ผู้เขียน  หัวข้อ: ก้าว..รอ..ก้าว : ฉบับต้อนรับปีใหม่ ๒๕๕๐
กองบอกอ

ก้าว..รอ..ก้าว : ฉบับต้อนรับปีใหม่ ๒๕๕๐
 เมื่อ: 2006-12-31 10:20:07 
สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๐

cover2.jpg

สำนักหนอนสนทนา :
www.winbookclub.com
http://kaawrowkaw.wordpress.com/
kaawrowkaw@hotmail.com

กองบรรณา(ธิ)การ :

อานันท์
หนุงหนิง
ยางมะตอยสีชมพู
ธุลีดิน



มีอะไรในเล่ม :

logoum.jpg


หน้า ๑. คมคำ-คมความ
หน้า ๒. บอกอแบกบาล
หน้า ๓. สืบศิลป์ : ธรรมจักร : กงล้อแห่งธรรม (กีรติ)
หน้า ๔. ฟากฟ้า...ทะเลฝัน : กำลังใจจากสายลม (โจนาธาน)
หน้า ๕ ยาระบายอ่อน ๆ : 'งมโข่ง หา ความไม่รู้' (นายแนม)
หน้า ๖ หอมกลิ่นป๊อบคอร์น : เจ้าอยากเห็นปาฏิหาริย์ใช่มั้ย? (จี-รา)
หน้า ๗ เรื่องเล่าจากที่สูง : การเผชิญหน้ากันระหว่างเทือกเขาถนนธงชัยกับทะเลอันดามัน (พงษ์ปรัชญา)
หน้า ๘. โทรภาพ (๒) : ตู้กับข้าวในทีวี (ทรงทอม)
หน้า ๙ ๑๐๐ วิธีใช้ชีวิตฉบับอัมโปะ : (อัมโปะ)
หน้า ๑๐ ระเบียงใบไม้ : น้ำตาเทียน (ธุลีดิน)
หน้า ๑๑. ปากกาพาไป : ฝุ่น (นารินทร์ ทองดี)
หน้า ๑๒. คุยกันท้ายเล่ม

kaawss.jpg



๑. คมคำ-คมความ


read3.gif
"ผมรู้อยู่อย่างเดียวว่า การงานที่เกิดจากการทำด้วยใจรักนั้น จะส่งผลให้ผู้กระทำมีความสุข จงหางานที่คุณชอบหรือรัก (จะเรียกมันว่าพรสวรรค์ก็ได้) ให้เจอ คุณจะเรียนรู้มันอย่างเพลิดเพลิน คุณจะหาทักษะจากมันอย่างไม่เบื่อหน่าย อย่าไปถามมันครับว่า มันจะให้อะไรตอบแทนคุณบ้าง จงทำมันด้วยความรัก ทำมันด้วยความเอาใจใส่อย่างมีระเบียบวินัย สักวันหนึ่งมันจะตอบแทนคุณเอง เชื่อผมเถอะ"

ชาติ กอบจิตติ
พรสวรรค์ - เปลญวนใต้ต้นนุ่น

kaawss.jpg



๒. บอกอแบกบาล


editortouch.jpg


ปีใหม่สวัสดิ์

ผมลืมตาตื่นขึ้นในวันปีใหม่
น่าจะใกล้ ๆ เที่ยง !
ขยับตัวไม่ไหว...คิดทบทวน...
ความทรงจำไม่ปะติดปะต่อ ซ้ำยังมีอาการปวดหัวตุบ ๆ
ภาพเมื่อคืนกะพริบเหมือนฟิล์มขาวดำโลว์สปีด
ผมดื่มกับเพื่อน ๆ...เรานับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่ด้วยกัน..ภาพหาย...จอใหญ่...บรรยากาศเคานท์ดาวน์ทั่วโลก...ภาพหาย...เสียงเพลง...ปวดหัว !

ผมลุกเดินโซเซออกมาสูดอากาศที่ระเบียง
ฟ้าสว่างจ้า แสบตา

สวัสดี ‘วันปีใหม่ของผม’ ผมเสียใจ ผมขอโทษ !

ผมขอโทษวันปีใหม่มาหลายครั้ง เป็นเหมือนคนทำความผิดที่สำนึก แต่ก็ยังทำซ้ำ ครั้งแล้วครั้งเล่า

ผมไม่อยากเริ่มปีใหม่ในสภาพอย่างนี้

อยากเริ่มวันแรกของปีด้วยสมองปลอดโปร่ง สดใส
ยิ้มรับลำแสงอรุณรุ่งของเช้าวันปีใหม่ ราวรับพรจากอาทิตย์อุทัย
เพื่อดำเนินชีวิตปีใหม่อย่างเต็มกำลัง เต็มคุณค่า รู้ทิศทาง

แต่ไม่เคยสำเร็จ พอถึงวันสิ้นปี ไม่เคยสามารถหักห้ามบรรยากาศคึกคัก ฮาเฮ อยากร่วมเฉลิมฉลอง ‘ส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่’ กับมวลมนุษยชาติ อาจเพราะความเหงา ความโดดเดี่ยวภายในคอยเร้า อย่าได้แปลกแยกจากสังคม ดูสิ...พวกเขากำลังรื่นเริงกัน จะคิดอะไรมากมายวันปีใหม่ก็คืออีกวันเหมือนทุก ๆ วัน นี่เป็นเวลาปาร์ตี้ !

แล้วผมก็โซเซออกมาขอโทษ อีกครั้ง

แต่จะต้องไม่เกิดขึ้นกับเช้าวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๐

ค่ำวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๙ ผมจะจุดเทียนไข นั่งสงบอยู่ในความเงียบงัน ส่งท้ายปีด้วยจิตสำนึกทบทวน ยอมรับการกระทำผิดพลาด ยิ้มรับการกระทำที่สำเร็จ วางเป้าหมายสำหรับหนึ่งปีข้างหน้า

จากนั้น เข้านอนด้วยดวงจิตสงบ เพื่อตื่นรับอรุณรุ่งพร้อมสมองโปร่งใส นำมาลัยมะลิไปกราบขอพรแม่

ผมมีปีใหม่ร่วมกับมวลมนุษยชาติมาหลายปี (แฮ้งก์ทุกที)
ขอมีปีใหม่กับตัวเองสักที (จะเป็นไร)

โชคดีปีใหม่ครับทุกท่าน


บอกอแบกบาล

kaawss.jpg



keeree.jpg
๓. สืบศิลป์ : กีรติ



tamajuk.jpg

ธรรมจักร : กงล้อแห่งธรรม

เคยมีใครสงสัยบ้างไหมว่า ธรรมจักร ที่คุ้นตากันในศาสนาพุทธนั้นมีที่มาอย่างไร และจะมีใครรู้บ้างว่า ครั้งหนึ่งธรรมจักรกลายเป็นผลงานทางศิลปกรรมที่มีความงดงาม โดดเด่น จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของยุคสมัย มีรูปแบบที่ต่างกันออกไปมากมาย ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวนั้นเป็นยุคแรกเริ่มของวัฒนธรรมพุทธศาสนาที่เรียกกันว่า สมัยทวารวดี

