ผู้เขียน  หัวข้อ: 'ก้าวรอก้าว' บ้านหนอนออนไลน์แมกกาซีน ฉบับที่สี่ คารวาลัย แด่...ท่านผู้เกิดและดับก่อนกาล
กองบ.ก.

'ก้าวรอก้าว' บ้านหนอนออนไลน์แมกกาซีน ฉบับที่สี่ คารวาลัย แด่...ท่านผู้เกิดและดับก่อนกาล
 เมื่อ: 2007-02-01 14:58:04 
ก้าวสี่สวัสดิ์

cover4.jpg


cover by : ยางมะตอยสีชมพู



ก้าว..รอ..ก้าว
หนอนสนทนา :
www.winbookclub.com
http://kaawrowkaw.wordpress.com/
kaawrowkaw@hotmail.com

กองบอกอ : อานันท์ / หนุงหนิง / ยางมะตอยสีชมพู / ธุลีดิน



คารวาลัย แด่...ท่านผู้เกิดและดับก่อนกาล...


ไว้อาลัยกนกพงศ์
ความตายเป็นความโศกเศร้าเสียใจโดยแท้
ลายกนก...

ม้วนหัวลากเส้นเป็นกนก
ลายตกแต่งโลงทั้งซ้ายขวา
มีคนพนมมือนอนหลับตา
ดวงหน้าไร้ความรู้สึกใด

การหลับอันนานยาวตราบเท่านาน
เพื่อสังขารผุยผง – อสงไขย
ยิ่งกัปยิ่งกัลป์ยิ่งผ่านไป
เหลือแต่ความเปล่าไร้ความไม่มี

เราคือความต่างแตกความแปลกหน้า
เกิดมาเพียงครั้งในบางที่
ร่วมโลกใบเก่าเก่า – ใบเท่านี้
ผลิคลี่ร่วงโรยไปโดยกาล

วันนี้คนหนึ่งถึงจุดจบ
พรุ่งนี้ศพถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน
จากต้นจนปลายจวบวายปราณ
อวสานทุกสิ่งอย่างนิ่งงัน

เรามาเพียงชั่วครู่มาอยู่ร่วม
หลอมรวมความมีต่างสีสัน
เกื้อกูลเผื่อแผ่กันแก่กัน
สอดรับสัมพันธ์และกลมกลืน

เป็นลายกนกแตกยอดที่ทอดไป
เคลื่อนไหวช้อยชดกันสดชื่น
เกิดความงามลึกลุ่มอันชุ่มชื้น
ร่วมดื่นดกลายอีกหลายลาย

เป็นเส้นสายลายศิลป์ – แผ่นดินเดียว
ฟั่นเกลียวซ้อนเส้นเร้นสาย
คือความวิจิตรอันผลิพราย
ร่วมเกิดตายในโลกใบเดียวกัน

ม้วนหัวลากเส้นเป็นกนก
กี่ศกกี่ศกก็โศกศัลย์
ลายกนกโลงที่โลกฉลุนั้น
เรียกเผ่าพันธุ์ร่วมโลก – กนกพงศ์ !

แด่การจากไปนิรันดร์ของกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
กวีหมี่เป็ด
มนตรี ศรียงศ์
เว็บไซต์ http://www.softganz.com/meeped/index.php

kanokpong9.jpg

kanokpong1.jpg

23022006007.jpg

23022006008.jpg

23022006009.jpg

23022006006.jpg

kanonpong2.jpg

kanokpong6.jpg

kanonpong5.jpg

kanonpong7.jpg

23022006010.jpg

24022006001.jpg

23022006012.jpg

kanonpong4.jpg

kanokpong3.jpg

พินัยกรรม

ชีวิตหนึ่งของคน
ทำอะไรได้ไม่มาก
ฉันเลือกมีชีวิตอยู่ วัน วัน
ด้วยการหลอกกินญาติและมิตร
เพื่อปลูกป่าผืนหนึ่ง
ให้นานาสัตว์อยู่อาศัย

เมื่อฉันตายไป
โปรดรักษาผืนป่านี้ไว้
เพื่อเป็นสิ่งระลึกถึงฉัน

15 กพ' 47

kanokpong1.jpg

'บ้านหนอน' กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙
อาลัยการจากไปของ นักเขียนซีไรท์ "แผ่นดินอื่น"
ภาพสุดท้ายของ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์
บันทึก จาก 'วัดพิกุลทอง'
บันทึกจาก...'วัดพิกุลทอง' day2
บันทึก จาก 'วัดพิกุลทอง' day 3 'คืนสู่ดวงดาว'
หมู่บ้าน ชีวิต และป่าฝน - กนกพงศ์ สงสมพันธุ์




มีอะไรในเล่ม :

logoum.jpg


หน้า ๑. คมคำ-คมความ
หน้า ๒. บทบรรณาธิการ
หน้า ๓. ปากกาพาไป : นารินทร์ ทองดี...ลูกพี่
หน้า ๔. สืบศิลป์ : กีรติ..วัดแจ้ง : รุ่งเช้าของแผ่นดินใหม่
หน้า ๕. ฟากฟ้า...ทะเลฝัน : โจนาธาน...คือความจริง...คือความปรารถนา
หน้า ๖ ยาระบายอ่อน ๆ : Black&Pink..เด็กเอ๋ยเด็กน้อย
หน้า ๗ หอมกลิ่นป๊อบคอร์น : จี-รา...VANILLA SKY.
หน้า ๘ เรื่องเล่าจากที่สูง : พงษ์ปรัชญา....ภาพภ่ายของผม
หน้า ๙. โทรภาพ (ช่อง ๑) : ทรงทอม....เครื่องสูญ
หน้า ๑๐ ๑๐๐ วิธีใช้ชีวิตฉบับอัมโปะ : อัมโปะ
หน้า ๑๑ ระเบียงใบไม้ : ธุลีดิน...ลมหายใจที่เหลือ
หน้า ๑๒. Book Review : โฉมหน้าศักดินาไทย...เถกิงศักดิ์
หน้า ๑๓. ผู้ร่วมเดินทาง : ชะตาขาด...สิงห์ ลา
หน้า ๑๔. คุยกันท้ายเล่ม
kaawss.jpg



๑. คมคำ-คมความ


read3.gif

"แปลกนะครับ ผมกลับไม่รู้สึกว่าสถิติดังกล่าวบอกอะไรเราเลย เพราะการอ่านหนังสือไม่ใช่ "คำตอบสุดท้าย" ของสังคม คนอ่านหนังสือน้อยก็ไม่ใช่ปัญหาหลักของสังคม ประเด็นที่ผมพยายามบอกมาตลอดก็คือ "เราอ่านอะไร" มากกว่า

ตลาดหนังสือของเราโตขึ้นทุกปี คนอ่านหนังสือดูจะมากขึ้น แต่ผมกลับมองเห็นว่า สังคมบ้านเราถอยหลังลง! คำถามก็คือ "เราอ่านอะไร"

การอ่านหนังสือแบบสักแต่อ่านไม่ใช่สิ่งที่ดีเสมอไปนะครับ ผมจึงไม่แคร์กับตัวเลขคนอ่านหนังสือเท่ากับตัวเลขคนอ่านหนังสือดี

เมื่อมองไปในตลาด ขอโทษที่ต้องบอกว่า เรามีหนังสือขยะและยาพิษมากมายเหลือเกิน (ผมเองก็ไม่อยากลงรายละเอียด เพราะอยู่ในวงการเหมือนกัน) หนังสือขยะนี่ผมหมายถึงหนังสือที่อ่านแล้วโง่ลง (พูดง่ายๆคือ ถ้าไม่อ่านจะฉลาดกว่า) ผมอยากให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนใจ "เนื้อหา" มากกว่า "ปริมาณ" ตราบใดที่ร้านหนังสือและห้องสมุดของเรายังไม่มีหนังสือหลากหลาย ตราบนั้นทำสถิตินี้ไปก็ไร้ประโยชน์ "

‘วินทร์ เลียววาริณ’
จาก ‘คุยกับวินทร์’ www.winbookclub.com

kaawss.jpg



๒. บทบรรณาธิการ


editortouch3.jpg

- 1 -

หากคำว่าบังเอิญนั้นหมายถึงสิ่งหรือเหตุการณ์ที่เราไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะบังเกิดขึ้นกับเราหรือสิ่งรอบตัวนั้นแล้วละก็... เราเองก็มีเรื่องบังเอิญเรื่องหนึ่งอยู่กับเขาเหมือนกัน...

บังเอิญที่ว่า- เราไม่เคยคิดว่าฉบับที่ ๔ นี้จะแสดงคาราวะนักเขียนผู้เกิดและดับก่อนกาล นาม กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ มาก่อน เหตุบังเอิญเกิดขึ้นเพียงเพราะเราหยิบหนังสือเล่มแรก- รวมเรื่องสั้น สะพานขาด ของเขาจากชั้นหนังสือมาอ่านอีกครั้ง และเป็นทุกครั้งที่เมื่อเราคิดถึงเขาก็จะต้องคิดถึงวันที่เขาจากไปสู่แผ่นดินอื่นอยู่ทุกครั้งไป...

เช่นนั้นเราจึงเหลือบมองปฏิทินตั้งโต๊ะพบว่าวันนั้นของปีนี้-- ปีที่เขาจากเราไป ๑ ปีนั้นตรงกับวันอังคาร ก่อนหน้าฉบับที่ ๕ ปักษ์ที่สองประจำเดือนกุมภาพันธ์ของเราวางแผง ๑ วัน ฉะนั้นเราจึงลงความเห็นว่าก้าวที่ ๔ นี้ควรจะกล่าวและเขียนอะไรถึงเขาบ้าง-- เพื่อเป็นการรำลึก, เป็นวาระอันดีที่ก้าวที่สี่ของเรานี้ได้มีผู้ร่วมก้าวเดินตามเพิ่มขึ้น
หากแต่ไม่กล่าวเกินจริงแล้ว เรายินดีพร้อมสำหรับสายใยความสัมพันธ์อันบริสุทธิ์ที่พร้อมจะสดุดีเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

กนกพงศ์ สงสมพันธุ์... ได้มีผู้นิยามตัวเขาว่า เป็นนักเขียนเพื่อชีวิตคนสุดท้าย... ซึ่งเรามิปรารถนาให้เป็นเช่นนั้น หากแต่เราปรารถนาให้วงวรรณกรรมของเรามีนักเขียนเพื่อชีวิตเพิ่มขึ้น, มีนักเขียนที่รังสรรค์งานเพื่อรับใช้ความคิดของตนแล้วรับใช้สังคมมากขึ้น ซึ่งสิ่งนี้เรา- ไม่ทราบว่าเราหวังมากไปหรือไม่... แต่เราก็ยังหวัง- หวังว่าจะมีนักเขียนเพื่อชีวิตเฉกเช่นเขาบ้าง ไม่ต้องเหมือนและไม่ต้องเลียนแบบวิถีชีวิตของทุกย่างก้าว ขอเพียงแต่คิดได้เยี่ยงเขา แล้วรับใช้ความคิด, รับใช้สังคมได้ตามกำลังบ้างเท่านั้น

๑๓ กุมภาพันธ์ ของปีถัดไป...และถัดไป การน้อมรำลึกถึงเขาจะมิใช่เรื่องบังเอิญของเราอีก หากหมายถึงเราตั้งใจและคิดถึงเขาอยู่มิเสื่อมคลาย แม้ว่าเขาจะไม่กลับมายังแผ่นดินนี้อีกแล้วเป็นนิรันดร

