ผู้เขียน  หัวข้อ: ก้าวรอก้าว : บ้านหนอนออนไลน์แมกกาซีน -ก้าวฯที่ ๗.-
กองบ.ก.

ก้าวรอก้าว : บ้านหนอนออนไลน์แมกกาซีน -ก้าวฯที่ ๗.-
 เมื่อ: 2007-03-15 20:01:48 
ก้าวฯที่ ๗.


cover7.jpg


cover by : ยางมะตอยสีชมพู

ก้าว..รอ..ก้าว
หนอนสนทนา :
www.winbookclub.com
http://kaawrowkaw.wordpress.com/
kaawrowkaw@hotmail.com

กองบอกอ : อานันท์ / หนุงหนิง / ยางมะตอยสีชมพู / ธุลีดิน



มีอะไรในเล่ม :

logoum.jpg


หน้า ๑. คมคำ-คมความ
หน้า ๒. บทบรรณาธิการ
หน้า ๓. ปากกาพาไป : นารินทร์ ทองดี...
หน้า ๔. หยดน้ำผึ้งที่ปลายไม้ : กีรติ
หน้า ๕. ฟากฟ้า...ทะเลฝัน : โจนาธาน...
หน้า ๖ ยาระบายอ่อน ๆ : Black&Pink..
หน้า ๗ หอมกลิ่นป๊อบคอร์น : จี-รา...
หน้า ๘ อิสระวิถี : ต้นน้ำ บัวไร
หน้า ๙ ๑๐๐ วิธีใช้ชีวิตฉบับอัมโปะ : อัมโปะ
หน้า ๑๐ ระเบียงใบไม้ : ธุลีดิน...
หน้า ๑๑. Book Review
หน้า ๑๒. เรื่องสั้น


title='kaawss.jpg' alt='kaawss.jpg' border=0/>




๑. คมคำ-คมความ

read3.gif


อ่านเยอะๆ คิดเยอะๆ เขียนเยอะๆ



‘วินทร์ เลียววาริณ’
จาก ‘คุยกับวินทร์’ www.winbookclub.com

kaawss.jpg





๒. บทบรรณาธิการ


editortouch3.jpg



เหลือบมองปฏิทินตั้งโต๊ะ วันและเวลาล่วงเลยย่างก้าวเข้าสู่เดือนที่สี่ของปีอย่างไม่รอช้าและน่าใจหายสำหรับบางคนที่ยังมิได้ทำสิ่งใด ๆ ตามความตั้งใจสักเรื่อง กาลเวลาก็ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ของมันอย่างนี้นั่นละ...อย่าไปต่อว่าเข้าเชียว

กาลเวลานี้เช่นกันที่พาเราก้าวมาสู่ก้าวที่ ๗, ย่างก้าวที่เราเองเริ่มเห็นความชัดเจน เห็นแนวทางต่าง ๆ ของเรามากขึ้น
เราปวารณาตัวเองเป็นเสมือนเวทีวรรณกรรมเวทีหนึ่ง, เป็นสนามวรรณกรรมสนามหนึ่งสำหรับคนรักวรรณกรรม ปรารถนาเผยแพร่ข่าวสาร ข้อเขียน และสนับสนุนผู้รักการอ่านการเขียนดุจเช่นหลายหน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ ในวงวรรณกรรมกรรมไทยที่พยายามส่งเสริมสนับสนุนให้คนนิยมรักการอ่านและเขียนเพิ่มขึ้น

เหลือบมองปฏิทินตั้งโต๊ะอีกครั้ง, อีกไม่กี่เพลางานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ ๓๕ และหนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ ๕ จะมีขึ้นอีกครั้งในวันที่ ๓๐ มีนาคม ถึง ๑๐ เมษายน เป็นงานที่ผู้รักวรรณกรรมทั้งหลายเฝ้ารอคอย

เป็นเรื่องที่น่าดีใจที่แต่ละปีงานนี้มียอดผู้เข้าชมงานเพิ่มขึ้น, คนซื้อหนังสืออ่านมากขึ้น ทว่าในขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังสำหรับหนังสือบางประเภทที่มิได้มียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้น- หนึ่งนั้นคือหนังสือวรรณกรรมทางความคิดต่าง ๆ
หนังสือขายดี ยอดจำหน่ายสูงบางเล่มมิได้หมายความว่าจะต้องเป็นหนังสือดีเสมอไป, เช่นกัน หนังสือที่ขายไม่ดีบางเล่มจะต้องเป็นหนังสือดี...
หนังสือทุกเล่มล้วนมีความดีความชอบของมันอยู่ในตัว... อย่างน้อยที่สุดก็ให้ความบันเทิง และอย่างมากที่สุดก็ให้สาระความรู้อย่างหนักแน่น
ขึ้นอยู่กับตัวผู้อ่านว่าจะเลือกหรือต้องการหนังสือแบบใดก็เท่านั้นเอง

อดใจรอคอยสักนิด, เตรียมสตางค์ให้พร้อมเพื่อไปหาซื้อหนังสือที่ต้องการในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่เพลาถัดจากนี้

“การอ่านคือรากฐานที่สำคัญ”

ด้วยมิตรภาพ
มีนาคม ๒๕๕๐


title='kaawss.jpg' alt='kaawss.jpg' border=0/>




ข่าววรรณกรรม

การประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี 2550ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ หรือที่รู้จักกันทั่วๆ ไปว่า "รางวัลงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ" นั้น ได้ประกาศผลออกมาเรียบร้อยแล้ว โดยมีดังนี้

1.หนังสือสารคดี
รางวัลดีเด่น ได้แก่ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย โดย นิกร ทัสสโร
รางวัลชมเชย มี 2 รางวัล
1.เจาะใจการ์ตูน โดย ครูอ๊อด : ศักดา วิมลจันทร์ 2.ทศชาติชาดกกับจิตรกรรมฝาผนัง โดย นิดดา หงษ์วิวัฒน์

2.หนังสือนวนิยาย ไม่มีหนังสือเล่มใดสมควรได้รับรางวัลดีเด่น
รางวัลชมเชย มี 3 รางวัล
1.ผีเสื้อกับหิ่งห้อย โดย ประภัสสร เสวิกุล 2.โรงครู โดย มาโนช นิสรา 3.ลูกสาวฤษี โดย ปริทรรศ หุตาง**ร

3.หนังสือกวีนิพนธ์
รางวัลดีเด่น ได้แก่ โคลงนิราศแม่เมาะ - นิราศแม่เมาะ 50 ปี โดย ก้องภพ รื่นศิริ
รางวัลชมเชย มี 1 รางวัล ได้แก่ บทกวีแห่งรักแท้ โดย ก้องภพ รื่นศิริ

4.หนังสือรวมเรื่องสั้น
รางวัลดีเด่น ได้แก่ พญาอินทรี โดย จรัญ ยั่งยืน
รางวัลชมเชย มี 3 รางวัล
1.จดหมายจากชายชราตาบอด โดย ประภัสสร เสวิกุล 2.คนเล็กหัวใจมหึมามหาสมุทร โดย ประชาคม ลุนาชัย 3.นาฏกรรมเมืองหรรษา โดย ชาติวุฒิ บุณยรักษ์

5.หนังสือสำหรับเด็กเล็ก อายุ 3-5 ปี ไม่มีหนังสือเล่มใดได้รับรางวัลดีเด่น
รางวัลชมเชย มี 3 รางวัล
1.คุณแม่พุงโต โดย วิมล วงษ์วันทนีย์ - พริตชาร์ด 2.น้องโอกับลูกปัด โดย ระวี นิมมานะเกียรติ 3.โอม...เพี้ยง โดย เกวลิน กายทอง

6.หนังสือสำหรับเด็ก อายุ 6-11 ปี
1.หนังสือบันเทิงคดี ไม่มีหนังสือเล่มใดสมควรได้รับรางวัลดีเด่น
รางวัลชมเชย มี 1 รางวัล ได้แก่ ตัวเติมฝัน โดย หยาดฝน ธัญโชติกานต์
2.หนังสือสารคดี ไม่มีหนังสือเล่มใดสมควรได้รับรางวัล

7.หนังสือสำหรับเด็กวัยรุ่น อายุ 12-18 ปี
1.หนังสือบันเทิงคดี ไม่มีหนังสือเล่มใดสมควรได้รับรางวัลดีเด่น
รางวัลชมเชย มี 3 รางวัล 1.คุณยายหวานซ่าส์ส์ส์ โดย ชมัยภร แสงกระจ่าง 2.พ่อนายกฯ สายไหม บ้านหนองฮี โดย สมคิด สิงสง 3.2589 เราเพียงผู้มาเยือน โดย เชตวัน เตือประโคน

8.หนังสือสารคดี
รางวัลดีเด่น ได้แก่ แนวทางสู่ความสุข บทเรียนแห่งชีวิตในโลกยุคใหม่ โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

9.หนังสือบทร้อยกรอง ไม่มีหนังสือเล่มใดสมควรได้รับรางวัลดีเด่น
รางวัลชมเชย มี 1 รางวัล ธรรมรักษา โดย สุวัฒน์ ไวจรรยา

10.หนังสือการ์ตูน และ หรือนิยายภาพ
รางวัลดีเด่น ได้แก่ ยายทองใบใจร้าย โดย เรืองศักดิ์ ดวงพลา
รางวัลชมเชย มี 3 รางวัล 1.ไพลินแห่งแม่น้ำแคว กาญจนบุรี โดย กองบรรณาธิการ E.Q.Plus ADVENTURE 2.มหากาพย์กู้แผ่นดิน บทที่ 1 องค์ดำแห่งหงสาวดี โดย อรุณทิวา วชิรพรพงศา 3.อภินิหารหลวิชัย - คาวี ภาค 1 โดย ชานุ ไชยะ

11.หนังสือสวยงาม
1.หนังสือสวยงามทั่วไป รางวัลดีเด่น ได้แก่ 100 ปี วังบางขุนพรหม โดย ธนาคารแห่งประเทศไทย
รางวัลชมเชย มี 3 รางวัล 1.ไม่ธรรมดา เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ โดย เพชรยุพา บูรณ์สิริจรุงรัฐ 2.โสธรวรารามวรวิหาร นิมิตแห่งบุญ โดย ฐิระวัตร กุลละวณิชย์ 3.เหรียญบนแผ่นดิน ร.5 โดย ชัชวาล วูวนิช

12.หนังสือสวยงามสำหรับเด็ก
รางวัลดีเด่น ได้แก่ พระสุธน - มโนห์รา โดย สุภลักษณ์ พูนสินบูรณะกุล และคณะ
รางวัลชมเชย มี 3 รางวัล 1.ปราบช้างตกมัน โดย กาญจนา ฐานวิเศษ 2.โลมาผจญภัย โดย ภัทรวลี นิ่มนวล 3.สี่สหายตะลุยสวนสนุก โดย กฤษณะ กาญจนภา
สำหรับหนังสือที่ได้รับรางวัลแต่ละประเภท ผู้ได้รับรางวัลจะได้เข้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันศุกร์ 30 มีนาคม 2550 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

kaawss.jpg




src='https://kaawrowkaw.wordpress.com/files/2006/12/pum.jpg' title='pum.jpg' alt='pum.jpg' border=0/>
๓. ปากกาพาไป : นารินทร์ ทอง

