ผู้เขียน  หัวข้อ: ก้าว...รอ...ก้าว : บ้านหนอนออนไลน์แมกกาซีน -ก้าวฯที่๙.-


ก้าว...รอ...ก้าว : บ้านหนอนออนไลน์แมกกาซีน -ก้าวฯที่๙.-
 เมื่อ: 2007-04-15 21:44:46 

ก้าวฯที่๙.


Cover by : ยางมะตอยสีชมพู

ก้าว..รอ..ก้าว
หนอนสนทนา :

www.winbookclub.com
http://kaawrowkaw.wordpress.com/
kaawrowkaw@hotmail.com

กองบอกอ :
อานันท์ ประทีฯ / หนุงหนิง / ยางมะตอยสีชมพู / ธุลีดิน / พงษ์ปรัชญา / Plin, :-p










มีอะไรในเล่ม :



  • หน้า ๑.คมคำ-คมความ

  • หน้า ๒.บทบรรณาธิการ

  • หน้า ๓.หยดน้ำผึ้งที่ปลายไม้ : [กีรติ] • สัญญาหน้าร้อน •

  • หน้า ๔.ฟากฟ้า...ทะเลฝัน : [โจนาธาน] จากมาจากสายลม

  • ---------- ก้าวกวี : [แทนขวัญ] ณ ที่ซึ่งไร้กาลเวลา ----------


  • หน้า ๕.DekAd. : [Black&Pink] โอ๊ยยย...ร้อน

  • หน้า ๖.หอมกลิ่นป๊อบคอร์น : [จี-รา] GATTACA

  • --------------------- Coffee Brake ---------------------


  • หน้า ๗.อิสระวิถี : [ต้นน้ำ บัวไร] หวาน กลม ขาว อวบ

  • ---------- ก้าวกวี : [กวีปุถุชน] เรากำลังเดินไปสู่หนใด ----------


  • หน้า ๘.๑๐๐ วิธีใช้ชีวิตฉบับอัมโปะ : [อัมโปะ]
  • ๑๗ และ ๑๘
  • หน้า ๙.เรื่องสั้น : [กวีหมี่เป็ด] ร้านหมี่ในเมืองหม่น











  • ๑. คมคำ-คมความ



    “นักเขียนส่วนใหญ่ปูพื้นฐานด้วยการอ่านมาก่อน ไม่ใช่อ่านเล่มสองเล่ม แต่เป็นร้อยๆ เล่ม การอ่านมากช่วยทำให้เราเข้าใจการใช้ภาษา การเดินเรื่อง ดีขึ้น ผมไม่แนะนำให้ใครเริ่มเขียนหากฐานยังไม่แน่น เพราะอาจทำให้เบื่อและท้อได้ง่าย ผมเริ่มเขียนหลังจากอ่านหนังสือมาแล้วยี่สิบปี วันดีคืนดีผมก็หยิบปากกาออกมาเขียนๆๆ ทั้งที่ไม่เคยคิดจะเขียนมาก่อน

    อย่างไรก็ตาม นอกจากจะอ่านแล้ว คุณอาจลองเขียนเรื่องสั้นๆ ก่อน อาจเป็นบทความ บันทึก ฯลฯ พยายามให้แต่ละเรื่องที่เขียนแสดงประเด็นบางอย่าง เป็นการฝึกภาษาและการเรียงเรื่องก่อน”


    ‘วินทร์ เลียววาริณ’
    จาก ‘คุยกับวินทร์’ www.winbookclub.com






    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ๒. บทบรรณาธิการ




    เมืองไทยเป็นเมืองร้อน ยิ่งกลางเดือนของเดือนเมษายนด้วยแล้วจัดว่าร้อนมากถึงร้อนที่สุดในรอบปี

    อากาศร้อนส่งผลต่อจิตใจความนึกคิด อารมณ์ร้อนได้ง่ายหากมีเรื่องที่ไม่พึงปรารถนาเข้ามากระทบพาลให้กระบวนการตัดสินใจขาดความยับยั้งตริตรอง

    บางคนทะเลาะเบาะแว้งกันได้ง่ายเพียงแค่เหยียบเท้ากัน, พูดจาไม่เข้าหูกัน หรือแสดงความคิดเห็นไม่ตรงกัน ฯลฯ

    วิธีแก้ปัญหาดังกล่าวเรามักได้ยินว่า ให้ทำใจเย็น ๆ แล้วทำให้ใจเย็นนี่แหละทำอย่างไร?

    ไม่ใช่เรื่องยากหากเราตั้งสติและมีสติอยู่ตลอดเวลา เมื่อมีสติเราจะรู้ได้ทันทีว่าห้วงยามนั้นเรากำลังตกอยู่ในสภาวการณ์ที่หล่อแหลมต่อการแตกแยกที่อาจนำไปสู่การทะเลาะวิวาทซึ่งนั่นทำให้เราหลีกเลี่ยงปัญหานั้นได้ ไม่ปล่อยใจให้ร้อนไปตามสภาพอากาศที่ร้อนระอุ

    พูดไปแล้วเหมือนกระทำได้ง่าย กระทำได้ไม่ยากเย็นอะไร ซึ่งก็ต้องขอกล่าวว่ามันทำได้และทำได้โดยง่าย เพียงเราคิดจะทำ

    ใครที่คิดว่าทำได้ยากขอโปรดตรองอีกครั้ง อย่าด่วนใจร้อนตามสภาพอากาศว่าเราพูดเกินความจริง อย่าด่วนโมโหเราที่บังอาจยกตนสอนท่าน หรือจะอะไรก็ตาม เพราะเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วการสื่อสารระหว่างเราคงไม่ประสบความสำเร็จ รังจะมีการรังเกียจ มีอคติอยู่ร่ำ

    การอ่านหนังสือก็อาจเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้ใจเย็น ใจเย็นเพราะมีสมาธิจดจ่ออยู่กับตัวหนังสือ

    มีสมาธิย่อมมีสติ และนี่คือการทำหรือสร้างสมาธิอย่างเรียบง่าย อย่างไม่รู้สึกตัวโดยไม่ต้องนั่งขัดสมาธิแล้วเอามือขวาซ้อนทับมือซ้าย ภาวนาในขณะปล่อยลมหายใจออกและสูดเข้า

    เราสามารถพกพาหนังสือไปได้ทุกที่ บนรถประจำทาง ห้องน้ำ ห้องนอน หรือแม้แต่ร้านอาหารริมแม่น้ำใดแม่น้ำหนึ่ง...

    เราเชื่อว่า หนังสือ คือสิ่งที่ช่วยราดรดจิตใจมิให้ร้อนรุ่ม หุนหันพลันแล่นความรู้สึกนึกคิดไปตามสภาพอากาศ และถ้อยคำสนทนาต่าง ๆ ที่ไม่รื่นเข้าหู

    ดับร้อนกายไม่ได้ แต่ดับร้อนใจภายในได้

    เมื่อใจเย็น ใจไม่ร้อน อากาศร้อนระอุคงไม่มีผลต่อความรู้สึกของเราต่อไป

    เราทำให้โลกลดความร้อนลงไม่ได้ แต่เราทำใจ บังคับใจของเราได้



    || || || ||


    ด้วยมิตรภาพ
    เม.ย.๕๐






    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ๓. หยดน้ำผึ้งที่ปลายไม้ : กีรติ


    • สัญญาหน้าร้อน •


        • สองเท้าก้าว..ก้าวเร่งแรงฝีเท้า
        เริ่มก้าวยาว..ยาวอีกแรงกว่าเก่า
        จึงหันหลังกระตุกมือจากเบา เบา
        เร่งแรงเข้าให้ว่าวลอยขึ้นไป

        • สูงจากพื้นเล็ก..เล็ก แรงอีกหน่อย
        คืบเป็นศอกเป็นวาน้อยค่อยคอยไหว
        ว่าวปักเป้าภู่ระย้าสิบานใจ
        ก็ลอยเด่นเหนือขึ้นไปอีกนิดหนึ่ง

        • กลางทุ่งกว้างมีว่าวต่างเผ่าสี
        สูงลอยดีเด่นอวดลายลวดขึง
        ดึงท้องฟ้าเป็นเวทีประชันตะลึง
        เด็กน้อยซึ่งอ่อนแรงยิ้มทันใด

        • นี่ว่าวเราสูงแล้วเจ้าข้าเอ๋ย
        ลมแรงช่วยให้ว่าวเอยบินไหว ไหว
        ล้อเล่นลมร้อน ร้อน ไม่อ่อนใจ
        ลมแรงดีพลิ้วว่าวไหวกับสายลม

