ผู้เขียน  หัวข้อ: เรื่องในวงเล็บ (๒) : สดชื่น
(...)

เรื่องในวงเล็บ (๒) : สดชื่น
 เมื่อ: 2006-12-16 11:58:34 
...





ณ. หาดทรายสีขาว
น้ำทะเลสีเขียว ทิวไม้โยกไหวไปมา ตามจังหวะของ ลมทะเล เงาไม้เคลื่อนไหวไปมาตามจังหวะดังกล่าว ใอเย็นจากเกล็ดของระอองน้ำที่เกิดจากการตีม้วนของเกลียวน้ำทะเลสีเขียวกับ เม็ดทรายสีขาวละเอียดที่ทอดยาวสุดสายตา…

ณ. ปลายสุดของสายตา
ห่างออกไปจากสิ่งเย็นๆที่เคลื่อนใหวไปมาระหว่างขาทั้งสองข้าง ความเย็นของเกลียวคลื่น บำบัดความ ตึงเมื่อยของกล้ามเนื้อ… ยิ่งมองห่างออกไป ยิ่งพบว่าสิ่งที่เคลื่อนไหวใกล้ตานั้น บัดนี้หยุดนิ่งสนิท

ณ. ตรงจุดที่สายตา
ไม่มีความสามารถแยกแยะรายละเอียดของผิวลอน ระยับ ไปด้วย แสงสะท้อนแห่งท้องทะเล มรกต… สัมผัสได้เพียง ตัวตนอันบอบบางของ สายลมทะเล …

ณ. จิตใจของมนุษย์ผู้หนึ่ง
แม้เพียงได้นึกถึงธรรมชาติ อันแสนงาม หาได้ย่างตน พ้น ซึ่งสถานแห่งการงานไม่ แค่นั้น ได้แค่เพียง ส่งจิตใจ ให้ร่องลอยไป สู่ ณ. ปลายแห่งสายลมเย็น ประหนึ่งแค่นึกถึง สิ่งเหล่านั้น ดวงใจก็เย็นเยือก ฉาบเคลือบไปด้วยความชุ่มชื้น แห่งจินตนาการ…

ณ. สถานหนึ่งแห่งการงาน
ผู้คนล้วนพัลวัน ไร้ระเบียบ กวดขัน เร่งร้อน โกหกเหมือนลม สับสนปนเป เต็มปด้วยเล่ห์กลอุบาย ความหยาบคาย หลายหลาก ไม่เคยหยุดให้เรียบราบ ให้พักคลาย ยังให้ดวงจิต มืดมน พิกลไป บัดนี้ ณ. ที่แห่งใจ หาทางสงบยากแท้

ณ. จิตใจของมนุษย์ผู้เดิม
ผ่อนคลายสายตา นำพาตัวและตน ข้ามพ้น ความหม่นมัวแห่งสถาน ข้ามผ่านเวลา มุ่งสู่ร้านสะดวกซื้อ ควักเงินออกมา คว้าเอาน้ำอัดลมหนึ่งกระป๋อง ส่งเงินไป รับเงินทอน ผ่อนคลายหายใจขึ้น หายใจเข้าลึกจนสุดขีด กระป๋องโลหะบรรจุของเหลวเย็นในมือ เพียงดึงจุกมันออกมา หารอช้าไม่ กระแทกมันใส่ปาก ซดของที่อยู่ข้างใน พ่นหายใจออกมา … แล้ว … พูดว่า

” สดชื่น จริงๆ โว้ย! “






...

2006-12-16 11:58:34/(...)

 


ทรงทอม
ความเห็นที่ 1

 
  ตอบโดย ทรงทอม   เมื่อ: 2006-12-16 20:08:51
อ่านแล้วสดชื่อ จริงๆ ครับ
 


หนุงหนิง
ความเห็นที่ 2

 
  ตอบโดย หนุงหนิง   เมื่อ: 2006-12-17 09:47:35
มีความสุขสดชื่นได้ง่ายๆ กับสิ่งใกล้ตัว...

เดี๋ยวข้าพเจ้าไปหาความสดชื่นสักกระป๋องก่อนนะท่าน
 


ดิน
ความเห็นที่ 3

 
  ตอบโดย ดิน   เมื่อ: 2006-12-17 13:41:24


อา...ท่าน (hab)
ไม่ได้เจอท่านเสียนาน ท่านกลับมาแล้วหรือไร?
อับ 'ตั้งหลัก' ด้วยเปล่า ?
เดี๋ยวค่ำ ๆ จะแวะไปดู !

ดิน
 



ความเห็นที่ 4

 
  ตอบโดย    เมื่อ: 2007-03-26 16:58:05

 


(...)
ความเห็นที่ 5

 
  ตอบโดย (...)   เมื่อ: 2008-10-03 21:33:49


 


กาแฟร้อน



เรื่องสั้น



 



 

 



ความเห็นที่ 6

 
  ตอบโดย    เมื่อ: 2010-01-24 10:36:00





 



















DSC_0199

Cover by : ยางมะตอยสีชมพู





ก้าว..รอ..ก้าว (ปีสอง)


'บ้านหนอน' ออนไลน์แมกกาซีน


http://kaawrowkaw2.wordpress.com


kaawrowkaw@hotmail.com





สำนักหนอนสนทนา


http://www.winbookclub.com





กองบอกอ :


อานันท์ ประทีฯ / หนุงหนิง / ยางมะตอยสีชมพู / (…) /


ธุลีดิน / พงษ์ปรัชญา / สารากร / Plin, :-p /



โดย (…)



เรื่องสั้น : สวัสดีปีเตอร์



บ่ายแก่ๆในวันอาทิตย์ แสงแดดย่ำเท้าไปทั่วสนามหญ้าขนาดใหญ่ภายในสวนสาธารณะ ผู้คนทำได้เพียงหลบหน้าเข้าหาที่ร่ม บางคนหลบมุมตามพุ่มดงไม้สุมหัวสนทนาประสาคู่รัก คนผ่านไปมาไม่กล้าทัก นั่นเพราะกลัวว่า ข้อหัวเรื่องในการสนทนาจะเป็นวาระแห่งชาติ ว่าด้วยเรื่องการสืบเผ่าพันธุ์





คนไม่มีคู่ได้แต่อิงกายไปกับเสาปูน ใต้ร่มศาลาที่หาจับจองได้ก่อน เหล่าคู่ชู้สวาทบางคู่ประหลาดไม่รู้จะกระทำอันใดภายใต้เงาไม้ร่ม ต่างดมดอมขี้หูของกันและกัน เด็กมันเดินผ่านเห็นต่างๆนานาภาพนั้นพากันไปทำตามแบบ บางคู่เรียนท่าแบบสัตว์โลก เกลือกกลิ้งทิ้งตัวไปมา มองไปคล้ายงูผสมพันธุ์ เธอเขาเหล่านั้นเมามันส์หาได้ใส่ใจในสายตา



ฉันมองดูก็เสียใจ เสียใจที่หาไม้ลำใหญ่ไม่เจอ ฉันอยากเอาไม้แหย่ใส่ คลายการลัดลึงระหว่างงวงงูทั้งสอง แต่ฉันเป็นเด็กรักธรรมชาติ ตอนมัธยมฉันอยู่ชมรมอนุรักษ์ งูเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่เป็นตัวขับเคลื่อนธรรมชาติ





ฉันหลบหน้าเข้าหาหนังสือ เพียงเหลือบมองเป็นบางครั้งคราวคอยเตือนเหล่าเด็กน้อยอย่าได้สาวเท้าเข้าไปหาทางที่งูผสมพันธุ์ บางวันฉันก็สงสารงู นั่นเพราะบางทีมีคนใส่ชุดคล้ายตำรวจแต่ไม่มีปืน เขาเป่านกหวีดหนึ่งทีงูก็แตกกระเจิงออกจากกัน นั่นเป็นการทำลายธรรมชาติรึเปล่าฉันไม่รู้ ฉันเป็นเด็กดีฉันเอาแต่นั่งอ่านหนังสือใต้ศาลา ฉันไม่ชอบรบกวนเวลางูผสมพันธุ์





อ่านไปนานๆฉันก็เริ่มล้าสายตา มันพล่ามัวเพราะจมอยู่กับตัวหนังสือเนิ่นนาน ด้านหลังศาลามีร่องน้ำ น้ำนั้นไม่เคลื่อนไหว มันสงบนิ่ง นิ่งเหมือนตายแล้ว ไม่หายใจ ลมเย็นพัดเอาตัวฉันค่อยๆเอนกายคล้ายเปลี่ยนจากนั่งเป็นนอน ฉันเอาหนังสือหนุนหัวแล้วฉันก็หลับตา เห็นภาพงูยังผสมพันธุ์ในเปลือกตาฉัน ก่อนที่ภาพนั้นจะเคลื่อนไปข้างหน้าเรื่อย ๆ จนถึงจุดหวาดเสียว โอ้ย ตายแน่ - ฉันนึกขึ้นได้ว่าฉันเป็นเด็กดี ฉันจึงรีบลืมตา สิ่งที่อยู่ข้างหน้าฉันตอนนี้คือ "ปีเตอร์"





ปีเตอร์หัวโตกว่าตัว เขาใส่เสื้อลายทั้งตัวลายไปถึงกางเกง ดวงตาของปีเตอร์แดงสด ฉันเอ่ยทักทายปีเตอร์ "สวัสดี" ปีเตอร์จ้องมาที่ฉันเขาไม่กระพิบตาเลยสักนิด เขาไม่ได้มองไปที่งูทั้งสองตัว เขามองมาที่ฉัน ฉันทักกลับไปอีกที





"สวัสดีปีเตอร์" ปีเตอร์อ้าปากกว้างพูดสั้นๆ "แฮ..." พูดจบปีเตอร์ก็หันหลังกลับไปยังซอกเล็กๆที่เป็นรอยต่อระหว่างจันทันรับแปหลังคา





ปีเตอร์คงบอกฉันว่า "เราคุยกันไม่รู้เรื่องหรอก และฉันก็ไม่ได้ชื่อปีเตอร์ด้วย" ปีเตอร์คงสงสัยว่าทำไม่คนเราชอบเหลือเกินที่จะตั้งชื่อให้กับสิ่งนั้นสิ่งนี้ ราวกับจะเป็นเจ้าของไปซะทุกอย่าง


ปีเตอร์อาจจะไม่ได้อยากถามว่าฉันอ่านหนังสืออะไร เขาอาจจะถามว่า อ่านไปทำไม ปีเตอร์ไม่เคยอ่านหนังสือ ฉันเห็นปีเตอร์กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ฉันไม่เคยเห็นเขาอ่านหนังสือสักเล่ม เขาเอาแต่ซุกตัวอยู่ในซอกหลืบของจันทัน บางทีก็ออกมารับแสงนิดหน่อย บางวันปีเตอร์ก็เปลี่ยนสีเสื้อ เดี้ยวตัวก็เล็กลง เดี้ยวตัวก็ใหญ่ขึ้น





มีหลายคนไม่ค่อยชอบปีเตอร์ ทุกครั้งที่ฉันมาที่ศาลานี้ จะมีที่ให้ฉันอ่านหนังสือเสมอ ไม่มีใครอยากอยู่ใกล้ปีเตอร์ทั้งๆที่ปีเตอร์แทบจะไม่ค่อยพูดคุยกับใครเสียด้วยซ้ำ เวลาฉันมองไปที่เขา เขาเพียงแต่อ้าปากกว้างแล้วร้อง "แฮ.." แล้วเราทั้งสองก็อยู่กับโลกส่วนตัว มีบางครั้งฉันถึงกับหน้าแดงเมื่อฉันบังเอิญเจอปีเตอร์กำลังอยู่กับแฟนและกำลังประกอบพิธีกรรมอันเป็นส่วนตัว



 
ฉันทึกทักเอาว่าเขาคงเป็นผู้ชาย ฉันไม่อยากคิดกับเขาแบบชายหญิง นั่นเพราะหากฉันเกิดหลงรักปีเตอร์ขึ้นมาพ่อแม่ฉันคงต้องนอนเอาทีนก่ายหน้าผากเป็นแน่ เอาเป็นว่าฉันกับปีเตอร์เป็นเพื่อนที่คุยกันไม่รู้เรื่องดีกว่า อ่า..แต่ใครจะไปรู้ถ้าปีเตอร์พูดกับเรารู้เรื่องปัญหาต่างๆที่คนเราแก้ไขไม่ได้อาจจะเป็นเรื่องขี้หมาสำหรับปีเตอร์ก็เป็นได้





ฉันหลับตาลงอีกหน คราวนี้ไม่มีภาพเหล่านั้นอีกแล้ว เสียงลมโชยผ่านหูของฉัน ในเสียงนั้นมีเสียงอือ...อ่า... เสียงงูผสมพันธุ์กัน ฉันตกในเสียงนั้นเพราะมันใกล้มากๆ ฉันผุดลุกขึ้นมองออกไปรอบด้าน เด็กๆตัวเล็กกำลังเดินผ่านมา ฉันหันไปรอบด้านเสียงหัวใจฉันเต้นถี่ ฉันมองไปรอบๆ หาคนใส่ชุดเหมือนตำรวจที่มีนกหวีด





"ตายห่-"ฉันนึกในใจ เขาหายไปใหนแล้ว เด็กๆกำลังเดินมา ฉันเป็นเด็กดีต้องช่วยเขาให้ได้ฉันเหลือบไปเห็นท่อนไม้ เสียงงูครวญคราง อือ..อ่า ...





ฉันเงื้อไม้ไปที่ต้นเสียง วูบหนึ่งฉันนึกถึงปีเตอร์ ฉันหันไปมองเขา ปีเตอร์มองมาที่ฉันเขาอ้าปากกว้างร้อง





"แฮ..."









 



ความเห็นที่ 7

 
  ตอบโดย    เมื่อ: 2010-01-28 14:05:07

 

 

เรื่องจากปก

โดย (…)

(ทดสอบ)(ทดสอบ)(ทดสอบ)(ทดสอบ)(ทดสอบ)(ทดสอบ)(ทดสอบ)(ทดสอบ)(ทดสอบ)(ทดสอบ)(ทดสอบ)(ทดสอบ)


ภายในโถงเรือ

มิเพียงมีแต่ผู้คนที่เรียกตนว่าใต้เท้า เถ้าแก่ผู้มั่งมีก็เดินทางมายังเรือสำราญแห่งนี้เช่นกัน บ่าวไพร่ติดตามผู้เป็นนายราวกับเป็นอาภรณ์ประดับบารมีผู้คน

ผู้คนย่อมกินดื่ม และเฝ้าอวดโอ้ความมั่งมีของตน บ้างสวมใส่อาภรณ์สีสันประหลาดทับซ้อนไปหลายชั้น อีกทั้งมากมายด้วยเครื่องประดับ หรือตำแหน่งยศที่พอจะสามารถประดับไว้ให้ใครต่อใครแลเห็น มองไปคล้ายคนเสียสติ แต่ก็ยังมีผู้คนคอยยกย่องรอบข้าง คนเหล่านี้มักมีสภาพไม่แตกต่างกัน ย่อมนับรวมได้ว่าเป็นผู้คนจำพวกเดียวกัน

แต่นางหาก็ได้เหลือบแล สายตาของนางกวาดไปรอบอย่างเชื่องช้า มั่นคงราวกับกำลังค้นหาบางสิ่งบางอย่าง ผิดกัน บัณฑิตธนูทองกลับชมชอบที่จะเฝ้ามองความเคลื่อนไหวของผู้คนเหล่านี้ มันกลับมีแววตาที่แตกต่างไปจากนาง ดวงตาของมันมีประกายฉายแววแห่งการสงสัยใคร่รู้ เป็นได้ว่ามันเพียงต้องการศึกษาเฝ้ามองสิ่งมีชีวิตชนิดพิเศษเหล่านี้

ภายในโถงเรือ

มิเพียงมีแต่ผู้คนที่เรียกตนว่าใต้เท้า เถ้าแก่ผู้มั่งมีก็เดินทางมายังเรือสำราญแห่งนี้เช่นกัน บ่าวไพร่ติดตามผู้เป็นนายราวกับเป็นอาภรณ์ประดับบารมีผู้คน

ผู้คนย่อมกินดื่ม และเฝ้าอวดโอ้ความมั่งมีของตน บ้างสวมใส่อาภรณ์สีสันประหลาดทับซ้อนไปหลายชั้น อีกทั้งมากมายด้วยเครื่องประดับ หรือตำแหน่งยศที่พอจะสามารถประดับไว้ให้ใครต่อใครแลเห็น มองไปคล้ายคนเสียสติ แต่ก็ยังมีผู้คนคอยยกย่องรอบข้าง คนเหล่านี้มักมีสภาพไม่แตกต่างกัน ย่อมนับรวมได้ว่าเป็นผู้คนจำพวกเดียวกัน

แต่นางหาก็ได้เหลือบแล สายตาของนางกวาดไปรอบอย่างเชื่องช้า มั่นคงราวกับกำลังค้นหาบางสิ่งบางอย่าง ผิดกัน บัณฑิตธนูทองกลับชมชอบที่จะเฝ้ามองความเคลื่อนไหวของผู้คนเหล่านี้ มันกลับมีแววตาที่แตกต่างไปจากนาง ดวงตาของมันมีประกายฉายแววแห่งการสงสัยใคร่รู้ เป็นได้ว่ามันเพียงต้องการศึกษาเฝ้ามองสิ่งมีชีวิตชนิดพิเศษเหล่านี้

ภายในโถงเรือ

มิเพียงมีแต่ผู้คนที่เรียกตนว่าใต้เท้า เถ้าแก่ผู้มั่งมีก็เดินทางมายังเรือสำราญแห่งนี้เช่นกัน บ่าวไพร่ติดตามผู้เป็นนายราวกับเป็นอาภรณ์ประดับบารมีผู้คน

ผู้คนย่อมกินดื่ม และเฝ้าอวดโอ้ความมั่งมีของตน บ้างสวมใส่อาภรณ์สีสันประหลาดทับซ้อนไปหลายชั้น อีกทั้งมากมายด้วยเครื่องประดับ หรือตำแหน่งยศที่พอจะสามารถประดับไว้ให้ใครต่อใครแลเห็น มองไปคล้ายคนเสียสติ แต่ก็ยังมีผู้คนคอยยกย่องรอบข้าง คนเหล่านี้มักมีสภาพไม่แตกต่างกัน ย่อมนับรวมได้ว่าเป็นผู้คนจำพวกเดียวกัน

แต่นางหาก็ได้เหลือบแล สายตาของนางกวาดไปรอบอย่างเชื่องช้า มั่นคงราวกับกำลังค้นหาบางสิ่งบางอย่าง ผิดกัน บัณฑิตธนูทองกลับชมชอบที่จะเฝ้ามองความเคลื่อนไหวของผู้คนเหล่านี้ มันกลับมีแววตาที่แตกต่างไปจากนาง ดวงตาของมันมีประกายฉายแววแห่งการสงสัยใคร่รู้ เป็นได้ว่ามันเพียงต้องการศึกษาเฝ้ามองสิ่งมีชีวิตชนิดพิเศษเหล่านี้

ภายในโถงเรือ

มิเพียงมีแต่ผู้คนที่เรียกตนว่าใต้เท้า เถ้าแก่ผู้มั่งมีก็เดินทางมายังเรือสำราญแห่งนี้เช่นกัน บ่าวไพร่ติดตามผู้เป็นนายราวกับเป็นอาภรณ์ประดับบารมีผู้คน

ผู้คนย่อมกินดื่ม และเฝ้าอวดโอ้ความมั่งมีของตน บ้างสวมใส่อาภรณ์สีสันประหลาดทับซ้อนไปหลายชั้น อีกทั้งมากมายด้วยเครื่องประดับ หรือตำแหน่งยศที่พอจะสามารถประดับไว้ให้ใครต่อใครแลเห็น มองไปคล้ายคนเสียสติ แต่ก็ยังมีผู้คนคอยยกย่องรอบข้าง คนเหล่านี้มักมีสภาพไม่แตกต่างกัน ย่อมนับรวมได้ว่าเป็นผู้คนจำพวกเดียวกัน

แต่นางหาก็ได้เหลือบแล สายตาของนางกวาดไปรอบอย่างเชื่องช้า มั่นคงราวกับกำลังค้นหาบางสิ่งบางอย่าง ผิดกัน บัณฑิตธนูทองกลับชมชอบที่จะเฝ้ามองความเคลื่อนไหวของผู้คนเหล่านี้ มันกลับมีแววตาที่แตกต่างไปจากนาง ดวงตาของมันมีประกายฉายแววแห่งการสงสัยใคร่รู้ เป็นได้ว่ามันเพียงต้องการศึกษาเฝ้ามองสิ่งมีชีวิตชนิดพิเศษเหล่านี้

 



 

 

เรื่องจากปก

โดย (…)

(ทดสอบ)(ทดสอบ)(ทดสอบ)(ทดสอบ)(ทดสอบ)(ทดสอบ)(ทดสอบ)(ทดสอบ)(ทดสอบ)(ทดสอบ)(ทดสอบ)(ทดสอบ)


ภายในโถงเรือ

มิเพียงมีแต่ผู้คนที่เรียกตนว่าใต้เท้า เถ้าแก่ผู้มั่งมีก็เดินทางมายังเรือสำราญแห่งนี้เช่นกัน บ่าวไพร่ติดตามผู้เป็นนายราวกับเป็นอาภรณ์ประดับบารมีผู้คน

ผู้คนย่อมกินดื่ม และเฝ้าอวดโอ้ความมั่งมีของตน บ้างสวมใส่อาภรณ์สีสันประหลาดทับซ้อนไปหลายชั้น อีกทั้งมากมายด้วยเครื่องประดับ หรือตำแหน่งยศที่พอจะสามารถประดับไว้ให้ใครต่อใครแลเห็น มองไปคล้ายคนเสียสติ แต่ก็ยังมีผู้คนคอยยกย่องรอบข้าง คนเหล่านี้มักมีสภาพไม่แตกต่างกัน ย่อมนับรวมได้ว่าเป็นผู้คนจำพวกเดียวกัน