ดี



อัศวิน

สูตรสำเร็จของการจะเป็นอัศวินเท่าที่ผมเคยอ่านจากนิยายแปลหลายเรื่องนั้นก็พอจะสรุปได้ว่า อัศวินต้องมีม้าคู่ใจ ต้องมีดาบคู่กาย และต้องมีนางในฝัน ซึ่งนางในฝันของอัศวินแต่ละคนนั้นจะมีตัวตนจริง ๆ หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับสติปัญญาและหน้าตาของอัศวินผู้นั้น ฉะนั้นจึงเป็นการยากเสียยิ่งกว่ายากที่ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นอัศวินจะขาดเสียซึ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ดังนั้น อัศวินในคำจำกัดความของนิยายหลายเรื่องจึงต้องมีทั้งสามสิ่งนี้เป็นองค์ประกอบ

จะเป็นไปได้ไหมที่ใครสักคนจะเป็นอัศวินได้โดยที่มีสิ่งต่าง ๆ ไม่ครบองค์ประกอบเลย เป็นต้นว่าม้าคู่ใจนั้นเป็นม้าแคระ ดาบคู่กายคือเศษเหล็กขึ้นสนิม และนางในฝันคืออณูอากาศ

แต่นิยายหลาย ๆ เรื่องก็ได้แสดงให้เห็นว่า ไม่จำเป็นที่อัศวินจะต้องมีทุกสิ่งทุกอย่าง ขอเพียงอัศวินมีใจเป็นอัศวิน และสนุกสนานกับการได้ออกเดินทางร่อนเร่พเนจรไปตามเรื่องตามราวของอัศวินเพื่อพิทักษ์มวลประชาราษฎร์ให้ปลอดภัยจากการคุกคามของปีศาจร้าย เพียงเท่านี้เขาก็จะสามารถเป็นอัศวินได้ แม้จะต่ำต้อยศักดิ์ศรีเพียงใดก็ตาม

อัศวินทุกท่านมักจะสร้างสิ่งที่ดีเสมอ อัศวินแห่งวงวรรณกรรมก็เช่นกัน

อัศวินบางท่านไม่มีม้าขี่ จะมีก็เพียงแต่ม้าก้านกล้วยที่พาจินตนาการแฝงคุณธรรมขจรขจายไปทั่วทุกสารทิศ กระบี่บางเล่มเป็นเพียงปากกาหรือดินสอราคาถูก ๆ แต่ความคมจากปลายปากกาหรือดินสอเหล่านั้นก็สามารถสร้างความสะเทือนบัลลังก์ของอำนาจชั่วได้ดีกว่ากระสุนปืน อีกทั้งยังสามารถขีดเส้นทางแห่งความดีงามให้เป็นที่ประจักษ์แก่บุคคลที่หลงทางได้

แต่อัศวินก็มีได้ทั้งตัวจริงและตัวปลอม

ขึ้นอยู่กับเราว่าจะให้ใครเป็นอัศวิน.


title='kaawss.jpg' alt='kaawss.jpg' border=0/>




keeree6.jpg ๔. หยดน้ำผึ้งที่ปลายไม้ :

กีรติ



ใจตำรา

...กางกระดาษบอบช้ำ---------ออกดู
จึงได้เห็นคำครู-----------------ที่อ้าง
การอ่านช่วยให้รู้----------------ปัญญา เกิดนา
ใครเล่าจะรู้กว้าง----------------หากไม่อ่านเขียน

...สิกขาบทเลิศล้ำ--------------วิสัย
สูงค่าเหนือกว่าใด---------------เปรียบได้
จดจำท่องทวนไป---------------หวังเกิด-
ผลจักประจักษ์ไซร้--------------จึ่งต้องลองทำ

...อันตำราที่ว่า-----------------เลิศแสน
ประดิษฐ์คนทั่วแดน------------เก่งกล้า
มิอาจมุ่งหมายแทน------------ใจจิต
อาขยานท่องถ้วนหน้า---------ไป่สู้น้ำใจ

...คนมีมากความรู้-------------เกิดก่อ
ยศฐานันดาศักดิ์พอ-----------พอกให้
สูงหนาเหยียบกดตอ ---------มิดหาย จมจ่อม
คนหยามคนลดเกียรติไท้-----ข้อห้ามพึงจำ

...ชาวนาหลังโก่งโค้ง---------นูนปูด
กำเคียวเกี่ยวคำพูด-------------ยากไร้
เรียนรับความรู้สูตร--------------จากผืน ดินนา
จึงงอกรวงข้างไซร้--------------ตำราหากิน

...บทเรียนสอนคุณค่า---------คุณธรรม
ชาวนาต่ำยศจำ---------------- ขี้ข้า
ดำปักเทียวทิวทำ -------------เช่นชั่ว- **นา
ทดแทนคุณข้าวถ้า-------------สำนึกค่าบุญ

...ความรู้จึงหาใช่เพียง---------หนังสือ
คุณค่าเมื่อฝึกปรือ---------------หมั่นรู้
ชาญเชี่ยวชำนาญคือ------------ผลจาก กระทำ
เรียนในตำราคู่-------------------ควบกับความจริง.


title='kaawss.jpg' alt='kaawss.jpg' border=0/>





src='https://kaawrowkaw.wordpress.com/files/2006/12/jonathan.jpg' title='jonathan.jpg' alt='jonathan.jpg' border=0/>
๕. ฟากฟ้า..ทะเลฝัน : โจนาธาน



ระหว่างฟากฟ้ากับทะเล

“ขณะที่มีชีวิตอยู่ หากทำให้คนสรรเสริญตนเองไม่ได้ ก็อย่าทำให้เขาก่นด่า”jo7.jpg

ชายเฒ่าเอ่ยขึ้นเมื่อทรุดตัวลงนั่งข้างฉัน สายตาของแกเหม่อมองไปยังแผ่นน้ำสีฟ้าครามเบื้องหน้า

ฉันส่งมวนใบยาเส้นให้แก “ระหว่างมีคนสรรเสริญกับก่นด่า ตามีอย่างไหนมากกว่ากัน”

ชายเฒ่าหัวเราะ “จะรู้ไปทำไมกัน บางสิ่งบางอย่างในชีวิตมันไม่จำเป็นต้องแสวงหาทุกอย่างหรอกนะ อย่างสองสิ่งนี่ รู้แล้วก็ทุกข์ ทุกข์ทั้งนั้น ไม่มีความสุขใด ๆ เลย”

“แต่ฉันก็อยากรู้, อยากรู้ว่าตามีสิ่งไหนมากกว่ากัน”

ชายเฒ่าหัวเราะ “คนสรรเสริญน่ะหรือฉันไม่รู้หรอก เพราะคนเรามักไม่ชอบสรรเสริญใครต่อหน้า มีแต่ก่นด่านั่นละที่ฉันสามารถพบเห็นได้ยินได้ฟังได้”

“เหมือนอย่างเวลาที่เราจะบอกรักใครสักคน ต่อหน้าเรามักไม่กล้า, ต่อหน้าเรามักละเลย แต่เมื่อลับหลังหรือสูญเสียคนคนนั้นไปแล้วเราจึงพร่ำคำว่า ‘รัก’ ได้ทุกวันอย่างนั้นใช่ไหม”

“เธอว่าใช่, มันเป็นอย่างนั้นหรือเปล่าละ”

ฉันหัวเราะ “ใช่, มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ แหละตา”

“วันนี้เธอบอกรัก, บอกความคิดถึงไปถึงเธอกี่ครั้งแล้วละพ่อหนุ่ม”

ฉันไม่ตอบ, ฉันเสมองไปยังแผ่นฟ้าเบื้องบน

“คลื่นกระทบฝั่งกี่หมื่นกี่พันครั้งแล้วล่ะตา, ฉันเองก็คิดถึงเธอมากเท่านั้นละ”

ชายเฒ่าดับมวนใบจากที่เหลือเพียงน้อยนิด, ลุกขึ้นยืน

“ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่จงคิดทบทวนชีวิตที่ผ่านมาให้ถ้วนถี่”

“ตา” ฉันเรียกชายเฒ่าเมื่อเริ่มออกเดินไปสองสามก้าว

“อะไรหรือพ่อหนุ่ม”

“ฉันอยากบอกตาว่า ขอบคุณทุกคำพูดคำสอนของตา พูดต่อหน้าตาสักครั้ง”

“หึ หมายความว่าเธอขอบคุณฉันมาหลายครั้งแล้วละหรือ”

“อย่างน้อยคนเรามันก็ควรได้ยินคำชมจากคนอื่นบ้างสักครั้งละ”

“แล้วเธอเคยบอกรักหล่อนบ้างหรือเปล่า”

“ตาคิดว่าเธอจะได้ยินสิ่งที่ฉันพูดบ้างไหม”

“หากว่าหล่อนคือสายลม ฉันว่าหล่อนได้ยินตลอดเวลา”

“ถ้าอย่างนั้นฉันก็มีความสุข, สุขที่เธอได้ยิน”

“ฉันว่าเธอคงทุกข์มากกว่า, ว่างั้นไหม ฉันไปละนะ” ชายเฒ่าเดินจากไป

ทุกข์ละหรอกหรือ?... หากมันจะมีคงมีแต่ความเศร้าที่ฉันไม่เคยเอ่ยคำว่ารักต่อเธอเลยสักครั้ง แม้ว่าจะแสดงออกด้วยการกระทำมากกว่าแล้วก็ตาม

หรือนั่นคือสิ่งที่เธอคิดนึกเหมือนชายเฒ่า, บางสิ่งบางอย่างในชีวิตนั้นไม่จำเป็นต้องแสวงหา

เธอจึงไม่เคยเอ่ยขอคำว่ารักจากฉัน, เป็นสิ่งซึ่งทำให้เธอมีความสุข

สายลมม้วนตัวอยู่รอบกาย, ทะเลโหมซัดเข้าหาฝั่งครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างมิต้องการถามตนเองว่ามันถาโถมไปแล้วสักกี่พันครั้ง...
บางสิ่งบางอย่างในชีวิตนั้นไม่จำเป็นต้องแสวงหาคำตอบ คำตอบอยู่ตรงนี้, ในนี้- ในจิตใจของฉันนั่นเอง •

ด้วยความรักที่มีต่อเธอ
โจนาธาน
มี.ค.๕๐


title='kaawss.jpg' alt='kaawss.jpg' border=0/>




Coffee Brake.


coffee7.jpg



“การเขียนหนังสือคือต้องต่อสู้กับตัวเอง
เมื่อใดที่คุณชนะอารมณ์ สามารถสะกดมันให้นิ่งราบคาบ
เมื่อนั้นคุณจะสามารถเชื่อมโยงเรื่องราวและถ้อยคำได้ปราณีตบรรจง”

(สุชาติ สวัสดิ์ศรี)




title='kaawss.jpg' alt='kaawss.jpg' border=0/>





src="http://kaawrowkaw.wordpress.com/files/2007/01/pinklogo.jpg" alt="pinklogo.jpg" />
๖. DekAd : Black&Pink



“เลี้ยงช้างไหมครับ?”

