ผู้เขียน  หัวข้อ: ก้าว...รอ...ก้าว : บ้านหนอนออนไลน์แมกกาซีน -ก้าวฯที่๑๐.-


ก้าว...รอ...ก้าว : บ้านหนอนออนไลน์แมกกาซีน -ก้าวฯที่๑๐.-
 เมื่อ: 2007-05-01 00:49:00 

ก้าวฯที่๑๐.


Cover by : ยางมะตอยสีชมพู

ก้าว..รอ..ก้าว
หนอนสนทนา :

www.winbookclub.com
http://kaawrowkaw.wordpress.com/
kaawrowkaw@hotmail.com

กองบอกอ :
อานันท์ ประทีฯ / หนุงหนิง / ยางมะตอยสีชมพู / ธุลีดิน / พงษ์ปรัชญา / Plin, :-p





อาจะมีปัญหาในการแสดงผลกับ FireFox
เพราะปัญหาการตัดคำภาษาไทยของโปรแกรม






มีอะไรในเล่ม :



  • หน้า ๑. คมคำ-คมความ

  • หน้า ๒. บทบรรณาธิการ

  • หน้า ๓. เรื่องจากปก : [ดำรงค์ อารีกุล] วันนักเขียน

  • หน้า ๔. สืบศิลป์ : [กีรติ] พระอินทร์เทพแห่งเมืองฟ้าอมร

  • --------------------Coffee Brake--------------------


  • หน้า ๕. ฟากฟ้า...ทะเลฝัน : [โจนาธาน] ในความทรงจำ

  • หน้า ๖. DekAd. : [Black&Pink] แถ

  • หน้า ๗. หอมกลิ่นป๊อบคอร์น : [จี-รา] 25th Hour

  • ------------------------ ก้าวกวี ------------------------


  • หน้า ๘. อิสระวิถี : [ต้นน้ำ บัวไร] คู่หูนักเขียนไทยในอดีต

  • หน้า ๙. ๑๐๐ วิธีใช้ชีวิตฉบับอัมโปะ : [อัมโปะ] วิธีที่ ๑๙ และ ๒๐

  • หน้า ๑๐. ระเบียงใบไม้ : [ธุลีดิน] เทวดาบนฟ้า

  • ------------------------ ก้าวกวี ------------------------


  • หน้า ๑๑. Book Review : [วนิดา (นามปากกา)] สุดยอดความมันส์ วรรณกรรมของชาติ

  • หน้า ๑๒. เรื่องสั้น : [กฤติศิลป์ ศักดิ์ศิริ] กุหลาบวาเลนไทน์










  • ๑. คมคำ-คมความ



    “นักเขียนอาชีพจึงต้องรู้จักคิดเลข ต้องรู้ว่าปีหนึ่งต้องเขียนมากแค่ไหนจึงจะอยู่รอดได้ และรู้จักเผื่อขาดเผื่อเหลือ เผื่อตอนที่ไม่สบายด้วย นี่ทำให้การเป็นนักเขียนอาชีพไม่ง่ายอย่างที่คิด แต่ถ้ารู้จักจัดการ ก็ไม่เป็นนักเขียนไส้แห้งเช่นกัน”


    ‘วินทร์ เลียววาริณ’
    จาก ‘คุยกับวินทร์’
    www.winbookclub.com






    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ๒. บทบรรณาธิการ




    อาชีพนักเขียนคงมิใช่อาชีพลำดับแรกของคนทุกคนนัก หลายคนเติบโตท่ามกลางอาชีพที่มั่นคง มีรายได้ที่แน่นอน และแน่ละ เพราะว่าอาชีพนักเขียนนั้นไม่แน่ชัดว่าจะเป็นอาชีพ ๆ หนึ่งได้... ไม่มีความชัดเจน

    คำว่า “นักประพันธ์ไส้แห้ง” จึงถูกนิยามและมอบให้กับนักเขียน

    เป็นเช่นนั้นจริงหรือ?...

    หากเป็นเช่นนั้น ทำไมจึงยังมีคนเขียนหนังสือ?... หรือการเขียนหนังสือนั้นไม่ไส้แห้งอย่างที่กล่าว?