แต่นางหาก็ได้เหลือบแล สายตาของนางกวาดไปรอบอย่างเชื่องช้า มั่นคงราวกับกำลังค้นหาบางสิ่งบางอย่าง ผิดกัน บัณฑิตธนูทองกลับชมชอบที่จะเฝ้ามองความเคลื่อนไหวของผู้คนเหล่านี้ มันกลับมีแววตาที่แตกต่างไปจากนาง ดวงตาของมันมีประกายฉายแววแห่งการสงสัยใคร่รู้ เป็นได้ว่ามันเพียงต้องการศึกษาเฝ้ามองสิ่งมีชีวิตชนิดพิเศษเหล่านี้

ภายในโถงเรือ

มิเพียงมีแต่ผู้คนที่เรียกตนว่าใต้เท้า เถ้าแก่ผู้มั่งมีก็เดินทางมายังเรือสำราญแห่งนี้เช่นกัน บ่าวไพร่ติดตามผู้เป็นนายราวกับเป็นอาภรณ์ประดับบารมีผู้คน

ผู้คนย่อมกินดื่ม และเฝ้าอวดโอ้ความมั่งมีของตน บ้างสวมใส่อาภรณ์สีสันประหลาดทับซ้อนไปหลายชั้น อีกทั้งมากมายด้วยเครื่องประดับ หรือตำแหน่งยศที่พอจะสามารถประดับไว้ให้ใครต่อใครแลเห็น มองไปคล้ายคนเสียสติ แต่ก็ยังมีผู้คนคอยยกย่องรอบข้าง คนเหล่านี้มักมีสภาพไม่แตกต่างกัน ย่อมนับรวมได้ว่าเป็นผู้คนจำพวกเดียวกัน

แต่นางหาก็ได้เหลือบแล สายตาของนางกวาดไปรอบอย่างเชื่องช้า มั่นคงราวกับกำลังค้นหาบางสิ่งบางอย่าง ผิดกัน บัณฑิตธนูทองกลับชมชอบที่จะเฝ้ามองความเคลื่อนไหวของผู้คนเหล่านี้ มันกลับมีแววตาที่แตกต่างไปจากนาง ดวงตาของมันมีประกายฉายแววแห่งการสงสัยใคร่รู้ เป็นได้ว่ามันเพียงต้องการศึกษาเฝ้ามองสิ่งมีชีวิตชนิดพิเศษเหล่านี้

ภายในโถงเรือ

มิเพียงมีแต่ผู้คนที่เรียกตนว่าใต้เท้า เถ้าแก่ผู้มั่งมีก็เดินทางมายังเรือสำราญแห่งนี้เช่นกัน บ่าวไพร่ติดตามผู้เป็นนายราวกับเป็นอาภรณ์ประดับบารมีผู้คน

ผู้คนย่อมกินดื่ม และเฝ้าอวดโอ้ความมั่งมีของตน บ้างสวมใส่อาภรณ์สีสันประหลาดทับซ้อนไปหลายชั้น อีกทั้งมากมายด้วยเครื่องประดับ หรือตำแหน่งยศที่พอจะสามารถประดับไว้ให้ใครต่อใครแลเห็น มองไปคล้ายคนเสียสติ แต่ก็ยังมีผู้คนคอยยกย่องรอบข้าง คนเหล่านี้มักมีสภาพไม่แตกต่างกัน ย่อมนับรวมได้ว่าเป็นผู้คนจำพวกเดียวกัน

แต่นางหาก็ได้เหลือบแล สายตาของนางกวาดไปรอบอย่างเชื่องช้า มั่นคงราวกับกำลังค้นหาบางสิ่งบางอย่าง ผิดกัน บัณฑิตธนูทองกลับชมชอบที่จะเฝ้ามองความเคลื่อนไหวของผู้คนเหล่านี้ มันกลับมีแววตาที่แตกต่างไปจากนาง ดวงตาของมันมีประกายฉายแววแห่งการสงสัยใคร่รู้ เป็นได้ว่ามันเพียงต้องการศึกษาเฝ้ามองสิ่งมีชีวิตชนิดพิเศษเหล่านี้

ภายในโถงเรือ

มิเพียงมีแต่ผู้คนที่เรียกตนว่าใต้เท้า เถ้าแก่ผู้มั่งมีก็เดินทางมายังเรือสำราญแห่งนี้เช่นกัน บ่าวไพร่ติดตามผู้เป็นนายราวกับเป็นอาภรณ์ประดับบารมีผู้คน

ผู้คนย่อมกินดื่ม และเฝ้าอวดโอ้ความมั่งมีของตน บ้างสวมใส่อาภรณ์สีสันประหลาดทับซ้อนไปหลายชั้น อีกทั้งมากมายด้วยเครื่องประดับ หรือตำแหน่งยศที่พอจะสามารถประดับไว้ให้ใครต่อใครแลเห็น มองไปคล้ายคนเสียสติ แต่ก็ยังมีผู้คนคอยยกย่องรอบข้าง คนเหล่านี้มักมีสภาพไม่แตกต่างกัน ย่อมนับรวมได้ว่าเป็นผู้คนจำพวกเดียวกัน

แต่นางหาก็ได้เหลือบแล สายตาของนางกวาดไปรอบอย่างเชื่องช้า มั่นคงราวกับกำลังค้นหาบางสิ่งบางอย่าง ผิดกัน บัณฑิตธนูทองกลับชมชอบที่จะเฝ้ามองความเคลื่อนไหวของผู้คนเหล่านี้ มันกลับมีแววตาที่แตกต่างไปจากนาง ดวงตาของมันมีประกายฉายแววแห่งการสงสัยใคร่รู้ เป็นได้ว่ามันเพียงต้องการศึกษาเฝ้ามองสิ่งมีชีวิตชนิดพิเศษเหล่านี้

 



 

 

เรื่องจากปก

โดย (…)

(ทดสอบ)(ทดสอบ)(ทดสอบ)(ทดสอบ)(ทดสอบ)(ทดสอบ)(ทดสอบ)(ทดสอบ)(ทดสอบ)(ทดสอบ)(ทดสอบ)(ทดสอบ)


ภายในโถงเรือ

มิเพียงมีแต่ผู้คนที่เรียกตนว่าใต้เท้า เถ้าแก่ผู้มั่งมีก็เดินทางมายังเรือสำราญแห่งนี้เช่นกัน บ่าวไพร่ติดตามผู้เป็นนายราวกับเป็นอาภรณ์ประดับบารมีผู้คน

ผู้คนย่อมกินดื่ม และเฝ้าอวดโอ้ความมั่งมีของตน บ้างสวมใส่อาภรณ์สีสันประหลาดทับซ้อนไปหลายชั้น อีกทั้งมากมายด้วยเครื่องประดับ หรือตำแหน่งยศที่พอจะสามารถประดับไว้ให้ใครต่อใครแลเห็น มองไปคล้ายคนเสียสติ แต่ก็ยังมีผู้คนคอยยกย่องรอบข้าง คนเหล่านี้มักมีสภาพไม่แตกต่างกัน ย่อมนับรวมได้ว่าเป็นผู้คนจำพวกเดียวกัน

แต่นางหาก็ได้เหลือบแล สายตาของนางกวาดไปรอบอย่างเชื่องช้า มั่นคงราวกับกำลังค้นหาบางสิ่งบางอย่าง ผิดกัน บัณฑิตธนูทองกลับชมชอบที่จะเฝ้ามองความเคลื่อนไหวของผู้คนเหล่านี้ มันกลับมีแววตาที่แตกต่างไปจากนาง ดวงตาของมันมีประกายฉายแววแห่งการสงสัยใคร่รู้ เป็นได้ว่ามันเพียงต้องการศึกษาเฝ้ามองสิ่งมีชีวิตชนิดพิเศษเหล่านี้

ภายในโถงเรือ

มิเพียงมีแต่ผู้คนที่เรียกตนว่าใต้เท้า เถ้าแก่ผู้มั่งมีก็เดินทางมายังเรือสำราญแห่งนี้เช่นกัน บ่าวไพร่ติดตามผู้เป็นนายราวกับเป็นอาภรณ์ประดับบารมีผู้คน

ผู้คนย่อมกินดื่ม และเฝ้าอวดโอ้ความมั่งมีของตน บ้างสวมใส่อาภรณ์สีสันประหลาดทับซ้อนไปหลายชั้น อีกทั้งมากมายด้วยเครื่องประดับ หรือตำแหน่งยศที่พอจะสามารถประดับไว้ให้ใครต่อใครแลเห็น มองไปคล้ายคนเสียสติ แต่ก็ยังมีผู้คนคอยยกย่องรอบข้าง คนเหล่านี้มักมีสภาพไม่แตกต่างกัน ย่อมนับรวมได้ว่าเป็นผู้คนจำพวกเดียวกัน

แต่นางหาก็ได้เหลือบแล สายตาของนางกวาดไปรอบอย่างเชื่องช้า มั่นคงราวกับกำลังค้นหาบางสิ่งบางอย่าง ผิดกัน บัณฑิตธนูทองกลับชมชอบที่จะเฝ้ามองความเคลื่อนไหวของผู้คนเหล่านี้ มันกลับมีแววตาที่แตกต่างไปจากนาง ดวงตาของมันมีประกายฉายแววแห่งการสงสัยใคร่รู้ เป็นได้ว่ามันเพียงต้องการศึกษาเฝ้ามองสิ่งมีชีวิตชนิดพิเศษเหล่านี้

ภายในโถงเรือ

มิเพียงมีแต่ผู้คนที่เรียกตนว่าใต้เท้า เถ้าแก่ผู้มั่งมีก็เดินทางมายังเรือสำราญแห่งนี้เช่นกัน บ่าวไพร่ติดตามผู้เป็นนายราวกับเป็นอาภรณ์ประดับบารมีผู้คน

ผู้คนย่อมกินดื่ม และเฝ้าอวดโอ้ความมั่งมีของตน บ้างสวมใส่อาภรณ์สีสันประหลาดทับซ้อนไปหลายชั้น อีกทั้งมากมายด้วยเครื่องประดับ หรือตำแหน่งยศที่พอจะสามารถประดับไว้ให้ใครต่อใครแลเห็น มองไปคล้ายคนเสียสติ แต่ก็ยังมีผู้คนคอยยกย่องรอบข้าง คนเหล่านี้มักมีสภาพไม่แตกต่างกัน ย่อมนับรวมได้ว่าเป็นผู้คนจำพวกเดียวกัน

แต่นางหาก็ได้เหลือบแล สายตาของนางกวาดไปรอบอย่างเชื่องช้า มั่นคงราวกับกำลังค้นหาบางสิ่งบางอย่าง ผิดกัน บัณฑิตธนูทองกลับชมชอบที่จะเฝ้ามองความเคลื่อนไหวของผู้คนเหล่านี้ มันกลับมีแววตาที่แตกต่างไปจากนาง ดวงตาของมันมีประกายฉายแววแห่งการสงสัยใคร่รู้ เป็นได้ว่ามันเพียงต้องการศึกษาเฝ้ามองสิ่งมีชีวิตชนิดพิเศษเหล่านี้

ภายในโถงเรือ

มิเพียงมีแต่ผู้คนที่เรียกตนว่าใต้เท้า เถ้าแก่ผู้มั่งมีก็เดินทางมายังเรือสำราญแห่งนี้เช่นกัน บ่าวไพร่ติดตามผู้เป็นนายราวกับเป็นอาภรณ์ประดับบารมีผู้คน

ผู้คนย่อมกินดื่ม และเฝ้าอวดโอ้ความมั่งมีของตน บ้างสวมใส่อาภรณ์สีสันประหลาดทับซ้อนไปหลายชั้น อีกทั้งมากมายด้วยเครื่องประดับ หรือตำแหน่งยศที่พอจะสามารถประดับไว้ให้ใครต่อใครแลเห็น มองไปคล้ายคนเสียสติ แต่ก็ยังมีผู้คนคอยยกย่องรอบข้าง คนเหล่านี้มักมีสภาพไม่แตกต่างกัน ย่อมนับรวมได้ว่าเป็นผู้คนจำพวกเดียวกัน

แต่นางหาก็ได้เหลือบแล สายตาของนางกวาดไปรอบอย่างเชื่องช้า มั่นคงราวกับกำลังค้นหาบางสิ่งบางอย่าง ผิดกัน บัณฑิตธนูทองกลับชมชอบที่จะเฝ้ามองความเคลื่อนไหวของผู้คนเหล่านี้ มันกลับมีแววตาที่แตกต่างไปจากนาง ดวงตาของมันมีประกายฉายแววแห่งการสงสัยใคร่รู้ เป็นได้ว่ามันเพียงต้องการศึกษาเฝ้ามองสิ่งมีชีวิตชนิดพิเศษเหล่านี้

 

 



ความเห็นที่ 8

 
  ตอบโดย    เมื่อ: 2010-01-28 18:02:13










โดย ปารมิตา

จอมกระบี่ไร้อันดับ(บทนำ) : ผู้นำสาร













ภายใต้โรงสุราอันซอมซ่อ

ความแวววาวของโต๊ะต่าง บางครั้งมักสะท้อนความกรุ่นร้อนของจิตใจผู้คน ชาวยุทธ์ภพเมื่อเดินทางมักหวังเพียงพบพานสิ่งของสามอย่าง หนึ่งเป็นสตรีรูปโฉมงดงามรัดรึงจิตใจ สองเป็นบุรุษผู้คบหาเป็นสหายเพื่อนตายเพื่อนสุรา สามคือศัตรูคู่ต่อสู้อันทัดเทียม

กระบี่เย็นเยือก
สายตานางกลับเย็นยิ่งกว่า



นางแม้เยาว์วัยกลับสำเร็จวิชากระบี่ตัดเงาลำดับ๓ (กระบี่ตัดเงามีทั้งหมด ๙ ลำดับขั้น)

กาลก่อนสำนักเทพกระบี่แห่งเทือกเขาวาโย มีสัมพันธ์อันดีกับ สำนักมังกรฟ้า ซึ่งครั้งนั้นเกิดเหตุ สำนักมารอันดับ ๒ ถึง๕ คิดร่วมมือทำลายล้างสำนักมังกรฟ้า เทพกระบี่คิดให้นางลงเขาเพียงเพราะนำคัมภีร์บทหนึ่งส่งต่อเจ้าสำนักมังกรฟ้าสมัยนั้น

อันเอ่ยถึงคัมภีร์ใดๆก็ตามแต่หากลงมาจากหุบเขาวาโยล้วนแล้วมีเสน่ห์อย่างหนึ่ง

เช้ามืด แสงอรุณยังมิสาดส่อง ก่อนนางเดินทางลงเขา บทสนทนาระหว่างนางกับเทพกระบี่

” เรียนถามท่านผู้เฒ่าฝีมือข้าพเจ้าตอนนี้นับอยู่ที่อันดับเท่าใดแล้วท่านผู้เฒ่า “

ท่านผู้เฒ่าหรี่ตามีรอยยิ้มประหลาดชนิดหนึ่งเป็นชนิดที่ให้ความอบอุ่นแก่ผู้เยาว์

“เอ่ยถึงฝีมือนั้นมิมีอันดับ … ผู้ใดยึดติดกับอันดับก็รังแต่เดินหน้ามุ่งสู่อันดับ ต่อไปต่อไปมิจบมิสิ้น”

“มีเพียงฝีมืออันดีงาม… ฝีมืออันเลวร้ายเพียงเท่านั้น”



นอกจากนางจะไร้ชื่อแล้ว ชาวยุทธ์ล้วนเรียกนางว่า “จอมกระบี่ไร้อันดับ” ที่เรียกว่าไร้อันดับอาจหมายความว่ามิอาจสามารถจัดตั้งนางเข้าสู่อันดับ เพราะมิมีผู้ใดคู่ควรเทียบอันดับกับนาง

ระหว่างการเดินทางนางได้พบกับบุรุษผู้หนึ่ง แม้แต่จอมกระบี่ก็ย่อมมีวันรักได้

บุรุษผู้นี้แม้เข้าสู่วัยกลางคนกลับฉาบไปด้วยอารมณ์ชนิดหนึ่ง เส้นผมปรากฏสีขาวตลอดทั้งศีรษะ ผิวเกรียมแดด ดวงตากลมสีดำนิลของมันกลับคมยิ่ง ดูไปคล้ายกับว่าดวงตาของมันกลับคมยิ่งเสียกว่ากระบี่ในมือ ร่างกายมันสูงใหญ่สมชายชาตินักรบ บ่าไหล่คล้ายรองรับเรื่องราวบนโลกไว้มากมาย

หากถามว่ามันอาศัยอยู่ที่ใด มันมักตอบว่า
“ภายใต้สายลมย่อมมีเรา”
บุตรบุญธรรมของเทพสุรา มันผู้นี้ชาวยุทธ์ล้วนเรียกมันว่า “มารขาว”
อาจารย์มันเล่า ทารกเฒ่าแห่งหุบเขา โดโจ

” ท่านคิดชมเพลงกระบี่ข้าพเจ้า ”



มารขาวเพียงชำเลืองลงมาเบื้องล่างโรงเตี๊ยม ในมือยังคงถือจอกสุรา

“ท่านเป็นถึงศิษย์สำนักเทวะกระบี่…เทียบกับข้าพเจ้ากระบี่ขี้เมาแล้ว ไหนเลยคู่ควร “

จอมกระบี่ไร้อันดับเพียงตบเท้าเล็กน้อยร่างก็พลิ้วขึ้น
เบื้องหน้ามารขาวตอนนี้พลันปรากฏดรุณีน้อยเย็นชานางหนึ่ง

” กระบี่ท่านเมามายแล้วเช่นนั้นหรือ “



นางกล่าวด้วยเสียงราบเรียบ วางมือเรียวยาวบนโต๊ะ เพียงใช้นิ้วชี้ลากไปมามองไปคล้ายเด็กซุกซน ลากผ่านสุราที่หกเบื้องหน้า ขีดเขียดอักษรบางอย่าง

เมื่อเป็นอักษรล้วนแล้วมีความหมาย หากแต่เป็นความหมายเช่นไร ไครเล่าทราบได้ ย้อมต้องลองอ่านดู

” คนก็ล้วนเมามายแล้วเช่นกัน ” มันทำตาโต ถลึงมองนาง พลางเหลือบลงมองสิ่งที่นางเขียน

บัดเดี๋ยวนั้นเอง มันคล้ายสงบเสงี่ยมขึ้นฉับพลัน มือข้างหนึ่งหยิบฉวยเอาไหสุรา อีกข้างหนึ่งกระชับท่อนเหล็ก(มันคล้ายเรียกว่ากระบี่)

ชั่ววูบนั้นพลันบังเกิดเสียงดังสนั่นคล้ายสายฟ้าฟาด ผงฝุ่นคละคลุ้ง กระจาย

กระบี่เทวะแล่นออกจากฝักแล้ว

อ่านเรื่องอื่นๆในเล่ม >>
 



ความเห็นที่ 9

 
  ตอบโดย    เมื่อ: 2010-01-28 18:05:43

โดย ปารมิตา

จอมกระบี่ไร้อันดับ(บทนำ) : ผู้นำสาร

ภายใต้โรงสุราอันซอมซ่อ


ความแวววาวของโต๊ะต่าง บางครั้งมักสะท้อนความกรุ่นร้อนของจิตใจผู้คน ชาวยุทธ์ภพเมื่อเดินทางมักหวังเพียงพบพานสิ่งของสามอย่าง หนึ่งเป็นสตรีรูปโฉมงดงามรัดรึงจิตใจ สองเป็นบุรุษผู้คบหาเป็นสหายเพื่อนตายเพื่อนสุรา สามคือศัตรูคู่ต่อสู้อันทัดเทียม

กระบี่เย็นเยือก
สายตานางกลับเย็นยิ่งกว่า

นางแม้เยาว์วัยกลับสำเร็จวิชากระบี่ตัดเงาลำดับ๓ (กระบี่ตัดเงามีทั้งหมด ๙ ลำดับขั้น)

กาลก่อนสำนักเทพกระบี่แห่งเทือกเขาวาโย มีสัมพันธ์อันดีกับ สำนักมังกรฟ้า ซึ่งครั้งนั้นเกิดเหตุ สำนักมารอันดับ ๒ ถึง๕ คิดร่วมมือทำลายล้างสำนักมังกรฟ้า เทพกระบี่คิดให้นางลงเขาเพียงเพราะนำคัมภีร์บทหนึ่งส่งต่อเจ้าสำนักมังกรฟ้าสมัยนั้น

อันเอ่ยถึงคัมภีร์ใดๆก็ตามแต่หากลงมาจากหุบเขาวาโยล้วนแล้วมีเสน่ห์อย่างหนึ่ง


เช้ามืด แสงอรุณยังมิสาดส่อง ก่อนนางเดินทางลงเขา บทสนทนาระหว่างนางกับเทพกระบี่

” เรียนถามท่านผู้เฒ่าฝีมือข้าพเจ้าตอนนี้นับอยู่ที่อันดับเท่าใดแล้วท่านผู้เฒ่า “ 


ท่านผู้เฒ่าหรี่ตามีรอยยิ้มประหลาดชนิดหนึ่งเป็นชนิดที่ให้ความอบอุ่นแก่ผู้เยาว์

“เอ่ยถึงฝีมือนั้นมิมีอันดับ … ผู้ใดยึดติดกับอันดับก็รังแต่เดินหน้ามุ่งสู่อันดับ ต่อไปต่อไปมิจบมิสิ้น”

“มีเพียงฝีมืออันดีงาม… ฝีมืออันเลวร้ายเพียงเท่านั้น”

นอกจากนางจะไร้ชื่อแล้ว ชาวยุทธ์ล้วนเรียกนางว่า “จอมกระบี่ไร้อันดับ” ที่เรียกว่าไร้อันดับอาจหมายความว่ามิอาจสามารถจัดตั้งนางเข้าสู่อันดับ เพราะมิมีผู้ใดคู่ควรเทียบอันดับกับนาง