ผมเงยหน้าขึ้นมองต้นเสียงที่คาดว่าน่าจะถามคนทั้งโต๊ะมากกว่าถามผม เบื้องหลังของชายคนนั้นคือลูกช้างตัวโต น่ารักน่าชัง ที่กำลังส่งเสียงร้องแปร๋น ๆ อันแหลมเล็กผิดกับลักษณะตัวของมัน ซึ่งผมแปลได้ว่า “น้าสุดหล่อจ๋า ช่วยซื้อผักที่**นั่นถือไว้เลี้ยงหนูที หนูหิวจนตาลายเดินไม่ไหวแล้วจ๊ะ”

ผมวางตะเกียบลงและละสายตาจากหม้อดินที่บรรจุสารพัดเนื้อไว้มากมายตรงเบื้องหน้าพร้อมควักแบงก์ยี่สิบส่งให้คนเลี้ยงช้าง

“ป้อนมันให้ดูที” ผมบอกกับคนเลี้ยงช้าง และก้มหน้าซัดจิ้มจุ่มและน้ำตกหมูตรงหน้าต่อไป แต่ในใจนึกว่า “นี่**ทำอะไรลงไป”

ใช่ครับ ผมเคยตั้งใจไว้ว่าหากมีควาญช้างคนไหนมาถามว่าจะซื้อผัก-ผลไม้เลี้ยงช้างหรือเปล่า ผมจะบอกว่า “ไม่” เพราะผมคิดว่าหากผมยังคงซื้ออาหารเลี้ยงมันมันก็จะไม่ได้กลับบ้านที่แท้จริงของมันเสียที แต่ด้วยความใจอ่อนของผม...ก็กลับไปทำร้ายเพื่อนร่วมโลกตัวโตอีกจนได้

จากประสบการณ์ซื้ออาหารเลี้ยงช้างของผมนั้นทำให้ผมคิดโยงไปเข้ากับโฆษณาของ องค์กร WWF จนได้ ลองไปชมกันดูครับ

yang71.jpgyang72.jpgyang73.jpg
งานโฆษณา ๓ ชิ้นแรกที่เห็นกันนั้นเป็นผลงานจากเอเยนซี่ O&Mของประเทศไทยเรานี่เองครับ โดยมีข้อความโฆษณาเล็กตรงมุมล่างขวามือว่า Forest for Life ซึ่งจากภาพที่เห็นกันนั้นก็คงจะเข้าใจโดยทันทีเลยใช่ไหมครับว่า ป่า...สำคัญต่อชีวิตสัตว์ป่าแค่ไหน หากตัดไม้ทำลายป่ากันไม่หยุดหย่อน อีกไม่นานเราก็คงเห็นช้างเดินกันเกลื่อนเมืองมากกว่านี้อีกเป็นแน่

จะขอกล่าวถึงองค์กร WWF สักเล็กน้อยครับ หลายคนเห็นแล้วอาจจะนึกว่าเป็นสถาบันมวยปล้ำระดับโลกชิมิครับ ฮ่า ๆ ๆ อย่าเขินครับอย่าเขิน เพราะตอนแรกผมก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน เอิ๊ก ๆ อาวววละเรามาว่ากันต่อ นอกเรื่องตามสันดานวันละนิดจิตแจ่มใสเนอะ คืองี้ครับเจ้าองค์กร WWF เนี่ย เป็นองค์กรนานาชาติที่ดำเนินงานด้านการอนุรักษ์เป็นเวลากว่า ๔๐ ปีมาแล้ว ซึ่งเหล่าอาสาสมัครที่ทำงานอยู่ด้วยนั้นจะอุทิศตนเพื่อปกป้องดูแลรักษาธรรมชาติและทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ผ่านการทำงานโดยยึดหลักการผสมผสานองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้าด้วยกัน โดยในส่วนของประเทศไทยเรานั้นมี รองศาสตราจารย์ ดร.สิตานนท์ เจษฎาพิพัฒน์ เป็นผู้อำนวยการ WWF ประเทศไทยอยู่ โดยทำงานด้านการอนุรักษ์ใน ๓ เขตพื้นที่ชุมชนทางนิเวศวิทยาคือ ทรัพยากรป่าไม้ ทรัพยากรน้ำจืด และทรัพยากรทะเล แล้วผมก็มีงานโฆษณาของ WWF จากต่างประเทศมาให้ชมอีกชิ้นครับ

yang74.jpg


คุ้นตากันไหมครับ หากว่าเราเข้าเว็บ google.com แล้วพิมพ์ชื่อของสัตว์ป่าลงไปในก็จะหาเจอภาพนั้นได้อย่างง่ายดายเลยใช่ไหมครับ (ในที่นี้พิมพ์คำว่า tiger ลงไป) แต่โฆษณาชิ้นนี้ทำให้เห็นว่าเราไม่สามารถหาภาพสัตว์นั้นได้เลย เพราะมันได้สูญพันธุ์จากโลกนี้ไปหมดแล้วหากยังไม่ช่วยกันอนุรักษ์มัน

..........

คนเลี้ยงช้างเดินไปอีกโต๊ะหนึ่งแล้ว ผมมองตามในใจนึกว่า โอกาสที่ลูกช้างตัวนี้จะกลับเข้าป่าคืนสู่บ้านของมันจะมีอีกไหมน้า หรือว่ามันจะต้องอาศัยอยู่ในป่าคอนกรีตเน่า ๆ แบบนี้ไปตลอดชีวิต และมันยังคงทำหน้าที่ ‘เลี้ยง’ คนที่พามันออกมาจากป่าอย่างไม่รู้ตัวต่อไป...

หมายเหตุ : -
คอลัมน์นี้มิใช่เป็นการยกตัวขึ้นเป็น**รูทางด้านงานโฆษณาแต่อย่างใดของผู้เขียน (เพราะผู้เขียนยังคงอ่อนด้อยในหนทางสายนี้ยิ่งนัก ทั้งงานเขียนและงานโฆษณา) แต่เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวที่มาจากการหลงใหลในงานแขนงนี้เท่านั้น และขออภัยล่วงหน้าหากผู้เขียนเกิดทะลึ่งไปเหยียบตาปลาใครเข้า อยากบอกว่า “ผมมิได้ตั้งใจคร้าบ-บ-บ”

แหล่งข้อมูล : -
www.wwfthai.org/th/CB/index.asp สำหรับข้อมูล
www.kosanathai.com สำหรับรูปภาพของงานโฆษณา
www.adintrend.com สำหรับรูปภาพของงานโฆษณา


title='kaawss.jpg' alt='kaawss.jpg' border=0/>





src='http://kaawrowkaw.wordpress.com/files/2006/12/pcorn.jpg' title='pcorn.jpg' alt='pcorn.jpg' border=0/>
๗. หอมกลิ่นป๊อบคอร์น : จี-

รา



CITY OF ANGELS

มีการต่อสู้อยู่ประเภทหนึ่งที่มนุษย์เราไม่สามารถเอาชนะได้ นั่นคือการต่อสู้กับความตาย ไม่ว่าจะเป็นความตายแบบปกติเมื่อถึงวัยอันควรหรือการตายอย่างเฉียบพลันที่คาดไม่ถึง แต่เมื่อมัจจุราชยื่นมือมาตรงหน้า เราต่างก็ต้องออกเดินทาง

มนุษย์ทุกยุคสมัยเสาะแสวงหาวิธีการที่จะหนีความตายให้พ้น ทั้งการพยายามต่อสู้ขัดขืนเพื่อหาหนทางเอาชนะ หรือยอมจำนนอ้อนวอนร้องขอต่อสิ่งเคารพบูชา แต่ท้ายสุด ทุกชีวิตก็ไม่อาจปฏิเสธเงื่อนjee71.jpgไขแห่งธรรมชาติข้อนี้ได้ อย่างเก่งเราก็ทำได้แค่ยื้อมันไว้

หากความตายคือการพลัดพรากจากกันซึ่งมันจะเดินทางมาถึงในวันหนึ่งอย่างแน่นอน เราก็ควรที่จะตั้งคำถามกับตัวเองอยู่บ่อย ๆ ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ว่า “เรารู้จักมันดีพอแล้วหรือยัง?”
เทวทูตซึ่งเรียกตัวเองว่าเซท- เป็นผู้มารับดวงวิญญาณของคนตายออกจากร่าง เซทมักจะเฝ้าดูความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ทั่วไป เขาสงสัยใคร่รู้ในรสสัมผัส, ความผูกพัน, ความหวาดกลัว และความโศกเศร้า รวมไปถึงคุณสมบัติต่าง ๆ ที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ซึ่งเทวทูตอย่างเขาไม่เคยมี

ในการมารอรับดวงวิญญาณครั้งหนึ่งที่โรงพยาบาลทำให้เขาได้พบ แมกกี้ ไรซ์- ศัลยแพทย์หญิงผ่าตัดหัวใจผู้มีความมุ่งมั่นทุ่มเทและสู้จนถึงที่สุดเพื่อจะรักษาชีวิตคนไข้ของเธอไว้ เซทรู้ดีว่าถึงแม้จะพยายามสักเพียงใดเธอก็ไม่สามารถจะเอาชนะความตายที่เดินทางมาถึงผู้ป่วยคนนั้นได้ แต่ด้วยความทุ่มเทและจริงจังต่อความรับผิดชอบในหน้าที่ รวมทั้งจิตใจอันเปราะบางอ่อนไหวที่ซ่อนอยู่ภายใต้บุคลิกที่เข้มแข็งของเธอนั้นก็ทำให้เซทเกิดความรู้สึกพิเศษบางอย่างกับเธอ

เซทเฝ้าติดตามแมกกี้ไปทุกหนแห่ง เขาตัดสินใจปรากฏตัวต่อหน้าเธอ พยายามสื่อสารและเรียนรู้ถึงความรู้สึกของมนุษย์ที่เขาไม่มีวันจะสัมผัสได้ เขาไม่เข้าใจถึงการรับรู้รสชาติ, ละมุนแห่งสัมผัส, ความเจ็บปวด, เศร้าโศกเสียใจ หรือความสุขเล็ก ๆ ของชีวิตอันแสนสั้นชีวิตหนึ่ง เขาอยากรู้ว่ามนุษย์รู้สึกกับสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่เซทเข้าถึงความรู้สึกของมนุษย์ได้นั่นก็คือความรักที่มีต่อแมกกี้ ซึ่งเพียงพอให้เขาตัดสินใจทำบางสิ่งบางอย่าง

หนทางเดียวที่เซทจะสามารถใช้ชีวิตร่วมกับแมกกี้ได้ก็คือ เขาจะต้องตายจากการเป็นเทวทูต ยอมสละความเป็นอมตะและเปลี่ยนสถานภาพเป็นมนุษย์ธรรมดา-- เขาจะต้องมีชีวิต