    ความจริงนักเขียนไม่ไส้แห้งนักหรอก เงินค่าต้นฉบับตอบแทนนั้นก็มากพอที่จะดำรงชีวิตอยู่ไปในแต่ละวันเดือนได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องอยู่อย่างจำกัด อยู่อย่างคนไม่ฟุ้งเฟ้อสุร่ยสุร่าย เหตุเพราะรายได้นั้นไม่แน่นอนสม่ำเสมอ

    นั่นคือคุณสมบัติข้อหนึ่งสำหรับนักเขียน และสำหรับนักอยากเขียนจึงต้องตอบคำถามตนเองก่อนให้ได้ว่า พร้อมหรือไม่ที่จะเลือกเดินไปในเส้นทางสายนี้-- เส้นทางสายวรรณกรรม

    แม้จะถูกตั้งแง่ว่า ไส้แห้ง แต่หากพูดถึงเรื่องเกียรติยศแล้วละก็ นักเขียนอาจมีได้มากกว่าคนในสายงานอาชีพอื่น ๆ... เนื่องจากผลงานที่กลั่นออกมาจากสมองสะท้อนถึงทัศนะคติของตนต่อความเป็นไปของสังคมนั้นปรากฏกับคนหมู่มาก คือผู้อ่าน

    ขณะเดียวกันก็มีความเป็นไปได้มากว่าจะอับไร้ชื่อเสียง ด้วยผลงานนั้นอาจไปสะกิดความรู้สึกใด ๆ ในทางลบต่อบุคคล หรือสาธารณชน

    นักเขียนเขียนงานด้วยความอิสระทางความคิด แต่ขณะเดียวกันความอิสระนั้นก็ควรมีขอบเขต ควรมีจรรยาในอาชีพไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอาชีพอื่น ๆ และควรจะมีเสียยิ่งกว่าด้วยเป็นบุคคลซึ่งใช้ทรรศนะของตนนำเสนอออกสู่สาธารณชน ยังมิพักต้องเอ่ยถึงว่า ทำอย่างไรถึงจะเขียนได้ หรือจะเป็นนักเขียนต้องทำอย่างไร?... ก่อนข้ามไปถึงขั้นนั้นเราควรจะรู้จักคุณลักษณะหรือคุณสมบัติของการจะเป็นนักเขียนดังกล่าวเสียก่อน

    เราจะเขียน หรือเป็นนักเขียนไปเพื่ออะไร-- เพื่อเงิน? เกียรติยศชื่อเสียง? หรือการยอมรับจากคนในสังคม?... เช่นนั้นคงต้องย้อนตรองดูใหม่

    เราเขียนเพียงเพราะเราอยากเขียนโดยไม่คำนึงถึงผลตอบแทนว่าจะเป็นผลพลอยได้มากหรือน้อยเท่าไรหรือไม่ เรามีความจริงใจในการเขียนมากน้อยเท่าไร

    การคำนึงถึงผลประโยชน์ล่วงหน้าก่อนลงมือเขียนทำให้จิตวิญญาณแห่งความนึกคิดด้อยค่าลงไปในทันที เพราะเราจะเขียนทุกอย่างเพียงเพื่อตอบสนองผลตอบแทนที่ได้ตั้งค่าเอาไว้ ขาดความอิสระทางความคิดเพราะเราตีกรอบจองจำมันเสียแล้ว

    ทั้งหมดที่กล่าวไปนี้จะพูดไปทำไมมี จะพูดสำมะหาอันใด...

    เพียงเพื่อชี้ให้เห็นว่าปัจจุบัน เรามีนักเขียนที่คิดต่างกัน จุดมุ่งหมายที่แตกต่างมีภาพแห่งความจริงเข้ามาประกอบว่า ความต่างด้านไหนที่สร้างชื่อเสียงเกียรติยศและดำรงอยู่อย่างมีเกียรติภูมิมากกว่ากัน

    นักเขียนควรคำนึงถึงสิ่งใดมากกว่ากันระหว่าง อุดมคติ กับ มายาภาพ •


    ด้วยมิตรภาพ
    พฤษภาคม ๕๐






    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ๓. เรื่องจากปก


    วันนักเขียน
    ผู้เขียน : ดำรงค์ อารีย์กุล



      ตั้งแต่เริ่มแรกมาเขียนหนังสือ ผมก็รู้ไปพร้อม ๆ กันหรือคล้อยหลังนิดหน่อยว่าวันที่ 5 พฤษภาคม ของทุกปีเป็นวันนักเขียน