        • ไม่นานช้าว่าวน้อยก็ร่อนหล่น
        น้ำตาปนเสียงร้องมองขื่นขม
        ไม่ทันไรเปลี่ยนสุขเป็นตรอมตรม
        ว่าวเจ้าเอยใยไม่ชมเจ้าลมเย็น

        • ดึงสาวเชือกม้วนเข้ากับกระป๋อง
        กี่นาทีที่ได้มองที่ได้เห็น
        ว่าวอวดลายที่เด็กน้อยเพิ่งทำเป็น
        เสียงสนุกซุกซ่อนเร้นในเย็นนั้น

        • ไหนเล่าพี่ที่เคยบอกเมื่อหน้าฝน
        ร้อนเมื่อไรจะมาสอนเล่นว่าวฉัน
        หน้าร้อนแล้วนะพี่วันเปลี่ยนวัน
        ไม่เห็นพี่มาสอนฉันอย่างวาจา

        • กลางทุ่งกว้างมีว่าวต่างเผ่าสี
        แล้วยังมีเงาความรักชวนค้นหา
        ก้าว เอา ก้าว ให้ว่าวเย้านภา
        อย่างที่พี่เคยสอนว่าให้ตั้งใจ

        • มีคำสอนความหลังสัญญาเก่า
        ผ่านวันคืนกี่แรมเล่าเฝ้าสงสัย
        คำสัญญานั้นหนาเอ่ยปากไป
        คืออะไรที่มั่นคงยงยืนมา

        • ว่าวลอยแล้วพี่จ๋าน้องร้องกู่
        ท้องทุ่งลู่ลานเตียนเดือนเมษา
        หวังเพียงแค่พี่ชายคืนบ้านนา
        ดั่งคำมั่นสัญญาหน้าร้อนเอย





    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ๔. ฟากฟ้า..ทะเลฝัน : โจนาธาน


    จากมาจากสายลม





    ในระหว่างการโบยบินของชีวิตฉันพบเข้ากับพายุลูกใหญ่ เป็นพายุที่ฉันเองเคยประสบ ต่างกันเพียงว่า ครั้งนี้มันรุนแรงกว่า ทว่าไม่มากมายนัก-- เดี๋ยวฉันจะบอกเธอว่า ทำไมฉันจึงว่ามันไม่รุนแรงมากมาย

    พายุครั้งนี้นำพาเอาปากกา เอาความคิดของฉันหายไปในอากาศธาตุ แม้กระทั่งความคิดถึงเธอมันก็กระชากพรากไปจากใจฉัน โหดร้าย...

    ฉันคิดว่าห้วงยามนั้นฉันอาจไม่ได้เขียนบรรยายความรู้สึกต่าง ๆ ที่มีต่อเธอได้อีกแล้ว ฉันคิดว่าฉันคงต้องตาย และเมื่อตายแล้วฉันจะไปพบเธอได้ที่ไหน หนใด ฉันไม่รู้ว่าเธอที่ ณ ที่แห่งใด ขอบฟ้าหรือว่าปลายฟ้า ฉันคงพเนจรร่อนเร่ไปไม่ต่างจากเมื่อครั้งยังมีชีวิต

    ฉันกู่ร้องหาเธอ... ตายแล้วก็ยังกู่ร้องหา ทว่าไม่พบ

    แต่ฉันไม่ตาย... พายุครั้งนี้ยังคงพัดกระหน่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับว่าฉันเป็นของเล่นชิ้นหนึ่ง เป็นลูกไก่ตัวหนึ่งที่คิดอยากบีบก็บีบ เมื่อฉันเจ็บ ฉันร้องมันก็คลายออก... เป็นเช่นนี้อยู่หลายครา

    ฉันไม่วิงวอนอ้อนขอชีวิต ฉันไม่วิงวอนขอความคิดขอปากกาฉันคืนมา ฉันพยายามสร้างสองสิ่งนั้นขึ้นมาใหม่ เป็นการสร้างพลังให้กับตัวฉันเอง

    บางครั้งความโหดร้าย ความเจ็บปวดอาจเป็นยาวิเศษที่ดี แปรเปลี่ยนเป็นพลังที่ดีได้อย่างหนึ่ง

    เมื่อฉันสำนึกว่าอย่างไรเสียถ้าต้องตาย- มันก็ต้องตาย เป็นสิ่งที่หลีกหนีไม่พ้น แต่ก่อนจะตายนี่สิฉันสามารถทำบางสิ่งบางอย่างได้

    จะยอมสิโรราบกับมัน หรือจะต่อสู้กับมัน ใช่! ฉันเลือกอย่างหลัง ไม่จำเป็นต้องมีความกลัวแต่อย่างใด

    ฉันจึงลุกขึ้นท้าทายเจ้าพายุที่กำลังมองฉันอย่างเย้ยหยันด้วยความสงบ มันมองฉันด้วยความฉงนและเย้ยหยันด้วยอยู่ในที

    “เจ้าจะสู้กับข้าหรือ เจ้ามนุษย์ตัวน้อย”

    ฉันไม่ตอบ ฉันเพียงแต่คิดในใจว่า พายุหน้าโง่ แกคิดว่าแกรู้จิตใจ รู้ความนึกคิดของคนทุกคนงั้นสิ

    พายุเงียบ ยังคงมองฉันด้วยความเย้ยหยันและหัวเราะร่วนร่า

    “แกฆ่าฉันได้แล้ว ฉันจะได้สบายสักที หากแกคิดว่าสิ่งที่แกกำลังทำกับฉันอยู่นี้จะสามารถบั่นทอนความนึกคิดของฉันได้แกจงกระทำมาเถิด !”

    ฉันว่าอย่างนั้นแล้วมุ่งหน้าเข้ากลับฝั่งฝันของฉันโดยไม่เหลียวกลับไปมองเจ้าพายุนั้นเลย

    นี่เป็นครั้งที่สามที่ฉันประสบกับพายุ, ครั้งที่สามที่ฉันติดกับดักอยู่ในศูนย์กลางความเชี่ยวกรากแห่งสายลม และเป็นครั้งที่สามที่ฉันโบยบินกลับเข้าฝั่งได้

    นั่นแหละฉันจึงบอกเธอว่าพายุที่ประสบครั้งนี้ไม่รุนแรงนัก... ไม่รุนแรงเลย

    ฉันจึงได้กลับมาพบเธออีกครั้ง... เธอจึงได้ฟังเรื่องราวต่าง ๆ ของฉันอีกครั้ง แม้ว่าเราจะไม่สามารถพบกัน แต่สำหรับความรู้สึกแล้วฉันและเธอสามารถรับรู้กันได้ด้วยใจ

    ไม่มีใครเห็นหรอก... ไม่มีใครเข้าใจหรือรู้ความคิดของเราได้หรอก เพียงเพราะเขาสร้างกำแพงอคติกางกั้นระหว่างเราขึ้นมา

    เธอล่ะ?... เธอรู้ใช่ไหมว่าฉันรู้สึกนึกคิดเช่นไร เพียงเพราะเราหล่อหลอมจิตใจให้เป็นหนึ่งเดียว

    เท่านี้เอง... ใช่! เพียงเท่านี้เอง

    พายุคงฆ่าร่างของฉันได้ แต่มิอาจฆ่าวิญญาณ ฆ่าความคิดนึกของฉันได้... สิ่งนี้เองที่พายุไม่เคยและจะคิดนึกรู้

    พายุสำหรับฉันคงเป็นเพียงสายลมวูบหนึ่งที่พัดผ่านเข้ามาและผ่านไปเท่านั้น •



    ด้วยความรักที่มีต่อเธอ
    โจนาธาน



    kaawss.jpg


    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ก้าวกวี


    ณ ที่ซึ่งไร้กาลเวลา
    โดย แทนขวัญ



    การขึ้นและลงของดวงอาทิตย์ในทิศและเมืองที่ตรงกันคนละฟากโลกเช่นนี้ เปรียบเสมือนสิ่งใดนั้นหรือ...

