ผู้เขียน  หัวข้อ: โลกสี่เหลี่ยม : อิสรภาพของวาลฌอน
อานันท์

โลกสี่เหลี่ยม : อิสรภาพของวาลฌอน
 เมื่อ: 2005-04-20 20:12:32 


โลกสี่เหลี่ยม
'เคเบิลกาย'

อิสรภาพของวาลฌอน

1.
ประเทศฝรั่งเศส—ฌอน วาลฌอน อดีตนักโทษผู้ซึ่งได้รับการภาคทัณฑ์ หลังจากต้องรับใช้โทษด้วยการทำงานหนักในเหมืองหินจากข้อหาขโมยอาหาร เขาเดินโซซัดโซเซมาถึงหน้าโบสถ์หลังหนึ่ง เขาล้มตัวนอนด้วยความอ่อนเพลีย กระทั่งมีแม่ชีมาไล่ให้เขาไปนอนเป็นที่เป็นทาง วาลฌอนปฏิเสธที่จะทำตามคำขอของแม่ชี เนื่องจากประเมินดูสารรูปของตนเองแล้ว คงไม่มีเจ้าของบ้านใดยอมเปิดรับเขา แต่แม่ชีกลับชี้ไปยังบ้านหลังหนึ่งซึ่งเป็นบ้านของบาทหลวงในตำบลนั้น


ที่บ้านหลังนั้นต้อนรับวาลฌอนอย่างไมตรีจิต เขาเล่าถึงเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเขาให้บาทหลวงผู้นั้นฟัง เขากล่าวร้ายต่อพระเจ้าที่ทรงปลดปล่อยเขา เพื่ออะไร…เพื่อที่เขาซึ่งเป็นคนจนๆจะต้องกลับไปขโมยของกินอย่างนั้นอีกหรือ วันเวลาที่ผ่านมา ๑๙ ปีในคุกแท้จริงแล้วเขายังไม่ได้รับการลงโทษ วันต่อจากนี้ไปต่างหากที่เขาจะต้องรับโทษจริงๆ—เขาหัวเราะต่อโชคชะตา สุดท้ายก่อนที่จะเข้านอนเขากล่าวกับบาทหลวงว่า พรุ่งนี้หลังจากไปรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่อย่างไรเสียเขาจะเป็นคนใหม่ให้ได้


ระหว่างที่เขาหลับ เขาฝันเห็นภาพความทารุณ โหดร้าย ภาพที่เขาไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้คุม…เขาสะดุ้งตื่น เขาตัดสินใจเดินเข้าไปในห้องครัวรวบช้อน ส้อม มีด ซึ่งทุกอย่างล้วนทำด้วยเงินลงใส่ถุงย่าม ขณะที่บาทหลวงก็ลงมาตรวจตราความเรียบร้อยก็เผชิญหน้ากับเขา วาลฌอนตัดสินใจทุบต่อยลงไปที่ใบหน้าของบาทหลวงจนล้มลง…เขาก้าวเท้าออกจากบ้านนั้นในทันที!


รุ่งเช้า เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัววาลฌอนกลับมาที่บ้านของบาทหลวงพร้อมกับบอกว่าจับหัวขโมยได้ และวาลฌอนได้ให้การว่าบาทหลวงเป็นผู้ให้ของเหล่านั้นแก่ตน บาทหลวงยืนยันตามคำให้การของวาลฌอน เขาจึงได้รับการปล่อยตัว ก่อนออกเดินทาง บาทหลวงได้ยกเครื่องเงินเหล่านั้นให้เขาและบังกล่าวกับวาลฌอนว่า ‘อย่าลืม..อย่าลืมสัญญาที่บอกว่าจะเป็นคนใหม่ ฉันไถ่ถอนวิญญาณของเธอจากความบาปด้วยเครื่องเงินเหล่านี้…อย่าลืม’


2.
เมืองวิ**—๙ ปีต่อมา ฌอน วาลฌอนได้เป็นนายกเทศมนตรีแห่งเมืองวิ** และเป็นเจ้าของกิจการเครื่องปั้นดินเผา มีฐานะความเป็นอยู่อย่างผู้มีฐานะมั่งคั่ง ในวันหนึ่ง--วาลฌอนได้พบกับ จาแวร์—อดีตผู้คุมเรือนจำเหมืองหิน ผู้ซึ่งได้ย้ายมาเป็นสารวัตรตำรวจที่เมืองวิ** วาลฌอนจดจำจาแวร์ได้เสมอ ในขณะที่จาแวร์นั้นยังไม่แน่ใจว่าวาลฌอนใช่อดีตนักโทษที่หลบเลี่ยงการรายงานตัวหรือไม่ เนื่องจากสถานภาพของวาลฌอนได้เปลี่ยนไปและเป็นถึงนายกเทศมนตรีของเมืองเล็กๆแห่งนี้


ขณะเดียวกัน มีเหตุการณ์ยุ่งๆเกิดขึ้นในโรงงาน แฟนทิน--คนงานหญิงในโรงงานของวาลฌอนได้ถูกผู้จัดการโรงงานไล่ออกด้วยข้อหาที่เธอมีลูกนอกสมรส การมีลูกของหญิงที่ยังไม่แต่งงานในสมัยนั้นถือเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรมตามหลักศาสนาอย่างรุนแรง เธอจำใจต้องขายเส้นผมของเธอซึ่งยาวสลวยให้กับร้านทำผมเพื่อแลกกับเงินเพียง ๑๐ ฟรังค์ และสุดท้ายเธอต้องประกอบอาชีพเป็นโสเภณีเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินเพื่อเป็นค่าที่อยู่และส่งไปให้กับครอบครัวที่รับอุปการะ ‘โคเซ็ท’ ลูกสาววัย ๘ ขวบของเธอ


หลังจากที่วาลฌอนได้เผชิญหน้ากับจาแวร์ วาลฌอนรู้ดีว่าจาแวร์นั้นมีความสงสัยเคลือบแคลงถึงประวัติของเขาในอดีต วาลฌอนจึงตัดสินใจถอนเงินจากธนาคารทั้งหมด และนำเงินทั้งหมดนั้นไปฝังไว้ที่ชายป่าของเมือง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์อันไม่พึงประสงค์ในวันข้างหน้า


จาแวร์ตามกัดวาลฌอนไม่ปล่อย วันหนึ่ง--เขาเสนอวาลฌอนผู้เป็นนายกฯว่า เขาต้องการทำสำมะโนประชากรของเมืองวิ**ย้อนหลังไปเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว วาลฌอนแน่ใจเป็นที่สุดแล้วว่าสารวัตรจาแวร์ผู้นี้ต้องการจับเขากลับไปอยู่ที่คุกเหมืองหินอีกครั้ง และนี่อาจจะเป็นเวลาที่เขาต้องหนี--หนีจากกฎอีกครั้งหนึ่ง