สิ่งที่เป็นสัญลักษณ์อย่างเด่นชัดที่สุดของอารยธรรมทวารวดีในพระพุทธศาสนานั้นคือ ‘ธรรมจักร’ โดยมีการขุดค้นพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เป็น พระธรรมจักรกับกวางหมอบ–สัญลักษณ์แห่งการตรัสรู้และการเผยแผ่พระพุทธศาสนา (เราสามารถพบธรรมจักรในสมัยทวารวดีได้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ซึ่งจัดแสดงหลักฐานทางโบราณคดีไว้ในห้องทวารวดี) ธรรมจักรนี้มีหลายขนาด ทั้งที่เป็นสองด้านและด้านเดียว เป็นทั้งแบบทึบและแบบโปร่ง โดยมากมักพบกวางหมอบบริเวณใกล้เคียงหรือไม่ก็อยู่คู่กันกับบริเวณที่ค้นพบ ซึ่ง ‘กวาง’ นั้นหมายถึง สถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาแก่เบญจวัคคีย์ (เรียกเต็มว่า “ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร”) คือ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน (ป่ากวาง)

แรกเริ่มเดิมทีนั้นธรรมจักรมีความนิยมอย่างสูงในศิลปะอินเดีย อันเป็นจุดเริ่มต้นของศาสนาพุทธ ในสมัยที่ยังไม่มีการสร้างพระพุทธรูปนั้นระบบสัญลักษณ์ได้ถูกนำมาใช้แทนความหมายต่างๆดังเช่น ดอกบัวแทนพระพุทธเจ้าตอนประสูติ, พระสถูปแทนการปรินิพพาน, รอยพระพุทธบาทแทนการประทับของพระพุทธองค์

และที่สำคัญ ธรรมจักรแทนความหมายการประกาศพระพุทธศาสนา ซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่สมัยอินเดียโบราณ (พุทธศตวรรษที่ 3) ต่อมาในศิลปะอินเดียแบบ คุปตะ ซึ่งถือว่าเป็นยุคมีความงดงามมากที่สุดนั้นได้เข้ามามีอิทธิพลในวัฒนธรรมศาสนาของอาณาจักรทวารวดีที่ได้เจริญรุ่งเรืองในระดับหนึ่งแล้ว จึงไม่เป็นที่แปลกใจเลยว่า เหตุใดทวารวดีจึงมีความนิยมสร้างธรรมจักรอย่างมากเช่นเดียวกัน

ความหมายของธรรมจักรนี้มีนัยแฝงอยู่ประการหนึ่ง จากเดิมทีเป็นสัญลักษณ์แทนการประกาศพระศาสนาของพระพุทธองค์ และเป็นสัญลักษณ์ที่คงใช้ต่อเรื่อยมา ทั้งนี้เนื่องจากธรรมจักรเป็นสัญลักษณ์ที่เป็นสากล แม้ไม่มีบริบทอื่นใดประกอบเลยก็สามารถทำความเข้าใจได้ไม่ยาก ต่อมาในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช พระองค์ได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาได้อย่างกว้างขวางและยิ่งใหญ่ ดังปรากฏเสาอโศก โดยมีส่วนยอดของเสาเป็นที่ประดิษฐานธรรมจักร อันมีความหมายว่าพระพุทธศาสนาได้เข้ามาถึงดินแดนนั้นๆแล้ว ซึ่งพ้องกันกับอารยธรรมทวารวดีที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่มาก และดินแดนต่างๆที่อารยธรรมทวารดีเข้าไปถึงนั้นมักจะพบหลักฐานเป็นธรรมจักรอยู่เสมอ นั่นเป็นการแสดงให้ทราบทางหนึ่งว่า บริเวณนั้นมีการนับถือศาสนาพุทธด้วยเช่นเดียวกัน •

kaawss.jpg



jonathan.jpg ๔. ฟากฟ้า..ทะเลฝัน : โจนาธาน


dreamsky.jpg

กำลังใจจากสายลม

ก่อนอื่นฉันต้องขอสารภาพกับเธอว่า ฉันมิใคร่อยากหยิบจับปากกาเพื่อจารจดความรู้สึกบางอย่างที่มีต่อเธอ มิใช่เป็นเพราะไม่มีอารมณ์ เพียงแต่ฉันมีความหดหู่บางอย่างที่บังเกิดขึ้นในจิตใจจากก้นบึ้ง

ฉันเพิ่งตระหนักได้ว่า ชีวิตในแต่ละวันๆนั้นช่างดำรงอยู่ยากเย็นเสียจริงหากขาดอะไรไปบางอย่าง... อะไรบางอย่างนี้ไม่ใช่สิ่งที่ร่างกายต้องการทางกายภาพ ใช่...ฉันกำลังจะบอกกับเธอว่าฉันขาดสิ่งซึ่งจิตใจฉันนั้นต้องการ ความรักจากคนรัก... ความรู้สึกที่เป็นนามธรรม จับต้องไม่ได้ แต่คนทุกคนก็ล้วนมีความต้องการ หลายคนมีสิ่งนี้ และหลายคนเช่นกันที่ปล่อยให้สิ่งนี้นั้นหลุดลอยไป

ฉันเองก็เป็นหนึ่งในคนจำพวกหลัง...

การมีชีวิตอยู่อย่างปราศจากสิ่งดังกล่าวมันยากเย็นอย่างนี้นี่เอง... เคยมีคนรัก แต่วันนี้ไม่มีคนรักเคียงข้าง มันก็ยากอย่างนี้ ฉันได้แต่นั่งนึกคิดย้อนกลับไปถึงวันเวลาระหว่างสองเราเมื่อวันวาร ไม่มีอะไรมากนอกจากความรู้สึกเสียดาย... เสียดายที่ว่าทำไมฉันถึงไม่เห็น ไม่เคยมองเห็นความรักที่เธอได้มอบให้สักวินาที

คนเราก็มักจะเป็นอย่างนี้... จริงหรือ?...

แต่หากมองถึงความจริงที่เป็นอยู่...วันนี้ฉันไม่มีเธออยู่เคียงข้างแล้ว ไม่มีวันเวลาสำหรับเราอย่างเมื่อวันวาร ฉันเฝ้าถามตัวฉันเองว่าแล้วควรจะทำอย่างไร จะจัดการชีวิตของฉันอย่างไรให้คงดำรงอยู่ต่อไปได้ ท่ามกลางความยากเย็นที่บังเกิดขึ้น...

ทำอย่างกับว่า โลกนี้มีฉันนั่งทุกข์ใจอยู่เสียผู้เดียวกระนั้นละ จะมีใครอีกบ้างหนอที่ทุกข์ใจอย่างฉันบ้าง...ก็คงมีบ้าง หากเธอได้รับรู้ความรู้สึกของฉันในตอนนี้ เธอคงหัวเราะร่วนเสียงดัง แล้วอาจกล่าวกับฉันว่า “เธอจ๋า...ในโลกนี้นั้นยังมีคนที่ทุกข์ร้อนใจกว่าเธอหลายเท่ายิ่งนัก เธอคิดเพียงว่า เรื่องของเธอนั้นเป็นเสียยิ่งกว่าคนเหล่านั้นละหรอกหรือ?...”

ฉันค่อนข้างเชื่ออย่างยิ่งว่าเธอจะต้องกล่าวกับฉันเช่นนั้น... หากเป็นดังที่เธออาจกล่าว ใช่...มันก็จริงอย่างที่เธอว่า แต่ก็นั่นละ ฉันอยากจะบอกเธอเหลือเกินว่า ฉันเองก็คิดไม่ต่างไปจากเธอนัก

เหลียวมองรอบกาย...ชีวิตอีกหลายชีวิตที่รายล้อมรอบตัวของฉัน พวกเขาล้วนมีความทุกข์มากไปกว่าฉันเสียอีก หากจัดเรียงลำดับความทุกข์แล้ว ฉันคงอยู่ลำดับสุดท้าย...