กับแผ่นดินอื่นที่สักวันหนึ่งเราจะก้าวย่างตามเขาไป...
กับแผ่นดินอื่นนั้นอยู่ไม่ไกลเลย... อย่างไรเสียสักวันหนึ่งเราก็ต้องเดินไปถึง แต่เราจะไปยังแผ่นดินอื่นได้ด้วยความภาคภูมิใจได้อย่างไร หากว่าแผ่นดินที่เรากำลังย่างก้าวอยู่นี้ เราก้าวเดินผ่านไปอย่างปราศจากความสนใจไยดี

- 2 -

ก้าวหนึ่ง...หยุดรออีกก้าวหนึ่ง ก้าวนี้มีผู้ร่วมย่างก้าวไปกับเราเพิ่มขึ้น และจะมีเพิ่มขึ้นตามรอบเวลาที่หมุนเวียนไป

ก้าวรอก้าว ฉบับที่ ๔ ขอต้อนรับงานเขียนดี ๆ จากท่านผู้ท่านที่ร่วมเป็นหนึ่งใน "ผู้ร่วมเดินทาง" และชวนอ่านหนังสือใน "Book Review" ด้วยหวังว่าเมื่อเราออกก้าวเดินก้าวต่อไปจะเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ โดยมีปัญญาเป็นคลังอาวุธ เมื่อเราก้าวออกเดินเพื่อรับใช้ความคิดของเราแล้ว ก้าวต่อไปเราจะก้าวไปรับใช้สังคมตราบเท่าที่กำลังของเรามี-- และอาจมีมากกว่าเท่าที่เรามี

เราก้าว...แล้วหยุดรอผู้ร่วมเดินทางที่กำลังย่างก้าวตามมาอยู่เสมอ...•

ด้วยมิตรภาพ.
กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐

kaawss.jpg



pum.jpg ๓. ปากกาพาไป : นารินทร์ ทองดี


"ผมจำความรู้สึกขณะที่กำลังยืนดูภาพถ่ายขาวดำที่ติดฝาผนังนั้นได้ มันเป็นภาพถ่ายหมู่ที่ยาวที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นในสมัยนั้น ผมขนลุกเมื่อนึกถึงคำบอกเล่าของเจ้าของบ้านว่าบุคคลในภาพส่วนใหญ่เสียชีวิตไปแล้ว รวมทั้งชายหนุ่มคนหนึ่งในภาพนั้นด้วย"

ลูกพี่

ในเช้าวันหนึ่งขณะที่ฝนเดือนมกราคมกำลังโปรยปรายรดเมืองหลวง ผม- ในฐานะมนุษย์เงินเดือนตัวน้อยก็ได้แต่คอยเวลาให้ฝนหยุดตก เพื่อที่จะได้เดินทางไปทำงานเสียที ขณะที่เอกเขนกมองเม็ดฝนนอกหน้าต่างอยู่นั้น พลันโทรศัพท์มือถือของผมก็ส่งเสียงขึ้น ผมมองเบอร์แปลก ๆ พลางขมวดคิ้วก่อนจะกดรับสาย

เสียงที่ผมได้ยินเป็นเสียงผู้ชายคนหนึ่ง เขาพูดภาษากลาง เขาถามผมว่าจำได้หรือเปล่าว่าเขาเป็นใคร

ผมตอบโดยไม่ลังเลว่าจำไม่ได้

เขาเปลี่ยนภาษาทันที ไม่กี่วินาทีจากนั้นผมก็จำได้ว่าเขาเป็นใคร

* * *

ภาพบ้านโบราณหลังใหญ่ผุดขึ้นในหัว ช่วงหนึ่งของชีวิตขณะที่ผมกำลังอยู่ในวัยที่ค่อนข้างจะไร้เดียงสา ผมรู้สึกกลัวบ้านหลังนี้ ผมจำความรู้สึกขณะที่กำลังยืนดูภาพถ่ายขาวดำที่ติดฝาผนังนั้นได้ มันเป็นภาพถ่ายหมู่ที่ยาวที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นในสมัยนั้น ผมขนลุกเมื่อนึกถึงคำบอกเล่าของเจ้าของบ้านว่าบุคคลในภาพส่วนใหญ่เสียชีวิตไปแล้ว รวมทั้งชายหนุ่มคนหนึ่งในภาพนั้นด้วย

ชายหนุ่มคนนั้นคือคนคนเดียวกับชายชราในชุดข้าราชการสีกากีที่อยู่ในภาพอีกใบที่แขวนอยู่ใกล้ ๆ กัน

ทุกครั้งที่มีโอกาสขึ้นไปบนบ้านโบราณหลังใหญ่หลังนั้น ผมจะต้องยกมือไหว้ชายชราในภาพ เพราะท่านคือครูใหญ่คนแรกของโรงเรียนประถมที่ผมจบมา แต่ท่านไม่เคยสอนหนังสือผม เพราะลูกศิษย์รุ่นสุดท้ายที่ได้เรียนกับท่านคือนักเรียนรุ่นแม่ผมเอง

เสียงของผู้ชายในโทรศัพท์ทำให้ผมนึกถึงบ้านโบราณและครูใหญ่ เพราะผู้ชายคนนี้คือลูกชายคนหนึ่งของครูใหญ่ ตอนนี้เขาเป็นเจ้าของบ้านหลังนั้น...

* * *

ฝนเดือนมกราคมยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด หลังจากวางสายแล้วผมก็เอนตัวนอนมองเพดาน ภาพเด็กวัยรุ่นจอมเกเรสี่ห้าคนผุดขึ้นในหัว กิจกรรมหลายอย่างที่กลุ่มเด็กวัยรุ่นทำล้วนมีฉากหลังเป็นบ้านโบราณหลังนั้น

ครั้งหนึ่งผมเคยคิดว่าผู้ชายคนนี้น่าจะเป็นคนที่สบายที่สุดในหมู่บ้าน เพราะเขาสามารถมีกินมีใช้ได้โดยไม่ต้องทำงาน เขามีพี่ชายคนหนึ่งเปิดร้านขายของชำและมีฐานะค่อนข้างดี อีกทั้งยังมีพี่ ๆ อีกหลายคนที่ออกเรือนแล้วแยกย้ายไปอยู่ต่างถิ่น แต่ละคนมีธุรกิจส่วนตัวและค่อนข้างจะมีฐานะ

เขาไม่ต้องทำงานก็ได้ แต่ไม่มีวันไหนเลยที่เขาไม่ทำงาน

เขาทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ จากคนที่ผมเคยคิดว่าแค่นอนอยู่เฉย ๆ ก็จะมีคนมาป้อน เขากลายเป็นคนที่สามารถหาเงินได้เอง งานอย่างหนึ่งที่เขาเลือกและบอกว่าชอบที่สุดคืองานขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างไม่ประจำวิน ชาวบ้านที่มีเรื่องด่วนต้องการไปอำเภอหรือจังหวัดมักจะเรียกใช้บริการเขา

“ลูกพี่สอบใบขับขี่ผ่านได้ยังไง?” ผมเคยถาม

เขายื่นใบขับขี่ให้ผมดู มันเป็นใบขับขี่รถจักรยานยนต์ปกติธรรมดา แต่ตรงช่องข้อจำกัดการใช้นั้นมีข้อความว่า

- ผู้พิการ
- ไม่เกิน ๙๐ ซี.ซี.

เขาป่วยเป็นโรคโปลิโอมาตั้งแต่เด็ก แต่เขาไม่เคยใช้รถเข็น

ผมไม่เคยเรียกใครว่าลูกพี่ง่าย ๆ เขาเป็นคนคนเดียวในหมู่บ้านที่ผมเรียกลูกพี่

ผมเรียกเขาว่า “ลูกพี่เป๋”

ฝนหยุดตก... ผมไปทำงาน •

kaawss.jpg



keeree.jpg
๔. สืบศิลป์ : กีรติ



วัดแจ้ง : รุ่งเช้าของแผ่นดินใหม่

keeree41.jpg

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า สยามประเทศ นั้น มีความสมัครใจรักใคร่ในบวรพระพุทธศาสนา ถึงแม้ว่าจะมีศาสนาอื่นอยู่ร่วมบ้าง แต่วัดวาอารามต่าง ๆ นั้นกลับมีความโดดเด่นและมีคุณค่าต่องานศิลปกรรมมากกว่า ทั้งนี้เป็นเพราะว่า งานช่างชั้นเยี่ยมเหล่านี้ เป็นผลงานที่เกิดขึ้นในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่การศึกษาเรื่องราวในอดีตผ่านงานศิลปกรรม ทั้งนี้ จะเป็นการสะท้อนหน้าประวัติศาสตร์และเป็นการเน้นย้ำความสำคัญด้วย

โบราณสถานที่นับว่ามีความสำคัญคู่บ้านคู่เมืองในสมัยรัตนโกสินทร์นั้น มีอยู่เป็นจำนวนมาก และหนึ่งในความสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามไปได้ นั่นคือ วัดอรุณราชวราราม

วัดอรุณราชวรารามเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตกทางเหนือของพระราชวังเดิม

เดิมทีมีชื่อเรียกว่า วัดมะกอก ต่อมามีการเปลี่ยนชื่อในปีพ.ศ. ๒๓๑๐ ครั้งนั้นสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเสด็จมาเพื่อสร้างพระนครภายหลังกอบกู้เอกราชสำเร็จในรุ่งเช้าที่วัดนี้ จึงได้ชื่อว่า วัดแจ้ง และพระองค์ได้สร้างพระนครขึ้นในบริเวณนี้

ภายหลังการปกครองของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ๑๕ ปี ได้มีการเปลี่ยนราชวงศ์ คือ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทำการปราบดาภิเษกขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี โปรดให้สร้างพระนครใหม่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาและรื้อกำแพงพระราชวังกรุงธนบุรีออก วัดแจ้งจึงไม่ได้อยู่ในเขตพระราชวังอีก นอกจากนั้นพระองค์ทรงมอบหมายให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร (พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย) เป็นผู้ดำเนินการปฏิสังขรณ์วัดแจ้ง

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงปฏิสังขรณ์วัดแจ้งใหม่หมดทั้งวัด พร้อมทั้งโปรดให้ลงมือก่อสร้างพระปรางค์ตามแบบที่ทรงคิดขึ้น จนสำเร็จเป็นพระ? ซึ่งการก่อสร้างและปฏิสังขรณ์สิ่งต่าง ๆ ภายในวัดแจ้งนี้สำเร็จลงแล้ว แต่ยังไม่ทันมีงานฉลองก็สิ้นรัชสมัยของพระองค์ในปีพ.ศ. ๒๓๙๔
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ พระองค์ได้โปรดให้สร้างและปฏิสังขรณ์ อีกทั้งอัญเชิญพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมาบรรจุไว้ที่พระพุทธอาสน์ของพระประธานในพระอุโบสถที่พระองค์ทรงพระราชทานนามว่า "พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก" และเมื่อได้ทรงปฏิสังขรณ์เสร็จเรียบร้อยแล้วจึงได้พระราชทานนามใหม่ว่า วัดอรุณราชวราราม ดังที่เรียกกันมาจนถึงปัจจุบัน

จากประวัติอันยาวนานถึงที่มาของชื่อนี้ทำให้เห็นแล้วว่า วัดที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ครั้งก่อเกิดราชธานีกรุงธนบุรีนี้ยังคงได้รับความสำคัญเสมอ

เมื่อครั้งยังเด็กเห็นจะจำได้อย่างเดียวเท่านั้นว่า ที่ฝั่งวัดแจ้งมียักษ์ที่เป็นผู้ดูแลรักษาและมักจะเกเรต่อสู้กันกับยักษ์วัดโพธิ์ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ในวันนี้ ยักษ์ที่ว่านั้นยังคงยืนสง่าเฝ้าทางเข้าพระอุโบสถ อีกทั้งยังต้อนรับชาวต่างชาติที่เข้ามาชื่นชมความงามและคุณค่าของความเป็นไทย

อย่างไรเสียหากมีโอกาสเที่ยวรอบเกาะรัตนโกสินทร์แล้ว อย่าลืมที่จะข้ามฟากมายังราชธานีเดิม เพื่อเป็นการรำลึกถึงรุ่งอรุณแห่งดินแดนใหม่ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นผู้กำชัยมาให้หลังสงคราม

หมายเหตุ : - ลงเรือข้ามฟากจากฝั่งท่าเตียน ค่าโดยสารคนละ ๓ บาท

kaawss.jpg



jonathan.jpg ๕. ฟากฟ้า..ทะเลฝัน : โจนาธาน


"ก่อนจากกันวันนั้นซึ่งฉันไม่อยากให้เป็นครั้งสุดท้ายสำหรับฉันและเขา ภาพสุดท้ายที่ฉันมองเขา-- มองด้วยแววตาห่วงใยเพื่อให้เขาได้ห่วงและตระหนักในคำพูดของฉัน..."

