ผู้เขียน  หัวข้อ: ก้าวรอก้าว : บ้านหนอนออนไลน์แมกกาซีน -ก้าวฯที่หก-
กองบอกอ

ก้าวรอก้าว : บ้านหนอนออนไลน์แมกกาซีน -ก้าวฯที่หก-
 เมื่อ: 2007-03-02 00:37:21 
ก้าวฯที่หก


cover6.jpg


cover by : ยางมะตอยสีชมพู

ก้าว..รอ..ก้าว
หนอนสนทนา :
www.winbookclub.com
http://kaawrowkaw.wordpress.com/
kaawrowkaw@hotmail.com

กองบอกอ : อานันท์ / หนุงหนิง / ยางมะตอยสีชมพู / ธุลีดิน



มีอะไรในเล่ม :

logoum.jpg


หน้า ๑. คมคำ-คมความ
หน้า ๒. บทบรรณาธิการ
หน้า ๓. ปากกาพาไป : นารินทร์ ทองดี...
หน้า ๔. หยดน้ำผึ้งที่ปลายไม้ : กีรติ
หน้า ๕. ฟากฟ้า...ทะเลฝัน : โจนาธาน...
หน้า ๖ ยาระบายอ่อน ๆ : Black&Pink..
หน้า ๗ หอมกลิ่นป๊อบคอร์น : จี-รา...
หน้า ๘ อิสระวิถี : ต้นน้ำ บัวไร
หน้า ๙ ๑๐๐ วิธีใช้ชีวิตฉบับอัมโปะ : อัมโปะ
หน้า ๑๐ ระเบียงใบไม้ : ธุลีดิน...
หน้า ๑๑. Book Review
หน้า ๑๒. เรื่องสั้นสั้น


title='kaawss.jpg' alt='kaawss.jpg' border=0/>




๑. คมคำ-คมความ


read3.gif

"อย่าไปซีเรียสเรื่องคำวิจารณ์มากเกินไปนัก ทำงานหนัก ฝึกฝนไปเรื่อย ๆ"

‘วินทร์ เลียววาริณ’
จาก ‘คุยกับวินทร์’ www.winbookclub.com


title='kaawss.jpg' alt='kaawss.jpg' border=0/>




๒. บทบรรณาธิการ


editortouch3.jpg


- ๑ -


เราเคยได้ยินว่าเมื่อพุทธศาสนาล่วงเข้าสู่สมัยกึ่งพุธกาล นั้นคือปีที่ ๒๕๐๐ เป็นต้นไปศาสนาจะเสื่อม
ในความเสื่อมนั้นหากฟังเพียงคำกล่าวนั้นย่อมทำให้คิดไปได้ว่าสิ่งที่เสื่อมคือศาสนา--
ศาสนาเสื่อมได้จริงหรือ?
ในทรรศนะมุมมองของเรา เรามิได้มองและคิดว่าศาสนานั้นเสื่อม หากเพียงแต่เป็นการเสื่อมของคน- คนเริ่มห่างออกจากศาสนามากขึ้น และลำพังการออกห่างนั้นคงไม่ทำให้เสื่อมได้หากไม่นำเอาศาสนาไปเป็นเครื่องมือหากิน ไม่นำเอาศาสนาเข้าบังหน้า
เราได้ยิน ได้พบ ได้เห็นข่าวอยู่เป็นเนือง ๆ ข่าวของพวกมารศาสนากระทำชำเราอิสสตรีภายใต้การห่มคลุมผ้าเหลือง, ใบ้หวย, เสพยาเสพติด, เล่นการพนัน ฯลฯ การกระทำเหล่านี้ไม่ได้มีระบุไว้ในพระธรรมคำสอน พระธรรมคำสอนยังคงเหมือนเดิมมาตลอดในระยะเวลา ๒ พันกว่าปี
เรา หมายถึง คน ต่างหากที่เปลี่ยนแปลงออกห่างศาสนาไป

- ๒ -


“ทำไมท่านรับนิมนต์แต่บ้านโยมแม่ ไม่รับหลาย ๆ ที่?” หลวงพี่ถามพร้อมแนะนำ
“แล้วทำไมผมต้องรับหลาย ๆ ที่ รับหลายที่ของก็เยอะแล้วจะขนกลับวัดยังไง?” พระใหม่ย้อนถาม
“ท่านก็เรียกรถรับจ้างสิ ไม่เห็นจะยากเย็นอะไร”
“แล้วเราจะรับไปทำไมให้มันเยอะแยะ ลำพังรับบาตรแต่ละวันก็ฉันไม่หมดแล้ว”
“ไอ้พวกเครื่องกระป๋องน่ะท่าน ฉันไม่หมดก็ให้เด็กวัดเอาไปขาย”
พระใหม่ได้แต่ส่ายหน้าในความคิดของคนสีเหลือง
ฯลฯ

- ๓ -


ศาสนาไม่เคยเสื่อมและไม่มีวันเสื่อม เพราะศาสนาไม่ใช่วัตถุหรือสิ่งของและไม่ใช่สิ่งมีชีวิต
ศาสนาเป็นคำสอน เป็นความเชื่อ และเป็นความศรัทธา
ศาสนาไม่มีรูป ศาสนาไม่มีตัวตน ศาสนาเป็นเพียงนามธรรมจับต้องได้ด้วยความรู้สึกทางจิตใจ
ศาสนาดำรงอยู่คู่กับเรา- อยู่ในใจของเรา ไม่มีผู้ใดทำร้ายทำลายศาสนาได้นอกจากเรา
เมื่อเราทำร้ายทำลายศาสนาเมื่อนั้นก็เท่ากับเราทำร้ายทำลายตนเอง
เราเป็นผู้ทำให้ศาสนาเสื่อม มิใช่ศาสนาเสื่อมด้วยตัวของศาสนาเอง •

ด้วยมิตรภาพ
มีนาคม ๒๕๕๐




title='kaawss.jpg' alt='kaawss.jpg' border=0/>





src='https://kaawrowkaw.wordpress.com/files/2006/12/pum.jpg' title='pum.jpg' alt='pum.jpg' border=0/>
๓. ปากกาพาไป : นารินทร์ ทอง

ดี



วันเพ็ญ

ในค่ำคืนที่แสงนวลเงินของพระจันทร์อาบพื้นหล้า ผมในวัยนั้นยังไม่มีความสามารถที่จะแยกได้ว่าพระจันทร์คืนเพ็ญเดือนไหนสวยงามกว่ากัน แต่หนุ่มทุ่งหลายคนเขาดูออก ด้วยว่าเขาอยู่ในที่โล่งแจ้ง อยู่กลางทุ่งนา หรือไม่ก็อยู่ในที่ไหนสักแห่งที่ไม่ใช่หน้าจอทีวีอย่างที่ผมอยู่

เสร็จสิ้นพิธีทางศาสนา กลุ่มหนุ่มสาวเดินกลับบ้านกันเป็นกลุ่ม มีเสียงหัวเราะต่อกระซิกแซวกันไปมาอย่างสนุกสนาน ผมควรจะเก็บบรรยากาศเหล่านั้นมาให้เต็มอก แต่ผมก็ไม่ได้ทำ เพราะผมขับมอเตอร์ไซค์กลับบ้าน

ผมห่างจากคืนวันเพ็ญมานานเท่าไหร่ก็จำไม่ได้แล้ว รู้แต่ว่าคืนวันเพ็ญที่กรุงเทพฯ นี่มันหดหู่ ต่อให้กลิ่นธูปกลิ่นเทียนจะตรลบอบอวลแค่ไหน ผมก็ยังรู้สึกหดหู่อยู่นั่นเอง บางทีผมก็ทำท่าว่ารู้ดีไปทุกเรื่อง ความงามของพระจันทร์อาจจะอยู่ที่ใจของผู้มอง แต่ความโง่เขลาเบาปัญญาเพราะไม่เคยใส่ใจเลยว่าวันวันนี้สำคัญยังไง ก็ทำให้ความงามของสรรพสิ่งมัวหมองลงเพราะใจของคนมองมืดสนิท

ผมเช่าบ้านอยู่กรุงเทพฯ ในย่านที่มีวัดล้อมรอบถึง ๔ วัด ครอบคลุมทั้ง ๔ ทิศ เหนือใต้ออกตก แต่ผมเข้าวัดเหล่านี้เพราะต้องการบรรยากาศเงียบสงบในการเขียนกลอนเพ้อฝัน ไม่ค่อยจะสุงสิงกับพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เท่าไหร่