ฉันหัวเราะออกมา หัวเราะผสมกับเสียงหัวเราะของเธอ ผู้คนที่แบกเอาความทุกข์ไว้มากกว่าฉันเขายังดำรงชีวิตอยู่ได้ท่ามกลางความแร้นแค้นยากเย็นแสนเข็ญ บางครั้งบางขณะพวกเขายังหัวเราะเย้ยโชคชะตาของเขาได้ ให้ฉันได้ยินได้เห็น ในขณะที่ฉันมองพวกเขาด้วยความฉงนสงสัยว่า– พวกเขาหัวเราะกันออกมาได้อย่างไรกัน?

เธอจ๋า...หากเธอยังอยู่ที่นี่ เธอคงบอกฉันว่า “พวกเขาอยู่ได้ด้วยจิตใจ”...ใช่ไหม?

ครั้งหนึ่งเธอเคยกล่าวประโยคนี้กับฉัน “คนเราหากขาดกำลังใจก็เหมือนกับตายไปแล้ว” แล้วฉันล่ะ? ฉันขาดกำลังใจไปแล้ว เธอจากฉันไปแล้วนี่ กำลังใจของฉันแท้จริงแล้วอยู่ที่เธอ...หรืออยู่ที่ฉันกันแน่

แล้วเธอเล่า... เธออยู่ได้อย่างไรกันเมื่อไม่มีฉัน หรือเธอมีกำลังใจอยู่ในจิตใจของเธอเอง กำลังใจของเธอนั้นมีฉันเป็นส่วนประกอบด้วยไหม? หากมี...แล้วทำไมฉันจึงต้องโอดครวญเอากับชีวิตของฉันเองว่า “มันช่างยากนัก”

แปลกไหม? เมื่อฉันนึกคิดถึงเธอฉันกลับมีกำลังใจ...หรือเธอเองนั้นก็คือกำลังใจของฉัน หากเป็นเช่นนั้นแล้วไยฉันต้องจมดิ่งกับความหลังบางอย่าง ความหลังที่กร่อนกัดกินกำลังใจเสียแทบไม่มีเหลือ ทั้งที่กำลังใจของฉันนั้นคือเธอที่แฝงตัวอยู่ในก้นบึ้งเสมอมา

ดูฉันเหมือนคนโง่เง่าเสียจริง ที่กระทำร้ายจิตใจไปอย่างนั้น หากเธอได้รับรู้ เธอจะหัวเราะเยาะฉันไหม...

หัวเราะเยาะเถิด ฉันปรารถนา ฉันอยากได้ยินเสียงหัวเราะร่วนจากเธอ บางที...เสียงนั้นอาจสร้างและเป็นกำลังใจแก่ฉันให้ดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้ โดยไม่มีความรู้สึกว่ามันยากไปกว่านี้อีกครา...

ลมทะเลพัดมาแผ่วเบา...นั่นเสียงของเธอใช่ไหม? เสียงที่มาพร้อมกับสายลม...

ฉันหัวเราะ ฉันรู้แล้วว่าเธอปรารถนามอบสิ่งใดต่อฉัน...

ฉันหัวเราะร่วนออกมา... พร้อมกับลมทะเลที่ถาโถมอยู่รอบเคียงกาย.


ด้วยความรักที่มีต่อเธอ.
โจนาธาน.

kaawss.jpg



Coffee Brake.
coffee_brake2.jpg


"สำหรับนักเขียนที่แท้ งานเขียนแต่ละเล่มของเขา ควรเป็นการเริ่มต้นครั้งใหม่ ณ.ที่ซึ่งตัวเขาได้พยายามแสวงหาบางสิ่ง ซึ่งอยู่ห่างไกลสุดที่จะไขว่คว้าเอามา เขาควรพยายามที่จะไขว่คว้าหาบางสิ่งซึ่งยังไม่เคยมีการเขียนถึง หรือบางสิ่งที่มีผู้อื่นได้พยามเขียนถึงมาแล้ว แต่ประสบความล้มเหลว นักเขียนควรเขียนถึงสิ่งที่เขาต้องการกล่าว หากแต่ไม่จำเป็นต้องพูดออกมา"

เออเนสต์ เฮมมิงเวย์
สุนทรพจน์ รางวัลโนเบิล เมื่อปี ค.ศ ๑๙๕๔
ERNEST HEMINGWAY
Nobel Prize Speech : 1954

kaawss.jpg



nainamlogo2.jpg
๕. ยาระบายอ่อน ๆ : นายแนม



nainam2.jpg

'งมโข่ง หา ความไม่รู้'

ข้าพเจ้านั่งขำแบบขื่นๆ หูตาตื่นปลายสมองแล่น เมื่อดูโฆษณายา(ว่า)แสนวิเศษตัวหนึ่ง

ภายในจอปรากฎภาพเด็กอนุบาลเพศชาย ทำหน้าตาสงสัยพร้อมหัวที่ใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ
ขณะที่พ่อและแม่กำลังปรึกษาหารือบอกกล่าวอย่างยัดเยียดถึงวิชาการสารพัดศาสตร์ที่
เด็กคนนี้จะต้องเข้าศึกษาเล่าเรียน ทิ้งท้ายสรรพคุณตัวยาว่าไว้ ภาระการเรียนรู้หนักอึ้ง
ทั้งหมดทั้งมวลจะหายไป เพียงหนูน้อยตาใสได้ดื่มกินน้ำยาในขวดนั้นทุกวัน แค่นั้น..

แน่ล่ะใครๆก็อยากให้ลูกตนเองมีสมองฉลาดปราดเปรื่อง เชื่องฟูถึงขั้นอัจฉริยะได้ยิ่งดี!

อาจเพราะโลกใบนี้หมุนเร็วรี่ จึงทำให้สัตว์สังคมเดินช้าไม่ได้ รู้น้อยไม่ได้ ยิ่งรอบรู้มาก
เท่าไหร่นั่นยิ่งถือเป็นความได้เปรียบในการแข่งขัน ที่กระแสรวยฉับพลัน! บัญญัติให้มัน
เป็นเช่นนั้น พิมพ์เดียวกันทั่วทั้งโลก ..

หากเจาะลงไปใต้กะโหลกของท่านผู้ปกครอง ชำแหละไขมันก้อนโตออกดูจะเห็นตัวเลข
รายได้ซึ่งถูกคำนวนไว้ให้ลูกสาวลูกชายล่วงหน้าแล้วกว่ายี่สิบปี ลอยเคว้งภายในนั้น
พร้อมบัตรรับประกันความมั่นคงของชีวิตอีกหนึ่งถึงสองใบ รูปร่างคล้ายบัตรแค่ติดลงชื่อ

'เ จ้ า ขุ น มู ล น า ย' ..ห้อยนามสกุลต่อท้าย.. 'เ จ้ า ข อ ง กิ จ ก า ร'

-๐-

ปริมาณความรู้ที่มากมาย ทักษะวิชาต่างๆที่ถูกยัดใส่หัวเขา สำคัญแค่ไหนกับเด็กที่มีอายุ
น้อยเพียงนั้น การเรียนเพื่อให้รู้เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างแน่นอน เพราะนอกจากจะใช้ความ
รอบรู้ทำมาหารับประทานเลี้ยงดูตัวเอง-ครอบครัวได้แล้ว ยังสามารถถ่ายทอดสิ่งที่มีใน
หัวออกไปให้ผู้ไม่รู้ได้รับรู้อีกด้วย เป็นวิทยาทานแก่สังคมที่พึงจะเติบโตขึ้นอย่างมั่นคง
ดำรงอยู่ควบคู่ความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยปัญญา อย่างแท้จริง!