คือความจริง...คือความปรารถนา

skydream4.jpg‘ก่อนจากกันวันนั้นซึ่งฉันไม่อยากให้เป็นครั้งสุดท้ายสำหรับฉันและเขา ภาพสุดท้ายที่ฉันมองเขา-- มองด้วยแววตาห่วงใยเพื่อให้เขาได้ห่วงและตระหนักในคำพูดของฉัน...

ลางสังหรณ์มีจริงหรือ?... เธอเคยบอกฉันว่ามี แต่ฉันไม่เคยเชื่อเลยสักครั้ง นั่นอาจเป็นเพราะว่าฉันไม่เคยมีประสบการณ์ใด ๆ เกี่ยวกับสิ่งบอกเหตุดีหรือร้ายล่วงหน้า-- ฉันมีแต่เป็นความจริงที่เกิดขึ้นโดยปราศจากลางใด ๆ

กระทั่งเมื่อฉันได้อ่านงานเขียนเรื่องหนึ่งของนักเขียนท่านหนึ่งที่ฉันชื่นชอบและเคารพ และยังเคยหยิบยื่นให้เธอได้อ่าน อ่านแล้วเธอก็ยังไม่เชื่อตามนั้นอยู่ดีกับทรรศนะที่ว่า-

“ลางสังหรณ์นั้นมักเกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว เรานั่นละ ที่นึกคิดย้อนกลับไปยังเหตุก่อนหน้า แล้วบอกว่าเป็นหรือมีลางสังหรณ์ของเหตุการณ์นั้น”

ความคิดเห็นเช่นนั้นละที่เธอเถียงฉันว่าเธอไม่เคยมองย้อนกลับ แต่เพียงเพราะเธอมีความรู้สึกเอะใจก่อนเกิดเหตุ-- งั้นหรือ?... ก็อาจเป็นไปได้สำหรับคนบางคน

คนบางคนอาจมีสัมผัสพิเศษ แต่ทว่าคนอย่างฉันนั้นไม่มีหรอก ฉันมีแต่ความจริงสัมผัสเมื่อเหตุเกิด

ฉันมีแต่คำกล่าวที่ว่า- ก็ว่าแล้วเชียว... ไม่เคยมีคำกล่าวที่ว่า- สังหรณ์หรือมีลางแปลกประหลาดบางอย่างเกิดขึ้นก่อนหน้าเลยสักครั้ง

เธอรู้ไหมว่าเมื่อสองวันก่อนฉันได้รับข่าวจากแดนไกล-- มิตรของฉันประสบอุบัติทางรถยนต์ ซึ่งฉันเคยเตือนและปรามเขาก่อนหน้าเพียงไม่ถึงสองสัปดาห์ว่าให้ระมัดระวังตนเองดี ๆ เนื่องจากเขานั้นมีประสบการณ์ในการใช้ยวดยานพาหนะน้อยเต็มที บอกเขาว่าอย่าขับเมื่อง่วงหรือมึนเมา

ก่อนจากกันวันนั้นซึ่งฉันไม่อยากให้เป็นครั้งสุดท้ายสำหรับฉันและเขา ภาพสุดท้ายที่ฉันมองเขา-- มองด้วยแววตาห่วงใยเพื่อให้เขาได้ห่วงและตระหนักในคำพูดของฉัน ฉันกลัวจริง ๆ กลัวและเป็นห่วงมิตร ฉันไม่อยากให้โลกใบนี้แคบลงไปอีกครั้งอีกคราเหมือนเมื่อฉันต้องเสียเธอไป

ไม่อยากให้โลกของฉันเล็กแคบลงเพราะว่าคนรู้จักของเราต้องจากไกล

ฉันอยากบอกเธอเพียงว่าวันนั้นฉันไม่เห็นภาพของเพื่อนจะต้องประสบเหตุร้ายใด ๆ ในจิตสำนึก ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ฉันไม่พึงปรารถนาเลย ฉันปรารถนาเพียงแค่ว่าวันหนึ่งฉันจะได้พบเขาอีกครั้ง

วันนั้นฉันมองเห็นเพียงเขากำลังยิ้มอยู่ตรงหน้าฉันเท่านั้นเอง...

ฉันมีแต่ความวิตกกังวล, ทุกข์ใจ และเป็นห่วงมากกว่าที่จะวาดภาพเหตุร้ายต่าง ๆ ต่อเขาอยู่ภายในจิตสำนึกเท่านั้น

ฉันไม่มีลางสังหรณ์... ฉันไม่มีสัมผัสพิเศษอันใดเลย ฉันมีแต่ความห่วงใยทั้งในตัวฉัน, ต่อเธอ, ต่อมิตรสหาย และคนรู้จัก เพื่อที่ทั้งฉัน เธอ และคนเหล่านั้นจะได้ตระหนักตั้งมั่นอยู่ในความไม่ประมาทอยู่เป็นเนืองนิจ

จะมีประโยชน์อันใดเล่าหากเราได้รู้และได้เห็นสิ่งซึ่งจะเกิดกับตัวของเรา แต่กลับไม่ใส่ใจในสิ่งพิเศษที่มีนั้น

ถึงแม้ในขณะนี้ฉันก็ยังไม่มีสิ่งบอกเหตุดี หรือ เหตุร้ายล้วงหน้า-- ไม่ว่าสำหรับเธอหรือมิตรของฉัน

ฉันคงเฝ้ารอความจริงที่จะปรากฏขึ้นสักวัน และในเร็ววัน... เพื่อที่จะได้รับรู้และยอมรับ

เพียงสัมผัสพิเศษที่ฉันมีคือความจริง, คือความปรารถนาของฉัน--

ด้วยความรักที่มีต่อเธอ.
โจนาธาน

kaawss.jpg



Coffee Brake.


kanokpong8.jpg


“ในสมองของข้าพเจ้ามีวัตถุดิบอยู่มากมาย มีภาพหลายภาพที่เก็บซับมาได้ในช่วงชีวิตที่ผ่านมา ภาพเหล่านั้นอธิบายได้ทุกอย่าง ไม่ว่าเรื่องของชีวิตหรือสังคม แต่ไม่มีภาพใดสมบูรณ์พร้อมในเรื่องราว โครงเรื่องสำหรับงานวรรณกรรมไม่ได้วางไว้ทั้งแท่งให้เราเดินไปพบ ทว่ามันคล้ายภาพซึ่งใครแกล้งฉีกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วขว้างให้กระจัดกระจายอยู่ในที่ต่าง ๆ ปล่อยให้นักเขียนค้นหาแต่ละชิ้นส่วนเพื่อมาประกอบการขึ้นเป็นภาพที่สมบูรณ์อีกครั้งหนึ่ง นั่นต้องใช้ทั้งความเข้าใจรวมทั้งฝีมือและความชำนาญของคนเป็นนักเขียนมิใช่น้อย”

กนกพงศ์ สงสมพันธุ์–นักเขียนรุ่นใหม่ ผู้เกิดและดับก่อนกาล
นักเขียนใหม่ – รวมเรื่องสั้น สะพานขาด

kaawss.jpg



pinklogo.jpg ๖. DekAd : Black&Pink


"ปัญหาการข่มขืนเด็ก ซึ่งเป็นปัญหาที่คาราคาซังมานานมากครับ จะด้วยอะไรก็แล้วแต่เถอะ... ผมว่า มนุษย์ทุกวันนี้ชักเหมือนสัตว์เดรัจฉานเข้าไปทุกทีแล้ว คือ ผสมพันธุ์ไม่เลือก ไม่ว่าจะเป็นพ่อข่มขืนลูก, ครูข่มขืนลูกศิษย์ หรือแม้กระทั่งเพื่อนร่วมชั้นเรียนข่มขืนเพื่อนนักเรียนด้วยกันก็ตามที"

เด็กเอ๋ยเด็กน้อย

logo-dek-ad.jpg

กลับมาพบกันอีกครั้งครับ เป็นอย่างไรกันบ้างเอ่ย...น้อง ๆ หนู ๆ วันเด็กที่ผ่านไปเที่ยวไหนกันมาบ้างครับ... ผมได้มีโอกาสชมโทรทัศน์ที่รายงานข่าวเกี่ยวกับงานวันเด็กที่ผ่านมา รู้สึกโล่งใจที่ไม่มีภัยอันตรายเกิดขึ้นในวันนั้น และเท่าที่เห็นในภาพข่าว น้องๆ หนู ๆ ก็ดูมีความสุขสนุกสนานกันดี เป็นบรรยากาศอันแสนอบอุ่นของครอบครัวที่คาดว่านาน ๆ ที พ่อ-แม่-ลูกในสังคมสมัยนี้จะอยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ก่อนที่เสาร์ต่อไปคุณพ่อจะต้องไปทำงาน คุณแม่ถ้าไม่ได้ทำงานประจำก็อาจจะต้องทำงานอยู่ที่บ้าน ส่วนคุณลูก...สมัยนี้บุตรหลานใครที่ไม่ได้ไปเรียนพิเศษ-เข้าโรงเรียนกวดวิชากันถือว่าเชยระเบิดมั่ก ๆ

ก็เพิ่งรู้นะครับว่าโรงเรียนที่บรรดาพ่อแม่ทั้งหลายอุตส่าห์เสียเงินค่าแป๊ะเจี๊ยะ, ค่าสินบน, ค่าใต้โต๊ะ หรือเรียกแบบสุภาพชนว่า ค่าบำรุงอันแสนจะ**แพง นั้น ไม่ได้ให้ความรู้อะไรเลยนอกจากใบประกาศนียบัตรตอนเรียนจบ ดังนั้นค่านิยมในการส่งลูกเข้าเรียนกวดวิชาจึงยิ่งทำให้บรรดาครู-อาจารย์ในโรงเรียนดูด้อยค่าลงไปในสายตาเด็ก (ย้ำว่าในเด็กบางส่วนในกทม. นะครับ โปรดอย่าเข้าใจผิด) และกลับเชิดชูบรรดาติวเตอร์ทั้งหลายแทน

เอาละ... รู้สึกว่าผมจะพาออกนอกเรื่องตามสันดานกันพอหอมปากหอมคอแล้วนะครับ เรามาว่ากันถึงเรื่องโฆษณาดี ๆ กันบ้างดีกว่า...และแน่นอนเป็นโฆษณาเกี่ยวกับเด็ก