ระหว่างการเดินทางนางได้พบกับบุรุษผู้หนึ่ง แม้แต่จอมกระบี่ก็ย่อมมีวันรักได้

บุรุษผู้นี้แม้เข้าสู่วัยกลางคนกลับฉาบไปด้วยอารมณ์ชนิดหนึ่ง เส้นผมปรากฏสีขาวตลอดทั้งศีรษะ ผิวเกรียมแดด ดวงตากลมสีดำนิลของมันกลับคมยิ่ง ดูไปคล้ายกับว่าดวงตาของมันกลับคมยิ่งเสียกว่ากระบี่ในมือ ร่างกายมันสูงใหญ่สมชายชาตินักรบ บ่าไหล่คล้ายรองรับเรื่องราวบนโลกไว้มากมาย

หากถามว่ามันอาศัยอยู่ที่ใด มันมักตอบว่า
“ภายใต้สายลมย่อมมีเรา”
บุตรบุญธรรมของเทพสุรา มันผู้นี้ชาวยุทธ์ล้วนเรียกมันว่า “มารขาว”
อาจารย์มันเล่า ทารกเฒ่าแห่งหุบเขา โดโจ

” ท่านคิดชมเพลงกระบี่ข้าพเจ้า ”

มารขาวเพียงชำเลืองลงมาเบื้องล่างโรงเตี๊ยม ในมือยังคงถือจอกสุรา

“ท่านเป็นถึงศิษย์สำนักเทวะกระบี่…เทียบกับข้าพเจ้ากระบี่ขี้เมาแล้ว ไหนเลยคู่ควร “

จอมกระบี่ไร้อันดับเพียงตบเท้าเล็กน้อยร่างก็พลิ้วขึ้น
เบื้องหน้ามารขาวตอนนี้พลันปรากฏดรุณีน้อยเย็นชานางหนึ่ง

” กระบี่ท่านเมามายแล้วเช่นนั้นหรือ “

นางกล่าวด้วยเสียงราบเรียบ วางมือเรียวยาวบนโต๊ะ เพียงใช้นิ้วชี้ลากไปมามองไปคล้ายเด็กซุกซน ลากผ่านสุราที่หกเบื้องหน้า ขีดเขียดอักษรบางอย่าง

เมื่อเป็นอักษรล้วนแล้วมีความหมาย หากแต่เป็นความหมายเช่นไร ไครเล่าทราบได้ ย้อมต้องลองอ่านดู

” คนก็ล้วนเมามายแล้วเช่นกัน ” มันทำตาโต ถลึงมองนาง พลางเหลือบลงมองสิ่งที่นางเขียน

บัดเดี๋ยวนั้นเอง มันคล้ายสงบเสงี่ยมขึ้นฉับพลัน มือข้างหนึ่งหยิบฉวยเอาไหสุรา อีกข้างหนึ่งกระชับท่อนเหล็ก(มันคล้ายเรียกว่ากระบี่)

ชั่ววูบนั้นพลันบังเกิดเสียงดังสนั่นคล้ายสายฟ้าฟาด ผงฝุ่นคละคลุ้ง กระจาย

กระบี่เทวะแล่นออกจากฝักแล้ว

อ่านเรื่องอื่นๆในเล่ม >>
 



ความเห็นที่ 10

 
  ตอบโดย    เมื่อ: 2010-01-28 18:08:29
01

โดย ปารมิตา

จอมกระบี่ไร้อันดับ(บทนำ) : ผู้นำสาร

ภายใต้โรงสุราอันซอมซ่อ


ความแวววาวของโต๊ะต่าง บางครั้งมักสะท้อนความกรุ่นร้อนของจิตใจผู้คน ชาวยุทธ์ภพเมื่อเดินทางมักหวังเพียงพบพานสิ่งของสามอย่าง หนึ่งเป็นสตรีรูปโฉมงดงามรัดรึงจิตใจ สองเป็นบุรุษผู้คบหาเป็นสหายเพื่อนตายเพื่อนสุรา สามคือศัตรูคู่ต่อสู้อันทัดเทียม

กระบี่เย็นเยือก
สายตานางกลับเย็นยิ่งกว่า

นางแม้เยาว์วัยกลับสำเร็จวิชากระบี่ตัดเงาลำดับ๓ (กระบี่ตัดเงามีทั้งหมด ๙ ลำดับขั้น)

กาลก่อนสำนักเทพกระบี่แห่งเทือกเขาวาโย มีสัมพันธ์อันดีกับ สำนักมังกรฟ้า ซึ่งครั้งนั้นเกิดเหตุ สำนักมารอันดับ ๒ ถึง๕ คิดร่วมมือทำลายล้างสำนักมังกรฟ้า เทพกระบี่คิดให้นางลงเขาเพียงเพราะนำคัมภีร์บทหนึ่งส่งต่อเจ้าสำนักมังกรฟ้าสมัยนั้น

อันเอ่ยถึงคัมภีร์ใดๆก็ตามแต่หากลงมาจากหุบเขาวาโยล้วนแล้วมีเสน่ห์อย่างหนึ่ง


เช้ามืด แสงอรุณยังมิสาดส่อง ก่อนนางเดินทางลงเขา บทสนทนาระหว่างนางกับเทพกระบี่

” เรียนถามท่านผู้เฒ่าฝีมือข้าพเจ้าตอนนี้นับอยู่ที่อันดับเท่าใดแล้วท่านผู้เฒ่า “ 


ท่านผู้เฒ่าหรี่ตามีรอยยิ้มประหลาดชนิดหนึ่งเป็นชนิดที่ให้ความอบอุ่นแก่ผู้เยาว์

“เอ่ยถึงฝีมือนั้นมิมีอันดับ … ผู้ใดยึดติดกับอันดับก็รังแต่เดินหน้ามุ่งสู่อันดับ ต่อไปต่อไปมิจบมิสิ้น”

“มีเพียงฝีมืออันดีงาม… ฝีมืออันเลวร้ายเพียงเท่านั้น”

นอกจากนางจะไร้ชื่อแล้ว ชาวยุทธ์ล้วนเรียกนางว่า “จอมกระบี่ไร้อันดับ” ที่เรียกว่าไร้อันดับอาจหมายความว่ามิอาจสามารถจัดตั้งนางเข้าสู่อันดับ เพราะมิมีผู้ใดคู่ควรเทียบอันดับกับนาง

ระหว่างการเดินทางนางได้พบกับบุรุษผู้หนึ่ง แม้แต่จอมกระบี่ก็ย่อมมีวันรักได้

บุรุษผู้นี้แม้เข้าสู่วัยกลางคนกลับฉาบไปด้วยอารมณ์ชนิดหนึ่ง เส้นผมปรากฏสีขาวตลอดทั้งศีรษะ ผิวเกรียมแดด ดวงตากลมสีดำนิลของมันกลับคมยิ่ง ดูไปคล้ายกับว่าดวงตาของมันกลับคมยิ่งเสียกว่ากระบี่ในมือ ร่างกายมันสูงใหญ่สมชายชาตินักรบ บ่าไหล่คล้ายรองรับเรื่องราวบนโลกไว้มากมาย

หากถามว่ามันอาศัยอยู่ที่ใด มันมักตอบว่า
“ภายใต้สายลมย่อมมีเรา”
บุตรบุญธรรมของเทพสุรา มันผู้นี้ชาวยุทธ์ล้วนเรียกมันว่า “มารขาว”
อาจารย์มันเล่า ทารกเฒ่าแห่งหุบเขา โดโจ

” ท่านคิดชมเพลงกระบี่ข้าพเจ้า ”

มารขาวเพียงชำเลืองลงมาเบื้องล่างโรงเตี๊ยม ในมือยังคงถือจอกสุรา

“ท่านเป็นถึงศิษย์สำนักเทวะกระบี่…เทียบกับข้าพเจ้ากระบี่ขี้เมาแล้ว ไหนเลยคู่ควร “

จอมกระบี่ไร้อันดับเพียงตบเท้าเล็กน้อยร่างก็พลิ้วขึ้น
เบื้องหน้ามารขาวตอนนี้พลันปรากฏดรุณีน้อยเย็นชานางหนึ่ง

” กระบี่ท่านเมามายแล้วเช่นนั้นหรือ “

นางกล่าวด้วยเสียงราบเรียบ วางมือเรียวยาวบนโต๊ะ เพียงใช้นิ้วชี้ลากไปมามองไปคล้ายเด็กซุกซน ลากผ่านสุราที่หกเบื้องหน้า ขีดเขียดอักษรบางอย่าง

เมื่อเป็นอักษรล้วนแล้วมีความหมาย หากแต่เป็นความหมายเช่นไร ไครเล่าทราบได้ ย้อมต้องลองอ่านดู

” คนก็ล้วนเมามายแล้วเช่นกัน ” มันทำตาโต ถลึงมองนาง พลางเหลือบลงมองสิ่งที่นางเขียน

บัดเดี๋ยวนั้นเอง มันคล้ายสงบเสงี่ยมขึ้นฉับพลัน มือข้างหนึ่งหยิบฉวยเอาไหสุรา อีกข้างหนึ่งกระชับท่อนเหล็ก(มันคล้ายเรียกว่ากระบี่)

ชั่ววูบนั้นพลันบังเกิดเสียงดังสนั่นคล้ายสายฟ้าฟาด ผงฝุ่นคละคลุ้ง กระจาย

กระบี่เทวะแล่นออกจากฝักแล้ว

อ่านเรื่องอื่นๆในเล่ม >>

02

โดย ปารมิตา

จอมกระบี่ไร้อันดับ(บทนำ) : ผู้นำสาร

ภายใต้โรงสุราอันซอมซ่อ


ความแวววาวของโต๊ะต่าง บางครั้งมักสะท้อนความกรุ่นร้อนของจิตใจผู้คน ชาวยุทธ์ภพเมื่อเดินทางมักหวังเพียงพบพานสิ่งของสามอย่าง หนึ่งเป็นสตรีรูปโฉมงดงามรัดรึงจิตใจ สองเป็นบุรุษผู้คบหาเป็นสหายเพื่อนตายเพื่อนสุรา สามคือศัตรูคู่ต่อสู้อันทัดเทียม

กระบี่เย็นเยือก
สายตานางกลับเย็นยิ่งกว่า

นางแม้เยาว์วัยกลับสำเร็จวิชากระบี่ตัดเงาลำดับ๓ (กระบี่ตัดเงามีทั้งหมด ๙ ลำดับขั้น)

กาลก่อนสำนักเทพกระบี่แห่งเทือกเขาวาโย มีสัมพันธ์อันดีกับ สำนักมังกรฟ้า ซึ่งครั้งนั้นเกิดเหตุ สำนักมารอันดับ ๒ ถึง๕ คิดร่วมมือทำลายล้างสำนักมังกรฟ้า เทพกระบี่คิดให้นางลงเขาเพียงเพราะนำคัมภีร์บทหนึ่งส่งต่อเจ้าสำนักมังกรฟ้าสมัยนั้น

อันเอ่ยถึงคัมภีร์ใดๆก็ตามแต่หากลงมาจากหุบเขาวาโยล้วนแล้วมีเสน่ห์อย่างหนึ่ง


เช้ามืด แสงอรุณยังมิสาดส่อง ก่อนนางเดินทางลงเขา บทสนทนาระหว่างนางกับเทพกระบี่

” เรียนถามท่านผู้เฒ่าฝีมือข้าพเจ้าตอนนี้นับอยู่ที่อันดับเท่าใดแล้วท่านผู้เฒ่า “ 


ท่านผู้เฒ่าหรี่ตามีรอยยิ้มประหลาดชนิดหนึ่งเป็นชนิดที่ให้ความอบอุ่นแก่ผู้เยาว์

“เอ่ยถึงฝีมือนั้นมิมีอันดับ … ผู้ใดยึดติดกับอันดับก็รังแต่เดินหน้ามุ่งสู่อันดับ ต่อไปต่อไปมิจบมิสิ้น”

“มีเพียงฝีมืออันดีงาม… ฝีมืออันเลวร้ายเพียงเท่านั้น”

นอกจากนางจะไร้ชื่อแล้ว ชาวยุทธ์ล้วนเรียกนางว่า “จอมกระบี่ไร้อันดับ” ที่เรียกว่าไร้อันดับอาจหมายความว่ามิอาจสามารถจัดตั้งนางเข้าสู่อันดับ เพราะมิมีผู้ใดคู่ควรเทียบอันดับกับนาง

ระหว่างการเดินทางนางได้พบกับบุรุษผู้หนึ่ง แม้แต่จอมกระบี่ก็ย่อมมีวันรักได้

บุรุษผู้นี้แม้เข้าสู่วัยกลางคนกลับฉาบไปด้วยอารมณ์ชนิดหนึ่ง เส้นผมปรากฏสีขาวตลอดทั้งศีรษะ ผิวเกรียมแดด ดวงตากลมสีดำนิลของมันกลับคมยิ่ง ดูไปคล้ายกับว่าดวงตาของมันกลับคมยิ่งเสียกว่ากระบี่ในมือ ร่างกายมันสูงใหญ่สมชายชาตินักรบ บ่าไหล่คล้ายรองรับเรื่องราวบนโลกไว้มากมาย

หากถามว่ามันอาศัยอยู่ที่ใด มันมักตอบว่า
“ภายใต้สายลมย่อมมีเรา”
บุตรบุญธรรมของเทพสุรา มันผู้นี้ชาวยุทธ์ล้วนเรียกมันว่า “มารขาว”
อาจารย์มันเล่า ทารกเฒ่าแห่งหุบเขา โดโจ

” ท่านคิดชมเพลงกระบี่ข้าพเจ้า ”

มารขาวเพียงชำเลืองลงมาเบื้องล่างโรงเตี๊ยม ในมือยังคงถือจอกสุรา

“ท่านเป็นถึงศิษย์สำนักเทวะกระบี่…เทียบกับข้าพเจ้ากระบี่ขี้เมาแล้ว ไหนเลยคู่ควร “

จอมกระบี่ไร้อันดับเพียงตบเท้าเล็กน้อยร่างก็พลิ้วขึ้น
เบื้องหน้ามารขาวตอนนี้พลันปรากฏดรุณีน้อยเย็นชานางหนึ่ง

” กระบี่ท่านเมามายแล้วเช่นนั้นหรือ “

นางกล่าวด้วยเสียงราบเรียบ วางมือเรียวยาวบนโต๊ะ เพียงใช้นิ้วชี้ลากไปมามองไปคล้ายเด็กซุกซน ลากผ่านสุราที่หกเบื้องหน้า ขีดเขียดอักษรบางอย่าง

เมื่อเป็นอักษรล้วนแล้วมีความหมาย หากแต่เป็นความหมายเช่นไร ไครเล่าทราบได้ ย้อมต้องลองอ่านดู

” คนก็ล้วนเมามายแล้วเช่นกัน ” มันทำตาโต ถลึงมองนาง พลางเหลือบลงมองสิ่งที่นางเขียน

บัดเดี๋ยวนั้นเอง มันคล้ายสงบเสงี่ยมขึ้นฉับพลัน มือข้างหนึ่งหยิบฉวยเอาไหสุรา อีกข้างหนึ่งกระชับท่อนเหล็ก(มันคล้ายเรียกว่ากระบี่)

ชั่ววูบนั้นพลันบังเกิดเสียงดังสนั่นคล้ายสายฟ้าฟาด ผงฝุ่นคละคลุ้ง กระจาย

กระบี่เทวะแล่นออกจากฝักแล้ว

อ่านเรื่องอื่นๆในเล่ม >>

03

โดย ปารมิตา

จอมกระบี่ไร้อันดับ(บทนำ) : ผู้นำสาร

ภายใต้โรงสุราอันซอมซ่อ


ความแวววาวของโต๊ะต่าง บางครั้งมักสะท้อนความกรุ่นร้อนของจิตใจผู้คน ชาวยุทธ์ภพเมื่อเดินทางมักหวังเพียงพบพานสิ่งของสามอย่าง หนึ่งเป็นสตรีรูปโฉมงดงามรัดรึงจิตใจ สองเป็นบุรุษผู้คบหาเป็นสหายเพื่อนตายเพื่อนสุรา สามคือศัตรูคู่ต่อสู้อันทัดเทียม

กระบี่เย็นเยือก
สายตานางกลับเย็นยิ่งกว่า

นางแม้เยาว์วัยกลับสำเร็จวิชากระบี่ตัดเงาลำดับ๓ (กระบี่ตัดเงามีทั้งหมด ๙ ลำดับขั้น)

กาลก่อนสำนักเทพกระบี่แห่งเทือกเขาวาโย มีสัมพันธ์อันดีกับ สำนักมังกรฟ้า ซึ่งครั้งนั้นเกิดเหตุ สำนักมารอันดับ ๒ ถึง๕ คิดร่วมมือทำลายล้างสำนักมังกรฟ้า เทพกระบี่คิดให้นางลงเขาเพียงเพราะนำคัมภีร์บทหนึ่งส่งต่อเจ้าสำนักมังกรฟ้าสมัยนั้น

อันเอ่ยถึงคัมภีร์ใดๆก็ตามแต่หากลงมาจากหุบเขาวาโยล้วนแล้วมีเสน่ห์อย่างหนึ่ง


เช้ามืด แสงอรุณยังมิสาดส่อง ก่อนนางเดินทางลงเขา บทสนทนาระหว่างนางกับเทพกระบี่

” เรียนถามท่านผู้เฒ่าฝีมือข้าพเจ้าตอนนี้นับอยู่ที่อันดับเท่าใดแล้วท่านผู้เฒ่า “ 


ท่านผู้เฒ่าหรี่ตามีรอยยิ้มประหลาดชนิดหนึ่งเป็นชนิดที่ให้ความอบอุ่นแก่ผู้เยาว์

“เอ่ยถึงฝีมือนั้นมิมีอันดับ … ผู้ใดยึดติดกับอันดับก็รังแต่เดินหน้ามุ่งสู่อันดับ ต่อไปต่อไปมิจบมิสิ้น”

“มีเพียงฝีมืออันดีงาม… ฝีมืออันเลวร้ายเพียงเท่านั้น”

นอกจากนางจะไร้ชื่อแล้ว ชาวยุทธ์ล้วนเรียกนางว่า “จอมกระบี่ไร้อันดับ” ที่เรียกว่าไร้อันดับอาจหมายความว่ามิอาจสามารถจัดตั้งนางเข้าสู่อันดับ เพราะมิมีผู้ใดคู่ควรเทียบอันดับกับนาง

ระหว่างการเดินทางนางได้พบกับบุรุษผู้หนึ่ง แม้แต่จอมกระบี่ก็ย่อมมีวันรักได้

บุรุษผู้นี้แม้เข้าสู่วัยกลางคนกลับฉาบไปด้วยอารมณ์ชนิดหนึ่ง เส้นผมปรากฏสีขาวตลอดทั้งศีรษะ ผิวเกรียมแดด ดวงตากลมสีดำนิลของมันกลับคมยิ่ง ดูไปคล้ายกับว่าดวงตาของมันกลับคมยิ่งเสียกว่ากระบี่ในมือ ร่างกายมันสูงใหญ่สมชายชาตินักรบ บ่าไหล่คล้ายรองรับเรื่องราวบนโลกไว้มากมาย

หากถามว่ามันอาศัยอยู่ที่ใด มันมักตอบว่า
“ภายใต้สายลมย่อมมีเรา”
บุตรบุญธรรมของเทพสุรา มันผู้นี้ชาวยุทธ์ล้วนเรียกมันว่า “มารขาว”
อาจารย์มันเล่า ทารกเฒ่าแห่งหุบเขา โดโจ

” ท่านคิดชมเพลงกระบี่ข้าพเจ้า ”

มารขาวเพียงชำเลืองลงมาเบื้องล่างโรงเตี๊ยม ในมือยังคงถือจอกสุรา

“ท่านเป็นถึงศิษย์สำนักเทวะกระบี่…เทียบกับข้าพเจ้ากระบี่ขี้เมาแล้ว ไหนเลยคู่ควร “

จอมกระบี่ไร้อันดับเพียงตบเท้าเล็กน้อยร่างก็พลิ้วขึ้น
เบื้องหน้ามารขาวตอนนี้พลันปรากฏดรุณีน้อยเย็นชานางหนึ่ง

” กระบี่ท่านเมามายแล้วเช่นนั้นหรือ “

นางกล่าวด้วยเสียงราบเรียบ วางมือเรียวยาวบนโต๊ะ เพียงใช้นิ้วชี้ลากไปมามองไปคล้ายเด็กซุกซน ลากผ่านสุราที่หกเบื้องหน้า ขีดเขียดอักษรบางอย่าง

เมื่อเป็นอักษรล้วนแล้วมีความหมาย หากแต่เป็นความหมายเช่นไร ไครเล่าทราบได้ ย้อมต้องลองอ่านดู

” คนก็ล้วนเมามายแล้วเช่นกัน ” มันทำตาโต ถลึงมองนาง พลางเหลือบลงมองสิ่งที่นางเขียน

บัดเดี๋ยวนั้นเอง มันคล้ายสงบเสงี่ยมขึ้นฉับพลัน มือข้างหนึ่งหยิบฉวยเอาไหสุรา อีกข้างหนึ่งกระชับท่อนเหล็ก(มันคล้ายเรียกว่ากระบี่)

ชั่ววูบนั้นพลันบังเกิดเสียงดังสนั่นคล้ายสายฟ้าฟาด ผงฝุ่นคละคลุ้ง กระจาย

กระบี่เทวะแล่นออกจากฝักแล้ว

อ่านเรื่องอื่นๆในเล่ม >>

04

โดย ปารมิตา

จอมกระบี่ไร้อันดับ(บทนำ) : ผู้นำสาร

ภายใต้โรงสุราอันซอมซ่อ


ความแวววาวของโต๊ะต่าง บางครั้งมักสะท้อนความกรุ่นร้อนของจิตใจผู้คน ชาวยุทธ์ภพเมื่อเดินทางมักหวังเพียงพบพานสิ่งของสามอย่าง หนึ่งเป็นสตรีรูปโฉมงดงามรัดรึงจิตใจ สองเป็นบุรุษผู้คบหาเป็นสหายเพื่อนตายเพื่อนสุรา สามคือศัตรูคู่ต่อสู้อันทัดเทียม