ที่กรุงปารีส—หัวหน้ากรมตำรวจไม่สนับสนุนความคิดของจาแวร์นัก และไม่เชื่อในสิ่งที่เขากล่าวหาวาลฌอนว่าเป็นอดีตนักโทษ เนื่องจากนายกฯวาลฌอนเป็นคนดี เป็นผู้มีเมตตา มีคุณธรรม มีแต่ชาวเมืองรักใคร่ อีกทั้งการกล่าวหาของจาแวร์ยังขาดซึ่งหลักฐานที่จะปรักปรำ จาแวร์สัญญาว่าจะหาหลักฐานด้วยทุกวิถีทางมาแสดงให้กับกรมตำรวจให้จงได้ ด้วยเหตุผลที่เขาเชื่อมั่นว่า 'หน่วยงานของรัฐบาลไม่ควรมีคนทุจริต แม้จะเป็นอดีตก็ตาม’ และเมื่อนั้นประชาชนจะได้รู้ว่า แท้จริงแล้ว ฌอน วาลฌอน ก็คืออดีตนักโทษคนหนึ่งเท่านั้น


คืนหนึ่ง--ในเมืองวิ** แฟนทินในสภาพของหญิงโสเภณีได้ถูกกลุ่มชายทำร้ายร่างกายในขณะที่จาแวร์ออกตรวจตราพื้นที่ จาแวร์จับตัวเธอเพื่อจะนำไปคุมขัง เมื่อวาลฌอนรู้เรื่องจึงไปทำการไกล่เกลี่ยตามข้อเท็จจริงและเพื่อรักษาไว้ซึ่งความยุติธรรม เมื่อพบกับวาลฌอน แฟนทินก็ตราหน้าเขาว่าเป็นผู้ที่ทำให้เธอต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ วาลฌอนไม่ถือโทษโกรธเธอ กลับขอให้จาแวร์ปล่อยตัวเธอไป แน่ละ—จาแวร์ไม่ยอมทำตาม วาลฌอนจึงต้องอ้างสิทธิของนายกเทศมนตรีตามกฎหมาย จาแวร์จึงต้องจำใจปล่อยตัวแฟนทิน ซึ่งในขณะนั้นเธอได้เป็นลมหมดสติไป ด้วยมีสภาพร่างกายที่ย่ำแย่จากความเป็นอยู่ที่ยากจนแร้นแค้น


วาลฌอนเป็นผู้ที่รับดูแลและอุปการะแฟนทิน โดยพาเธอไปรักษาตัวที่สำนักนางชีในเมือง ช่วงเวลานั้นคนทั้งสองเริ่มมีความผูกพันกันโดยอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีงาม วาลฌอนได้ให้สัญญากับเธอว่าจะรับโคเซ็ท--ลูกสาวมาอยู่กับเธอ เขาได้ส่งเงินค่าเลี้ยงดูให้กับครอบครัวที่อุปการะโคเซ็ท กระทั่งวันหนึ่งเขาเริ่มแน่ว่าใจว่าครอบครัวนั้นโกหกเรื่องการขอขึ้นค่าเลี้ยงดูที่ขอขึ้นอยู่เรื่อยๆ เขาจึงตัดสินใจที่จะไปรับเด็กสาว ในขณะที่สุขภาพของแฟนทินนั้นย่ำแย่ลงทุกวันๆ


จาแวร์สร้างเรื่องขึ้นมาบอกกับวาลฌอนว่า เขาได้จับนักโทษที่ใช้ชื่อว่า ‘คาร์น็อท’ และได้สารภาพว่าตัวตัวนั้นคือ ฌอน วาลฌอน--ในวันพิพากษาวาลฌอนได้รับเชิญให้ไปร่วมรับฟังการตัดสินนั้นด้วย และเมื่อการพิพากษาที่ถูกจัดฉากโดยจาแวร์สิ้นสุดลง ชายนักโทษที่ชื่อคาร์น็อทต้องรับโทษในข้อหาของ ’ฌอน วาลฌอน’ วาลฌอนจึงไม่อาจที่จะยอมและทนให้ผู้ที่ไม่มีความผิดมารับโทษแทนตนเองได้ เขาจึงประกาศและสารภาพต่อหน้าศาลว่า เขานี่แหละคือ ‘ฌอน วาลฌอน’ ตัวจริง ท่ามกลางความพิศวงงงงวยของบรรดาขุนนางและข้าราชการ และความสาแก่ใจของจาแวร์


เมื่อวาลฌอนเดินทางกลับไปหาแฟนทินที่สำนักนางชีที่เมืองวิ** เธอมีอาการทรุดหนักลงอย่างมาก เธอมีชีวิตอยู่เพื่อยื้อระยะเวลาเพื่อที่จะได้พบหน้าลูกสาว เธออยากมีชีวิตอยู่เพื่อร่วมพิธีรับศีลของโคเซ็ท--นั่นคือความปรารถนาของเธอที่กล่าวกับวาลฌอน วาลฌอนได้ให้สาบานกับแฟนทินว่าเธอจะต้องได้พบหน้าลูกอย่างแน่นอน ขณะเดียวกันจาแวร์ก็ตามมาที่สำนักนางชีเพื่อที่จะจับกุมตัววาลฌอน เขาขอเวลาจาแวร์หนึ่งวันเพื่อที่จะไปรับโคเซ็ท จาแวร์ไม่ยอมรับเงื่อนไขดังกล่าววาลฌอนจึงขัดขืนการจับกุม ในขณะที่คนทั้งสองต่อสู้กันนั้นแฟนทินตกใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากเธอป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจจึงทำให้เธอหายใจติดขัด และเสียชีวิตในที่สุด


วาลฌอนหนีรอดจากการถูกจับกุมโดยได้รับความช่วยเหลือของบัววาซ--ผู้กองหนุ่มแห่งกองตำรวจเมืองวิ** ผู้ซึ่งศรัทธาในความเป็น ‘นายกเทศมนตรี’ ของวาลฌอน แม้จะรู้ดีว่าเขามีอดีตเป็นนักโทษก็ตาม จาแวร์ทำการบุกค้นโรงงานซึ่งเป็นที่พักของวาลฌอน ไม่พบตัวผู้ต้องหา กลับพบว่าวาลฌอนไม่ได้เอาสมบัติอะไรติดตัวไปเลย คงเจอแต่เพียงเอกสารโอนกิจการทั้งหมดให้กับลูกจ้างโดยแบ่งออกเป็นหุ้น หุ้นละเท่าๆกัน จาแวร์โกรธและแค้นวาลฌอนเพิ่มมากขึ้น เขาพลาดโอกาสที่จะจับตัววาลฌอนเสียจนได้!