โฆษณาชุดนี้เป็นของมูลนิธิคุ้มครองเด็กซึ่งได้จัดตั้งขึ้นเพื่อให้การป้องกัน คุ้มครอง ช่วยเหลือ ฟื้นฟูและพัฒนาเด็กไทยที่ประสบภาวะทุกข์ยากลำบาก ถูกทอดทิ้งในสังคม และปัญหาหลักของเด็กในตอนนี้ก็คือ ปัญหาการข่มขืนเด็ก ซึ่งเป็นปัญหาที่คาราคาซังมานานมากครับ จะด้วยอะไรก็แล้วแต่เถอะ... ผมว่า มนุษย์ทุกวันนี้ชักเหมือนสัตว์เดรัจฉานเข้าไปทุกทีแล้ว คือ ผสมพันธุ์ไม่เลือก ไม่ว่าจะเป็นพ่อข่มขืนลูก, ครูข่มขืนลูกศิษย์ หรือแม้กระทั่งเพื่อนร่วมชั้นเรียนข่มขืนเพื่อนนักเรียนด้วยกันก็ตามที

ดังนั้น เนื้อหาในโฆษณาชุดนี้นั้นจึงสื่อถึงความไม่ประมาท, ช่วยเป็นหูเป็นตา และอย่าไว้ใจใครแม้กระทั่งคนที่เราควรไว้ใจ ซึ่งเป็นภัยที่ใกล้ตัวเด็กมาก ๆ
อย่าแค่คิดว่า “เขา” จะไม่ทำอันตราย และอย่าเอาแต่มองผ่านไป-- คือเนื้อความของงานทั้ง ๓ ชิ้นนี้ และวิธีการป้องกันภัยนี้ที่ดีที่สุดก็คือ ป้องกันจากพื้นฐานของครอบครัว เป็น BIG IDEA หลักของโฆษณาชุดนี้ครับ

yang41.jpg


เริ่มจากภาพแรกนี้กันเลยครับ- เป็นภาพที่เด็กผู้หญิงคือลูก กำลังเขย่งตัวหยิบอะไรบางอย่างบนหลังตู้ ขณะที่แม่ก็เหมือนกับโต๊ะที่วางแจกันดอกไม้ธรรมดา ปล่อยให้ผู้ชาย (ผมไม่อยากเขียนคำว่าพ่อลงไป) ที่ทำทีเป็นอ่านหนังสือพิมพ์ แอบดูได้อย่างสบายใจ

yang43.jpg


ส่วนภาพที่สองนี้ เป็นภาพที่เด็กหญิงกำลังจะถอดเสื้ออาบน้ำโดยที่ไม่ได้ระมัดระวังตัวเลย (ประตูห้องน้ำก็ไม่ปิด) ส่วนคุณแม่นั้นยืนเป็นราวตากผ้าไปเสียอย่างนั้น โดยหารู้ไม่เลยว่าภัยจากมือมืด ๆ นั้นกำลังคืบคลานเข้าใกล้ลูกสาวตัวเอง

yang421.jpg


ส่วนภาพสุดท้ายนี้แรงมากๆครับ แรงขนาดที่ว่าใครบางคนในกระทรวงวัฒนธรรมอาจรับไม่ได้ ดูภาพแล้ว ผมคงไม่จำเป็นต้องบรรยายแล้วครับ

มองโดยภาพรวมแล้ว โฆษณาชุดนี้ถือว่าทำออกมาได้แรงต่อความรู้สึกมาก ๆ ครับ ซึ่งเท่าที่ผมทราบ รู้สึกว่าโฆษณาชุดนี้จะเป็น Scam Ad. (โฆษณาที่ทำขึ้นเพื่อไปประกวด ณ งานเทศกาลประกวดงานโฆษณาโดยเฉพาะ) และออกเผยแพร่สู่สายตาประชาชนด้วย... แต่ผมไม่ยักเห็นแฮะ

ก็ฝากน้อง ๆ หนู ๆ ไว้นะครับว่าควรรักนวลสงวนตัวไว้... อย่าไว้ใจใครที่เป็นผู้ชาย ขอย้ำว่า ผู้ชายทุกคน ด้วยครับ เพราะไอ้ความหื่นเนี่ยมันไม่ได้แบ่งอายุ หรือสถานภาพของครอบครัวเสียด้วยสิ ลองมันพลุ่งพล่านขึ้นเมื่อไหร่เป็นต้องอยากระบายเมื่อนั้นครับ อ้อ! ทิ้งท้ายไว้นิดหนึ่งครับ จริง ๆ แล้วมูลนิธิคุ้มครองเด็ก ไม่ได้คุ้มครองเฉพาะเด็กที่ถูกข่มขืนมาเท่านั้นนะครับ หากแต่ว่าคุ้มครองในเรื่องอุบัติเหตุ, คุ้มครองในเรื่องสาธารณสุข และอีกหลายเรื่องหลายคดีอีกมากมาย แต่ที่ผลิตสื่อโฆษณาเน้นในเรื่องข่มขืนนั้น อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นครับว่าคดีนี้มันแรง และมากเกินไปกว่าประเทศที่ประกาศว่าเป็นเมืองพุทธจะรับมือไหว

ทีมงานที่ทำโฆษณาชุดนี้
AGENCY : CREATIVE JUICE G1 BANGKOK
ART DIRECTOR : LAAK ALAMSRI, VINIJ AURAROONCHAI
COPYWRITER : VINIJ AURAROONCHAI, DENKO TUCHAICHAWALIT

หมายเหตุ : -
คอลัมน์นี้มิใช่เป็นการยกตัวขึ้นเป็น**รูทางด้านงานโฆษณาแต่อย่างใดของผู้เขียน (เพราะผู้เขียนยังคงอ่อนด้อยในหนทางสายนี้ยิ่งนัก ทั้งงานเขียนและงานโฆษณา) แต่เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวที่มาจากการหลงใหลในงานแขนงนี้เท่านั้น และขออภัยล่วงหน้าหากผู้เขียนเกิดทะลึ่งไปเหยียบตาปลาใครเข้า อยากบอกว่า “ผมมิได้ตั้งใจคร้าบ-บ-บ”

ศัพท์เฉพาะทางโฆษณา

SCAM AD คือ โฆษณาที่ไม่เคยได้รับการตีพิมพ์หรือผ่านออกทางสื่อใดๆมาก่อนเลย หรือ ออกแค่ว่าลงในนิตยสารครั้งเดียวจบ แล้ว Agency ที่ทำ โฆษณาเหล่านี้ก็จะส่ง งานโฆษณาพวกนี้เข้าประกวด บางครั้งงาน SCAM AD อาจจะไม่ใช่งานที่ลูกค้าตั้งใจจะให้ทำ แต่เป็นเหมือนกับว่า Creative มีงานหรือรูปดีๆอยู่ชิ้นหนึ่งแล้วให้ AE ไปหาสินค้าที่คิดว่าน่าจะใช้กับโฆษณานั้นๆได้ แล้วก็เอาโฆษณานั้นไปทำ

เพราะบนโลกของความจริงมีข้อจำกัดหลายประการของลูกค้า จะเอาแต่ความคิดตัวเองก็ไม่ได้
สแกม นี่แหละครับได้ปลดปล่อยตัวเองและจินตนาการ เต็มที่ มันเหมือนเป็นการ Proof มาตรฐานตัวเองว่าอยู่ระดับไหน ขึ้นอยู่กับว่า คุณต้องการอะไร กล่อง หรือ ลูกค้า แต่ถ้ามี SCAM AD ก็ได้ทั้งลูกค้า ทั้งกล่อง ครับ

แหล่งข้อมูล : -
- www.kosanathai.com สำหรับรูปภาพงานโฆษณา CAMPAIGN นี้
- www.adintrend.com สำหรับคำศัพท์ที่ช่วยเพิ่มความกระจ่าง

kaawss.jpg



pcorn.jpg ๗. หอมกลิ่นป๊อบคอร์น : จี-รา


Vanilla Sky

ระหว่างการหลับไหลอยู่ในความฝันที่สวยงามกับการตื่นขึ้นมาพบเจอสิ่งเลวร้ายในโลกแห่งความจริง หลายคนมีเหตุผลที่จะเลือกอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งต่างกัน

เป็นความจริงที่ว่า เราต่างต้องการมีชีวิตที่สมบูรณ์เพียบพร้อม มีเพื่อนแท้ มีคนรัก มีความสุข เพียงแต่ว่าเราจะหามันพบได้ที่ไหน และหากความสุขที่ว่านั้นท้ายที่สุดแล้วมันเป็นเพียงแค่ฝันไป จะมีสักกี่คนที่กล้าตื่นขึ้นมาพบเจอความจริง

เมื่อโลกแห่งความจริงรอบ ๆ ตัวนั้นเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนของชีวิต และพร้อมที่จะแปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา มีสุข-เศร้า, รัก-เกลียดชัง, ได้มา-สูญเสีย, สวยงาม-อัปลักษณ์ หรือแม้กระทั่งความเป็นและความตายก็เข้ามาพลิกผันชีวิตได้เพียงชั่วพริบตา... กับความไม่แน่นอนที่ไม่ว่าใครก็หลีกหนีไม่พ้น

แต่ถ้าหากมีโอกาสเลือกที่จะหนีได้ล่ะ?...

เดวิด เอมเมส* มีทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต เขาเป็นชายหนุ่มรูปหล่อ, เป็นประธานบริษัทสิ่งพิมพ์ยักษ์ใหญ่ในนิวยอร์กซึ่งเป็นมรดกที่พ่อทิ้งไว้ให้ เดวิดมีชีวิตที่น่าอิจฉา ถูกรายล้อมไปด้วยผู้คนที่รักและเชื่อมั่นในตัวเขา เดวิดมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับนักร้องสาวพราวเสน่ห์ที่ชื่อ จูลี่ โดยที่ไม่ได้คิดจริงจัง แต่กลับไปพบรักแท้กับ โซเฟีย-หญิงสาวอารมณ์ศิลปินที่เพิ่งจะพบกันครั้งแรกในงานครบรอบวันเกิดของเขา

จูลี่ซึ่งรักเดวิดมาโดยตลอดและไม่ต้องการสูญเสียเขาไป เธอขับรถไปกับเดวิดและตัดสินใจพุ่งตกสะพานซึ่งทำให้เธอเองเสียชีวิตทันทีแต่ทว่าเดวิดกลับรอดมาได้ จากอุบัติเหตุครั้งรุนแรงนี้ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขาผลิกผันกลับตาลปัตร

เดวิดสูญเสียใบหน้าอันหล่อเหลาไปหมดสิ้น!

