Cover by : ยางมะตอยสีชมพู ก้าว..รอ..ก้าว หนอนสนทนา : www.winbookclub.com http://kaawrowkaw.wordpress.com/ kaawrowkaw@hotmail.com กองบอกอ : อานันท์ ประทีฯ / หนุงหนิง / ยางมะตอยสีชมพู / ธุลีดิน / พงษ์ปรัชญา / Plin, :-p
---------- ก้าวกวี : [แทนขวัญ] ณ ที่ซึ่งไร้กาลเวลา ----------
--------------------- Coffee Brake ---------------------
---------- ก้าวกวี : [กวีปุถุชน] เรากำลังเดินไปสู่หนใด ----------
นักเขียนส่วนใหญ่ปูพื้นฐานด้วยการอ่านมาก่อน ไม่ใช่อ่านเล่มสองเล่ม แต่เป็นร้อยๆ เล่ม การอ่านมากช่วยทำให้เราเข้าใจการใช้ภาษา การเดินเรื่อง ดีขึ้น ผมไม่แนะนำให้ใครเริ่มเขียนหากฐานยังไม่แน่น เพราะอาจทำให้เบื่อและท้อได้ง่าย ผมเริ่มเขียนหลังจากอ่านหนังสือมาแล้วยี่สิบปี วันดีคืนดีผมก็หยิบปากกาออกมาเขียนๆๆ ทั้งที่ไม่เคยคิดจะเขียนมาก่อน อย่างไรก็ตาม นอกจากจะอ่านแล้ว คุณอาจลองเขียนเรื่องสั้นๆ ก่อน อาจเป็นบทความ บันทึก ฯลฯ พยายามให้แต่ละเรื่องที่เขียนแสดงประเด็นบางอย่าง เป็นการฝึกภาษาและการเรียงเรื่องก่อน
วินทร์ เลียววาริณ จาก คุยกับวินทร์ www.winbookclub.com
[มีอะไรในเล่มอีก]
เมืองไทยเป็นเมืองร้อน ยิ่งกลางเดือนของเดือนเมษายนด้วยแล้วจัดว่าร้อนมากถึงร้อนที่สุดในรอบปี
อากาศร้อนส่งผลต่อจิตใจความนึกคิด อารมณ์ร้อนได้ง่ายหากมีเรื่องที่ไม่พึงปรารถนาเข้ามากระทบพาลให้กระบวนการตัดสินใจขาดความยับยั้งตริตรอง
บางคนทะเลาะเบาะแว้งกันได้ง่ายเพียงแค่เหยียบเท้ากัน, พูดจาไม่เข้าหูกัน หรือแสดงความคิดเห็นไม่ตรงกัน ฯลฯ
วิธีแก้ปัญหาดังกล่าวเรามักได้ยินว่า ให้ทำใจเย็น ๆ แล้วทำให้ใจเย็นนี่แหละทำอย่างไร?
ไม่ใช่เรื่องยากหากเราตั้งสติและมีสติอยู่ตลอดเวลา เมื่อมีสติเราจะรู้ได้ทันทีว่าห้วงยามนั้นเรากำลังตกอยู่ในสภาวการณ์ที่หล่อแหลมต่อการแตกแยกที่อาจนำไปสู่การทะเลาะวิวาทซึ่งนั่นทำให้เราหลีกเลี่ยงปัญหานั้นได้ ไม่ปล่อยใจให้ร้อนไปตามสภาพอากาศที่ร้อนระอุ
พูดไปแล้วเหมือนกระทำได้ง่าย กระทำได้ไม่ยากเย็นอะไร ซึ่งก็ต้องขอกล่าวว่ามันทำได้และทำได้โดยง่าย เพียงเราคิดจะทำ
ใครที่คิดว่าทำได้ยากขอโปรดตรองอีกครั้ง อย่าด่วนใจร้อนตามสภาพอากาศว่าเราพูดเกินความจริง อย่าด่วนโมโหเราที่บังอาจยกตนสอนท่าน หรือจะอะไรก็ตาม เพราะเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วการสื่อสารระหว่างเราคงไม่ประสบความสำเร็จ รังจะมีการรังเกียจ มีอคติอยู่ร่ำ
การอ่านหนังสือก็อาจเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้ใจเย็น ใจเย็นเพราะมีสมาธิจดจ่ออยู่กับตัวหนังสือ
มีสมาธิย่อมมีสติ และนี่คือการทำหรือสร้างสมาธิอย่างเรียบง่าย อย่างไม่รู้สึกตัวโดยไม่ต้องนั่งขัดสมาธิแล้วเอามือขวาซ้อนทับมือซ้าย ภาวนาในขณะปล่อยลมหายใจออกและสูดเข้า
เราสามารถพกพาหนังสือไปได้ทุกที่ บนรถประจำทาง ห้องน้ำ ห้องนอน หรือแม้แต่ร้านอาหารริมแม่น้ำใดแม่น้ำหนึ่ง...