มิใช่ "ความรู้" ที่ถูกฉาบไว้ด้วยความเห็นแก่ตัว อาบเจืออาการดูถูกดูแคลนผู้อื่น เคลือบ
เป้าหมายของรายได้เรือนหมื่นเรือนแสนต่อเดือน เพื่อน-สังคมที่จะเลือกคบค้าหาความ
ต้องถั่งโถมเข้าตามตำราวิชางานในการสร้างฐานะอันมั่งคั่ง **รวย อยู่ร่ำไป...

ความไม่รู้ คือ ความโง่ หรือเปล่า? ข้าพเจ้าขอตอบตามความเข้าใจว่า คนละเรื่อง
คนโง่ กับ คนไม่รู้ เป็นคนจำพวกเดียวกันใช่ไหม? ตอบได้ทันทีทันใดว่า คนละกลุ่ม

ความไม่รู้ ทำให้คนอ่อนน้อมถ่อมตัว ยอมก้มหัวให้ผู้อื่น ซึ่งสิ่งที่จะได้กลับคืนก็คือ
ความอันพึงรู้ ที่สมควรจะได้รับนั่นเอง

คนไม่รู้ ในวันนี้มิได้หมายความว่าจะไม่มีหนทางที่จะเป็น คนรู้ เฉกเช่นคนอื่นมิได้ในวันหน้า
ผิดกับความโง่ ที่ คนโง่มากมี สิ่งเหล่านี้น่าจะเกิดจากรอยหยักในเนื้อไขสมองเบาบาง
หรือไม่ก็มิใคร่จะขยันหาสิ่งพึงจะช่วยเพิ่มพูนรอยหยักใหม่ๆ ให้มีใช้มากขึ้นกว่าเดิม

ฤา มิแน่ว่า 'คนโง่' อาจเพียงแสร้งแสดง ความโง่ ออกมา เพื่อลองท่าดูทางของ 'คนรู้'
ก็เป็นได้ ว่าแท้จริงแล้วมีความรู้มากมายเพียงไรกันแน่ หรือก็แค่ "คนเหมือนรู้" เท่านั้น..

-๐-

คำถามมากมายเกิดขึ้นภายในใจข้าพเจ้า หลังโฆษณาชุดนั้นผ่านตาเล่าไปหลายรอบ
ขอบเขตความรู้ ต้องแค่ไหนกัน ที่เราต้องเพียรขยันหามันมาใส่ไว้ในคลังขมองก้อนนี้
ความรู้ที่เรามี มีไว้เพื่ออะไร? เพื่อเพิ่มรายได้ หรือเพื่อหัวโขนที่ใหญ่ขึ้นตามวัยในสังคม

.

.

.

คำถามเกิดขึ้นด้วยความไม่รู้จำนวนหนึ่ง ที่ข้าพเจ้ายังใคร่คิดคำนึงหาอยู่ .. มิ ค ล า ย?

นายแนม

kaawss.jpg



pcorn.jpg ๖. หอมกลิ่นป๊อบคอร์น : จี-รา


jee11.jpg


เธอเชื่อในปาฏิหาริย์หรือเปล่า? เชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นสักครั้ง หรือเฝ้ารอว่าสักวันหนึ่งจะได้พบเจอและบันดาลในสิ่งที่ปรารถนา สิ่งที่เธอใฝ่ฝัน..

บรูซ โนแลน เป็นผู้สื่อข่าวนอกสถานที่แนวตลกสนุกสนานของรายการข่าวแห่งหนึ่งในเมืองบัฟฟาโล่ รัฐนิวยอร์ก ผู้ซึ่งไม่เคยพอใจกับสิ่งรอบข้าง เขากล่าวโทษพระเจ้าอยู่ตลอดเวลาว่าเป็นผู้กำหนดให้มันเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ รวมถึงการที่เขาเป็นได้แค่เพียงคนรายงานข่าวนอกสถานที่ที่ดูเหมือนด้อยความหมายไปกว่าการเป็นผู้ประกาศข่าวประจำสถานี และเมื่อต้องผิดหวังจากตำแหน่งดังกล่าว เขาจึงต่อว่าพระเจ้าอย่างเกรี้ยวกราด

หลังจากถูกไล่ออกจากงาน เขาพบเจอแต่เรื่องแย่ๆในชีวิต ด้วยความโกรธและผิดหวังในโชคชะตาเขาจึงท้าทายต่อพระเจ้าซึ่งทำให้เขาได้พบกับพระองค์ในวันหนึ่ง และเพื่อให้เขาได้เห็นความจริง พระองค์จึงได้มอบพลังอำนาจพิเศษ และมอบหมายให้บรูซดูแลชาวบัฟฟาโล่เป็นเวลาเจ็ดวัน ทำหน้าที่พระเจ้าแทนพระองค์

บรูซใช้พลังอำนาจที่มีทำทุกอย่างที่ต้องการ เขาสร้างให้เกิดเหตุการณ์แปลกประหลาดต่างๆเพื่อที่จะได้ข่าวสำคัญ จนในที่สุดบรูซก็ได้กลับเข้าทำงานในสำนักข่าว และเป็นที่ชื่นชมยอมรับของหัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน ได้เป็นผู้ประกาศข่าวประจำสถานี เขาได้ทุกสิ่งที่ต้องการ แต่กลับต้องสูญเสียเกรซ-แฟนสาวของเขาไป

เมื่อคนเรายิ่งมีอำนาจมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะคิดถึงแต่เรื่องของตัวเอง

และเมื่อได้พบกับปาฏิหาริย์ เราก็หลงระเริง..

แม้ว่าบรูซจะสามารถเนรมิตสิ่งต่างๆรอบตัวขึ้นมาได้ แต่เขาก็ไม่สามารถใช้พลังอำนาจพิเศษบังคับให้เกรซกลับคืนมา บรูซได้รับรู้บางสิ่งที่เขาไม่เคยรู้มาก่อนนั่นคือเกรซอธิษฐานให้เขาทุกคืน ขอให้เขาได้ค้นพบตัวเอง, เข้มแข็ง และพอใจในสิ่งที่มีอยู่

ตลอดเวลาเกรซไม่ได้ร้องขอปาฏิหาริย์ เธอหวังเพียงให้บรูซเริ่มต้นกระทำในเรื่องง่ายๆเช่น การช่วยกันเลือกรูปถ่ายเก็บลงในอัลบัม, ฝึกให้สุนัขฉี่นอกบ้าน และพึงพอใจในงานที่เขาทำ คำอธิษฐานอ้อนวอนที่ไม่ถึงกับต้องเป็นพระเจ้าก็สามารถได้ยิน...หากเพียงรับฟัง

บางที ปาฏิหาริย์ที่แท้จริงคือการทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุด กระทำสิ่งที่ดีงามที่แม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา การเริ่มต้นแบ่งปันและช่วยเหลือผู้คนรอบข้าง พลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของมนุษย์เราก็คือความตั้งใจและพยายามแม้จะเป็นเพียงแค่เรื่องเล็กน้อย

พระเจ้าบอกกับบรูซในตอนหนึ่งว่า การที่เขาใช้อำนาจพิเศษแยกน้ำซุปในชาม, ทำให้อุกาบาตตกลงมาเพื่อสร้างข่าวและเนรมิตสิ่งต่างๆขึ้นมานั้นเป็นเพียงมายากล ปาฏิหาริย์ที่แท้จริงคือการที่แม่หม้ายลูกสองซึ่งต้องทำงานวันละสองกะแล้วยังสามารถหาเวลาพาลูกไปซ้อมเบสบอลได้ หรือเด็กนักเรียนสักคนที่ตั้งใจเรียนหนังสือ ไม่เสพยาเสพติด พระเจ้าบอกว่า มนุษย์มักอยากให้พระองค์ทำทุกอย่างให้ แต่พวกเขาไม่ยักรู้ว่าตัวเองมีอำนาจ


อาจเป็นเพราะเราต่างคุ้นเคยกับปาฏิหาริย์แบบตื่นตาตื่นใจ เฝ้าแต่มองหาสิ่งอัศจรรย์ที่จะหล่นลงมาจากท้องฟ้า ทั้งๆที่ของขวัญที่วิเศษสุดนั้นอยู่ตรงที่ๆเรายืนอยู่นั่นเอง

บรูซจึงพบว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือสิ่งที่เขามีอยู่แล้ว..