แมกกี้ซึ่งพบความจริงว่าเซทไม่ใช่มนุษย์ไม่อาจทำใจยอมรับได้ เธอเจ็บปวดที่ได้รับรู้ว่าชายที่เธอรักนั้นคือเทวทูตผู้ซึ่งยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่งของการยื้อแย่งชีวิตผู้คนมาโดยตลอด เธอจึงไม่อยากพบเขาอีกต่อไป jee73.jpg


ของขวัญล้ำค่าชิ้นหนึ่งที่มนุษย์ทุกคนมีก็คือชีวิต ซึ่งมอบคุณลักษณะพิเศษหลายอย่างที่มีเพียงมนุษย์เท่านั้นจะรับรู้ได้ แต่ทว่าในช่วงระยะเวลาที่มีอยู่เราก็ลืมที่จะคำนึงถึงความหมายและคุณค่าที่แท้จริงของมัน จนเมื่อเวลาแห่งการจากลามายืนตรงหน้า เราจึงได้แต่โศกเศร้าและโดดเดี่ยว

เมื่อไม่เข้าใจถึงแก่นแท้ของการมีชีวิต มนุษย์จึงหาหนทางที่จะอยู่กับมันให้ได้นานที่สุด หวาดกลัวเวลาที่จะพบกับความสูญเสียและพรากจากจนบ่อยครั้งเราก็ลืมที่จะใช้ชีวิต

เซทออกตามหาแมกกี้จนพบ เขาได้รับรู้ถึงคุณค่าแห่งสัมผัสมนุษย์ ความอ่อนโยนของการโอบกอด, รสหวานของลูกพลัม, น้ำอุ่นในฤดูใบไม้ผลิ และความงดงามของสิ่งเรียบง่ายรอบตัว แต่ก่อนที่ทั้งสองจะได้อยู่ร่วมกันอีกครั้งแมกกี้ก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต เธอจากเขาไปชั่วนิรันดร์

แม้จะเป็นช่วงเวลาอันแสนสั้น แต่เซทก็ได้สัมผัสถึงแง่งามของการมีชีวิตซึ่งมนุษย์ทั่วไปได้รับมันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจนชินชาและเมินเฉยกับของขวัญที่มีอยู่ในมือ

เราตั้งคำถามกับตัวเองอยู่เสมอว่า “ชีวิตคืออะไร?” เราออกไขว่คว้าหาบางสิ่งที่เราลืมว่าเรามีอยู่แล้ว
เซทมักจะถามวิญญาณที่เพิ่งจะออกจากร่างว่า “ชอบอะไรมากที่สุดในชีวิต?”
บางที...สิ่งที่งดงามที่สุดของชีวิตก็คือ การได้ใช้ชีวิต
....................................................................
‘ปีกช่วยอะไรได้ ถ้าไม่มีลมปะทะหน้า..’
....................................................................
- CITY OF ANGELS -jee72.jpg
กำกับการแสดงโดย BRAD SILBERLING
แสดงนำโดย NICOLAS CAGE, MEG RYAN
ภาพประกอบ : (1) www.kinoweb.de (2) www.terra.es

kaawss.jpg




src="http://kaawrowkaw.wordpress.com/files/2007/03/tonnam.jpg"width=40 height=30 alt="tonnam.jpg">
๘. อิสระวิถี : ต้นน้ำ บัวไร



อิสระวิถี (๐๒)...พูดคุยสบาย ๆ กับรถไฟที่ลอยอยู่บนฟ้า
ต้นน้ำ บัวไร : เดินเรื่อง

ton1.jpg

-สวัสดีครับ แนะนำตัวกับผู้อ่านหน่อย
สวัสดีครับ ผมชื่อ BTS 04 เป็นลูกขบวนที่ ๔ จากพี่น้อง ๓๕ ขบวน ลำตัวทำจากเหล็กปลอดสนิม สัดส่วน ๓.๒๐ x ๒๑.๘ เมตร นิสัยดี รักเด็ก และเป็นมิตรกับทุกท่านครับ

-กว่าผมจะนัดคุณสัมภาษณ์ได้เล่นเอาแทบแย่
ต้องขอโทษทีครับ ช่วงนี้งานผมยุ่งมาก วิ่งต่อวันไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ

-เริ่มชินกับเมืองไทยหรือยังครับ
ถึงผมจะเกิดที่ต่างประเทศ แต่ทันทีที่ผมเกิดผมก็ถูกส่งตัวมาที่เมืองไทยเลย ผมคิดว่าผมเป็นรถไฟฟ้าไทยนะครับ

-ใกล้งานสัปดาห์หนังสือแล้ว คุณรู้สึกอย่างไรบ้างครับ?
ก็คงจะงานหนักขึ้นมากครับ แต่ไม่ต้องห่วงผมเตรียมฟิตร่างกายไว้แล้ว ถึงวันนั้น ผมก็คงพร้อมที่จะรับคนเรือนพันเรือนหมื่นต่อวันได้อย่างสบาย ๆ ดีครับ ผู้คนมากมายชวนให้คึกคักดี

-ทำงานมานานมีอะไรน่าเบื่อบางไหมครับ?
แน่นอนครับ มันเป็นสัจธรรม งานทุกงานก็ต้องมีเรื่องที่น่าเบื่อ แต่ผมไม่เบื่อในตัวงานนะครับ ผมเบื่อคนมากกว่า โดยเฉพาะผู้โดยสารบางคนที่ดูเหมือนจะเข้าใจอะไรยาก ๆ และคิดว่าการไม่ทำตามข้อปฏิบัติเป็นเรื่องที่เท่ หลายครั้งที่คนพวกนั้นจะแอบเอาขนมและอาหารขึ้นมากิน สูบบุหรี่ ยืนพิงประตู เบียดเสียดกันแย่งขึ้นรถบ้าง เพื่อน ๆ ขบวนอื่น ๆ ของผมก็บ่นแบบนี้เหมือนกัน

-แล้วคุณว่าพอจะมีทางแก้ไขไหม?
ก็พอมีครับ อาจจะต้องจ้างพรีเซนต์เตอร์แบบเจาะกลุ่ม โดย กอล์ฟ-ไมค์ สำหรับวันรุ่นสาวๆ, โฟร์-มด สำหรับวัยรุ่นชาย, พี่ป้อม-พี่โต๊ะ สำหรับขาร็อค, น้าแอ๊ด สำหรับคอเพื่อชีวิต, ไชยา มิตรชัย สำหรับบรรดาแม่ยก
มาเป็นพนักงานพิเศษฝ่ายจิตสำนึกประจำที่สถานีรถไฟฟ้าวันละสถานี คนไทยมักใจอ่อนกับศิลปินครับ

-ดูคุณเป็นรถไฟฟ้าขี้ประชดแฮะ
คงเป็นเพราะผมอยู่เมืองไทยมานาน

-แดกดันเก่งอีกต่างหาก
คำตอบเหมือนข้างบน

-แล้วข้อดีของงานที่ทำอยู่ละครับ
มีความสุขและสนุกครับ คุณคิดดูสิ งานของผมเป็นส่วนหนึ่งในหลาย ๆ ส่วนที่ช่วยลดปัญหาการจราจร เดินทางก็สะดวกรวดเร็ว (แม้ราคาจะแพงไปหน่อยก็เถอะ) ติดแอร์เย็นฉ่ำ ที่สำคัญ ยังเห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของมหานครกรุงเทพฯอีกต่างหาก คนไทยสมัยนี้ เร่งรีบมากขึ้น ไม่ว่าจะเดินทาง กินข้าว อ่านหนังสือ หรือแม้แต่ทำความดี

-มีอะไรอย่างจะฝากถึงผู้โดยสารบ้างครับ
โปรดเอื้อเฟื้อแก่เด็ก สตรี คนชรา และรถไฟฟ้าหน้าตาดี


kamkam_tonnam@hotmail.com
http://tonnambuarai.exteen.com


title='kaawss.jpg' alt='kaawss.jpg' border=0/>




umpo.jpg ๙. อัมโปะ




untitled2.jpg
image003.jpg
13. มีปัญหาให้แก้อยู่ทุกที่ (ไม่ว่าจะหนีขึ้นข้างบน)
um71.jpg
14. มีปัญหาให้แก้อยู่ทุกที่ (ไม่ว่าจะหลบลงข้างล่าง)


kaawss.jpg




src='http://kaawrowkaw.wordpress.com/files/2006/12/leafterrace.jpg' title='leafterrace.jpg' alt='leafterrace.jpg' border=0/>
๑๐. ระเบียงใบไม้ : ธุลี

ดิน



fall.jpg

ผลัดใบ

ฝนสั่งฟ้าไปนานแล้ว
หน้าแล้งกรายมา

แดดจ้า ลมจัด
หมู่เมฆฤดูร้อนลอยอ้อยอิ่งอยู่บนฟ้าคราม

โพธิ์ทะเลเฒ่าปลิดใบจนเหลือแต่กิ่งก้านโกร๋นแกร็น
ระเบียงที่ฉันเคยอาศัยร่มเงานั่งห้อยขาเขียนโน่นเขียนนี่ยามบ่าย
บัดนี้มีเปลวแดดแผดผ่านลงมายึดครอง
ฉันได้แต่ถือแก้วกาแฟหลบในกระท่อม
มองค้อนผู้เฒ่า

แทบเป็นคนละต้นกับเมื่อเดือนก่อนที่ใบเขียวสะพรั่งโบกสะบัดเต็มต้น
แน่นหนาจนไอแดดไม่อาจเล็ดลอดผ่านลงมา
เหล่านกกาได้บินมาอาศัยเกาะกิ่งก้านหากิน

ฉันแหงนมอง

มีแต่ใบเหลืองกรอบติดก้านหรอมแหรม
ลมพัดมาทีส่ายสะบัดจะหลุดแหล่มิหลุดแหล่
กิ่งแห้งแกร็นเหมือนตายซาก
หากไม่เป็นเพราะเราคุ้นเคยกันมานาน
ต้องคิดว่าเฒ่าโพธิ์ทะเลกำลังจะละสังขาร
แต่ฉันรู้จักผู้เฒ่าดี เราผ่านวันเวลามาด้วยกันหลายร้อนหลายหนาว

ผู้เฒ่ารู้ว่าหน้าแล้งมาเยือน
แกจะผลัดใบจนแห้งโกร๋นไม่สนใจใคร
กระทั่งลมฝนผ่านมาครั้งใหม่
จึงได้ผลิช่อใบเขียวชอุ่มอีกครา

โดยไม่สนใจว่าฉันจะไม่มีร่มเงายามบ่ายให้นั่งอ่านหนังสือ

“ทำอย่างนี้พวกนกกาที่มาอาศัยก็หายหมดน่ะสิ” ฉันเคยกังขา

“จะไปสนใจทำไมพวกนั้นก็แค่มาหากิน มีร่มเงาสมบูรณ์ มีเหยื่อมากก็กรูกันมา
วันนี้ไม่มีเหยื่อก็ไม่มา” ผู้เฒ่าเสียงแหบแห้งเหมือนกระหายน้ำ

“พูดเหมือนน้อยใจ”

“นกกระจิบยังอยู่” ผู้เฒ่าเอ่ย

“ใช่สิ! ก็รังมันอยู่นี่นี่นา” ครอบครัวนกกระจิบอาศัยบนโพธิ์ทะเลเฒ่ามาตั้งแต่ยังมีใบเขียวครึ้ม

“อืมม์... มันเกิดที่นี่มันไม่ทิ้งไปหรอก” ผู้เฒ่าขยับกิ่งคล้ายเกียจคร้าน

“โพธิ์ทะเลหนุ่ม ๆ ทางคันนาโน้นไม่เห็นเขาจะต้องผลัดใบอย่างนี้เลย” ฉันตั้งข้อสงสัย

“พวกมันยังหนุ่มยังต้องเรียนรู้อีกมาก” ผู้เฒ่าตอบเสียงราบเรียบ

“แสดงว่าสักวันเมื่อได้เรียนรู้พวกเขาก็ต้องผลัดใบงั้นสิ?”

