ผู้เขียน  หัวข้อ: ก้าว...รอ...ก้าว : บ้านหนอนออนไลน์แมกกาซีน -ก้าวฯที่๘.-


ก้าว...รอ...ก้าว : บ้านหนอนออนไลน์แมกกาซีน -ก้าวฯที่๘.-
 เมื่อ: 2007-04-01 00:15:01 

ก้าวฯที่๘.


Cover by : ยางมะตอยสีชมพู

ก้าว..รอ..ก้าว
หนอนสนทนา :

www.winbookclub.com
http://kaawrowkaw.wordpress.com/
kaawrowkaw@hotmail.com

กองบอกอ :
อานันท์ ประทีฯ / หนุงหนิง / ยางมะตอยสีชมพู / ธุลีดิน / พงษ์ปรัชญา / Plin, :-p










มีอะไรในเล่ม :

logoum.jpg


  • หน้า ๑. คมคำ-คมความ

  • หน้า ๒. บทบรรณาธิการ

  • หน้า ๓. ปากกาพาไป : [นารินทร์ ทองดี] สะดุดใจ

  • หน้า ๔. หยดน้ำผึ้งที่ปลายไม้ : [กีรติ] อุ๊ยคำ

  • หน้า ๕. ฟากฟ้า...ทะเลฝัน : [โจนาธาน] ผูกพันด้วยความเข้าใจ

  • --------------------Coffee Brake--------------------


  • หน้า ๖. DekAd. : [Black&Pink] ชีวิต...ในวันสงกรานต์

  • หน้า ๗. หอมกลิ่นป๊อบคอร์น : [จี-รา] CAST AWAY

  • หน้า ๘. อิสระวิถี : [ต้นน้ำ บัวไร] ขันน้อยจากเมืองเหนือที่ควบมาด้วยตำแหน่ง OTOP ประจำถิ่น

  • ------------------------ ก้าวกวี ------------------------


  • หน้า ๙. ๑๐๐ วิธีใช้ชีวิตฉบับอัมโปะ : [อัมโปะ]

  • หน้า ๑๐. ระเบียงใบไม้ : [ธุลีดิน] ภาพชีวิต

  • หน้า ๑๑. Book Review : [วนิดา (นามปากกา)] เห็นผู้หญิงที่เดินขากระเผลกนั้นไหม?

  • ------------------------ ก้าวกวี ------------------------


  • หน้า ๑๒. เรื่องสั้น : [ภีมะ ภุมรา] เทพธิดาแห่งฟ้าสวรรค์

  • หน้า ๑๓. ผู้ร่วมเดินทาง : [แทนขวัญ] เมื่อนั้นความลับจึงไม่มีในโลก


  • kaawss.jpg







    ๑. คมคำ-คมความ

    read3.gif


      "งานเขียนหนังสือเป็นการทำงานโดดเดี่ยวอยู่กับตัวเอง เป็นงานความคิด ดังนั้นการอ่าน การสังเกตชีวิตจึงเป็นสิ่งจำเป็น

      สำหรับคนที่อยากเข้ามาเขียน ก็สามารถเริ่มต้นได้ด้วยการอ่าน อ่านมากๆ อ่านให้แตก แล้วก็ฝึกฝน ก็มีเท่านี้แหละครับ ที่เหลืออยู่ที่คนอยากเขียนอึดพอหรือเปล่า"


    ‘วินทร์ เลียววาริณ’
    จาก ‘คุยกับวินทร์’ www.winbookclub.com



    kaawss.jpg


    ย้อนไปดูว่า มีอะไรในเล่มอีก






    ๒. บทบรรณาธิการ


    editortouch3.jpg


    เบื้องหน้าเราเป็นกรอบหน้าต่าง บานไม้เปิดออกกว้าง ขอสับรั้งเหนี่ยวไว้กันลมพัดบานปิด

    เมื่อเหม่อมองทอดสายตาผ่านกรอบบานนั้นแลเห็นดอกคูนสีเหลืองคล้ายใบไม้เล็ก ๆ เป็นช่อ ๆ ระยิบไหวอยู่กลางเปลวแดด, กลางสายลมฤดูร้อน-- อนิจจา ดอกคูนผลิดอกอีกคราแล้วหรือนี่

    เป็นทุกครั้งที่เมื่อได้เห็น เราสำนึกขึ้นมาโดยพลันว่า ฤดูร้อน และสงกรานต์กำลังคืบคลานเข้ามา ซึ่งถ้าคิดว่าช้า- มันก็ช้า คิดว่าเร็ว- มันก็เร็ว สุดแท้แล้วแต่อารมณ์จะนำพาจิตใจให้ได้นึกคิด...

    ในห้วงยามเทศกาลมหาสงกรานต์มีวันผู้สูงอายุ, มีวันครอบครัว เป็นการดีที่จะถือเอาช่วงวันหยุดนี้พบปะสังสรรค์กับบุคคลในครอบครัว หรือญาติสนิทมิตรสหายอันเป็นที่รักที่ได้ร้างราหายหน้าไประยะใหญ่ในรอบปีของแต่ละปี

    เมื่อมีการสังสรรค์แต่ละครั้งย่อมมีการกินดื่มซึ่งเป็นวิสัยอันปรกติ แต่ในความเป็นปรกตินั้นมีความไม่ธรรมดาแอบแฝงอยู่

    ไม่ธรรมดาเพราะว่าการดื่มกินนั้นนำพาเอาความสูญเสียต่าง ๆ มาทุกครั้ง

    ความสูญเสียแต่ละครั้งไม่สามารถประเมินค่าได้ โดยเฉพาะการสูญเสียชีวิต

    บางชีวิตสิ้นสูญจากการกระทำของบุคคลอื่น, บางชีวิตสูญสิ้นจากการกระทำของตนเอง ทำให้บางชีวิตไม่มีโอกาสพบหน้าค่าตากับบุคคลอันเป็นที่รัก...

    เราละสายตาจากดอกคูนกลับมาสู่แผ่นกระดาษว่างเปล่าที่ค้างคาอยู่บนโต๊ะอีกครั้ง, จดดินสอไส้ทู่เขียนมาจนถึงย่อหน้าสุดท้าย--

    ขอความสวัสดิภาพจงมีแด่ท่านผู้อ่านทุกท่าน •


    ด้วยมิตรภาพ
    มี.ค.๕๐



    kaawss.jpg


    ย้อนไปดูว่า มีอะไรในเล่มอีก






    ๓. ปากกาพาไป : นารินทร์ ทองดี


    สะดุดใจ



    ผมเป็นคนอีสานทั้งตัวและหัวใจ และก็เป็นเหมือนคนอีสานส่วนใหญ่ที่มาดิ้นรนหาเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องอยู่ในกรุงเทพฯ สาเหตุที่ผมอยากเขียนถึงคนอีสานบ้านเดียวกับผมในฉบับนี้ก็เพราะเมื่อไม่กี่คืนที่ผ่านมาผมบังเอิญถูกเพื่อนร่วมงานรุ่นพี่ใช้ให้ไปซื้อลาบมากินรอบดึก

    ร้านลาบร้านนี้ตั้งอยู่กลางซอยไม่ลึกนัก โดยทำเลที่ตั้งของซอยแห่งนี้ผมคิดว่าไม่น่าจะมีร้านอาหารตั้งอยู่ ผมก็คิดตามประสาคนที่มีความรู้ด้านการตลาด (จากการอ่าน) แบบงู ๆ ปลา ๆ นั่นแหละครับว่าร้านอาหารต้องตั้งอยู่ในทำเลที่มีผู้คนพลุกพล่านเพื่อหลีกเลี่ยงการเจ๊งของกิจการ ผมลืมคิดไปว่าทั่วทุกซอกตรอกซอยในกรุงเทพฯ นี้มีแต่คนอีสาน และคนอีสานส่วนใหญ่เขาก็กินอาหารอีสานกันเกือบจะทุกมื้อ ยกเว้นผม

    เมื่อผมเดินไปถึงทางแยกกลางซอย ผมก็ต้องตะลึงเมื่อเห็นคนนั่งเต็มร้าน ร้านนี้ไม่ใช่ร้านหรูหราอะไรหรอกครับเป็นเพียงห้องแถวห้องเดียวที่ผัวเมียคู่หนึ่งใช้ประกอบอาชีพขายอาหาร ลูกค้าส่วนใหญ่ของร้านนี้เป็นผู้ขับสามล้อ แท็กซี่ที่เลิกกะ ในประเด็นนี้ผมเข้าใจนะครับว่าไม่ว่าจะเป็นคนถิ่นไหนถ้าเลิกงานแล้วก็ต้องมีเมาก่อนกลับบ้านกันบ้างแหละ

    ผมสั่งอาหารแล้วนั่งรอ ขณะที่นั่งรอผมก็พลอยเพลินไปกับสำเนียงอีสานแถบกาฬสินธุ์ สารคาม ร้อยเอ็ด ผมฟังไปเพลินไปจนกระทั่งไปสะดุดกับเรื่องราวเรื่องหนึ่งที่อีตาคุณลุงคนหนึ่งเล่าด้วยเสียงที่ดังลั่นร้าน

    แกพูดถึงวงดนตรีน้องใหม่วงหนึ่งที่แยกวงมาจากวงดนตรีวงใหญ่วงหนึ่ง ในฐานะคนอีสานที่ชอบฟังหมอลำ เรื่องข่าวคราวแวดวงหมอลำผมจึงพอจะรู้มาบ้าง อาการ ดังแล้วแยกวง เกิดขึ้นได้ในทุกวงการ ประเด็นนี้ผมจึงไม่เก็บมาครุ่นคิดให้เปลืองสมอง เรื่องที่ผมครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลาก็คือ ในบรรดาเหล่าดาราของชาวอีสานที่เกิดจากโคลน พวกเขาเหล่านั้นมีวิธีเดินบนเส้นทางแห่งฝันอย่างไรจึงได้ไปส่องประกายเจิดจ้าอยู่บนฟ้าอย่างทุกวันนี้