วาลฌอนย้อนกลับไปที่ชายป่าเมืองวิ** เขาขุดเงินที่ถอนมาจากธนาคารขึ้นมาแล้วออกเดินทางไปบ้านที่อุปการะ โคเซ็ท ที่นั่นเขาพบว่าโคเซ็ทมีความเป็นอยู่ไม่ต่างจากทาส เขาอ้างสิทธิจากจดหมายของแฟนทินซึ่งให้เขาเลี้ยงดูบุตรสาวต่อจากเธอ


โคเซ็ทรับวาลฌอนเป็น ‘พ่อ’ และวาลฌอนได้พาโคเซ็ทไปพักอาศัยอยู่ที่สำนักนางชีที่กรุงปารีส โดยตัวเขาเข้าทำงานเป็นภารโรงที่นั่น เขาไม่เคยติดต่อกับโลกภายนอกอีกเลย กระทั่งวันที่โคเซ็ทโตเป็นสาวแรกรุ่น…


เรื่องราวมันน่าจะจบลงได้ในตรงส่วนนี้ถ้าหากว่าความสนใจโลกภายนอกของโคเซ็ทไม่บังเกิดขึ้น วาลฌอนไม่อาจทนเห็นแก่ตัวเองโดยการขโมยความสุขของลูกสาว เขาไม่อาจทนฝืนใจบังคับให้โคเซ็ทบวชเป็นแม่ชี ได้ วาลฌอนจึงกลับออกมาเผชิญโลกภายนอกอีกครั้ง—ครานี้เพื่อลูกมิใช่เพื่อตนเอง


3.
วันเวลาผันผ่านไปสิบปี สารวัตรจาแวร์ได้โคจรมาพบกับวาลฌอนอีกครั้ง และเรื่องราวของการจองเวรยังคงไม่จบลงอย่างที่คิด! ถ้าหากว่าโคเซ็ทไม่ไปเกี่ยวข้องกับมารัส เด็กหนุ่มหนึ่งในแกนนำขบวนการนักศึกษาต่อต้านการเอารัดเอาเปรียบของรัฐบาล ขณะเดียวกันหน้าที่การงานของจาแวร์ก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ จากเมืองเล็กๆเช่นวิกูมาเป็นเจ้าหน้าที่ปกครองระดับสูงในปารีส จาแวร์ได้รับมอบหมายหน้าที่สอดส่องความเคลื่อนไหวของพวกกบฏโดยเฉพาะพวกแกนนำ วันหนึ่งสายของจาแวร์มารายงานเขาว่า มารัสมักจะออกไปพบโคเซ็ทที่ถนนหน้าบ้านของเธอเป็นประจำในยามค่ำคืน จาแวร์สั่งให้สายสืบตรวจสอบข้อมูลของครอบครัวโคเซ็ท ในที่สุดเขาก็รู้ว่า วาลฌอนคือพ่อของโครเซ็ทนั่นเอง ส่วนวาลฌอนนั้นห้ามโคเซ็ทไปพบกับมารัสเนื่องจากไม่ต้องการเผชิญหน้ากับจาแวร์ โคเซ็ทไม่ยอมทำตามที่เขาขอร้อง สุดท้ายวาลฌอนจึงไม่มีทางเลือกอื่นจึงต้องเข้าช่วยเหลือกลุ่มของมารัส


คืนหนึ่ง--จาแวร์หวังลอบจับเอาตัวโคเซ็ทเพื่อต่อรองแลกตัวกับวาลฌอน แต่มารัสสามารถช่วยโคเซ็ทได้ จาแวร์เสียท่าเด็กหนุ่มและถูกจับควบคุมตัวเอาไว้ที่บ้านหลังหนึ่งซึ่งใช้เป็นกองบัญชาการ วาลฌอนได้พบกับจาแวร์ที่นี่อีกครั้ง มารัสต้องการฆ่าจาแวร์เนื่องจากโมโหที่กองตำรวจสั่งยิงเด็กชายตัวเล็กๆ วาลฌอนขออาสากับมารัสว่าจะเป็นสังหารจาแวร์เอง เขาพาจาแวร์ออกไปข้างนอกกองบัญชาการ เขายิงปืนทิ้งหนึ่งนัดแล้วปล่อยจาแวร์ไป วาลฌอนกล่าวกับจาแวร์ก่อนจากกันว่า ‘ถือเสียว่าเราหายกัน’ แต่จาแวร์กลับไม่ได้ยินดียินร้ายอะไรกับคำพูดนั้น


ภายหลังจากถูกปล่อยตัวจาแวร์รีบกลับออกไปบัญชาการกองตำรวจทันที และหลังจากการระดมยิงต่อสู้กันอย่างหนักฝ่ายนักศึกษาก็เพลี่ยงพล้ำ มารัสได้รับบาดเจ็บสาหัส วาลฌอนได้เข้าช่วยเหลือมารัสโดยการแบกร่างของเด็กหนุ่มหลบหนีไปตามท่อระบายน้ำของเมือง แต่สุดท้ายทั้งวาลฌอนและมารัสก็ต้องจนมุมต่อกองตำรวจของจาแวร์ที่ริมฝั่งแม่น้ำ วาลฌอนยื่นข้อเสนอแลกเปลี่ยนตัวเองกับมารัส และขอเวลาพาเด็กหนุ่มไปยังที่บ้านเพื่อทำการรักษาบาดแผล หลังจากนั้นจะกลับมาหาจาแวร์เพื่อรับการควบคุมตัว จาแวร์ตกลงตามข้อเสนอของวาลฌอน


วาลฌอนกลับไปที่บ้านและกำชับให้โคเซ็ทดูแลรักษามารัส พร้อมกับมอบจี้และสร้อยคอของแฟนทินที่ได้ฝากเอาไว้ให้กับโคเซ็ท ในขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเดินเข้ามาเพื่อที่จะทำการควบคุมตัววาลฌอน โคเซ็ทร้องไห้ไม่ยอมให้พวกเขาควบคุมตัวพ่อของเธอ วาลฌอนจึงเล่าความจริงทั้งหมดให้โคเซ็ทฟังว่าเขาเคยเป็นนักโทษหลบหนีการภาคทัณฑ์ โคเซ็ทยังคงร่ำไห้ เธอบอกกับวาลฌอนว่าเธอไม่สนใจว่าเขาจะมีอดีตเป็นอย่างไร อย่างไรเสียเขาก็คือพ่อที่ดีของเธอเสมอมา…วาลฌอนยอมมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตามข้อตกลงที่ได้ให้ไว้กับจาแวร์