    ณ ที่หนึ่งซึ่งอาทิตย์สาดส่องแสงอันอบอุ่นมายังหัวใจใครบางคน, ยังฟากฝั่งของหัวใจใครอีกคนกำลังเผชิญความหนาวเหน็บยามอาทิตย์ลาลับอัสดง มีเพียงแสงแห่งดาวเป็นเพื่อน

    ...วนเวียนจนอีกห้วงเวลาหนึ่งซึ่งราตรีกำลังจะพ้นผ่าน แสงแห่งวันใหม่ได้มอบให้ซึ่งความหวังและพลังแด่หัวใจ โพล้เพล้แห่งหัวใจใครบางคนกำลังคืบคลาน ราตรีกาลจะสานฝันแห่งหัวใจ

    หรือเพียงทอดอาลัยแด่หัวใจรักอันถูกปิดบังอำพราง... ในความมืดมิด ฉันจึงปรารถนาเพียงแสงดาวอันริบหรี่ช่วยนำทาง ฉันมิกล้าแม้แต่จะแหงนหน้าขึ้นมองฟ้า โอ้...ใจใครหนอช่างอาภัพแม้แต่ดวงดาวก็ยังมิอาจมองเห็นให้เป็นดวงเดียวกัน •





    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ๕. DekAd : Black&Pink


    โอ๊ยยย...ร้อน



    ผมลุกขึ้นจากที่นอนอย่างงัวเงียเมื่อแสงแดดส่องทะลุผ้าม่านลอดเข้ามากระแทกที่นัยน์ตา

    ผมเหลือบมองนาฬิกาใจคิดว่าคงจะประมาณ ๙ โมงแล้วมั้งแดดแรงออกอย่างนี้ แต่...โอ้ววว...มาย...ก๊อด...กินลูกชิต...ครับพี่น้อง ขณะนี้เป็นเวลาเพิ่งจะ ๗ โมงเช้าเอง

    เมื่อเห็นเวลาที่เช้าเกินไปสำหรับผมแล้วจึงเดินกลับไปที่นอน หยิบหมอนมาบังไม่ให้แสงแดดเข้าตาแล้วพยายามจะนอนต่อแต่ผมนอนไม่หลับแล้วครับ เพราะนอกจากจะร้อนแล้วเหงื่อไคลก็ไหลท่วมตัวผมจนไม่เป็นอันนอนต่อแล้ว เป็นอันว่าวิธีแก้ไขที่ดีที่สุดก็คือ ไปอาบน้ำแก้ร้อน เป็นอันว่าตั้งแต่เข้าหน้าร้อนมานี่ ผมตื่นเช้าเป็นกิจวัตรเลย เอาน่ะ...ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องไปทำงานสาย

    ผมเดินออกจากบ้านตอน ๙ โมงเช้า แต่ขอโทษครับ แดดแรงอย่างกับตอนเที่ยงอย่างไงอย่างงั้น ผิวกายที่ดำคล้ำของผมที่เป็นตับเป็ดอยู่แล้วสงสัยจะยิ่งทวีความมืดเพิ่มขึ้นอีกแหง ๆ นอกจากจะดำตับเป็ดแล้ว ยังร้อนตับแตกอีกต่างหากครับ

    ว่าแล้วผมเลยนึกถึงโฆษณาสุดฮาแต่ความจริงไม่ฮามาให้ดูกันครับ



    โฆษณาชิ้นนี้สื่อให้เห็นถึงภาวะโลกร้อนได้เป็นอย่างดีครับ ขนาดมนุษย์ต่างดาวยังร่วงลงมาเลยแล้วนับประสาอะไรกับมนุษย์ที่ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ดวงอาทิตย์อย่างพวกเรากันล่ะครับ ขอวิชาการนิดนึงนะครับ ยังมีสถิติที่น่าสนใจเล็กน้อย คือไอ้เจ้าภาวะโลกร้อนเนี่ย ภายในช่วง ๑๐ ปีนับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๓ เขาได้มีการบันทึกถึงปีที่มีอากาศร้อนที่สุดซึ่งก็มีถึง ๓ ปีคือ ปีพ.ศ.๒๕๓๓, ๒๕๓๘ และ ๒๕๔๐ แต่ผมว่าปี ๒๕๕๐ นี่ก็ร้อนไม่แพ้กันเลยนะ และจากการทำงานของคณะกรรมการของรัฐบาลนานาชาติว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีองค์การวิทยาศาสตร์ได้ร่วมมือกับองค์การสหประชาชาติเฝ้าสังเกตผลกระทบต่าง ๆ และได้พบหลักฐานใหม่ซิง ๆ ที่แน่ชัดว่า จากการที่ภาวะโลกร้อนขึ้นในช่วง ๕๐ กว่าปีมานี้ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการกระทำของมนุษย์ซึ่งส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นในทุกหนทุกแห่งประมาณ ๑.๔ - ๕.๘ องศาเซลเซียส โอ้โห อะไรจะขนาดนั้นเนี่ย

    ส่วนพวกภัยธรรมชาตินี่ก็เป็นผลกระทบจากภาวะโลกร้อนด้วยนะครับ เช่น ความแห้งแล้งอย่างรุนแรง วาตภัย อุทกภัย พายุฝนฟ้าคะนอง พายุทอร์นาโด แผ่นดินถล่ม และการเกิดพายุรุนแรงฉับพลัน และเขายังคาดการณ์เอาไว้อีกด้วยนะครับว่า การที่อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นเป็นเหตุให้ปริมาณผลผลิตเพื่อการบริโภคโดยรวมลดลงซึ่งทำให้จำนวนผู้อดอยากหิวโหยเพิ่มขึ้นอีก ๖๐ - ๓๕๐ ล้านคน นึกไม่ถึงเลยใช่ไหมครับว่ามันจะกระทบชิ่งกันมากมายขนาดนี้ ที่สำคัญครับ พื้นน้ำแข็งขนาดมหึมาในด้านตะวันตกของทวีปแอนตาร์กติกมีมวลน้ำแข็งถึง ๓.๒ ล้านลูกบาศก์กิโลเมตรที่กำลังจะละลาย ซึ่งหากละลายทั้งหมดจะยกระดับน้ำทะเลทั่วโลกให้สูงขึ้นอีก ๑๖ ฟุต หรือ ๔.๘ เมตร

    และหากรวมกับน้ำแข็งที่กรีนแลนด์กับขั้วโลกเหนือที่กำลังหลอมละลายอย่างรวดเร็วจะทำให้น้ำทะเลสูงขึ้นอีก ๒๐ ฟุต หรือ ๕ - ๖ เมตร รวมเหนือใต้แล้วอาจทำให้น้ำทะเลสูงขึ้น ๑๒ เมตร อย่างนี้ก็ตายซีครับ

    แล้วเราจะทำอย่างไรกันดีกับภาวะโลกร้อนที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นในขณะนี้ คำตอบคือ "แบ๊ะ ๆ" ครับเพราะคำถามนี้หากถามเมื่อ ๑๐ ปีก่อนอาจจะยังมีคำตอบให้แต่ขณะนี้ไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้ว ถ้าจะโทษ...ก็จงโทษมนุษย์ด้วยกันเองเถิดครับ


    หมายเหตุ : -
    คอลัมน์นี้มิใช่เป็นการยกตัวขึ้นเป็น**รูทางด้านงานโฆษณาแต่อย่างใดของผู้เขียน (เพราะผู้เขียนยังคงอ่อนด้อยในหนทางสายนี้ยิ่งนัก ทั้งงานเขียนและงานโฆษณา) แต่เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวที่มาจากการหลงใหลในงานแขนงนี้เท่านั้น และขออภัยล่วงหน้าหากผู้เขียนเกิดทะลึ่งไปเหยียบตาปลาใครเข้า อยากบอกว่า "ผมมิได้ตั้งใจคร้าบ-บ-บ"







    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ๖. หอมกลิ่นป๊อบคอร์น : จี-รา


    GATTACA



    อาจมีสักหลายครั้งในชีวิตที่เราเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า อะไรทำให้มนุษย์เราต่างกัน?

    ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสมบูรณ์พร้อมทางร่างกาย รูปลักษณ์ผิวพรรณ ความฉลาด หรือกระทั่งโอกาสในการประสบความสำเร็จในชีวิตที่ต้องอาศัยมูลเหตุอื่น ๆ อีกร้อยแปด เมื่อต้องเผชิญกับกำแพงอุปสรรคที่มองไม่เห็นกั้นขวางบางโอกาสของชีวิตหลายคนจึงแหงนขึ้นมองท้องฟ้าและตัดพ้อถึงความไม่สมบูรณ์ของตนเอง โยนความไม่ยุติธรรมให้กับบางสิ่งที่อยู่นอกเหนืออำนาจควบคุมของมนุษย์

    แต่ใครบางคนนอกจากจะไม่ตั้งคำถามเหล่านั้นแล้วเขายังไม่แยแสและหยุดยอมให้กับกรอบแห่งพันธุกรรมที่ขีดกำหนดไว้

    วินเซนต์ ฟรีแมน กำเนิดขึ้นมาตามกระบวนการปกติของธรรมชาติทำให้เขาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับ แอนตัน - น้องชายที่ได้รับการผสมเทียมโดยผ่านการคัดเลือกยีนที่ดีที่สุดของพ่อและแม่ นอกจากความคาดหวังในการประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วความแตกต่างทางร่างกายก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้วินเซนต์รู้สึกโดดเดี่ยวในครอบครัว เขามีรูปร่างที่เล็กกว่า สายตาสั้น และมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคหัวใจ พันธุวิศวกรรมการแพทย์สมัยใหม่สามารถระบุได้ว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้ถึงประมาณอายุสามสิบปีเท่านั้น

    ทุกครั้งที่เกิดการเปรียบเทียบวินเซนต์จะถูกผลักไปอยู่ด้านของความพ่ายแพ้โดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นสมรรถภาพทางร่างกาย มันสมอง หรือการจัดการกับอารมณ์ที่แปรปรวน แม้กระทั่งโอกาสอื่น ๆ ในสังคม

    วินเซนต์ใฝ่ฝันที่จะเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ GATTACA - โครงการสำรวจอวกาศซึ่งมีเป้าหมายอยู่ที่การเดินทางไปยังไททัน- ดวงจันทร์บริวารของดาวเสาร์ GATTACA จะคัดเลือกเฉพาะผู้มีสายพันธุ์ที่ดีและสมบูรณ์พร้อมเท่านั้น โดยจะต้องผ่านการทดสอบทางร่างกาย สมาธิ ความแม่นยำและความชำนาญในการปฏิบัติภารกิจในอวกาศ สิ่งเดียวที่วินเซนต์ขาดไปก็คือการได้เกิดมาจากสายพันธุ์ที่สมบูรณ์นั่นเอง เขาเป็นได้แค่เพียงพนักงานทำความสะอาดที่ได้แต่เฝ้ามองยานอวกาศพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าลำแล้วลำเล่า

    ความหวังจะเปลี่ยนสายพันธุ์ของตนเองนั้นดูเหมือนจะไม่มีทางเป็นไปได้จนกระทั่งวันที่เขาได้พบกับ เจโรม - มนุษย์ผู้มีความสมบูรณ์พร้อมแต่ประสบอุบัติเหตุรถชนทำให้ขาทั้งสองข้างพิการ วินเซนต์ตัดสินใจซื้อพันธุกรรมจากเจโรม ทั้งสองแลกเปลี่ยนตัวตนของกันและกัน

    นอกจากการผ่าตัดกระดูกขาเพื่อเพิ่มความสูงแล้ววินเซนต์ยังต้องขัดผิวหนังกำพร้าและสางผมทุกวันเพื่อป้องกันเซลล์ด้อยที่มาจากพันธุกรรมอันไม่สมบูรณ์แบบของตนเองตกหล่นในที่ใดที่หนึ่งจนถูกจับได้ นอกจากนี้เขายังต้องแอบพกถุงเลือดและปัสสาวะของเจโรมเพื่อใช้ในการตรวจร่างกาย เขาติดคลื่นจังหวะการเต้นของหัวใจของโรมไว้ในขณะทดสอบสมรรถภาพ เขาซุกซ่อนความเหนื่อยล้าจนแทบขาดใจไว้ภายใต้สีหน้าเรียบเฉยอยู่ตลอดเวลา

    วินเซนต์ฟันฝ่าอุปสรรคทุกอย่างจนกระทั่งได้เป็นหนึ่งในนักบินอวกาศที่จะได้เดินทางไปยังดวงจันทร์ไททัน แต่ก่อนออกเดินทางเพียงไม่กี่วัน ไอรีน - คนรักซึ่งทำงานอยู่ใน GATTACA เช่นเดียวกันได้รู้ความจริงว่าวินเซนต์ไม่ใช่สายพันธุ์ที่สมบูรณ์ เขาเป็นมนุษย์ธรรมดาที่เกิดขึ้นมาตามธรรมชาติเท่านั้น เธอไม่เชื่อว่ามันจะเป็นไปได้ที่มนุษย์ธรรมดาจะผ่านกระบวนการคัดกรองอันเข้มงวดของ GATTACA เข้ามาได้ถึงขนาดนี้ ซึ่งวินเซนต์ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าความแตกต่างทางพันธุกรรมไม่มีผลอะไรมากนักสำหรับเขาและทุกอย่างเป็นไปได้เสมอ

    ลึกลงไปในร่างกายมนุษย์ประกอบขึ้นมาจากเซลล์ขนาดเล็ก ๆ จำนวนหลายล้านเซลล์ แต่ละนิวเคลียสของเซลล์ประกอบด้วยโครโมโซมจำนวน ๒๓ คู่ ซึ่งเกิดจากสายโมเลกุลของ DNA ที่ขดพันกันเป็นเกลียว ในโมเลกุลของ DNA แต่ละหน่วยบรรจุไปด้วยยีนอีกนับล้านที่เราเรียกว่าพันธุกรรมย่อย ยีนแต่ละแท่งนี้เองที่เกิดจากการจับตัวกันของคู่กรด-เบส ๔ ชนิดคือ A (Adenine), C (Cytosine), G(Guanine) และ T (Thymine) เรียงสลับกันเป็นรูปเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล

    จริงหรือเปล่าที่เราแตกต่างกันเพียงแค่การเรียงตัวกันของคู่กรด-เบสดังกล่าว หรือเพราะความเด่นด้อยของยีนในร่างกายที่จะเป็นตัวกำหนดให้ชีวิตมีรูปแบบที่แน่นอน พันธุกรรมคือสิ่งตัดสินว่ามนุษย์ประเภทใดจะมีคุณค่าหรือด้อยค่า สมบูรณ์หรือบกพร่อง หรือชี้ขาดว่าใครจะสามารถเอื้อมไปคว้าฝันที่พริบพราวบนท้องฟ้าได้หรือไม่ จริงหรือที่ชีวิตของเราถูกลิขิตไว้แล้ว

    บางที สิ่งหนึ่งซึ่งทำให้มนุษย์ก้าวข้ามกรอบจำกัดต่าง ๆ นานาเหล่านั้นได้ก็คือจิตวิญญาณแห่งความมุ่งมั่น ทุ่มเทอย่างสุดกำลัง ไม่หยุดยอมให้กับเงื่อนไขที่ผูกรัด ไม่เอาแต่พร่ำถามหาที่มาหรือสาเหตุของความไม่สมบูรณ์ใด ๆ ของตนเอง พลังแห่งจิตใจเท่านั้นที่จะส่งให้ใครบางคนทะยานไปข้างหน้า หลุดพ้นจากแรงยึดหน่วงทั้งปวง

    และนั่นเองคือสิ่งที่ทำให้คนเราแตกต่างกัน..




    ‘THERE IS NO GENE FOR THE HUMAN SPIRIT..’



    - GATTACA -
    กำกับการแสดงโดย ANDREW NICCOL
    แสดงนำโดย ETHAN HAWKE, UMA THURMAN, JUDE LAW
    (ภาพประกอบ : www.celtoslavica.de, www.arbredespossible2.free.fr, www.mediakowall.com)




    [มีอะไรในเล่มอีก]






    Coffee Brake.