    คงไม่ใช่ทุกคนที่จะไปถึงฝัน

    แต่คนที่ไปถึงฝันทุกคนล้วนมีชีวิตที่น่าศึกษา

    ชีวิตลุ่ม ๆ ดอน ๆ ของสาวโรงงานที่จบม.๓ ซึ่งไม่มีอะไรที่พิเศษกว่าคนอื่นเลยอาจจะได้รับการบันทึกไว้ในลักษณะชีวประวัติของนักร้องลูกทุ่งหมอลำในอนาคตเทียบเท่ากับ จินตหรา พูนลาภ, ศิริพร อำไพพงษ์ หรือต่าย อรทัย ในวันนี้ เพียงเพราะในแต่ละวันเธอชอบฟังและร้องเพลงหมอลำ

    ผมนั่งมองคนโน้นคนนี้พลางคิดอยู่คนเดียวว่า ไม่แน่นะ ในบรรดาลูกค้าที่มานั่งกินดื่มในร้านนี้อาจจะได้เป็นดาวสักดวงในอนาคต

    ผมยิ้มเมื่อไอ้หนุ่มโชว์เฟอร์สามล้อคนหนึ่งเริ่มร้องเพลง ละครชีวิต ของไมค์ ภิรมย์พร

    ผมออกจากร้านขายลาบเมื่อเพลงละครชีวิตจบลงแต่ชีวิตจริง ๆ ของเรายังไม่จบ ผมรู้-เขารู้ ในท่ามกลางแสงสลัวของไฟรายทาง ผมฮัมเพลง NOTHING GONNA CHANGE MY LOVE FOR YOU ขณะเดินกลับที่ทำงาน

    มันเป็นเพลงต่างชาติเพลงเดียวที่ผมร้องได้

    kaawss.jpg


    ย้อนไปดูว่า มีอะไรในเล่มอีก






    ๔. หยดน้ำผึ้งที่ปลายไม้ : กีรติ


    อุ๊ยคำ





      ลูกหลานพร้อมหน้าในวันครอบครัว
      วันที่อุ๊ยคำรอมานานนับสิบปี..มาถึงแล้วในวันนี้
      วันที่น้ำอบน้ำปรุง..บรรจงรดที่มือของอุ๊ยคำ

      ทุกวันสงกรานต์ล่อง
      อุ๊ยคำได้แต่ชำเลืองมอง
      ใครอื่นสวมกอดลูกรัก
      วันนี้เช่นกัน

      ข้างฝาบ้านถูกดินสอพองขีด
      l ll lll llll lllll llllll lllllll llllllll ยาวไกลเต็มพื้นที่
      อย่างที่อุ๊ยคำเองไม่รู้จุดหมายว่า วันที่สมหวังนั้นมาถึงเมื่อไร

      อุ๊ยคำรอ

      วันที่แกน่าจะดีใจมาถึง
      ลูกหลานพร้อมหน้า
      ต่างรดน้ำลงที่มืออุ๊ยคำ

      “หลับให้สบายเถิดนะแม่จ๋า”
      เสียงสะอื้นของคำหล้า ลูกสาวสุดท้อง

      หากอุ้ยคำหายใจต่ออีกสักหน่อย บางทีวันที่ลูกหลานพร้อมหน้ารดน้ำขอพร
      คงไม่ใช่วันสุดท้ายของอุ๊ยคำ

      หรือว่าความรักที่มอบให้บุพการีจักได้พบเพียงคำว่า ‘ไว้ก่อน’ อยู่ร่ำไป

      “น้ำเย็นสายนั้น ทำใจของอุ๊ยคำสงบนิ่งไหมหนอ”


    kaawss.jpg


    ย้อนไปดูว่า มีอะไรในเล่มอีก






    jonathan.jpg๕. ฟากฟ้า..ทะเลฝัน : โจนาธาน


    ผูกพันด้วยความเข้าใจ





    เบื้องหน้า...ท้องทะเลไร้คลื่นแรงลม บนฟากฟ้าหมองมัวหม่นปกคุลมไปด้วยกลุ่มเมฆสีเทา ไร้แสงตะวันสาดส่องสดใสเหมือนในวันเก่าก่อน, ห้วงยามนี้บรรยากาศเบื้องหน้านั้นช่างขัดแย้งกับความรู้สึกของฉันเสียจริง ๆ

    ขัดแย้งอย่างไรน่ะหรือ... ก็ทำไมล่ะกับบางครั้งที่ฉันสดชื่นสดใสกับจิตใจที่เบิกบานนั้นหลายสิ่งหลายอย่างรอบกายมักชอบขัดแย้งเสียเหลือเกิน, เธอคงอยากรู้สินะว่าฉันรู้สึกอะไร อะไรที่มันไปขัดแย้งกับบรรยากาศในห้วงยามนี้... หรือเธอคงไม่อาจอยากรู้- ก็ได้

    “รู้ได้อย่างไรว่า ‘ไม่อยากรู้’” เธออาจย้อนถามฉันกลับ

    “รู้ได้อย่างไรว่า ‘อยากรู้’” นี่ก็อีกคำถามที่เธออาจถามย้อนกลับถามฉัน

    ฉันหัวเราะ, ขอให้ฉันได้หัวเราะออกมาเถิดที่รัก แม้ว่าเธอจะอนุญาตหรือไม่อย่างไรก็ตาม ฉันก็อยากที่จะหัวเราะออกมาอยู่ดีนั่นเอง หัวเราะกับความนึกคิดที่มีทั้งขัดแย้งและเอาแต่ใจตัว หัวเราะกับนิสัยที่ไม่เคยเปลี่ยน... มันก็แปลกที่เมื่อก่อนไม่เคยมีความรู้สึก ไม่เคยมองเห็นสิ่งที่แย่ ๆ ในตัวของฉันเองเลยสักครั้ง, สักกี่ครั้งกันเชียวที่ฉันปฏิบัติเช่นนั้นต่อเธอ สักกี่ครั้งกัน...

    หรือมันไม่แปลกสำหรับเธอ, หรือเธอว่าไม่แปลก คนแต่ละคนก็ย่อมมีอัตลักษณ์เฉพาะตนสินะ ถ้าว่าแปลกก็ต้องแปลกกันทุกคน เมื่อแปลกกันทุกคนแล้วก็เป็นเรื่องธรรมดา ๆ ของคนนั่นเอง เพียงแต่จะแปลกต่างกันก็ในรายละเอียดปลีกย่อย- เท่านั้น

    บางสิ่งบางอย่างระหว่างเธอและฉันมีความชอบเหมือนกันแต่ขณะเดียวกันเธอและฉันอาจมีความชอบมากกว่าหรือน้อยกว่า, เราดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแปลกแตกต่างอย่างไม่เคยแตกแยกกันได้ เราดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันท่ามกลางความขัดแย้งกันได้ขอเพียงแค่เราเข้าใจความแปลกของกันและกันได้เท่านั้น...

    ทำไม?... และทำไม, ทำไมหนอความคิดดังกล่าวของฉันจึงเพิ่งดำเนินมา ณ เวลานี้- เวลาซึ่งไม่มีเธออยู่เคียงข้างกายของฉันเสียแล้ว

    ฉันไม่อยากคิด, ไม่อยากแม้จะเอื้อนเอ่ยถึงความรู้สึกเช่นนี้อีก... ทว่า ฉันจะทำได้ดังที่คิดนั้นได้ละหรอกหรือ... •

    ด้วยความรักที่มีต่อเธอ
    โจนาธาน
    มี.ค.๕๐



    kaawss.jpg


    ย้อนไปดูว่า มีอะไรในเล่มอีก







    Coffee Brake.




    วรรณกรรมที่ดีคือ
      ๑. จะต้องนำเสนอปรากฏการณ์ตามความเป็นจริง
      ๒. จะต้องสะท้อนให้เห็นถึงเหตุ ของปัญหา หรือที่มาของปรากฏการณ์ตามความเป็นจริง
      ๓. ต้องชี้ให้เห็นทางออก ทาง แก้ไข อยู่ในนั้นด้วย และทั้ง ๓ ส่วนนี้จะต้องใช้ศิลปะการนำเสนอซึ่งแต่ละคนจะ ไม่เหมือนกัน ผู้เขียนจะโดดเด่นเป็นพิเศษ…


    ถ้าต้องการความก้าวหน้าในศิลปะของการประพันธ์จะต้องฝึกเขียนและอย่าไปมุ่ง เรื่องการประกวด เพราะการคิดแบบนี้จะทำให้ใจของเราครึ่งหนึ่งไม่เต็มแล้ว เรา หวังรางวัล หวังให้เรื่องของเราแปลกเด่น ตรงนั้นเป็นการปรุงแต่งทั้งหมด ไม่ใช่ งานเขียนจริง ๆ ของเรา แต่ถ้าเราเขียนเพราะเราอยากจะเขียนอย่างนี้จะดี กว่า…

    งานเขียนมันพัฒนาไปพร้อม ๆ กับสังคม นักเขียนที่ดีคือคนที่เข้าใจสังคม เข้า ใจโลก, เข้าใจโลกทัศน์, มีทัศนะในการมองโลกอย่างถูกต้อง นั่นแหละจะทำให้งาน เขียนมีความหมายที่ดี เขาเรียกงานสร้างสรรค์, สร้างสรรค์สังคม, สร้างสรรค์ตัว เอง และจิตสำนึกจิตทั้งตัวผู้เขียนและผู้อ่านไปพร้อม ๆ กัน

    เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

    บทสัมภาษณ์ในฐานะกรรมการตัดสินในสาขาวรรณกรรม
    รางวัลศิลปะเพื่อเยาวชน ไทย (YOUNG THAI ARTIST AWARD) ปีที่ ๒
    จัดโดยมูลนิธิซิเมนต์ไทย