สูดลมหายใจลึกๆ มองออกไปยังคนรอบข้าง สังเกตสิ่งรอบตัวให้ดีๆ แล้วเรามาสร้างปาฏิหาริย์กันเถอะ..

....................................................................
‘เจ้าอยากเห็นปาฏิหาริย์ใช่มั้ย?
..มันอยู่ในตัวเจ้าไงล่ะ’
....................................................................
jee2.jpg
Bruce Almighty
“If you could be god for one week, what would you do?”

กำกับการแสดงโดย. Tom Shadyac

นำแสดงโดย. Jim Carrey, Jennifer Aniston, Morgan Freeman


kaawss.jpg



ice.jpg ๗. เรื่องเล่าจากที่สูง : พงษ์ปรัชญา




map.jpg

การเผชิญหน้ากันระหว่างเทือกเขาถนนธงชัยกับทะเลอันดามัน

“ทั้งคู่เดินกลับบ้านพักไปตามเส้นทางของตนเอง เส้นทางที่ไม่มีวันบรรจบ เส้นทางที่ไม่มีเหลือแม้มิตรภาพ หากไฟสงครามยังไม่มีวันมอดดับ”

เสียงจักจั่นลั่นร้องในป่าสักก้องระงมไปทั่ว เนิ่นนานกว่าจะสงบ และยังไม่ทันที่ความสงบจะคลี่คลุมได้สนิท จักจั่นผู้ทำหน้าที่ต้นเสียงก็กรีดปีกสั่นเริ่มส่งเสียงให้เหล่าญาติมิตรร่วมเผ่าพันธุ์ ประสานเสียงกันให้ดังระงมอีกครั้ง นั่นเป็นเสียงแห่งความพร้อมพรักสามัคคีของธรรมชาติ ผมนั่งนิ่งเงี่ยหูคอยฟังเสียงอันไพเราะนั้นอย่างผ่อนคลาย สายลมร้อนแห่งเดือนเมษายนพัดผ่านผิวที่ซึมเหงื่อ ลมวูบนั้นทำให้ผมรู้สึกวาบเย็นอย่างประหลาด

คนงานสองคนยังคงง่วนอยู่กับการรอนกิ่งสักที่แตกแขนงออกมาจนเกินความจำเป็น รากที่สูบสารอาหารจากผืนดินคงไม่เป็นประโยชน์ต่อลำต้นมากนักหากต้องแบ่งสารอาหารไปเลี้ยงกิ่งก้านที่มีมากจนเกินพอดี ซึ่งมันมีผลทำให้การเจริญเติบโตของต้นสักนั้นล่าช้าออกไปอีก

"หากไม่รอนกิ่งมันออกเสียบ้าง ต้นมันก็จะไม่โต" อาเคยบอกผมอย่างนั้น

ในฤดูที่ร้อนและแล้งเช่นนี้ทำให้ต้นหมากรากไม้โกร๋นใบ โดยเฉพาะป่าสักแห่งนี้ต่างยืนต้นเปลือยกายเหลือเพียงกิ่งก้านที่ไร้ใบ ผืนดินใต้ต้นที่เคยมีหญ้าขึ้นรกกลับปกคลุมด้วยใบสักแห้งกรอบที่ถูกสายลมร้อนปลิดใบจากขั้วให้หลุดหล่นลงมาทับถมกันจนแทบจะมองไม่เห็นผืนหญ้าและแผ่นดิน

กองกิ่งไม้สักสูงขึ้นเรื่อยๆจากน้ำพักน้ำแรงของคนงานทั้งสองคน ตลอดเวลาตั้งแต่เช้าจนพระอาทิตย์ใกล้จะตั้งฉากกับศีรษะ ผมไม่เคยเห็นเขาทั้งสองหยุดพักกินน้ำกินท่า ต่างเร่งรีบทำงานตรงหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย และถ้าผมไม่คิดมากจนเกินไป ผมว่าทั้งสองคนกำลังแข่งขันกันอยู่ด้วยซ้ำ ไม่มีใครยอมใคร ไม่มีใครยอมเสียเปรียบให้ใคร หากใครหยุดอีกคนก็จะหยุด หากเริ่มอีกคนก็เริ่มตาม อย่างกับว่าในสายตาที่มุ่งมั่นทำงาน เขาทั้งสองยังเหลือพื้นที่ให้ชำเลืองมองอีกฝ่ายอย่างไม่ให้คลาดสายตา บรรยากาศที่ร้อนอบอ้าวผนวกกับบรรยากาศการทำงานของคนทั้งสองทำให้ผมรู้สึกอึดอัด
เสียงจักจั่นยังลั่นร้องก้องระงมแต่โสตประสาทของผมตอนนี้กลับไม่ได้รับรู้ความไพเราะของมันเหมือนเช่นเคย สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่คนงานทั้งสอง ยิ่งสังเกตผมยิ่งรู้สึกแปลกใจที่เขาทั้งสองคนไม่เคยพูดคุยกันแม้แต่คำเดียว ระหว่างเขาทั้งสองเหมือนมีกำแพงที่กางกั้นไม่ให้อีกฝ่ายล่วงล้ำเข้าไป อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้คนทั้งสองแสดงอาการปั้นปึ่งกันได้มากขนาดนี้
flag1.jpg
ผมเดาว่าเขาทั้งสองคงมีเรื่องบาดหมางใจอะไรกันสักอย่าง น่าแปลกที่ทั้งสองคนเป็นคนชนชาติเดียวกัน ต่างข้ามพรมแดนเข้ามาทำงานที่นี่ เอาน้ำแรงแลกเม็ดเงินเพื่อส่งเงินกลับไปจุนเจือครอบครัวที่อยู่อีกฝั่งประเทศ แทนที่จะรักใคร่กลมเกลียว ช่วยเหลือกัน กลับต้องมีเรื่องหมางใจกันจนถึงขั้นไม่มองหน้า

พระอาทิตย์ตรงหัว เป็นสัญญาณบอกให้คนทั้งสองพักงานไปกินข้าวเที่ยง เขาทั้งสองต่างวางพร้าไว้ใต้ต้นสักและเดินทางใครทางมันกลับไปยังบ้านพักคนงานซึ่งอยู่ลึกเลยเข้าไปในป่าสักอีกไม่ไกล-

ผมถามพี่ชายเมื่ออาหารกลางวันซึ่งเป็นมื้อแรกตกถึงท้องว่า ทำไมสองคนนั่นถึงดูไม่ค่อยถูกกันเท่าไหร่ แล้วผมก็ได้คำตอบว่าแท้จริงแล้วผมเข้าใจผิดมาโดยตลอด เพราะแม้ว่าคนทั้งสองจะได้ชื่อว่ามาจากขอบเขตประเทศเดียวกันก็ตาม แต่ทั้งสองกลับไม่ได้คิดว่าตนเองเป็นชนชาติเดียวกัน
ice2.jpg
คนหนึ่งเป็นชาวพม่า อีกคนเป็นชาวกะเหรี่ยง