เราเชื่อว่า หนังสือ คือสิ่งที่ช่วยราดรดจิตใจมิให้ร้อนรุ่ม หุนหันพลันแล่นความรู้สึกนึกคิดไปตามสภาพอากาศ และถ้อยคำสนทนาต่าง ๆ ที่ไม่รื่นเข้าหู
ดับร้อนกายไม่ได้ แต่ดับร้อนใจภายในได้
เมื่อใจเย็น ใจไม่ร้อน อากาศร้อนระอุคงไม่มีผลต่อความรู้สึกของเราต่อไป
เราทำให้โลกลดความร้อนลงไม่ได้ แต่เราทำใจ บังคับใจของเราได้
ด้วยมิตรภาพ เม.ย.๕๐
สัญญาหน้าร้อน
สองเท้าก้าว..ก้าวเร่งแรงฝีเท้า เริ่มก้าวยาว..ยาวอีกแรงกว่าเก่า จึงหันหลังกระตุกมือจากเบา เบา เร่งแรงเข้าให้ว่าวลอยขึ้นไป สูงจากพื้นเล็ก..เล็ก แรงอีกหน่อย คืบเป็นศอกเป็นวาน้อยค่อยคอยไหว ว่าวปักเป้าภู่ระย้าสิบานใจ ก็ลอยเด่นเหนือขึ้นไปอีกนิดหนึ่ง กลางทุ่งกว้างมีว่าวต่างเผ่าสี สูงลอยดีเด่นอวดลายลวดขึง ดึงท้องฟ้าเป็นเวทีประชันตะลึง เด็กน้อยซึ่งอ่อนแรงยิ้มทันใด นี่ว่าวเราสูงแล้วเจ้าข้าเอ๋ย ลมแรงช่วยให้ว่าวเอยบินไหว ไหว ล้อเล่นลมร้อน ร้อน ไม่อ่อนใจ ลมแรงดีพลิ้วว่าวไหวกับสายลม ไม่นานช้าว่าวน้อยก็ร่อนหล่น น้ำตาปนเสียงร้องมองขื่นขม ไม่ทันไรเปลี่ยนสุขเป็นตรอมตรม ว่าวเจ้าเอยใยไม่ชมเจ้าลมเย็น ดึงสาวเชือกม้วนเข้ากับกระป๋อง กี่นาทีที่ได้มองที่ได้เห็น ว่าวอวดลายที่เด็กน้อยเพิ่งทำเป็น เสียงสนุกซุกซ่อนเร้นในเย็นนั้น ไหนเล่าพี่ที่เคยบอกเมื่อหน้าฝน ร้อนเมื่อไรจะมาสอนเล่นว่าวฉัน หน้าร้อนแล้วนะพี่วันเปลี่ยนวัน ไม่เห็นพี่มาสอนฉันอย่างวาจา กลางทุ่งกว้างมีว่าวต่างเผ่าสี แล้วยังมีเงาความรักชวนค้นหา ก้าว เอา ก้าว ให้ว่าวเย้านภา อย่างที่พี่เคยสอนว่าให้ตั้งใจ มีคำสอนความหลังสัญญาเก่า ผ่านวันคืนกี่แรมเล่าเฝ้าสงสัย คำสัญญานั้นหนาเอ่ยปากไป คืออะไรที่มั่นคงยงยืนมา ว่าวลอยแล้วพี่จ๋าน้องร้องกู่ ท้องทุ่งลู่ลานเตียนเดือนเมษา หวังเพียงแค่พี่ชายคืนบ้านนา ดั่งคำมั่นสัญญาหน้าร้อนเอย
จากมาจากสายลม