    Picture from :
    essentialvermeer.20m.com



    kaawss.jpg


    ย้อนไปดูว่า มีอะไรในเล่มอีก






    ๖. DekAd : Black&Pink


    ชีวิต...ในวันสงกรานต์



    และแล้วปฏิทินก็เปลี่ยนหน้าเข้าสู่เดือนเมษายนที่ใครหลายคนรอคอยจนได้ ทำไมถึงต้องรอคอยน่ะหรือครับ? ก็เพราะเดือนนี้เป็นเดือนที่มีวันหยุดยาวนานที่สุดน่ะสิ แถมยังมีประเพณีที่ใครหลายคนรอคอยเสียด้วย คือ ประเพณีสงกรานต์ หรือ ปีใหม่ไทยเรานั่นเอง และในช่วงวันพิเศษอย่างนี้พี่ไทยเราก็จ้องที่จะเมากันเต็มที่อยู่แล้วครับ แต่ว่าในช่วงวันหยุดสงกรานต์นั้นใช่ว่าจะมีแต่ความสนุกเพียงอย่างเดียว หากคุณสนุกจนลืมตัว หายนะจะเข้ามาสู่คุณอย่างแน่นอน

    ผมอยากให้ดูสถิติอุบัติเหตุในช่วงสงกรานต์เมื่อปีที่ผ่านมา (พ.ศ.๒๕๔๙) กันครับ ซึ่งเกิดอุบัติเหตุขึ้นทั่วประเทศ ๕,๓๒๗ ครั้ง มีผู้เสียชีวิต ๔๗๖ คน บาดเจ็บอีก ๕,๙๘๕ คน โดยเฉพาะวันที่ ๑๓-๑๕ เมษายน มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นวันละร่วมสองพันครั้ง เสียชีวิต ๓๐-๔๐ คนต่อวัน ตัวเลขนี้ไม่ใช่เล่น ๆ เลยนะครับที่ชีวิตของคนเราในช่วงไม่กี่วันจะร่วงกันเป็นใบไม้ได้ขนาดนี้ แต่ว่าเนื่องจากการช่วยกันรณรงค์ของหลาย ๆ ฝ่ายทำให้ อุบัติเหตุลดลงจากปีที่แล้วถึงร้อยละ ๕.๗๕ และเสียชีวิตลดลงร้อยละ ๘.๘๑ แน่ะ

    สำหรับสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุดได้แก่ เมาสุรา ร้อยละ ๒๑.๖๘ รองลงมาคือ ขับรถเร็วเกินกำหนด ร้อยละ ๑๗.๑๓ และขับขี่มอเตอร์ไซค์ไม่ปลอดภัย ร้อยละ ๑๒.๙๔

    แต่ถ้าจะคิดถึงยานพาหะที่เกิดอุบัติเหตุมากที่สุดตลอดปี มอเตอร์ไซค์เป็นอันดับหนึ่งครับ สังเกตุได้จากประสบการณ์ส่วนตัวของผมเองครับที่มักเห็นเด็กเทสต์หรือเด็กแวนท์ตามแต่ที่จะเรียกกันไปบิดมอเตอร์ไซค์บนพื้นที่เปียกลื่นไปด้วยน้ำและแป้งดินสอพองออกไปเล่นสงกรานต์ โดยชอบนักเชียวที่จะขี่ล่อให้โดนสาด (เมื่อก่อนผมก็ทำ ฮ่า ๆ) ซึ่งเสี่ยงมากนะครับหากถ้าคุมรถไม่อยู่หรือโดนสาดน้ำในขณะที่กำลังขี่รถมาอย่างเร็วอะไรจะเกิดขึ้น แถมยังไม่มีหมวกกันน็อกอีก ทีนี้เข้าทางผมเลยครับ ผมมีตัวอย่างโฆษณารณรงค์ให้สวมหมวกกันน็อกของต่างประเทศมาให้ชมกัน



    จริง ๆ แล้วเป็นโฆษณาที่รณรงค์ให้สวมหมวกกันน็อกสำหรับผู้ขี่จักรยานต่างหาก แต่ผมดูแล้วน่าเอามาปรับใช้กับโฆษณารณรงค์ให้สวมหมวกกันน็อกมอเตอร์ไซค์เสียจริง แบบว่าเห็นแค่นี้ก็อะหยองแล้วครับ แต่อย่างไรก็ตามครับ ผลสำรวจ สำหรับผู้สวมหมวกกันน็อกนั้นช่วยลดจํานวนผูเสียชีวิตจากอุบัติเหตุไดถึง ๕๗ คนในทุก ๆ ๑๐๐ คน ทีเดียวเชียวนะครับทำเป็นเล่นไป และจากการสํารวจการใชหมวกกันน็อกในบางพื้นที่ที่ทางศูนยวิจัยอุบัติเหตุแหงประเทศไทยไดทําการสํารวจไวจาก จํานวนมอเตอร์ไซค์ ๒๒,๑๔๔ คัน ซึ่งมีผูใชมอเตอร์ไซค์ทั้งหมด ๓๑,๓๐๐ คน พบวาจากจํานวนนี้มีผูใชหมวกกันน็อกคิดเป็นสัดสวนร้อยละ ๖๘ เท่านั้นเอง ซึ่งแสดงว่ายังมีผูใชมอเตอร์ไซค์อีกร้อยละ ๓๒ ที่ไมไดใชหมวกกันน็อก เฮ้อ...น่าเป็นห่วงจริง ๆ ครับ

    อ้อ ก่อนจากกันเหลือบมองขึ้นไปสักสองสามย่อหน้าก่อน จะเห็นได้ว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นรองลงมาจาก เมาแล้วขับคือการขับรถเร็วเกินกำหนด ผมจึงมีโฆษณานี้มาฝากอีกหนึ่งชิ้นครับ



    เมื่อเห็นโฆษณาที่ผมเอามาฝากแล้ว ทีนี้ก็เลือกเอาเองครับว่า จะดูแลความปลอดภัยของคุณได้ดีแค่ไหน เริ่มต้นจากตัวเราก่อนไม่เสียหายหรอกครับ อย่าลืมนะครับ ชีวิตของคุณในวันสงกรานต์นั้น อยู่...หรือไป คุณเป็นฝ่ายเลือก ขอให้โชคดีและมีความสุขในวันขึ้นปีใหม่ไทยกันถ้วนหน้านะครับผม...


    หมายเหตุ : -
    คอลัมน์นี้มิใช่เป็นการยกตัวขึ้นเป็น**รูทางด้านงานโฆษณาแต่อย่างใดของผู้เขียน (เพราะผู้เขียนยังคงอ่อนด้อยในหนทางสายนี้ยิ่งนัก ทั้งงานเขียนและงานโฆษณา) แต่เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวที่มาจากการหลงใหลในงานแขนงนี้เท่านั้น และขออภัยล่วงหน้าหากผู้เขียนเกิดทะลึ่งไปเหยียบตาปลาใครเข้า อยากบอกว่า “ผมมิได้ตั้งใจคร้าบ-บ-บ”

      แหล่งข้อมูล : -
    • www.adintrend.com สำหรับที่มาของงานทั้งสองชิ้น

    • www.thaisafety.net สำหรับข้อมูล

    • www.thaihealth.or.th สำหรับข้อมูลและสถิติ


    kaawss.jpg


    ย้อนไปดูว่า มีอะไรในเล่มอีก






    pcorn.jpg๗. หอมกลิ่นป๊อบคอร์น : จี-รา


    CAST AWAY



    ลองนึกภาพดูว่าหากโลกใบนี้คือเกาะร้างแห่งหนึ่งในมหาสมุทรกว้างไกลสุดสายตา ชีวิตเล็ก ๆ ของเราถูกบางสิ่งบางอย่างซัดพาให้มาอยู่ที่นี่ โดดเดี่ยว และไร้ความมั่นคงแน่นอน คลื่นลมที่รายล้อมหอบเอาความปรวนแปรมาให้อยู่อย่างสม่ำเสมอ

    หลายครั้งหลายหนที่ความสิ้นหวังเข้าเกาะกุมจิตใจ ความเหนื่อยล้าท้อแท้ต่ออุปสรรคปัญหาที่เหมือนจะไม่มีทางออกอยากจะหาทางหนีออกจากเกาะแต่ก็จนปัญญา อาจบางทีสิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้ดีที่สุดก็คือการนั่งลงบนหาดทรายแล้วมองคลื่น

    ชัค โนแลนด์- วิศวกรระดับสูงของบริษัทรับส่งพัสดุด่วน Fed Ex ผู้ซึ่งผูกทุกอย่างของชีวิตไว้กับเวลา เขาจัดการกับทุกนาทีอย่างคุ้มค่าที่สุดในด้านธุรกิจขนส่งแต่กลับสูญเสียและแทบจะไม่สามารถกำหนดเวลาได้แม้สักช่วงสั้น ๆ ที่จะใช้มันร่วมกับเคลลี่- แฟนสาวที่เขากำลังจะแต่งงานด้วย

    ในการเดินทางครั้งหนึ่งท่ามกลางสภาพอากาศที่เลวร้าย ชัคประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกแถบมหาสมุทรแปซิฟิค เขาถูกกระแสคลื่นซัดพาไปติดอยู่บนเกาะร้างแห่งหนึ่งที่มองเห็นเพียงมหาสมุทรกว้างไกลสุดสายตา และนั่นคือโลกทั้งหมดที่เขามี

    ชัคพยายามจะหนีออกไปจากเกาะหลายครั้ง แต่ทุกครั้งเขาก็พ่ายแพ้ต่อกระแสคลื่นที่โหมเข้ามาอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ชัคดำรงชีวิตอย่างคนป่าเพื่ออยู่รอดไปวัน ๆ เขาอาศัยอยู่ในถ้ำ เรียนรู้การก่อไฟและหาอาหาร สิ่งหนึ่งที่ยังคงยึดเหนี่ยวจิตใจของเขาไว้ได้ก็คือเคลลี่

    เวลาเปลี่ยนผ่านจากเดือนเป็นปี แม้ว่าการหาทางหนีออกจากเกาะจะเป็นเรื่องที่สิ้นหวังไปแล้วแต่ทุก ๆ วันชัคก็ยังคงนั่งมองคลื่น

    แล้ววันหนึ่ง กระแสคลื่นก็พาบางสิ่งมาให้..