วาลฌอนกลับมาหาจาแวร์ที่ริมแม่น้ำพร้อมกับตำรวจสองนาย ไม่มีใครรู้หรอกว่าระหว่างที่จาแวร์นั่งอยู่ที่ริมแม่น้ำคนเดียวนั้นเขาคิดอะไรและเขาเขียนอะไรลงในสมุดบันทึกของเขา เมื่อเขาเห็นวาลฌอนกลับมาตามข้อตกลง จาแวร์ก็ได้ส่งมอบบันทึกให้กับเจ้าหน้าที่สองนายนั้นให้นำกลับไปมอบกับหัวหน้ากรมตำรวจ ระหว่างนั้นมีเพียงเขาและวาลฌอนอยู่กันแต่เพียงลำพังสองต่อสองเท่านั้น

จาแวร์ --“ทำไมแกไม่ฆ่าฉัน ทั้งๆที่แกมีโอกาส”
วาลฌอน --“ผมไม่มีสิทธิ์ในการที่จะฆ่าใครทั้งนั้น”
จาแวร์ --“แกคงเกลียดฉันมากใช่มั้ย”
วาลฌอน --“ไม่ ผมไม่ได้รู้สึกอะไรเลยกับคุณ ไม่ได้รู้สึกแม้สักนิดเดียว”
จาแวร์ --“งั้นแกคงไม่อยากกลับไปที่เหมืองหินอีกใช่มั้ยละ”
วาลฌอนพยักหน้า
จาแวร์ --“งั้นคราวนี้เราคงคิดเหมือนกัน..แต่กฎหมายไม่อนุญาตให้ฉันมีเมตตา”
จาแวร์จ่อปลายกระบอกปืนไปยังวาลฌอน ผลักเขาหลังให้พร้อมกับไขกุญแจมือ วาลฌอนไม่เข้าใจในการกระทำของจาร์แวร์ เขาหันหน้ากลับมาและพบว่าจาแวร์กำลังใส่กุญแจมือของตัวเอง

จาแวร์ --“ตลอดเวลาฉันพยายามที่จะมีชีวิตโดยที่ไม่แหกกฎ แต่แกก็ทำให้มันเป็นเรื่องยาก…จากนี้ไปแกเป็นอิสระแล้ว”

จาแวร์ยืนหันหลังให้กับแม่น้ำแล้วทิ้งตัวเองลงไปยังผืนน้ำเย็นเชี่ยวเบื้องล่าง วาลฌอนนยังคงงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันช่างรวดเร็วเสียเหลือเกิน วาลฌอนนคิดถึงโคเซ็ท คิดถึงบ้าน เขาก้าวเท้าอย่างรวกๆออกเดินกลับไปยังบ้านซึ่งเพิ่งจากมา เขาเผลอยิ้มออกมาอย่างมีความสุข


--อิสรภาพหรือ อิสรภาพจริงๆใช่ไหม…จาแวร์--

Story from : Misérables, Les (1998)


Directed by
Bille August

Writing credits
Victor Hugo (novel)
Rafael Yglesias (screenplay)

Genre: Crime / Drama / Romance

Tagline: The legend comes to life.

Complete credited cast:

Liam Neeson …Jean Valjean
Geoffrey Rush …Inspector Javert
Uma Thurman …Fantine
Claire Danes …Cosette
Hans Matheson …Marius
(More)

2005-04-20 20:12:32/อานันท์

 


karet
ความเห็นที่ 1

 
  ตอบโดย karet   เมื่อ: 2005-04-20 23:48:21
เหลือเชื่อ....
 


น้ำแข็งละลายในแก้วชาดำเย็น
ความเห็นที่ 2

 
  ตอบโดย น้ำแข็งละลายในแก้วชาดำเย็น   เมื่อ: 2005-04-21 12:24:39
ถ้าไม่จบแบบนี้ "เหยื่ออธรรม" ของวิกเตอร์ ฮูโกคงไม่ได้รับการยกให้เป็นเรื่องอมตะ สินะคะ ^_^
 


อานันท์
ความเห็นที่ 3

 
  ตอบโดย อานันท์   เมื่อ: 2005-04-21 12:33:52
ธรรมะย่อมได้รับการยอมรับจากอธรรม ไม่ว่าจะต้องใช้ระยะเวลานานสักเพียงใด เราอย่าไปใส่ใจเรื่องของเวลาเลยครับ การทำความดีไม่จำเป็นต้องนำเสนอต่อสาธารณชน ดังสำนวนไทยที่ว่า "ปิดทองหลังพระ"

อิสรภาพของวัลฌอนสะท้อนสัจธรรมดังกล่าวได้เป็นอย่างดีครับ

ด้วยมิตรภาพ
 


วินทร์ เลียววาริณ
ความเห็นที่ 4

 
  ตอบโดย วินทร์ เลียววาริณ   เมื่อ: 2005-04-21 18:21:09
ขอบคุณครับที่เขียนมาให้อ่านกัน เคยเห็นฉบับแปลของเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็ก
 


น้ำแข็งละลายในแก้วชาดำเย็น
ความเห็นที่ 5

 
  ตอบโดย น้ำแข็งละลายในแก้วชาดำเย็น   เมื่อ: 2005-04-22 17:47:46
ถ้าเป็นอย่างนั้นได้คงดีนะคะ "ธรรมะย่อมได้รับการยอมรับจากอธรรม ไม่ว่าจะต้องใช้เวลานานสักเพียงใด" ฟังแล้วมีความหวังจังเลย ถ้าอ่านเรื่องคำพิพากษาแล้วตอนจบให้ Theme อย่างนี้บ้าง โลกนี้คงไม่หดหู่จนเกินไปหรอกนะคะ ... อย่างน้อย : )
 


อานันท์
ความเห็นที่ 6

 
  ตอบโดย อานันท์   เมื่อ: 2005-04-23 12:05:06
สวัสดีครับ

น้าชาติแกคงต้องการสื่อกับผู้อ่านว่า 'จริงๆแล้วโลกนี้ไม่มีความยุติธรรมใดๆทั้งสิ้น' --ผมก็ว่ามันเป็นจริงอย่างนั้นนะ

วาลฌอนได้รับอิสภาพก็จริง ซึ่งแลดูยุติธรรมแล้วสำหรับเขา แต่จาแวร์ก็ต้องตาย (แม้จะเป็นการยินยอมของตนเอง) แล้วครอบครัวของจาแวร์ล่ะ มันเป็นเรื่องยุติธรรมสำหรับพวกเขามั้ยที่ต้องสูญเสียคนรักไป...