เขาเก็บตัวอยู่คนเดียวและจมอยู่กับร่างกายที่ไม่ค่อยสมประกอบของตัวเอง ถึงแม้ว่าการทำศัลยกรรมจะช่วยให้เขาดำเนินชีวิตต่อไปได้แต่เดวิดก็รู้ว่าเขาจะไม่มีวันกลับมามีชีวิตเหมือนเดิม

ภายใต้หน้ากากยางที่ใช้ปกปิดใบหน้าอันอัปลักษณ์ เดวิดก็ปิดตัวเองจากตัวตนที่เขาเคยเป็น เขากลับกลายเป็นคนก้าวร้าวและเกลียดตัวเอง จนเมื่อพบกับโซเฟียที่เขารักอีกครั้งแต่เธอกลับแสดงอาการกระอักกระอ่วนต่อใบหน้าอันอัปลักษณ์ของเขา เดวิดจึงตัดสินใจเลือกที่จะหนีจากโลกแห่งความจริง

เช้าวันรุ่งขึ้นขณะที่ท้องฟ้าเป็นสีวานิลลาโซเฟียกลับมาหาเดวิด เธอยังคงเป็นหญิงสาวผู้อ่อนหวานน่ารัก และยังต้องการให้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขาดำเนินต่อไปเช่นเดิม โซเฟียยังคงรักเดวิดและขอเพียงให้เขาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

เดวิดเข้ารับการรักษาจากทีมศัลยแพทย์จนกระทั่งหายเป็นปกติพร้อมทั้งได้ใบหน้าอันหล่อเหลากลับคืนมา ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเริ่มดีขึ้น เขามีความรักที่สวยงามรวมทั้งเพื่อนที่เคยขุ่นข้องหมองใจก็กลับมาคืนดีกันเช่นเดิม

เดวิดเหมือนตื่นขึ้นจากฝันร้าย

หลายครั้งที่เราภาวนาให้เรื่องเลวร้ายที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเป็นเพียงฝันร้ายในคืนหนึ่งเท่านั้น และเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา เราจะพบกับความจริงที่ดีกว่า เราถอนหายใจขณะที่เหงื่อโทรมกาย โล่งใจที่มันเป็นเพียงแค่ฝันไป

มีสิ่งผิดพลาดบางอย่างเกิดขึ้นกับเดวิด เขาพลั้งมือฆ่าโซเฟียเพราะภาพของจูลี่กลับมาหลอกหลอน เดวิดสับสนระหว่างความจริงกับความฝัน ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวแปรไปสู่ความไม่แน่นอนอีกครั้ง... ท้องฟ้าของเขาไม่เป็นสีวนิลาอีกต่อไป

สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดถูกกำหนดและดำเนินไปโดยโปรแกรม Lucid Dream ของ Life Extension ซึ่งได้ลบความทรงจำที่เลวร้ายออกไปและทดแทนด้วยชีวิตที่ดีกว่าในความฝัน ก่อนที่เดวิดเลือกที่จะจบชีวิตของเขาภายหลังจากประสบอุบัติเหตุครั้งร้ายแรงนั้น เขาติดต่อกับ Life Extension เพื่อจะตายจากโลกแห่งความจริงนั้นไปและหลับอยู่ในความฝันใต้ท้องฟ้าสีวานิลลา

แต่สุดท้าย เดวิดก็หนีจิตใต้สำนึกของตนเองไม่พ้น

เป็นไปได้ว่าเราต่างยังคงหลับไหล และสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพียงกระบวนการของบางสิ่งบางอย่างที่กำลังถ่ายทอดเรื่องราวการประสบความสำเร็จ, การได้รับความรักที่งดงามและความสุขสมหวังในชีวิตเป็นผลมาจากความฝันอันสวยงาม ส่วนสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นมานั้นก็เป็นเพียงความผิดพลาดบางประการของโปรแกรมควบคุมและช่างเทคนิคประจำตัวของเรากำลังทำการแก้ไข

ถึงอย่างไรวันหนึ่งเราต่างก็ต้องตื่นขึ้นมาพบความจริง เดวิดพบว่าแท้ที่จริงแล้วท้องฟ้าสีวานิลลาของเขามีอยู่เฉพาะในความฝันบน Lucid Dream เท่านั้น และเขากำลังจะตื่นขึ้นเพื่อมีชีวิตอยู่ภายใต้ท้องฟ้าสีอื่นต่อไป

เพราะในความเป็นจริง ท้องฟ้าเปลี่ยนสีอยู่ตลอดเวลา...

................................................................................................
‘ทุกนาทีที่ผ่านไป มีโอกาสที่ทุกอย่างจะกลับตาลปัตร...’
................................................................................................

jee41.jpgjee42.jpg

Vanilla Sky (2001)
What is happiness to you?

กำกับการแสดงโดย CAMERON CROWE
แสดงนำโดย TOM CRUISE, PENELOPE CRUZ, CAMERON DIAZ, KURT RUSSELL
ภาพประกอบ : (1) www.walmart.com, (2) www.boxofficereport.com

kaawss.jpg



ice.jpg ๘. เรื่องเล่าจากที่สูง : พงษ์ปรัชญา


ภาพภ่ายของผม

ดวงตะวันกำลังลอยทำมุมสี่สิบห้าองศากับพื้นดินทางทิศตะวันตก ขณะนั้นผมกำลังรอคอยให้ดวงตะวันคล้อยต่ำลงมาเรื่อย ๆ มีลมกรรโชกจนตัวเอียงอยู่สองสามวูบ ในมือของผมมีกล้องถ่ายรูปดิจิทัลขนาดสี่ล้านพิกเซล ผมต้องการถ่ายภาพในขณะที่ดวงตะวันกำลังโบกมือลาลับไปตรงสันเขาที่ตั้งตระหง่านนั้น

ตรงที่ที่ผมอยู่เป็นสันเนินสูงกว่าพื้นราบด้านล่างกว่าสิบเมตร ผมนั่งอยู่คนเดียวมานานกว่าสามสิบนาที เหลือบุหรี่ในซองมวนสุดท้ายที่ผมยังอาลัยอาวรณ์ไม่อยากจะจุดสูบตอนนี้ ผมสบตากับแสงแดดอ่อนอีกครั้ง แล้วมองหาพี่ชายที่กำลังดูแลฝูงวัวอยู่ที่ทุ่งนาร้างข้าวเขียวด้านล่าง มีคนงานชาวพม่าอีกสองคนกำลังช่วยกันวิ่งไล่ต้อนวัวตัวเมียสองสามตัวที่ทำท่าว่าจะหลุดหลงฝูงให้กลับคืนสู่ฝูงใหญ่อีกครั้ง- -

เมื่อดวงตะวันลอยอยู่ในตำแหน่งที่ผมพึงพอใจ ผมจึงเปิดสวิตช์เพื่อให้กล้องดิจิทัลของผมทำงาน ผมกดปุ่มซูมดึงเอาดวงตะวันเข้ามาอยู่ในเฟรม ดวงตะวันในเฟรมค่อย ๆ ขยายขึ้นจนกลมโตอย่างที่ใจผมปรารถนา ice4.jpgผมไล่สายตาเพื่อดูองค์ประกอบในเฟรม ด้านบนมีดวงตะวันสีส้มนวลกำลังลอยนิ่งอยู่ตรงกลางระหว่างยอดไม้บนสันเขา เสียดายที่ในเฟรมมีสายไฟพาดขวางเป็นเส้นสีดำทำลายความงามของภาพที่ผมตั้งใจจะบันทึกเก็บไว้

พี่ชายเคยบอกผมว่าตรงสันเนินแห่งนี้เป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดสำหรับการชมดวงตะวันลาลับขอบฟ้า ไม่มีที่ไหนที่จะเห็นตะวันลับฟ้าได้สวยเท่าที่นี่อีกแล้ว ดังนั้นแม้ว่าจะมีสายไฟพาดขวางตรงกลางเฟรมจะทำให้ภาพของผมด้อยคุณค่าลงไปบ้าง แต่เมื่อบวกลบแล้วผมก็จะยังได้ภาพตะวันลับสันเขาที่งดงามอยู่ดี

ผมนึกสงสัยว่าหากผมตัดสินใจเลือกไปปักหลักรอเก็บภาพตะวันที่กำลังจะลับฟ้าที่อื่น ผมจะได้ภาพที่สวยสมใจอย่างภาพที่ปรากฏอยู่ในเฟรมไหม แน่นอน ผมเชื่อว่าจะต้องมีที่อื่นที่สามารถชมวิวตะวันตกดินได้สวยงามมากกว่านี้ เพียงแต่ผมยังไม่รู้ว่าที่แห่งนั้นตั้งอยู่ตรงไหนเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรผมก็ยังเลือกที่จะเก็บภาพตะวันตกดินตรงสันเนินแห่งนี้ เพียงเพื่อไม่อยากจะเสียโอกาสและเวลาที่ผมเฝ้ารอมาเนิ่นนาน

ฝูงวัวด้านล่างค่อยทยอยกันเดินกลับเข้าคอกโดยมีคนงานชาวพม่าคอยคุมให้ฝูงวัวเดินไปตามเส้นทางที่กำหนด พี่ชายเดินไต่ความสูงขึ้นมายืนอยู่บนสันเนิน เขาถามผมว่าได้ภาพสวย ๆ ไหม ผมพยักหน้าตอบรับพร้อมส่งกล้องดิจิทัลในมือให้เขา เขารับไปเปิดดูภาพที่ผมถ่ายเก็บไว้

“บอกแล้วว่าตรงนี้วิวสวยที่สุด” พี่ชายยิ้มภาคภูมิ

ผมถามพี่ชายอีกครั้งว่า “มีที่ไหนที่สวยกว่านี้อีกไหม?”
“ไม่มีหรอก ถ้าคิดว่าสวย อยู่ตรงไหนมันก็สวย ถ้าคิดว่าไม่สวย ต่อให้อยู่บนสวรรค์มันก็สวยไปไม่ได้หรอก”
พี่ชายยื่นกล้องส่งคืนให้ผมเก็บเข้ากระเป๋าสะพาย พร้อมกับพยักหน้าให้สัญญาณว่ากลับบ้านกันดีกว่า ผมพยักหน้าตอบเป็นเชิงรับรู้ แล้วหยิบบุหรี่มวนสุดท้ายเสียบใส่ปาก จุดไฟแช็กจ่อเปลวไฟเข้าที่ปลายมวน
ดวงตะวันทำท่าจะลาลับไปแล้วตรงสันเขานั้น ความมืดค่อย ๆ โปรยตัวลงมาปกคลุมอย่างเชื่องช้า

“ยังไม่กลับเหรอ” พี่ชายถามพร้อมหย่อนก้นลงนั่งข้าง ๆ

“เดี๋ยวแป๊บนึง บรรยากาศกำลังดีเลย ขออยู่บนสวรรค์ต่ออีกหน่อยค่อยกลับนะ” ผมระบายควันสีเทาหม่นลอยกลืนหายไปกับห้วงสลัวของพลบค่ำ แล้วจึงยื่นมวนบุหรี่ที่เหลืออยู่เกินครึ่งส่งให้พี่ชายรับช่วง เขาอัดควันเข้าปอดอยู่ยังไม่ทันหมดมวนก็โยนมันทิ้ง แล้วพยักหน้าส่งสัญญาณว่าถึงเวลากลับบ้านแล้ว

ผมเหม่อมองไปบนท้องฟ้า ดวงดาราเริ่มขยับแสงระยิบระยับ

ผมพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องกลับบ้าน.... •

kaawss.jpg



tinlogo1.jpg ๙. โทรภาพ (ช่อง ๔.) : ทรงทอม


"สังคมปัจจุบันนี้มีการแก่งแยงชิงดีและแข่งขันกันสูง จริงอยู่ คนโง่ย่อมตกเป็นเหยื่อของคนฉลาด แต่เรื่องแบบนี้มันอยู่ที่จิตสำนึกและจรรณยาบรรณมากกว่าจะมามองว่าใครโง่หรือใครฉลาดกว่ากัน"

เครื่องสูญ

ทุกวันนี้ นอกจากอาหาร, ที่อยู่อาศัย, เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรคแล้ว (อาจจะนับรวมอัลบั้มรวมภาพ ‘น้องปีใหม่’ ไปด้วยก็ได้นะครับ) สิ่งที่คนส่วนใหญ่ต้องมี, ต้องจัดหา และต้องสะสมไว้ประดับบารมีก็คือ โทรศัพท์มือถือ...