    หลายจังหวะชีวิตที่เราพานพบกับความท้อแท้สิ้นหวัง คล้ายว่าทุกสิ่งรอบตัวได้โหมซัดพาเอาปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ นานามากองพะเนินอยู่ตรงหน้าจนเราพ่ายแพ้อย่างหมดท่า ยอมจำนนและปิดหูปิดตาไม่กล้ามองออกไปยังมหาสมุทรผืนนั้นอีกต่อไป

    นั่นเองที่อาจทำให้เราพลาดหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิต

    เพราะหากมองดูดี ๆ บางครั้งคลื่นลมก็พัดสิ่งล้ำค่าเข้ามาเกยฝั่ง ขอเพียงไม่จมอยู่กับความท้อแท้สิ้นหวังที่รายล้อม ใช้สติและปัญญาเพื่อที่จะมองให้เห็นมัน บางทีเราอาจพบโอกาส

    ชัคตัดสินใจต่อแพขึ้นอีกครั้งด้วยวัสดุที่มีอยู่ทั้งหมด และจากการเฝ้ามอง เรียนรู้ฤดูกาลของกระแสคลื่นลมมาตลอดสี่ปี ในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จ

    ชัคกลับมาพบเคลลี่แต่ก็ต้องรับรู้ว่าเขาได้สูญเสียเธอไปอีกครั้ง เคลลี่แต่งงานแล้วและกำลังมีครอบครัวเล็ก ๆ ที่อบอุ่นน่ารัก ชัคเสียใจมากแต่ก็เป็นความจริงที่เขาเองต้องยอมรับ

    แท้จริงแล้วชีวิตคนเราอาจเป็นเช่นนั้น ฟันฝ่าอุปสรรคปัญหาเพื่อจะหลุดพ้นออกมาจากเกาะแห่งความสิ้นหวังแต่กลับต้องพบเจอกับความเศร้าเสียใจที่รออยู่บนชายฝั่ง

    ชัคเล่าให้เพื่อนสนิทคนหนึ่งฟังว่าตอนที่ติดอยู่บนเกาะเขาเคยคิดฆ่าตัวตาย แต่หลังจากที่เขาทดสอบการรับน้ำหนักของกิ่งไม้ที่จะใช้แขวนคอนั้นเขาก็พบว่าแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่สามารถควบคุมความตายของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นเวลา วิธีการ หรือสถานที่ และตอนนั้นเองที่เขารู้ว่าเขาจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปถึงแม้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

    ชัคสูญเสียวิลสัน- ลูกวอลเล่ย์บอลที่เป็นเพื่อนเพียงคนเดียวตลอดสี่ปีที่อยู่บนเกาะไปในระหว่างการเดินทาง ชัคสูญเสียเคลลี่ หญิงสาวเพียงคนเดียวที่เขารักอย่างหมดหัวใจเมื่อเขากลับมาถึงฝั่ง แต่สิ่งหนึ่งที่เขาจะไม่มีวันสูญเสียไปก็คือความหวัง ชัคได้รับรู้ถึงความหมายที่แท้จริงของการมีชีวิตอยู่นั่นคือ ความสวยงามของวันพรุ่งนี้ที่กำลังจะมาถึง

    แม้ว่าบทสรุปจบท้ายจะเป็นอย่างไร สุขสมหวัง หรือ เศร้าเสียใจ และไม่ว่าสิ่งที่รออยู่ตรงเส้นขอบมหาสมุทรแห่งนั้นจะดีหรือร้าย เราก็ต้องออกจากเกาะไปหามัน เราจะต้องไม่สิ้นหวัง

    เราจะต้องไม่สิ้นหวัง..





    ‘เพราะพรุ่งนี้-เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นอีกครั้ง ใครจะรู้ว่ากระแสน้ำจะพาอะไรมา..’



    image009.jpg

    CAST AWAY (2000)
    At the edge of the world, his journey begins.
    กำกับการแสดงโดย ROBERT ZEMECKIS
    แสดงนำโดย TOM HANKS, HELEN HUNT
    ภาพประกอบ www.thecia.com.au

    kaawss.jpg


    ย้อนไปดูว่า มีอะไรในเล่มอีก






    ๘. อิสระวิถี : ต้นน้ำ บัวไร


    อิสระวิถี (๓) : ขันน้อยจากเมืองเหนือที่ควบมาด้วยตำแหน่ง OTOP ประจำถิ่น
    ต้นน้ำ บัวไร : เดินเรื่อง





    แนะนำตัวกับผู้อ่านหน่อยสิครับ
    - สวัสดีครับ ผมชื่อขันเงิน โอวว์ มิใช่ขันเงินที่ร้องเพลงฮิฟฮ็อฟนะครับ แต่เป็นขันเงินฉลุลายจากเชียงใหม่

    คุณเป็นขันเหนือ
    - ขันเงินครับ

    ครับขันเงิน คุณชอบสงกรานต์ไหมครับ
    - ชอบซิครับ จะมีสักกี่เทศกาลที่เจ้านายเขาจะใช้ขันเงินอย่างผม นอกจากวันนี้ส่วนใหญ่ผมก็ต้องถูกเก็บอยู่ในตู้ โชว์ อีกอย่างผมชอบอะไรที่เป็นประเพณีไทย ๆ ด้วย

    ดูคุณไม่ค่อยได้ถูกใช้งาน
    - ครับ เจ้านายผมเขากลัวผมจะเป็นรอย เพราะค่าตัวผมแพงมาก ส่วนใหญ่เจ้านายจะใช้ผมตักน้ำสำหรับสรงน้ำพระในวันสงกรานต์ หรือไม่ก็น้ำที่ใช้ในพิธีมงคล ในวันสำคัญต่าง ๆ เท่านั้น

    คุณรู้สึกอย่างไรที่สงกรานต์สมัยนี้ปืนฉีดน้ำเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
    - ไม่ทราบซิครับ ผมไม่รู้สึกอะไรนะ ผมว่าประเด็นหลักของวันสงกรานต์มิใช่การสาดน้ำหรือฉีดน้ำใส่กัน จุดมุ่งหมายของวันสงกรานต์ คือการทำบุญทำทาน ระลึกถึงสิ่งดีงาม กตัญญูต่อผู้มีพระคุณ วันแห่งครอบครัว ส่วนการสาดน้ำหรือฉีดน้ำเป็นเพียงสิ่งที่ทำขึ้นเพื่อดับความร้อนจากอากาศที่อบอ้าวมากกว่าซึ่งไม่มีก็ได้ คุณลองคิดดูซิครับว่า ระหว่างขันเงินใบสวยอย่างผมกับปืนฉีดน้ำพลาสติก อย่างไหนจะขาดไม่ได้ในวันสงกรานต์

    คุณกลัวไหมที่จะถูกลืม
    - ไม่ครับ ไม่กลัว อย่างน้อยที่สุด ขันเงินอย่างผมก็น่าจะอยู่ในตู้โชว์ได้อย่างสง่าผ่าเผยกว่าปืนฉีดน้ำ ถ้าถึงวันที่ปืนฉีดน้ำครองสงกรานต์

    สงกรานต์ปีนี้คุณอยากได้อะไรเป็นพิเศษ
    - ยาแก้เมาน้ำอบครับ

    คุณมีอะไรจะฝากถึงเจ้านายคุณไหม ไม่แน่เขาอาจจะเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ ก้าว...รอ...ก้าว
    - มีครับ เป็นสิ่งที่ผมอัดอั้นมาหลายปี เจ้านายครับ พอถึงเวลาก่อพระเจดีย์ทรายกรุณาบอกลูก ๆ ของเจ้านายด้วยนะครับว่า อย่าเอาขันเงินอย่างผมไปตักทราย คันยิก ๆ มาทุกปีแล้ว

    kamkam_tonnam@hotmail.com
    http://tonnambuarai.exteen.com/



    kaawss.jpg


    ย้อนไปดูว่า มีอะไรในเล่มอีก






    ก้าวกวี


    เขียนจดหมายถึงพระพุทธเจ้า



      ª ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
      ข้าพระองค์ย่ำเดินโลกวิสัย
      เสพรสเปรี้ยวหวานเค็มเข้มถึงใจ
      รสพระธรรมเป็นฉันใดหนอพระองค์

      ª ข้าพระองค์กิเลสหนาปัญญาตื้น
      ปล่อยวันผ่านคืนไปหลับหลง
      เย่อหยิ่งอหังการ์ ทระนง
      ไม่เป็นผู้มั่นคงในพระธรรม

      ª ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
      โลกนี้กำลังเผชิญยุคเถื่อนถ้ำ
      ทุกหย่อมหญ้าสาธารณ์ล้วนม่านดำ
      คนระสายระส่ำขย้ำกัน

      ª คนเสี่ยงดวงกับดาวอยู่บนฟ้า
      ขอพรจากเทวาฟ้าสวรรค์
      ซื้อหวยเรียงเบอร์ เล่นพนัน
      ตัดพ้อทุกวี่วันกรรมอันใด

      ª ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
      ข้าพระองค์ย่ำเดินโลกวิสัย
      เสพรสเปรี้ยวหวานเค็มเข้มถึงใจ
      รสพระธรรมเป็นฉันใดหนอพระองค์ฯ


    ภีมะ ภุมรา
    ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐



    kaawss.jpg


    ย้อนไปดูว่า มีอะไรในเล่มอีก






    umpo.jpg๙. อัมโปะ



    15. อยู่อย่างกลมกลืนในฐานะสิ่งมีชีวิตตัวหนึ่ง


    16. ทำให้แตกต่างในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง




    kaawss.jpg


    ย้อนไปดูว่า มีอะไรในเล่มอีก






    leafterrace.jpg๑๐. ระเบียงใบไม้ : ธุลีดิน


    ภาพชีวิต





      ยามบ่ายระเบียงร้อนด้วยไอแดด
      ฉันหอบเสื่อ กาน้ำชา แก้ว หนังสือ หมอน
      มาปูบนพื้นหญ้าใต้ชายคากระท่อม
      ยิ่งคล้อยบ่าย ร่มเงาใต้ชายคายิ่งกว้างออกไป

      สายลมพัดเอื่อยเย็นสบาย
      นกกาน้ำดำผุดดำว่ายเล่นเกมไล่ล่าที่ตัดสินกันด้วยชีวิต
      กับฝูงปลานิลในบ่อ
      สักพักก็โผขึ้นไปเกาะเสา กางปีกตากแดด