ในระหว่างการโบยบินของชีวิตฉันพบเข้ากับพายุลูกใหญ่ เป็นพายุที่ฉันเองเคยประสบ ต่างกันเพียงว่า ครั้งนี้มันรุนแรงกว่า ทว่าไม่มากมายนัก-- เดี๋ยวฉันจะบอกเธอว่า ทำไมฉันจึงว่ามันไม่รุนแรงมากมาย
พายุครั้งนี้นำพาเอาปากกา เอาความคิดของฉันหายไปในอากาศธาตุ แม้กระทั่งความคิดถึงเธอมันก็กระชากพรากไปจากใจฉัน โหดร้าย...
ฉันคิดว่าห้วงยามนั้นฉันอาจไม่ได้เขียนบรรยายความรู้สึกต่าง ๆ ที่มีต่อเธอได้อีกแล้ว ฉันคิดว่าฉันคงต้องตาย และเมื่อตายแล้วฉันจะไปพบเธอได้ที่ไหน หนใด ฉันไม่รู้ว่าเธอที่ ณ ที่แห่งใด ขอบฟ้าหรือว่าปลายฟ้า ฉันคงพเนจรร่อนเร่ไปไม่ต่างจากเมื่อครั้งยังมีชีวิต
ฉันกู่ร้องหาเธอ... ตายแล้วก็ยังกู่ร้องหา ทว่าไม่พบ
แต่ฉันไม่ตาย... พายุครั้งนี้ยังคงพัดกระหน่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับว่าฉันเป็นของเล่นชิ้นหนึ่ง เป็นลูกไก่ตัวหนึ่งที่คิดอยากบีบก็บีบ เมื่อฉันเจ็บ ฉันร้องมันก็คลายออก... เป็นเช่นนี้อยู่หลายครา
ฉันไม่วิงวอนอ้อนขอชีวิต ฉันไม่วิงวอนขอความคิดขอปากกาฉันคืนมา ฉันพยายามสร้างสองสิ่งนั้นขึ้นมาใหม่ เป็นการสร้างพลังให้กับตัวฉันเอง
บางครั้งความโหดร้าย ความเจ็บปวดอาจเป็นยาวิเศษที่ดี แปรเปลี่ยนเป็นพลังที่ดีได้อย่างหนึ่ง
เมื่อฉันสำนึกว่าอย่างไรเสียถ้าต้องตาย- มันก็ต้องตาย เป็นสิ่งที่หลีกหนีไม่พ้น แต่ก่อนจะตายนี่สิฉันสามารถทำบางสิ่งบางอย่างได้
จะยอมสิโรราบกับมัน หรือจะต่อสู้กับมัน ใช่! ฉันเลือกอย่างหลัง ไม่จำเป็นต้องมีความกลัวแต่อย่างใด
ฉันจึงลุกขึ้นท้าทายเจ้าพายุที่กำลังมองฉันอย่างเย้ยหยันด้วยความสงบ มันมองฉันด้วยความฉงนและเย้ยหยันด้วยอยู่ในที
เจ้าจะสู้กับข้าหรือ เจ้ามนุษย์ตัวน้อย
ฉันไม่ตอบ ฉันเพียงแต่คิดในใจว่า พายุหน้าโง่ แกคิดว่าแกรู้จิตใจ รู้ความนึกคิดของคนทุกคนงั้นสิ
พายุเงียบ ยังคงมองฉันด้วยความเย้ยหยันและหัวเราะร่วนร่า
แกฆ่าฉันได้แล้ว ฉันจะได้สบายสักที หากแกคิดว่าสิ่งที่แกกำลังทำกับฉันอยู่นี้จะสามารถบั่นทอนความนึกคิดของฉันได้แกจงกระทำมาเถิด !