กระบี่เย็นเยือก
สายตานางกลับเย็นยิ่งกว่า

นางแม้เยาว์วัยกลับสำเร็จวิชากระบี่ตัดเงาลำดับ๓ (กระบี่ตัดเงามีทั้งหมด ๙ ลำดับขั้น)

กาลก่อนสำนักเทพกระบี่แห่งเทือกเขาวาโย มีสัมพันธ์อันดีกับ สำนักมังกรฟ้า ซึ่งครั้งนั้นเกิดเหตุ สำนักมารอันดับ ๒ ถึง๕ คิดร่วมมือทำลายล้างสำนักมังกรฟ้า เทพกระบี่คิดให้นางลงเขาเพียงเพราะนำคัมภีร์บทหนึ่งส่งต่อเจ้าสำนักมังกรฟ้าสมัยนั้น

อันเอ่ยถึงคัมภีร์ใดๆก็ตามแต่หากลงมาจากหุบเขาวาโยล้วนแล้วมีเสน่ห์อย่างหนึ่ง


เช้ามืด แสงอรุณยังมิสาดส่อง ก่อนนางเดินทางลงเขา บทสนทนาระหว่างนางกับเทพกระบี่

” เรียนถามท่านผู้เฒ่าฝีมือข้าพเจ้าตอนนี้นับอยู่ที่อันดับเท่าใดแล้วท่านผู้เฒ่า “ 


ท่านผู้เฒ่าหรี่ตามีรอยยิ้มประหลาดชนิดหนึ่งเป็นชนิดที่ให้ความอบอุ่นแก่ผู้เยาว์

“เอ่ยถึงฝีมือนั้นมิมีอันดับ … ผู้ใดยึดติดกับอันดับก็รังแต่เดินหน้ามุ่งสู่อันดับ ต่อไปต่อไปมิจบมิสิ้น”

“มีเพียงฝีมืออันดีงาม… ฝีมืออันเลวร้ายเพียงเท่านั้น”

นอกจากนางจะไร้ชื่อแล้ว ชาวยุทธ์ล้วนเรียกนางว่า “จอมกระบี่ไร้อันดับ” ที่เรียกว่าไร้อันดับอาจหมายความว่ามิอาจสามารถจัดตั้งนางเข้าสู่อันดับ เพราะมิมีผู้ใดคู่ควรเทียบอันดับกับนาง

ระหว่างการเดินทางนางได้พบกับบุรุษผู้หนึ่ง แม้แต่จอมกระบี่ก็ย่อมมีวันรักได้

บุรุษผู้นี้แม้เข้าสู่วัยกลางคนกลับฉาบไปด้วยอารมณ์ชนิดหนึ่ง เส้นผมปรากฏสีขาวตลอดทั้งศีรษะ ผิวเกรียมแดด ดวงตากลมสีดำนิลของมันกลับคมยิ่ง ดูไปคล้ายกับว่าดวงตาของมันกลับคมยิ่งเสียกว่ากระบี่ในมือ ร่างกายมันสูงใหญ่สมชายชาตินักรบ บ่าไหล่คล้ายรองรับเรื่องราวบนโลกไว้มากมาย

หากถามว่ามันอาศัยอยู่ที่ใด มันมักตอบว่า
“ภายใต้สายลมย่อมมีเรา”
บุตรบุญธรรมของเทพสุรา มันผู้นี้ชาวยุทธ์ล้วนเรียกมันว่า “มารขาว”
อาจารย์มันเล่า ทารกเฒ่าแห่งหุบเขา โดโจ

” ท่านคิดชมเพลงกระบี่ข้าพเจ้า ”

มารขาวเพียงชำเลืองลงมาเบื้องล่างโรงเตี๊ยม ในมือยังคงถือจอกสุรา

“ท่านเป็นถึงศิษย์สำนักเทวะกระบี่…เทียบกับข้าพเจ้ากระบี่ขี้เมาแล้ว ไหนเลยคู่ควร “

จอมกระบี่ไร้อันดับเพียงตบเท้าเล็กน้อยร่างก็พลิ้วขึ้น
เบื้องหน้ามารขาวตอนนี้พลันปรากฏดรุณีน้อยเย็นชานางหนึ่ง

” กระบี่ท่านเมามายแล้วเช่นนั้นหรือ “

นางกล่าวด้วยเสียงราบเรียบ วางมือเรียวยาวบนโต๊ะ เพียงใช้นิ้วชี้ลากไปมามองไปคล้ายเด็กซุกซน ลากผ่านสุราที่หกเบื้องหน้า ขีดเขียดอักษรบางอย่าง

เมื่อเป็นอักษรล้วนแล้วมีความหมาย หากแต่เป็นความหมายเช่นไร ไครเล่าทราบได้ ย้อมต้องลองอ่านดู

” คนก็ล้วนเมามายแล้วเช่นกัน ” มันทำตาโต ถลึงมองนาง พลางเหลือบลงมองสิ่งที่นางเขียน

บัดเดี๋ยวนั้นเอง มันคล้ายสงบเสงี่ยมขึ้นฉับพลัน มือข้างหนึ่งหยิบฉวยเอาไหสุรา อีกข้างหนึ่งกระชับท่อนเหล็ก(มันคล้ายเรียกว่ากระบี่)

ชั่ววูบนั้นพลันบังเกิดเสียงดังสนั่นคล้ายสายฟ้าฟาด ผงฝุ่นคละคลุ้ง กระจาย

กระบี่เทวะแล่นออกจากฝักแล้ว

อ่านเรื่องอื่นๆในเล่ม >>

05

โดย ปารมิตา

จอมกระบี่ไร้อันดับ(บทนำ) : ผู้นำสาร

ภายใต้โรงสุราอันซอมซ่อ


ความแวววาวของโต๊ะต่าง บางครั้งมักสะท้อนความกรุ่นร้อนของจิตใจผู้คน ชาวยุทธ์ภพเมื่อเดินทางมักหวังเพียงพบพานสิ่งของสามอย่าง หนึ่งเป็นสตรีรูปโฉมงดงามรัดรึงจิตใจ สองเป็นบุรุษผู้คบหาเป็นสหายเพื่อนตายเพื่อนสุรา สามคือศัตรูคู่ต่อสู้อันทัดเทียม

กระบี่เย็นเยือก
สายตานางกลับเย็นยิ่งกว่า

นางแม้เยาว์วัยกลับสำเร็จวิชากระบี่ตัดเงาลำดับ๓ (กระบี่ตัดเงามีทั้งหมด ๙ ลำดับขั้น)

กาลก่อนสำนักเทพกระบี่แห่งเทือกเขาวาโย มีสัมพันธ์อันดีกับ สำนักมังกรฟ้า ซึ่งครั้งนั้นเกิดเหตุ สำนักมารอันดับ ๒ ถึง๕ คิดร่วมมือทำลายล้างสำนักมังกรฟ้า เทพกระบี่คิดให้นางลงเขาเพียงเพราะนำคัมภีร์บทหนึ่งส่งต่อเจ้าสำนักมังกรฟ้าสมัยนั้น

อันเอ่ยถึงคัมภีร์ใดๆก็ตามแต่หากลงมาจากหุบเขาวาโยล้วนแล้วมีเสน่ห์อย่างหนึ่ง


เช้ามืด แสงอรุณยังมิสาดส่อง ก่อนนางเดินทางลงเขา บทสนทนาระหว่างนางกับเทพกระบี่

” เรียนถามท่านผู้เฒ่าฝีมือข้าพเจ้าตอนนี้นับอยู่ที่อันดับเท่าใดแล้วท่านผู้เฒ่า “ 


ท่านผู้เฒ่าหรี่ตามีรอยยิ้มประหลาดชนิดหนึ่งเป็นชนิดที่ให้ความอบอุ่นแก่ผู้เยาว์

“เอ่ยถึงฝีมือนั้นมิมีอันดับ … ผู้ใดยึดติดกับอันดับก็รังแต่เดินหน้ามุ่งสู่อันดับ ต่อไปต่อไปมิจบมิสิ้น”

“มีเพียงฝีมืออันดีงาม… ฝีมืออันเลวร้ายเพียงเท่านั้น”

นอกจากนางจะไร้ชื่อแล้ว ชาวยุทธ์ล้วนเรียกนางว่า “จอมกระบี่ไร้อันดับ” ที่เรียกว่าไร้อันดับอาจหมายความว่ามิอาจสามารถจัดตั้งนางเข้าสู่อันดับ เพราะมิมีผู้ใดคู่ควรเทียบอันดับกับนาง

ระหว่างการเดินทางนางได้พบกับบุรุษผู้หนึ่ง แม้แต่จอมกระบี่ก็ย่อมมีวันรักได้

บุรุษผู้นี้แม้เข้าสู่วัยกลางคนกลับฉาบไปด้วยอารมณ์ชนิดหนึ่ง เส้นผมปรากฏสีขาวตลอดทั้งศีรษะ ผิวเกรียมแดด ดวงตากลมสีดำนิลของมันกลับคมยิ่ง ดูไปคล้ายกับว่าดวงตาของมันกลับคมยิ่งเสียกว่ากระบี่ในมือ ร่างกายมันสูงใหญ่สมชายชาตินักรบ บ่าไหล่คล้ายรองรับเรื่องราวบนโลกไว้มากมาย

หากถามว่ามันอาศัยอยู่ที่ใด มันมักตอบว่า
“ภายใต้สายลมย่อมมีเรา”
บุตรบุญธรรมของเทพสุรา มันผู้นี้ชาวยุทธ์ล้วนเรียกมันว่า “มารขาว”
อาจารย์มันเล่า ทารกเฒ่าแห่งหุบเขา โดโจ

” ท่านคิดชมเพลงกระบี่ข้าพเจ้า ”

มารขาวเพียงชำเลืองลงมาเบื้องล่างโรงเตี๊ยม ในมือยังคงถือจอกสุรา

“ท่านเป็นถึงศิษย์สำนักเทวะกระบี่…เทียบกับข้าพเจ้ากระบี่ขี้เมาแล้ว ไหนเลยคู่ควร “

จอมกระบี่ไร้อันดับเพียงตบเท้าเล็กน้อยร่างก็พลิ้วขึ้น
เบื้องหน้ามารขาวตอนนี้พลันปรากฏดรุณีน้อยเย็นชานางหนึ่ง

” กระบี่ท่านเมามายแล้วเช่นนั้นหรือ “

นางกล่าวด้วยเสียงราบเรียบ วางมือเรียวยาวบนโต๊ะ เพียงใช้นิ้วชี้ลากไปมามองไปคล้ายเด็กซุกซน ลากผ่านสุราที่หกเบื้องหน้า ขีดเขียดอักษรบางอย่าง

เมื่อเป็นอักษรล้วนแล้วมีความหมาย หากแต่เป็นความหมายเช่นไร ไครเล่าทราบได้ ย้อมต้องลองอ่านดู

” คนก็ล้วนเมามายแล้วเช่นกัน ” มันทำตาโต ถลึงมองนาง พลางเหลือบลงมองสิ่งที่นางเขียน

บัดเดี๋ยวนั้นเอง มันคล้ายสงบเสงี่ยมขึ้นฉับพลัน มือข้างหนึ่งหยิบฉวยเอาไหสุรา อีกข้างหนึ่งกระชับท่อนเหล็ก(มันคล้ายเรียกว่ากระบี่)

ชั่ววูบนั้นพลันบังเกิดเสียงดังสนั่นคล้ายสายฟ้าฟาด ผงฝุ่นคละคลุ้ง กระจาย

กระบี่เทวะแล่นออกจากฝักแล้ว

อ่านเรื่องอื่นๆในเล่ม >>

06

โดย ปารมิตา

จอมกระบี่ไร้อันดับ(บทนำ) : ผู้นำสาร

ภายใต้โรงสุราอันซอมซ่อ


ความแวววาวของโต๊ะต่าง บางครั้งมักสะท้อนความกรุ่นร้อนของจิตใจผู้คน ชาวยุทธ์ภพเมื่อเดินทางมักหวังเพียงพบพานสิ่งของสามอย่าง หนึ่งเป็นสตรีรูปโฉมงดงามรัดรึงจิตใจ สองเป็นบุรุษผู้คบหาเป็นสหายเพื่อนตายเพื่อนสุรา สามคือศัตรูคู่ต่อสู้อันทัดเทียม

กระบี่เย็นเยือก
สายตานางกลับเย็นยิ่งกว่า

นางแม้เยาว์วัยกลับสำเร็จวิชากระบี่ตัดเงาลำดับ๓ (กระบี่ตัดเงามีทั้งหมด ๙ ลำดับขั้น)

กาลก่อนสำนักเทพกระบี่แห่งเทือกเขาวาโย มีสัมพันธ์อันดีกับ สำนักมังกรฟ้า ซึ่งครั้งนั้นเกิดเหตุ สำนักมารอันดับ ๒ ถึง๕ คิดร่วมมือทำลายล้างสำนักมังกรฟ้า เทพกระบี่คิดให้นางลงเขาเพียงเพราะนำคัมภีร์บทหนึ่งส่งต่อเจ้าสำนักมังกรฟ้าสมัยนั้น

อันเอ่ยถึงคัมภีร์ใดๆก็ตามแต่หากลงมาจากหุบเขาวาโยล้วนแล้วมีเสน่ห์อย่างหนึ่ง


เช้ามืด แสงอรุณยังมิสาดส่อง ก่อนนางเดินทางลงเขา บทสนทนาระหว่างนางกับเทพกระบี่

” เรียนถามท่านผู้เฒ่าฝีมือข้าพเจ้าตอนนี้นับอยู่ที่อันดับเท่าใดแล้วท่านผู้เฒ่า “ 


ท่านผู้เฒ่าหรี่ตามีรอยยิ้มประหลาดชนิดหนึ่งเป็นชนิดที่ให้ความอบอุ่นแก่ผู้เยาว์

“เอ่ยถึงฝีมือนั้นมิมีอันดับ … ผู้ใดยึดติดกับอันดับก็รังแต่เดินหน้ามุ่งสู่อันดับ ต่อไปต่อไปมิจบมิสิ้น”

“มีเพียงฝีมืออันดีงาม… ฝีมืออันเลวร้ายเพียงเท่านั้น”

นอกจากนางจะไร้ชื่อแล้ว ชาวยุทธ์ล้วนเรียกนางว่า “จอมกระบี่ไร้อันดับ” ที่เรียกว่าไร้อันดับอาจหมายความว่ามิอาจสามารถจัดตั้งนางเข้าสู่อันดับ เพราะมิมีผู้ใดคู่ควรเทียบอันดับกับนาง

ระหว่างการเดินทางนางได้พบกับบุรุษผู้หนึ่ง แม้แต่จอมกระบี่ก็ย่อมมีวันรักได้

บุรุษผู้นี้แม้เข้าสู่วัยกลางคนกลับฉาบไปด้วยอารมณ์ชนิดหนึ่ง เส้นผมปรากฏสีขาวตลอดทั้งศีรษะ ผิวเกรียมแดด ดวงตากลมสีดำนิลของมันกลับคมยิ่ง ดูไปคล้ายกับว่าดวงตาของมันกลับคมยิ่งเสียกว่ากระบี่ในมือ ร่างกายมันสูงใหญ่สมชายชาตินักรบ บ่าไหล่คล้ายรองรับเรื่องราวบนโลกไว้มากมาย

หากถามว่ามันอาศัยอยู่ที่ใด มันมักตอบว่า
“ภายใต้สายลมย่อมมีเรา”
บุตรบุญธรรมของเทพสุรา มันผู้นี้ชาวยุทธ์ล้วนเรียกมันว่า “มารขาว”
อาจารย์มันเล่า ทารกเฒ่าแห่งหุบเขา โดโจ

” ท่านคิดชมเพลงกระบี่ข้าพเจ้า ”

มารขาวเพียงชำเลืองลงมาเบื้องล่างโรงเตี๊ยม ในมือยังคงถือจอกสุรา

“ท่านเป็นถึงศิษย์สำนักเทวะกระบี่…เทียบกับข้าพเจ้ากระบี่ขี้เมาแล้ว ไหนเลยคู่ควร “

จอมกระบี่ไร้อันดับเพียงตบเท้าเล็กน้อยร่างก็พลิ้วขึ้น
เบื้องหน้ามารขาวตอนนี้พลันปรากฏดรุณีน้อยเย็นชานางหนึ่ง

” กระบี่ท่านเมามายแล้วเช่นนั้นหรือ “

นางกล่าวด้วยเสียงราบเรียบ วางมือเรียวยาวบนโต๊ะ เพียงใช้นิ้วชี้ลากไปมามองไปคล้ายเด็กซุกซน ลากผ่านสุราที่หกเบื้องหน้า ขีดเขียดอักษรบางอย่าง

เมื่อเป็นอักษรล้วนแล้วมีความหมาย หากแต่เป็นความหมายเช่นไร ไครเล่าทราบได้ ย้อมต้องลองอ่านดู

” คนก็ล้วนเมามายแล้วเช่นกัน ” มันทำตาโต ถลึงมองนาง พลางเหลือบลงมองสิ่งที่นางเขียน

บัดเดี๋ยวนั้นเอง มันคล้ายสงบเสงี่ยมขึ้นฉับพลัน มือข้างหนึ่งหยิบฉวยเอาไหสุรา อีกข้างหนึ่งกระชับท่อนเหล็ก(มันคล้ายเรียกว่ากระบี่)

ชั่ววูบนั้นพลันบังเกิดเสียงดังสนั่นคล้ายสายฟ้าฟาด ผงฝุ่นคละคลุ้ง กระจาย

กระบี่เทวะแล่นออกจากฝักแล้ว

อ่านเรื่องอื่นๆในเล่ม >>
 



ความเห็นที่ 11

 
  ตอบโดย    เมื่อ: 2010-02-28 15:21:58

 

KRK53 : MARCH 2010 no.49

issue49design04_thumb444

Cover by : ยางมะตอยสีชมพู

ก้าว..รอ..ก้าว (ปีสอง)
'บ้านหนอน' ออนไลน์แมกกาซีน
http://kaawrowkaw3.wordpress.com
kaawrowkaw@hotmail.com

สำนักหนอนสนทนา
http://www.winbookclub.com

Editor by : (…) / นรินทร์ทองดี / ยางมะตอยสีชมพู /

/saranya / จัสมิน / ท่านเจ้าคุณ

มีอะไรในเล่ม

h00_thumb2
สารบัญก้าว
 

เรื่องจากปก : ปารมิตา

: ดุ่มเดินไปในทางยาว

คำข้าว : กีรติ

: ข้าวคำแรก

ก้าวกวี : กวีสรา

: เด็กหญิงแห่งตุลาคม

ข้างหลังโปสการ์ด : saranya

: วิถีทาง…

เก็บดีไซน์ใส่ชีวิต : ยางมะตอยสีชมพู

: ชีวิตข้างถนน

โลกนี้มีไว้แบ๊ว : UgLy PriNceSS

: ปลายทาง...สุดถนน

ขณะหนึ่ง…เดินทาง : ส้มลิ้ม

: ประติมากรรมแห่งพันธนา-กาล

ล้อมวง เหล้า เล่า : ชายใต้เงาจันทร์

: คืนหนึ่งของผมกับน้องแพนเค้กในอเมริกา

คิดเรื่อยๆเขียนเปื่อยๆ : popo

: Country road

bookreview : (…)

: 999 GALAXY EXPRESS

อ่านเรื่องทั้งหมดในเล่ม

 

“ดุ่มเดินไปในทางยาว”

โดย ปารมิตา

เช้าวันนี้ไม่เหมือนเช้าเมื่อวาน อาจแตกต่างกันนิดเดียว แต่มันไม่เกี่ยวกับเรื่องราวที่ข้าพเจ้านึกถึง ก็ด้วยเพราะถนนยามเช้าของมหานครมีทั้งอากาศดีและอากาศเสีย

หัวใจบางคนก็เพิ่งเปิดขึ้น แต่บางคนเพียงแง้มออกเล็กน้อยพอไปที ที่เป็นเช่นนี้เพราะเวลาเรามีค่าและเหลือน้อยลงตามราคาที่จับจ่าย หลายครั้งที่อารมณ์ขุ่นเคืองมักถูกส่งผ่านราวกับโรคติดต่อชนิดหนึ่ง จากคันหน้า มาคันหลัง ส่งต่อไปยังคันต่อ ๆ ไป ข้าพเจ้าทำได้เพียงหยิบเอาอะไรบางอย่างขึ้นมานึกคิดเพื่อฆ่าเวลา

 “ข้าพเจ้าจำจดวันนั้นได้ถนัดชัดแจ้ง เมื่อแรกที่มารดาได้ยื่นมาจับมือน้อยอ่อนเยาว์ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ากับท่านก้าวไปพร้อมกันแม้ว่าความสั้นยาวของช่วงรอยเท้าจักแตกต่าง เดินไปตามทางด้วยกันสามชีวิต หนึ่งนั้นคือข้าพเจ้า อีกหนึ่งคนข้างเล่าคือน้องชาย ส่วนพี่ชายนั้นเดินนำหน้าไขว่คว้าดอกหญ้าข้างทางมากวัดแกว่งแสร้งสมมุติว่านั่นคือดาบกระบี่อันมีคม

มือและนิ้วหยาบกร้านทั้งสองของท่าน ได้ร้อยเกี่ยวนิ้วมือเรียวเล็กนิ่มนุ่มของเด็กน้อยไว้มั่น หากแต่ไม่รัดแน่นไปจนรู้สึกเจ็บ น้องทั้งสองได้แต่ชม แต่ไม่กล้าผละจากแม่ไป ส่วนทางเดินนั้นก็เหยียดยาวไกลสุดสายตา ขนาบข้างทางรถคือทางบาทาสีส้มแซมแดงสลับจุดสีดำ อันเป็นสีของกองมูลวัวควาย ระบายผิวถนนจนเป็นดวงดอก”