      สงสัยพักเหนื่อย

      เป็นเช่นนี้ก็ดีสินะ
      ออกกำลังกายไปด้วย
      ทำงานหากินไปด้วย อาบแดดไปด้วย
      ดูท่าจะมีความสุขหยอกเสียเมื่อไร

      ฉันก้มหน้าอ่านหนังสือ
      สักครู่ได้ยินเสียงจ๋อม! ฉันเงยหน้ามอง
      เจ้ากาน้ำโผกลับลงไปดำผุดดำว่ายต่อ

      ไกลออกไป...
      ลุงสร้อยกับป้าตุ่นกำลังวางปู

      ตามขอบบ่อคันนาปูเปี้ยวชอบเจาะรูสร้างที่อยู่อาศัย
      เมื่อก่อนการจะจับปูต้องใช้ทักษะความชำนาญ
      แต่ตอนนี้มีการผลิตกระป๋องล่อเหยื่อให้ปูเข้าไปจับเหยื่อ
      จากนั้นปากกระป๋องก็จะดีดปิดลง เจ้าปูเป็นอันเสร็จ
      การดักปูเปี้ยวจึงเป็นงานที่ทำได้ทั่วไป
      แค่เอากระป๋องเหยื่อมาวางไว้ที่ปากรู
      แล้วทิ้งไว้สักพักค่อยกลับมาเก็บ
      ไม่ต้องเดินจับด้วยมืออย่างแต่ก่อน

      ลุงสร้อยเตรียมกระป๋อง
      ป้าตุ่นเป็นคนวาง

      ฉันวางหนังสือลง
      นั่งมองคนทั้งสอง
      ทั้งสองสูงวัยแต่ร่างกายยังแข็งแรงเดินเหินแคล่วคล่อง

      นั่งมองคนทั้งคู่แล้วต้องอมยิ้ม

      ช่างน่าอิจฉานัก
      สามีภรรยาช่วยกันทำงาน
      เห็นหน้ากันตลอดเวลา

      อยู่กับแดดกับลม
      ไม่ต้องวุ่นวายกับเล่ห์เหลี่ยมกลโกงในสังคมคน
      ทั้งร่างกายก็แข็งแรงทนฟ้าทนฝน

      กลางวันวางกระป๋องเสร็จลุงสร้อยก็คว้าจักรยาน
      ป้าตุ่นคว้าเอวนั่งซ้อนท้าย กลับบ้านไปกินข้าว
      บ่าย ๆ จึงออกมาเก็บกระป๋องแล้ววางรอบเย็น

      ชีวิตเช่นนี้ไม่ใช่หรือที่ฉันปรารถนา
      ทำมาหากินง่าย ๆ
      มีเวลาอยู่กับคนที่เรารัก
      เก็บเล็กผสมน้อยห่างไกลแรงโลภโมโทสัน
      กินแค่พออิ่ม เก็บแค่พอใช้

      ฉันยิ้มเพราะรับรู้ว่าชีวิตพอเพียง
      มีอยู่แล้วในชีวิตประจำวันนี่เอง
      มีอยู่ทั่วไปในชนบท

      เจ้ากาน้ำโผขึ้นมาอาบแดดอีกครั้ง
      ฉันก้มหน้าอ่านหนังสือต่อ
      สักพักลุงสร้อยป้าตุ่นเดินมาที่กระท่อม
      คงวางปูเสร็จแล้วเตรียมกลับบ้าน

      ฉันเงยหน้าขึ้นยิ้มทักทาย

      “น่าอิจฉาจริงนะสองคนคุยกันทั้งวัน”

      “อิจฉาอะไร คุยกันจนไม่รู้ว่าจะคุยเรื่องอะไรแล้ว” ป้าตุ่นว่า

      “เอาน้ำสักหน่อยไหม?” ฉันตั้งท่าจะลุกไปรินน้ำเย็นให้

      “ไม่เป็นไรไม่ต้องหรอก นั่งพักสักเดี๋ยวก็จะกลับบ้านแล้ว” ลุงสร้อยควักใบจากซองยาสูบขึ้นมานั่งมวน

      “ดีนะงานกลางแจ้งอย่างนี้ทำให้ร่างกายแข็งแรง”

      “โอ๊ยดีที่ตรงไหน เลอะดินเปรอะโคลนตากแดดตัวดำลำบากตรากตรำละไม่ว่า” ป้าตุ่นค้าน

      “เบี้ยก็ได้น้อย” ลุงสร้อยจุดยาสูบ มวนยาแดงวาบ

      “น้อยที่ไหนได้แน่ ๆ อย่างน้อยวันละสองร้อยรู้นา” ฉันแกล้งหยอก
      ทั้งสองยิ้ม “เดี๋ยวว่าง ๆ จะลองวางบ้าง” ฉันว่า

      “โอ๊ยอย่ามาทำเลยอายเค้า อยู่อย่างนี้ล่ะดีแล้ว” ป้าตุ่นพับกระสอบที่ใช้ใส่กระป๋องดักปู

      “กลัวแย่งปูหมดใช่ไหม?”

      “ม่ายหรอก...งานมันต่ำอย่ามาทำเลย” ลุงสร้อยพ่นควันแล้วพูดต่อ “เราก็แค่หากินไปวัน ๆ”

      เงากระท่อมทอดยาวตามตะวันที่คล้อยต่ำลง
      ฉันมองคนทั้งสองปั่นจักรยานไปบนถนนดินในเงาแสงยามเย็น
      จักรยานรึก็ไม่ต้องเต็มน้ำมัน
      คนทั้งสองปลูกพืชผักสวนครัวรับประทาน
      วัน ๆ แทบไม่มีค่าใช้จ่าย
      หาได้มาเท่าไรก็เก็บเท่านั้น

      ทั้งสองลับตาไปแล้ว
      ขณะที่ฉันอิจฉาชีวิตเขาทั้งสอง
      ทั้งคู่จะเคยคิดอิจฉาตัวเองบ้างมั้ยนะ?

      เสียงดังจ๊อม!
      ฉันหันไปดู
      เจ้ากาน้ำยังคงดำผุดดำว่ายไม่ยอมกลับรัง

      .......



    kaawss.jpg


    ย้อนไปดูว่า มีอะไรในเล่มอีก






    ๑๑. Book Review



    เห็นผู้หญิงที่เดินขากระเผลกนั้นไหม?...
    โดย วนิดา (นามปากกา)



    หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ญี่ปุ่นเริ่มฟื้นฟูบูรณะประเทศเป็นการด่วนในทุก ๆ ด้าน ทั้งวิทยาการเทคโนโลยี การศึกษา ชีวิต สังคม ดนตรี ฯลฯ ไล่รวมไปถึงอีกสิ่งหนึ่งที่ญี่ปุ่นได้ฝากฝีไม้ลายมือไว้ในเวทีโลก…วรรณกรรม

    SOUTH OF THE BORDER, WEST OF THE SUN เขียนโดย ฮารูกิ มุราคามิ เป็นนวนิยายชิ้นเอกที่ทำให้ผู้อ่านลุ่มหลงงงงวยไปกับการตีค่าความหมายในการดำเนินชีวิตและอัศจรรย์กับพลังรักอันพันลึกแนบแน่นของตัวละครทั้งสามที่กระทำต่อกันในแต่ละช่วงชีวิต จะว่าไปงานชิ้นนี้ได้สะท้อนอะไรหลาย ๆ อย่างที่เป็นความจริงของชีวิตมุราคามิอยู่มากทีเดียว ด้วยลักษณะการนำเสนอตัวละครเอกอย่าง ฮาจิเมะ-เด็กน้อยที่ลืมตาดูโลกภายใต้สังคมใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเพิ่งผ่านพ้นไปหมาด ๆ

    ฮาจิเมะเป็นลูกคนเดียวของครอบครัว เขาถูกเลี้ยงดูโดยปราศจากความอบอุ่นจากสองมือพ่อแม่ การเติบโตของฮาจิเมะจึงเป็นการเติบโตด้วยสายตาที่เขาสัมผัสกับทุกสิ่งรอบข้างผนวกกับชีวิตที่เขาสัมผัสคิด

    ฮาจิเมะโตมาพร้อมกับภวังค์ของตนทั้งสิ้น กระทั่งจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ของชีวิตได้เริ่มขึ้นเมื่อชะตาลิขิตให้เขาได้พบกับ ชิมาโมโต-เด็กหญิงที่เป็นกระจกสะท้อนภาพของฮาจิเมะได้ทุกกระเบียดนิ้ว

    สาวน้อยชิมาโมโตผู้มีขาข้างซ้ายเป็นโปลิโออันเล็กลีบ กับ ฮาจิเมะผู้โดดเดี่ยว

    ทั้งสองรู้จักกันตอนอายุสิบสองปี ต่างฝ่ายต่างแลกเล่าถึงประสบการณ์ของตนให้แก่กัน การที่ได้ใกล้ชิดสัมผัสกันของทั้งสองได้สร้างความเห็นใจ ความอาทร และรอยยิ้มที่ตราตึงทั้งสองไปตลอดการมีชีวิต

    แต่ชีวิตย่อมคือชีวิต หาสิ่งใดแน่นอนได้ดั่งที่คิดหรือ...

    ไม่นานทั้งคู่ก็ต้องแยกย้ายกันไปคนละทิศทาง

    ฮาจิเมะกลับตกร่องปล่องชิ้นกับยูกิโกะ, รักของทั้งสองแรกเริ่มแต่ครั้งยังศึกษาอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยไล่ไปถึงพยานรักสองชีวิตที่เป็นเลือดเนื้อของทั้งสอง ฮาจิเมะได้ดิบได้ดีกับอาชีพที่เขาคิดว่าเหมาะกับตนมากที่สุดนั่นคือการเป็นเจ้าของแจ๊ซบาร์ถึงสองแห่ง เมื่อมองดูภายนอกนี่คือคนที่ปกติสมบูรณ์ดี ไม่มีพิษภัยต่อสังคม กลับกันเบื้องลึกในจิตใจของฮาจิเมะล้วนเต็มไปด้วยคำถาม...

    คำถามที่เขาต้องการเพียงแค่คำตอบเดียวก็คือชิมาโมโต ผู้หญิงที่ไม่เคยตายไปจากความทรงจำของฮาจิเมะ!