คืนวันเพ็ญเดือนสามปีนี้ผมจะเข้าวัด แต่จะไม่เขียนกลอนเพ้อฝัน •


title='kaawss.jpg' alt='kaawss.jpg' border=0/>




keeree6.jpg ๔. หยดน้ำผึ้งที่ปลายไม้ : กีรติ


"คำแม่"

ขยับเบียดกายกอดให้แนบติด
อุ่นสายเลือดแนบสนิทจิตรมิหาย
ฝ่าลมฝนที่กระหน่ำย่ำใจกาย
อีกน้ำลายฟอนเน่าที่เผาทรวง

ด้วยกำลังมีน้อยจึงค่อยเริ่ม
มิอาจเหิมเกริมกระหยิ่มลิ้มคำหวง
เจริญรอยย่างย่ำเท้าทั้งปวง
มิอาจล่วงเลยล้ำเยี่ยงชาตรี

จะคิดอ่านการก่อต้องติดหลัก
หยุดชะงักตรวจทานผลาญศักดิ์ศรี
มีเกียรติก่อมิย่นย่ออิสตรี
มิอาจหนีถอยก้าวจักเดินไป

ความเป็นคนขีดแบ่งที่เครื่องเพศ
หรือวัดกันที่พระเดชจากถิ่นไหน
ด้วยอำนาจบารมีจึงมีชัย
เหยียบหัวใจให้มิดเท้าอยู่เช่นนี้

ประคองกอดลูกน้อยเจ้าพริ้มหลับ
ตะวันลับบอดมืดหมดราศี
ดาราเอยจึงมีค่ายามราตรี
นี่หนาที่เปรียบไว้ให้ได้ยิน

ในยามมืดไร้ที่พึ่งจึงเห็นค่า
แสงที่ว่าจากดวงดาวพราวแสงหิน
ใช่เม็ดกรวดที่จมหายระแหงดิน
เปรียบดั่งเช่นคุณสตรีนี่เช่นกัน

ใครน่ะหรือที่กอดร่างเจ้าลูกรัก
ใครน่ะหรือที่ฟูมฟักเจ้ายอดขวัญ
เจ้าลูกชายหมายสร้างเจ้าทุกคืนวัน
ให้เจ้านั้นมองเห็นค่าของนารี

แล้ววันหนึ่งชายเช่นเจ้าจะได้รู้
อย่าได้ขู่หยามเหยียบเพศอิตถี
นั่นเพศเดียวกับแม่เพศสตรี
ล้วนต่างมีค่าคุณเท่าเจ้ายอดชาย

อันเพียงร่างที่มิอาจต้านทนกิจ
แต่ใจจิตรมั่นแกร่งมิแหนงหน่าย
จึงได้ชื่อว่าแม่ใช่เพียงกาย
นี่คืองานที่ผู้ชายไม่อาจครอง

ขยับเบียดกายกอดให้แนบติด
อุ่นสายเลือดแนบสนิทจิตรทั้งสอง
แม่จะสอนบ่มให้เจ้าอย่าลำพอง
ชายหญิงต้องมองเห็นค่ากันและกัน.

...
แด่วันสตรีสากล 8 มีนาคม


title='kaawss.jpg' alt='kaawss.jpg' border=0/>





src='https://kaawrowkaw.wordpress.com/files/2006/12/jonathan.jpg' title='jonathan.jpg' alt='jonathan.jpg' border=0/>
๕. ฟากฟ้า..ทะเลฝัน : โจ

นาธาน



หนึ่งถ้วยกาแฟ

skydream6.jpgชีวิตของเราสองคนก็เป็นนิยาย, เป็นนิยายของเราสองคนเท่านั้น บางขณะเดียวกันนี้อาจมีคนอีกหลายคู่เป็นเหมือนเรา รู้สึกเหมือนเรา เพียงแต่แตกต่างกันในรายละเอียดปลีกย่อยเท่านั้น

“หรือความรักระหว่างเรานั้นเป็นเพียงสายลมที่พัดผ่านมาแล้วผ่านไป ไม่เหลือทิ้งไว้แม้เพียงความทรงจำใด ๆ ให้ได้หวนคิด”

เพียงถ้อยคำประโยคหนึ่งที่ฉันอ่านพบในนิยายเล่มหนึ่งซึ่งฉันพิจารณาแล้วว่า นักเขียนเขียนมันออกมาจากใจ- ฉันชอบจึงเก็บถ้อยคำนี้ไว้ลงในสมุดบันทึก ไม่ได้พลิกเปิดกลับไปอ่านเสียนานด้วยหวังว่าฉันเองคงไม่ประสบเหตุกาณ์เดียวกับถ้อยประโยคนั้น

แต่แล้ววันหนึ่ง- วันที่เธอจากไป ฉันกลับหวนคิดนึกถึงถ้อยคำประโยคนี้ขึ้นมาในบัดดล, แล้วฉันหัวเราะด้วยความคิดที่ว่า เออ หนอ ชีวิตของคนคนหนึ่งนั้นก็ไม่ต่างไปจากนิยายเรื่องหนึ่ง

เธอเคยเอ่ยว่า “นิยายนั้นก็เขียนมาจากชีวิตของคน, นิยายน้ำเน่าแค่ไหนชีวิตจริงย่อมน้ำเน่ามากกว่า เพราะนิยายก็เพียงหยิบยกเอามาจากคนคนหนึ่ง ไม่ได้เอามาทั้งหมดทุกคน”

วันนั้นฉันกล่าวโต้ตอบสนับสนุนความคิดของเธอด้วยว่า- นิยายอาจเปรียบเสมือนได้กาแฟถ้วยหนึ่ง, เรื่องสั้นเปรียบเหมือนกาแฟช้อนหนึ่งที่ตักมาจากถ้วยเดียวกัน...

เธอหัวเราะ, ลุกขึ้นจากเปลญวนเดินไปหาคลื่นที่ซัดสาดเข้าฝั่งแล้วหันกลับมาถามฉันทันทีทันใดว่า

“เธอไม่ได้คิดประโยคนี้เองหรอก, ฉันรู้นะ”

แล้วเธอก็หัวเราะวิ่งรี่กลับเข้ามา ทำท่าจะขยุ้มคอฉัน “บอกมาเสียดี ๆ ว่าเธอไม่ได้คิดเอง- ใช่ไหม?”

ฉันจะโกหกเธอไปทำไมกันเล่า, ฉันจึงว่า- ใช่ ประโยคท้ายนั่นน่ะมาจากท่านกุหลาบฯ ส่วนประโยคแรกฉันคิดเอง แต่เป็นการคิดต่อยอดจากประโยคของท่าน

ฉันจำได้ว่าเธอลดมือที่ตั้งท่าจะขยุ้มคอฉันลง แล้วทรุดร่างลงบนเปลญวนดังเก่า, เงียบงันไป

แล้วก็เป็นฉันเสียเองนั่นแหละที่เอ่ยทำลายความเงียบ- ชีวิตของเราสองคนก็เป็นนิยาย, เป็นนิยายของเราสองคนเท่านั้น บางขณะเดียวกันนี้อาจมีคนอีกหลายคู่เป็นเหมือนเรา รู้สึกเหมือนเรา เพียงแต่แตกต่างกันในรายละเอียดปลีกย่อยเท่านั้น

“บางคนอาจมีนิยายร่วมกันตั้งแต่ต้นจนจบ ทว่าเราอาจไม่มี และที่สำคัญเรามิอาจล่วงรู้ตอนจบ”

จริงอย่างที่เธอว่า- นิยายมีจุดเริ่มและมีจุดจบ, เรารู้เมื่อเราอ่านจบเล่มได้เพียงระยะเวลาที่ไม่นานนัก ทว่านิยายของชีวิตเราต้องเล่น ต้องสวมบทบาทไปจนกระทั่งชีวิตจบ เมื่อนั้นเราถึงจะรู้ว่าจุดจบของนิยายของเรานั้นเป็นอย่างไร

แต่มันก็ไม่แน่หรอกนะ, บางคนอาจรู้ อาจมองเห็นตอนจบก่อน แต่บางคนก็มองมองไม่เห็นกระทั่งหมดลมหายใจไปนั่นละ, ก็ยังมองไม่เห็น

“อย่ามาเอานิยายกับฉันเลย...” เธอว่าต่อหลังจากนั้น “นิยายของคนเรามันไม่แน่นอน, นิยายของเรา ระหว่างเราก็ตั้งอยู่บนความไม่แน่นอนเหมือนกัน”