ทุกวันนี้ ถ้าเราเดินไปตามท้องถนนจะพบว่า ในร้อยคนจะมีอยู่ครึ่งคนที่ไม่ได้พกโทรศัพท์มือถือ ส่วนอีกครึ่งคนนั้นเขาลืมไว้ที่บ้านเลยไม่ได้พกมา

วันนี้ผมรู้สึกเบื่อ ๆ อย่างบอกไม่ถูก (คือไม่รู้ว่าเบื่ออะไร หรือความหมายเดียวกับเบื่อโดยไม่มีสาเหตุนั่นแหละครับ) วิธีการแก้เบื่ออันดับต้น ๆ ของผมก็คือ นอนบนเตียงแล้วก็เปิดทีวี มือก็กดรีโมทเปลี่ยนช่องไปมา รายการทีวีวันนี้ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ จนผังรายการในทีวีผมมาหยุดอยู่ที่ช่อง ITV ในช่วงเวลาสี่ทุ่มเศษ ๆ รายการวาไรตี้รายการหนึ่งก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า

‘ฆ่าโง่’ คือชื่อรายการนั้น

ดาราสาวสวยท่านหนึ่งกำลังบอกเล่าเหตุการณ์ที่ตัวเองไปเสีย ‘ค่าโง่’ มาให้พิธีกรและผู้ชมทางบ้าน (รวมทั้งผมด้วย) ฟัง เรื่องที่เธอเล่านั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือที่เธอถูกหลอกมามากมายหลายครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งเธอเล่าว่า เธอซื้อโทรศัพท์มือถือมาจากร้านขายโทรศัพท์มือถือ ร้านหนึ่งซึ่งไม่ใช่ศูนย์บริการ คนขายบอกว่า โทรศัพท์มือถือเครื่องนี้เป็นเครื่องจากศูนย์ฯ แท้ ประกอบกับกล่องโทรศัพท์มือถือนั้นมีการแพคด้วยพลาสติกอย่างเรียบร้อยมิดชิด เธอจึงไว้ใจโดยไม่ได้ตรวจสอบอะไร หลังจากกลับไปถึงบ้าน เธอก็จัดแจงแกะกล่องเพื่อนำเครื่องโทรศัพท์มือถือออกมา ปรากฏว่าทั้งตัวเครื่อง และอะไหล่มีปัญหาทุกอย่าง จนเธอตรวจสอบไปตรวจสอบมา ปรากฏว่าเครื่องที่เธอซื้อมานั้นไม่ใช่เครื่องศูนย์ฯ แถมอะไหล่ที่แถมมาในกล่องแพคอย่างดีนั้นก็ยังเป็นของปลอมทุกชิ้น

จากนั้นทางรายการก็ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญ (ทางการโกง) เกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือออกมาแฉกลโกงตลอดเวลาที่ผมนั่งดู

วิธีการโกงของร้านมือถือเลว ๆ พวกนั้น ผมทั้งอึ้ง-ทั้งทึ่ง-ทั้งเสียว ในกลวิธี ของพวกแก๊งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนเอาหน้าจอเทียมมาใส่แทนหน้าจอของแท้ ซึ่งใช้เวลาไม่ถึง ๕ วินาที-- ย้ำ! ๕ วินาที หรือไม่ว่าจะเป็น การโชว์วิธีแพคกล่องให้ดูเหมือนของใหม่ ซึ่งทำได้แนบเนียนมาก ๆ และอีกหลาย ๆ วิธีที่ว่าง่ายยังไง คนธรรมดาสามัญที่ไม่มีความรู้เรื่องมือถืออย่างผมนั้นก็ไม่มีทางรู้ ดูแล้วผมแทบจะเปลี่ยนมาใช่กระป๋อง หรือนกพิราบแทนเลยครับ

สังคมปัจจุบันนี้มีการแก่งแยงชิงดีและแข่งขันกันสูง จริงอยู่ คนโง่ย่อมตกเป็นเหยื่อของคนฉลาด แต่เรื่องแบบนี้มันอยู่ที่จิตสำนึกและจรรณยาบรรณมากกว่าจะมามองว่าใครโง่หรือใครฉลาดกว่ากัน คราวหน้าคราวหลังถ้าต้องชื้อมือถือ ไม่ว่าจะใช้เอง, ซื้อให้คนอื่น, หรือพาคนอื่นไปซื้อ ก็ควรเลือกร้านที่เป็นศูนย์บริการของยี่ห้อนั้น ๆ เลยน่าจะปลอดภัยกว่านะครับ ถึงราคาจะดูแพงกว่าตามร้านที่เปิดลอย ๆ ไปสักหน่อย แต่ก็น่าจะเชื่อมั่นและยืนยันได้ว่า เป็นเครื่องจากศูนย์ฯ แท้-เป็นเครื่องดีมีคุณภาพแน่นอน ดีกว่าที่คุณจะจ่าย ถูกกว่าหน่อยแต่ ได้เครื่อง สูญ กลับบ้าน ให้ไปนอนก่ายหน้าผากแทนมือเล่น

“ฆ่าความโง่” ก่อนที่เราจะเสีย “ค่าโง่” เสียตั้งแต่วันนี้นะครับ •

songtom@sanook.com

kaawss.jpg



umpo.jpg ๑๐. อัมโปะ


untitled2.jpg
umpo41.jpg
7. เพราะปัญหาเกิดแล้ว จึงต้องทำเต็มที่
umpo42.jpg
8. ต้องทำเต็มที่ เพราะปัญหายังไม่เกิด

kaawss.jpg




leafterrace.jpg ๑๑. ระเบียงใบไม้ : ธุลีดิน


ลมหายใจที่เหลือ

utahskies_org.jpg

กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙

ฉันกำลังขับรถกลับ
เส้นทางก่อสร้างตัดผ่านที่ราบน้ำท่วมถึงทะเลน้อย
แสงอาทิตย์อัสดงลูบไล้ระลอกคลื่นในทะเลสาบเป็นประกาย
พื้นถนนดินลูกรังระเกะระกะ ต้องขับรถหลบไปมา
ฉันบังคับรถเคลื่อนไปข้างหน้าช้า ๆ
ลำแสงสนธยายังคงสว่างเจิดจ้า
แต่หนทางกลับแลราง..

...ดวงตาฉันพร่าพราย...

เปลี่ยวเหงา...
วังเวง...
ไม่มีใคร...
มิ่งมิตรร่วมดวงวิญญาณจากไปแล้ว...

ฉันมองไกลออกไป...

ห้วงสมองครุ่นคิดสับสน
ข้างหลังหนักอึ้ง มึนงง ยังไม่อยากยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น
ข้างหน้า...ว่างเปล่า ไร้แก่นสาร

ฉันกำลังจะไปไหน? ทำอะไร?

คำถามดังก้องสะท้อนไปมาอยู่ในห้วงคำนึง

ฉันเพิ่งอำลาควันไฟที่ละลายร่างผู้เป็นเหมือนหลักชัยแห่งจิตวิญญาณนักจารอักขระในโลกวรรณกรรม ผู้เสมือนนายพรานใหญ่กร้าวแกร่งที่เดินนำทางในป่าอักษรอันซับซ้อนกันดาร

เสียงร่ำร้องของจิตวิญญาณตะโกนก้องด้วยคำถาม "เมื่อไรฉันจะยอมเข้าใจเสียที?"

ทำไมฉันจึงยังไม่ยอมรับเสียทีว่า ชีวิตคือความว่างเปล่า ข้าวของเงินทอง บ้าน รถ เป็นความว่างเปล่า การทำงานหาเงินทอง เพื่อให้ได้จับจ่ายซื้อหาสิ่งที่ต้องการไม่จบสิ้นเป็นความสูญเปล่า การเป็นที่ยอมรับ ตัวตนในสังคมเป็นเพียงภาพลวงตา วันหนึ่งเมื่อถึงเวลาล้มตัวลงนอนราบไม่สามารถรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ อีกต่อไป วันนั้นทุกอย่างก็สลาย ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นความภาคภูมิใจ, ยินดี, อิ่มเอม, เศร้าโศก เมื่อถึงเวลาละโลกไม่มีอะไรหลงเหลือ ฉันก็เช่นกันเมื่อวันเวลาของฉันมาถึง ฉันก็ไม่ต่างจากฝุ่นดินปลิวหายไปในสายลม เหมือนฉันไม่เคยผ่านมาบนโลกสีน้ำเงินใบนี้

ตอนฉันจากมา ควันไฟเริ่มจางแล้ว

ควันไฟก็มีวันจางหาย แต่ท่านยังอยู่
อยู่ด้วยงานคิดงานเขียนที่ฝากไว้
อยู่ด้วยเหล่าต้นไม้อักษรที่ท่านบรรจงปักกล้ารดน้ำพรวนดินจนกลายเป็นป่าอักษรอันอุดม

ทุกชีวิตล้วนผ่านมาแล้วจากไป

ต่างกันเพียงเราใช้เวลาของชีวิตทำอะไร?
จะจากไปอย่างเปล่าดาย หรือทำอะไรสักอย่างฝากไว้บนโลกสวยงามใบนี้เพื่อบอกว่า ครั้งหนึ่งเราเคยผ่านทางมา

เสียงตะโกนก้องดังขึ้นในห้วงคำนึง
เป็นเสียงตะโกนของท่าน ท่านตะโกนบอก...ด้วยชีวิต

หนทางข้างหน้าพร่าเลือน
ฉันตัดสินใจปาดหยาดน้ำตา เหยียบคันเร่ง

สนธยาลับไปแล้ว...
ทิวทัศน์รายรอบพลันสูญหาย แสงไฟหน้ารถสาดส่องแค่ระยะสายตา หนทางข้างหน้ามืดมน

แต่ฉันจะมุ่งไป ไปปลูกต้นไม้อักษรเหมือนดังท่านได้กระทำ

...

กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐

ฉันนั่งลงริมระเบียง
คิดทวนถึงช่วงเวลาหนึ่งปีที่ผ่าน

ฉันละทิ้งค่านิยม ความโลภ ความฝัน
หันมาดูแลต้นกล้าด้วยความเอาใจใส่ ใช้ชีวิตอย่างเต็มชีวิต
ร่างกายกับจิตวิญญาณหาได้แยกกันอยู่อีกต่อไป

กล้าไม้อักษรของฉันยังเยาว์นัก
ยังต้องหมั่นฟูมฟักดูแล
พรวนดิน...พรมน้ำ...
ราดรดด้วยลมหายใจที่ยังเหลือ
ทีละวัน...ทีละวัน...

เสียงของท่านยังสะท้อนก้องในห้วงคำนึง
เป็นเสียงที่ตะโกนบอก...ด้วยชีวิต!

.....

kaawss.jpg
picture : www.utahskies.org



๑๒. Book Review

Book Review : โฉมหน้าศักดินาไทย โดย เถกิงศักดิ์

“ประวัติศาสตร์แทนที่จะเป็น ประวัติศาสตร์แห่งการเคลื่อนไหวก้าวหน้าของประชาชน ตรงข้ามกลับเป็นประวัติ การสืบสันตติวงศ์ของกษัตริย์..." (จากในเล่ม)


โฉมหน้าศักดินาไทย
jit1.jpgjit2.jpg

เขียนโดย สมสมัย ศรีศูทรพรรณ


สมสมัย ศรีศูทรพรรณ หรือชื่อที่คุ้นหูกว่านั้นก็คือ จิตร ภูมิศักดิ์ ได้นำเสนอผลงานทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่ (ผมยังไม่มีตัวตนบนโลก) ปีพ.ศ. ๒๕๐๐ ในวารสาร นิติศาสตร์ฉบับศตวรรษใหม่ ซึ่งได้ตีพิมพ์ โฉมหน้าศักดินาไทย ออกมาเป็นครั้งแรก
ผู้เขียนได้อาศัยหลักวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ (Historical Meterialism) ของลัทธิมาร์กซิสต์ (Marxism) เป็นกรอบในการชี้ให้เห็นอีกมุมหนึ่งของประวัติศาสตร์ซึ่งมีการอธิบายถึงความสัมพันธ์ของคนในสังคมขณะนั้นว่าเป็นอย่างไร (ซึ่งกระแสหลักมิได้บอกไว้), คลี่คลายตัวออกไปในทิศทางไหน และมีเหตุปัจจัยอะไรถึงเป็นเช่นนั้น รวมทั้งยังชี้ถึงความจงใจผิดพลาดของประวัติศาสตร์กระแสหลักอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน แต่แหลมคมยากต่อการโต้แย้ง