“อืมม์...” ผู้เฒ่าส่งเสียงในลำคอ เงียบไปสักครู่เห็นฉันไม่ไต่ถาม ผู้เฒ่ากล่าวต่อ

“ธรรมชาติสอนให้เราปรับเปลี่ยนหมุนเวียนสัมพันธ์สอดคล้องกับสรรพสิ่งรอบกาย
ผู้ขัดขืนฝืนต้านมีแต่ทำลายตัวเอง ที่สุดแล้วล้วนพังพินาศ เราล้วนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ”

“แต่ระเบียงร้อนออกอย่างนี้...”

“ปรับตัวเสียบ้าง” ผู้เฒ่าขัด

ฉันได้แต่มองค้อน
ยกแก้วกาแฟขึ้นดื่ม


alt="kaawss.jpg" title="kaawss.jpg" />





๑๑. Book Review

ยิว
โดย ดาริกามณี

สืบเนื่องมาจากการดูหนัง ๒ เรื่อง คือ Schinler’s list กับ The Pianist และอ่านหนังสือ ๒ เล่มคือ The Reader’s และ Anne Frank : The Diary of the young girl เลยทำให้เกิดความสนอกสนใจและอยากรู้อยากเห็นถึงเรื่องราวและความเป็นมาเป็นไปของ ยิว

ในที่สุดก็หาหนังสือชื่อ ‘ยิว’ มาอ่านจนได้ พร้อมด้วยความกระจ่างในเรื่องของยิว ซึ่งถึงแม้จะเป็นมุมมองในทางบวกของผู้เขียน แต่อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้ได้เห็นถึงการเอาตัวรอดของยิว, การนับถือศาสนา
ยูดายด้วยจิตใจอย่างแท้จริง... และแน่นอน รู้ถึงสาเหตุของการเกลียดชังถึงต้องล้างผลาญยิวของฮิตเลอร์แล้วล่ะ

ยิวเป็นคนเก่ง และเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงหลายคน

- ศาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกศาสนาหนึ่งคือ ศาสนาคริสต์ มีศาสดาคือ พระเยซู เป็นยิว
- ศาสนา อิสลาม ซึ่งเป็นศาสนาที่ใหญ่ที่สุดอีกศาสนาหนึ่งก็เรียกได้ว่าเป็นศาสนาที่ต่อเนื่องมาจากศาสนาของพวกยิว
- ผู้เริ่มลัทธิใหญ่อีกลัทธิหนึ่งในโลกคือ ลัทธิคอมมิวนิสต์ ชื่อว่า คาร์ล มาร์กซ์ ก็เป็นยิว
- นักคณิตศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลก ชื่อ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ซึ่งเป็นผู้เปิดทางให้มนุษย์เข้าสู่ยุคปรมาณูและเป็นผู้ชี้ทางให้มนุษย์เดินทางไปถึงพระจันทร์ในอนาคตด้วยทฤษฎีฟิสิกส์ของเขา ก็เป็นยิว
- ซิกมันด์ ฟรอยด์ ผู้ซึ่งได้เปิดเผยจิตของมนุษย์ออกไปให้คนได้ศึกษา ก็เป็นยิว
- และเมื่อ ๓๐๐ ปีก่อนนั้น นักปรัชญาอีกคนหนึ่งชื่อ สปิโนซ่า ผู้ซึ่งได้ยกเอาวิชาปรัชญาออกมาจากวิทยาคมเอามาศึกษาเป็นวิทยาศาสตร์นั่นก็เป็นยิวเช่นเดียวกัน

ประวัติของยิว จากหนังสือเล่มนี้มีอยู่ว่า เมื่อสี่พันปีก่อนมีชายชื่อเตราห์ได้นำบุตรชายของเขาคือ อะบราฮาม พร้อมด้วยภรรยาของบุตรชายชื่อซาราห์ และหลานชายชื่อโลต ออกเดินทางไปในป่าและได้เดินทางข้ามแม่น้ำยูเฟรติสไปยังอีกฟากหนึ่งแล้วเดินทางต่อไปทางทิศเหนือ การที่ได้ข้ามแม่น้ำมานี้ทำให้เตราห์และคนในครอบครัวได้ชื่อว่า อิวรึม แปลว่า ผู้ที่ข้ามไปแล้ว หรือผู้ที่มาจากฝั่งข้างโน้น คำว่า อิวรึม ต่อมาได้เพี้ยนเป็นคำว่า ฮีบรูว์ : Hebrew ในภาษาอังกฤษ

เตราห์และครอบครัวเดินทางขึ้นเหนือไปจนถึงดินแดนที่เป็นประเทศตุรกีในปัจจุบัน เขาได้ถึงแก่ความตายและอะบราฮามจึงเป็นหัวหน้าครอบครัวต่อไป และบนภูเขาแห่งหนึ่งอะบราฮามก็ได้พบกับพระผู้เป็นเจ้านามว่า พระยะโฮวา

พระผู้เป็นเจ้าได้ทำสัญญากับอะบราฮามว่าจะทรงรับอะบราฮามและลูกหลานของเขาไว้ในอุปการะ และให้ผู้ชายทุกคนที่อยู่ในอุปการะของพระองค์นั้นต้องทำสุหนัต คือ ตัดหนังหุ้มปลายองคชาตเมื่ออายุได้แปดวันหรือมิฉะนั้นก็ต้องตัดเมื่อเขารีตนับถือศาสนาเดียวกับชนในอุปการะของพระองค์ ซึ่งสัญญาที่พระองค์ให้ไว้เป็นเครื่องตอบแทนนั้นคือ ดินแดนคะนาอัน ซึ่งคือประเทศอิสราเอล ในปัจจุบัน

พระผู้เป็นเจ้าซึ่งอะบราฮามได้พบบนภูเขานั้นเป็นพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวซึ่งพวกยิวเชื่อถือว่าได้ทรงสร้างโลกมนุษย์ตลอดจนสุริยะจักรวาลนี้ขึ้น และพระนามที่เรียกว่า “พระยะโฮวา” นั้นเป็นของผู้อื่นเรียก พวกยิวแท้ไม่เคยออกนามพระเจ้าเลย แต่เรียกด้วยตัวอักษรซึ่งออกอีกเสียงไม่ได้สี่ตัวคือ “ยฮวฮ” ตามปกติแล้วยิวจะเรียกพระผู้เป็นเจ้า ๓ ทางคือ “เอโลฮิม” แปลตรง ๆ ว่า พระผู้เป็นเจ้าหรือเทวะ, ทางที่สองคือ “ยฮวฮ” และทางที่สาม คือการเอาทั้งสองทางมารวมกันคือ “ยฮวฮ เอโลฮิม” นั่นคือประวัติศาสตร์

และขอเล่าอย่างคร่าว ๆ ว่ายิวเป็นชนชาติที่ไม่อยู่นิ่ง คือมักจะเดินทางท่องเที่ยวไปตามภูมิภาคต่าง ๆ แยกย้ายกระจัดกระจายกันไปในหลาย ๆ ประเทศ ยิวเคยมีดินแดนปาเลสไตน์เป็นที่อยู่อาศัยแต่ก็ถูกตีเอาไปด้วยพวกอาหรับ พวกยิวจึงต้องอพยพเร่ร่อนไปอยู่ในหลายประเทศ แต่ยิวก็อยู่ไหนได้ไม่นานก็มักจะมีเรื่องมีราวให้ต้องระเห็จออกจากถิ่นที่อยู่เดิมอยู่เรื่อยไป ไม่ใช่เพราะยิวเป็นพวกหาเรื่อง หรือนักเลงแต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องของศาสนาล้วน ๆ

การเผยแพร่ศาสนาของคริสต์ และการตั้งข้อรังเกียจของอิสลามทำให้ยิวอยู่ที่ไหนก็ไม่เป็นสุข เพราะคริสต์ก็กล่าวหาว่ายิวเป็นพวกทำให้ศาสนาเสื่อมและเป็นพวกนอกศาสนา แต่ยิวเป็นคนเก่ง ฉลาดและมีหัวทางการค้า เมื่อประเทศใดที่ระบบเศรษฐกิจไม่ดีก็ให้ยิวเข้าประเทศไปช่วยฟื้นฟูและพัฒนาประเทศ ยิวส่วนใหญ่ทำงานด้านการธนาคาร การคลัง และทำการค้า ออกเงินกู้ เมื่อประเทศเจริญขึ้นก็พยายามหาทางขับไล่ยิวออกนอกประเทศเนื่องจากสาเหตุทางการนับถือศาสนา และความเป็นเชื้อชาติยิวซึ่งมีความแตกต่างจากเจ้าของประเทศ หลาย ๆ ประเทศกีดกันแบ่งแยกยิวด้วยการสร้างเก็ตโตให้อยู่ซึ่งเป็นชุมชนของยิวโดยเฉพาะ

ยิวในหลายร้อยปีก่อนจึงมักจะตกเป็นคนอีกจำพวกหนึ่งซึ่งถูกตั้งข้อรังเกียจอยู่เสมอ แต่ยิวก็เอาตัวรอดได้เสมอมาเช่นกัน และยิวก็เป็นอย่างนี้ตลอดมาจนกระทั่งถึงสงครามโลก เมื่อครั้งที่ฮิตเลอร์สั่งฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิว เนื่องจากความเกลียดชังอย่างรุนแรง