      เขียนหนังสือไปได้สักสอง-สามปี ผมก็นึกอยากไปงานนักเขียน ซึ่งตอนนั้นจัดขึ้นประจำทุกปีที่สมาคมหนังสือพิมพ์ ตรงข้ามโรงพยาบาลวชิระ

      ผมอยากไปพบไปเห็นไปทำความเคารพนักเขียนอาวุโสทั้งหลายที่ผมโตมากับหนังสือของท่าน อยากพูดคุยกับนักเขียนรุ่นพี่ที่มีชื่อเสียง

      ก่อนไปงานสำคัญก็ต้องมีการเตรียมตัวกันบ้าง ผมตริตรองโดยถี่ถ้วนก็นึกได้ว่า สำนวนที่นักเขียนชอบเขียนกันตอนพบผู้ใหญ่ก็คือ "ตัวลีบ" ซึ่งเอาไปใช้ประกอบได้หลายกิริยาแล้วแต่ว่ากำลัง นั่ง ยืน หรือ เดิน เช่นนั่งตัวลีบในวงผู้ใหญ่ ยืนตัวลีบตรงหน้าคุณหลวงอะไรสักคุณหลวงหนึ่ง เดินตัวลีบตามพี่เบิ้มที่ไหนสักเบิ้มหนึ่ง

    ผมก็พาตัวเองไปหน้ากระจกเงา พยายามปลุกปล้ำเคี่ยวเข็ญตัวเองในการซ้อมทำตัวลีบ พยายามอยู่สักพักใหญ่ก็เริ่มอ่อนใจว่าเอาดีทางนี้ไม่ได้ หุ่นกรรมกรขนาดแบกข้าวสารได้ทั้งกระสอบอย่างผมไม่มีพรสวรรค์ในการทำตัวลีบหากผมก็ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ ยังคงพยายามซ้อมต่อไประหว่างเดินทางโดยขี่มอเตอร์ไซค์และไขว้เขวใช้กระจกส่องหลังของรถเป็นอุปกรณ์ช่วย และต้องอุทานคุณพระช่วยหลายหน ตอนที่เผลอละสายตาจากถนนมาพะวงชะโงกดูแต่กระจกส่องหลังสำรวจความคืบหน้าของการซ้อมทำตัวลีบ อันยังผลให้หมิ่นเหม่ต่อการพลาดพลั้งขี่มอเตอร์ไซค์มุดใต้ท้องรถสิบล้อ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็จะบรรลุโดยฉับพลันถึงการทำตัวลีบ แต่จะเป็นตัวลีบที่ไร้ประโยชน์ ไปไหว้ทำความเคารพใครก็ไม่ได้ ไปทำธุระของตัวเองจองศาลาวัดก็ไม่ได้ ต้องรอให้มีคนมาแซะตัวลีบ ๆ จากพื้นถนนไปทำธุระที่วัดให้ แล้วคนที่ผมตั้งใจจะไปไหว้ที่งานนักเขียนบางท่านก็ต้องสลับบทบาทมาไหว้ผมแทนที่วัด อันเป็นเรื่องผิดกาลเทศะอย่างยิ่ง

    ผมจึงประคับประคองตัวขี่มอเตอร์ไซค์ไปจนถึงที่หมาย ใจยังหมกมุ่นกังวัลอยู่ว่าทำตัวลีบไม่สำเร็จแล้วจะมาพบนักเขียนผู้ใหญ่ได้อย่างไร ในตอนที่ก้าวเท้าแรกจะเดินเข้าไปในบริเวณงานนั่นเอง ที่ผมแวบคิดขึ้นได้อีกสำนวนที่นักเขียนนิยมใช้กันคือ "ย่างบาทก้าวแรก" ย่างบาทก้าวแรกสู่วงการนั้น ย่างบาทก้าวแรกสู่สังคมโน่นย่างบาทก้าวแรกเข้าหนังสือพิมพ์สำนักนู้น

    และนี่อา...ผมกำลังย่างบาทก้าวแรกเข้างานวันนักเขียน...