เวลานั้นฟ้าแจ้งแดดจ้า และ ร้อนอ้าว โชคดีอย่างหนึ่งคือเมื่อมีลมพัดพา ลมนั้นผ่านคลองส่งน้ำเข้าทุ่งนาได้นำพาความเย็นชื้นมาให้เรา นาน ๆ ครั้ง จึงจะได้เห็นรถยนต์ขับผ่านสักคัน หากเป็นคนรู้จักคุ้นหน้า ก็มักอาศัยพาสัญจรไปส่งยังแห่งที่หมาย กลายเป็นความโชคดีอย่างสอง หากแปลกหน้าค่าตา ก็คงเลยผ่านไป หรือไม่ที่จะได้พูดจากันบ้าง ก็คงเพียงไถ่ถามหาความ ว่าถนนหนทางเส้นนั้นจะไปอย่างไร เส้นนี้ไปอีกไกลเพียงไหน ได้รับน้ำใจเป็นคำขอบคุณก็ถือว่าเป็นกำไร เพราะไม่ได้ลงทุนอะไรมากมาย

บนถนนหนทางไกล ใครบ้างจะนึกถึงว่า แท้จริงแล้วน้ำใจไมตรีอาจล้ำค่ากว่าการเฝ้านับจำนวนระยะทางที่ทอดยาว อาจฟังดูพิลึกเมื่อเอ่ยถึงกลิ่นหอมของไอดินและใบหญ้า ด้วยอาจเป็นเพราะว่า ใครเล่าจะรับรู้ได้ถึงกลิ่นหอมนวล ของดอกไม้รายทาง หากมิลองชะลอตนให้เชื่องช้า หรือไม่ก็อาจเดินลงมาเหยียดแข้งขาพักสายตากับท้องทุ่ง ผืนนาสีเขียวชุ่มชื้นภายใต้การเคลื่อนไหวของหมู่มวลปักษา ดูเหมือนเด็กน้องร่ายรำเพลงพื้นเมือง เสียงสายน้ำเหมือนเสียงหัวเราะคลอคลึงระหว่างคนรัก

ซึ่งแน่นอนหากผู้คนมีเวลา มากพอ เชื่อว่าใคร ๆ ก็ต้องได้รับรู้ถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้ ด้วยเพราะว่า นี่มิใช่เรื่องอันเกินกว่าความสามารถของมนุษย์ธรรมดาจะกระทำหรือรับรู้ หากแต่ด้วยความจำเจ คุ้นชินในวิถีของความว่องไวในมหานครได้ลักขโมยเอาความสงบในใจออกไปใช้งานจนหมดสิ้น จนมิหลงเหลือให้สามารถนำกลับมาใช้สอย

ในความรื่นรมย์ขณะเดินทางไปกับลมหายใจ นั้นมันทั้งอนาคตและอดีตที่หยิบยกขึ้นมา ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องราวที่เก่าเก็บ เท่าที่ข้าพเจ้าพอจะย้อนรำลึกได้

ตอนนั้นมีเพียงมือของมารดาเท่านั้นที่นำไปข้างหน้า และทางที่เดินผ่านก็เป็นทางดินสีแดงแซมส้มสลับแต้มดำ รอยย่ำเท้าของคน หรือวัวควายได้ปรากฏไว้ตลอดทางที่ผ่านมา อันความลึกที่ทิ้งไว้ได้บ่งบอกถึงการก้าวย่างนั้นมั่นคงมุ่งมั่นเพียงใด

แสงแดงยามอาทิตย์อัสดงงดงามอย่างมิต้องอาศัยนิยามอันใดมาเอ่ยอ้าง ผู้คนอาจใช้ความงดงามของธรรมชาติข้างกายนั้นเป็นแรงผลักดันในการก้าวเดินไปข้างหน้า ส่วนข้าพเจ้าขณะนั้นได้แต่เฝ้ามองใบหน้าของมารดาขณะย่ำเดินไป ใบหน้ามิได้แสดงอาการเหนื่อยหน่ายออกมา ยังมีบางครั้งที่ก้มลงมองมาที่ข้าพเจ้ายิ้มเล็กน้อยและบอกข้าพเจ้าว่า

“อีกไม่ไกลจึงถึงที่หมายแล้ว”

ข้าพเจ้ายิ้มและมองไปข้างหน้าเช่นกัน ก็เพื่อค้นว่าที่มารดาว่าอีกไม่ไกลนั้นยังยาวไปอีกเพียงไหน แต่หาได้สงสัยในคำบอกกล่าว ข้าพเจ้าเพียงเฝ้ามองสิ่งต่าง ๆ รอบกายใช้เวลากับมันให้มากพอ เพราะไม่แน่นักเราอาจเก็บเกี่ยวอะไรระหว่างทางได้บ้าง อย่างคาดไม่ถึงอาจเป็นความทรงจำดีๆ ที่มีไว้ใช้กล่อมเกลาความหมองเศร้าในอนาคตกาล

และข้าพเจ้าก็คร่ำครวญ ใน ห้วงอารมณ์คิดของตนต่อไปว่า

ก็เพราะหนทางนั้นหลากสาย ต่างก็แบ่งแยกแตกย้ายหลายสาขา เมื่อทางนั้นอาจดีหนึ่ง และบางทางซึ่งก็อาจดี มีมากกว่า หลายคนเดิน หลายคนนำพา ก็หลายทางหาหลากสายจะใช้ไป

ใครเล่าจึงรู้ถึงจุด อันสูญสิ้น ใครเล่าจึงรู้ถึงหนแห่ง แหล่งทำกิน หรือ ณ แถบถิ่นอันสงัดสิ้นเสียงโศกครวญ

ไม่มีใคร รู้ได้ไกลในเบื้องหน้า ได้แต่ใช้จิตอันกล้าฝ่าฝืน ได้แต่เดิน เดิน เดิน และหยุดยืน

เพื่อคลายเหนื่อย เพื่อคืนแรงแห่งกายใจ…

ต่างก็มุ่งและหมาย ดุ่มเดินไปในทางยาว …


ปารมิตา

 

 

ตอน ๑ : ข้าวคำแรกของชีวิต

คำข้าว โดย กีรติ

ต้องใช้จำนวนเลขสักเท่าไร จึงจะได้คำตอบว่า เนิ่นนานเท่าใดแล้วที่ข้าวคำแรกของชีวิตตกถึงท้อง คงไม่ต้องใช้ตัวเลขที่ถูกต้อง หากแต่ของกล่าวเพียงว่า  “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว”

ทั้งที่บริโภคข้าวอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ลำเลียงลงกระเพาะอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตอย่างเป็นปกติ แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ใส่ใจเลยว่า “ข้าว” มีที่มาที่ไปอย่างไร จนได้อ่านข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ เป็นสิ่งที่กระตุ้นความสนใจอย่างมากที่ได้รู้ว่า ข้าวเป็นพืชร่วมวงศ์เดียวกับหญ้า เพียงแต่เราบริโภคเมล็ดก็เท่านั้น

P1030748_thumb2

ย้อนเวลาไปสักยี่สิบปีที่บ้านของข้าพเจ้า ยังหุงต้มโดยใช้เตาถ่าน เตาฟืน และแน่นอนว่า การหุงข้าวจะต้องเป็นแบบเช็ดน้ำแน่นอน การหุงข้าวเช็ดน้ำเป็นการหุงข้าวที่ต้องนำน้ำที่อยู่ในขั้นตอนการหุงจนเดือด เทออกที่เรียกว่าน้ำข้าว เมื่อข้าวหมาดแล้วจึงมาสู่ขั้นตอนที่เรียกว่า ดง ขยับหมุนหม้อบนเตาจนข้าวแห้ง และนี่คือขั้นตอนท้ายสุดก่อนใส่จานกินกันในแต่ละมื้อ

น้ำข้าว มีสีขาวขุ่น ข้าพเจ้ามักดื่มในขณะที่ยังอุ่นๆอยู่ ถ้าเลยเวลาจนเย็น น้ำข้าวจะมีเยื่อบางๆเคลือบผิวหน้าเป็นฝา ถึงจะอร่อยไปอีกรสแต่ส่วนตัวก็ยังนิยมดื่มอุ่นๆมากกว่า และไม่ทุกครั้งของการหุงที่น้ำข้าวจะถูกดื่ม บ่อยครั้งที่น้ำข้าวอยู่ในชามข้าวหมา โคนต้นไม้ รวมไปถึงลำคลองหน้าบ้าน

ครู สปช.สอนประโยชน์ของข้าวและการหุงแบบไม่เช็ดน้ำ ท่านว่าสารอาหารที่ถูกทิ้งไปกับน้ำข้าวทำให้คนที่กินข้าวหุงแบบนั้นกินได้แต่กาก หาสารประโยชน์ไม่ได้เลย จะทำอย่างไรเล่ากับบ้านที่ไม่มีหม้อหุงข้าวสักใบ หลังจากนั้นไม่นาน แม่ซื้อหม้อหุงข้าวใบแรก แม่บอกว่า หุงข้าวไฟฟ้าดีอย่างไม่ต้องคอยระวังเรื่องฟืนไฟ สุกอัตโนมัติ ไม่ต้องเช็ดน้ำ แต่ข้าพเจ้ากลับโหยหาน้ำข้าวที่ดื่มต่างนมในทุกๆวัน

เวลาผ่านไป ผ่านไป อะไรที่เคยมี เคยเป็นล้วนถูกถ่ายเท ย้อนกลับในลักษณะเวียนหมุนและข้าพเจ้าดื่มน้ำข้าวอีกครั้งจากข้าวต้ม

อาจต้องใช้เครื่องคิดเลขคำนวณ จึงจะบวกคูณจำนวนที่แท้จริงที่จะบอกได้ว่า นานเท่าไรแล้วที่ข้าวคำแรกของชีวิตถูกลำเลียง แต่จะเพื่ออะไรเล่า เพื่ออะไร

คำข้าว ของข้าพเจ้ามีขึ้นเพื่ออุทิศให้กับชาวนาและฝูงควาย ที่ย่ำไถและเกี่ยวฟัด ลำเลียงเลี้ยงมนุษย์ เลี้ยงสัตว์ ที่ต่างกินหญ้าเฉกเช่นกัน ด้วยงานเขียนที่ต้องเคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน ขอได้โปรดติดตาม •

กีรติ

 

 

h03_thumb4

เด็กหญิงแห่งตุลาคม

โดย กวีสรา

เด็กหญิงแห่งตุลาคม

เธอคว้าดอกไม้มาจากสายลม

แดดพร่างประกายผม

รอยยิ้มของเธอแสนหวาน

ทยอยร่วงโรยมาโดยกาล

ทั้งยังผลิบาน

สีสันและกรุ่นกลิ่นหอม

 

เธอ

วัยเยาว์ผู้เพียบพร้อม

มากกว่าดมดอม

เธอมั่งคั่ง ความใฝ่ฝัน

เธอว่านี้ดาว เธอว่านั้นจันทร์

เธอเก็บมาปัน

 

ยื่นให้ฉัน

ฉันตะลึงใจ

เหมือนดังเธอว่า

มิใช่ดอกไม้

ล้วนดาวดวงใส

โรยรายมาจากฝั่งฟ้า

ดวงดาวของเธอผลิบานเต็มตา

ฉันสุขหนักหนา

สุขนั้นช่างน่าฉงน

ฉันเฝ้ามองเธอราวเธอร่ายมนต์

ดวงดาวทยอย ทยอยหล่น

ราวสายฝนกลางตุลา

 

เด็กหญิงเจ้าเอย

ฉันเคยเป็นมา

ฉันรู้ดีว่า

โลกคือหน้าต่างดอกไม้

 

กวิสรา

 

h-04_thumb[2]

วิถีทาง…

ข้างหลังโปสการ์ด โดย saranya_nok.worm

 

_thumb3

เมธีคะ...

เห็นโปสการ์ดใบนี้แล้วทำให้ฉันนึกถึงรถยนต์มากมายบนท้องถนนที่ฉันใช้เดินทางในแต่ละวัน น่าแปลกที่เห็นรถยนต์เหล่านั้นแล้วฉันคิดถึงไดโนเสาร์ สัตว์ดึกดำบรรพ์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วค่ะ ขณะที่นวัตกรรมซึ่งเรียกกันว่า ‘รถยนต์’ นั้นกลับดูเหมือนจะมีวิวัฒนาการไปเรื่อย ๆ หรือสิ่งที่เติบโตตามธรรมชาติ จะมีกลไกการป้องกันเผ่าพันธุ์ของตัวเองได้ไม่ดีเท่าสิ่งที่เติบโตจากการให้กำเนิดด้วยความคิดของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนคะ

คุณว่า... จะมีสักวันหนึ่งในอนาคตไหม... ที่เราจะตื่นขึ้นมาในตอนเช้า... แล้วไม่พบประดิษฐกรรมที่เรียกกันว่า ‘รถยนต์’ นี้อีกแล้ว...?

หากไม่มีถนน... รถยนต์เหล่านี้ก็คงไม่เกิดขึ้นนะคะ...

เราควรจะขอบคุณคนที่คิดสร้างถนนดีไหม...?

คุณพ่อเล่าให้ฉันฟังว่า... เมื่อคุณพ่อยังเด็ก... พ่อไม่ได้ไปไหนมาไหนด้วยรถยนต์หรอกค่ะ พ่อเดินทางด้วยเรือจ้าง แต่สมัยนั้นภายในอำเภอก็เริ่มมีถนนบ้างแล้ว อย่างไรก็ตามเวลาจะไปไหนก็ต้องเดินถนนกันไปค่ะ พ่อบอกว่าถนนสายหลัก เช่น ถนนเพชรเกษม ก็เป็นเพียงถนน 2 เลนที่รถแล่นสวนกันไปมา ไม่มีฟุตบาท มีเพียงไหล่ทางซึ่งปลูกต้นมะขามป้อมเรียงรายไว้...

แล้วต่อมาทางราชการก็เข้ามาสร้างถนนตัดผ่านที่ว่าง เรือกสวนและบ้านเรือนของผู้คนที่นี่ เมื่อวิถีทางถูกลากผ่านเข้ามา วิถีชีวิตของผู้คนก็แปรเปลี่ยนไป...

คุณคงนึกออกว่า... การสัญจรนั้นก็เริ่มเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ เริ่มตั้งแต่รถสาธารณะ การคมนาคมทำให้คนเราสะดวกในการทำมาหากินมากขึ้น เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น แต่ละครัวเรือนก็ต้องการความเป็นส่วนตัว รถยนต์ส่วนตัวจึงเพิ่มจำนวนขึ้นตามความต้องการ

จนมาถึงทุกวันนี้... ที่ถนนลอยฟ้าและถนนใต้ดินซึ่งมีรางเหล็กคู่ขนานวางตัวอยู่ ได้เข้ามาทอดผ่านและพาดเส้นร่างดินสอของมันคู่ขนานและโยงใยในทิศทางต่าง ๆ บนระนาบมิติ วิถีชีวิตของคนก็เริ่มเปลี่ยนไปอีก...

ตึกแถว 2-3 ชั้น หรือแม้แต่บ้านไม้เก่าแก่ที่ดูคลาสสิก ต่างก็ถูกรื้อถอน แล้วสิ่งก่อสร้างทรงสี่เหลี่ยมคอนกรีตแท่งสูงก็ได้เข้ามาแทนที่...

ฉันไม่แน่ใจว่า... ถนนแถวบ้านของฉันนั้นจะกลายเป็นพื้นที่ซึ่งผู้คนจะได้ทำสิ่งต่าง ๆ เช่น ดูทีวีติดรถยนต์ ฟังวิทยุ อ่านหนังสือในรถ ทานอาหารในรถ ไปจนถึงบางคนอาจจีบกันจนกลายเป็นแฟนกันเมื่อถึงจุดหมายเลยหรือเปล่า เพราะคาดว่า...รถยนต์จะมีปริมาณเพิ่มขึ้นจนแน่นหนาถนนสายเล็ก ๆ นั้นอย่างแน่นอน

ถึงแม้ว่าวิถีทางจะนำมาซึ่งวิถีชีวิต แต่นั่นก็ใช่ว่า... วิถีใจของผู้คนจะถูกยกระดับให้สูงขึ้นไปด้วย ถนนบางสายอาจทำให้ครอบครัวที่เคยอบอุ่น กลับกลายเป็นครอบครัวซึ่งลูกหลานแยกตัวมาอยู่แบบโดดเดี่ยว ผู้คนดูจะมีความเป็นปัจเจกชนมากขึ้น เราอาจต้องบอกว่า...คนเหล่านั้นอาศัยอยู่ในถนนสายอิสรชน ซึ่งอวลไปด้วยความต้องการส่วนบุคคล ต้นไม้ที่ให้ร่มเงาแก่ลูกไม้บนเส้นทางสายนั้นอาจดูเหี่ยวเฉา เพราะความแห้งแล้งลงไปของน้ำใจไมตรีในหัวใจคน

แต่คุณพอจะนึกออกไหมว่า... ยังมีบางวงเวียนชีวิต ที่ฉันสงสัยว่าคงไม่มีถนนสายไหนตัดผ่านเข้าออก ชีวิตจึงเวียนวนอยู่อย่างนั้น อยู่แต่กับความยากจน พ่อแม่เจ็บป่วยทำงานไม่ได้ ลูก ๆ ต่างพากันไปทำงานในเมืองใหญ่ มีเพียงหลานที่ถูกพ่อแม่ทิ้งไว้คอยดูแลปรนนิบัติตาหรือยาย วงเวียนชีวิตที่ชำรุดทรุดโทรมและดูเหมือนว่าจะไม่มีเส้นทางชีวิตภายนอกใด ๆ ตัดเข้าไปถึงนี้ กลับมองดูแล้วให้ความรู้สึกที่น่าซาบซึ้งใจ ราวกับว่าที่มุมใดมุมหนึ่งของวงเวียนแห่งนั้น มีบ่อน้ำดีเล็ก ๆ ซึ่งมีดอกบัวงามชูช่ออยู่...

คุณคิดอย่างเดียวกันหรือไม่ว่า...

บางครั้ง...การมองเห็นวัตถุให้ชัดเจนน้อยลง จะทำให้เรามองเห็นความงดงามของจิตใจได้ชัดเจนขึ้น

แต่กระนั้นก็ตาม... หนทางแต่ละสาย ต่างมีวิถีของมัน และบางทีผู้ผ่านทางก็ทำได้เพียงแค่ ทำความรู้จัก... สัมผัส... และทักทาย...

กาลเวลา วิถีชีวิตและวิถีใจแห่งผู้คนจะเป็นสิ่งซึ่งวางรากฐานและก่อรูปร่าง ‘ อารยธรรม ’ ณ ที่รายทางแห่งนั้น...

ที่ท้ายสุดของโปสการ์ดใบนี้ ฉันขอให้เส้นทางของคุณมั่นคงแข็งแรง และขอให้คุณมีพลังใจที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีงามทั้งภายนอกและภายในอยู่เสมอ...

แล้วเราจะสร้างเส้นขนานไปด้วยกัน โดยไร้ขอบเขตที่ว่า... เราจะไปถึงไหนกัน...

แด่...เมธี และคนเดิน...ถนน

 

เบื้องหลังของด้านหลัง

ณ มุมหนึ่งเชิงเทือกเขาอันสลับสล้างซับซ้อนซึ่งวางตัวเป็นแนวยาว... ท้องฟ้าครามวันนี้โปร่งใส แสงแดดจ้าแต่ไม่ร้อนแรงด้วยอวลไอเย็นในอากาศ สีขาวโพลนของหิมะเหนือแนวเทือกเขาแห่งนั้นแลดูโดดเด่น...