“.....สำหรับคนที่แอนตี้เซมิติคแล้ว เหตุสำคัญที่ทำให้เกลียดยิวก็เพราะว่ายิวนั้นเป็นยิว ข้อนี้เป็นความผิดอย่างหนักของยิวเหนือความผิดหรือความชั่วอื่น ๆ และความผิดนี้ไม่มีทางที่จะให้อภัยได้ ถึงยิวจะเปลี่ยนศาสนาหรือทำคุณงามความดีอย่างใด ๆ ก็ตามที ยิวก็จะยังเป็นยิวอยู่นั่นเอง และเป็นวัตถุแห่งความเกลียดชัง ต้องคิดทำลายล้างผลาญตลอดไป สภาพจิตใจที่เรียกว่าแอนตี้เซมิติคจึงมิใช่ความเกลียดชังอย่างธรรมดาซึ่งเกิดจากเหตุสามัญและเป็นความเกลียดชังที่ใคร ๆ ก็มี แต่ความว่าความรู้สึกแอนตี้เซมิติคนั้นเป็นปัญหาทางจิตวิทยาอย่างหนึ่ง ซึ่งใครเป็นแล้วออกจะรักษายาก ถ้าจะหาสาเหตุแห่งโรคทางใจนี้ให้ได้ ก็พอจะกล่าวได้ว่าสาเหตุนั้นคือความกลัวนั่นเองคนที่เกลียดยิวแบบอินตี้เซมิติคนั้น ที่แท้ก็กลัวยิวเพราะยอมรับว่ายิวนั้นมีคุณสมบัติต่าง ๆ ที่เหนือกว่าตนจนไม่สามารถที่จะแข่งขันเอาชนะได้ เมื่อเกิดความรู้สึกที่ไม่รู้ตัวว่าจะแข่งขันในทางที่ชอบที่ควรไม่ได้แล้ว ทางออกก็มีเหลืออยู่ทางเดียวคือทำลายล้างผลาญยิวให้หมดไป.....” (หน้า ๒๔๗)

นั่นเป็นเหตุให้ยิวหลายล้านคนต้องตาย (เหมือนใน Schinler’s list กับ The Pianist และใน The Reader’s และใน Anne Frank : The Diary of the young girl นั่นแหละ)

ความเกลียด ที่มีสาเหตุมากจากความกลัวของฮิตเลอร์ ได้ทำลายเผ่าพันธุ์ยิวลงไปมาก แต่นั่นก็ทำให้ยิวทั้งหลายได้เปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่ คือการได้ประเทศอิสราเอลกลับมาเป็นของยิวในปัจจุบัน

ยิวไม่ใช่นักสู้ ไม่ใช่นักรบ แต่ยิวเป็นนักบริหาร รู้จักเอาตัวรอดด้วยปัญญามากกว่ากำลัง และแม้ในทุกวันนี้คนยิวก็ดูจะมีทั่วไปในทุกพื้นที่ในโลก....../

หมายเหตุ-
ฮิตเลอร์เขียนหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง... หนังสือเล่มนั้นว่าด้วยเรื่องการเกลียดยิวของเขานั่นเอง

dari7.jpgชื่อเรื่อง ยิว (สารคดี/ประวัติศาสตร์)
ผู้เขียน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
เกี่ยวกับยิว :-
http://judaism.about.com/library/3_intro/level1/bl_amijewish.htm


title='kaawss.jpg' alt='kaawss.jpg' border=0/>




๑๒. เรื่องสั้น


ชีวิตหนึ่ง

โดย : นวพล ไชยศรีหา

ชีวิตหนึ่ง พ้นวันคืนหนึ่งก็ดีใจ คิดปีนป่ายสู่ฝัน สุดทางได้แค่นั้น ได้เท่านี้ แค่นี้ก็เพียงพอ ได้ฝันไปวันๆ หนึ่งคืนถึงอีกวัน...

เสียงกีตาร์โปร่งสอดคล้องประสานกับเสียงนักร้องในร้านยังดังให้ความบันเทิงแก่นักท่องเที่ยวอยู่เสม่ำเสมอ สถานเริงรมย์ที่ซบเซาไปช่วงระยะหนึ่ง เพราะถูกพิษเศรษฐกิจเล่นงานต่างบาดเจ็บกันถ้วนหน้า ปิดกิจการไปเลยหรือไม่ก็น้อย หากในวันนี้ราตรีที่เคยเงียบเหงากลับครึกครื้นกันอีกคราวหนึ่ง เหมือนต้นหญ้าที่ใกล้ตาย แม้จะได้รับน้ำเพียงเล็กน้อยจากฝนหลงฤดูก็ทำให้ต้นหญ้าที่เกือบจะเฉาตายกลับฟื้นขึ้นใหม่ได้อีกครั้ง

คืนนี้เป็นวันแรกของเทศกาลพัทยา งานประจำปีช่วงสงกรานต์ที่จัดขึ้นทุกปีบริเวณชายหาดพัทยา นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติต่างก็มาแสวงหาความบันเทิงยามค่ำคืนที่ย่านไนต์คลับชื่อดัง ผีเสื้อราตรีเริ่มโฉบปีกโบกโบย ร้านขายเหล้า ร้านขายของที่ระลึก แม้แต่แม่ค้าข้าวแกง ทุกคนกำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด และข้าพเจ้าเองก็เป็นคนหนึ่งในจำนวนหลายต่อหลายชีวิตที่กำลังดิ้นรนต่อสู้กับความโหดร้ายของโชคชะตาที่ร่วมมือกับสภาพเศรษฐกิจเล่นงานอย่างหนัก นักดนตรีอิสระอย่างข้าพเจ้าต้องทำงานล่วงเวลาเป็นสองเท่าในคืนที่นักท่องเที่ยวเต็มร้านอย่างเช่นคืนนี้ เพลงแล้วเพลงเล่าที่ร้องและเล่นดนตรีเพื่อสร้างบรรยากาศการดื่มกินให้รื่นเริงขึ้น ครั้งหนึ่งข้าพเจ้ามีความหวังและอหังการ์อย่างยิ่งที่จะเป็นนักดนตรีมืออาชีพที่มีชื่อเสียง ข้าเจ้าเคยปรารถนาชื่อเสียง แต่แล้วเมื่อพานพบกับความเป็นจริงถึงได้รู้ว่าอุดมกาษณ์นั้นควรถูกเก็บเข้าลิ้นชักปิดตายและไม่ใส่ใจอีก เมื่อความหวังไม่เป็นดังหวัง ข้าพเจ้าจึงหันหลังให้อุดมการณ์อย่างสิ้นเชิง และแสวงหาเพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือเงิน ใครจะว่าข้าพเจ้าเห็นแก่ตัวและเห็นแก่เงินก็ไม่ผิดนัก เพราะข้าพเจ้าไม่เคยมีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร และข้าพเจ้าเชื่ออยู่เสมอว่าไม่มีใครจะรักคนอื่นได้มากกว่ารักตัวเอง และเช่นเดียวกันก็ไม่มีใครรักตัวเองได้น้อยกว่ารักคนอื่น ข้าพเจ้าจึงไม่เคยทุ่มเทสิ่งใดเพื่อใคร นอกจากเพื่อตัวเอง

ดาวน้อยเจ้าลอยมาจากแห่งใด เจ้านั้นจะรู้บ้างไหม มีใครถามถึงฉันบ้าง ถามลม ลมเฉย ไม่ยอมเปิดเผยชี้ทาง คืนนี้ฉันคงอ้างว้าง ไร้หนทางเดินต่อไป...

เพลงสุดท้ายของคืนนี้จบลงอย่างงดงามพร้อมเสียงปรบมือและจำนวนนักท่องเที่ยวที่บางตาลง มุมหนึ่งจองร้าน นักท่องเที่ยวต่างชาติกับหญิงสาวนางหนึ่งกำลังคลอเคลียนัวเนียกันอย่างไม่อับอายสายตาคนอื่น และอีกหลายต่อหลายคู่ที่ฝ่ายชายคือชาวต่างชาติร่างใหญ่โต และฝ่ายหญิงคือสาวไทยร่างอวบ ที่มีอาชีพ “มีตัวเองไว้เพื่อเช่า” ข้าพเจ้าไม่เคยดูหมิ่นหรือดูถูกในอาชีพและกิริยาท่าทางของเธอ บางครั้งที่ละอายต่อสายตาเกินไปนัก ข้าพเจ้าก็หลีกเลี่ยงที่จะมอง เพราะรู้ดีว่าลึกๆ ในใจแล้วนั้น พวกเธอไม่ได้อยากมีตัวเองไว้พื่อเช่าหรือขาย หากสภาวการณ์ที่บีบบังคับกดดันและเลวร้ายจนทำให้หลายต่อหลายคนต้องแลกตัวเองเพื่อการมีชีวิตอยู่

นักดนตรี โสเภณีและร้านเหล้า มักจะอยู่คู่กันเสมอ

ข้าพเจ้าเลี่ยงมานั่งดื่มเงียบๆ มุมหนึ่งของร้าน มองออกไปยังท้องทะเลในคืนค่ำที่ความบันเทิงครอบคลุมเมืองพัทยา ห่างออกไปอีกขอบท้องทะเล แสงไฟจากเรือหาปลายังคงริบหรี่ เหมือนหิ่งห้อยเล่นน้ำท่ามกลางแสงจันทร์ที่ใกล้จะเต็มดวง

ความแตกต่างของท้องทะเลกว้างกับผืนแผ่นดิน แม้จะฟ้าเดียวกัน แต่สองชีวิตยังอยู่ในภาวะที่ต่างกัน คนบนเรืออาจกำลังดื่มด่ำกับแสงจันทร์ท่ามกลางความอ้างว้างของท้องทะเล ในขณะที่อีกหลายชีวิตบนผืนดินกำลังดื่มกินท่ามกลางแสงสีนีออน การแสวงหาความสุขทุกคนต่างมี “วิธี” ของตัวเองเสมอ

อีกไม่กี่ชั่วโมงฟ้าก็จะสว่าง ไม่แปลกนักที่จะมีนักท่องเที่ยวกันจนสว่างคาตา และก็ไม่แปลกอีกเช่นกัน หากจะเห็นฝรั่งตัวโตควงแขนสาวไทยตัวดำเป็นเหนี่ยงหายเข้าไปในโรงแรมม่านรูดที่กลาดเกลื่อน

หลายชั่วโมงที่นั่งจมอยู่ในร้านจนในที่สุดก็พาตัวเองเดินออกมายังตลาดสดที่พ่อค้าแม่ขายกำลังตั้งแผงขายของกันครึกโครม บรรยากาศตลาดสดตอนเช้าเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าเกลียดพอๆ กับความวุ่นวายยามราตรี หากไม่เพราะเงิน บางทีข้าพเจ้าอาจไปนอนดื่มกินแสงจันทร์กับชาวประมงกลางท้องทะเลโน่นแล้วก็ได้

ข้าพเจ้าเดินไปซื้อปาท่องโก๋และน้ำเต้าหู้มาสองถุงเพื่อเป็นอาหารเช้าก่อนที่จะนอนพักผ่อนเอาแรงเพื่อที่จะตื่นขึ้นมาทำงานในตอนดึก ในเวลากลางวันที่ใครๆ ต่างตื่นเพื่อต่อสู้ชีวิตเป็นเวลาที่ข้าพเจ้านอนหลับพักผ่อนจนแทบไม่รู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันมีอะไรบ้าง ตรงข้าม ในเวลากลางคืนที่คนส่วนใหญ่พักผ่อนนอนหลับกลับเป็นเวลาที่ตาสว่างที่สุดสำหรับข้าพเจ้า