วันนั้นเธอพูดเหมือนว่า- ยิ่งคนเราก้าวตามหาความแน่นอน ความแน่นอนนั้นก็จะกระเถิบไกลห่างไปจากเราด้วยเท่านั้น

“สุดท้ายเราก็ได้แต่สิ่งที่เรียกว่าไม่แน่นอนกลับมาเสมอ”

แน่ละ... ความแน่นอนสำหรับ ณ ห้วงยามนี้คือไม่มีเธอ ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยนอนอย่างสบายกายในเปลญวนผืนตรงหน้า, ความแน่นอนคือเธอยังอยู่ในใจ อยู่ในห้วงความคิดของฉันต่อไปมิเสื่อมคลาย

เป็นความแน่นอนที่ประทับอยู่ในความทรงจำอันเป็นนิรันดร--

“หรือความรักระหว่างเรานั้นเป็นเพียงสายลมที่พัดผ่านมาแล้วผ่านไป คงเหลือทิ้งไว้เพียงความทรงจำให้ได้หวนคิดระลึกถึง”

คือถ้อยคำที่ฉันเรียงถ้อยร้อยคำเสียใหม่, เพราะนิยายระหว่างฉันกับเธอเป็นเพียงหนึ่งแก้วกาแฟของเราเท่านั้น •

ด้วยความรักที่มีต่อเธอ
โจนาธาน


title='kaawss.jpg' alt='kaawss.jpg' border=0/>




Coffee Brake.


read.jpg


วรรณกรรมที่ดีคือ

๑.จะต้องนำเสนอปรากฏการณ์ตามความเป็นจริง

๒.จะต้องสะท้อนให้เห็นถึงเหตุของปัญหา หรือที่มาของปรากฏการณ์ตามความเป็นจริง

๓.ต้องชี้ให้เห็นทางออก ทางแก้ไข อยู่ในนั้นด้วย และทั้ง ๓ ส่วนนี้จะต้องใช้ศิลปะการนำเสนอซึ่งแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ผู้เขียนจะโดดเด่นเป็นพิเศษ...

ถ้าต้องการความก้าวหน้าในศิลปะของการประพันธ์จะต้องฝึกเขียนและอย่าไปมุ่งเรื่องการประกวด เพราะการคิดแบบนี้จะทำให้ใจของเราครึ่งหนึ่งไม่เต็มแล้ว เราหวังรางวัล หวังให้เรื่องของเราแปลกเด่น ตรงนั้นเป็นการปรุงแต่งทั้งหมด ไม่ใช่งานเขียนจริง ๆ ของเรา แต่ถ้าเราเขียนเพราะเราอยากจะเขียนอย่างนี้จะดีกว่า...

งานเขียนมันพัฒนาไปพร้อม ๆ กับสังคม นักเขียนที่ดีคือคนที่เข้าใจสังคม เข้าใจโลก, เข้าใจโลกทัศน์, มีทัศนะในการมองโลกอย่างถูกต้อง นั่นแหละจะทำให้งานเขียนมีความหมายที่ดี เขาเรียกงานสร้างสรรค์, สร้างสรรค์สังคม, สร้างสรรค์ตัวเอง และจิตสำนึกจิตทั้งตัวผู้เขียนและผู้อ่านไปพร้อม ๆ กัน •

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
บทสัมภาษณ์ในฐานะกรรมการตัดสินในสาขาวรรณกรรม
รางวัลศิลปะเพื่อเยาวชนไทย (YOUNG THAI ARTIST AWARD) ปีที่ ๒
จัดโดยมูลนิธิซิเมนต์ไทย




title='kaawss.jpg' alt='kaawss.jpg' border=0/>





src="http://kaawrowkaw.wordpress.com/files/2007/01/pinklogo.jpg" alt="pinklogo.jpg" />
๖. DekAd : Black&Pink



เด็กเร่ร่อน

เย็นวันหนึ่งในวันที่หัวใจไม่ปกติ แต่สังคมรอบข้างผมยังซ้ำซาก จำเจ และน่าเบื่อเหมือนเดิม
สถานที่ที่ผมนั่งอยู่ในเย็นวันนั้นคือบริเวณป้ายรถเมล์ใหญ่ใจกลางเมืองที่แน่นขนัดด้วยผู้คนมากมายทั้งที่เพิ่งเลิกงานพร้อมกลับบ้านและที่เพิ่งออกจากบ้านพร้อมที่จะตระเวนราตรี สายตาของผมจับจ้องไปที่เด็กคนหนึ่ง เธอเป็นเด็กหญิงวัยกำลังน่ารัก เนื้อตัวมอมแมม เสื้อผ้าสีขาวที่ถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นดำ ด้วยวัยขนาดนี้ของเธอ สถานที่อยู่ที่เหมาะกับเธอในเวลานี้คืออยู่บ้านและนั่งทานข้าว ดูทีวีพร้อม ๆ กับครอบครัวที่อบอุ่น แต่ที่อบอุ่นเช่นนั้นไม่มีสำหรับเธอ

ผมพบเด็กคนนี้ทุกวัน และเธอก็เป็นความซ้ำซากอีกอย่างหนึ่งของสังคมที่น่าเบื่อ

“พี่จ๋า ขอตังค์ ๒๐ บาท หนูหิวข้าว” คือบทสนทนาแรกเริ่มระหว่างผมกับเธอเมื่อหลายเดือนก่อน ผมไม่พูดอะไรมากควักกระเป๋าตังค์สีดำแฟบ ๆ พร้อมหยิบแบงก์สีเขียวส่งให้เธอ เด็กน้อยประนมมือไหว้ พร้อมกับวิ่งลิงโลดหายวับเข้าไปในฝูงชนอย่างรวดเร็ว ในใจผมคิด ‘แล้วเธอจะได้กินข้าวหรือเปล่านะ’ ผมนึกระแวงเป็นห่วงเธอจากพวกแก๊งมิจฉาชีพที่ทำนาบนหลังเด็กซึ่งมีอยู่เกลื่อนเมือง แต่คิดมากไปก็เท่านั้น และทุกวันต่อมาผมก็เจอเธอที่นี่ เวลานี้อยู่ทุกครั้งไป

ชีวิตของหนูน้อยผู้นี้ทำให้ผมนึกไปถึงโฆษณาสถานสงเคราะห์เด็กแห่งหนึ่งในประเทศฟิลิปปินส์ ที่ให้การช่วยเหลือเด็กที่ถูกทิ้งและเร่ร่อน ลองชมภาพโฆษณาดูก่อนนะครับ
yang6.jpg

ก็ไม่ขอบรรยายภาพแล้วกันครับ เพราะภาพโฆษณาชิ้นนี้นั้นได้สื่อความหมายทั้งหมดออกมาแล้ว ซึ่งค่อนข้างกระแทกความรู้สึก และ ‘แรง’ ใช้ได้ทีเดียวเลยครับ ซึ่ง HEAD LINE ที่ใช้ก็โดนมั่ก ๆ ครับ

“If you don’t help feed them, who will?”

นั่นสิครับ แล้วใครล่ะที่จะช่วย ถ้าไม่ใช่ Concordia Children’s Services ซึ่งก็คือสถานสงเคราะห์เด็กที่ว่าไว้นั่นแหละครับ

ในประเทศไทยของเราจำนวนเด็กเร่ร่อนมีมากมายนับไม่ถ้วน รวมถึงเด็กที่ถูกทิ้งหลังคลอดก็มีถึง ๒๐ – ๒๕ คนต่อวันเลยทีเดียวเชียวนะครับ

"จำนวนเด็กถูกทอดทิ้งตัวเลขมีแนวโน้มสูงขึ้น สาเหตุน่าจะมาจากเพราะวัยรุ่นสมัยนี้โตเร็ว เรื่องของการมีเพศสัมพันธ์เด็กยุคนี้อาจจะใจกล้ามากกว่าเมื่อก่อน แต่ไม่อยากจะให้มองว่าผลพวงของเด็กถูกทอดทิ้งมาจากเด็กใจแตกเพียงอย่างเดียวแต่มันมีผลมาจากสภาวะเศรษฐกิจและภาวะสังคมด้วย ที่สำคัญคนรู้กฎหมายมากขึ้น เขาจะไม่ฆ่าลูกที่เกิดมาแต่จะใช้วิธีทิ้งตามโรงพยาบาล ทิ้งตามสถานที่ต่าง ๆ หรืออุ้มมาที่หน้าสถานสงเคราะห์ ทำให้จำนวนเด็กที่ถูกทอดทิ้งเพิ่มมากขึ้น" คือคำพูดของ คุณนภา เศรษฐกร ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้าหญิงและเด็ก