ฉันว่าอย่างนั้นแล้วมุ่งหน้าเข้ากลับฝั่งฝันของฉันโดยไม่เหลียวกลับไปมองเจ้าพายุนั้นเลย
นี่เป็นครั้งที่สามที่ฉันประสบกับพายุ, ครั้งที่สามที่ฉันติดกับดักอยู่ในศูนย์กลางความเชี่ยวกรากแห่งสายลม และเป็นครั้งที่สามที่ฉันโบยบินกลับเข้าฝั่งได้
นั่นแหละฉันจึงบอกเธอว่าพายุที่ประสบครั้งนี้ไม่รุนแรงนัก... ไม่รุนแรงเลย
ฉันจึงได้กลับมาพบเธออีกครั้ง... เธอจึงได้ฟังเรื่องราวต่าง ๆ ของฉันอีกครั้ง แม้ว่าเราจะไม่สามารถพบกัน แต่สำหรับความรู้สึกแล้วฉันและเธอสามารถรับรู้กันได้ด้วยใจ
ไม่มีใครเห็นหรอก... ไม่มีใครเข้าใจหรือรู้ความคิดของเราได้หรอก เพียงเพราะเขาสร้างกำแพงอคติกางกั้นระหว่างเราขึ้นมา
เธอล่ะ?... เธอรู้ใช่ไหมว่าฉันรู้สึกนึกคิดเช่นไร เพียงเพราะเราหล่อหลอมจิตใจให้เป็นหนึ่งเดียว
เท่านี้เอง... ใช่! เพียงเท่านี้เอง
พายุคงฆ่าร่างของฉันได้ แต่มิอาจฆ่าวิญญาณ ฆ่าความคิดนึกของฉันได้... สิ่งนี้เองที่พายุไม่เคยและจะคิดนึกรู้
พายุสำหรับฉันคงเป็นเพียงสายลมวูบหนึ่งที่พัดผ่านเข้ามาและผ่านไปเท่านั้น
ด้วยความรักที่มีต่อเธอ โจนาธาน
ณ ที่ซึ่งไร้กาลเวลา โดย แทนขวัญ
การขึ้นและลงของดวงอาทิตย์ในทิศและเมืองที่ตรงกันคนละฟากโลกเช่นนี้ เปรียบเสมือนสิ่งใดนั้นหรือ... ณ ที่หนึ่งซึ่งอาทิตย์สาดส่องแสงอันอบอุ่นมายังหัวใจใครบางคน, ยังฟากฝั่งของหัวใจใครอีกคนกำลังเผชิญความหนาวเหน็บยามอาทิตย์ลาลับอัสดง มีเพียงแสงแห่งดาวเป็นเพื่อน ...วนเวียนจนอีกห้วงเวลาหนึ่งซึ่งราตรีกำลังจะพ้นผ่าน แสงแห่งวันใหม่ได้มอบให้ซึ่งความหวังและพลังแด่หัวใจ โพล้เพล้แห่งหัวใจใครบางคนกำลังคืบคลาน ราตรีกาลจะสานฝันแห่งหัวใจ หรือเพียงทอดอาลัยแด่หัวใจรักอันถูกปิดบังอำพราง... ในความมืดมิด ฉันจึงปรารถนาเพียงแสงดาวอันริบหรี่ช่วยนำทาง ฉันมิกล้าแม้แต่จะแหงนหน้าขึ้นมองฟ้า โอ้...ใจใครหนอช่างอาภัพแม้แต่ดวงดาวก็ยังมิอาจมองเห็นให้เป็นดวงเดียวกัน
โอ๊ยยย...ร้อน
GATTACA
อาจมีสักหลายครั้งในชีวิตที่เราเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า อะไรทำให้มนุษย์เราต่างกัน?