    วันหนึ่งคำตอบที่เขาใฝ่หามาตลอดก็เดินกลับเข้ามาในชีวิตเขาและนั่นเองที่ดลให้ฮาจิเมะได้ตาสว่างถึงความเป็นจริงของชีวิตถึงขั้นตกผลึกทางความคิด เมื่อชิมาโมโตปรากฏตัวพร้อมกับเสนอความตายที่เสมือนเป็นบทสรุปของความรักของทั้งสอง

    ทางฝั่งตะวันตกชี้นิ้วไปที่นวนิยายชิ้นนี้ว่าเป็นอีโรติก ถึงกระนั้นก็ตามมันก็ไม่ได้อีโรติกจ๋าชนิดแก้ผ้าตลอดเรื่อง จริงอยู่เนื้อหาของเรื่องตัวละครจะใช้เซ็กซ์ในการค้นหาคำตอบของการดำเนินชีวิต แต่ช่วงก่อนการจะแก้ผ้านั้นก็ยังมีสารัตถะที่แอบแฝงให้ผู้อ่านขบคิดอยู่มากไม่แพ้กัน

    งานของมุราคามิชิ้นนี้ยังคงจัดอยู่ในขบวนของวัฒนธรรมป๊อบอย่างโจ่งแจ้งเด่นชัด อาทิ การเรียกร้องความใคร่ในวัยเรียน การฟังเพลงแจ๊ซ ชีวิตที่คร่ำอยู่แต่ในบาร์ หรือแม้แต่การให้ความรักเป็นคำตอบสุดท้ายของชีวิตเหล่านี้นั้นเป็นอิทธิพลของกระแสหลักวัยรุ่นในสายธารศิลปะร่วมสมัยที่มุราคามิแสดงให้เห็นว่าเจนจัดปานใด

    จุดเด่นอีกข้อที่ไม่ควรมองข้ามก็คือมิติของตัวละคร โดยเฉพาะตัวฮาจิเมะกับชิมาโมโต การสร้างปมด้อยของทั้งสองตัวละครกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้ผู้อ่านเห็นใจเขาทั้งสองและอาจเลยไปถึงขั้นเอาใจช่วยให้ทั้งสองสมหวังในรัก

    จินตภาพของสาวขาลีบผู้เดินกระย่องกระแย่งไม่แข็งแรงจะพิมพ์ใจผู้อ่านได้ตระหนักถึงความรักของหนุ่มสาวที่มีให้แก่กันว่า ปริมาณอันใดกันแน่ที่ควรมีมากและควรใช้ปริมาณอันนั้นไปถมช่องว่างเล็ก ๆ ของคนทั้งสองที่ส่งผลสะเทือนสังคมใหญ่ซึ่งโยงใยถึงกันเป็นหมวดหมู่ของมนุษย์

    “ผมจำขาข้างนั้นของเธอได้เป็นอย่างดี” ฮาจิเมะกล่าว

    แล้วคุณจะจำขาข้างนั้นและความรักของทั้งสองได้เป็นอย่างดีเช่นกัน •

    SOUTH OF THE BORDER, WEST OF THE SUN
    Author Haruki Murakami
    Original title 国境の南、太陽の西 (Kokkyō no minami, taiyō no nishi)
    Country Japan
    Language Japanese
    Genre(s) Novel
    Publisher Vintage (English Edition)
    Released 1992 (Japanese Edition), 2000 (English Edition)
    Pages 192 pages
    ISBN 0-09-944857-2
    Preceded by Dance Dance Dance
    Followed by The Wind-Up Bird Chronicle

    kaawss.jpg


    ย้อนไปดูว่า มีอะไรในเล่มอีก






    ก้าวกวี


    ความเปลือยเปล่าในชีวิต
    โดย แทนขวัญ



    ผมตื่นมาพบร่างกายเปลือยเปล่าของตนเอง
    ผมค้นพบความเป็นอิสระในความเปลือยเปล่าของชีวิต
    ผมพยายามปลดเปลื้องพันธนาการ
    ผมอยากหลุดพ้น

    เธอเดินเข้ามาในร่างเปลือยเปล่า
    เธอทำให้ผมค้นพบความเป็นอิสระในความเปลือยเปล่าของชีวิต
    เธอปลดเปลื้องพันธนาการของผม
    เธอผู้หลุดพ้น

    ผมและเธอในร่างเปลือยเปล่า
    ผมและเธอค้นพบความเป็นอิสระในความเปลือยเปล่าของชีวิต
    ผมและเธอปลดเปลื้องพันธนาการแห่งกัน
    ผมและเธอจึงหลุดพ้น •


    kaawss.jpg


    ย้อนไปดูว่า มีอะไรในเล่มอีก






    ๑๒. เรื่องสั้น


    เทพธิดาแห่งฟ้าสวรรค์
    โดย ภีมะ ภุมรา



    “หญิงสาว...
    เธอคือแพรวรุ้งพราวให้เพริดฝัน
    เป็นหนึ่งน้ำทิพย์หวานแห่งคืนวัน
    ดื่มด่ำอมตะนั้นนิรันดร...”*


    ที่ผุดเกิดในขณะปัจจุบันคือนึกถึงบทกวีของ เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์* มันฉายชัดและจัดแจงจินตนาการความรู้สึกได้ดีนักแล

    จะทำไฉน? อย่างไรดี ความรัก ความคิดถึง ความประทับใจฯ

    จะบอกเธอตรงๆ หรือเขียนใส่กระดาษมอบให้เธอ

    จะดีไหม? หากจะบอกเธอด้วยเสียงแผ่วเรียบ

    ไม่ดีกว่า อาจลางทีเสียงบรรจงตกแต่งเพื่อให้ดูดีที่สุดอาจเป็นเสียงที่ตกประหม่าพร่าสั่น และอาจทำให้เธอตกใจ มองเห็นความอ่อนแอจากลูกผู้ชายอย่างผม

    จะดีไหม? หากเพียงยื่นมือออกไป ยื่นออกไปเพื่อจะให้ผลลัพธ์จากบ่วงปรารถนา แม้การณ์นี้จะเป็นการรอคอยที่แสนทรมาน เพียงเพื่อต้องการฟังเสียงการตอบรับ การตอบรับที่สะเทือนสะท้อนไปทั่วพิภพแผ่นดิน แม้ตัวผมเองจะเข้าใจ-หยั่งซึ้งถึงแก่นแห่งการตบมือข้างเดียวย่อมไม่ดัง แต่เมื่อเธอนั่งอยู่ใกล้ๆ ใกล้อยู่ชั่วเอื้อม มีตัวมีตนอยู่จริง ไม่ใช่ความฝันเฟื่องฟุ้ง มันย่อมเป็นไปได้

    บอกเธอเลยดีไหม?

    ไม่ดีกว่า ไม่ต้องหรอก ไม่ต้องบอกเธอก่อน เพราะหากบอกออกไปแล้วเธอไม่ตอบรับ อาจทำให้ใบหน้าที่บอบบางอาจแตกเพล้งไม่เหลือชิ้นดี หรือจะหยั่งด้วยตรรกะสากลในลักษณะ “พบกันครึ่งทาง” แสดงสัญลักษณ์พอให้เธอรู้ เป็นลักษณะตัวเราไม่ต้องเดินไปจนสุดทางหรอก เดินไปแค่เพียงครึ่งทาง ยืนรอเธออยู่อย่างนั้นแหละ หากเธออยู่ในห้วงเสน่หาเสียแล้ว เธอต้องเดินเข้ามา เดินมาพร้อมกับคำตอบ คำตอบที่อาจทำให้เราคลั่งตายไปต่อหน้าต่อตา

    ดูซีนั่น สายลมโปรยเป่าผมเธอโบกสยายอยู่ไหวๆ ดวงตาที่ส่งประกายวิบวับทอดมองเวิ้งน้ำที่เรื่อยไหลไปไม่รู้หน เธอเหมือนเทพีแห่งความรักที่กำลังหยิบยื่นความรื่นรมย์ให้กับโลกขรุขระ

    ดูซีนั่น ริมฝีปากบางสีชมพูเรื่อ กึ่งยิ้ม-คล้ายกุมเก็บค่าแห่งถ้อยคำหมื่นล้านจะจำนรรจ์

    ดูซีนั่น มือที่ประคองหนังสือกวีนิพนธ์ที่คนเขาไม่คิดจะหยิบขึ้นมาอ่านให้ปวดสมอง เรียวนิ้วที่เล็กเรียว เล็บที่โค้งรีสะอาดสะอ้าน เหมือนมือคู่นี้ไม่เคยหยิบจับความหยาบกระด้างเท่าที่มีในโลกหล้า

    พอเถอะ พอสำหรับการสาธยายองคาพยพแห่งเธอด้วยสายตาหยาบคายของผม

    หัวอกที่ร้อนรุ่มราวจะแผดไหม้ หากวันนี้ไม่ได้บอกออกไป ถ้อยวาจาที่ขนัดแน่นในอกอาจลุกไหม้ระเบิดเปรี้ยงปร้าง ยังผลให้รัตติกาลนานกว่าที่เป็น

    ผมหลับตาลง ค่อยๆ สูดลมหายใจเข้าอย่างช้าๆ ลึกๆ แผ่วเบา และไม่ลืมที่จะหายใจออก

    ขอให้วันวันนี้นิรันดร

    ผมหยิบสมุดบันทึกเล่มคร่ำคร่ามาพลิกเปิดเบาๆ ด้วยกริ่งเกรงกลิ่นสาบแห่งความสามัญจะทำลายบรรยากาศที่เทพีแห่งความรักได้ปรากฏ