อิฐเก่าแก่ขนาดใหญ่ถูกก่อตัวเป็นบ้านขนาด 3 ชั้นครึ่ง วางตัวตระหง่านอยู่เชิงเทือกเขาหิมาลัย ภายในหุบเขากาฐมาณฑุแห่งนี้ ประตูบานเตี้ยนั้นปิดตัวอยู่ ขณะที่หน้าต่างซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะกลับถูกเปิดไว้ มองเข้าไปภายในบ้านเห็นเพดานซึ่งวางตัวอยู่ไม่สูงจากพื้นดินมากนัก

บ้านหลังนี้มีอายุเท่ากับปู่ของเขา เขาอาศัยอยู่ที่นี่กับพ่อและแม่จนเติบใหญ่ และหลังจากที่พ่อแม่จากไปก็ทิ้งบ้านแบบพื้นเมืองเก่าแก่หลังนี้ไว้เป็นสิ่งสุดท้ายให้กับเขา

“ สลิตา... คุณยังจำเหตุการณ์เมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้วได้ไหมครับ เมื่อนักศึกษาก่อการประท้วงตามท้องถนนเพื่อต่อต้านรัฐบาลและสมเด็จพระราชาธิบดี Gyanendra ซึ่งรวบอำนาจและเป็นเผด็จการ ทั้งยังเกิดความต้องการให้เนปาลฟื้นฟูให้มีระบบรัฐสภา และพยายามเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นสาธารณรัฐ (Republican) ” อัสสชิตะ พูดขึ้นขณะที่สายตาซึ่งกำลังมองไปข้างหน้านั้นมีแววเคร่งขรึม

“ แม้เวลาจะผ่านไป 6 ปีแล้ว แต่ฉันก็ยังจำได้ดีค่ะ นั่นเป็นเหมือนรากฐานของจอมปลวกที่สะสมพลัง และเข้าโจมตีต้นไม้ใหญ่อย่างเงียบ ๆ จนไม้ใหญ่ที่เคยหยั่งรากลึก ที่สุดแล้วก็ต้องโค่นล้มลง... ” สลิตา มองหน้าอัสสชิตะ นัยน์ตามีประกายหม่น

“ ป้ายทะเบียนนี้ เคยติดอยู่บนรถคันหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นครับ ” อัสสชิตะชี้มือไปยังแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์เก่า ๆ แผ่นหนึ่งซึ่งแขวนติดอยู่บนผนังกำแพงอิฐเก่าคร่ำคร่านั้น

“ ส่วนป้ายทะเบียนแผ่นนี้ เคยติดอยู่ในรถซึ่งเต็มไปด้วยเทพเจ้าองค์เล็ก ๆ ที่พ่อของเพื่อนของผมวางเอาไว้ที่หน้ารถ พ่อของเพื่อนผมเขานับถือฮินดู นับถือพระเจ้า แต่แม่ของเขานับถือศาสนาพุทธ ส่วนตัวเพื่อนของผมนั้น เขาเป็นฮินดูผสมกับพุทธ สามารถไหว้ได้ทั้งพระและเทพเจ้า เมื่อรถของพ่อเขาเก่าและพังลง เพื่อนของผมจึงขอทะเบียนรถพ่อแล้วนำมาให้ผม ” อัสสชิตะ เอื้อมมือไปลูบคลำป้ายทะเบียนรถตรงหน้าเขา

“ ส่วนป้ายนี้ ที่มาไม่ค่อยดีนัก ผมได้มาจากรถยนต์ซึ่งประสบอุบัติเหตุหินถล่มในฤดูฝน คุณคงรู้ใช่ไหมว่า ในประเทศเนปาลของเรา ไม่ควรขับรถภายในหุบเขาระหว่างที่มีพายุฝน ” เขาหันไปยิ้มน้อย ๆ ให้กับสลิตา

“ ความจริง... ป้ายทะเบียนที่ได้มาอย่างไม่เป็นมงคลแบบนี้ คุณไม่น่านำมาสะสมไว้นะคะ อัสสชิตะ ” สลิตาขมวดคิ้วขณะมองป้ายทะเบียนแผ่นนั้น

“ สำหรับคนอื่นเขาอาจถือสาว่ามันไม่เป็นมงคล แต่สำหรับคนแบบผมแล้ว สิ่งนี้กลับเป็นสิ่งเตือนใจที่ดีมากทีเดียว... ” อัสสชิตะมองป้ายทะเบียนแผ่นนั้นนิ่งนาน

“ แล้วป้ายภาษาพื้นเมืองนี้ล่ะคะ มีที่มายังไง? ” สลิตาชี้มือไปที่ป้ายทะเบียนที่มุมล่างสุดของกำแพงแห่งนั้น

“ ป้ายนี้เป็นของชาวพื้นเมืองที่มีชื่อเรียกว่า ชาวเนวาร์ ครับ พวกเขาอยู่อีกฟากหนึ่งของหุบเขากาฐมาณฑุนี่เอง ในวันเหมาะบูชา หรือวันปีใหม่ของชาวเนวาร์ พวกเขาจะเป่าขลุ่ย ‘บาซูริ’ เดินไปตามท้องถนนในเมืองกาฐมาณฑุ คุณเคยเห็นประเพณีนี้ของพวกเขาไหมครับ ” อัสสชิตะพูดดวงตาเป็นประกาย

“ ฉันใช้ชีวิตอยู่แต่ในปาดันค่ะ แต่ก็รู้ว่าอีกสองมหานครโบราณในหุบเขากาฐมาณฑุนั้นมีวัฒนธรรมประเพณีที่หลากหลายราวกับผืนผ้าที่ถักทอจากวัสดุหลายชนิดเชียวค่ะ ถ้ามีโอกาสฉันก็อยากจะเดินทางไปชื่นชมสิ่งงดงามเหล่านั้น ” สลิตามองแผ่นป้ายทะเบียนที่มีตัวอักษรพื้นเมืองนั้นด้วยในแววตาแห่งความใฝ่ฝัน

“ ประเทศของเรานั้นเต็มไปด้วยธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่และสวยงามนะครับ ยังมีอีกหลายสถานที่ที่ผมเองก็ยังไม่เคยมีโอกาสได้ไป อย่างป้ายทะเบียนนี้ เจ้าของเล่าให้ผมฟังว่า เขากับภรรยาและลูกชายเดินทางไปเที่ยวที่โปครา ซึ่งห่างจากกาฐมาณฑุไปประมาณ 200 กม. ที่นั่นอยู่ในหุบเขาเขียวขจี มีทะเลสาบสีมรกตเป็นหัวใจและวิญญาณ ชาวบ้านเรียกทะเลสาบแห่งนี้ว่า ‘เทวาตาล’

เจ้าของรถเล่าว่า เมื่อขับรถไปถึงและท่องเที่ยวเสร็จ รถของเขาก็เกิดเสีย เขาจึงต้องนั่งเครื่องบินกลับมาแล้วค่อยพาช่างไปซ่อมรถที่นั่นอีกครั้ง เขายังเล่าให้ผมฟังว่า... นับเป็นโชคดีมากกว่าโชคร้ายที่เขาได้นั่งเครื่องบินกลับ เพราะตลอดระยะทางเขาได้เห็นทิวทัศน์อันสวยงามของเทือกเขาหิมาลัยในมุมที่สูงขึ้นไป ”

เขาหันมาทางสลิตา และพบว่าสลิตากำลังยืนมองเขาอยู่ด้วยดวงตามีประกายมุ่งมั่นบางอย่าง

“ แล้ววันหนึ่งเราจะไปที่นั่นด้วยกันค่ะอัสสชิตะ ” สลิตาเดินเข้าไปยกมือเขาขึ้นมากุมและบีบเบา ๆ

“ แต่... ” อัสสชิตะก้มหน้านิ่ง เขาถอนใจเบา ๆ แล้วจึงเงยหน้าขึ้นมองแฟนสาว

“ เราไม่ต้องไปไหนไกลก็ได้ครับ เรื่องราวการเดินทางของแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์นั้น ก็ทำให้เราเสมือนได้ท่องเที่ยวเดินทางไปไกลแสนไกลได้เหมือนกัน ” อัสสชิตะนำมือใหญ่ที่อบอุ่นอีกข้างหนึ่งของเขาขึ้นมากุมทับมือของสลิตา

“ คงจะได้เวลาแล้ว เราออกไปจากห้องนี้กันไหมครับ เดี๋ยวเราไปหาอะไรทานกันดีกว่า ได้เวลาอาหารมานานแล้ว... ” อัสสชิตะเข็นรถ wheel chair ของเขาออกไปจากห้อง ขณะที่สลิตายังคงยืนอยู่ตรงหน้ากำแพงอิฐซึ่งเต็มไปด้วยแผ่นป้ายทะเบียน ประวัติศาสตร์ของการเดินทาง และชีวิตชีวาภายในรถยนต์แต่ละคัน

ตั้งแต่ครอบครัวของอัสสชิตะประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์บนถนนแห่งหนึ่งในฤดูฝน หลังจากวันนั้นทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแปรเปลี่ยนไป พ่อกับแม่ของเขาจากไป ส่วนอัสสชิตะนั้นต้องกลายเป็นอัมพาตที่ครึ่งท่อนล่าง และสลิตา...เธอนั่นเองเป็นผู้หัดขับรถและพาเขาไปยังสถานที่ต่าง ๆ แต่ตลอดระยะเวลาเหล่านั้น...เธอไม่เคยรู้สึกเหน็ดเหนื่อยหรือย่อท้อกับโชคชะตา ความไม่สะดวกมากมายกลับทำให้เธอและเขาต้องร่วมกันฟันฝ่า ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน และทำให้ความรักระหว่างเธอกับเขามีมิติที่ลึกกว่าแค่เพียงหล่อเลี้ยงใจให้มีความสุขไปวันหนึ่ง ๆ

เธอรู้สึกว่าไม่เป็นไรเลย ที่จะต้องเป็นคนขับรถให้แฟนหนุ่มนั่ง เพราะสิ่งนี้นอกจากทำให้เธอเป็นคนเข้มแข็งขึ้นแล้ว การได้ไปไหนมาไหนกับอัสสชิตะนั้น ทำให้เธอรู้สึกดีเสมอเมื่อมีเขานั่งเคียงข้างไปด้วย ร่วมทางกันไปไม่ว่าจะไป ณ ที่แห่งหนไหน อาจเป็นเพราะว่า... การเดินทางนั้นสิ่งที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ก็คือสิ่งที่เรียก...หัวใจ และที่จุดนี้เองที่จะเป็นแหล่งกำเนิดประวัติศาสตร์ของการเดินทาง และเรื่องราวต่าง ๆ ระหว่างทางเหล่านั้น…

แต่สลิตาก็มีความหวังไว้ว่า... สักวันหนึ่ง... เธอและอัสสชิตะจะได้กุมมือกัน... แล้วก้าวเดินไปบนทางเดินสายเดียวกัน... ตลอดไป...

 


**อนึ่งเรื่องสั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งโดยได้แรงบันดาลใจจากโปสการ์ดด้านบน ซึ่งเป็นโปสการ์ดที่ผู้เขียนได้รับเป็นของที่ระลึกจากการส่งเรื่องเล่าความทรงจำกับสำนักพิมพ์สายธาร


044901_thumb2 044902_thumb1 044903_thumb1

ขอขอบคุณ

-สำนักพิมพ์สายธาร สำหรับโปสการ์ดที่ระลึก

-http://www.mfa.go.th/web/1720.php

-http://www.tiewnepal.com/index.php

 

Title : ชีวิตข้างถนน

เติมดีไซน์ใส่ชีวิต โดย ยางมะตอยสีชมพู

ชีวิตของคนส่วนใหญ่บนโลกใบนี้ที่มีสถานะตีตราว่าเป็นมนุษย์เงินเดือน


05.30 น. ตื่นนอน

06.00 น. ออกจากบ้านไปทำงาน

08.00 น. เริ่มงานช่วงเช้า

12.00 น. พักเที่ยง

13.00 น. เริ่มงานช่วงบ่าย

17.00 น. เลิกงาน

19.00 น. กลับถึงบ้าน

22.00 น. เข้านอน

แบ่งเป็น 11 ชั่วโมง อยู่บ้าน

9 ชั่วโมงอยู่ที่ทำงาน

และมีถึง 4 ชั่วโมงด้วยกันที่เราใช้ชีวิตอยู่บนพื้นลาดยางมะตอยที่เรียกว่า “ถนน”

และมีอีกหลายชีวิตเช่นกันที่อาจใช้ชีวิตอยู่บนถนนในช่วงระยะเวลาที่ลดหลั่นกันไป

บางรายอาจมีชีวิตอยู่บนถนนถึง 24 ชั่วโมงเลยทีเดียว

490501_thumb1

พระสมปอง...

ออกบิณฑบาตรแต่เช้าตรู่

เป็นเวลากว่า 5 ปีแล้วที่พระสมปองบวช ท่านไม่อยากสึก

ท่านหนีออกจากถนนเส้นนั้นมาได้แล้ว เพื่อเข้าสู่ทางที่ดีกว่า...

นั่นก็คือทางแห่งธรรม

490502_thumb1

พี่สมจิตร

ออกหาบเร่ขายส้มตำแต่เช้า ความเหนื่อยล้า

ที่แบกหาบมาตลอดทุกวันจะหายไป เมื่อเธอกลับมา

ถึงบ้าน และพบลูกๆ ของเธอตั้งตารอเพื่อรอกินข้าว

กับผู้เป็นแม่

490502.2_thumb1

จ่าสมหมาย

ออกปฏิบัติหน้าที่จราจรแต่เช้า

บางวันเขาก็โดนด่า บางวันเขาก็ได้รับคำชม แต่สิ่งที่เขาต้องการก็คือรอยยิ้มบนท้องถนน

แม้ว่าบางครั้งเขาจะต้องจับรถที่ทำผิดกฎจราจรบ้าง และแน่นอน ธรรมเนียมปฎิบัติของผู้ที่โดนจ่าจับก็คือ...

“ช่วยหน่อยนะจ่านะ ผมรีบ”

บางครั้งเขารู้สึกละอาย แต่ทำอย่างไรได้ล่ะ

ในเมื่อทุกคนล้วนมีเหตุจำเป็น และมีเหตุผลของตัวเองทั้งนั้น


หลากหลายชีวิตบนท้องถนนกำลังเริ่มเล่นเกมส์ … เกมส์แห่งการแข่งขัน

เตรียมตัว...

เข้าที่...

490503_thumb3

ระวัง...

ไป!!

 

490504_thumb2

น้าสมใจ ออกไปทำงานกวาดถนนทั้งวัน ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ แต่

เมื่อกลับมาถึงบ้าน เธอถึงกับถอนหายใจในความสกปรก ของ

ฝุ่น และหยากไย่ในบ้านของเธอ เธอหยิบไม้กวาดขึ้นมากวาด

บ้านอย่างเซ็งๆ

490505_thumb

ตาสมบูรณ์ ขี่ซาเล้งซื้อขายของเก่ามากว่า 20 ปีแล้ว เขามีลูก 3 คน ทั้ง 3 เรียนจบจากของเก่า ลังกระดาษ และขยะที่ตาสมบูรณ์เอาไปขาย

ปัจจุบันนี้ตาแกก็ยังคงขี่ซาเล้งรับซื้อ ขาย ของเก่าอยู่เหมือนเดิม

โดยที่ไม่รู้ว่าลูกๆ ของเขาทั้ง 3 คน

อยู่ที่ไหน...

490506_thumb

สมศรี มีอาชีพขายหมูปิ้ง เธอไม่รู้ตัวเลยว่าในร่างกายของเธอมีโรคร้ายรอวันเวลาที่จะกำเริบขึ้นมาอยู่

490507_thumb2
490508_thumb1

ป้าสมฤทัย เข็นรถเข็นขายอาหารมาหลายปี บรรดาหนุ่มสาวออฟฟิศต่างชอบมาซื้ออาหารกับแกเป็นประจำ

เหตุเพราะถูก อร่อย และมีอาหารหลากหลายให้เลือก แต่...เมื่อมีโครงการซ่อมถนน และร้านสะดวกซื้อที่เปิดขึ้นมามากมาย รายได้ของป้าแกก็เริ่มลดลง

และไม่อยากจะเชื่อเลยว่าอาหารของป้าแก จะแพ้กับแสตมป์สะสมเพียง 1-2 ดวง

490509_thumb1 

 

พี่สมบัติ เพิ่งเริ่มขายผัดไทในตรอกข้าวสาร ได้รับความนิยมจากบรรดานักท่องเที่ยวในย่านนั้นมากมาย สิ่งที่เขาสงสัยมีเพียงอย่างเดียวคือคนไทยไม่ค่อยมาซื้อผัดไท แต่กลับไปนั่งตากแอร์ในร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดแทน

490510_thumb1

ได้เวลาเลิกงาน...หากไม่เบื่อจากปัญหาจราจรไปเสียก่อน เราจะพบถึงสัจธรรมชีวิตได้ทันที

ทุกคนล้วนพบกับอุปสรรคไม่มีใครที่จะเจอไฟเขียว หรือไฟแดงไปตลอดชีวิตหรอก

490511_thumb1

 

ก่อนเข้าบ้าน หลายคนเลือกเดินเข้าตลาดเพื่อเลือกซื้อกับข้าวไปทานพร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว

490512_thumb1

 

บางคนอยู่ตัวคนเดียวก็กินข้างทางไปเสียเลย แน่นอนว่ามีให้เลือกสรรกันไม่หวาดไม่ไหว


490513_thumb2

จ่าสมหมาย มองดูผู้คนมากมายได้เดินทางกลับบ้าน

แต่

เขายังมีหน้าที่ที่ต้องทำ...

ในใจเขาคิดถึงลูกสาววัย 5 ขวบที่รอคอยให้เขากลับไปเล่า

นิทานก่อนนอนให้ฟัง

 

 

ทุกชีวิตบนถนนล้วนมีเรื่องราวต่างกันไป แต่...คำว่าน้ำใจ

หากเราคิดเหมือนกัน เราก็สามารถมีความสุขได้กับชีวิต

บนท้องถนนได้อย่างไม่ยากเย็น

แด่...ทุกชีวิตข้างถนนครับ

ยางมะตอยสีชมพู

 

 

 



ความเห็นที่ 12

 
  ตอบโดย    เมื่อ: 2010-02-28 15:22:55

โลกนี้มีไว้แบ๊ว : ปลายทาง...สุดถนน

by UgLy  PriNceSS 

“ไม่ไหวแล้วล่ะเพียงดิน...เราไม่ไหวแล้ว...ขอนั่งพักก่อนนะ”

พันตา นักเรียนชั้นประถม 6/5 (ห้องรวมเด็กเรียนอ่อนที่สุด และไม่ใช่ห้องคิง...ห้องคิงคือ 6/1 เท่านั้น) กระซิบบอกเพียงดินเพื่อนสนิทที่เดินมาด้วยกัน ทั้งสองเดินฝ่าเปลวแดดอันแผดเผา ณ โมงยามแห่งพระอาทิตย์ขึ้นทำมุม 90 องศาตรงหัว(ไม่มากกว่านั้น ไม่น้อยกว่านั้น) ลมร้อนระอุโถมทั่งปะทะเข้ากับใบหน้าเล็กๆของเด็กทั้งสอง

อากาศร้อน ...ร้อนมาก...ร้อนมากกว่า...ถึงร้อนมากที่สุด ใบหน้าของเด็กน้อยทั้งคู่แดงราวกับมียูทิป(เดิมใช้ชื่ออุทัยทิพย์)หยดเล็กๆกระจายตัวอยู่ทั่วบริเวณสี่พวงแก้ม ทั้งสองเดินต่ออีกเพียงเล็กน้อยก็ไปหยุดพักที่แคร่ไม้ไผ่ ซึ่งวางอยู่ด้านหน้าที่อ่านหนังสือประจำหมู่บ้านนั่นเอง

“เอ้าถึงแล้วพันตา นั่งพักเสียจะได้หายเหนื่อย” เพียงดินประคองเพื่อนสนิทให้ค่อยๆนั่งลงบนแคร่ พร้อมกับสอดส่ายสายตามองหาเพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ

“ขอบใจมากนะเพียงดิน ขอโทษด้วยนะที่เราทำให้ต้องเสียเวลา ดูสิ...คนอื่นๆหายไปทางไหนหมดแล้วก็ไม่รู้นะ...ไม่เห็นพวกเพื่อนๆแถวนี้สักคน” พันตาพูดพร้อมกับทำตาแดงๆ

“โธ่เอ๊ยตา คิดมากไปได้ ไม่เห็นไม่ได้แปลว่าไม่มีนี่นา บางทีกลุ่มอื่นๆก็อาจจะไปแอบพักเหนื่อยที่ไหนสักแห่งเหมือนเราสองคนก็ได้นะ อีกอย่างวันนี้ก็ 23 แล้ว พรุ่งนี้ก็จบค่าย เครียดไปไย” เพียงดินปลอบใจ

“ว่าแต่เธอค่อยยังชั่วหรือยังล่ะ ขืนพักนานกว่านี้มีหวังพรุ่งนี้เช้าชื่อเราสองคนจะถูกประจานหน้าแถวแน่ๆเลย” เพียงดินพูดพลางนึกภาพนักเรียนที่มาเข้าค่ายทั้งหมดยืนเข้าแถวตอนเช้า มีครูกาญจน์หยิบโทรโข่งขึ้นมา แล้วพูดผ่านริมฝีปากอูมๆว่า ...นักเรียนทุกคนคะ ครูขอประกาศว่าเพียงดิน กับ พันตา คือนักเรียนผู้ซึ่งไม่ผ่านการทำกิจกรรมออกค่ายเนตรนารี ประจำปี ๒๕๕๒ ของโรงเรียนบ้านตาปรือค่ะ...อูย...แค่คิดก็หนาวแล้ว

“ดราม่าจริงๆยายเพียงดิน” พันตาพึมพำกับตัวเอง ขณะเหลือบตามองเพียงดินที่หน้าซีด ตัวสั่น ราวกับลุ้นรอฟังผลศาลตัดสินคดียึดทรัพย์ก็ไม่ปาน

พันตาคว้าแขนเพียงดินแล้วออกเดินทางต่อ คดีพลิก เพราะคราวนี้เป็นเพียงดินที่เป็นฝ่ายตามหลัง ทั้งสองเดินผ่านไร่พริกของครูกาญจน์ (ปวดแสบ...ปวดร้อน...ปวดแสบ...ปวดร้อน) จากนั้นเลี้ยวซ้ายลัดเลาะไปตามทุ่งต้นนุ่น (เบา...ลอยละล่อง...เบา...ลอยละล่อง) เหยียบย่ำไปตามแนวคันนา (แฉะ...ชื้น...แฉะ...ชื้น) มุ่งหน้าเดินดุ่มๆเรื่อยไป จนกระทั่งข้ามสะพานที่ทำจากไม้ไผ่ที่กลายเป็นหิน (ซึ่งไม่ส่งเสียงเอี๊ยด...อ๊าด...เอี๊ยด...อ๊าด) ...จนในที่สุด

ผ่าง...งงงงงง........ (เสียงฉาบ ตามด้วยสายรุ้งโปรยปราย)

พันตาและเพียงดินมาถึงบริเวณค่ายเนตรนารีเป็นกลุ่มแรก ทั้งสองปรายตามองทั่วทั้งบริเวณ ปรากฏว่าไม่สามารถจับสัญญาณของสิ่งมีชีวิตประเภทที่ยืนด้วยสองขาหลังได้เลยแม้แต่น้อย

..................อาคารเก่าๆหนึ่งหลัง

................ ต้นราชพฤกษ์ 5 ต้น

.................โพยหวยเขียนตัวเลขต่างๆ วางอยู่บนโต๊ะ

.................และเธอกับฉัน...พันตาและเพียงดิน

“ตา...เธอเก่งจังเลย ดูสิเธอนำทางฉันมาจนกระทั่งพวกเรามาถึงค่ายเป็นกลุ่มแรกเลยนะ” เพียงดินถามปากคอสั่นด้วยดีใจ

“ฉันอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิด ยังไม่รู้จักถนนหนทางแถวนี้ดีเท่าเธอเลย เธอทำได้อย่างไรหรือตา”

พันตาอมยิ้มท่าทางขวยเขิน เธอเอามือล้วงเข้าไปในกระเป๋ากระโปรง(กระโปรงของเธอ...ไม่ใช่กระโปรงของเพียงดิน) แล้วหยิบกระดาษแข็งขนาดเล็กกว่าฝ่ามือเล็กน้อยออกมา

“นี่ไงจ๊ะคำตอบ ตอนที่พวกเราแวะพักเหนื่อยตรงที่อ่านหนังสือของหมู่บ้านน่ะ โมงยามที่เธอมัวแต่ดราม่า เราก็เหลือบไปเห็นแผนที่ย่อของหมู่บ้านเรา ที่เขาอัดใส่กรอบแล้วติดไว้อยู่ตรงเสาน่ะ เราก็เลย...”