เด็กเร่ร่อน ปัญหาที่ดูคล้ายจะไกลตัวแต่แท้ที่จริงเป็นเรื่องใกล้ตัวของทุกคนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นใครในชุมชน ในสังคม ต่างก็สามารถเป็นได้ทั้งผู้ป้องกันการเร่รอนของเด็ก หรือจะกลายเป็นผู้ผลักดันผลักไสเด็กให้ออกมาสู่ถนนเพื่อเป็นเด็กเร่ร่อน หากช่วยเหลือพวกเขาได้แม้เพียงนิดก็แสดงน้ำใจหน่อยเถิดครับ ถือเสียว่าทำบุญก็แล้วกันเนอะ

ทีมงานที่ทำโฆษณาชิ้นนี้ครับ
AGENCY: Y&R Philippines, Makati
EXECUTIVE CREATIVE DIRECTOR: LEIGH REYES
ART DIRECTOR : TRISHA UY / SHENGUAN TAN
COPYWRITER : PATRICK LOW / LEIGH REYES
PHOTOGRAPHER : RAUL MONTIFAR
หมายเหตุ : -

คอลัมน์นี้มิใช่เป็นการยกตัวขึ้นเป็น**รูทางด้านงานโฆษณาแต่อย่างใดของผู้เขียน (เพราะผู้เขียนยังคงอ่อนด้อยในหนทางสายนี้ยิ่งนัก ทั้งงานเขียนและงานโฆษณา) แต่เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวที่มาจากการหลงใหลในงานแขนงนี้เท่านั้น และขออภัยล่วงหน้าหากผู้เขียนเกิดทะลึ่งไปเหยียบตาปลาใครเข้า อยากบอกว่า “ผมมิได้ตั้งใจคร้าบ-บ-บ”

แหล่งข้อมูล : -
- www.kisanathai.com สำหรับรูปภาพของงานชิ้นนี้
- www.mthai.com สำหรับรายละเอียดข้อมูลและบทสัมภาษณ์ของคุณนภา เศรษฐกร ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้าหญิงและเด็ก
- www.dsdw.go.th/service
- www.dsdw.go.th/service สำหรับข้อมูลของสถานสงเคราะห์เด็ก


title='kaawss.jpg' alt='kaawss.jpg' border=0/>





src='http://kaawrowkaw.wordpress.com/files/2006/12/pcorn.jpg' title='pcorn.jpg' alt='pcorn.jpg' border=0/>
๗. หอมกลิ่นป๊อบคอร์น : จี-

รา



BIG FISH (2003)

เด็กทุกคนชอบฟังนิทาน..

แต่เมื่อเขาเหล่านั้นเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ถูกตีกรอบด้วยหลักการและเหตุผลต่าง ๆ นานา นิทานจึงเป็นสิ่งที่เกินความจำเป็น โลกซึ่งหมุนอยู่บนแกนแห่งตรรกะมีกระบวนการบางอย่างที่ค่อย ๆ ลบล้างจินตนาการออกไปจากชีวิตจริง เราต่างเบือนหน้าหนีเรื่องราวที่ไม่น่าเชื่อและเหมือนมีใครบางคนกุขึ้นมา แล้วหันไปสนอกสนใจเรื่องที่คิดว่าเป็นสาระของชีวิตจริงมากกว่าbigfish_01.jpg


ความเป็นจริงก็คือ ในช่วงชีวิตของใครสักคนหนึ่งอาจมีเรื่องราวที่เหลือเชื่อเกิดขึ้นมากมาย มีปาฏิหาริย์และความบังเอิญ มีสิ่งมหัศจรรย์และเรื่องราวที่อยู่นอกกรอบจินตนาการ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเปิดใจรับฟังหรือไม่ และสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นได้กลับมาเป็นแรงบันดาลใจให้ได้พบกับความเชื่อมั่นบางอย่างที่เราไม่เคยคิดที่จะเชื่อ

Will Bloom เติบโตมากับเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับชีวิตวัยหนุ่มของพ่อ ถึงแม้ว่าคนอื่น ๆ จะชื่นชมและชอบฟังเรื่องราวแปลกประหลาดและน่าอัศจรรย์ใจเหล่านั้นแต่วิลล์กลับตรงกันข้าม เขาเชื่อว่าทุกเรื่องที่พ่อเล่าให้ฟังนั้นเป็นเรื่องโกหก เหมือนนิทานหลอกเด็กที่พ่อไม่เคยเบื่อที่จะเล่าซ้ำไปซ้ำมาให้ทุกคนฟัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแม่มดที่สามารถเห็นอนาคตได้เมื่อมองเข้าไปในดวงตา, ปลายักษ์ในแม่น้ำที่กินแหวนหมั้นของพ่อเข้าไป, เรื่องราวของหมู่บ้านสเปคเตอร์,bigfish_02.jpg ยักษ์ที่ชื่อคาร์ลกับคณะละครสัตว์ หรือหญิงแฝดสองหัวชาวจีนที่พ่อพบตอนเป็นทหาร

วิลล์ไม่ชอบที่พ่อเอาแต่เล่าเรื่องโกหกเพ้อฝันที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นมาได้ เหตุผลหนึ่งก็คือเขารู้สึกว่าพ่อเป็นคนขี้โม้โอ้อวดเกี่ยวกับวีรกรรมตำนานของตัวเอง เขาอยากรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ ในชีวิตของพ่อมากกว่า พูดหรือเล่าเรื่องจริงที่ธรรมดา ๆ บ้างสักครั้ง

จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อวิลล์กำลังจะสูญเสียพ่อไป เขาก็ยังไม่เข้าใจที่พ่อยังไม่ยอมเลิกเล่าเรื่องโกหกที่เขาได้ฟังมาซ้ำ ๆ ตั้งแต่เล็กจนโต วิลล์จึงออกตามหาใครบางคนในเรื่องเล่าของพ่อ

เมื่อคนเราคุ้นชินกับเรื่องราวธรรมดา ๆ เรียบง่ายในชีวิตจริงเราต่างก็ปฏิเสธเรื่องเหลือเชื่อ กล่าวหาคนเล่านิทานว่าเป็นพวกเสกสรรปั้นแต่ง กังวลว่ามันจะทำให้ความเป็นจริงรอบ ๆ ตัวเราเปื้อนไปด้วยสิ่งไร้สาระ ทั้งที่บางทีเราเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสาระที่แท้จริงของชีวิตคืออะไร

แล้ววิลล์ก็ได้พบความจริงที่มากกว่านั้นในงานศพของพ่อ

บางครั้งการฟังเรื่องเหลวไหลหรือนิทานหลอกเด็กอาจทำให้เราได้มองเห็นบางสิ่ง การปล่อยให้จิตใจลอยไปในจินตนาการอาจทำให้เรารู้จักโลกในอีกแง่มุม หากแต่ชีวิตไม่ได้เกิดมาเพียงเพื่อจะเร่งรีบใช้ให้มันหมด ๆ ไป เราน่าจะลองหยุดฟังเรื่องที่เคยคิดว่ามันเหลวไหลไร้สาระ เปิดใจให้กับเรื่องราวของคนรอบข้างดูบ้าง

เพราะทุกชีวิตในโลกนี้มักมีนิทานที่น่าฟังอยู่เสมอ..
....................................................................
‘เคยมั้ยที่คุณฟังเรื่องขำขันหลายครั้งจนลืมว่าขำตรงไหน แต่พอคุณฟังอีกครั้งคุณก็นึกออก..’
....................................................................
bigfish_05.jpgBIG FISH (2003)
An adventure as big as life itself
กำกับการแสดงโดย - TIM BURTON
แสดงนำโดย - EWAN McGREGOR, ALBERT FINNEY, BILLY CRUDUP
ภาพประกอบ : (1) www.emptyconcept.net, (2) idata.blogmaster.fr

title='kaawss.jpg' alt='kaawss.jpg' border=0/>




tonnam.jpg ๘. อิสระวิถี : ต้นน้ำ บัวไร


ดอกบัว เจ้าเก๋าประจำถิ่นปากคลอง

- แนะนำตัวกับผู้อ่านหน่อยครับ ?
หวัดดีฮะ ผมชื่อ เก๋า เป็นดอกบัว ในวงค์ Nymphaeaceae อยู่ในสกุล Nelumbo สิงสถิตอยู่ในปากคลองตลาดนี้มาช้านานมากมายหลายรุ่นแล้ว

- คุณมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรครับ ?tonnam6.jpg
บรรพบุรุษของผมเติบโตมาช้านานในเขตร้อน ก็แถบ ๆ ทวีปเอเชียตอนกลางและตอนใต้ แอฟริกา ออสเตรเลียตอนเหนือ อเมริกาตอนกลางและใต้ ซึ่งพวกผมเป็นกลุ่มจำพวกกำเนิดและเจริญเติบโตได้ในเขตร้อนจึงอยู่ได้แต่ในเขตร้อนได้เพียงเขตเดียว ถ้าไปอยู่ในเขตอบอุ่นหรือเขตหนาว พวกผมก็ถึงขั้นย่ำแย่ได้ ซึ่งอากาศแถวปากคลองตลาดนี่แหละเหมาะสมกับพวกผมนัก พวกเราจึงปักหลักปักฐานสร้างครอบครัวกันที่นี่

- คุณคิดยังไง ที่ เรทติง คุณสู้ดอกกุหลาบไม่ได้ ?
ใครบอกคุณมิ ทราบ ว่าผม ประกบติดเทียบชิด กับเจ้าพวกกุหลาบที่วันๆเอาแต่ทำตัวสวยพวกนั้นไม่ได้ คุณลองคิดดูนะ เจ้าพวกกุหลาบน่ะ จะดังตูมตาม และค่าตัวพุงกระฉูด ก็แค่ปีละหนึ่งวัน แต่พวกผมซิ หนึ่งเดือนมีวันพระ4 วัน หนึ่งปีก็มีวันพระ 48 วัน นี่ยังไม่นับ วันพระพิเศษ อย่าง วิสาขบูชา มาฆบูชา อาสาฬหบูชา และอีกหลายต่อหลายวัน นะคุณ ถ้าคุณยังคิดว่า เจ้าพวกกุหลาบพวกนั้น ดังกว่า ดอกบัวอย่างพวกผม ก็กรุณาคิดใหม่ทำใหม่นะครับ

- แต่คุณก็ต้องยอมรับนะครับว่า วัยรุ่นไทยสมัยนี้นับวันจะยิ่งห่างเหินจากพวกคุณ ?
นั่นเป็นเพราะว่า วัยรุ่นมักคิดว่าดอกบัวอย่างพวกเราเชยและดูลึกลับน่ากลัว เหมาะสำหรับคนเฒ่าคนแก่และสัปเหร่อมากกว่าซึ่งมันไม่จริงฮะ พวกเรายืนยันว่า ดอกบัวอย่างพวกเราเหมาะกับทุกเพศ ทุกวัย และทุกโอกาสเทศกาล ผมขอเชิญชวนวัยรุ่นไทยฮะ ลองมอบดอกบัวให้คนรักดู แล้วบอกกับเขาหรือเธอว่า “ความรักที่มีให้เปรียบประหนึ่งดอกบัวที่โผล่พ้นน้ำแล้ว” ผมว่า ** โคตะระคลาสิคเลย

- นอกจากรูปของพวกคุณจะไปโชว์หราอยู่ที่ธนาคาร ถุงปูน ยาสีฟัน ที่นอน รถสปอร์ต และห้างสรรพสินค้าแล้ว คุณอยากจะไปเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับสินค้าหรือสถานที่อะไรอีก ?
ทหาร ครับ เพราะมีสี่เหล่าเหมือนกัน อิอิ

- มีอะไรจะฝากถึงผู้อ่านไหมครับ ?
ผู้อ่านท่านใดผ่านไปผ่านมาแถวปากคลองตลาดก็แวะมาทักทายกันได้นะครับ และถ้าเจอดอกบัวดอกไหนไม่สุภาพกับท่านก็ร้องเรียนมาโดยตรงได้ที่คอลเซนเตอร์ ผมจะตามไปตบภายใน ๔๘ ชั่วโมง

kamkam_tonnam@hotmail.com
http://tonnambuarai.exteen.com


title='kaawss.jpg' alt='kaawss.jpg' border=0/>




umpo.jpg ๙. อัมโปะ




untitled2.jpgum61.jpg
11. ไม่มีอะไรได้มาจากการขอ ความหวังจึงคู่กับความพยายามum62.jpg
12. ชีวิตสั้นเกินกว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ทุกเรื่อง ความเชื่อจึงคู่กับสติ





src='http://kaawrowkaw.wordpress.com/files/2006/12/leafterrace.jpg' title='leafterrace.jpg' alt='leafterrace.jpg' border=0/>
๑๐. ระเบียงใบไม้ : ธุลี

ดิน



play07.jpg
Picture from www.childthai.org

ว่าวตัวแรกบนท้องฟ้า

น้ำเดือดแล้ว!
ฉันตักกาแฟช้อน น้ำตาลทรายแดงช้อน
รินน้ำร้อนตามลงไปในแก้วใบจิ๋ว ใช้ช้อนคน
เสียงสดใสของช้อนกระทบแก้วเคลือบดินเผา
เรียกความรู้สึกแจ่มใสกลับคืนจากยามบ่ายที่งัวเงีย

ฉันถือแก้วเดินออกมาที่ระเบียง

คู่นกเขาเพื่อนบ้านโผลงมาจิกกินอะไรบางอย่างบนพื้นดิน
ทั้งสองเป็นเพื่อนบ้านที่น่ารักปลุกฉันทุกเช้าด้วยเสียงร้องรับกันไปมา

ลมเย็นจัดพัดรุนแรงมาแต่ปลายปีที่แล้ว
พัดแรงข้ามปีจนล่วงเข้าเดือนกุมภาฯ จึงค่อยสงบลง
คล้ายเป็นสัญญาณบอกว่าวันเวลารุนแรงร้ายกาจของธรรมชาติได้ผ่านไปอีกรอบ

แทบไม่น่าเชื่อ!

ฉันผ่านมาได้อย่างไรกัน?
พายุลมที่แรงจัด พัดแต่ละครั้งกระท่อมโยกไปมาจะล้มแหล่มิล้มแหล่
หลายครั้งมาตอนค่ำคืนดึกดื่น
ฉันต้องรีบมุดออกจากมุ้งลงไปนั่งหลบลมด้วยเกรงกระท่อมจะล้ม!
ลมรึก็เย็นจัดจนหากตากนาน ๆ ถึงกับมีน้ำมูก คัดจมูก

ช่วงเวลานั้นได้แต่มองพวกเพื่อนบ้าน
พวกมันแค่อาศัยคบไม้ปลายตาลเป็นเรือน

ธรรมชาติกระหน่ำโบยตีชีวิตด้วยหวังให้ชีวิตอดทน
และรับรู้ความเป็นจริงถึงการสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียน
มีลมแรงที่ดุร้าย มีสายลมเอื่อยเย็นสบาย และลมนิ่งที่ร้อนอบอ้าว
หมุนเวียนเช่นนี้เป็นปกติ
ธรรมชาติจะคัดกรองชีวิต มีแต่ชีวิตที่เข้มแข็งอดทนจึงสามารถดำรงอยู่

ฉันผ่านมาอย่างสะบักสะบอม

สายลมยามบ่ายพัดเอื่อยอ่อน
ฉันนั่งมองเพื่อนนกเขาที่ผ่านเวลาโหดร้ายมาด้วยกัน
พวกมันอึดจริง ๆ
ฉันยกแก้วกาแฟขึ้นดื่มให้พวกมัน แล้วยิ้ม

ลุงจิตกับลูกเดินเลาะคันนามา
ในมือมีว่าวนกตัวใหญ่
อา...ได้เวลาของ 'ลมว่าว' แล้วสินะ!

ลุงจิตโบกมือให้ ฉันยกแก้วกาแฟขึ้นรับ
เจ้าเขียวลูกลุงจิตพาว่าวเดินห่างออกไป
ลุงจิตส่งเสียง "พอ" เจ้าเขียวหันกลับมากระชับว่าวในมือตั้งขึ้น
ลุงจิตดึงเชือกตึง เจ้าเขียวปล่อยว่าว

ว่าวทะยานขึ้นควงซ้ายทีขวาทีเป็นวงกว้าง
จากนั้นวนปักลงพื้น เจ้าเขียวรีบวิ่งไปดู

หลังจากพ้นวัยเด็กฉันไม่เคยประกอบว่าวของตัวเองอีกเลย
ฉันคิดว่าเสียเวลา ซ้ำยังมายืนแหงนมองชักไปมาไม่เห็นจะได้อะไร

นั่งมองเจ้าเขียว นั่นมันฉันนี่นา!
ฉันลืมวันเวลานี้ไปนานเท่าไรแล้ว?
ลืมแรงตึงมือที่ว่าวเคยส่งผ่านเส้นเชือกได้อย่างไร?
อะไรทำให้ฉันมองเห็นการทำว่าว ส่งว่าวขึ้นท้องฟ้าเป็นเรื่องเสียเวลา?