    คงไม่เป็นการหยามหมิ่นกระไรนักหากผมจะเลือกจดบันทึกให้เทพธิดาผู้เลอโฉมแทนการบอกเธอด้วยคำจา ผมไม่ถนัดจัดเจนในการสื่อสารด้วยคำพูด กระทั่งเพื่อนมิตรรอบข้างที่ผมพูดด้วยต่างเคยพูดเย้าว่า ผมคล้ายนักปรัชญากรีกโบราณ คิดมาก พูดน้อย เข้าใจยาก ซ้ำแล้วเมื่อผมหันมาเขียนเรื่องบางเรื่องให้เพื่อนอ่านไม่ว่าจะเป็นเรื่องสั้น บทกวี มันก็บอกให้ได้ปลื้มอยู่เสมอมาว่าผมเขียนได้ลึกซึ้งดีนัก ดีจนมันเป็นคนธรรมดาสามัญไม่อาจเข้าใจได้ ผมได้แต่หัวเราหึหึ และบอกเพื่อนไปว่า มีแต่นางฟ้าเท่านั้นจึงเข้าใจได้

    เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมจึงเขียนบันทึกถึงนางฟ้าวิมานของผมด้วยมือสั่นเทา ด้วยคิดว่ามีแต่เธอเท่านั้นที่อธิบายขยายความแทนผมได้

    สุดที่รักของผม, เคยมีคนบอกคุณไหมว่า คุณมีองค์ประกอบแห่งความเป็นหญิงในตัวมากกว่าสามประการ สวยหนึ่ง น่ารักหนึ่ง เต็มไปด้วยพลังหนึ่ง เพียงเท่านี้คุณก็สามารถเดินอยู่บนดวงดาวได้แล้ว ช่างประไรหากใครเขาจะไม่สามารถมองเห็นคุณสมบัติของคุณได้ด้วยตาเปล่า ไม่รู้คุณจะเชื่อผมไหม? หากผมบอกว่า ผมเป็นกวี กวีที่เขียนอักขระให้นางอัปสรขับขานกล่อมเทพเทวา ก็ในเมื่อเขียนให้คนด้วยกันไม่มีใครเข้าใจได้ ผมจึงได้แต่เขียนฝากไว้ในฟ้าสวรรค์ เช่นเดียวกัน หากผมเลือกจะเขียนจดหมายถึงหญิงสาวคนใด คนคนนั้นต้องมีคุณสมบัติมากกว่าสามประการข้างต้นนั้น และคุณก็เป็นดาวดวงหนึ่งในบรรดาดาวในฟ้าสวรรค์ อย่างไรก็ตามเชื่อเถิดว่าจดหมายฉบับนี้ ผมไม่ได้เขียนเพื่อฝากส่งไปถึงฟ้าสวรรค์ แต่ผมกำลังจะหยิบยื่นให้เทพธิดา เทพธิดาผู้เดินดิน ในเมื่อผู้เดินดินไม่อาจเป็นเทพธิดาได้ทุกคน ผมจึงเลือกที่จะให้เฉพาะคนที่เป็นเทพธิดาเท่านั้น หวังว่าคุณคงเข้าใจนะครับ

    ครั้งแรกที่จรดปากกาลงหน้ากระดาษ มือผมสั่นเทาด้วยตกประหม่าในการทำหน้าที่เกินเกินวิสัย แต่เมื่อเขียนไปๆ มือที่จับปากกาเริ่มมั่นคง ตัวอักขระได้ถ่ายทอดจิตวิญญาณลงไปอย่างซื่อสัตย์ เมื่อเป็นดังนี้แล้วมันจึงไม่เหลือวิสัยสามัญชนอย่างผมจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนแห่งคำว่า “รัก” ฝากไว้ในโลกขรุขระ

    “ผมรักคุณ”


    สุดที่รักของผม, ผมไม่อาจกล่าวถึงความเป็นผมให้มากไปกว่านี้ได้ ขอให้รู้เพียงว่า ผมเป็นกวี กวีที่พร้อมจะเขียนจดหมายให้คุณอ่าน กวีที่พร้อมจะปรนคำรักอยู่ค่ำเช้า กวีที่พร้อมจะเขียนคำว่าดอกไม้ไว้ข้างกำแพงคอนกรีต

    ... จะบอกคุณอย่างไรดี, สุดที่รักของผม


    ดูซีนั่น สายน้ำที่ไหลไปไม่รู้หน กระเพื่อมน้ำที่กระทบฝั่งระลอกแล้วระลอกเล่า สายลมหอบเอาความชื่นเย็นจากสายน้ำมาโปรยเป่า หญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ กำลังเก็บหนังสือบทกวีเข้ากระเป๋าใบงามนั้น

    แต่ละชีวิตต่างมีต้นสาย-ปลายทาง มีขึ้นต้องมีลง มีพบมีพรากจากกัน มีรักมีร้างลา อา...ชีวิตประจำวัน สาวเจ้ากระชับกระเป๋าใบงามแนบอกอิ่มขอโทษขอทาง ลุกขึ้น... กดกริ่ง รถจอดป้ายปลายทางแห่งเธอ

    ผมปิดสมุดบันทึก สูญเสียพลังการก้าวเดิน มองเห็นปลายทางแต่ละคนที่ต่างกัน มองเห็นการจากไปต่อหน้าต่อตา ที่ว่างข้างๆ จะเป็นใครต่อไป...

    ผมกระชับสมุดบันทึกลุกขึ้น... กดกริ่ง รถจอดป้ายปลายทางแห่งผม •


    kaawss.jpg


    ย้อนไปดูว่า มีอะไรในเล่มอีก






    ๑๓. ผู้ร่วมเดินทาง


    เมื่อนั้นความลับจึงไม่มีในโลก
    โดย แทนขวัญ



    บางครั้งมันเป็นการยากที่จะอธิบายความรู้สึกง่าย ๆ ที่อยู่ในใจหรือพรรณนาถึงสิ่งที่ได้เห็นและเป็นไป แต่มันก็ไม่ยากเกินกว่าจะเข้าใจ... หรือบางอย่าง บางอารมณ์ บางความรู้สึกควรจะ ละไว้ในฐานที่เข้าใจ - WOULD BE BETTER TO LEFT IT UNSAID ซึ่งไม่เท่ากับ AN UNTOLD STORY ที่ไม่เท่ากับ SECRET

    ละไว้ในฐานที่เข้าใจ - WOULD BE BETTER TO LEFT IT UNSAID เป็นการบ่งบอกสถานะซึ่งอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจเดียวกันของบุคคลทั้งสองหรือมากกว่า ทั้งหมดทั้งมวลเข้าใจได้ว่าเป็นการรับรู้อารมณ์ความรู้สึก (ร่วม) ไปในทิศทางเดียวกัน มีความเข้าใจเดียวกัน หรือมีสื่อที่ช่วยสื่อออกมาให้ความเข้าใจมิคลาดเคลื่อนไปจากกัน-- ทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานของการเปิดเผย

    AN UNTOLD STORY บ่งบอกสถานะของคนทั้งสองได้ในระดับใดมิอาจคาดเดา การที่ฝ่ายหนึ่งมีเรื่องที่ไม่ (อยาก) บอกมันจึงไม่ (ถูก) บอกนี้จึงแสดงให้เห็นในเบื้องต้นได้ว่า ฝ่ายหนึ่งให้ความสำคัญกับ ‘เรื่องราว’ มากกว่าให้ความสำคัญกับ ‘บุคคล’ อีกฝ่ายหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าฝ่ายแรกไม่มีความใส่ใจการตีความไปในทางหนึ่งทางใดของอีกฝ่าย มีเพียงความรู้สึกอยากปกป้องเรื่องราวมากกว่าบุคคล-- ทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานของเงื่อนงำและคลุมเครือสิ้นดี

    SECRET มิอาจบ่งบอกสถานะของใครหรืออะไรได้ จากประสบการณ์ ข้าพเจ้าคิดว่าแม้ความสัมพันธ์จะอยู่ในระดับแนบหัวใจเพียงใด ผู้คนบนโลกนี้ยังคงนิยมที่จะมีความลับเป็นของตัวเองต่อผู้อื่นอย่างน้อย ๆ ก็หนึ่งอย่างหรือมากกว่า-- ทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานของความว่างเปล่า

    ข้าพเจ้าไม่เคยมีความยินดีหากถูกปฏิบัติหรือกระทำต่อมิตรภาพของข้าพเจ้าด้วย AN UNTOLD STORY และ SECRET หลายครั้งที่ข้าพเจ้ามิเคยกระจ่างใจในการดำรงชีวิตของผู้คนในสังคมโลกนี้หรือแม้กระทั่งของตัวข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้าเรียกร้องและปฏิเสธในสิ่งเดียวกันจากบุคคลที่แตกต่างในสภาวะแห่งอารมณ์ที่ต่างกัน อาจพูดได้ว่าคนเรามักแปรเปลี่ยนเงื่อนไขของตนเองไปตามปัจจัยแวดล้อม... เช่นนั้นหรือ นี่หรือคือ ‘อนัตตา’

    ข้าพเจ้าเคยสนทนากับบุคคลหลากหลายถึงเรื่องสาระแห่งชีวิต เรื่องที่ค่อนข้างหนักของชีวิต และบุคคลทั้งหลายลงความเห็นให้ข้าพเจ้าว่าข้าพเจ้ามีความแตกต่างทางอัตลักษณ์โดยสิ้นเชิงในหลายแนวทาง มีหลายครั้งที่หลายบุคคลกล่าวนำว่าข้าพเจ้าเป็นผู้ซึ่งใกล้หลุดพ้น ข้าพเจ้ามิอาจปฏิเสธหรือยอมรับในที ข้าพเจ้าคิดว่าข้าพเจ้าเป็นผู้ดำรงชีวิตอยู่บนความว้าเหว่และว่างเปล่า ข้าพเจ้ายืนอยู่บนปลายหน้าผาซึ่งเบื้องล่างคือทุกข์และเหตุแห่งทุกข์ แม้ข้าพเจ้ามิได้จมอยู่ในทุกข์หรือเหตุแห่งทุกข์เบื้องล่างข้าพเจ้าก็มิอาจละสายตาจากมุมมองเบื้องล่างนั้นได้ และเมื่อทุกข์สัมผัสได้โดยสายตามันย่อมตกกระทบมาถึงหัวใจและวิญญาณของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงมีความเวทนาเป็นยิ่งนักแก่สิ่งที่ได้พบเห็น นานวันข้าพเจ้ายิ่งหดหู่