“โอ้โห...พันตา...นี่เราดราม่านานไปหรือเธอไวกันแน่เนี่ย...สุดยอดจริงเพื่อนเรา แบบนี้เลิกค่ายสงสัยต้องให้แม่เราทำอ่อม...อ๊อม...ใส่หน่อไม้ฉลองกันหน่อยแล้ว...แต่...เอ๊ะ...”

เพียงดินเพิ่งสังเกตเห็นว่าเศษกระดาษที่พันตาใช้จดแบบแผนที่ของหมู่บ้านมานั้นไม่ใช่กระดาษเปล่า หากแต่ด้านหลังปรากฏเป็นข้อความว่า...

- - - - 240253 เท่านั้น - - - -


ตัดภาพไปยังที่พักอ่านหนังสือประจำหมู่บ้าน ซูมเข้าไปที่หน้าตู้กระจกที่บรรจุไปด้วยหนังสือเก่าๆ มีเศษกระดาษขนาดประมาณครึ่งหนึ่งของ A4 ถูกแปะติดไว้กับกระจกด้วยสก๊อตเทป ติดด้านบน และติดด้านล่าง (ซึ่งบัดนี้กระดาษส่วนล่างแหว่งหายไป...เหลือแค่ส่วนบนปลิว...พะเงิบ...พะเงิบ*)

- - - ข้า...ผู้ใหญ่เปรื่องขอแจ้งว่า หมู่บ้านหนองตาปรือของเราได้รับคัดเลือกให้อยู่ในกลุ่มหมู่บ้านยากจน (ประเมินจากรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปีของประชากรในพื้นที่) และโครงการแพทย์อาสาพัฒนาชนบท จะมาทำการตรวจรักษาฟรีให้แก่ชาวบ้านหนองตาปรือทุกท่าน ตามวันและเวลาด้านล่างนี้......ย้ำ.....กรุณามาให้ตรงตามวันและเวลา เพื่อประโยชน์ของตัวท่านเอง - - - - -

 

ฟู่ว.....ววววววว.......ฟู่ว....ววววว.....  (เสียงลมพัด )

เชิงอรรถ

: คำว่า ‘พะเงิบ’ เป็นภาษาท้องถิ่นอีสาน ความหมายเดียวกับ ‘พะเยิบ’

 

ประติมากรรมแห่งพันธนา-กาล

โดย ส้มลิ้ม 

Seiji Kunishima เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2480 ที่เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น เขาคือประติมากรที่มีแนวทางการสร้างสรรค์อันซับซ้อน และมีแนวความคิดเกี่ยวกับการห่อหุ้มและปกคลุมวัตถุด้วยวัสดุต่างชนิด เพื่อเชิญชวนให้ผู้ชมงานหวนคิดถึง “พันธนาการ” ในเนื้อหาที่ถูกปิดซ่อน

art49002_thumb2

ด้วยผลงานประติมากรรมโลหะและหินที่มีร่องรอยแตกร้าวราวกับการรังสรรค์ของธรรมชาติ ให้ความรู้สึกหนาหนักสมดังคุณสมบัติของวัสดุ เส้นสายจากริ้วรอยเลื่อนไหลตัดตรงข้ามกับความเรียบเนียนเป็นรูปทรงเรขาคณิต และเพิ่มความล้ำลึกทางความคิดที่สัมผัสได้จากการมองเห็น มวลปริมาตรของรูปทรงหิน ทำหน้าที่ตรงกันข้ามกับพื้นที่ว่างทางกายภาพที่ล้อมรอบตัวชิ้นงาน และเดินทางผ่านริ้วรอยแตกร้าวที่ให้ความรู้สึกเคลื่อนไหว เพื่อบ่งบอกความหมายของพื้นที่ว่างภายในและพื้นที่ว่างล้อมรอบอันเกี่ยวโยงเรียงร้อยกัน

ประติมากรรมของ Kunishima ไม่เพียงเป็นรูปทรงที่สวยงามด้วยพื้นผิวเรียบราบผสมผสานขรุขระ และเนื้อสีจากวัสดุที่สร้างน้ำหนักอ่อนแก่ในองค์ประกอบ หากแต่รายละเอียดของชิ้นงานที่สามารถถอดแยกชิ้นส่วนตามร่องรอยเส้นสาย ยังสร้างมิติของความเป็นกลุ่มก้อนประติมากรรมอันซับซ้อนทั้งรูปแบบวิธีการสร้างงาน แนวความคิด และผลลัพธ์ที่ปะทะต่อสายตาของผู้ชม

art49003_thumb2

หากมองอย่างผิวเผิน ประติมากรรมของ Kunishima ดูราวกับศิลปินได้คว้ามีดปลายบางคมกริบ ตัดแบ่งก้อนหินเป็นรูปทรงเรียบง่ายออกมาจากที่อยู่เดิมของมัน เสมือนการตัดแบ่งก้อนขนมอ่อนนุ่ม หากในความเป็นจริงที่รับสัมผัสได้จากเนื้อแท้ของวัสดุทั้งอะลูมิเนียม สำริด ตะกั่ว และก้อนหินนั้น สิ่งที่ Kunishima สร้างสรรค์ มิใช่การตัดแยกเอาส่วนอื่นที่เหลือออกไปจากผลงาน แต่เป็นการเลือกจับเฉพาะบางส่วนของวัตถุขึ้นมาเพื่อหยิบยกให้เราพิจารณาถึงแก่นแกนของมันอย่างจริงจัง เมื่อชิ้นส่วนในผลงานถูกถอดประกอบออกจากกันและเผยให้เห็นสาระที่แอบเงียบอยู่ในงาน กล่องก้อนอะลูมิเนียมสีเงินที่ซุกซ่อนก้อนหินสีเข้มไว้ภายใน จึงกลายเป็นกล่องปริศนาที่รอให้เราค้นหา

กิ่งไม้สำริดที่พาดทับผิวบนของงานสอดประสานและย้อนแย้งกับธรรมชาติของก้อนหินที่ปรากฏร่างออกมาให้เราเห็นจากองค์รวมทั้งหมดอย่างลับล่อ สื่อแสดงเจตจำนงของศิลปินที่เพียรสร้างความประสานกลมกลืนด้วยความสัมพันธ์จากคู่ตรงกันข้ามของสรรพสิ่งในชีวิตมนุษย์ ทั้งสีขาวและสีดำ ความเรียบเนียนและขรุขระ ความสว่างกับความมืด ตามหลักหยินหยางที่กล่าวถึงการมีอยู่ของปฏิกิริยาระหว่างสิ่งที่เป็นคู่ตรงข้ามกัน

แนวคิดพื้นฐานในประติมากรรมของ Kunishima คือ การสร้างความเป็นไปได้อันหลากหลายในความสัมพันธ์ระหว่างรูปทรงของประติมากรรมและพื้นที่ว่างทางกายภาพ โดยมิได้เน้นย้ำที่การเติมเต็มมวลปริมาตรให้สมบูรณ์ หากแต่ให้ความสำคัญกับการล้อมรอบรูปทรงนั้นด้วยพื้นที่ว่างที่เอื้ออิงกับธรรมชาติรอบด้านคล้ายกลเกมหมากล้อม ให้สาระทางความคิดและความรู้สึกลึกซึ้งราวกับวัฒนธรรมการจัดสวน จัดดอกไม้ หรือการชงชาแบบญี่ปุ่น ซึ่งยึดหลักความสมดุล ความสงบเงียบ ความนิ่งเย็น และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

art49001_thumb3

อีกแนวทางหนึ่งของการทำงาน  Kunishima เลือกหยิบยกเศษวัสดุจากชีวิตประจำวันที่มีคุณค่าและความหมายในอดีตมาสร้างเป็นชิ้นงานประติมากรรม รวบรวมวัตถุทางความรู้สึก อาทิ สมุด ดินสอ ปากกา หน้านิตยสาร แผ่นผับการแสดงงานศิลปะ หลอดไฟ ตะปู แว่นตา หรือพู่กัน แล้วฉาบเคลือบวัตถุนั้นๆ เพื่อหยุดนิ่งเสี้ยวหนึ่งของความทรงจำที่ไม่อาจสัมผัสได้ ให้กลายเป็นงานประติมากรรมที่ให้ความรู้สึกเร้นลับเลือนรางด้วยส่วนประกอบอันคลุมเครือ สีสันดั้งเดิมของวัตถุของกระดาษหรือแผ่นพับ ถูกแต่งแต้มให้ซ้อนทับกับเส้นสีเคลือบฉาบ บางส่วนของวัตถุถูกซุกซ่อนจากสายตาผู้ชม และบางส่วนก็ทำหน้าที่บอกเล่าอดีตที่มาของมันอย่างชัดแจ้ง

art4904_thumb2

ความโดดเด่นของผลงานในชุดนี้ อยู่ที่การประสานกลมกลืนและความขัดแย้งขององค์ประกอบในภาพ ผลงานบางชิ้นให้ความรู้สึกบางเบา สง่างาม ขณะที่บางชิ้นก็สร้างความหนาหนัก มืดครึ้ม บางส่วนโปร่งแสง บางแห่งทึบตัน ซึ่งกลายเป็นทัศนธาตุสำคัญที่ทำให้ผลงานโดยรวมเต็มไปด้วยอารมณ์ของความเร้นลับชวนให้เพ่งพิจารณา ผิวหน้ามันวาวคล้ายบอกเล่าถึงความหลังที่ถูกฉาบทับด้วยกาลเวลา และกลุ่มก้อนของวัตถุหลากหลายซึ่งรวมตัวกันเป็นเอกภาพของประติมากรรม ก็สร้างความรู้สึกสะกิดใจในความประสานกลมกลืนที่แฝงถ้อยความมากมาย

คำคำหนึ่งในนิทรรศการนี้ที่น่าสนใจ คือ Wrapped Memory ที่บ่งบอกความหมายถึงการห่อหุ้มความทรงจำ นอกจากนั้น การห่อในวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่น ยังมีนัยที่ละเอียดอ่อนลึกซึ้งชวนคิดแฝงไว้ เพราะคุณค่าของการห่อมิได้อยู่แค่เพียงของที่พันธนาการไว้ภายใน หากสิ่งที่ทำหน้าโอบอุ้มของสิ่งนั้นก็มีความสำคัญต่อจิตใจของผู้ให้และผู้รับไม่แพ้กัน

เมื่อพิจารณาตามนัยยะนี้ ประติมากรรมโลหะและหินที่ดูขรึมขลัง จึงอาจให้ความหมายถึงการห่อหุ้มเสี้ยวส่วนความคิดของการเพ่งพินิจ เพื่อครุ่นคิดถึงความเกี่ยวโยงอย่างเป็นระบบมีลำดับขั้นของสรรพสิ่งในธรรมชาติอย่างสงบเงียบ

ขณะที่ประติมากรรมเทคนิคผสมวัสดุในชีวิตประจำวัน ก็บ่งชี้ถึงความปรารถนาของศิลปิน ที่เพียรบรรจงห่อหุ้มเสี้ยวส่วนของอดีตกาล เพื่อเก็บรักษาห้วงขณะหนึ่งแห่งวันวานอันผ่านพ้นให้ยังคงปรากฏรูปเป็นงานศิลปะที่งดงามด้วยรูปนามและความหมายอันทับทวี

art4905_thumb2 

 Seiji Kunishima : Sculpture Wrapped Memory

ARDEL’s Third Place Gallery / อาร์เดลเธิร์ดเพลส แกลเลอรี สุขุมวิท 55 ทองหล่อซอย 10

9 กุมภาพันธ์ – 14 มีนาคม 2553

 

ล้อมวง เหล้า เล่า : คืนหนึ่งของผมกับน้องแพนเค้กในอเมริกา

โดย..ชายใต้เงาจันทร์

clip_image002_thumb1

สวัสดีครับ...ผมนัก(อยาก)เขียนหน้าใหม่ในทีมงานก้าวรอก้าว ขอฝากตัวด้วยครับ

เร่เข้ามาๆ เรามาล้อมวงสนทนาแบบสบายๆด้วยกันดีไหมครับ?

ค่ำวันหนึ่ง ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับน้องแพนเค้กอย่างเปิดใจ อะนะ ไม่เบานะเรา อิอิ

อืม...ลืมบอกไป น้องแพนเค้กที่กล่าวถึง ไม่ใช่น้องแพนเค้กซูเปอร์สตาร์ดาราไทยนะครับ

แต่เป็นน้อง(คนขาย)แพนเค้กที่ร้านต่างหาก

หล่อนชื่อแอนโทนี่ อ๊ะๆ หลายท่านคงงงๆ ว่าทำไมชื่อน้องเขาฟังดูแปลกๆ

จะไม่แปลกได้ไงล่ะครับ เพราะน้องเขามีใจเป็นสตรีแต่บอร์ดี้เป็นชาย

หรือบ้านเราเรียก ‘ประเทือง’ นั่นแหล่ะครับ (ฮา)

“พี่ชายคิดไง ถึงได้มาอยู่อเมริกาล่ะเคอะ?” น้องแอนโทนี่ถามด้วยสำเนียงฝรั่งที่พูดไทยไม่แข็งแรงนัก

“พี่ไม่ได้คิด’ไรมากหรอกน้อง แค่อยากมาเรียนรู้โลกกว้างและเพราะความต่างของค่าเงิน” ผมตอบ

“แอนว่า...เมืองไทยน่าอยู่กว่าเยอะ อบอุ่นดี ไม่ต้องดิ้นรนมากมาย ผู้คนก็เป็นมิตร ยิ้มแย้มแจ่มใส” หล่อนเคยไปอยู่เมืองไทยมาสามสี่ปี “อาหารการกิน ผลหมากรากไม้ก็มีให้กินเยอะแยะ ราคาถูกด้วย” หล่อนสาธยายต่อ

“อืม...ก็ถูกของน้อง” ผมกล่าว “ผู้คนที่นี่เหมือนหุ่นยนต์นะ วันๆ ทำแต่งาน”

“ตื่นเช้าต้องรีบไปทำงาน ค่ำมากลับถึงบ้านก็รีบนอน ไม่ค่อยได้สรวลเสเฮฮาอย่างคนไทย” หล่อนว่า

อืม.. ก็จริงอย่างที่น้องเขาว่า

หลายๆท่านคิดฝันไปว่าอเมริกาคือดินแดนศิวิไลซ์ แท้จริงแล้ว เป็นเช่นนั้นจริงหรือ...

clip_image004_thumb1

ก่อนที่จะเดินทางมาอเมริกา ผมเคยเห็นภาพบ้านเมืองของเขาจากภาพยนตร์บ้าง จากหนังสือบ้าง ทำให้คิดวาดภาพไปว่า โอ้...อเมริกาคือดินแดนสวรรค์ ช่างสวยงามกระไรเยี่ยงนี้....

แต่พอมาสัมผัสจริงๆ มันมิได้สวยงามอย่างที่ฝัน

ถ้าจะให้เปรียบอเมริกาเป็นผู้หญิง ก็เป็นประเภท ‘สวยแต่รูปจูบไม่หอม’

ส่วนเมืองไทย เป็นประเภท ‘สวยทั้งรูปจูบก็หอมแอนด์หน่อมแน้มคิกขุ’ (ฮา)

เมืองฝรั่งนั้น เราเห็นว่าบ้านเมืองภูมิทัศน์ของเขาช่างสวยงาม น้ำตกใสเย็น แต่เอาเข้าจริงแล้ว บรรยากาศ(บางรัฐ)ไม่ดีเลย น้ำตกที่สวยงาม ก็ได้แต่ถ่ายรูปเท่านั้น จะลงไปแก้ผ้าอาบน้ำเล่นเหมือนบ้านเราก็ไม่ได้เพราะหนาวมากๆ

บ้านเราโดยเฉพาะแถวๆต่างจังหวัด จะเห็นเพื่อนบ้านเอาเสื่อมาปูที่สนามหญ้าหน้าบ้าน ร้องรำทำเพลงเคาะขวดกันสนุกสนานในเทศกาลต่างๆ แต่ถ้าเป็นเมืองฝรั่งทำอย่างนั้นไม่ได้ ถ้าใครฝืนทำ รับรองไม่เกินสิบนาทีตำรวจมาเชิญตัวไปแน่ๆ เพราะคนข้างบ้านโทรแจ้งตำรวจไปว่าเราส่งเสียงดังก่อความรำคาญให้กับเขา

เด็กๆ และผู้คนที่นี่ไม่ค่อยไว้ใจคนแปลกหน้าและหน้าแปลก เช่นเราเห็นเด็กๆน่ารักแล้วเดินเข้าไปจับแก้มจับจมูกแบบรักเด็กเอ็นดูเด็กเหมือนเมืองไทยไม่ได้ ถ้าเกิดลูกเขาร้องหรือพ่อแม่เขาไม่พอใจ หาว่ามือเราสกปรก ทำให้ลูกเขาติดเชื้อโรค เขาอาจฟ้องร้องเราได้ ดีไม่ดีอาจทำให้เราได้ไปนอนคุกอเมริกาเล่นๆ เพียงแค่เพราะความเอ็นดูเด็ก

พ่อแม่ไม่มีสิทธิ์ตีลูกตัวเอง เพราะถ้าเกิดตีลูกแล้วลูกมันโทรไปแจ้ง 911 รับรองตำรวจจะมาเยี่ยมบ้านท่านแน่นอน ถ้าเกิดลูกมันยืนยันว่าโดนพ่อแม่ตีหรือทำร้าย รับรองพ่อแม่อาจได้ไปนอนคุกเล่นๆเพราะคุณลูกสุดที่รักนั่นเอง

บางรายเดินผ่านหน้าบ้านเรา ถ้าหากเขาเดินหกล้มได้รับบาดเจ็บ จะเกิดจากลื่นหิมะก็ดีหรืออะไรก็ตาม แล้วเขาฟ้องร้องว่าบ้านเราไม่รู้จักดูแลรักษาความสะอาดหน้าบ้านให้ดี เป็นเหตุให้เขาต้องได้รับบาดเจ็บ เราก็ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลให้เขา และอาจเสียค่าทำขวัญอีกหลายดอลลาร์ โดยที่เรานอนดูทีวีอยู่ในบ้านไม่ได้รู้เรื่องอะไรกับเขาเลย......

ยังไงๆ เมืองไทยน่าอยู่กว่าอเมริกาเยอะครับ ผมขอยืนยัน นั่งยัน และนอนยัน

..................................................................

“พี่ชายเคอะ นั่งเหม่อ คิดถึงใครหรือคะ?” น้องแอนโทนี่ถามผมด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้นหลังจากที่ผมนั่งเหม่อนิ่งเงียบไปนาน “พี่ชายคะ น้องขอถามอะไรหน่อยสิเคอะ?”

“ว่าไง?” ผมกล่าว

“พี่ว่า กระเทยไทยกับกระเทยฝรั่ง ใครสวยกว่ากันเคอะ” หล่อนถาม

“กรรม...งานเข้า” (ผมบ่นในใจ)

(ฮา)

 

 

Country road, take me home : หลังรปห. 19 กันยา ฉันขอภาวนา ให้ประชาธิปไตยได้เดินไปในที่ที่ควรอยู่

by popo

ทุกๆครั้งที่ฉันมีเรื่องอึดอัดใจบางอย่างภายในห้องหอพักสี่เหลี่ยมเล็กๆนี้ แต่ไม่สามารถอธิบายออกมาได้ชัดเจนว่าสิ่งที่ฉันอึดอัดมันคืออะไรกันแน่

สิ่งที่ฉันทำคือเดินออกไปที่ระเบียงหอพักที่ฉันอยู่เสมอ เนื่องจากวิวตรงระเบียงถือว่าสวยใช้ได้เลย ถ้ามองลงไปจะเห็นถนนทางหลวงตัดลากยาวไปจนสุดสายตา ไกลออกไปเป็นต้นไม้แซมทุ่งหญ้าเป็นหย่อมๆแบบชนบท แล้วเนื่องจากห้องของฉันอยู่ทางทิศตะวันตกนี่เอง ช่วงตอนเย็นจะมองเห็นอาทิตย์อัสดงลาลับไปกับทุ่งหญ้ารังสิตได้อย่างชัดเจน ตอนกลางคืนทางหลวงจะเปิดไฟส่องทางสีส้มยาวไปเป็นทิวแถว ชวนให้คิดถึงบ้านแบบเพลง Country road อยู่เสมอ แม้สถานที่ที่ฉันอยู่จะไม่มีภูเขาหรือแม่น้ำแบบในเพลงก็ตาม

แต่ฉันก็ต้องผ่านทางหลวงเส้นนั้นเพื่อกลับบ้านอยู่เสมอ...