โฉมหน้าศักดินาไทย ผู้เขียนได้อธิบายว่า- ทุกสังคมที่มีพัฒนาการต้องมีการคลี่คลายของแต่ละยุคสมัยภายใต้กฎตายตัวของประวัติศาสตร์วัตถุนิยม ซึ่งแบ่งยุคสมัยของสังคมไว้ ๕ ยุคคือ สังคมบรรพกาล, สังคมทาส, สังคมศักดินา, สังคมทุนนิยม และสุดท้าย สังคมคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการคลี่คลายตามกฎดังกล่าวของสังคมมนุษย์
นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้เปิดเผยให้เห็นสภาพการกดขี่ขูดรีดของแต่ละยุคสมัย (ถ้าเปรียบดังงานจิตรกรเอกแล้วละก็ (สม) จิตร ได้หยิบผ้าเช็ดพู่กันซึ่งเปื้อนเปรอะเลอะสีมาให้เราดูมากกว่าแสดงผลงานที่เป็นตัวงาน), ปฏิกิริยาตอบโต้ของชนชั้นผู้ถูกปกครอง (กดขี่) รวมทั้งสภาพจำนนต่อพลังอำนาจแห่งการกดขี่ขูดรีด จนถึงขั้นกลายมาเป็นลักษณะนิสัยของคนส่วนมากในสังคมไทยตราบจนปัจจุบัน

โฉมหน้าศักดินาไทย นั้นเหมาะกับผู้ที่ต้องการอ่านความจริง-- ความจริงไม่ใช่เพียงแต่ว่า ใครทำอะไร, ที่ไหน, เมื่อไหร่ และอย่างไรเท่านั้น แต่ความจริงของ (สม) จิตร นั้นคือ การบอกเหตุผลว่าทำไมเขาจึงทำ--

จริงอยู่ที่การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งเอกราชความเป็นไท และผู้ที่เอาเลือดเนื้อเข้าแลกเพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นไทยจนกระทั่งเป็นอยู่ทุกวันนี้นั้นล้วนสำคัญ แต่การมองข้ามการต่อสู้ทางสังคมของมนุษย์, การปิดบังอำพรางบางมุมมอง และนำเสนอแต่สิ่งสวยงามทำให้ชวนเคลิบเคลิ้มนั้นจะเป็นการสร้างหนทางแห่งอวิชชา เพื่อปูทางไปสู่ความงมงายอันไร้ซึ่งเหตุผล การเสาะแสวงหาความจริงนั้น ต้องมองมาจากทุกด้าน และนำเอาเหตุผลในแต่ละด้านเข้าห้ำหั่นกันอย่างมีสติ พยายามเอาอัตวิสัยของตนเองเข้าไปข้องเกี่ยวให้น้อยที่สุด ความสว่างไสวทางปัญญาคงจะมีขึ้นบ้างดอกกระมัง •


kaawss.jpg

คำพิพากษา

jud.jpg

คำพิพากษา เป็นหนังสือเรื่องที่สองของน้าชาติที่ผมอ่าน อ่านครั้งแรกเมื่อเกือบ ๗ ปีที่แล้ว เป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๓๐ ซึ่งเป็นวาระพิเศษมีสองฉบับด้วยกันคือแบบปกอ่อน และปกแข็ง-- ผมซื้อแบบปกแข็งโดยที่ไม่ต้องคิดมาก ราคาเล่มละหนึ่งร้อยกว่าบาท (นับว่าเป็นเล่มแพงที่สุดของนักเขียน- ในห้วงยามนั้น)

คำพิพากษาสำหรับผมครั้งแรกเป็นฉบับละครโทรทัศน์ทางไทยทีวีสีช่อง ๓ เมื่อกว่า ๒๐ ล่วงมาแล้ว ภาพของ ฟัก กับ ครูใหญ่ และ นางสมทรง ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำว่า ทำไมคนอย่างฟักถึงได้มีชีวิตอันบัดซบเช่นนั้น จากคนที่เป็นที่นับถือของคนทั้งหมู่บ้าน, ทั้งตำบล กลับกลายจากหน้ามือกลายเป็นหลังเท้าคือเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ เพียงเพราะฟักลาสึกจากเป็นสามเณรมาเลี้ยงดูพ่อที่แก่เฒ่าแล้วตกกระไดพลอยโจนต้องรับเลี้ยงแม่เลี้ยงที่สติไม่สมประกอบคือ นางสมทรง

ครูใหญ่ใจร้ายในคราบของนักบุญ และลมปากของชาวบ้านที่กระทำการพิพากษาว่าฟักมันเอาเมียพ่อทำเมีย... เรื่องราวบัดซบของชีวิตชายคนหนึ่งเริ่มต้นจากจุดนั้น เป็น ‘โศกนาฏกรรมสามัญ ที่มนุษย์กระทำและถูกกระทำอย่างเยือกเย็นในภาวะปรกติ’

กว่า ๒๕ ปี เรื่องราวของคำพิพากษายังคงร่วมสมัยสำหรับปากคน เพียงแต่อาจมีรายละเอียดในเนื้อหาเท่านั้นที่แปรเปลี่ยนไป

สำหรับท่านที่ได้ชมภาพยนตร์เรื่อง ไอ้ฟัก ขอแนะนำว่างานเขียนเรื่องนี้มีมิติมากกว่าบทภาพยนตร์ และอาจทำให้ท่านหลงใหลในวรรณกรรมมากยิ่งขึ้นกว่าเพียงใช้ตาดูหูฟังเท่านั้น •

กองบ.ก.

คำพิพากษา (นิยาย)
ชาติ กอบจิตติ เขียน

- ภาพจากน.ส.พ.จุดประกายวรรณกรรม

kaawss.jpg




๑๓. ผู้ร่วมเดินทาง

ชะตาขาด โดย สิงห์ ลา

"อนาคต- ถ้ามันถูกกำหนดมา เราสามารถฝืนมันได้หรือไม่, ได้หรือไม่ได้ มันขึ้นอยู่กับอะไร ถ้าเกิดมันถูกกำหนดไว้ตายตัวอย่างนั้นแล้ว การดิ้นรนเพื่ออยู่รอดนั้นคงเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ในการฝืนชะตาชีวิต"

chisu.jpg

- 1 -
ที่บ้านผมเลี้ยงหมาชิสุอยู่ตัวหนึ่ง ชื่อ จัมโบ้ มันเป็นหมาที่ขี้เล่นและซุกซนตามประสาหมาธรรมดาทั่ว ๆ ไป เวลาเจอผมมันจะออกอาการดีใจ ตัวสั่น ๆ หางกระดิกรัว ๆ ท่าทางลุกลนอย่างออกนอกหน้าหมาอย่างมัน

ราว ๆ กลางปีที่แล้วมันซึมเศร้า เหงาหงอย นอนซมอยู่ในมุมมืดของบ้านจนน่าเป็นห่วงอาการไม่สบายของมัน เพราะตั้งแต่เลี้ยงมา มันไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน

พาหมาไปหาหมอหมา เพื่อตรวจอาการที่คลินิกสัตว์แถว ๆ บ้าน หมอให้น้ำเกลือและเจาะเลือดไปตรวจ วันต่อมาก็พบว่า มันเป็นพยาธิในเลือด และตับไม่ค่อยแข็งแรง ทำให้มันมีโอกาสอยู่รอดได้เพียงไม่กี่เดือน

หมอบอกให้ทำใจ...

พาจัมโบ้กลับบ้านหลังจากเสียค่ารักษาซึ่งแพงกว่าตอนที่ผมไปหาหมอตอนเป็นหวัดกว่าสามเท่าตัวกับคำพูดของหมอที่พกติดตัวมากับใบเสร็จค่ารักษาว่า “ถ้าจะยื้อชีวิตมัน ต้องพามันมาฉีดยา และพามาหาหมอทุก ๆ สัปดาห์”

เรื่องทั้งหมดนี้ผ่านไปกว่าครึ่งปีแล้วผมจึงไม่อยากจะจำมันเท่าไร

แต่บางเรื่องที่ไหลเข้าหูผมเมื่อเช้า ทำให้ผมต้องขุดความทรงจำนี้ขึ้นมาทบทวนอย่างไม่สบายใจอีกครั้ง

ชั่วขณะหนึ่งผมตั้งคำถามกับตัวเอง...เรื่อง ความเชื่อ กับ ความเป็นไปของสิ่งมีชีวิต

- 2 -
เมื่อเช้านี้ผมได้ทราบมาว่า น้องที่รู้จักคนหนึ่งร้องห่มร้องไห้ฟูมฟายเพราะว่าถูกพระทักว่า "ชะตาขาด"

ด้วยความเชื่อและกลัวว่าตัวเองจะชะตาขาดจริง ๆ อย่างที่พระกล่าวไว้ จึงทำให้วันทั้งวันไม่เป็นอันทำอะไร ได้แต่ครุ่นคิดทบทวนและหมกมุ่นเกี่ยวกับความตายของตัวเอง สูญเสียความสุขในการใช้ชีวิตไปโดยปริยาย

ความสุขหมดไปด้วยคำพูดของใครคนนั้นที่เราเชื่อและคิดว่าเป็นผู้รู้, ผู้รอบรู้, เจ้าชีวิต, ผู้สร้างวิถีความเชื่อ, สัญลักษณ์แห่งความคาดเดา, ผู้บอกใบ้อนาคต, ผู้กุมชะตาชีวิตของมนุษย์โลก, ผู้ที่สามารถเชื่อมต่อกับสิ่งเร้นลับได้ สามารถบอกและกำหนดชะตาชีวิตใครสักคนในอนาคตได้, ปราชญ์, พระ และ ฯลฯ

ในความเชื่อที่ต่างกันระหว่าง แพทย์ กับ พระ ทำให้ผมเกิดความคิดอย่างที่เป็นมุมมองของตัวเองว่า...ชีวิตใครเป็นผู้กำหนดกันแน่? หลายครั้งที่ผมอ่านข่าวเจอคนที่กำลังจะตายด้วยโรคมะเร็งแต่กลับมาชีวิตยืนยาวอยูบนโลกนี้ได้หลายปีมากกว่าที่แพทย์กำหนดชะตาไว้ หลายครั้งผมเห็นคนที่นั่งดูดวงริมทาง โหรศาสตร์บอกเรื่องราวอนาคตที่กำหนดชะตาชีวิตของเรา เหมือนว่ามันได้ถูกกำหนดไว้แล้วจากเบื้องบน

อนาคต- ถ้ามันถูกกำหนดมา เราสามารถฝืนมันได้หรือไม่, ได้หรือไม่ได้ มันขึ้นอยู่กับอะไร ถ้าเกิดมันถูกกำหนดไว้ตายตัวอย่างนั้นแล้ว การดิ้นรนเพื่ออยู่รอดนั้นคงเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ในการฝืนชะตาชีวิต

และถ้าเรื่องชะตาขาดของน้องคนที่ผมรู้จักเป็นเรื่องที่ถูกกำหนดไว้แล้ว (ซึ่งยังไม่มีใครรู้ได้ว่าเป็นใคร-ชื่ออะไร-ผู้ชาย, ผู้หญิง-อายุเท่าไหร่-ส่วนสูง-น้ำหนัก-ชอบกินอะไรเป็นพิเศษ...) คงเป็นการเปล่าประโยชน์ที่จะคิดจะทำอะไรต่อไปในชีวิตที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด สุดท้ายทำได้ดีที่สุดก็เพียงหายใจไปวัน ๆ เพื่อรอความตาย

ทั้ง ๆ ที่ทุกคนต่างเฝ้ารอความตายกันอยู่แล้ว โดยที่เราไม่รู้เท่านั้นเองว่ามันจะมาถึงเมื่อใด...