ส่วนเรื่องของ 'ฟัก' นั้นก็น่าเห็นใจ แต่เราก็ไม่สามารถปฏิเสธเรื่องราวที่สังคมกระทำกับเขาได้...ทุกวันนี้ผมเชื่อว่าคนอย่างฟักก็ยังคงมีอยู่ แม้ว่าฟักจะตายไปกว่ายี่สิบปีแล้วก็ตาม--คุณน้ำแข็งฯคงไม่ว่ากันนะครับหากผมจะอนุมานเอาเองอย่างนี้

-ขอบคุณคุณวินทร์ด้วยครับที่เข้ามาร่วมแจมกัน

ป.ล.คุณน้ำแข็งฯได้อ่านหนังสือเล่มของชาติหรือยังครับ



 


เอ็ดเวิร์ดมือกรรไกร
ความเห็นที่ 7

 
  ตอบโดย เอ็ดเวิร์ดมือกรรไกร   เมื่อ: 2005-04-23 18:36:59
ขอบคุณที่เขียนมาให้อ่านครับ จำได้ว่าเคยดูเป็นภาพยนตร์(vcd)นานแล้ว ถ้าไม่ได้อ่านก็คงจำไม่ได้แล้ว

อ่านตอนต้นเรื่องแล้วทำให้นึกถึงตัวละครตัวหนึ่งในเรื่อง Shawshank ครับ เป็นนักโทษชั้นดีที่อยู่ในสถานจองจำShawshank นี้มาแทบจะตลอดชีวิตเลยก็ว่าได้ ชายแก่ผู้นี้เป็นพนักงานห้องสมุดที่มีหน้าที่จัดหาหนังสือต่างๆที่เหล่านักโทษต้องการหรือควรอ่านมาให้ ชีวิตของเขามีความหมายที่นี่

จนวันหนึ่ง การยื่นอุทรณ์ของเขามาเป็นผล ทำให้เขาได้รับอิสระภาพ

โลกภายนอกของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง รถรา,ถนนหนทาง,มารยาททางสังคม ฯลฯ
ทางเรือนจำจะจัดหาสถานที่ที่พร้อมว่าจ้างอดีตนักโทษเข้าทำงาน ชายผู้นี้จึงได้เข้าเป็นพนักงานขายของในร้างขายของชำแห่งหนึ่ง

ในโลกของอิสระภาพ ของเขา เขาต้องถูกดูถูก เหยียดหยาม และต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างสุดขั้ว จากที่เป็นคนที่มีความหมาย มีสิ่งที่ตนถนัดและทำได้ดี กลายมาเป็นคนที่ทำอะไรไม่เป็น ต้องอยู่ภายใต้การดูถูกเหยียดหยาม

ค่ำวันนั้น ที่ห้องพักซึ่งทางเรือนจำจัดหาไว้เช่นกัน เขาตัดสินใจบางอย่าง

หลังจากเก้าอี้ที่รองปลายเท้าของเขาถูกดันให้ล้มลง ความทุกข์ทรมานในโลกของอิสระภาพของเขาก็จบลงไปพร้อมๆกัน

บนคานที่รองรับเชือกซึ่งลำคอของเขาเป็นเจ้าของนั้น ได้ถูกสลักด้วยความชอกช้ำไว้ว่า

"????? เคยอยู่ที่นี่"

จากนั้นไม่กี่ปี เพื่อนของเขา(มอ์แกน ฟีแมน)ก็ได้รับอิสระภาพ และได้รับที่อยู่พร้อมการว่าจ้างจากที่เดียวกัน และเขาก็ประสบกับสิ่งเดียวกันเช่นที่เพื่อนของเขาเคยได้รับ

ค่ำวันนั้นเขาได้ตัดสินใจแล้วเช่นกัน เขายืนอยู่บนเก้าอี้ พร้อมมีดพกเพื่อสลักความชอกช้ำลงไป แต่ก็ทำให้เขาต้องตะลึงพร้อมความหดหู่ และฉุกคิด เมื่อเห็นรอยสลักชื่อ ของเพื่อนของเขา เขาจึงสลักชื่อลงไป "????ก็เคยอยู่ที่นี่" แล้วจึงออกจากที่นั่นไปตามความอิสระของตนที่เพื่อนอีกคนได้บอกและสัญญากับเขาไว้ก่อนหนีออกจากเรือนจำนั้นได้สำเร็จ


นี่เป็นบางตอนย่อๆจากเรื่อง Shawshank อิสระภาพ บางที่ก็เป็นอันตรายสำหรับบางคน
 


อานันท์ ประทีฯ
ความเห็นที่ 8

 
  ตอบโดย อานันท์ ประทีฯ   เมื่อ: 2009-08-24 11:25:09


เหตุผลส่วนตัวอยู่เหนือหน้าที่ได้หรือไม่?





สวัสดีวันอาทิตย์ ปีที่ ๔ อาทิตย์ที่ ๒๒




IMGP3259










สองสามอาทิตย์ก่อนก่อนผมจะเดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตแวะไปเตร็ดเตร่ที่แผนกขายซีดีเพลงและภาพยนตร์ ผมชอบเข้าไปดูแผ่นดีวีดีลดราคา แต่ก็ไม่ทุกครั้งเสมอไปที่จะพบเจอเรื่องที่ถูกใจอยากซื้อเก็บ, เช่นกันกับอาทิตย์นั้นเดินค้นจนกระบะสุดท้ายยังไม่พบ แต่แล้วสายตาก็ไปสะดุดที่ เหยื่ออธรรม Les Miserables






ไม่ใช่เหยื่ออธรรมฉบับที่แสดงนำโดย Liam Neeson (Valjean) กับ Geoffrey Rush (Javert) แต่เป็น Gerard Depardier (Valjean) กับ John Malkovich (Javert) พลิกดูราคาแล้วไม่ต้องตัดสินคิดใจนาน ราคาพิเศษ ๔๙ บาท หยิบไปจ่ายเงินทันที





เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ที่ผมจะพยายามเอาแผ่นที่ซื้อซึ่งกำกับการแสดงโดย Josee Dayan
ไปเทียบกับฉบับของ Bille August (Neeso, Rush นำแสดง) กล่าวจากความรู้สึก ผมว่าฉบับของ August ดีกว่ามาก ทั้งในเรื่องของฉากตลอดถึงตัวผู้แสดง นอกจากสองคนแรกที่เอ่ยถึงแล้วยังมี Uma Thurman (Fantine) และ Claire Danes (Cosette) ร่วมแสดงสมทบ ส่วนของ Dayan ล่ะ Depardier ผมเคยชมผลงานของเขาเพียงเรื่องเดียว คือ 1492 : Conquest of Paradise (อัตชีวประวัติของ Christopher Columbus) สำหรับ Malkovich นั้นแม้จะคุ้นชื่อแต่ก็ไม่เคยชมผลงานของเขามากนัก






เพื่อจะชมหนังให้สนุกและได้อรรถรสต้องเลิกคิดเปรียบเทียบ และปล่อยใจให้จมดิ่งไปกับภาพเคลื่อนไหวเบื้องหน้า อะไรก็ไม่สำคัญเท่าเนื้อหาที่ผู้สร้างภูมิใจนำเสนอ






...