โดยปกติเวลาที่ฉันคิดถึงบ้าน ฉันพยายามจะคิดถึงความหมายของคำว่าบ้านที่ฉันสังกัดอยู่ในเขตกรุงเทพฯ อันเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดในประเทศไทย ว่ามันมีจริงไหมนะ หรือเป็นแค่บ้านที่ฉันพยายามสร้างฝันขึ้นมาว่ามันคือบ้านจริงๆ

บ้านที่ฉันคิดถึง(หรือควรจะคิดถึงตามแบบแผนครอบครัวอบอุ่นในหนังสือสังคมศึกษาระดับมัธยม)ในมโนสำนึก มักจะเป็นบ้านที่ประกอบด้วยพ่อแม่ลูกอยู่กันอย่างพร้อมหน้าอบอุ่น อยู่ดีกินดีไม่ลำบาก อยู่ในสังคมที่แม้จะไม่ได้ดีมากนัก แต่โอเคอยู่ในระดับหนึ่ง น่าจะเป็นสังคมที่พร้อมจะร่วมกันปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตย ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพที่จะแสดงความคิดหรือสิ่งใดก็ได้ในระบอบนี้

ตั้งแต่ฉันอยู่ธรรมศาสตร์เป็นต้นมา ฉันต้องจากบ้านมาอยู่ที่รังสิตก็เป็นเวลาเกือบปีแล้ว แม้จะกลับบ้านช่วงเสาร์อาทิตย์ แต่เมื่อขึ้นเทอมสองเป็นต้นมาฉันแทบไม่ได้กลับบ้านเลย หลายสิ่งหลายอย่างในความรู้สึกของฉันมันเปลี่ยนไป

คงไม่เป็นการกล่าวเกินไป ว่าฉันโตมากับบ้านที่มีความเชื่อว่าการทำรัฐประหารของทหารเพื่อเอานักการเมืองชั่วๆออกไปเป็นสิ่งดี ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกเมื่อที่บ้านฉันต่างพร้อมยินดีปรีดาฉลองกันวันที่ 19 กันยายน เมื่อทหารทำการรัฐประหารเอานักการเมืองที่ชื่อทักษิณออกไป อีกทั้งร่วมสนุกตื่นเต้นไปกับรถถังที่จอดหน้าสถานที่สำคัญๆต่างๆ รวมไปถึงหน้าโรงเรียนของฉันเอง

แล้วฉันก็ต้องขอสารภาพตามตรงว่า ตัวฉันเอาคำว่าประชาธิปไตยไปผูกติดกับคำว่านักการเมืองคุณธรรม ตามที่ถูกพร่ำสอนมาแต่อ้อนแต่ออก ไม่ต่างจากชนชั้นกลางหลายๆคนในสังคมหรอก แล้วอาจเชื่อไปจนถึงขั้นที่ว่า ต่อให้ประชาธิปไตยเป็นยังไงก็ช่าง ขอให้ได้ผู้นำที่ดีมีคุณธรรมก็พอแล้ว

แต่ก็มีผู้ใหญ่ที่ฉันรักมากบอกกับฉันว่า เราไม่ควรเลิกศรัทธากับระบอบนี้นะ แม้ว่ามันจะน่าเบื่อและชักช้าเพียงใดก็ตาม

อาจจะเป็นเพราะฉันเห็นว่าผู้ที่พูดเป็นผู้ใหญ่กว่าฉัน และเป็นคนที่ฉันรัก ฉันจึงคิดและเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจ สิ่งที่ผู้ใหญ่บอกมีอิทธิพลต่อฉันมากจนฉันเริ่มศึกษาระบอบประชาธิปไตย และความคิดเกี่ยวกับการทำรัฐประหารก็เริ่มเปลี่ยนไปตามลำดับ แต่ฉันยังคงความเชื่อผู้นำคุณธรรมไว้ จนวันหนึ่งที่ฉันเริ่มสังเกตเห็นว่า ทำไมผู้ใหญ่ที่ฉันรักทุกๆคนจึงมีสองมาตรฐาน คือเลือกที่จะวิจารณ์รัฐบาลที่ได้มาจากประชาชน โดยอ้างว่ามันไม่มีคุณธรรมมากพอ แต่ไม่วิจารณ์ผู้นำที่มาจากรัฐประหารของกลุ่มชนชั้นปกครอง เพียงเพราะผู้นำที่มาจากการทำรัฐประหารหรือผู้นำที่สนับสนุนรัฐประหารดูดีมีคุณธรรมและชาติตระกูลกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอยู่มาก

ฉันเริ่มตั้งคำถาม แต่คำถามนั้นก็ไร้การตอบจากผู้ใหญ่ หรือแทบไม่ต้องการพูดถึงเสียด้วยซ้ำ ฉันเริ่มเข้าใจและรับรู้ถึงภาวะของการจำกัดสิทธิเสรีภาพในตอนนั้นแทบจะทันที ว่าการที่ตนเองมีข้อจำกัดเสรีภาพในการคิด การเขียน การแสดงออก ในสถานที่แห่งหนึ่งที่ตนเชื่อว่ามันเป็นบ้านมาตลอดมันน่าอึดอัดเพียงใด แล้วที่น่าเจ็บปวดคือ สิ่งนั้นมาจากหลายๆคนซึ่งเป็นผู้ที่ฉันเชื่อมั่นมาตลอดว่าเขาเป็นกลาง เข้าใจการเมืองมากที่สุดในสายตาฉัน

ฉันเริ่มสับสนและอดตั้งคำถามไม่ได้ ทำไมผู้ใหญ่ต้องโกหกฉันด้วย

ความผิดหวังทำให้ฉันเริ่มมองทุกอย่างตามความเป็นจริง

ว่า ฉัน-ในฐานะผู้สังกัดครอบครัวชนชั้นกลาง อาจจะยึดกับคติกับระบบบางอย่าง จนไม่เคยมองนักการเมือง และประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศในฐานะที่พวกเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งเลย

เช่นเดียวกัน ฉันเองเริ่มไม่เข้าใจผู้ใหญ่ที่ตั้งใจบัญญัติให้ประเทศเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพราะถ้าหากต้องการให้การปกครองในประเทศเป็นระบอบประชาธิปไตย ประชาชนทุกคนควรร่วมรับผิดชอบกับผู้นำที่เสียงส่วนใหญ่ของประเทศต้องการ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด ไม่พอใจใครแค่ไหน ก็ควรร่วมกันรับผลตามกติกาที่ได้บัญญัติขึ้นไว้

เพราะในเมื่อเลือกที่จะปกครองระบอบนี้ ก็ควรเชื่อว่ามนุษย์มีสิทธิ์เลือกผิด เลือกถูก ไม่จำกัดว่าจะต้องตัดสินใจถูกเสมอไป ทุกอย่างสามารถผิดพลาดได้ แต่อย่างน้อยมนุษย์ก็ควรมีอิสระเลือก และควรรับผิดชอบและเรียนรู้ผลจากการเลือกของตนเอง ไม่ใช่ให้ใครมาคอยเลือกให้ตลอดไป

มิเช่นนั้นก็อย่าเสแสร้งตัวเอง บอกตรงๆว่าอยากเปลี่ยนการปกครองไปอยู่ระบอบเผด็จการเสีย ให้ชัดเจนไปเลยว่าตนต้องการสิ่งใด

ฉันมองกลับไปที่ถนนเส้นนั้นอีกครั้ง แล้วกดเปิดเพลง Country road จังหวะสนุกของเพลงไม่เปลี่ยนเลย

ทางหลวงที่พาฉันกลับบ้านยังคงอยู่เหมือนเดิม บ้านก็ยังคงตั้งอยู่ที่เดิม แต่อาจเป็นเพราะฉันห่างจากบ้านของฉันมากขึ้น ฉันเริ่มรู้สึกแปลกแยกจากบ้านของตัวเอง จนคิดว่าคำว่าบ้านสำหรับฉันมันอาจไม่มีจริงอีกแล้ว

เมื่อมาเขียนมาถึงตรงนี้ ท่อนฮุกของเพลง country road ก็ดังขึ้น

Country roads take me home
To the place I belong

ฉันอดนึกไม่ได้ บางทีทางหลวงที่พาสังคมในระบอบประชาธิปไตยไปสู่บ้านหลังใดหลังหนึ่งตลอดกาล อาจจะไม่มีจริงเช่นกัน

แต่ถึงแม้ไม่มีจริง ถ้าหากประเทศยังต้องการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอยู่ต่อไป หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ฉันก็ไม่อยากให้ผู้ใหญ่พยายามทำลายทางหลวงเส้นนั้นทิ้งด้วยข้ออ้างที่ว่าประเทศไทยยังไม่พร้อมสำหรับสังคมในระบอบประชาธิปไตยอีก ฉันได้แต่ภาวนาลึกๆ ขอให้ประชาธิปไตยได้เดินไปอยู่ในที่ที่สมควรอยู่ ณ ตอนนี้ ก็เพียงพอแล้ว

 

popo

รับฟังเพลง Country road คลิก

 

999 GALAXY EXPRESS : by MATSUMOTO Leiji

review by (…)

ท่วงทำนองของการเดินทาง

ซึ่งอาจเป็นบทเพลงอันยืดยาวและเชื่องช้าไม่รู้สิ้น ด้วยเพราะจักรวาลกว้างไกล และการคาดคำนวณของข้าพเจ้านั้นต้อยต่ำจนมิอาจล้วงรู้ถึงระยะทางจากต้นทางไปยังจุดปลายของขอบเขตเอกภพ หากแต่สถานอันเป็นหนแห่งดำรงตนของข้าพเจ้ากลับเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าแจ้งชัดจำจดไว้ได้มิลืมเลือน

ข้าพเจ้านั่งอยู่ตรงนั้น ตรงที่นั่งแถวหลังสุดของตู้โดยสารท้ายสุด ม้านั่งไม้ยาวเก่าคร่ำหากแต่มันวาว ข้าพเจ้านั่งตรงนั้นตั้งแต่รถออกจากสถานี

รถไฟสาย 999 ซึ่งออกเดินทางจากต้นสายจากที่แห่งใดแห่งหนึ่งไม่มีใครรู้ และมันจะไปสุดทางที่ดวงดาวจักรกล ดาวที่มีร่างกายจักรกลแจกฟรี คนจำนวนมากอยากได้ร่างกายเช่นนี้ ด้วยเพราะมันทำให้พวกเขามีอายุยืนยาว และจะได้สานต่อเรื่องราวที่อยากกระทำ แต่ร่างกายอันเป็นเลือดเนื้อของคนธรรมดาไม่อาจอำนวย พวกคนเหล่านั้นจึงเปลี่ยนตัวเองเป็นเครื่องจักรกล

เท็ตสึโร่นั่งติดริมหน้าต่าง เขามักมองออกไปเบื้องนอกและตั้งคำถาม ดูเหมือนว่า หากรถไฟขบวนนี้ยังคงขับเคลื่อน ไปอีกเรื่อย ๆ คำถามจะมีมากมายพอ ๆ กับ จำนวนดวงดาวที่รถไฟสาย 999 เดินทางผ่าน

ดวงดาวมากมายนั้นย่อมมีเรื่องราวนานาสลับซับซ้อนเช่นกัน เมื่อรถไฟแวะจอดเพื่อให้ผู้โดยสารได้พักผ่อน ก็มักมีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้น และบางครั้งข้าพเจ้าได้แต่นั่งมองจากหน้าต่างของตู้โดยสารขบวนสุดท้าย มีบ้างที่ข้าพเจ้าจะเดินเล่นเพื่อขจัดความเบื่อหน่าย หรือผ่อนคลายความอาการบางอย่างอันเกิดจากการเดินทางผ่านห้วงอวกาศอันมืดดำ และเมื่อเดินมายังตู้โดยสารที่ทั้งสองนั่งอยู่นั้น

เมเธลนั่งมองเท็ตสึโร่ตลอดเวลา และแม้ยามหลับเธอก็มักจะนอนหลับทีหลังเขา แรกเห็นคนทั้งสองข้าพเจ้าแอบคิดว่า ช่างเหมือนแม่กับลูกเสียมากกว่า ซึ่งขณะนี้ก็ยังคงคิดเช่นนั้น เมเทลดูแลเท็ตสึโร่ตลอด ทั้งเรื่องอาหารการกิน หรือแม้แต่ยามหลับนอน เท็ตสึโร่ก็ตอบแทนความห่วงใยของเมเทลด้วยดีตลอดมา

คนทั้งสองมีความผูกพันที่น่าชื่นชม สองชีวิตต่างก็ผ่านเรื่องราวหนักหนามามาก และการเดินทางยาวไกล การที่มีเพื่อนร่วมทางที่ไว้ใจได้ย่อมเป็นของขวัญอันล้ำค่ามิใช่หรือ ?

ข้าพเจ้ายังไม่เคยได้ใกล้ชิดพวกเขา อย่าว่าแต่ใกล้ชิดเลย ข้าพเจ้าแทบไม่เคยได้ลงจากรถไฟขบวนนี้เลย ก็จะให้ข้าพเจ้าลงไปทำไม ข้างนอกนั้นมีแต่อันตราย ดวงดาวแต่ละดวงที่รถไฟจอดพักมักมีความพิเศษจำเพาะ…

แน่นอนว่ามันไม่เหมาะกับร่างกายอันบอบบางของข้าพเจ้า เพราะมันช่างอ่อนแอเกินกว่าจะพาร่างนี้ออกไปผจญกับเรื่องราวแปลกประหลาดเหล่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงภายนอก แต่ภายในรถไฟยังคงเหมือนเดิม ตู้เสบียงก็มีอาหารส่งถึงท้องเสมอไม่เคยขาด

ข้าพเจ้าอยากไปถึงที่หมายโดยเร็ว จึงไม่สบอารมณ์นักที่รถไฟมักแวะพักตามดาวต่างๆ และบางครั้งหากผู้หญิงที่ชื่อเมเทลยังไม่ขึ้นมาบนรถไฟ ต่อให้เลยกำหนดเวลาในการจอดพัก รถไฟขบวนนี้ก็จะยังไม่ออกเดินทาง แต่หากลองเป็นข้าพเจ้าละ มันคงไม่รอเป็นแน่

ข้าพเจ้าจึงต้องระวังเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเพราะกลัวว่าจะตกหล่นจากรถไฟขบวนนี้ ข้าพเจ้าจึงจำเป็นต้องนั่งอยู่บนนี้ตลอดเวลา

เสียงเจ้าหน้าที่คนนั้นวิ่งหอบมาแต่ไกล เขาแจ้งให้ผู้โดยสารทราบว่ารถไฟกำลังจะจอดที่ ‘ดาวแห่งทางเลือก’ ชายคนนี้ประหลาด ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นใบหน้าเขา และไม่เคยสักครั้งที่เห็นเขาเปิดให้เห็นสิ่งที่มืดมิดภายใน แต่ก็ช่างเถอะ นั่นมันเรื่องของเขา เป็นสิทธิ์ของเขาที่จะกระทำ อย่างที่ไม่เป็นการเดือดร้อนกับคนอื่น ตราบเท่าที่เขายังทำหน้าที่ตนเองอย่างเต็มที่

ดาวแห่งทางเลือกเป็นยังไง ข้าพเจ้ารับฟังมาว่า ดาวแห่งนี้มีถนนมากมายพาดผ่านไปมาไม่รู้ว่าตรงไหนเป็นจุดเริ่ม และตรงไหนเป็นจุดจบ เป็นดาวประหลาดที่มีทางให้เลือกเหลือเฟือ และที่ข้าพเจ้าชอบที่สุดก็คือบางสิ่งบางอย่างของที่นี่

บางครั้งหากเรามีชีวิตยืนยาวพอที่จะเดินทางไปบนถนนบนดาวนี้ เราอาจจะไม่สามารถพบปลายทางของถนนก็เป็นได้ เหมือนการลากเส้นเป็นเลขแปด เมื่อถึงที่สุดแล้ว เราก็จะไม่พบว่า ตรงไหนคือจุดเริ่ม และตรงไหนคือจุดจบของเส้น

เอาละ… ทีนี้ก็ถึงเวลาที่ข้าพเจ้าต้องไปแล้ว ข้าพเจ้าเลือกเดินทางมากับรถไฟสายอวกาศเพราะต้องการมายังดวงดาวแห่งนี้ นั่นเอง ทำไมงั้นรึ ก็ดวงดาวที่ข้าพเจ้าจากมานั่นสิ ดาวแห่งนั้นมีทางให้เลือกน้อยเสียเหลือเกิน และ ทางเลือกส่วนใหญ่ก็มักถูกจับจอง และ ซื้อขายกันไปเสียทุกที่ ข้าพเจ้ายากจนเกินกว่าจะจับจ่ายให้กับทางเลือกเหล่านั้น

ดาวแห่งนี้มีทางเลือกมากมาย แต่ผิดแผกแตกต่างจากดาวที่ข้าพเจ้าจากมาคือ ทุกหนทางล้วนแล้วไม่ต้องจับจ่าย ขอเพียงท่านมีความตั้งใจในการเดินทางมาถึงที่แห่งนี้ ท่านก็จะมีทางเลือกอีกมากเหลือเฟือในการใช้เดินทาง มันต้องมีสักทางที่มันเหมาะกับท่าน ข้าพเจ้าคิดเช่นนั้นเสมอตลอดระยะเวลาการเดินทางอันยาวนาน

รถไฟเทียบชานชลาแล้ว ข้าพเจ้าต้องลุกจากไปเสียที พอกันทีสำหรับการเดินทางบนรถไฟสายนี้ รถไฟอวกาศที่วันคืนผ่านไปโดยที่ไม่มีอะไรแปรเปลี่ยน ด้วยเพราะในห้วงอวกาศไม่มีแม้กลางวันกลางคืน ไม่มีเวลาเช้าหรือเย็น มีเพียงเสียงเครื่องจักรที่สับไหวขึ้นลง ฉืบ! ฉับ!

เท็ตสึโร่มองออกมานอกหน้าต่างเหมือนเดิม ดวงตาของเขาอ่อนโยนคล้ายจะกล่าวคำลากับข้าพเจ้า เขาเป็นคนมีน้ำใจกับใครที่ไม่รู้จักก็มากมาย ส่วนตัวข้าพเจ้าเองขณะนั้น ก็ได้แต่ยืนมองเขา มันคงเหมือนการกล่าวคำอำลา เป็นคำอำลาที่เงียบงันที่สุดในเอกภพ คนทั้งสองยังคงต้องเดินทางอีกยาวไกล และจะว่าไปแล้ว ข้าพเจ้าเองก็หาได้คิดว่าชานชลาแห่งนี้คือจุดสิ้นสุดของการเดินทาง

นี่ก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นอีกครั้งหนึ่งของการเดินทาง ชีวิตคนเราต่างก็ต้องเดินทางตลอดเวลา แม้ในยามที่นั่งนิ่งสงบ แต่ภายในก็หาได้หยุดที่จะย่ำไปข้างหน้า เท่าที่ตามองถึง

และ…

ความครุ่นคิดทำงานอย่างเครื่องจักรกลที่ไม่มีวันเหน็ดเหนื่อย


รถด่วนอวกาศ 999 (ญี่ปุ่น: 銀河鉄道999 Ginga Tetsudō Surī Nain ?) (อังกฤษ: Galaxy Express 999)

เป็นการ์ตูนญี่ปุ่นของเลจิ มัตซึโมโตะ ตีพิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่ พ.ศ. 2520 จำนวน 21 เล่ม ต่อมาได้ถูกสร้างเป็นอะนิเมะ ละครวิทยุ และละครเพลง ในประเทศไทยตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2525 (ก่อนที่จะมีลิขสิทธิ์การ์ตูน)

โดยสำนักพิมพ์เสริมมิตร แต่พิมพ์ได้เพียง 3 เล่ม ก็เลิกไป ในปีเดียวกัน สำนักพิมพ์สมปรารถนานำไปจัดพิมพ์ต่อ โดยทีมงานชุดเดิมเป็นผู้จัดทำ จนถึงเล่ม 16 ก็หยุดพิมพ์โดยไม่จบเรื่อง [1] จากนั้นได้ตีพิมพ์ภายใต้ลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ เมื่อ พ.ศ. 2549

ข้อมูล จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

story2_Matsumoto_thumb3

มัตสึโมโตะ เรจิ

เกิดที่เมืองโอคุระ ในคิตะคิงชู เมื่อวันที่ ๒๕ ก.ค. ปีโชวะที่ ๑๓ เลือดกรุ๊ป B

ผลงานเรื่องแรก คือ “ผึ้งน้อยผจญภัย” ได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือ “มังกะโชเน็น” ฉบับเดือน ก.พ. ปีโชวะที่ ๒๙ ในฐานะผลงานที่ได้รับ “รางวัลนักเขียนการ์ตูนหน้าใหม่ครั้งที่ ๑ “

หลังจากนั้นเขาก็มีบทบาททั้งในการเขียนการ์ตูนแนววิทยาศาสตร์ และ แนวการต่อสู้ชีวิต ในปีโชวะที่ ๕๓ ผลงานเรื่อง “รถด่วนอวกาศ ๙๙๙” และ “ ซีรี่ส์ การ์ตูน สนามรบ” ได้รับรางวัลของโชกาคุคัง

ข้อมูลจาก ปกหลังหนังสือ

 
 
ก้าวรอก้าว ปีสาม เล่มที่ ๔๙
issue49design01_thumb6 issue49design02_thumb2 issue49design03_thumb2 issue49design04_thumb2

Cover(s) by : ยางมะตอยสีชมพู

kaawss.jpg
ก้าว..รอ..ก้าว (ปีสาม)
'บ้านหนอน' ออนไลน์แมกกาซีนhttp://kaawrowkaw3.wordpress.com

kaawrowkaw@hotmail.com

สำนักหนอนสนทนา
http://www.winbookclub.com

 
 




ข้อความ :
สามารถเคาะ Enter หาต้องต้องให้เว้นบรรทัด หรือใช้คำสั่ง <br>
ชื่อ :
รูปภาพ :  
ขนาดไม่เกิน 50K และต้องมีนามสกุลเป็น gif และ jpg
รหัส :   a2d69e1
ใส่รหัส :   (กรุณาใส่รหัสจากข้างบนนะครับ)