คนงานชาวพม่านั้นชื่อดำ ผมเรียกแกจนติดปากว่า “อ้ายดำ” อ้ายดำเดินทางมาจากหมู่บ้านติดชายทะเลอันดามัน เมื่อก่อนเคยถือปืนมีอาชีพเป็นทหารให้กับรัฐบาลทหารพม่า แต่มีอันต้องหนีทัพข้ามมาฝั่งประเทศไทยเพราะทนถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายทหารที่มียศมีดาวสูงกว่าไม่ได้ อ้ายดำจึงมาปักหลักทำมาหากินอยู่ที่นี่มาเกือบสิบปีแล้ว

อีกคนเป็นแรงงานต่างด้าวเช่นกัน เขาชื่อ “ไมค์” เป็นชาวกะเหรี่ยงที่นับถือศาสนาคริสต์ เกิดและเติบโตในศูนย์อพยพชาวกะเหรี่ยงอำเภอท่าสองยางใช้ชีวิตอยู่บนทิวเขาถนนธงชัยในเขตจังหวัดตาก แต่ไม่สามารถถือสัญชาติไทยได้ พ่อแม่ไมค์อพยพหนีสงครามและการปราบปรามชนกลุ่มน้อยที่มีอยู่มากมายจากรัฐบาลทหารพม่า ญาติพี่น้องของไมค์หลายคนเสียชีวิตเพราะคมกระสุนและระเบิดที่กรูกระหน่ำมาดหมายทำลายเข้ามาบนผืนแผ่นดินที่พวกเขาคิดว่าเป็นดินแดนของพวกเขาโดยกรรมสิทธิ์
หลังกินข้าวเที่ยงคนงานทั้งสองคนกลับมาทำงานตามหน้าที่ กิ่งสักกองพูนสูงขึ้นมาก พี่ชายบอกให้ทั้งสองคนช่วยกันลำเลียงกิ่งสักมาไว้บนรถอีแต๋นเพื่อนำไปเก็บไว้ที่บ้าน- -

กิ่งสักกองสุดท้ายถูกโยนลงบนท้ายกระบะรถอีแต๋น หลังจากนั้นพี่ชายสั่งให้ทั้งสองคนช่วยกันจุดไฟเผาใบสักแห้งกรอบใต้ต้นสัก เปลวไฟลุกโชนลามเลียกินเนื้อใบสักแห้งไปเรื่อยๆ ฝูงนกแซงแซวบินว่อนอยู่เหนือขึ้นไป ต่างบินฉวัดเฉวียนไล่จิกกินแมลงตัวน้อยที่บินหนีเปลวไฟขึ้นสู่เบื้องบน คนงานทั้งสองยืนสงบนิ่ง เฝ้าระวังไม่ให้เปลวไฟลามออกไปนอกอาณาบริเวณที่กำหนด ใบสักถูกเปลวไฟผลาญเผาจนเหลือเพียงเศษขี้เถ้าสีเทาดำทาบทาไปทั่วบริเวณป่าสัก ไฟมอดสงบลงไปแล้วทิ้งไว้เพียงควันที่โชยเรี่ยผิวดินไปตามแรงลม

ทั้งคู่เดินกลับบ้านพักไปตามเส้นทางของตนเอง เส้นทางที่ไม่มีวันบรรจบ เส้นทางที่ไม่มีเหลือแม้มิตรภาพ หากไฟสงครามยังไม่มีวันมอดดับ
?

kaawss.jpg



tinlogo1.jpg ๘. โทรภาพ (ช่อง ๒.) : ทรงทอม



‘songtom1.jpg
‘...สมัยเด็กๆถ้ามีคนถามผมว่า “โตขึ้นอยากจะเป็นอะไร” ผมก็จะตอบโดยไม่คิดเลยว่า “อยากเป็นพิธีกรรายการอาหาร” คุณลองคิดดูซิ ทั้งกินฟรี เที่ยวฟรี แถมได้เงินใช้อีกต่างหาก...’

ตู้กับข้าวในทีวี

"สวัสดีครับขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการ ครัว................. ชิม....................รส................อร่อย”
คำทักทายด้านบนคุณสามารถหาฟังได้จากรายการประเภทอาหาร ที่มีอยู่ทั่วไปตามช่องฟรีทีวีสามัญประจำเครื่อง ซึ่งผมว่ารายการประเภทนี้คงไม่มีฉายตามโรงหนัง หรือทำเป็นดีวีดีออกมาแน่ๆ รายการประเภทอาหารไม่ว่าจะเป็นพาเข้าครัว พาชิมตามร้านต่างๆ หรือแข่งขันกันประดิดประดอยของกินกันนั้นอยู่คู่ทีวีบ้านเรามาหลายสิบปีแล้ว

ผมเป็นอีกคนที่ชอบดูรายการประเภทนี้

สมัยก่อนจำได้ว่า ทั้งเคยลองทำตาม และตามหาร้านรวงต่างๆที่เคยออกรายการ เพียงเพราะอยากรับรู้ความอร่อยและส่วนลด (อัตราส่วนอยู่ที่ 10-20 %) ถ้าบอกว่ารู้จักร้านของคุณมาจากรายการนั้นรายการนี้

สมัยอยู่ต่างจังหวัดจะหายากสักหน่อยสำหรับร้านอาหารที่มีเครื่องหมายของทางรายการต่างๆมาการันตีไว้ แต่พอมาใช้ชีวิตอยู่เมืองหลวง โอ้โห! ร้านอาหารที่มีเครื่องหมายเชิดชูระดับความอร่อยนั้นหาง่ายยิ่งกว่าเบอร์โทรน้องพอลล่าเสียอีก บางร้านอยู่ติดๆกันเลย ยังไม่พอ...หลายๆร้านยังมีป้ายและเครื่องหมายเหล่านี้อยู่ร้านละหลายๆป้ายด้วย นึกแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่า สมัยนี้ถ้าใครจะเปิดร้านอาหารนอกจากจะต้องนิมนต์พระมาเจิมเพื่อเป็นสิริมงคลแล้ว ยังต้องไม่ลืมที่จะนิมนต์ เอ้ย! เชิ้อเชิญรายการทีวีให้นำป้ายการันตี มาประดับเพื่อเป็น ‘สิริวงเงิน’ ของร้านอีกด้วย

เหตุผลใหญ่ๆที่ผมชอบดูรายการประเภทนี้ (นอกจากชอบกินแล้ว) คือ รูปแบบที่เข้าใจง่ายและไม่สลับซับซ้อนของรายการ ซึ่งส่วนใหญ่รูปแบบรายการก็ไม่มีอะไรมาก ถ้าเป็นรายการทำอาหารก็อาจจะเชิญคนดังในวงการอาหารมาเป็นพิธีกร (ก็แน่แหละ คุณลองนึกภาพพี่เสก โลโซ มาเป็นพิธีกรรายการอาหารซิ คงเข้ากันน่าดู) การทำอาหารนั้นอาจจะเป็นพิธีกรทำเอง หรือไม่ก็เชิญดาราหรือคนดังมาทำ ส่วนรายการประเภทพาชิมก็จะจัดหาร้านอาหารทั่วประเทศ นำพากองทัพทีมถ่ายทำไปบุก (กินฟรี) ร้านอาหารร้านนั้นๆ พิธีกรอาจเป็นดาราหรือคนดัง ซึ่งสมัยเด็กๆถ้ามีคนถามผมว่า “โตขึ้นอยากจะเป็นอะไร” ผมจะตอบโดยไม่คิดเลยว่า “อยากเป็นพิธีกรรายการอาหาร” คุณลองคิดดูสิ ทั้งกินฟรี เที่ยวฟรี แถมยังได้เงินใช้อีกต่างหาก ส่วนรายการจำพวกแข่งขันทำอาหาร ก็อาจจะใช้ผู้ร่วมแข่งขันเป็นดาราหรือไม่ก็ผู้ชมทางบ้านมาแข่งขันกันทำอาหารตามโจทย์ต่างๆที่รายการตั้งไว้ โดยมีกรรมการเป็นผู้เชี่ยวชาญในการชิม และ ลำไส้แข็งแรงมาคอยให้คำตัดสิน