ชอปเปอร์สีดำที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อพาข้าพเจ้าเลียบริมทะเลไปช้าๆ ก่อนหักเลี้ยวสู่ถนนสายหลักและถนนหลวงในเวลาต่อมา ท้องฟ้ายังไม่สว่างนัก ข้าพเจ้าขับรถช้าๆ ไม่รีบร้อน ดอกไม้สีเหลืองบริเวณร่องตรงกลางของถนนส่งกลิ่นหอมรวยริน แสงไฟจากรถสาดส่องไปยังสิ่งหนึ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าต้องชะลอรถและจอดดูในที่สุด

ร่างบางนอนคุดคู้อยู่ใต้ต้นขี้เหล็กเทศดอกเหลือง เข่างอเกือบชิดคาง สองมือซุกหนีบอยู่ระหว่างเข่าสองข้าง ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าเก่าขาดคร่ำคร่าโสโครกอย่างที่สุด

ด้วยความอยากรู้อยากเห็นมากกว่าความรู้สึกอื่นใดข้าพเจ้าจึงจอดรถลงมาดู ลมหายใจยังสม่ำเสมอ แม้จะเบาแต่ก็ยังทำให้ใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง ร่างนั้นยังมีชีวิตอยู่

อาจจะด้วยสำนึกของความเป็นมนุษย์ที่มีอยู่ในตัวของข้าพเจ้าก็ได้ ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกรันทดใจอย่างที่สุดกับภาพตรงหน้า เสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่นั้นข้าพเจ้าเดาว่าครั้งหนึ่งมันคงเคยเป็นเสื้อผ้าชุดที่สวยงามพอดู แม้จะเป็นชุดแสคแขนกุดปักเลื่อมที่เก่าคร่ำคร่า เลื่อมปักที่เคยส่องประกายวับงาม ตาดูหม่นหมองเหมือนเจ้าของชุดไม่มีผิด เลื่อมลายหลุดหายไปเป็นหย่อมๆ

เจ้าของร่างลืมตาขึ้นช้าๆ เมื่อเห็นว่ามีคนมานั่งอยู่ตรงหน้าเธอก็ลุผงะถอยหนีอย่างตกใจ ก่อนมองจ้องสบตาข้าพเจ้าอย่างสงสัย ข้าพเจ้ายื่นถุงน้ำเต้าหู้ให้ เธอหยิบไปและกัดก้นถุงดื่มกินอย่างหิวกระหาย น้ำเต้าหู้ไหลหยดตามมุมปากเปรอะเปื้อนเนื้อตัวที่มอมแมม

“ทำไมมานอนอยู่ตรงนี้” ข้าพเจ้าถามขึ้นเรียบๆ

“แปลกใจทำไม” เสียงแหบแห้งตอบขึ้นอย่างไม่ยี่หระ

“ก็นี่มันร่องถนน สองฟากรถวิ่งไปมาอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ที่นอนของคน”

“คนหรือ ฉันยังมีความเป็นคนอยู่อีกหรือ” ว่าเพียงนั้นแล้วลุกขึ้นตั้งใจจะผละหนีไปจากตรงนั้น เศษใบไม้ หญ้าแห้งติดตามเสื้อผ้าและเนื้อตัว ฟ้าเริ่มสาง ข้าพเจ้ามองเห็นร่างผอมโกรกนั้นอย่างถนัดตา ตุ่มเม็ดเล็กๆ ขึ้นเต็มตามเนื้อตัว ดูเหมือนมันจะทำให้เธอคันเอาการ

“ไปไหนล่ะ” ข้าพเจ้าถาม

“ไปตายเอาดาบหน้า” เธอยิ้มเยาะแล้วเดินห่างไป ข้าพเจ้ากลับมาที่รถตั้งใจจะกลับที่พัก ยังไม่ทันจะได้สตาร์ทรถด้วยซ้ำไป เสียงเบรกรถ เสียงแตรก็ดังสั่นขึ้นใกล้ๆ พร้อมกับเสียงอะไรสักอย่างตกลงบนพื้นถนน ร่างผอมแห้งเมื่อครู่นอนจมกองเลือด ปิ๊กอัพสีแดงเข้มบึ่งรถหายไปตามวิสัยของตีนผีทั่วไปคือชนแล้วหนี ข้าพเจ้ารีบเข้าไปพยุงร่างบางนั้น ลมหายใจรวยรินเต็มที แม้ข้าพเจ้าจะไม่ใช่มนุษย์ใจบุญสุนทานนักแต่ก็ทนไม่ได้แน่ที่จะเห็นใครตายไปต่อหน้าต่อตา ข้าพเจ้าพาเธอไปส่งยังโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด

หลายชั่วโมงผ่านไปที่ข้าพเจ้านั่งรอผลการรักษาของหมอ ไม่มีความรู้สึกตื่นเต้นตกใจกับเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อครู่แม้เพียงสัดนิด อาจเพราะข้าพเจ้าไม่เคยมีความรู้สึกห่วงใยหรือเห็นใจใคร จึงไม่รู้สึกรู้สากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนอื่น แพทย์หนุ่มที่คาดว่าคงเป็นเจ้าของไข้เดินตรงมาที่ข้าพเจ้า

“คุณเป็นญาติคนไข้หรือครับ” เขาถามอย่างสุภาพสมกับเป็นหมอ

“เปล่าฮะ ผมแค่ผู้เห็นเหตุการณ์และพามาส่ง”

“ผมขออนุญาตขอชื่อและที่อยู่ของคุณไว้ด้วยนะครับ”

“เกี่ยวกับกฎหมาย”

“ครับผม ในฐานะพยานผู้เห็นเหตุการณ์และพลเมืองดี”

ข้าพเจ้าไม่ได้รอฟังผลว่าเธอปลอดภัยดีหรือไม่ เพราะข้าพเจ้าถือว่าหมดหน้าที่แล้ว และได้เวลาที่ข้าพเจ้าควรได้พักผ่อนเสียที หลังจากทีเสียเวลากับเรื่องของคนอื่นมาพอสมควรแล้ว ข้าพเจ้ากลับที่พักและนอนหลับสนิทเป็นตาย ไม่นานนักข้าพเจ้าก็ลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เพราะไม่ใช่เรื่องที่ข้าพเจ้าต้องใส่ใจ จนในวันหนึ่งที่ข้าพเจ้ากำลังกลับที่พักหลังจากที่เลิกงาน ริมถนนที่เคยพบหญิงสาวคนนั้น ใครคนหนึ่งกำลังยืนโบกรถข้าพเจ้าอยู่ เมื่อจอดรถจึงได้รู้ว่าเธอเป็นคนเดียวกับคนที่ข้าพเจ้าเคยช่วยชีวิตไว้เมื่อไม่นาน

“ยังอยู่เหรอ” ข้าพเจ้าก็ถามไปอย่างนั้นเอง

“ฮื่อ ขอไปด้วยคนสิ” ว่าแล้วก็นั่งซ้อนท้ายชอปเปอร์ข้าพเจ้า ไม่พูดจาจนถึงที่พัก เธอเดินตามไปนั่งที่โซฟา มองรอบๆ ห้องที่รกรุงรังไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ที่ระเกะระกะทั่วไป กีตาร์สองตัววางพิงผนังห้อง กองกระดาษโน้ตดนตรีเกลื่อนพื้น ข้าพเจ้าไม่ได้ใส่เธอนัก หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวแล้วจึงไปชงกาแฟมาสองแก้ว ยื่นให้เธอแก้วหนึ่ง

“ดูดีขึ้นนี่” ข้าพเจ้าทักทายเพื่อเป็นการเริ่มต้นสนทนา เธอก้มมองดูตัวเองแล้วยิ้ม

“ชุดนี้หมอให้”

“อ้อ” ข้าพเจ้าผงกศีรษะเข้าใจ เธอคงอยู่ในความดูแลของแพทย์หนุ่มคนนั้น

“ได้ตัวคนชนไหม” เธอส่ายหน้าเหมือนไม่ใส่ใจกับเรื่องราวที่เกี่ยวข้องด้วยกฎหมายทั้งมวล

“ตอนนี้กำลังพักฟื้น ให้ทรง ไม่ให้ทรุด” เธอยื่นแขนที่เต็มไปด้วยริ้วรอยของตุ่มน้ำเหลืองและแผลที่ตกสะเก็ดบ้างแล้วให้ดู ข้าพเจ้ายังไม่แน่ใจในความเชื่อของตัวเองนัก ถ้าหากว่าเธอไม่ยืนยันถึงสาเหตุของโรค

“เป็นเอดส์” ข้าพเจ้าแทบสำลักกาแฟเมื่อได้ยินคำพูดนั้น

“เดี๋ยวก็ตาย” เธอยังพูดต่อ ข้าพเจ้าไม่เคยคิดว่าจะได้พบเจอกับเหตุการณ์หรือคำพูดในลักษณะนี้ แม้วิถีชีวิตจะคลุกคลีอยู่กับคนที่มีอาชีพเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ก็ตาม แต่ไม่เคยเลยสักหนที่จะได้เห็นได้รับรู้หรือข้องเกี่ยวผูกพัน

“ฉันเคยอยู่บาร์แถวสายสอง” เธอบอกถึงสถานที่ที่เธอเคยทำงานอยู่ และบอกเล่าถึงการมีอาชีพ “มีตัวเองไว้เพื่อเช่า” และเรื่องราวของชีวิตที่ผ่านพ้น เธอเข้มแข็งมากในความคิดของข้าพเจ้า คนที่รู้ตัวว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน แต่ไม่แสดงความรู้สึกใดให้ใครได้เห็นถึงความอ่อนแอไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าใดนัก

“เกิดหนเดียว ตายหนเดียว” คำพูดปนรอยยิ้มแห้งๆ ทำให้ข้าพเจ้าถึงกับกลืนกาแฟไม่ลงอีกต่อไป เธอปลงได้ในขณะที่ข้าพเจ้ารู้สึกเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก

“มาขอบคุณ มาเยี่ยม มาลา” เธอคงสรุปถึงจุดหมายที่เธอมา

“ตอนนี้อยู่ไหน” ข้าพเจ้าถามขึ้นบ้าง...อย่างห่วงใย

“กับหมอ เป็นคนไข้ในโครงการอุปถัมภ์ของโรงพยาบาล”

“ยังโชคดี” ข้าพเจ้าพึมพำนึกถึงวันแรกที่เจอเธอ

“ที่อาจจะไม่ต้องตายอย่างหมาข้างถนน” เธอต่อประโยคคำพูดของข้าพเจ้า

หญิงบริการคนหนึ่งที่ไร้ญาติขาดมิตรแถมยังติดเชื้อ HIV ไม่มีใครแม้สักคนจะสนใจไถ่ถาม พูดคุยทักทาย โลกที่ถูกตัดขาดและถูกกีดกันจากสังคม ถูกแบ่งแยกให้เป็นบุคคลประเภทที่สอง ไม่ต่างอะไรจากหมาข้างถนนตัวหนึ่ง

ข้าพเจ้าแม้จะไม่ใช่คนดีเด่อะไรนัก และเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของสังคม หากแต่สำนึกของความเป็นคนทำให้ข้าพเจ้าเห็นใจและสงสารในชะตากรรมของเธออย่างยิ่ง