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสมบูรณ์พร้อมทางร่างกาย รูปลักษณ์ผิวพรรณ ความฉลาด หรือกระทั่งโอกาสในการประสบความสำเร็จในชีวิตที่ต้องอาศัยมูลเหตุอื่น ๆ อีกร้อยแปด เมื่อต้องเผชิญกับกำแพงอุปสรรคที่มองไม่เห็นกั้นขวางบางโอกาสของชีวิตหลายคนจึงแหงนขึ้นมองท้องฟ้าและตัดพ้อถึงความไม่สมบูรณ์ของตนเอง โยนความไม่ยุติธรรมให้กับบางสิ่งที่อยู่นอกเหนืออำนาจควบคุมของมนุษย์
แต่ใครบางคนนอกจากจะไม่ตั้งคำถามเหล่านั้นแล้วเขายังไม่แยแสและหยุดยอมให้กับกรอบแห่งพันธุกรรมที่ขีดกำหนดไว้
วินเซนต์ ฟรีแมน กำเนิดขึ้นมาตามกระบวนการปกติของธรรมชาติทำให้เขาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับ แอนตัน - น้องชายที่ได้รับการผสมเทียมโดยผ่านการคัดเลือกยีนที่ดีที่สุดของพ่อและแม่ นอกจากความคาดหวังในการประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วความแตกต่างทางร่างกายก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้วินเซนต์รู้สึกโดดเดี่ยวในครอบครัว เขามีรูปร่างที่เล็กกว่า สายตาสั้น และมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคหัวใจ พันธุวิศวกรรมการแพทย์สมัยใหม่สามารถระบุได้ว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้ถึงประมาณอายุสามสิบปีเท่านั้น
ทุกครั้งที่เกิดการเปรียบเทียบวินเซนต์จะถูกผลักไปอยู่ด้านของความพ่ายแพ้โดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นสมรรถภาพทางร่างกาย มันสมอง หรือการจัดการกับอารมณ์ที่แปรปรวน แม้กระทั่งโอกาสอื่น ๆ ในสังคม
วินเซนต์ใฝ่ฝันที่จะเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ GATTACA - โครงการสำรวจอวกาศซึ่งมีเป้าหมายอยู่ที่การเดินทางไปยังไททัน- ดวงจันทร์บริวารของดาวเสาร์ GATTACA จะคัดเลือกเฉพาะผู้มีสายพันธุ์ที่ดีและสมบูรณ์พร้อมเท่านั้น โดยจะต้องผ่านการทดสอบทางร่างกาย สมาธิ ความแม่นยำและความชำนาญในการปฏิบัติภารกิจในอวกาศ สิ่งเดียวที่วินเซนต์ขาดไปก็คือการได้เกิดมาจากสายพันธุ์ที่สมบูรณ์นั่นเอง เขาเป็นได้แค่เพียงพนักงานทำความสะอาดที่ได้แต่เฝ้ามองยานอวกาศพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าลำแล้วลำเล่า
ความหวังจะเปลี่ยนสายพันธุ์ของตนเองนั้นดูเหมือนจะไม่มีทางเป็นไปได้จนกระทั่งวันที่เขาได้พบกับ เจโรม - มนุษย์ผู้มีความสมบูรณ์พร้อมแต่ประสบอุบัติเหตุรถชนทำให้ขาทั้งสองข้างพิการ วินเซนต์ตัดสินใจซื้อพันธุกรรมจากเจโรม ทั้งสองแลกเปลี่ยนตัวตนของกันและกัน