    “A real book is not one that we read, but one that read us.” (W.H. Auden, 1907-1973)

    “หนังสือที่แท้จริงไม่ใช่หนังสือที่เราอ่าน แต่เป็นหนังสือที่อ่านเรา (คือสะท้อนให้เรามองเห็นตัวเอง)” (ดับบลิว เอช ออเดน)

    กวีชาวอังกฤษ จบการศึกษาทางด้านวรรณกรรมจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด บทกวีของเขาซึ่งกล่าวถึงปัญหาสังคมและปัญหาส่วนตัว สะท้อนให้เห็นถึงสภาพทางวัฒนธรรมที่เป็นปัญหาในยุโรป ซึ่งจะนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่สอง ในปี 1936 เช่นเดียวกับนักเขียนเสรีนิยมก้าวหน้าในตะวันตกหลายคน เขาเดินทางไปสเปนเพื่อช่วยเหลือฝ่ายก้าวหน้าสู้กับเผด็จการฝ่ายขวา ในสงครามกลางเมืองสเปน (1936-1939) ปี 1939 เขาอพยพไปอยู่สหรัฐฯ โดยเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง


    (จากหนังสือ “คำคมคนรักหนังสือ” โดย วิทยากร เชียงกูล)

    Picture : www.gallerysj.su.edu



    kaawss.jpg


    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ๗. อิสระวิถี : ต้นน้ำ บัวไร


    อิสระวิถี (๔) : หวาน กลม ขาว อวบ
    ต้นน้ำ บัวไร - หาเรื่อง




    -แนะนำตัวกับผู้อ่านหน่อยซิครับ
    สวัสดีครับ ผม ไอติมกะทิ สายเลือดไทย ไว้ลายนักสู้

    -ทำไมคุณถึงชอบให้คนเรียก ว่า ไอติม มากกว่า ไอศกรีม
    เพราะไอติมบ่งบอกถึงความเป็นไทยมากกว่าครับ

    -ไอศกรีม ไม่ใช่ซิ! ไอติมอย่างคุณ ถือกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไรครับ
    ย้อนไปไกลถึงสมัยจักรพรรดิเนโรห์ แห่งอาณาจักรโรมัน โน้นเลยละครับ ในตอนนั้นบรรพบุรุษของผม เกิดจากเป็นการนำหิมะมาผสมเข้ากับน้ำผึ้งและผลไม้ ก็ที่ต่อมาเรียกว่า เชอร์เบ็ท (Sherbet) นั่นแหละครับ แต่บางกระแสก็บอกไว้ว่าคนจีนเป็นผู้ค้นพบบรรพบุรุษของผมเป็นครั้งแรกเมื่อประมาณ ๔,๐๐๐ ปีที่ผ่านมา โดยการนำนมวัว ไปหมกไว้ในหิมะ หมายจะรักษาสภาพให้น้ำนมมีอายุยาวนานขึ้น แต่สิ่งที่ได้กลับกลายเป็นของหวานแสนอร่อยอย่างไม่คาดคิด

    -หมายความว่า พวกคุณเกิดขึ้นมาจากความบังเอิญ
    หลาย ๆ อย่างในโลกก็เกิดจากความบังเอิญ

    -แล้วพวกคุณเข้ามาในประเทศไทยได้อย่างไร
    บรรพบุรุษของผมปรากฏตัวครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อสมัยปลายรัชกาลที่ ๔ โดยพ่อค้าชาวสิงคโปร์เป็น เป็นผู้นำเข้ามาพร้อม ๆ กับน้ำแข็ง

    -สมัยนั้นพวกคุณคงเป็นของใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจมาก
    แน่นอนครับ สมัยนั้นพวกผมเป็นของหวานประเภทเดียวที่ต้องใช้ความเย็นเป็นตัวสำคัญในการทำ ในช่วงแรก ๆ พวกผมมีราคาแพงมาก ๆ คนธรรมดาสามัญไม่มีสิทธิ์ได้ลิ้มลอง นอกจากพระเจ้าแผ่นดินและขุนนางผู้มีอันจะกินเท่านั้น

    -ร้อน ๆ แบบนี้คุณคง pop น่าดู
    ธรรมดาครับ เพราะหน้าหนาวผมก็เหงาจับใจเช่นกัน ของอย่างนี้ ทีใครทีมันครับ

    -คุณมีอะไรจะฝากถึงผู้อ่านมั้ยครับ
    ร้อน ๆ แบบนี้จะคิดจะทำอะไรก็อย่าใจร้อนตามสภาพอากาศนะครับ กินไอติมกันเยอะ ๆ จะได้ใจเย็น ๆ

    kamkam_tonnam@hotmail.com
    http://tonnambuarai.exteen.com/






    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ก้าวกวี


    เรากำลังเดินไปสู่หนใด


    What is behind the pink door?
    Fallujah, Iraq
    By SFC Darrold Peters

    ระโยงระยางเคลื่อนไหวบนฟากฟ้า
    มวลมนุษย์คืบคลานบนผืนดิน
    ดอกไม้สีขาวส่งกลิ่นแรงในยามค่ำคืน
    ต้นไม่ภายในแอบเติบโตในความมืด
    สายลมสีแดงพัดยามอรุณรุ่งสาง
    เรากำลังเดินไปสู่หนไหน...
    บนถนนสีดำทอดยาวไร้ที่สิ้นสุด
    สายน้ำที่หลั่งไหลรวมสู่ห้วงสมุทร
    สงครามล้างผลาญความงามของชีวิต
    ฝูงนกเหล็กทิ้งไข่มรณะกำนัลแด่เด็กน้อย
    ลูกโป่งสวรรค์ลอยละลิ่วอย่างไร้ทิศทาง
    ซากหมู่ตึกอนุสรณ์แห่งแสนยานุภาพ
    เครื่องจักรในโรงงานผลิตอาวุธทำงานหามรุ่งหามค่ำ
    เพียงเพื่อผลิตกระสุนและเครื่องมือสังหารร่วมสมัย
    พ่อค้าความตายกระจายความขัดแย้งทุกหย่อมหญ้า
    ทะเลทรายที่เวิ้งว้างและแห้งแล้งคึกคักด้วยชุดพราง
    อาณาจักรแห่งความสิ้นหวังไพศาลราวการแตกตัวของเอกภพ
    ความรุนแรงอันไร้ขีดจำกัดหวีดร้องเสียงโหยหวนเชิญชวนสู่นรก
    เรากำลังสร้างโลกใหม่ที่เติมเต็มด้วยความเกลียดชังกัน
    ฤา เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ และศาสนากลายเป็นเชื้อไฟไม่มีวันมอด
    เรากำลังเดินไปสู่หนใด...มนุษยชาติ!


    ซะการีย์ยา อมตยา
    ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐
    เขียนใต้แสงดาวพราว

    All Rights Reserved
    Coprright 2007 © Zakariya Amataya


    กวีปุถุชน
    http://putushon.blogspot.com






    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ๘. อัมโปะ



    17. มองว่าในความโชคร้ายมีโชคดี


    18. เห็นว่าในความโชคดีมีโชคร้าย







    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ๙. เรื่องสั้น


    ร้านหมี่ในเมืองหม่น
    โดย กวีหมี่เป็ด
    http://www.softganz.com/meeped/



    ระเบียงชั้น ๔ ของร้านหมี่เป็ด

    ๑).
    เขายืนอยู่บนระเบียงชั้น ๔ ของร้านในดึกที่ฝนกำลังตกกระหน่ำ สายฝนเป็นม่านกางขึงจากดาดฟ้าแผ่ผืนใส เขาสูบบุหรี่ปล่อยควันอ้อยสร้อยจางๆ มองยอดเขาคอหงส์นั้นมิดมืด ปีนี้ฝนน้อยและมาล่ากว่าทุกปี มันควรที่จะตกลงมาตั้งแต่เมื่อเดือน ๙ เขาคิด ก้มมองดูพื้นถนนก็เห็นน้ำท่วมขัง รถยนต์บางคันที่กลับจากไหนสักแห่งวิ่งฝ่าแหวกแอ่งน้ำกระจาย มันจะท่วมไหม? คงไม่หรอก เพราะดินยังอุ้มน้ำไม่อิ่มดีนัก แต่มันตกมาตั้งแต่เมื่อคืนนี่ น้ำท่วมขังอย่างนี้คงเพราะท่อระบายน้ำไม่ทัน มันจะท่วมไหม? เขายังค้างคาใจ

    เขาควรที่จะนอนหลับไปตั้งนานแล้ว ในคืนที่ผ่านวันเหน็ดเหนื่อยมา ๑๐ กว่าชั่วโมง มันไม่มีอะไรดีไปกว่าการนอนฟังเสียงฝนแต่หัวค่ำ ห่มผ้าหนาๆและกอดหมอนข้างอุ่นๆ อาจจะมีเบียร์สัก ๒ ขวดก่อนนอนพร้อมหนังสือดีดีสักเล่ม ความสุขมันหาได้ไม่ยากหรอก เพลงเก่าๆที่โหลดเป็น Mp3 สักชุดใหญ่ๆ หรือหยิบโทรศัพท์คุยกับสาวคนรักสักครู่ ผมพยายามจะบอกเขาให้ไปนอน ในคืนที่หนาวเย็นด้วยละอองฝนเขาอาจเป็นหวัด ร่างกายควรได้พักผ่อนอย่างพอเพียงสำหรับการตื่นมาอย่างแจ่มใสสดชื่น เขาบอกผมว่าเขาปลูกต้นมะขามหวานไว้ต้นหนึ่ง เป็นมะขามหวานต้นแคระแกร็นในหม้อลวกหมี่ชำรุด มันกำลังเติบโต ผลิใบผลัดใบมาหลายฤดูฝน ผมรู้ดีว่ามะขามหวานต้นนั้นวางอยู่หน้าร้านด้านซ้ายมือติดกับถังขยะ แต่มันเกี่ยวอะไรกับการนอน?