หากเปลี่ยนฉันเป็นลุงจิตฉันจะเอาเวลาทั้งวันมานั่งทำว่าวให้ลูกไหม?
คงไม่!

ซื้อให้เห็นจะง่ายกว่า
ได้ว่าวมาก็ส่งขึ้นฟ้าได้เลย

ลูกของฉันก็คงรับว่าวไปด้วยความดีใจและรับรู้เพียงว่าพ่อซื้อว่าวให้

ต่างกับเจ้าเขียวที่ต้องติดตามพ่อไปหาไผ่หนุ่มที่เหนียวดัดง่าย
กว่าจะนำมาตัดมาเหลาเตรียมโครงสร้างแต่ละชิ้น
เจ้าเขียวต้องเรียนรู้วิธีการเหลาไผ่ให้อ่อนจนดัดเป็นรูปปีกนก
ทั้งยังต้องเหลาให้น้ำหนักทั้งสองข้างเท่ากัน
เรียนรู้การหาใบลานมาขูดจนบางประกอบเข้ากับโครงไผ่ที่คล้ายคันธนูเพื่อทำแอก
เรียนรู้การตัดกระดาษแก้วตกแต่งให้เป็นว่าวนกที่สวยงาม
การปรับแต่งเชือกที่ผูกกับตัวว่าว เพื่อให้ว่าวรับลมในตำแหน่งเหมาะสม
จนถึงการส่งว่าวขึ้นท้องฟ้าและวิธีสาวเชือกเก็บว่าวที่ไม่ทำให้ว่าวกระแทกพื้นเสียหาย

เจ้าเขียวได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้จากพ่อ
และจะสอนสิ่งเหล่านี้ให้กับลูกตัวเองต่อไป

สองคนพ่อลูกปลุกปล้ำกับว่าวอยู่พักใหญ่
สุดท้ายก็ส่งว่าวขึ้นไปฉวัดเฉวียนบนท้องฟ้าสำเร็จ
เจ้าเขียวคงภาคภูมิใจในตัวพ่อไม่น้อยที่สามารถแก้ปัญหาจนส่งว่าวขึ้นฟ้าได้

เสียงแอก*ดังแว่วมา ลุงจิตกระตุกเชือกสองสามครั้งแล้วส่งให้เจ้าเขียว
เจ้าเขียวรับเชือกมาลองกระตุก ว่าวยักซ้ายย้ายขวาตามแรงตึงเชือก
เจ้าเขียวหัวเราะชอบใจ ลุงจิตหันมาโบกมือให้ฉัน
ฉันยกแก้วกาแฟตอบ แล้วดื่มให้แก

ดื่มให้ว่าวตัวแรกของฤดูกาลแห่งลมว่าว
ว่าวที่สืบทอดวิถีชนบทไทยไม่ให้สูญหาย
วิถีที่ผู้เยาว์ให้ความเคารพเชื่อฟังผู้ใหญ่
หาใช่ด้วยคำสั่ง หากแต่เป็นด้วยกตัญญู

....

ธุลีดิน

* แอก คือ โครงไม้ไผ่โค้งคล้ายคันธนู ขึงตึงด้วยใบลานหรือริบบิ้นเพื่อสวมตรงส่วนหัวของว่าวนกและว่าวควาย เมื่อลมผ่านจะเกิดเสียงดัง


alt="kaawss.jpg" title="kaawss.jpg" />





๑๑. Book Review



Book Review
โดย Plin, :-p
http://plin.bloggang.com

“แม้โลกไร้แสง ไม่แล้งเรื่องราว” (จากปกหน้า)

ในความคิด (ทั่วไป) ของผู้ที่สายตา (ยัง) ดีอยู่ ความผิดปกติในการมองเห็นนั้นช่างเป็นเรื่องที่ให้ความรู้สึกที่อาจจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก

สำหรับสมมติฐานที่ว่านี้ เราอาจจะลองสังเกตการใช้ภาษาของเราในบางลักษณะดูก็ได้ เช่น ในบางครั้งเราอาจเผลอว่าใครสักคนที่ทำอะไรผิดพลาดโดยมีคำว่า “ตาบอดเหรอ” “เซ่อเหรอ”

หรือแม้แต่คำพูดเกี่ยวกับความรัก ก็ยังมีคำว่า "ความรักทำให้คนตาบอด" โดยให้ความหมายของคำว่า ‘ตาบอด’ ในแง่ของความลุ่มหลง งมงาย

โดยคร่าวก็คือ ให้ความรู้สึกที่ไม่ดีนัก

เต้นรำในความมืด โดย วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง เป็นหนังสือเล่มเล็ก ๆ ที่เผยแง่มุมชีวิตในบางมิติของผู้ที่มีความพิการทางสายตา หรือที่เราเรียกกันว่า “คนตาบอด” ซึ่งผู้เขียนก็ได้ถ่ายทอดออกมาด้วยภาษาที่ชวนอ่านในรูปแบบของสารคดี

ในหนังสือเล่มนี้เราจะได้พบกับเรื่องราวต่าง ๆ ทั้งจากผู้ที่พิการทางสายตาแต่กำเนิด สูญเสียดวงตาเพราะอุบัติเหตุ หรือเพราะผลแทรกซ้อนจากโรคร้าย แม้ว่าในขณะนี้พวกเขาจะมองไม่เห็น ราวกับตกอยู่ในความมืดมิด แต่ภายในจิตใจนั้นพวกเขายังมีแสงสว่างอยู่

มีกำลังใจ และยังจะสู้ชีวิตต่อ พวกเขาพยายามช่วยเหลือตัวเอง พัฒนาความสามารถต่าง ๆ ไม่ได้ต้องการเป็นภาระให้คนอื่น ด้วยว่า พวกเขาก็เป็นสมาชิกในสังคมแห่งนี้เหมือนกัน

เพียงแต่ คนที่ตา (ยัง) ดีอย่างเรา ๆ นี้ จะให้ความเข้าใจ และให้โอกาสพวกเขามากแค่ไหน เรื่องแบบนี้ต้องเริ่มจากทัศนคติส่วนบุคคลก่อน จนไปถึงทัศนคติในระดับสังคมว่า เราจะสร้างสังคมให้อยู่ร่วมกันได้อย่างไร โดยที่คนพิการทางสายตาไม่ต้องตกเป็นพลเมืองชั้นสอง เพราะถูกสังคมกีดกัน

book6.jpgเต้นรำในความมืด : หลากหลายนาฏกรรมชีวิตของผู้พิการทางสายตา
วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง : เขียน

จัดพิมพ์โดย แผนงานสร้างเสริมสุขภาพคนพิการในสังคมไทย
พิมพ์ครั้งแรก : กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙
๑๔๔ หน้า

ISBN 974-9770-63-3


title='kaawss.jpg' alt='kaawss.jpg' border=0/>


๑๒. เรื่องสั้นสั้น


คนฉลาด
โดย : คิทชา

นายธารดิน มักจะดูถูกตัวเองเป็นประจำ บ่อยครั้งที่เขาจ้องมองไปยังผิวกำแพงที่ปราศจากสิ่งประดับ คำว่าปราศจากสิ่งประดับในที่นี้ นายธารดินเคยเอยปากว่า “กำแพงไม่เคยว่างเปล่า ต่อให้ไร้สิ่งต่างแปะประดับ กำแพงก็คือกำแพง”

ไม่มีใครสักคนที่จะเข้าใจธารดิน ธารดินจึงนิยมกรนด่าตัวเอง

ธารดินว่า ตัวเขาเป็นคนโง่ พูดคุยกับใครๆไม่ค่อยจะรู้เรื่อง ไม่มีโอกาสเรียนสูงๆ เขาจึงเลือกมาทำงานเป็นพนักงานถ่ายเอกสารในห้องสมุด เพื่อมีโอกาสใกล้ชิดหนังสือ แต่ถึงอย่างนั้น ธารดินก็ย้ำเตือนตัวเองเสมอ ว่าเขาไม่ได้เรียนจบสูงๆเหมือนใครๆ เขาไม่ควรทำตัวฉลาดๆเหมือนคนเรียนสูงๆที่ผ่านไปมา