ผมคาดว่า ถ้าน้องจะหาวิธีหลุดพ้นจากอาการไม่สบายใจเหล่านั้น ก็อาจจะต้องไปต่อชะตาที่วัด หรือไม่ก็กับพระองค์นั้น ซึ่งผมไม่รู้ว่าบิลค่าต่อชะตา, ซื้อบุญกุศล, การทำบุญถวายสังฆทาน หรือว่าจะด้วยวิธีใด ๆ ก็แล้วแต่ที่จะถูกแนะนำมา จะแพงกว่าค่ารักษาพยาบาลเจ้าจัมโบ้ของผมหรือเปล่า

เพื่อนำชะตาที่ขาดไปแล้วมาต่อติดให้ดีดังเดิม เพื่อยื้อชีวิตให้ยืนยาวขึ้นกว่าเดิม แต่คำตอบสุดท้ายก็ยังคงเป็นอย่างเดิมว่า...ถึงยังไงทุกคนก็ต้องตายอยู่ดี

ถ้าคนที่มาทักว่าชะตาขาดไม่ใช่พระ...จะมีใครสักคนเชื่อหมดใจอย่างนั้นบ้างหรือเปล่า ผมไม่รู้ เพราะผมยังไม่เคยตกอยู่ในห้วงนั้น

บางทีถ้าผมถูกทักอย่างนั้นจริง ๆ ผมอาจจะย้อนถามกลับไปว่า ทำไม? เพราะอะไร?

- 3 -
จัมโบ้ยังวิ่งเล่นในบ้านอย่างสนุกสนาน ตัวอ้วนกว่าเดิมจนคล้ายหมู กว่าหกเดือนที่มันยังไม่ยอมตายไปตามใบสั่งแพทย์สักที จนทำให้ผมเริ่มวิตกกังวลว่าเมื่อไรมันจะตายไปสักที หรือว่ามันเป็นชีวิตหมา ๆ ที่เป็นอมตะอยู่เหนือโชคชะตาทั้งมวล หรือว่าบางทีมันได้ไปแอบต่อดวงชะตาไปแล้วโดยที่ไม่ได้บอกกล่าวผม!

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่มันไม่สบายหลายวัน เอาแต่นอนหลบอยู่ตรงมุมบ้าน ผมคิดว่าอาจจะต้องเสียมันไปอย่างที่หมอสั่งไว้แล้วจึงพามันไปตรวจดูอาการ วันต่อมาไปรับมันกลับมา มันร่าเริงแจ่มใสและซุกซนเหมือนเดิม

หมอบอกว่ามันไม่ได้เป็นอะไร แข็งแรงเป็นปกติ เพียงแต่ที่มันซึม ๆ ไปคือ ขี้แห้งติดก้น-จุกตูดหมา พันกับขนมันเท่านั้นเอง

จนถึงทุกวันนี้มันก็ยังทนอึด ทรหดอดทนไม่ยอมตาย บางทีผมโมโหมันที่ขี้เยี่ยวเรี่ยราดในบ้าน ผมรีบเดินไปหน้าบ้าน จุดธูปเทียนแล้วมองขึ้นไปบนฟ้า ในธาตุอากาศที่ว่างเปล่าผมภาวนาให้มันตายไปให้พ้น ๆ สักที

ผมทำใจไม่ได้จริง ๆ ครับ...สาธุ! •

kaawss.jpg
picture : bowdogs.tripot.com



๑๔. คุยกันท้ายเล่ม


pouring.jpg

ก้าวไปด้วยกัน

เคยถามตัวเองบ้างไหม?
ทำอย่างไรให้งานของเราพัฒนาเร็วขึ้นกว่าที่เป็นอยู่?
เคยบ้างไหมอยากให้ใครสักคนวิจารณ์งานของเราอย่างจริงใจ ตรงไปตรงมาเพื่อแก้จุดพร่องเสริมจุดอ่อนของตนเอง

'ก้าวรอก้าว' หาได้เพิ่งเกิดขึ้น
หากแต่เกิดพร้อมการอ่าน-เขียน-วิจารณ์งานกันและกันของเหล่าหนอนแห่งบ้านวินทร์มานานช้า

จากการให้กำลังใจ ระมัดระวังในการเสนอความเห็น
มาเป็นชี้แนะ วิพากษ์วิจารณ์ที่เข้มข้นขึ้น
จนได้แต่ละชิ้นงานบน 'ก้าวรอก้าว'

นอกจากได้งานที่สมบูรณ์ขึ้น สิ่งที่เจ้าของชิ้นงานได้รับคือ 'การขยับก้าวเดิน'
ก้าวเดินจากจุดเดิมที่อาจซอยเท้าอยู่กับที่มานานโดยไม่รู้ตัว

มาถึงย่างก้าวที่สี่ เราเพิ่ม 'Book Review' กับ 'ผู้ร่วมเดินทาง'
ประเดิมด้วยงานของ 'หนอนเถกิง' และ 'หนอนสิงห์ ลา'

งานที่นำเสนอไม่ตรงตามต้นฉบับ
ส่วนที่ไม่เห็นด้วยและยืนยันความเห็นเดิมขอให้รักษาไว้
แต่หากมีส่วนใดที่กองบ.ก. แก้ไข เพิ่มเติม สามารถเสริมทักษะการเขียนของเพื่อนหนอน
นั่นนับว่าบรรลุวัตถุประสงค์แล้ว วัตถุประสงค์ที่ต้องการเห็นการขยับย่างก้าวไปด้วยกัน
สร้างงานที่สมบูรณ์ขึ้นเพื่อส่งเข้าสู่เวทีที่ใหญ่ขึ้น

ขอบคุณทุกตัวอักษรของเพื่อนหนอนที่ส่งเข้ากองบ.ก.
ด้วยกำลังเพียงน้อยนิดเราไม่สามารถก้าวกระโดด
เราได้แต่ก้าวไปช้า ๆ
เพียงมั่นใจ...

...เรากำลังก้าวไปข้างหน้า...

พบกันใหม่ฉบับที่ห้ากลางกุมภาพันธ์
กองบ.ก.




kaawss.jpg
ก้าว..รอ..ก้าว
'บ้านหนอน' ออนไลน์แมกกาซีน สำนักหนอนสนทนา
www.winbookclub.com
http://kaawrowkaw.wordpress.com/
kaawrowkaw@hotmail.com

2007-02-01 14:58:04/กองบ.ก.

 


วนิดา
ความเห็นที่ 1

 
  ตอบโดย วนิดา   เมื่อ: 2007-02-01 15:49:28

ไม่น่าเชื่อว่า วันเวลาจะเดินได้รวดเร็วปานนี้จะครบหนึ่งปีที่คุณกนกพงศ์
เสียชีวิตแล้วหรือเนี่ย....

ยินดีกับก้าวที่สี่ ที่คณะผู้จัดทำได้ร่วมกันสร้างขึ้นมา(แล้วจะเข้ามาอ่านอีกทีค่ะ)...
 


ทุศีล
ความเห็นที่ 2

 
  ตอบโดย ทุศีล   เมื่อ: 2007-02-01 15:56:55
พึ่งอ่านได้นิดเดียว
ไว้ว่างค่อยกลับมาอ่านใหม่

ปล. ภาพโฆษณาที่ท่านยางฯ เอามาดูแล้วหดหู่จริงๆครับ โดยเฉพาะภาพสุดท้าย ...เฮ้อ!
 


nena
ความเห็นที่ 3

 
  ตอบโดย nena   เมื่อ: 2007-02-01 16:45:51
ชีวิตถือกำเนิดขึ้นมาเหมือนบังเอิญและดูง่าย เพียงไข่หลอมรวมกับสเปิร์ม ก่อกำเนิดเซลล์
แล้วค่อยขยายเติบโตขึ้นเป็นรูปเป็นทรง หลุดออกจากโพรงมดลูก แล้วยิ่งขยายใหญ่
หายใจ เดินเหิน รัก โศก โกรธ เกลียด สงบนิ่งและ ก่อสงคราม

เหลือจะเชื่อที่สิ่งอันเป็นนามธรรมเล็กๆนี้ จะกระทำได้ทั้งหมดนี้ พูด ร้องไห้ หัวเราะ
และสร้างตำนาน มนุษย์เปล่งเสียงไม่เคยหยุดหย่อน สืบต่อรุ่นต่อรุ่นไม่เคยขาดหาย
กระทั่งกลายเป็นประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ ยิ่งใหญ่และยืนยงอยู่บนดาวดวงหนึ่ง
ซึ่งใจกลางยังคงเป็นลาวาเหลวระอุ หากการถือกำเนิดของชีวิตเป็นสิ่งบังเอิญและง่าย

คงไม่สามารถกระทำได้ถึงขั้นนี้
...บางส่วนจาเรื่อง..กวีตาย....
ร่วมอาลัย แด่ผู้คืนสู่แผ่นดิน..กนกพงศ์ สังสมพันธุ์
...................13 ก.พ. 50

***
กำลังละเลียดไล่ชิมที่ละเรื่อง ทีละรังสรรค์อย่างช้าๆ
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วม...ฉุดก้าวปัญญา...

คารวะ
 


น้องใหม่ไร้วรยุทธ
ความเห็นที่ 4

 
  ตอบโดย น้องใหม่ไร้วรยุทธ   เมื่อ: 2007-02-01 18:30:52
ชอบที่สุดจากใจผมเลย เพิ่งได้อ่านฉบับแรกฉบับนี้

ขอบคุณหยาดเหงื่อทีมงาน
 


เรื่อยเปื่อยฯ
ความเห็นที่ 5

 
  ตอบโดย เรื่อยเปื่อยฯ   เมื่อ: 2007-02-01 22:10:46
ขอบคุณครับสำหรับ การเปิดโอกาสให้ในครับนี้


สิงห์ลา

(เรื่อยเปื่อยฯ)
 


saranya_nok.worm
ความเห็นที่ 6

 
  ตอบโดย saranya_nok.worm   เมื่อ: 2007-02-01 22:34:51
เป็นการพัฒนาไปอีกระดับของก้าวรอก้าวแล้วนะคะ ต้องขอแสดงความยินดีด้วย...

และขอร่วมไว้อาลัยแด่การจากไปของ คุณกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ครบรอบ 1 ปีที่จะมาถึงนี้ด้วยค่ะ คุณกนกพงศ์คงดีใจที่มีก้าวเล็ก ๆ ที่กำลังก้าวหลาย ๆ ก้าว กำลังก้าวตามท่านอยู่ด้วยแนวของตัวเอง อย่างน่าชื่นชม...
 


กองบ.ก.
ความเห็นที่ 7

 
  ตอบโดย กองบ.ก.   เมื่อ: 2007-02-02 12:22:26
อ้อ ท่านสิงห์ ลา คือท่าน เรื่อยเปื่อยฯ หรอกหรือ

ยินดีต้อนรับขอรับ

กรุณาแจ้งชื่อ- ที่อยู่ของท่านกลับมาด้วย ทางกองฯจะจัดส่ง...ให้ท่านขอรับ

ด้วยมิตรภาพ
กองบ.ก.
 


คิทชา
ความเห็นที่ 8

 
  ตอบโดย คิทชา   เมื่อ: 2007-02-02 14:29:44
เช่นเดิม นะครับ ขอไปตามอ่านในเว็บฯ ก้าวรอก้าว
 


คาใจ
ความเห็นที่ 9

 
  ตอบโดย คาใจ   เมื่อ: 2007-02-02 23:29:39
มาอ่านเเล้วน้า (มาช้ากันทีเดียวเรา)
 




ข้อความ :
สามารถเคาะ Enter หาต้องต้องให้เว้นบรรทัด หรือใช้คำสั่ง <br>
ชื่อ :
รูปภาพ :  
ขนาดไม่เกิน 50K และต้องมีนามสกุลเป็น gif และ jpg
รหัส :   b6eea9a
ใส่รหัส :   (กรุณาใส่รหัสจากข้างบนนะครับ)