นอกจากการผ่าตัดกระดูกขาเพื่อเพิ่มความสูงแล้ววินเซนต์ยังต้องขัดผิวหนังกำพร้าและสางผมทุกวันเพื่อป้องกันเซลล์ด้อยที่มาจากพันธุกรรมอันไม่สมบูรณ์แบบของตนเองตกหล่นในที่ใดที่หนึ่งจนถูกจับได้ นอกจากนี้เขายังต้องแอบพกถุงเลือดและปัสสาวะของเจโรมเพื่อใช้ในการตรวจร่างกาย เขาติดคลื่นจังหวะการเต้นของหัวใจของโรมไว้ในขณะทดสอบสมรรถภาพ เขาซุกซ่อนความเหนื่อยล้าจนแทบขาดใจไว้ภายใต้สีหน้าเรียบเฉยอยู่ตลอดเวลา
วินเซนต์ฟันฝ่าอุปสรรคทุกอย่างจนกระทั่งได้เป็นหนึ่งในนักบินอวกาศที่จะได้เดินทางไปยังดวงจันทร์ไททัน แต่ก่อนออกเดินทางเพียงไม่กี่วัน ไอรีน - คนรักซึ่งทำงานอยู่ใน GATTACA เช่นเดียวกันได้รู้ความจริงว่าวินเซนต์ไม่ใช่สายพันธุ์ที่สมบูรณ์ เขาเป็นมนุษย์ธรรมดาที่เกิดขึ้นมาตามธรรมชาติเท่านั้น เธอไม่เชื่อว่ามันจะเป็นไปได้ที่มนุษย์ธรรมดาจะผ่านกระบวนการคัดกรองอันเข้มงวดของ GATTACA เข้ามาได้ถึงขนาดนี้ ซึ่งวินเซนต์ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าความแตกต่างทางพันธุกรรมไม่มีผลอะไรมากนักสำหรับเขาและทุกอย่างเป็นไปได้เสมอ
ลึกลงไปในร่างกายมนุษย์ประกอบขึ้นมาจากเซลล์ขนาดเล็ก ๆ จำนวนหลายล้านเซลล์ แต่ละนิวเคลียสของเซลล์ประกอบด้วยโครโมโซมจำนวน ๒๓ คู่ ซึ่งเกิดจากสายโมเลกุลของ DNA ที่ขดพันกันเป็นเกลียว ในโมเลกุลของ DNA แต่ละหน่วยบรรจุไปด้วยยีนอีกนับล้านที่เราเรียกว่าพันธุกรรมย่อย ยีนแต่ละแท่งนี้เองที่เกิดจากการจับตัวกันของคู่กรด-เบส ๔ ชนิดคือ A (Adenine), C (Cytosine), G(Guanine) และ T (Thymine) เรียงสลับกันเป็นรูปเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล
จริงหรือเปล่าที่เราแตกต่างกันเพียงแค่การเรียงตัวกันของคู่กรด-เบสดังกล่าว หรือเพราะความเด่นด้อยของยีนในร่างกายที่จะเป็นตัวกำหนดให้ชีวิตมีรูปแบบที่แน่นอน พันธุกรรมคือสิ่งตัดสินว่ามนุษย์ประเภทใดจะมีคุณค่าหรือด้อยค่า สมบูรณ์หรือบกพร่อง หรือชี้ขาดว่าใครจะสามารถเอื้อมไปคว้าฝันที่พริบพราวบนท้องฟ้าได้หรือไม่ จริงหรือที่ชีวิตของเราถูกลิขิตไว้แล้ว
บางที สิ่งหนึ่งซึ่งทำให้มนุษย์ก้าวข้ามกรอบจำกัดต่าง ๆ นานาเหล่านั้นได้ก็คือจิตวิญญาณแห่งความมุ่งมั่น ทุ่มเทอย่างสุดกำลัง ไม่หยุดยอมให้กับเงื่อนไขที่ผูกรัด ไม่เอาแต่พร่ำถามหาที่มาหรือสาเหตุของความไม่สมบูรณ์ใด ๆ ของตนเอง พลังแห่งจิตใจเท่านั้นที่จะส่งให้ใครบางคนทะยานไปข้างหน้า หลุดพ้นจากแรงยึดหน่วงทั้งปวง
และนั่นเองคือสิ่งที่ทำให้คนเราแตกต่างกัน..