“การเผชิญหน้าผืนผ้าใบเปล่าๆเป็นทั้งเรื่องเยี่ยมแต่ก็เป็นเรื่องแย่”* แต่ก่อนธารดินนิยมท่องจำประโยคเหล่านี้ เพื่อไว้เป็นคำพูดติดตัวเสมอ โดยหวังว่าการท่องจำวลีหรือคำคมของศิลปิน นักคิด นักเขียน จะทำให้ตนดูฉลาดในสายตาคนรอบข้างขึ้นมาบ้าง ซึ่งผลกับตรงกันข้าม เมื่อบรรดาผู้คนรอบกาย ล้วนต่างถอยห่างธารดินไปที่ละคน ที่ละคน

เมื่อรอบข้างไร้ซึ่งผู้คนแล้ว ธารดินจึงสำนึกรู้ว่า แท้ที่จริงตนเองเป็นคนโง่ เพียงใด

ธารดินเลิกทำตัวเลียนแบบคนฉลาด แม้ว่าบ่อยครั้งธารดินยืนถ่ายเอกสารแล้วได้ยินบรรดานักศึกษาถกเถียงกัน
“KKK นี่พวกก่อการร้าย หรือเปล่าว่ะ**” นักศึกษาหนุ่มเอ่ยถามเพื่อนข้างๆขณะยืนรอถ่ายเอกสาร
“**ว่า KKK นี่ กุ๊ก กุ๊ก กู๊ มากกว่ามั้ง” เกลอหนุ่มพูดย้อนอย่างไม่หยุดคิด พร้อมหัวเราะใส่เพื่อนด้วยความบันเทิง

ธารดินรู้ว่า KKK คือ Ku Klux Klan พวกกลุ่มหัวรุนแรงที่เหยียดสีผิวมีเครื่องแบบเป็นผ้าคลุมหัวทรงสามเหลี่ยมสีขาว แต่ธารดินคิดว่านักศึกษาหนุ่มทั้งสองคงเข้าใจความหมายกันดีอยู่แล้ว ที่แกล้งถาม เพื่อจะดูท่าทางของธารดินมากกว่า หากเป็นเมื่อก่อนธารดินคงรีบแย้งแสดงความคิดเห็น หรือ อวดในข้อมูลความรู้ไปอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งคงเป็นเรื่องขบขัน ให้นักศึกษาหนุ่มเล่าต่อไปยังกลุ่มเพื่อนฝูง

ธารดินรู้ว่าธารดินเป็นคนโง่ ไม่ควรทำตัวฉลาด หรืออวดรู้แต่อย่างใด

ในแต่ละวันธารดินจะยืนถ่ายเอกสาร แล้วหันหน้าไปจ้องมองกำแพงที่ปราศจากสิ่งแปะประดับ มากกว่าจะสดับฟังคนฉลาดถกเถียงกัน •

* การเผชิญหน้าผืนผ้าใบเปล่าๆเป็นทั้งเรื่องเยี่ยมแต่ก็เป็นเรื่องแย่ วลี จาก พอล เซซาน (1839-1906) ศิลปินในกลุ่มอิมเพรสชั่นนิสต์

kaawss.jpg




ก้าว..รอ..ก้าว
'บ้านหนอน' ออนไลน์แมกกาซีน สำนักหนอนสนทนา
www.winbookclub.com
http://kaawrowkaw.wordpress.com/
kaawrowkaw@hotmail.com

2007-03-02 00:37:21/กองบอกอ

 


อานันท์ ประทีฯ
ความเห็นที่ 1

 
  ตอบโดย อานันท์ ประทีฯ   เมื่อ: 2007-03-02 00:44:02
โอ้ ว่าจะไปนอน กลับได้พบการคลอดของฉบับที่ ๖

เหนื่อยเด็กโรงพิมพ์แย่เลย 555

 


กีรติ
ความเห็นที่ 2

 
  ตอบโดย กีรติ   เมื่อ: 2007-03-02 00:51:48
สุดยอด แจ่มจรัส

เที่ยวนี้อ้อยแก้ตามคำแนะนำของพี่หนิงไม่ทัน

แล้วครั้งหน้าค่อยว่ากันเน้อ

ขอบคุณครูมวยที่สอนให้ชกได้กล้าหาญขึ้น
 


blackdog
ความเห็นที่ 3

 
  ตอบโดย blackdog   เมื่อ: 2007-03-02 01:24:50
เป็นกำลังใจให้กอง บก. ทุกท่านครับ

ผมเพิ่งรู้ว่ามีนิตยสารออนไลน์ฉบับนี้อยู่ด้วย ไว้ผมจะตามอ่่านฉบับก่อนๆ นะครับ
 


ส้มลิ้ม
ความเห็นที่ 4

 
  ตอบโดย ส้มลิ้ม   เมื่อ: 2007-03-02 02:22:30
โอ๊ะโอ...

...ว่าจะไปนอนเหมือนกัน แต่มาพบงานเขียนคลอดใหม่ของทีมงานแบบนี้...

จะได้นอนไหมเนี่ยเรา ???
('," )
 


ต้นน้ำ บัวไร
ความเห็นที่ 5

 
  ตอบโดย ต้นน้ำ บัวไร   เมื่อ: 2007-03-02 02:42:53
ขอบคุณทุกท่านครับ


ที่คอยร่วมก้าวไปด้วยกันครับ
 


ดิน
ความเห็นที่ 6

 
  ตอบโดย ดิน   เมื่อ: 2007-03-02 09:00:38
อ่า....ขอทิ้งเข่าลงโขกสัก สามโป๊ก!
ข้าพเจ้าสมควรตาย! ทำลิ้งค์พังหมดเลย
ประทานโทษด้วยขอรับ...ประทานโทษ....

-เด็กโพสท์-
 


ทุศีล
ความเห็นที่ 7

 
  ตอบโดย ทุศีล   เมื่อ: 2007-03-02 13:17:42
ถึงว่า...ทำไมจึงไม่มีรูป ที่แท้ก้ฝีมือผู้พี่นี่เอง
อย่างงี้ต้องลงโทษ 1 จอก(น้ำชา) ฮ่าๆๆๆ
.
.
.
บ้านใหม่ (wordpress) เริ่มมีปัญหาอีกแล้ว
สงสัยเราต้องคิดเรื่องย้ายบ้านกันอีกแล้วกระมังผู้พี่
กลับไปอยู่ bloggang กันดีมั๊ย เห็นเค้าพึ่งปรับปรุงใหม่
อ้อ! มีอีกอันที่น่าสนใจ แต่ต้องกรอกข้อมูลสำคัญหลายอย่างลงไปด้วย
ยังไงเชิญผู้พี่ หรือท่านที่สนใจจะมีบล๊อกลองไปชมได้ที่

www.oknation.net/blog
 


คิทชา
ความเห็นที่ 8

 
  ตอบโดย คิทชา   เมื่อ: 2007-03-02 15:57:31
จะตามไปอ่านนะขอรับ...
 


อานันท์ ประทีฯ
ความเห็นที่ 9

 
  ตอบโดย อานันท์ ประทีฯ   เมื่อ: 2007-03-02 16:04:58
มีปัญกาไรหรือคับท่านทุ

อย่าบ้านเลย กระผมเพิ่งย้ายเข้า ยังจ่ายค่าดาวน์ไม่หมด

 


ดอกหญ้าริมทางเดิน
ความเห็นที่ 10

 
  ตอบโดย ดอกหญ้าริมทางเดิน   เมื่อ: 2007-03-02 17:14:40
รอติดตามเล่มต่อไปค่ะ



Sakurazuka Fujiiro
 


ทุศีล
ความเห็นที่ 11

 
  ตอบโดย ทุศีล   เมื่อ: 2007-03-02 19:03:30
พี่อานันท์ฯ ถามเยี่ยงนี้แสดงว่ายังเข้าบล๊อกใน wordpress ได้ดีอยู่หรือขะรับ
เอ....ทำไมข้าเจ้าถึงเข้าไม่ได้กันล่ะเนี่ย
แหม...ผ่อนช้าแค่งวดสองงวดเองอะ เห่อๆๆๆ
.
.
.
เอาเข้าจริง ข้าเจ้าคงไม่ย้ายหรอกขะรับ
เพราะใน bloggang ก้ยังใช้ได้อยู่
แค่อยากเอาบล๊อกเจ้าใหม่ๆ มาแนะนำให้สหายท่านอื่นรู้จัก
เพื่อจะมีคนสนใจอยากมีพื้นที่ไว้เก็บข้อมูลของตัวเองทางเนท
 


อานันท์ ประทีฯ
ความเห็นที่ 12

 
  ตอบโดย อานันท์ ประทีฯ   เมื่อ: 2007-03-02 21:49:54
ครับท่านทุศีล

กาiเข้าไปยังบ้านหลังนั้นยังดีอยู่

นี่ก็ย้ายมาเพราะท่านดินแนะนำ ไม่นานท่านป๋าก็ย้ายออกไป

เรื่องผ่อนช่าน่ะ ไม่ดีเลยนะท่าน เสีย เคร โม๊ด!!
 