    ณ จุดปลายหน้าผาที่ข้าพเจ้ายืนอยู่มันช่างโดดเดี่ยวและยากที่จะมีผู้ทุกข์ทนใดยอมทนความเวิ้งว้างตรงนี้ได้ ข้าพเจ้าคิดว่าผู้คนทั้งหลายยอมที่จะมีความสุขอยู่ในกองทุกข์มากกว่าที่จะทุกข์อยู่ความสุขที่แท้จริง ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ข้าพเจ้าร่วมเดินทางมากับบุคคลหลายหลากและเกือบจะถึงจุดปลายหน้าผานี้ มีบุคคลเกินกว่าครึ่งหนึ่งที่พากันเดินกลับลงไปยังเบื้องล่างตามเดิม แม้ว่าจะใช้เวลาเดินทางมากว่าหนึ่งในสามของชีวิตแล้วก็ตาม ข้าพเจ้าสุดจะเหนี่ยวรั้งผู้ใดไว้ได้ด้วยเพียงหัวใจและความอาลัยอาวรณ์ในส่วนลึก ทุกเส้นทางผู้คนต่างพอใจและพึงใจที่เลือกไปตามทางสายนั้นเอง แม้เส้นทางนั้นจะเวิ้งว้างว่างเปล่าและนำมาสู่ความทุกข์หรือสุขอันมองไม่เห็นและไม่อาจคะเนได้ผู้คนก็ยังคงก้าวเดินต่อไป ข้าพเจ้าเองก็ยังคงก้าวเดินต่อไป

    ข้าพเจ้าเริ่มเดินถอยหลัง ทีละก้าว ทีละก้าว จากปลายหน้าผา แผ่นดินที่อยู่ใต้เท้าข้าพเจ้าช่างนุ่มและเย็น ข้าพเจ้าก้มลงจูบคำนับดินด้วยความเคารพและร่ำไห้แก่ผู้อยู่เบื้องหลัง นับแต่นี้เรื่องราวของข้าพเจ้าจะเป็น AN UNTOLD STORY และตัวข้าพเจ้าจะกลายเป็นความลับ

    เมื่อนั้นข้าพเจ้าเชื่อเสมอว่าความลับไม่มีในโลก •


    kaawss.jpg


    ย้อนไปดูว่า มีอะไรในเล่มอีก





    kaawss.jpg
    ก้าว..รอ..ก้าว
    'บ้านหนอน' ออนไลน์แมกกาซีน สำนักหนอนสนทนา

    www.winbookclub.com
    http://kaawrowkaw.wordpress.com/
    kaawrowkaw@hotmail.com


    2007-04-01 00:15:01/

     


    กีรติ
    ความเห็นที่ 1

     
      ตอบโดย กีรติ   เมื่อ: 2007-04-01 02:32:10
    ปกนี้ได้ใจมากๆพี่น้อง

    ยังอ่านไม่หมดนะ ค่อยๆเล็มไปเรื่อย

    ขอบคุณที่มีกิจกรรมสร้างสรรค์แบบนี้อยู่เรื่อย
     


    สมธุ เจตนาน่าเตะตูด
    ความเห็นที่ 2

     
      ตอบโดย สมธุ เจตนาน่าเตะตูด   เมื่อ: 2007-04-01 08:34:52
    โอ...พระเจ้าจอร์จ มันยอดมากกกกก!!!
    นี่ต้องเป็นการโพสท์ที่จ๊าบบบบสุดในสยามประเทศเป็นแน่!
    ...
    ...

    โอว...ซารา ผมอ่านก้าวฯก่อนแล้ว !!!

     


    สมธุ เจตนาน่าเตะตูด
    ความเห็นที่ 3

     
      ตอบโดย สมธุ เจตนาน่าเตะตูด   เมื่อ: 2007-04-01 08:36:54
    อ้าว...ลืมไป!
    ท่านยางฯ! ขอเบอร์ขวาล่าง เปลี่ยน!
     


    สมธุ เจตนาน่าเตะตูด
    ความเห็นที่ 4

     
      ตอบโดย สมธุ เจตนาน่าเตะตูด   เมื่อ: 2007-04-01 08:48:59
    ยุ่งดูยิ่งเพลินวุ้ย!!
    ก้าวฯ๘
    ก้าวฯที่สมบูรณ์ ทั้งเนื้อหา แลรูปลักษณ์

    ได้เวลานำก้าวฯของพลพรรคหนอนออกวางตลาดเว็บบอร์ดทั่วสยามประเทศหรือยัง
    ขอรับพี่น้องงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง?

    (แล้วมันจาโพสท์ทำไมหลายทีฟะ?)
     


    ยางมะตอยสีชมพู
    ความเห็นที่ 5

     
      ตอบโดย ยางมะตอยสีชมพู   เมื่อ: 2007-04-01 12:14:14
    บอกแล้วไงจ๊ะ ท่านเถ้า ว่าปกเล่มนี้ผมตั้งใจทำสุดๆ ฮ่าๆๆ

    ดีนะเนี่ยที่ไม่แย่งกัน ของผมชอบคนล่างซ้ายฮะ หุหุ ^ ^
     


    Plin, :-p
    ความเห็นที่ 6

     
      ตอบโดย Plin, :-p   เมื่อ: 2007-04-01 14:03:10
    เฮ้ย ชอบล่างซ๊ายเหมือนกัน !!!
    ไปหานางแบบจากไหนเนี่ย

    น่าร๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

    ฮา
     


    Plin, :-p
    ความเห็นที่ 7

     
      ตอบโดย Plin, :-p   เมื่อ: 2007-04-01 14:10:10
    เดี๋ยว ๆ ๆ ๆ ซ้ายนี่คือ ซ้ายคือ ซ้ายของคนมองนะ ไม่ใช่ซ้ายของนางแบบ

    ซ้ายของนางแบบ หรือ ขวาของคนมอง คิ้วหน้าไปหน่อย ดุ ๆ ๆ ไม่เอา กลัว ๆ

    ล่างซ้าย ผมปิดหน้า น่าร๊ากกกกกกกก ยิ้มก็สวย ฮุ ฮุ ฮุ
     


    หนุงหนิง
    ความเห็นที่ 8

     
      ตอบโดย หนุงหนิง   เมื่อ: 2007-04-01 14:36:46
    โอว...พระเจ้าจอร์จ มันยอดมากจริงๆ

    ซาร่าแนะนำว่านำไปแปะเว็บอื่นได้เลย

    คุณเปาลีโนยังอยู่หรือเปล่า ออนเอ็มด่วน กำลังประชุมกองบอกอเจ้าค่ะ
     


    โจนาธาน
    ความเห็นที่ 9

     
      ตอบโดย โจนาธาน   เมื่อ: 2007-04-01 14:41:10
    ทำไมพวกท่านไม่โลภมากนะ กระผมชอบหมดเลย (ทั้งเล่ม)

     


    ป้าโค
    ความเห็นที่ 10

     
      ตอบโดย ป้าโค   เมื่อ: 2007-04-01 18:43:52

    ป้าก็ชอบเหมียนกัลล์
    เล่มนี้ มีอะไรเจ๋งๆเยอะนะ

    เรื่องสั้น+ระเบียงท่านเถ้า+หอมกลิ่นป๊อบฯ+ก้าวกวี...โอ้ย! สรุปคือ ชอบทั้งเล่มค้าบบบ
     


    แม่พลอย
    ความเห็นที่ 11

     
      ตอบโดย แม่พลอย   เมื่อ: 2007-04-01 22:30:00

    ลงชื่อว่าเข้ามาอ่านแล้วค่ะ ขอเป็นกำลังใจให้ทีมงานทุกท่าน
     


    แสนสุขสม นั่งชมวิหค
    ความเห็นที่ 12

     
      ตอบโดย แสนสุขสม นั่งชมวิหค   เมื่อ: 2007-04-02 01:44:25
    ยอดเยี่ยมครับทุกท่าน ^^
     


    pippin
    ความเห็นที่ 13

     
      ตอบโดย pippin   เมื่อ: 2007-04-02 13:02:01
    อิจฉา.....
    ขอขึ้นปกมั่งได้ป่าว?
    (เกี่ยวกะเค้าป่ะเนี่ย!!)
    pippinจะย้ายที่ทำงาน ไม่อยู่แถวถ.พระอาทิตย์แล้วน๊า
     


    วนิดา(นามปากกา)
    ความเห็นที่ 14

     
      ตอบโดย วนิดา(นามปากกา)   เมื่อ: 2007-04-02 18:40:01
    ขอบพระคุณทแกล้วอานันท์เป็นพิเศษ ที่ฝากงานผู้น้อยมาแจ้งเกิดในก้าวนี้ด้วย เป็นการ

    เกี่ยว...ก้อย...ก้าว โดยแท้นะท่านๆ

    ตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่ง รู้สึกสดชื่น ตาบาน

    จึงเวียนมาแวะคาราวะ
     


    saranya_nok.worm
    ความเห็นที่ 15

     
      ตอบโดย saranya_nok.worm   เมื่อ: 2007-04-03 00:05:16
    เข้ามาอ่านแล้วนะคะ เป็นกำลังใจให้สำหรับเล่มต่อไป รออ่านอยู่นะ...
     


    august30
    ความเห็นที่ 16

     
      ตอบโดย august30   เมื่อ: 2007-04-04 08:20:41
    เจ๋งมากเลยค่ะ เพิ่งจะเคยอ่าน ทำต่อไปเรื่อยๆ นะคะ ชอบๆ

    ป.ล. รูปหน้าปกไม่ชัดเลย ลองใช้คำสั่ง save for web สิคะ รูปจะชัดกว่านี้แถมปรับขนาดไฟล์ภาพให้เล็กลงเท่าที่เราต้องการได้เลยค่ะ แบบว่าอยากเห็นหน้าสาวสวยๆ แบบชัดๆ น่ะ อิๆ
     




    ข้อความ :
    สามารถเคาะ Enter หาต้องต้องให้เว้นบรรทัด หรือใช้คำสั่ง <br>
    ชื่อ :
    รูปภาพ :  
    ขนาดไม่เกิน 50K และต้องมีนามสกุลเป็น gif และ jpg
    รหัส :   2afe11c9
    ใส่รหัส :   (กรุณาใส่รหัสจากข้างบนนะครับ)