Les Miserables
ในฉบับของ Josee Dayan ให้มิติของ Javert เด่นชัดมากกว่า Valjean ไม่มีสิ่งใดมาเป็นมาตรวัดว่าอย่างไรถึงว่ามากว่า กล่าวจากความรู้สึก Dayan ให้ผมรู้จักและเข้าใจ Javert มากขึ้นกว่า August





javert ภายใต้สีหน้าและแววตานิ่งเฉยของ Javert ในการแสดงของ Malkovich ดูผ่าน ๆ ก็เหมือนผู้ใหญ่ใจดีแต่ยากแก่การคาดคะเน ต่างจาก Rush ที่มองปราดเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าเอาเรื่องทุกครั้ง




Javert เป็นคนที่จัดอยู่ในประเภทความคิดสุดโต่ง ยึดมั่นแต่ในหลักการ มองโลกอย่างมีแค่เพียงสีขาวกับดำ ถ้าพูดอย่างสมัยปัจจุบันคือ ยึดแต่หลักนิติรัฐ ไม่สนใจหลักนิติธรรม จนดูเหมือนกับว่าบุคคลผู้นี้ไม่รู้จักคำว่าเมตตา ไปจนกระทั่งมนุษยธรรม!





Javert มีทัศนคติต่อผู้ที่กระทำผิดและถูกคุมขังว่า คนพวกนี้อย่างไรก็ต้องทำผิดอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่เชื่อว่าจะกลับตัวกลับใจเป็นคนดีได้ ขนาด Valjean พ้นโทษออกมาหลายสิบปี ได้รับเลือก (หรือแต่งตั้ง?) ให้เป็นนายกเทศมนตรีก็ยังไม่สามารถลบล้างความเชื่อสุดโต่งนั้นได้




แต่ทว่าความสุดโต่งของ Javert ก็ไม่ได้เลวร้ายไปหมดทุกบททุกตอนเสียทีเดียวนัก เขายังเปิดและให้โอกาสต่อผู้ที่กำลังคิดหรือยังไม่ได้ลงมือกระทำทำความผิด เช่นตอนที่เขาพบ Fantine เดินเร่ขายตัวข้างถนนหลังจากถูกไล่ออกจากงาน เขาไล่เธอไปแล้วกำชับว่าหากเห็นอีกครั้งจะจับกุม หรืออีกฉากหนึ่งตอนที่ไปตามจับ Valjean ที่โรงเตี๊ยมที่ซึ่ง Valjean เดินทางไปรับตัว Cosette สอบสวนเจ้าของโรงเตี๊ยมไปมาจนทราบว่าเจ้าของโรงเตี๊ยมได้ขาย Cosette ให้กับ Valjean เท่านั้นเองเขาสั่งลูกน้องจับกุมทันที ไม่เปิดโอกาสให้มีการเจรจาต่อรองใด ๆ และมิพักต้องพูดถึงเรื่องเงินสินบาทคาดสินบน





javert 2002ด้วยลักษณาการเช่นนี้ของ
Javert ผมบังเกิดความคิดขึ้นมาว่า หากเจ้าหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร์เป็นอย่างเขาจะเป็นอย่างไร?






แน่ละ มันคงดีอย่างเสียอย่าง แต่จะดีโดยไม่เสียก็ต้องให้มีหลักพรหมวิหารสี่เข้าร่วมถ่วงดุล โลกนี้คงน่าอภิรมย์ชมชื่นขึ้นไม่น้อย






อย่างไรก็ตาม สุดท้าย
Javert ผู้ซึ่งมองโลกว่ามีแค่สีขาวกับดำ ยึดมั่นในหลักนิติธรรม ไม่เคยบกพร่องต่อหน้าตลอดชีวิตการทำงานก็หนีไม่พ้นสัจธรรมที่ว่า ใดใดในโลกนี้ไม่จีรัง






ครั้งแรกและครั้งเดียวที่เขาบกพร่องในหน้าที่ เป็นการบกพร่องโดยการยินยอมพร้อมใจของตัวเอง เขาปล่อย
Valjean ให้เป็นอิสระ (เลิกจองเวร) จะด้วยยอมจำนนต่อการพยายามดำรงชีวิตเป็นคนดีของ Valjean หรือเริ่มมองเห็นโลกมีมากกว่าสองสี หรือจะอะไรก็ตาม โทษทัณฑ์ที่เขาจะต้องรับต้องถึงแก่ชีวิต เป็นการลงทัณฑ์ที่เขาตัดสินด้วยตัวเอง






จุดจบของเขาผมคิดว่ายุติธรรมสำหรับคนอย่างเขา (อย่างน้อยเขาก็เลือกเองไม่มีใครบังคับนี่) กระนั้นก็อาจมีคนเห็นแย้งต่างออกไปก็ได้ว่าเขาควรจะมีชีวิตอยู่ต่อไป เพื่ออะไร เพื่อจะต้องจมอยู่กับความเจ็บปวดจากการพังทลายของหลักการของตัวเอง หรือหากเขาปรับใจได้ มองโลกในมุมมองใหม่ว่ามันไม่ได้มีแค่สีขาวกับดำ เขาอาจค้นพบบางอย่างที่เรียกว่า ความสุข






นั่นเป็นมุมมองที่เรามองเขา แน่ละ เขาคิดไม่เหมือนเรา หรือไม่คิดมากอย่างเรา






Javert ผู้ยึดมั่นในหลักการ วาระสุดท้ายก็ต้องจบด้วยหลักการ การลงโทษตัวโดยการประหารชีวิตตัวเองผิดถูกบาปกรรมอย่างไรคนอย่าง Javert ก็ยังมีคุณค่าพอให้ได้นับถือ





...






ผมไม่แน่ใจว่าในฉบับของ
August ฉากจบจะจบตรงที่ Valjean ได้รับอิสรภาพจาก Javert หรือไม่ แต่สำหรับฉบับของ Dayan ฉากจบเป็นวาระสุดท้ายแห่งชีวิตของ Valjean






เป็นฉากสุดท้ายแห่งชีวิตที่ตรงกันข้ามกับ
Javert อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ ห้อมล้อมด้วยความรักจากคนรอบข้าง ทั้งลูกสาว (Cosette) และลูกเขย (Marius)
















ดู Les Miserables
จบ ผมอดคิดเปรียบเทียบฉากวาระสุดท้ายแห่งชีวิตของ Javert ในฉบับของ August มิได้







August ให้ Javert ใส่กุญแจมือแล้วกระโดดลงแม่ ตู้ม! ส่วน Dayan ให้เดินลงแม่น้ำอย่างช้า ๆ (เหมือนนางเอกหนังไทยยุคหนึ่งที่นิยมเดินลงทะเลพยายามฆ่าตัวตายหนีปัญหาชีวิต หรือกหัก) แม้ไม่ชอบแบบหลังแต่อย่างน้อยก็ได้รู้ว่า Javert บันทึกข้อความอะไรไว้ก่อนจะลงทัณฑ์ตัวเอง ซึ่งแบบแรกนั้นมีแต่เพียงให้เราเห็นว่าเขาแค่นั่งเขียนบันทึก