    ๒).
    เขาเปิดร้านหมี่เป็ดในเมืองนี้มา ๑๐ กว่าปี รับช่วงต่อจากเตี่ยมาหลังจากเขาล้มเหลวในการศึกษา มันเป็นอาชีพที่เขาคุ้นเคยแต่อ้อนแต่ออก แต่เขากลับเกลียดมัน เขาไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นคนขายหมี่ เขาอยากเป็นนักปกครอง รัฐศาสตร์ที่เขาเรียนจากรามฯแม้จะไม่จบ แต่นั่นก็ทำให้เขาคลั่งไคล้การเมือง เขาอยากเป็นปลัดอำเภอ แน่นอนที่เขาต้องแอบฝันถึงผู้ว่าราชการจังหวัดตามมา ผมก็ไม่ทราบว่าเหตุใดเขาจึงเกลียดอาชีพนี้ ทุกครั้งที่เพื่อนๆล้อเขาเรื่องอาชีพของเตี่ยเมื่อครั้งมัธยม เขาจะโกรธจัด และพร้อมที่จะชกต่อยกับเพื่อนคนใดก็ได้ เตี่ยเคยยื่นคำขาดให้เขาหัดทำเส้นบะหมี่เมื่อตอนอายุ ๑๕ เขาปฏิเสธพร้อมทั้งหันหลังเดินไปอย่างไม่ใยดี วันนั้นผมเห็นเตี่ยร้องไห้ ผมเคยถามเขาในวันหนึ่งถึงสาเหตุแห่งการเกลียดอาชีพนี้ เขายิ้มมุมปาก บอกว่ามันเหนื่อยและไร้เกียรติอย่างที่สุด เขาชี้ให้ดูลูกค้าบางคน เห็นไหม? แล้วพูดต่อว่า คนนั้นเป็นลูกค้าที่จู้จี้เรื่องมาก ขี้เหนียวและเอ็ดตะโรโวยวาย ไม่มีความอดทนในการรอ เขาว่าโชคร้ายที่เขาเป็นคนอารมณ์ร้อน เขาเป็นพ่อค้าไม่ได้หรอก เขายืนยันชัดเจนเมื่อเกือบ ๒๐ ปีก่อน

    “เมื่อกี้หมี่แห้งกี่ก้อนครับ เกาเหลาด้วยไหม?” เขาหันไปถามลูกค้าโต๊ะ ๓ เธอเป็นขาประจำสาวสวยที่พักเที่ยงที่ร้านหมี่ของเขาประจำ การลวกหมี่ของเขาจัดเป็นท่วงท่าสวยงาม คลี่หมี่เหลืองออกมา แล้วขยุ้มมันลงในหม้อลวก ใช้ตะแกรงกับตะเกียบยาวกวนแล้วขยอกในน้ำร้อนจัด โยนขึ้นอากาศครั้งสองครั้งก่อนสะเด็ดน้ำให้แห้งแล้วใส่ถ้วย เขาบอกผมว่าจอมยุทธต้องมีลีลา

    เขาเคยเล่าว่าเมื่อครั้งอายุยังน้อยเรียนชั้นประถม ลูกชาวจีนจะได้รับการเหยียดหยามเชื้อชาติอย่างรุนแรง และอาชีพค้าขายเป็นอาชีพที่ต่ำต้อยไร้ค่า โดยเฉพาะอาชีพขายก๋วยเตี๋ยวที่มักจะโดนเพื่อนๆโห่ฮาอย่างป่าเถื่อน ขวบปีนั้นเขามีเรื่องชกต่อยด้วยเรื่องนี้เสมอ เขาเจ็บใจที่เตี่ยไม่เป็นนักเลง เขาอยากพาเตี่ยไปโรงเรียนแล้วต่อยปากไอ้พวกบัดซบเหล่านั้นให้ราบคาบ เขาเห็นเตี่ยเอาแต่หัวเราะส่ายหน้า ก่อนจะเดินไปลวกหมี่ให้ลูกค้า เขายิ้มเศร้าๆให้ผม บอกว่ามันเป็นเรื่องของวัยเยาว์ อยากเท่าเทียมเพื่อน อยากได้รับการยอมรับในกลุ่ม เขาเรียนไม่เก่ง เล่นกีฬาไม่ดี ร้องเพลงเพี้ยน เขาไม่มีอะไรเลยที่จะดึงดูดเพื่อนๆให้ยอมรับ ไม่มีอะไรเลยที่จะให้ใครต่อใครชื่นชมในความเก่ง นอกจากหน้าตาจืดๆไร้พิษสงแล้วละก็ เขาแทบจะไม่มีตัวตนเลย ผมคิดว่านั่นน่าจะเป็นแรงดันใหญ่หลวงสำหรับเขาในกาลต่อมา

    ร้านของเขาเป็นร้านหมี่ธรรมดาๆ เหมือนๆกับร้านเก่าแก่ทั่วๆไป ข้าวของเครื่องใช้ถูกจัดอยู่ในที่หยิบฉวยสะดวก ของทุกอย่างเป็นระเบียบ หาง่าย ไม่มีการตกแต่งร้านให้ดูดีเหมือนร้านสมัยใหม่ เครื่องวิทยุเทปราคาปานกลางวางอยู่บนโต๊ะ เขาเปิดวิทยุหาคลื่นลูกทุ่งเก่าๆไม่ก็เพื่อชีวิตเก่าๆอย่างไม่สนใจว่าลูกค้าอายุเท่าไร บรรยากาศร้านเป็นของเขาโดยแท้ หลายครั้งที่เมื่อหาคลื่นเจอเพลงร็อคยุค ๗๐ เขาจะเร่งวอลลุ่มให้ดังอีกนิด หันไปคุยกับลูกค้าที่สนิทกันว่าฟังสิ เสียงลูกนิ้วของ เอ็ดดี้ แวนฮาเลน ฟัง As tear go by. สิ มันเพราะเศร้าขนาดไหน แล้วเขาก็ฮัมเพลง Catch the rainbow. เบาๆในลำคอ โปสเตอร์จิตร ภูมิศักดิ์ ใส่กรอบแขวนผนังเคียงข้างกับเหมา เจ๋อ ตง มีบทกวีใส่กรอบ ๓-๔ ชิ้นแขวนอยู่ด้านล่าง ลูกค้าบางคนเรียกเขาว่าบะหมี่เพื่อชีวิต เขาหัวเราะร่ากับฉายานี้ ไม่ใช่หรอก เขาแย้ง แต่มันเป็นบะหมี่ของกวีหนุ่มต่างหากเล่า

    บ้านยายที่หมู่บ้านยากจนแห่งหนึ่งของนครศรีธรรมราช คือภาพสถานที่ในห้วงนึกเขาอยู่เสมอ เขารักวิถีบ้านนอก ตอนเด็กๆเมื่อนั่งรถประจำทางไปเยี่ยมยาย เขาจะสร้างภาพในหัวว่าขี่ม้าสีขาววิ่งควบไปกับรถ สะพายดาบและห้อยปืนกระบอกโตเหมือนอ้ายเสือมหาโจรลือชื่อ ครั้นกระหายน้ำเขาก็จะนั่งมองแอ่งน้ำข้างทางที่รถผ่าน แล้วนึกเอาว่าตนกำลังวักดื่มน้ำแอ่งนั้นๆ เขามีภาพฝันเป็นตัวปลอบประโลม เขารู้ดีว่าความจืดชืดไร้พิษสงมันเป็นความรู้สึกเลวร้าย บ้านยายคือโลกกว้างกลางทุ่ง นาข้าวลิบๆจรดขอบฟ้าหลังป่าสังแก หนองน้ำกลางนาที่เขาโดดตูมๆเล่น ฤดูฝนที่หยาดย้อยหลังคาใบจาก เสียงอึ่งอ่างเสียงกบเขียด บ้านไม้ยกถุน และการกู่ตะโกนได้สุดเสียงในบ่ายแดดกล้าใต้ต้นตาล