A real book is not one that we read, but one that read us. (W.H. Auden, 1907-1973) หนังสือที่แท้จริงไม่ใช่หนังสือที่เราอ่าน แต่เป็นหนังสือที่อ่านเรา (คือสะท้อนให้เรามองเห็นตัวเอง) (ดับบลิว เอช ออเดน) กวีชาวอังกฤษ จบการศึกษาทางด้านวรรณกรรมจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด บทกวีของเขาซึ่งกล่าวถึงปัญหาสังคมและปัญหาส่วนตัว สะท้อนให้เห็นถึงสภาพทางวัฒนธรรมที่เป็นปัญหาในยุโรป ซึ่งจะนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่สอง ในปี 1936 เช่นเดียวกับนักเขียนเสรีนิยมก้าวหน้าในตะวันตกหลายคน เขาเดินทางไปสเปนเพื่อช่วยเหลือฝ่ายก้าวหน้าสู้กับเผด็จการฝ่ายขวา ในสงครามกลางเมืองสเปน (1936-1939) ปี 1939 เขาอพยพไปอยู่สหรัฐฯ โดยเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง
(จากหนังสือ คำคมคนรักหนังสือ โดย วิทยากร เชียงกูล) Picture : www.gallerysj.su.edu
อิสระวิถี (๔) : หวาน กลม ขาว อวบ ต้นน้ำ บัวไร - หาเรื่อง
kamkam_tonnam@hotmail.com http://tonnambuarai.exteen.com/
เรากำลังเดินไปสู่หนใด
ระโยงระยางเคลื่อนไหวบนฟากฟ้า มวลมนุษย์คืบคลานบนผืนดิน ดอกไม้สีขาวส่งกลิ่นแรงในยามค่ำคืน ต้นไม่ภายในแอบเติบโตในความมืด สายลมสีแดงพัดยามอรุณรุ่งสาง เรากำลังเดินไปสู่หนไหน... บนถนนสีดำทอดยาวไร้ที่สิ้นสุด สายน้ำที่หลั่งไหลรวมสู่ห้วงสมุทร สงครามล้างผลาญความงามของชีวิต ฝูงนกเหล็กทิ้งไข่มรณะกำนัลแด่เด็กน้อย ลูกโป่งสวรรค์ลอยละลิ่วอย่างไร้ทิศทาง ซากหมู่ตึกอนุสรณ์แห่งแสนยานุภาพ เครื่องจักรในโรงงานผลิตอาวุธทำงานหามรุ่งหามค่ำ เพียงเพื่อผลิตกระสุนและเครื่องมือสังหารร่วมสมัย พ่อค้าความตายกระจายความขัดแย้งทุกหย่อมหญ้า ทะเลทรายที่เวิ้งว้างและแห้งแล้งคึกคักด้วยชุดพราง อาณาจักรแห่งความสิ้นหวังไพศาลราวการแตกตัวของเอกภพ ความรุนแรงอันไร้ขีดจำกัดหวีดร้องเสียงโหยหวนเชิญชวนสู่นรก เรากำลังสร้างโลกใหม่ที่เติมเต็มด้วยความเกลียดชังกัน ฤา เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ และศาสนากลายเป็นเชื้อไฟไม่มีวันมอด เรากำลังเดินไปสู่หนใด...มนุษยชาติ!
ซะการีย์ยา อมตยา ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ เขียนใต้แสงดาวพราว All Rights Reserved Coprright 2007 © Zakariya Amataya กวีปุถุชน http://putushon.blogspot.com
17. มองว่าในความโชคร้ายมีโชคดี
18. เห็นว่าในความโชคดีมีโชคร้าย
ร้านหมี่ในเมืองหม่น โดย กวีหมี่เป็ด http://www.softganz.com/meeped/
Cover(s) by : ยางมะตอยสีชมพู ก้าว..รอ..ก้าว 'บ้านหนอน' ออนไลน์แมกกาซีน สำนักหนอนสนทนา www.winbookclub.com http://kaawrowkaw.wordpress.com/ kaawrowkaw@hotmail.com
2007-04-15 21:44:46/