    เพียงแค่คิดท่านั้น เท้าก็สะดุดเสียหลักหกล้มซึ่งผมมาประเมินได้ในทีหลัง ว่านักเขียนระดับตะเกียกตะกายประเภทอี-คืออีลุ่ยฉุยแฉกอย่างผมในตอนนั้นบังอาจใช้ศัพท์กับตัวเองสูงเกินไป หน็อยแน่ะ-ชะหนอยหนอย ย่างบาท ชะชะ และด้วยไม่อยากเดินสะดุดเท้าตัวเองหกล้มหกลุกอีก ไม่ว่าวันนี้วันหน้าหรือวันไหนผมก็ไม่มีวันกำแหงใช้โวหาร "ย่างบาท" กับตัวเองเป็นอันขาด

    ตราเอาไว้ ตราเอาไว้ได้เลยว่า ผมไปงานนักเขียนครั้งแรก ล้มเหลวทั้งเรื่องตัวลีบและย่างบาทแรก

    ตลอดยี่สิบปีให้หลัง ผมไปร่วมงานวันนักเขียนทุกปีอย่างสม่ำเสมอ มีที่ขาดอยู่ก็เพียงสองครั้ง

      ครั้งหนึ่งเกิดจากมีนักเขียนหนุ่มรุ่นน้องสมคบกันกับผู้หญิงที่เขารักเชื่อคำยุยงของโหรว่าวันที่ 5 พฤษภาคม เป็นวันที่เหมาะสมสำหรับคนทั้งคู่ประกอบพิธีมงคลสมรส ผมได้รับการ์ดด้วยความร้าวรานใจ รักพี่เสียดายน้อง จะทำอย่างไรได้เล่า ก็ต้องไปงานแต่งน้องแล้วก็คิดเอาไว้ในใจว่า ตราเอาไว้-ตราเอาไว้ หากผมจะแต่งงานก็ต้องมีปากเสียกับหมอดู แต่งวันไหนก็แต่งเถิด แต่อย่าให้ฤกษ์วันที่ 5 พฤษภาคม ด้วยว่าทำอย่างนั้นก็เหมือนก่อการขบถต่อสมาคมนักเขียน... กระนั้นเชียว

      ที่เขียนมานี่ก็ไม่ได้จงใจว่าร้ายอะไรกับนักเขียนหนุ่มคนนั้นดอกนะครับ ตรงกันข้าม เขากลับได้สร้างอุทาหรณ์สำคัญมั่นหมายให้เป็นแบบอย่างว่า อย่าเลือกวันที่ 5 พฤษภาคมไม่ว่าปีไหนเป็นวันแต่งงาน ผมทำสำเร็จในเรื่องนี้ แต่หลานชายผู้จบดอกเตอร์ทางวิศวะ ปริญญาเอกไม่ได้รอบรู้ไปทุกเรื่อง และไม่อีโหน่อีเหน่อะไรเลยว่าวันที่ 5 พฤษภาคมสำคัญอย่างไรกับอาของเขา ได้สมคบกับคู่หมายโดยมีหมอดูชี้ชักว่า 5 พฤษภาคมเป็นวันฤกษ์ดีอีกแล้ว ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

      เรื่องเล่าในงานวันนักเขียนที่ผมประสบมามีมากมายในปีหลัง ๆ บริเวณจัดงานเลี้ยงที่สมาคมนักหนังสือพิมพ์เริ่มจะคับคั่งค่าที่ปริมาณนักเขียนเพิ่มขึ้น เมื่อสี่ปีที่แล้วเมื่องานดำเนินไปได้สักพัก จนมึนตาลาย ผมเริ่มรู้สึกว่าทางที่เคยเดินผ่านโดยสะดวกมีคนเอาจานชามและแก้วมาวางเกะกะ แล้วก็มีมือมากระตุกขากางเกงผม เมื่อได้ก้มลงมองและเหลียวไปสำรวจให้ถ้วนถี่ ผมก็ประจักษ์แก่สายตาว่าได้ซุ่มซ่ามหน้ามืดตามัวเดินลุยมาในวงเหล้าวงอาหารวงใหญ่ของคนร่วมยี่สิบ

      ผู้มาร่วมงานในวันนั้นมากจนโต๊ะไม่พอนั่ง นักเขียนหนุ่มสาวต้องมาตั้งวงกันที่พื้น และคงเป็นข่าวซุบซิบร่ำลือกันภายหลังด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้ ว่าผมผู้หลีกเลี่ยงการใช้สำนวนย่างบาทก้าวแรก แต่มาตายน้ำตื้นเดินเหยียบจานกับแกล้มและแก้วเหล้าของใครไปบ้าง