    ลูกค้าเริ่มทยอยกันมาเต็มร้าน ผมบอกลาเขา ช่วงเวลาเช่นนี้ผมไม่ควรอยู่คุยด้วย นอกจากไม่ถูกกาลเทศะแล้ว การกลับไปก่อนถูกไล่น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด

    ๓).
    น่าแปลกใจ เมื่อครั้งเขาเยาว์วัยนั้นขี้อายและขี้ขลาด ผมเคยเห็นเขาร้องไห้เพียงแค่ทะเลาะกับเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งเมื่อครั้งเรียนประถม ๔ กระเป๋านักเรียนของเธอถูกใครคนหนึ่งขโมยไปแอบไว้หลังเลิกเรียน และเธอชี้หน้าเขาว่าเป็นคนกระทำ เขาเถียงสุดชีวิต ขณะที่เธอยังกล่าวหาและป่าวประณามไม่รู้หยุด ความอดกลั้นของเขาสิ้นสุดลงเมื่อเขาเอ่ยคำผรุสวาทใส่ และนั่นที่เขาร้องไห้ ผมไม่แน่ใจว่าเขาร้องไห้เพราะเจ็บแค้น หรือรู้สึกผิดกันแน่ที่ด่าผู้หญิง แต่ไม่ทันที่เขาจะกลับบ้าน พ่อของเธอก็เดินตรงรี่มาหาเขา คว้าแขนเขาอย่างแรงแล้วกระชากถูลู่ถูกังไปที่ห้องครูใหญ่ เขาตกใจกลัว ร้องไห้ขอความช่วยเหลือจากเพื่อนๆไปตลอดทางจนถึงห้องครูใหญ่

    จะไม่ให้ผมแปลกใจได้อย่างไรกัน? ในเมื่อพอเขาขึ้นชั้นมัธยมปลายต่างโรงเรียน เขากลับเป็นหัวโจกในทางเกเร ผมเคยห้ามเขาเมื่อรู้ว่าเพื่อนคนหนึ่งของเราโดนนักเรียนอีกแห่งข่มขู่เอาเงิน ๑๐ บาท เขาไม่ฟังเสียงใดทั้งสิ้น มุ่งตรงไปยังบ้านของเพื่อนอีกคนแล้วชักชวนกันไปตามหา ผมแอบตามไปห่างๆด้วยความกังวล เขากลายเป็นเด็กหนุ่มมุทะลุไปเสียแล้ว แม้จะอุ่นใจว่าในกระเป๋าของเขามีมีดเล่มเขื่อง แต่เด็กหนุ่มกลุ่มนั้นก็มีกำลังที่มากกว่านัก ผมเดินไปยื้อแขนเขาไว้เมื่อเห็นเขากำลังก้าวเข้าหากลุ่มนั้น เขาหันมายิ้ม ผลักอกผมเบาๆ และบอกให้อยู่ห่างๆ เขาเดินไปสองคน ผมไม่ทราบว่าเขาคุยอะไรกันบ้าง แต่เห็นหัวโจกกลุ่มนั้นเอื้อมมือหยิบเงินจากกระเป๋าเสื้ออีกคนส่งให้ มันต้องมีการปะทะกันแน่ ไม่มีเด็กหนุ่มคนไหนหรอกที่จะยินยอมได้ในเรื่องอย่างนี้ ผิดคาด ผมเห็นเขาจับมือกับเด็กหนุ่มหัวโจกคนนั้น และเดินกลับออกมาด้วยรอยยิ้ม ในมือเขามีเงิน ๒๐ บาท!

    แล้วอยู่ๆในวันนี้ เขากลายเป็นพ่อค้าหมี่เป็ด อาชีพที่เขาจงเกลียดจงชังกลายเป็นอาชีพที่เขาทุ่มเทสุดจิตสุดใจ ผมเห็นรอยยิ้มในการทำงานของเขา เคยเห็นขี้เมาตี ๕ เดินเข้าร้านมาเป็นกลุ่ม และโวยวายเอ็ดตะโรสารพัด เขามีสีหน้าเฉยเรียบ บอกขี้เมาว่ารอสักครู่ กำลังทำให้ตามที่ต้องการ เที่ยงวันหนึ่งที่ลูกค้าเต็มร้าน ผู้ชายหนุ่มฉกรรจ์คนหนึ่งเดินอาดอาดเข้าหาเขา บอกว่าขอก่อนได้ไหม? เขายิ้ม ทั้งที่การขอลัดคิวเป็นเรื่องที่เขาเกลียดชังยิ่งนัก แต่ลูกค้าทั้งร้านได้ยินคำตอบของเขาชัดเจนว่า ไปถามโต๊ะอื่นๆว่ายินยอมตามที่เขาขอไหมดีกว่า อย่ามาถามเขาเลย

    บางครั้งเขาก็เหมือนคนแปลกหน้าสำหรับผม เหมือนเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ผมไม่แน่ใจว่าเพราะอาชีพค้าขายหรือไม่ ที่ทำให้เขาต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง แล้วเมื่อครั้งยังเป็นเด็กหนุ่มเลือดร้อนเล่า? อะไรที่ทำให้เขาเปลี่ยนจากคนขี้ขลาดมาเป็นหัวโจก

    เขาไม่เคยตอบคำถามนี้เลย เขายังยืนอยู่ริมระเบียงชั้น ๔ ของร้าน มองฝ่าสายม่านฝนทอดตาไปยังเขาคอหงส์มืดครึ้มนั่น เขาบอกผมว่าเมื่อครั้งที่ ไม้ เมืองเดิม ท้อแท้กับการเป็นนักเขียน เหม เวชกร มิตรของไม้ชี้ให้ดูกระท่อมหลังหนึ่งกลางทุ่ง แล้วถามว่าข้างในกระท่อมหลังนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง ผมรู้ประวัติเรื่องนี้ดี จึงตอบไปว่ามันคือที่มาของเรื่องแผลเก่า เขาเอามืออังสายฝนเล่นครู่หนึ่ง แล้วบอกผมว่าที่เขาคอหงส์นั้นมีเด็กน้อยคนหนึ่ง ฝนหนักอย่างนี้ มันอาจจะเกิดการไหลบ่าของน้ำป่าที่สั่งสมเอาไว้ข้ามคืน เขาจุ๊ปากอย่าให้ผมแย้ง แล้วพูดต่อว่า มันอาจจะเป็นคืนนี้ก็ได้ ที่น้ำป่าโถมเกลียวเข้าม้วนต้นยางแล้วถอนขึ้นลอยน้ำไหลลงพื้นล่าง เด็กน้อยคนนั้นกำลังนอนหลับสบายอยู่ในบ้านหลังเล็ก จู่ๆก็ต้องตกใจกับเสียงน้ำป่าโครมคราม มันกระแทกฝาบ้านพังพินาศ หอบเอาร่างน้อยของเด็กจมผุดจมหายเท้งเต้ง เสียงตะโกนเรียกพ่อหาแม่ถูกเสียงคำรามของน้ำป่ากลบสิ้น แล้วเขาเอามือที่เปียกฝนนั้นมาลูบหน้าตนจนเปียกโชก ไหลย้อยลงคางจนถึงคอเสื้อยืดสีขาว เขาบอกว่าเขามีม้าสีขาวอยู่ตัวหนึ่ง และเขาจะควบมันไปในเดี๋ยวนี้

    “ไปนอนเถิด ผมจะกลับบ้านล่ะ” ผมบอกเขา “ในตู้เย็นผมแช่เบียร์เอาไว้ ๒ ขวด ป่านนี้คงเป็นวุ้น ดึกแล้ว ผมจะขับรถลำบาก” “พรุ่งนี้คุณต้องตื่นแต่มืดนะอย่าลืม ไปตลาดแล้วก็กลับมาจัดร้าน มีลูกค้าสั่งล่วงหน้า ๑๐ ห่อไม่ใช่หรือ? คุณนอนดึกมันจะไม่ไหวนะ”

    “ผมไม่ลืมหรอก ขอบคุณที่เตือน ผมปลูกมะขามหวานเอาไว้ต้นหนึ่ง คุณรู้ใช่ไหม?” เขาตอบกลับมา “คุณกลับเถอะ ฝนหนักอย่างนี้ไม่รู้มันจะท่วมหรือไม่ ดีไม่ดีรถคุณมันอาจรวนเอากลางสายฝน ดับแล้วสตาร์ทไม่ติด คุณจะแย่ ไม่รู้จะหาช่างที่ไหนด้วยป่านนี้”