นี่กระมัง ที่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้รายการประเภทอาหารนี้อยู่คู่ทีวีบ้านเรามาหลายสิบปี

วันนี้ คุณลองหาเวลาว่างแล้วเปิดรายการประเภทนี้ดูสิครับ ผมเชื่อว่ามีทุกวัน และมีทุกช่องฟรีทีวี บางทีคุณอาจได้สูตรหรือไอเดียใหม่ๆในการทำอาหารมาประดับเสน่ห์ของคุณ หรือถ้าเย็นนี้เบื่อๆกับข้าวที่บ้านก็อาจได้ข้อมูลใหม่ๆของร้านอาหารต่างๆให้คุณได้พาครอบครัวหรือคู่รักไปโรแมนติคกันใต้แสงเทียนที่ร้านใดร้านหนึ่งก็อาจเป็นได้ ส่วนผมตอนนี้ขอตัวออกไปซื้อข้าวเปล่าก่อนครับ รายการ ครัว................. ชิม....................รส................อร่อย กำลังจะมาแล้ว
ไม่แน่ วันนี้ผมอาจได้กินข้าวเปล่ากับขาหมูเยอรมันยัดไส้ต้มยำกุ้งก็ได้ ฮ่าๆๆๆๆ •

ทรงทอม : ก่อเรื่อง
songtom22@yahoo.com
http://songtom.bloggang.com

kaawss.jpg



umpo.jpg ๙. อัมโปะ


untitled2.jpg
um2.jpg
3. บางทีจำเป็นต้องก้าวให้ทันโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวันด้วยการวิ่งตาม

um1.jpg
4. แต่บางทีก็ต้องหยุดนิ่งมองโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน เพื่อทำความเข้าใจ


kaawss.jpg



leafterrace.jpg ๑๐. ระเบียงใบไม้ : ธุลีดิน


images.jpg
picture: www.impressionistprints.com

น้ำตาเทียน

แสงสนธยาลำสุดท้ายลับหายไปจากม่านฟ้า
สายลมเอื่อยอ่อน...
คงเหนื่อยล้า หลังเดินทางมาทั้งวัน...
เสียงจิ๊บจิ๊บของเหล่าลูกนกบนโพธิ์ทะเลเฒ่าเงียบหายไปแล้ว

รัตติกาลกลับมาเยือน

สรรพสิ่ง สงบงันรับการกลับมา
แม้หรีดหริ่ง เรไร ยังหยุดระงมร้อง

ฉันจุดเทียนไข
เดินออกมาที่ระเบียง
ผนังระเบียงกว้างใหญ่ไปสุดขอบฟ้า
ฝ้าเพดาน ระยิบด้วยดวงดารา

น้ำตาเทียนหยดลงบนหลังมือ

ฉันฉงนใจ...

หยดน้ำตาเทียนบนพื้นแล้ววางเทียนไขลง
นั่งมองเปลวเทียน...

เปลวเหลืองเรืองลอยนิ่งเหนือความว่างที่โอบเรื่อสีฟ้าอ่อน
สงบราวผู้หลุดพ้นเรื่องราวทางโลก
บางครั้งอ้อยอิ่งระริก คล้ายหัวใจวัยเยาว์

เปลวเทียนดูโศกเศร้า
แม้หลายครั้งจะเต้นเร่า...ส่ายโยนโอนไหวราวร่ายระบำ
ระบำเปลวเทียนกลับยิ่งชวนซึมเซา อ้างว้าง

เป็นเช่นนี้เอง...

เทียนไข...
เจ้าคงไม่เคยสินะที่จะลิ้มรสแห่งความสุขรื่นรมย์
จึงแม้ในความเริงร่าของเจ้า...ยังซึมเศร้า หดหู่ถึงเพียงนี้

เช่นนี้เอง...หยดน้ำตาเจ้าจึงระอุร้อน

เป็นเช่นนี้เอง...


picture: www.art.com
kaawss.jpg




pum.jpg ๑๑. ปากกาพาไป : นารินทร์ ทองดี


ฝุ่น

กลุ่มฝุ่นยิ้มร่าขณะเดินผ่านเพิงไป เราประทังท้องด้วยสำรับที่เหลือจนหมด ท้องฟ้าไม่จำลองให้ความจริงว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ดาวไม่กระจ่าง...’
..........

ปากกาพาไปด้ามที่ 2 เสียเวลาคิดไม่นานนักว่าจะให้มันพาไปที่ไหนดี ด้วยรู้ดีว่ายังไงเสียมันก็ต้องพาไปยัง “ที่ชอบๆ” ที่ไหนคือ “ที่ชอบๆ” ตอบแทนปากของปากกาว่าที่นั่นคือ “ที่แห่งความจน” นักประพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่ฝากรอยเท้าเอาไว้ให้พิจารณาว่า รอยเท้าของท่านเดินไปทางไหน? เราพิจารณาแล้ว เราเห็น รอยเท้าเหล่านั้นเดินเคียงข้างไปกับกลุ่มคนที่เป็นคนจนจริงๆ

ไม่ใช่คนจนที่มีปัญญาก่อหนี้ได้เป็นร้อยล้านพันล้าน

แต่เป็นคนจนที่กู้เงินมาประทังชีวิตด้วยดอกเบี้ยร้อยละยี่สิบ!

ใครก็ไม่รู้กระซิบถามผ่านจิตสำนึกว่า “ไฉนจึงชอบไปที่แบบนั้น?”

ผู้เขียนตอบแทนปากของปากกาอีกครั้งหนึ่งว่า “ไปเพื่อเตือนสติตนไม่ให้ลืมตัว”

ปณิธานของฟันเฟืองชิ้นเล็กๆของเครื่องจักรสังคม ฝูงเพื่อนเขาเรียกขานกันและกันว่า “ฝุ่น” สะเออะอวดรู้ อวดเก่ง หรืออวดดีเมื่อไหร่ เป็นต้องฟุ้งกระจายเมื่อนั้น หน้าที่ของฝุ่นคืออะไร ฝุ่นย่อมรู้ดี และต่างก็ยอมเสียเวลาคนละนาทีสองนาทีเพื่อพินิจพิเคราะห์ก่อนจะตั้งปณิธานเอาไว้ในใจตนว่า จะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

ฝุ่นผู้เพื่อนคนหนึ่ง ผู้ซึ่งยอมรับในกฎกติการะหว่างกันและกันว่า “เราจะไม่มีวันตายแทนกันได้” คือคนที่ผู้เขียนมักถ่อสังขารไปหา ปากกาพาไปด้ามที่ 2 นี้ดั้นด้นไปหาเขาคนนั้นพร้อมกับคำถาม “**รู้ไหม **เกิดมาทำไม?”