กองบ.ก.
ความเห็นที่ 13

 
  ตอบโดย กองบ.ก.   เมื่อ: 2007-03-02 21:50:39


- แถลง-ตอบ-ถาม -

ย่างก้าวมาถึงฉบับที่ ๖ วันเวลาเดินทางไปอย่างรวดเร็วมิอาจย้อนกลับถอยหลัง เราจึงคงมีแต่การรู้ เรียนรู้ปัญหาเพื่อทำการแก้ไขในแต่ละย่างก้าวต่อไป--

สำหรับก้าวนี้มีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในส่วนพื้นที่คอลัมน์ประจำคือ สืบศิลป์ โดย กีรติ เป็น หยดน้ำผึ้งที่ปลายไม้, โทรภาพ โดย ทรงทอม เป็น อิสระวิถี โดย ต้นน้ำ บัวไร และ เรื่องเล่าจากที่สูง โดย พงษ์ปรัชญา- ผู้เขียนขอพักร้อนสักระยะ

สาเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงนั้นขอยกยอดให้นักเขียนเป็นผู้แถลง ด้วยต้องการคงความอิสระในความคิดในเหตุและผล--

พร้อมกับพื้นที่ เรื่องสั้น, หากท่านผู้อ่านมีงานเขียนประเภทความเรียง บทความ เรื่องสั้น บทกวี ฯลฯ เราปรารถนาและยินดีรับผลงานของท่าน โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นงานที่รังสรรค์ขึ้นมาใหม่เพื่อพื้นที่นี้โดยเฉพาะ งานเก่านำมาปัดฝุ่นนั้นเราก็พร้อมยินดีรับด้วยความชื่นชม

และอีกหนึ่งพื้นที่ คือ แถลง-ตอบ-ถาม นี้ พร้อมรับข้อติชม เสนอแนะ ต่าง ๆ ด้วยความยินดีเช่นกัน


ขอขอบคุณ :-

คุณคิทชา สำหรับเรื่องสั้น คนฉลาด, ติดตามงานเขียนต่าง ๆ ของเขาได้ที่ บ้านหนอนสนทนา www.winbookclub.com

คุณPlin, :-p สำหรับ เต้นรำในความมืด ใน Book Review, ติดตามงานเขียนต่าง ๆ ของเขาได้ที่ http://plin.bloggang.com


ด้วยมิตรภาพ

กองบ.ก.นิตยสารออนไลน์ ก้าว รอ ก้าว
 


กีรติ
ความเห็นที่ 14

 
  ตอบโดย กีรติ   เมื่อ: 2007-03-02 22:02:06
อืม อ่านแล้วมีความสุข
 


คิทชา
ความเห็นที่ 15

 
  ตอบโดย คิทชา   เมื่อ: 2007-03-02 23:35:49
ขอบคุณเช่นกันครับ
 


เลขาหญ่ายยย
ความเห็นที่ 16

 
  ตอบโดย เลขาหญ่ายยย   เมื่อ: 2007-03-03 00:22:00

เด็กโพสท์ตาลาย
ดื่มเหล้าเมามาย
ไม่ยอมหลับใหล

นั่งทำงานต่อ
ช่างน่าเห็นใจ
คราวนี้อภัย
ยกให้หนึ่งครั้ง

ครั้งหน้าเมามา
ซวนเซกายา
ตุเป๋ตุปั๋ง

จะถูกหักเงิน
ขอจงระวัง
บอกอเขาสั่ง
ฝากมาบอกเอย



 


ไอซ์
ความเห็นที่ 17

 
  ตอบโดย ไอซ์   เมื่อ: 2007-03-03 07:59:21
อ่า
ท่านทุฯ
หากที่ blogspot ของกระผมดันมีปัญหาอีก
กระผมคงมีที่ให้อยู่อีกครั้ง
ขอบคุณค้าบบบบบบบบบ

อยากเรียนท่านว่า ที่ wordpress กระผมสามารถใช้ได้และเข้าใช้ไม่ได้
อยู่เป็นระยะๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสาเหตุอันใด
อยากเรียนถามท่าน ทุฯ ว่า ท่านใช้ MAXNET อ่ะป่าวขอรับ
ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะ ระบบอินเตอร์เน็ทที่เราใช้ด้วยหรือเปล่าขอรับ

ด้วยมิตรภาพ
 


pippin
ความเห็นที่ 18

 
  ตอบโดย pippin   เมื่อ: 2007-03-03 13:20:28
เรื่อง"ว่าว.." น่าจะใช้น้ำชาหรืออะไรที่เข้ากับบรรยากาศแบบกระท่อมมากกว่ากาแฟ ซิ่งดูออกแนวสมัยใหม่ไปหน่อยคะ/
ชอบเด็กเร่ร่อน/
ตอนนี้เป็นเหมือนวิลล์ใน Big Fish เลย
 


ทุศีล
ความเห็นที่ 19

 
  ตอบโดย ทุศีล   เมื่อ: 2007-03-03 15:57:59
ท่านไอซ์

ข้าเจ้าเองใช้เนทไฮ-สปีด 256M ของ TOT ขะรับ
ไม่รุว่าเป็นอันเดียวกันรึป่าว
.
.
บล๊อกของข้าเจ้าใน wordpress นั้นเข้าไม่ได้เลย
sing in ได้แต่เข้าไปในบล๊อกไม่ได้ กำเจงๆ
.
.
โชคดีที่ใน bloggang เข้าได้ค่อนข้างเร็วมาก
ข้าเจ้าเลยยังไม่ต้องหาบ้านหลังใหม่
 


อานันท์ ประทีฯ
ความเห็นที่ 20

 
  ตอบโดย อานันท์ ประทีฯ   เมื่อ: 2007-03-03 19:08:47
ของผมเข้าได้ แต่บ้านกระจัดกระจาย

แต่เล่นที่ร้าน ที่ทำงานไม่เป็นครับ

เป็นเพราะ ตัวอินเตอร์เน็ต หรือเปล่าท่าน

 


ไอซ์
ความเห็นที่ 21

 
  ตอบโดย ไอซ์   เมื่อ: 2007-03-03 19:54:26
เรียนท่านทุฯ

เป็นปัญหาเช่นเดียวกันเลยขอรับ สามารถเข้าหน้าเว็บได้ แต่ไม่สามารถเข้าบล็อกตนเองได้ สงสัยว่าเป็นเพราะใช้อินเตอร์เน็ทที่มีคุณภาพใกล้เคียงกันแหงมๆ ของกระผมใช้ ของ TT&T ขอรับ 256 เช่นเดียวกัน

เป็นปัญหาที่ระบบอินเตอร์เน็ทแหงมๆ
ฟันธง!!

 


nena
ความเห็นที่ 22

 
  ตอบโดย nena   เมื่อ: 2007-03-05 21:04:22
ขอบคุณทีมงานทุกท่านนะคะ

จะไปตาม เก็บอ่าน ที่บล็อกนะคะ
 


คาใจ
ความเห็นที่ 23

 
  ตอบโดย คาใจ   เมื่อ: 2007-03-06 00:38:09
อ่า.....อ่านจบเเล้ว

ค่ะ
 




ข้อความ :
สามารถเคาะ Enter หาต้องต้องให้เว้นบรรทัด หรือใช้คำสั่ง <br>
ชื่อ :
รูปภาพ :  
ขนาดไม่เกิน 50K และต้องมีนามสกุลเป็น gif และ jpg
รหัส :   314b5423
ใส่รหัส :   (กรุณาใส่รหัสจากข้างบนนะครับ)