขา ส่วนป้ายนี้ ที่มาไม่ค่อยดีนัก ผมได้มาจากรถยนต์ซึ่งประสบอุบัติเหตุหินถล่มในฤดูฝน คุณคงรู้ใช่ไหมว่า ในประเทศเนปาลของเรา ไม่ควรขับรถภายในหุบเขาระหว่างที่มีพายุฝน เขาหันไปยิ้มน้อย ๆ ให้กับสลิตา ความจริง... ป้ายทะเบียนที่ได้มาอย่างไม่เป็นมงคลแบบนี้ คุณไม่น่านำมาสะสมไว้นะคะ อัสสชิตะ สลิตาขมวดคิ้วขณะมองป้ายทะเบียนแผ่นนั้น สำหรับคนอื่นเขาอาจถือสาว่ามันไม่เป็นมงคล แต่สำหรับคนแบบผมแล้ว สิ่งนี้กลับเป็นสิ่งเตือนใจที่ดีมากทีเดียว... อัสสชิตะมองป้ายทะเบียนแผ่นนั้นนิ่งนาน แล้วป้ายภาษาพื้นเมืองนี้ล่ะคะ มีที่มายังไง? สลิตาชี้มือไปที่ป้ายทะเบียนที่มุมล่างสุดของกำแพงแห่งนั้น ป้ายนี้เป็นของชาวพื้นเมืองที่มีชื่อเรียกว่า ชาวเนวาร์ ครับ พวกเขาอยู่อีกฟากหนึ่งของหุบเขากาฐมาณฑุนี่เอง ในวันเหมาะบูชา หรือวันปีใหม่ของชาวเนวาร์ พวกเขาจะเป่าขลุ่ย บาซูริ เดินไปตามท้องถนนในเมืองกาฐมาณฑุ คุณเคยเห็นประเพณีนี้ของพวกเขาไหมครับ อัสสชิตะพูดดวงตาเป็นประกาย ฉันใช้ชีวิตอยู่แต่ในปาดันค่ะ แต่ก็รู้ว่าอีกสองมหานครโบราณในหุบเขากาฐมาณฑุนั้นมีวัฒนธรรมประเพณีที่หลากหลายราวกับผืนผ้าที่ถักทอจากวัสดุหลายชนิดเชียวค่ะ ถ้ามีโอกาสฉันก็อยากจะเดินทางไปชื่นชมสิ่งงดงามเหล่านั้น สลิตามองแผ่นป้ายทะเบียนที่มีตัวอักษรพื้นเมืองนั้นด้วยในแววตาแห่งความใฝ่ฝัน ประเทศของเรานั้นเต็มไปด้วยธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่และสวยงามนะครับ ยังมีอีกหลายสถานที่ที่ผมเองก็ยังไม่เคยมีโอกาสได้ไป อย่างป้ายทะเบียนนี้ เจ้าของเล่าให้ผมฟังว่า เขากับภรรยาและลูกชายเดินทางไปเที่ยวที่โปครา ซึ่งห่างจากกาฐมาณฑุไปประมาณ 200 กม. ที่นั่นอยู่ในหุบเขาเขียวขจี มีทะเลสาบสีมรกตเป็นหัวใจและวิญญาณ ชาวบ้านเรียกทะเลสาบแห่งนี้ว่า เทวาตาล เจ้าของรถเล่าว่า เมื่อขับรถไปถึงและท่องเที่ยวเสร็จ รถของเขาก็เกิดเสีย เขาจึงต้องนั่งเครื่องบินกลับมาแล้วค่อยพาช่างไปซ่อมรถที่นั่นอีกครั้ง เขายังเล่าให้ผมฟังว่า... นับเป็นโชคดีมากกว่าโชคร้ายที่เขาได้นั่งเครื่องบินกลับ เพราะตลอดระยะทางเขาได้เห็นทิวทัศน์อันสวยงามของเทือกเขาหิมาลัยในมุมที่สูงขึ้นไป เขาหันมาทางสลิตา และพบว่าสลิตากำลังยืนมองเขาอยู่ด้วยดวงตามีประกายมุ่งมั่นบางอย่าง แล้ววันหนึ่งเราจะไปที่นั่นด้วยกันค่ะอัสสชิตะ สลิตาเดินเข้าไปยกมือเขาขึ้นมากุมและบีบเบา ๆ แต่... อัสสชิตะก้มหน้านิ่ง เขาถอนใจเบา ๆ แล้วจึงเงยหน้าขึ้นมองแฟนสาว เราไม่ต้องไปไหนไกลก็ได้ครับ เรื่องราวการเดินทางของแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์นั้น ก็ทำให้เราเสมือนได้ท่องเที่ยวเดินทางไปไกลแสนไกลได้เหมือนกัน อัสสชิตะนำมือใหญ่ที่อบอุ่นอีกข้างหนึ่งของเขาขึ้นมากุมทับมือของสลิตา คงจะได้เวลาแล้ว เราออกไปจากห้องนี้กันไหมครับ เดี๋ยวเราไปหาอะไรทานกันดีกว่า ได้เวลาอาหารมานานแล้ว... อัสสชิตะเข็นรถ wheel chair ของเขาออกไปจากห้อง ขณะที่สลิตายังคงยืนอยู่ตรงหน้ากำแพงอิฐซึ่งเต็มไปด้วยแผ่นป้ายทะเบียน ประวัติศาสตร์ของการเดินทาง และชีวิตชีวาภายในรถยนต์แต่ละคัน ตั้งแต่ครอบครัวของอัสสชิตะประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์บนถนนแห่งหนึ่งในฤดูฝน หลังจากวันนั้นทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแปรเปลี่ยนไป พ่อกับแม่ของเขาจากไป ส่วนอัสสชิตะนั้นต้องกลายเป็นอัมพาตที่ครึ่งท่อนล่าง และสลิตา...เธอนั่นเองเป็นผู้หัดขับรถและพาเขาไปยังสถานที่ต่าง ๆ แต่ตลอดระยะเวลาเหล่านั้น...เธอไม่เคยรู้สึกเหน็ดเหนื่อยหรือย่อท้อกับโชคชะตา ความไม่สะดวกมากมายกลับทำให้เธอและเขาต้องร่วมกันฟันฝ่า ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน และทำให้ความรักระหว่างเธอกับเขามีมิติที่ลึกกว่าแค่เพียงหล่อเลี้ยงใจให้มีความสุขไปวันหนึ่ง ๆ เธอรู้สึกว่าไม่เป็นไรเลย ที่จะต้องเป็นคนขับรถให้แฟนหนุ่มนั่ง เพราะสิ่งนี้นอกจากทำให้เธอเป็นคนเข้มแข็งขึ้นแล้ว การได้ไปไหนมาไหนกับอัสสชิตะนั้น ทำให้เธอรู้สึกดีเสมอเมื่อมีเขานั่งเคียงข้างไปด้วย ร่วมทางกันไปไม่ว่าจะไป ณ ที่แห่งหนไหน อาจเป็นเพราะว่า... การเดินทางนั้นสิ่งที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ก็คือสิ่งที่เรียก...หัวใจ และที่จุดนี้เองที่จะเป็นแหล่งกำเนิดประวัติศาสตร์ของการเดินทาง และเรื่องราวต่าง ๆ ระหว่างทางเหล่านั้น
แต่สลิตาก็มีความหวังไว้ว่า... สักวันหนึ่ง... เธอและอัสสชิตะจะได้กุมมือกัน... แล้วก้าวเดินไปบนทางเดินสายเดียวกัน... ตลอดไป... |