วัยยี่สิบกลางๆ ดูละอ่อนเกินไปหากจะเทียบกับสิ่งแวดล้อมโสโครกของเมืองสวรรค์ ใดๆที่สัมผัส มันดิบและหยาบโดยไม่ต้องดัดจริตปรุงแต่ง กระนั้น ในบางห้วงอารมณ์ความดิบและหยาบก็ช่วยกล่อมให้เราอ่อนลงจนสามารถที่จะยกมือไหว้ขอทานคนไหนก็ได้ที่เป่าแคนให้เราฟัง ในช่วงที่รู้สึกหนาวทั้งๆที่อากาศร้อนตับแตก และในช่วงที่รู้สึกร้อนรนทั้งๆที่ลมหนาวโชยผ่าน ฝุ่นผู้เพื่อนเมตตากระซิบบอกว่า สิ่งใดเล่าจะช่วยให้เราเป็นสุขถึงกมลสันดานได้ดีเท่ากับสิ่งที่ฝังอยู่ในกำพืด

เพิงสังกะสีริมถนนบางนา–ตราด ใต้ท้องฟ้าไม่จำลองของเมืองบางบ่อ จ.สมุทรปราการ จุดเล็กๆของดวงดาวแซมฟ้าหมองไม่ให้หม่น ผู้เขียนเพิ่งจะผ่านช่วงเวลาของการอวดรู้ อวดเก่งและอวดดีมาหมาดๆ อดไม่ได้ที่จะกระซิบถามฝุ่นผู้เพื่อนที่นอนดูดาวเคียงกันอีกครั้งว่า

“**รู้ไหม **เกิดมาทำไม?”

เพื่อนไม่ตอบ มันลุกขึ้นเข้าครัวจัดเตรียมสำรับกับข้าวมากินกัน ขณะละเลียดเมล็ดข้าวเหนียวเคล้าปลาร้า สายตาเหลือบไปเห็นฝูงฝุ่นโดยสารรถบัสกลับจากโรงงาน รถจอดห่างจากเพิงไม่ไกลนัก ฝุ่นกลุ่มหนึ่งทยอยลงจากรถ บางฝุ่นหิ้วถุงกับข้าว 2 - 3 ถุง น่าจะเป็นปริมาณกับข้าวที่เพียงพอต่อปากและท้องของสมาชิกในครอบครัว

กลุ่มฝุ่นยิ้มร่าขณะเดินผ่านเพิงไป เราประทังท้องด้วยสำรับที่เหลือจนหมด ท้องฟ้าไม่จำลองให้ความจริงว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ดาวไม่กระจ่าง พี่น้องฝูงฝุ่นที่ผลัดกันเข้ากะเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็กำลังแสดงอะไรบางอย่างเพื่อตอบคำถามเท่าที่พวกเขาจะสามารถตอบได้ว่า..ชีวิตเกิดมาทำไม?

ผู้เขียนไม่เคยได้รับคำตอบใดๆที่ชัดเจนจาก “ที่ชอบๆ” แห่งนี้ พวกเขาไม่มีถ้อยคำสวยงามเพราะพริ้งชวนหลงใหล ไม่มีคำคมให้เก็บไปคิด ที่นี่ไม่มีนักปราชญ์

พวกเขามีแต่ความจริง •

นารินทร์ ทองดี
Narin-tongdee@hotmail.com

kaawss.jpg



๑๒. คุยกันท้ายเล่ม


pouring.jpg

ย่างก้าวที่สอง หลายสิ่งหลายอย่างเริ่มลงตัว
เชื่อว่าย่างก้าวที่สาม เราจะเดินได้อย่างคล่องตัวขึ้น

ต้นฉบับถูกส่งกลับไป-มาหลายครั้งหลายหนเพื่อตรวจแก้ จนผู้เขียนมั่นใจเป็นต้นฉบับดีที่สุดเท่าที่ทำได้ จึงปล่อยออกสู่สาธารณะ
'กว่าจะเป็นหนึ่งคอลัมน์' จึงผ่านการอ่านครั้งแล้วครั้งเล่า ผ่านการทักท้วง,แก้ไข,จากกันและกัน ด้วยหวังฝึกฝนพัฒนาทักษะการเขียนไปด้วยกัน
และแน่นอน เพื่อมอบงานเขียนที่เราเอาใจใส่คุณภาพ(เท่าที่เราทำได้)สู่ผู้อ่าน

'กว่าจะเป็นคอลัมน์' จึงเป็นการเดินทางที่น่าสนใจไม่น้อย
จะพยายามนำเสนอในโอกาสต่อไป

พบกันฉบับหน้า
กองบอกอ




kaawss.jpg
ก้าว..รอ..ก้าว
'บ้านหนอน' ออนไลน์แมกกาซีน สำนักหนอนสนทนา
www.winbookclub.com
http://kaawrowkaw.wordpress.com/
kaawrowkaw@hotmail.com

2006-12-31 10:20:07/กองบอกอ

 


คาใจ
ความเห็นที่ 1

 
  ตอบโดย คาใจ   เมื่อ: 2006-12-31 14:29:33
ค่า........มาอ่านเเล้วน้า

เรื่องพี่ ทรงทอมน่ะ เเหม**เข้ากับพี่เค้าเลยต้องเรื่องเกี่ยวกับอาหาร
ส่วนเรื่องคุณ อัมโปะ น่ะอืม...คาใจว่าพี่คงโปรแน่ๆเลย

อยากค้นหาเเล้วว่า คุณอัมโปะ เป็นใคร แหม เจ๋งมั่กๆ
อ้อ ทุกคนที่เขียน ด้วยนะคะ เก่งมั่ก ๆ
 


ธุลีดิน
ความเห็นที่ 2

 
  ตอบโดย ธุลีดิน   เมื่อ: 2006-12-31 14:33:29
sawassdeehub.jpg
 


nena
ความเห็นที่ 3

 
  ตอบโดย nena   เมื่อ: 2006-12-31 14:53:14


ค่อยๆละเลียด ตามเคี้ยว อย่างช้าๆอยู่นะคะ

ขอบคุณคอลัมนิสภ์ทุกท่านนะจ๊ะ
 


ยางมะตอยสีชมพู
ความเห็นที่ 4

 
  ตอบโดย ยางมะตอยสีชมพู   เมื่อ: 2006-12-31 15:38:33
^_^

สุดๆครับผม
 


กีรติ
ความเห็นที่ 5

 
  ตอบโดย กีรติ   เมื่อ: 2006-12-31 17:41:03
ผมเป็นคนเดือนตุลาครับ น้องคาใจ
 


สน-ทะเล
ความเห็นที่ 6

 
  ตอบโดย สน-ทะเล   เมื่อ: 2006-12-31 21:21:35
กระทู้นี้เป็นของขวัญชิ้นแรกในวันปีใหม่ปีนี้ของผม

ขอบคุณพี่ๆทีมงานทุกคนมากครับ
 


คิทชา
ความเห็นที่ 7

 
  ตอบโดย คิทชา   เมื่อ: 2007-01-01 00:21:33
ขอมีปีใหม่ กับ ก้าว รอ ก้าว นะครับ
 


กีรติ
ความเห็นที่ 8

 
  ตอบโดย กีรติ   เมื่อ: 2007-01-01 02:08:59





อยากไปเที่ยวป่าอีกแล้ว
 


ทรงทอม
ความเห็นที่ 9

 
  ตอบโดย ทรงทอม   เมื่อ: 2007-01-08 19:50:22
ขอบคุณทุกท่านครับ
 




ข้อความ :
สามารถเคาะ Enter หาต้องต้องให้เว้นบรรทัด หรือใช้คำสั่ง <br>
ชื่อ :
รูปภาพ :  
ขนาดไม่เกิน 50K และต้องมีนามสกุลเป็น gif และ jpg
รหัส :   67f9939
ใส่รหัส :   (กรุณาใส่รหัสจากข้างบนนะครับ)