“เรียนท่านอธิบดีกรมตำรวจ ท่านทราบเสมอถึงการรับผิดชอบหน้าที่ของผม และความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ แต่ในวันนี้ความเชื่อมั่นของผมได้พังทลาย ผมควรโทษอะไร หรือใคร เราให้เหตุผลส่วนตัวอยู่เหนือหน้าที่ได้หรือไม่ ถ้าเหตุผลเหล่านี้ชี้นำเป็นแรงจูงใจเบื้องต้น อดีตนักโทษที่ต้องติดคุกตลอดชีวิตพบเส้นทางความถูกต้องได้ ทำเราคนหนึ่งที่ตลอดชีวิตมุ่งมั่นกับสิ่งที่คิดว่าเป็นความยุติธรรมลังเลระหว่างความผิดสองอย่าง ความผิดที่ปล่อยให้นักโทษหนีไป กับความผิดที่ยิ่งเลวร้ายในการจับเขา ผมจะให้ท่านตอบคำถามเหล่านี้ ผมรู้สึกว่าผมไม่อาจทำเช่นนั้นได้...ชาแวรต์”






เราให้เหตุผลส่วนตัวอยู่เหนือหน้าที่ได้หรือไม่?...·






๒๒ ส.ค. ๕๒













clip_image002





Les Miserables (2000)
TV mini-series






Writer :
Didier Decoin (written by)






Victor Hugo (novel)





Director
: Josee Dayan






Cast
: Gerard Depardier John Malkovich






(www.imdb.com)



 


อานันท์ ประทีฯ
ความเห็นที่ 9

 
  ตอบโดย อานันท์ ประทีฯ   เมื่อ: 2009-08-24 11:28:52

เหตุผลส่วนตัวอยู่เหนือหน้าที่ได้หรือไม่?




สวัสดีวันอาทิตย์  ปีที่ ๔ อาทิตย์ที่ ๒๒







IMGP3259








 






สองสามอาทิตย์ก่อนก่อนผมจะเดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตแวะไปเตร็ดเตร่ที่แผนกขายซีดีเพลงและภาพยนตร์  ผมชอบเข้าไปดูแผ่นดีวีดีลดราคา แต่ก็ไม่ทุกครั้งเสมอไปที่จะพบเจอเรื่องที่ถูกใจอยากซื้อเก็บ, เช่นกันกับอาทิตย์นั้นเดินค้นจนกระบะสุดท้ายยังไม่พบ แต่แล้วสายตาก็ไปสะดุดที่ เหยื่ออธรรม Les Miserables




            ไม่ใช่เหยื่ออธรรมฉบับที่แสดงนำโดย Liam Neeson (Valjean) กับ Geoffrey Rush (Javert) แต่เป็น Gerard Depardier (Valjean)  กับ John Malkovich (Javert)  พลิกดูราคาแล้วไม่ต้องตัดสินคิดใจนาน ราคาพิเศษ ๔๙ บาท หยิบไปจ่ายเงินทันที




            เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ที่ผมจะพยายามเอาแผ่นที่ซื้อซึ่งกำกับการแสดงโดย Josee Dayan ไปเทียบกับฉบับของ Bille August (Neeso, Rush นำแสดง)  กล่าวจากความรู้สึก ผมว่าฉบับของ August ดีกว่ามาก ทั้งในเรื่องของฉากตลอดถึงตัวผู้แสดง นอกจากสองคนแรกที่เอ่ยถึงแล้วยังมี Uma Thurman (Fantine) และ Claire Danes (Cosette)    ร่วมแสดงสมทบ  ส่วนของ Dayan ล่ะ Depardier ผมเคยชมผลงานของเขาเพียงเรื่องเดียว คือ 1492 : Conquest of Paradise (อัตชีวประวัติของ Christopher Columbus) สำหรับ Malkovich นั้นแม้จะคุ้นชื่อแต่ก็ไม่เคยชมผลงานของเขามากนัก




            เพื่อจะชมหนังให้สนุกและได้อรรถรสต้องเลิกคิดเปรียบเทียบ และปล่อยใจให้จมดิ่งไปกับภาพเคลื่อนไหวเบื้องหน้า อะไรก็ไม่สำคัญเท่าเนื้อหาที่ผู้สร้างภูมิใจนำเสนอ




...




Les Miserables ในฉบับของ Josee Dayan ให้มิติของ Javert เด่นชัดมากกว่า Valjean ไม่มีสิ่งใดมาเป็นมาตรวัดว่าอย่างไรถึงว่ามากว่า  กล่าวจากความรู้สึก Dayan ให้ผมรู้จักและเข้าใจ Javert มากขึ้นกว่า August




javert ภายใต้สีหน้าและแววตานิ่งเฉยของ Javert ในการแสดงของ Malkovich ดูผ่าน ๆ ก็เหมือนผู้ใหญ่ใจดีแต่ยากแก่การคาดคะเน ต่างจาก Rush ที่มองปราดเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าเอาเรื่องทุกครั้ง



Javert เป็นคนที่จัดอยู่ในประเภทความคิดสุดโต่ง ยึดมั่นแต่ในหลักการ มองโลกอย่างมีแค่เพียงสีขาวกับดำ ถ้าพูดอย่างสมัยปัจจุบันคือ ยึดแต่หลักนิติรัฐ ไม่สนใจหลักนิติธรรม จนดูเหมือนกับว่าบุคคลผู้นี้ไม่รู้จักคำว่าเมตตา ไปจนกระทั่งมนุษยธรรม!




Javert มีทัศนคติต่อผู้ที่กระทำผิดและถูกคุมขังว่า คนพวกนี้อย่างไรก็ต้องทำผิดอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่เชื่อว่าจะกลับตัวกลับใจเป็นคนดีได้ ขนาด Valjean พ้นโทษออกมาหลายสิบปี ได้รับเลือก (หรือแต่งตั้ง?) ให้เป็นนายกเทศมนตรีก็ยังไม่สามารถลบล้างความเชื่อสุดโต่งนั้นได้




  แต่ทว่าความสุดโต่งของ Javert ก็ไม่ได้เลวร้ายไปหมดทุกบททุกตอนเสียทีเดียวนัก เขายังเปิดและให้โอกาสต่อผู้ที่กำลังคิดหรือยังไม่ได้ลงมือกระทำทำความผิด เช่นตอนที่เขาพบ Fantine เดินเร่ขายตัวข้างถนนหลังจากถูกไล่ออกจากงาน  เขาไล่เธอไปแล้วกำชับว่าหากเห็นอีกครั้งจะจับกุม  หรืออีกฉากหนึ่งตอนที่ไปตามจับ Valjean ที่โรงเตี๊ยมที่ซึ่ง Valjean เดินทางไปรับตัว Cosette  สอบสวนเจ้าของโรงเตี๊ยมไปมาจนทราบว่าเจ้าของโรงเตี๊ยมได้ขาย Cosette ให้กับ Valjean  เท่านั้นเองเขาสั่งลูกน้องจับกุมทันที ไม่เปิดโอกาสให้มีการเจรจาต่อรองใด ๆ และมิพักต้องพูดถึงเรื่องเงินสินบาทคาดสินบน








javert 2002ด้วยลักษณาการเช่นนี้ของ Javert ผมบังเกิดความคิดขึ้นมาว่า หากเจ้าหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร์เป็นอย่างเขาจะเป็นอย่างไร?