“จะไปส่ง” ข้าพเจ้าพาเธอแวะกินข้าวที่ร้านแผงลอย คนเสิร์ฟมองเห็นเธอถึงกับร้องยี้และไม่ยอมให้เธอนั่งเก้าอี้ตัวใด เธอดึงแขนข้าพเจ้าออกจากบริเวณนั้นเสียก่อนที่จะมีเรื่องราวมากไปกว่านี้

“ฉันไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองยังเป็นคนอยู่” ข้าพเจ้าจึงพาเธอไปนั่งพูดคุยที่ริมชายหาดแทน เธอถูกน้ำทะเลไม่ได้ จึงเพียงนั่งอยู่ไกลๆ และมองไปยังท้องทะเลกว้าง

“ฉันเคยคิดเดินลงทะเลหายไปเลยเมื่อครั้งแรกที่รู้ว่าตัวเองจะต้องตาย แต่นั่นมันเป็นแค่ความคิด ไม่รู้สิ บางทีกรรมของฉันมันคงมีมากกว่าที่จะต้องมาตายง่ายๆ อย่างนั้น” คลื่นทะเลสาดซัดเข้าหาฝั่งสม่ำเสมอเป็นจังหวะไม่หยุดหย่อน ความเงียบงันปกคลุม

“ตอนเด็กๆ ฉันเคยเล่นน้ำทะเลกับพ่อแม่และน้อง มันสนุกมาก ฉันยังจำได้ดี มันเป็นความทรงจำที่งดงามที่สุด และเป็นเพียงความทรงจำที่ดีสิ่งเดียวที่ฉันเหลือไว้สำหรับครอบครัว” ว่าจบก็ลุกขึ้นปัดทรายออกจากเนื้อตัว

“กลับเถอะ หมอจะห่วง” แล้วข้าพเจ้าก็ไปส่งเธอ ข้าพเจ้าได้รู้จักกับผู้อุปถัมภ์ของเธอ โรคเอดส์ขั้นต้น หมอบอกอย่างนั้น และเมื่อได้สนทนากับหมอทำให้ข้าพเจ้ายิ่งเห็นใจและสงสารเธอหนักขึ้น ทั้งๆ ที่ข้าพเจ้าไม่เคยสงสารเห็นใจใคร

“การต่อสู้กับโรคร้าย กำลังใจคือสิ่งที่สำคัญที่สุด” หมอบอกอย่างนั้น

“เธอเข้มแข็ง” ข้าพเจ้าพูดตามที่เห็น

หลังจากนั้นต่อมาอาการของโรคเริ่มแสดงทีละน้อย ทีละน้อย มันกัดกินเนื้อตัว ทำลายสุขภาพให้ทรุดโทรมลง จนถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ ข้าพเจ้ายังไปเยี่ยมเยียนเธออยู่เสมอๆ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ข้าพเจ้ามีความรู้สึกห่วงใยคนอื่น มันไม่ใช่ความรัก ไม่ใช่ความผูกพัน หากแต่มันคือสามัญสำนึกของความเป็นมนุษย์ในส่วนลึกที่เพิ่งจะแสดงออกเป็นรูปธรรม

ครั้งสุดท้ายที่ข้าพเจ้าไปเยี่ยมเธอ เธอพูดกับข้าพเจ้าไม่ได้เสียแล้ว ความรู้สึกรันทดในใจเกิดขึ้นเงียบๆ และหลังจากนั้นไม่นานนัก เตียงของเธอก็ว่างเปล่า รอผู้ป่วยคนต่อไปมานอนรอความตาย...หมอบอกว่ามูลนิธิได้จัดการงานศพของเธอเรียบร้อยแล้วพร้อมกับศพไร้ญาติอื่นๆ

ไม่มีอะไรเหลือไว้นอกจากความทรงจำที่ข้าพเจ้าไม่อาจลืมได้เลยตลอดชีวิต ความทรงจำที่มีต่อผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นเพียงเศษธุลีของสังคม...

.....
ตีพิมพ์ในนิตยสารสกุลไทย ฉบับ ฉ.๒๔๖๙





title='kaawss.jpg' alt='kaawss.jpg' border=0/>







title='kaawss.jpg' alt='kaawss.jpg' border=0/>

ก้าว..รอ..ก้าว
'บ้านหนอน' ออนไลน์แมกกาซีน สำนักหนอนสนทนา
www.winbookclub.com
http://kaawrowkaw.wordpress.com/
kaawrowkaw@hotmail.com

2007-03-15 20:01:48/กองบ.ก.

 


ดิน
ความเห็นที่ 1

 
  ตอบโดย ดิน   เมื่อ: 2007-03-15 20:08:33
ว้า....ทำไมเป็นอย่างนี้ล่ะ...วุ้ย!
ประทานโทษขอรับพ่อแม่พี่น้อง
ก่อนโพสท์ก็ทดสอบดูแล้วนะเนีย!...ว้า...

-เด็กโพสท์ มือตก-
 



ความเห็นที่ 2

 
  ตอบโดย    เมื่อ: 2007-03-15 20:10:12
ทดสอบ
kaawss.jpg
 


หนุงหนิง
ความเห็นที่ 3

 
  ตอบโดย หนุงหนิง   เมื่อ: 2007-03-15 20:49:57
เด็กโพสท์มือตกจริงๆ ยิ่งโพสท์ ยิ่งเจ๊ง
บอกอหักเงินเดือนด่วน

-เลขาหย่ายยยย-
 


กีรติ
ความเห็นที่ 4

 
  ตอบโดย กีรติ   เมื่อ: 2007-03-16 00:03:12
มาแล้วรายงานตัว

แหมๆฉบับนี้คอวรรณกรรมจริงๆเลยนะจ๊ะ
 


saranya_nok.worm
ความเห็นที่ 5

 
  ตอบโดย saranya_nok.worm   เมื่อ: 2007-03-16 00:19:15
ไม่เป็นไรหรอกค่ะ คนอ่านบอก ไม่เป็นไร ทำเต็มที่แล้วนี่นะ...

ฉบับนี้ ชอบอีกแล้วค่ะ :)
 


แสนสุขสม
ความเห็นที่ 6

 
  ตอบโดย แสนสุขสม   เมื่อ: 2007-03-16 00:41:01
โอ้ ออกแล้ว
เดี๋ยวมาอ่านขอรับ
 


คาใจ
ความเห็นที่ 7

 
  ตอบโดย คาใจ   เมื่อ: 2007-03-16 00:52:31
มาอ่านเเล้วน้าคะ
 


กองบ.ก.ก้าวรอก้าว
ความเห็นที่ 8

 
  ตอบโดย กองบ.ก.ก้าวรอก้าว   เมื่อ: 2007-03-16 07:22:31


- แถลง-ตอบ-ถาม -
ฉบับที่ ๗

สำหรับผู้ที่รักการอ่าน วันที่ ๓๐ มีนาคม - ๑๐ เมษายน ๒๕๕๐ นี้ อย่าพลาดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ ๓๕ และหนังสือนานาชาติ ครั้งที่ ๕, ครั้งนี้ยังคงจัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เช่นเดิม

รายละเอียดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ๓๐ มีนาคม - ๑๐ เมษายน ๒๕๕๐...
๓๐ มีนาคม ๒๕๕๐ เปิดให้เข้าชมงาน ๑๗.๐๐ - ๒๑.๐๐ น.
๓๐ มีนาคม - ๑๐ เมษายน ๒๕๕๐ เปิดให้เข้าชมงาน ๑๐.๐๐ - ๒๑.๐๐ น.

หากผู้ที่รักการอ่านยังไม่มีหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งที่คิดจะซื้อหาในเพลานี้ ขอเชิญแวะเข้าไปทัศนาย้อนหลังใน Book Review โดยพลัน

กองบรรณาธิการขอขอบคุณ :-

คุณดาริกามณี สำหรับ ยิว ใน Book Review
คุณนวพล ไชยศรีหา สำหรับเรื่องสั้น ชีวิตหนึ่ง


ด้วยมิตรภาพ
กองบรรณาธิการ
นิตยสารออนไลน์ก้าว รอ ก้าว


หมายเหตุ :-

กองบรรณาธิการนิตยสารออนไลน์ก้าว รอ ก้าว ยินดีและรอรับงานเขียนประเภทความเรียง บทความ เรื่องสั้น บทกวี ฯลฯ โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นงานที่รังสรรค์ขึ้นมาใหม่เพื่อพื้นที่นี้โดยเฉพาะ งานเก่านำมาปัดฝุ่นนั้นเราก็พร้อมยินดีรับด้วยความชื่นชม และ แถลง-ตอบ-ถาม นี้ พร้อมน้อมรับข้อติชม, เสนอแนะ ต่าง ๆ ด้วยความยินดีเช่นกัน.
 


(...)
ความเห็นที่ 9

 
  ตอบโดย (...)   เมื่อ: 2007-03-16 12:05:44
ฮะๆๆ ผมชอบหน้าปกงวดนี้มากๆ เดี้ยวค่อยมาเล็มขอรับ แผลบๆ
 


pippin
ความเห็นที่ 10

 
  ตอบโดย pippin   เมื่อ: 2007-03-16 15:36:15
มาอ่านแล้วววว....
ชอบฉบับนี้จัง(พอดีมีแต่เรื่องที่สนใจง่ะ)
อยากได้"ยิว"ของม.ร.ว คึกฤทธิ์ ปราโมช มาอ่านบ้าง
พิมพ์นานแล้วยัง
 


กองบ.ก.
ความเห็นที่ 11

 
  ตอบโดย กองบ.ก.   เมื่อ: 2007-03-19 20:29:21
หนังสือของอาจารย์หม่อมยังมีตีพิมพ์หลายเล่มเรื่องขอรับ- มีแน่นอน ฟันธง !!!

 


กองบ.ก.
ความเห็นที่ 12

 
  ตอบโดย กองบ.ก.   เมื่อ: 2007-03-19 20:32:28


- แถลง-ตอบ-ถาม -
วันที่ ๑๘ มี.ค.๕๐

ขณะนี้ทางกองบรรณาธิการได้รับต้นฉบับซึ่งมีทั้งเรื่องสั้น, บทกวี, ความเรียง และ Book Review ขอแจ้งรายนามและขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ครับ

เรื่องสั้น- คิทชา และ ภีมะ ภุมรา
บทกวี- ซะการีย์ยา อมตยา, ภีมะ ภุมรา และ แทนขวัญ
ความเรียง- แทนขวัญ
Book Review- วนิดา (นามปากกา)

- ด้วยมิตรภาพ -
กองบรรณาธิการ
นิตยสารออนไลน์ก้าว รอ ก้าว
 




ข้อความ :
สามารถเคาะ Enter หาต้องต้องให้เว้นบรรทัด หรือใช้คำสั่ง <br>
ชื่อ :
รูปภาพ :  
ขนาดไม่เกิน 50K และต้องมีนามสกุลเป็น gif และ jpg
รหัส :   3d8c22c9
ใส่รหัส :   (กรุณาใส่รหัสจากข้างบนนะครับ)