    มันเกี่ยวอะไรกับมะขามหวานต้นแคระแกร็นนั่นด้วย? ผมพยายามคิดหาคำตอบซ่อนเร้นนัยนั้น ได้แต่สะบัดหัวแล้วเดินลงบันได

    ผมสตาร์ทรถบุโรทั่ง กว่ามันจะติดก็ต้องออกแรงกันสามสี่ครั้ง เสียงเครื่องยนต์ดังคร้องแคร็งๆ มันจะฝ่าสายฝนหนักคืนนี้ไปได้กี่เมตรหนอ ผมกังวล แล้วถ้าเกิดน้ำป่าหลากเข้าเมืองจริงเล่า? มันจะหลากเข้ามาได้อย่างไรกัน ผมชักขุ่นเคืองตัวเอง

    เหลียวกลับมองร้านหมี่ของเขาอีกครั้ง ภายในร้านมืดสนิทและเงียบสงบ หน้าร้านมีโปสเตอร์ประท้วงขับไล่รัฐบาลชุดก่อนติดอยู่ ดูเขามีชีวิตที่ลงตัวและเป็นสุข พื้นหน้าร้านปูกระเบื้องสีเหลืองอ่อนนวลตา แสงนีออนที่เปิดไว้เผยร่องรอยเด็กๆแถวนั้นมาวิ่งเล่นซุกซน

    เห็นต้นมะขามหวานในหม้อลวกหมี่ชำรุดยืนนิ่งสงบตากฝนอยู่ติดกับถังขยะ ผมไม่เข้าใจจริงๆว่ามันเกี่ยวอะไรกับการนอนหรือไม่นอนของเขา ใบมะขามหลุบลู่ในยามกลางคืน พรุ่งนี้มันจะผลิบานใบอีกครั้งเมื่อเช้ามาถึง ไม่ว่าเช้านั้นจะมีฝนหรือแสงแดด

    แหงนเงยมองขึ้นไปที่ระเบียงร้าน ไม่เห็นเขาเสียแล้ว ผมเข้าเกียร์รถแล้วภาวนาให้มันออกตัวได้ดี

    เหยียบคันเร่งปล่อยคลัช รถวิ่งฉิวฝ่าสายฝนหนักออกไปพร้อมๆกับหูแว่วเสียงน้ำป่าทะลักถล่มเมือง





    [มีอะไรในเล่มอีก]








    Cover(s) by : ยางมะตอยสีชมพู

    kaawss.jpg
    ก้าว..รอ..ก้าว
    'บ้านหนอน' ออนไลน์แมกกาซีน สำนักหนอนสนทนา

    www.winbookclub.com
    http://kaawrowkaw.wordpress.com/
    kaawrowkaw@hotmail.com




    2007-04-15 21:44:46/

     


    คาใจ
    ความเห็นที่ 1

     
      ตอบโดย คาใจ   เมื่อ: 2007-04-16 01:23:06
    มาอ่านแล้วค่ะ และจะไปแล้วเพราะระยะนี้อารมณ์ไม่ดี
    ร้อนก็ร้อน อยากแสดงความคิดเห็นทางการเมือง
    หาใครสักคนมาถกเถียงประเด็นประเทศชาติกันสักหน่อย
    น่าจะหายเครียด เซ็งจิต มาก ไปละค่ะ
     


    กองบรรณาธิการ
    ความเห็นที่ 2

     
      ตอบโดย กองบรรณาธิการ   เมื่อ: 2007-04-16 16:10:12


    - แถลง-ตอบ-ถาม -

    วันเวลาพาดผ่านไปมอย่างรวดเร็ว... ในวัยเด็กเรามักได้ยินเพื่อน ๆ พูดกัน "ผ่านไปเหมือนวัยตอแหล" ซึ่งเราเองก็มิทราบเช่นกันว่าวัยนั้นหมายถึงวัยไหน อายุช่วงใด

    แต่ช่างเถิด-- อย่างไรเสียวันเวลาก็ส่วนวันเวลา จะเกี่ยวข้องกับเราอย่างไรบ้างก็ขึ้นอยู่กับเราว่าเราจะเกี่ยวกับมันอย่างไร แง่ไหน...

    ย่างเดินมาถึงก้าวที่ ๙ ย้อนกลับไปเมื่อก้าวแรก กลางเดือนธันวาคมปีที่แล้วจะว่าเร็วก็เร็ว แต่จะว่าช้าเราไม่ว่า ด้วยแต่ละก้าวเราประสบเรื่องราวต่าง ๆ ประดังเข้ามา สุข ทุกข์ ขัดแย้ง ถกเถียง มีบ้างเพื่อหาข้อสรุปเพื่อมายังก้าวนี้ บางครั้งทำให้เราลืมวันเวลานั้นไปเสีย

    อย่าถามเราว่ามีนักเขียนท่านหนึ่งท่านใดหายไปเพราะเหตุใด... นั่นเพราะเราเองไม่ทราบเหตุผลที่แน่ชัด เพียงแค่ "ขอเว้นวรรค" บางท่านว่าไปคุยกับนักเขียนใหญ่, บางท่านว่าไปคุยกับอดีตผู้นำประเทศหนึ่งที่ลันดัน และบางท่านว่ากำลังบำบัดสมองด้วยยาแก้สมองผูกตราควายบิน...

    จะอย่างไรก็ตามแต่ "เรา" เชื่อว่าอีกไม่นานเขาจะบินกลับมาในไม่ช้าไม่เร็ว


    กองบรรณาธิการขอบคุณ :-

    ซะการีย์ยา อมตยา- กวีปุถุชน และ แทนขวัญ-- สำหรับบทกวี
    กวีหมี่เป็ด-- สำหรับเรื่องสั้น ร้านหมี่ในเมืองหม่น

    และผู้ทำงานเบื้องหลังทุกท่าน

    ด้วยมิตรภาพ.


    หมายเหตุ :-

    กองบรรณาธิการนิตยสารออนไลน์ก้าว รอ ก้าว ยินดีรับงานเขียนประเภทความเรียง บทความ เรื่องสั้น บทกวี ฯลฯ โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นงานที่รังสรรค์ขึ้นมาใหม่เพื่อพื้นที่นี้โดยเฉพาะ งานเก่านำมาปัดฝุ่นนั้นเราก็พร้อมยินดีรับด้วยความชื่นชม

    ส่งพร้อมระบุประเภทผลงานของท่านมาที่ kaawrowkaw@hotmail.com

    สอบถาม แนะนำ ติชม ได้ที่ นิตยสารออนไลน์ก้าว รอ ก้าว
     


    คิทชา
    ความเห็นที่ 3

     
      ตอบโดย คิทชา   เมื่อ: 2007-04-16 19:34:49
    ค่อยๆ ก้าวต่อไปนะครับ
     


    กีรติ
    ความเห็นที่ 4

     
      ตอบโดย กีรติ   เมื่อ: 2007-04-16 19:58:19
    เป็นก้าวที่ท้าลมร้อนได้น่ารักนัก
     


    ส้มลิ้ม
    ความเห็นที่ 5

     
      ตอบโดย ส้มลิ้ม   เมื่อ: 2007-04-16 23:19:53
    สู้ๆเค้าต่อไปนะคะ...


    ^_^!
     


    saranya_nok.worm
    ความเห็นที่ 6

     
      ตอบโดย saranya_nok.worm   เมื่อ: 2007-04-18 23:04:56
    ขอได้รับคำขอบคุณจากฉัน สำหรับอาการคลายร้อนจากบทกวีอันไพเราะ อาการเย็นใจจากเนื้อหาสาระที่มีมาให้ และสายลมเย็นแห่งสิ่งดี ๆ ที่พริ้วไหวอยู่ในตัวหนังสือค่ะ

    ก้าวต่อไปนะคะ...
     


    himura buttosai
    ความเห็นที่ 7

     
      ตอบโดย himura buttosai   เมื่อ: 2007-04-23 17:00:22
    ค่อยเดินนะ
     




    ข้อความ :
    สามารถเคาะ Enter หาต้องต้องให้เว้นบรรทัด หรือใช้คำสั่ง <br>
    ชื่อ :
    รูปภาพ :  
    ขนาดไม่เกิน 50K และต้องมีนามสกุลเป็น gif และ jpg
    รหัส :   1c416bd2
    ใส่รหัส :   (กรุณาใส่รหัสจากข้างบนนะครับ)