แน่ละ มันคงดีอย่างเสียอย่าง แต่จะดีโดยไม่เสียก็ต้องให้มีหลักพรหมวิหารสี่เข้าร่วมถ่วงดุล  โลกนี้คงน่าอภิรมย์ชมชื่นขึ้นไม่น้อย




อย่างไรก็ตาม สุดท้าย Javert ผู้ซึ่งมองโลกว่ามีแค่สีขาวกับดำ ยึดมั่นในหลักนิติธรรม ไม่เคยบกพร่องต่อหน้าตลอดชีวิตการทำงานก็หนีไม่พ้นสัจธรรมที่ว่า ใดใดในโลกนี้ไม่จีรัง




ครั้งแรกและครั้งเดียวที่เขาบกพร่องในหน้าที่ เป็นการบกพร่องโดยการยินยอมพร้อมใจของตัวเอง  เขาปล่อย Valjean ให้เป็นอิสระ (เลิกจองเวร) จะด้วยยอมจำนนต่อการพยายามดำรงชีวิตเป็นคนดีของ Valjean หรือเริ่มมองเห็นโลกมีมากกว่าสองสี หรือจะอะไรก็ตาม โทษทัณฑ์ที่เขาจะต้องรับต้องถึงแก่ชีวิต เป็นการลงทัณฑ์ที่เขาตัดสินด้วยตัวเอง




จุดจบของเขาผมคิดว่ายุติธรรมสำหรับคนอย่างเขา (อย่างน้อยเขาก็เลือกเองไม่มีใครบังคับนี่) กระนั้นก็อาจมีคนเห็นแย้งต่างออกไปก็ได้ว่าเขาควรจะมีชีวิตอยู่ต่อไป  เพื่ออะไร เพื่อจะต้องจมอยู่กับความเจ็บปวดจากการพังทลายของหลักการของตัวเอง หรือหากเขาปรับใจได้ มองโลกในมุมมองใหม่ว่ามันไม่ได้มีแค่สีขาวกับดำ เขาอาจค้นพบบางอย่างที่เรียกว่า ความสุข




นั่นเป็นมุมมองที่เรามองเขา  แน่ละ เขาคิดไม่เหมือนเรา หรือไม่คิดมากอย่างเรา




Javert ผู้ยึดมั่นในหลักการ วาระสุดท้ายก็ต้องจบด้วยหลักการ  การลงโทษตัวโดยการประหารชีวิตตัวเองผิดถูกบาปกรรมอย่างไรคนอย่าง Javert ก็ยังมีคุณค่าพอให้ได้นับถือ




...




ผมไม่แน่ใจว่าในฉบับของ August ฉากจบจะจบตรงที่ Valjean ได้รับอิสรภาพจาก Javert หรือไม่ แต่สำหรับฉบับของ Dayan ฉากจบเป็นวาระสุดท้ายแห่งชีวิตของ Valjean




เป็นฉากสุดท้ายแห่งชีวิตที่ตรงกันข้ามกับ Javert อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ  ห้อมล้อมด้วยความรักจากคนรอบข้าง ทั้งลูกสาว (Cosette) และลูกเขย (Marius)




             






 






ดู Les Miserables จบ ผมอดคิดเปรียบเทียบฉากวาระสุดท้ายแห่งชีวิตของ Javert ในฉบับของ August มิได้




            August ให้ Javert ใส่กุญแจมือแล้วกระโดดลงแม่ ตู้ม!  ส่วน Dayan ให้เดินลงแม่น้ำอย่างช้า ๆ (เหมือนนางเอกหนังไทยยุคหนึ่งที่นิยมเดินลงทะเลพยายามฆ่าตัวตายหนีปัญหาชีวิต หรือกหัก) แม้ไม่ชอบแบบหลังแต่อย่างน้อยก็ได้รู้ว่า Javert บันทึกข้อความอะไรไว้ก่อนจะลงทัณฑ์ตัวเอง ซึ่งแบบแรกนั้นมีแต่เพียงให้เราเห็นว่าเขาแค่นั่งเขียนบันทึก




          “เรียนท่านอธิบดีกรมตำรวจ  ท่านทราบเสมอถึงการรับผิดชอบหน้าที่ของผม และความจงรักภักดีต่อกษัตริย์  แต่ในวันนี้ความเชื่อมั่นของผมได้พังทลาย  ผมควรโทษอะไร หรือใคร  เราให้เหตุผลส่วนตัวอยู่เหนือหน้าที่ได้หรือไม่ ถ้าเหตุผลเหล่านี้ชี้นำเป็นแรงจูงใจเบื้องต้น อดีตนักโทษที่ต้องติดคุกตลอดชีวิตพบเส้นทางความถูกต้องได้ ทำเราคนหนึ่งที่ตลอดชีวิตมุ่งมั่นกับสิ่งที่คิดว่าเป็นความยุติธรรมลังเลระหว่างความผิดสองอย่าง  ความผิดที่ปล่อยให้นักโทษหนีไป กับความผิดที่ยิ่งเลวร้ายในการจับเขา  ผมจะให้ท่านตอบคำถามเหล่านี้ ผมรู้สึกว่าผมไม่อาจทำเช่นนั้นได้...ชาแวรต์”




เราให้เหตุผลส่วนตัวอยู่เหนือหน้าที่ได้หรือไม่?...·




๒๒ ส.ค. ๕๒






 






 



clip_image002




Les Miserables (2000) TV mini-series




Writer : Didier Decoin (written by)




Victor Hugo (novel)




Director : Josee Dayan




Cast : Gerard Depardier  John Malkovich




(www.imdb.com)




 




ข้อความ :
สามารถเคาะ Enter หาต้องต้องให้เว้นบรรทัด หรือใช้คำสั่ง <br>
ชื่อ :
รูปภาพ :  
ขนาดไม่เกิน 50K และต้องมีนามสกุลเป็น gif และ jpg
รหัส :   445cc4c
ใส่รหัส :   (กรุณาใส่รหัสจากข้างบนนะครับ)