    การเดินซุ่มซ่ามไปเหยียบจานกับแกล้มและแก้วในวงเหล้าสำหรับที่อื่นวงการอื่นถือว่าเป็นอนันตริยกรรมนะครับ ให้อภัยไม่ได้ แต่น้อง ๆ นักเขียนไม่ถือสาผม แล้วยังมีน้ำใจเชื้อเชิญให้ผมนั่งร่วมวง มีคนส่งแก้วให้ มีมือมาเกาะตัวเกาะเข่าคะยั้นคะยอให้ดื่ม นั่งดื่มฟังน้อง ๆ คุยกันไปสักพัก ผมก็คิดว่าควรจะไปหาอาหารและเครื่องดื่มมาเพิ่ม แต่พอผมขยับตัวจะลุกพร้อมกับแจ้งวัตถุประสงค์เหล่าน้อง ๆ นักเขียนก็ประสานเสียงปฏิเสธกันให้ขรม มือที่เกาะตัวเกาะเข่าผมก็ออกแรงแข็งขันมากขึ้น มีเสียงตะโกนขึ้นมาลอย ๆ ว่า อย่าให้พี่เขาลุกขึ้นเดินเพ่นพ่านอีกนะโว้ย จานชามบรรลัยหมด หายนะแท้ ๆ นะนั่น

    จึงเป็นอันว่าผมไม่ต้องลุกขึ้นเดิน อยากได้อะไรน้อง ๆ ก็ช่วยหามาให้ ทำเอาผมตื้นตันใจ สังคมของนักเขียนแสนน่ารัก...

    ทั้งหลายทั้งปวงนั่นเป็นบรรยากาศในอดีตนะครับ ปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้วด้วยว่านายกสมาคมนักเขียนและกรรมการบริหาร ได้ขยับขยายให้งานวันนักเขียนมีขึ้นที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น เพื่อรองรับปริมาณนักเขียนได้เพียงพอ ทุกอย่างพร้อมสมบูรณ์แบบ สิ่งที่ขาดหายไปบ้างก็คือโอกาสที่ผมจะได้เดินไปบนพื้นแล้วมีคนกระตุกขากางเกง

    สำหรับผมแล้ว ไม่ว่างานนักเขียนปีไหนจะจัดขึ้นที่ไหนก็มีเสน่ห์เฉพาะตัว มีแรงดึงดูดอันสำคัญมั่นหมายเสมือนงานรวมญาติอันขาดเสียไม่ได้

      ต้องไปทุกปี

      ต้องไปให้ได้


    (บทความจาก Thaiwriter.org)






    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ๔. สืบศิลป์ : กีรติ


    พระอินทร์เทพแห่งเมืองฟ้าอมร



    นับตั้งแต่ที่ศิลปะไทยเรียนรู้เรื่องของการจำลองปราสาทในศิลปะขอมมาสู่การสร้างเจดีย์ทรงปรางค์แต่ครั้งสมัยอยุธยา ระบบสัญลักษณ์ของการจำลองปราสาทซึ่งแต่เดิมมีความหมายถึงที่ประทับของเทพในศาสนาพราหมณ์ได้เปลี่ยนมาเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าก็เกิดขึ้นในคราวนั้นด้วย

    คติดังกล่าวทำให้รูปแบบของการประดับตกแต่งมีความแตกต่างโดยมีลักษณะที่สอดคล้องกับความเชื่อเหล่านั้น เดิมทีปราสาทขอมจะเป็นการสร้างอาคารที่พราหมณ์สามารถเข้าไปทำพิธีกรรมได้ เทวรูปจะประดิษฐานไว้ภายในปราสาทนั้น แต่สำหรับเจดีย์ ทรงปรางค์ ซึ่งเป็นการจำลองรูปแบบของปราสาทมาอีกชั้นหนึ่ง ไม่สามารถเข้าไปทำพิธีกรรมได้ จึงประดิษฐานพระพุทธรูปไว้ภายนอกเรือนธาตุนั้น

    ในศิลปะอยุธยาตอนต้น มีการสร้างเจดีย์ทรงปรางค์ขึ้นเป็นประธานของวัด และมีการประดิษฐานพระพุทธรูปยืนปางต่าง ๆ ไว้ที่จรนำ (ส่วนที่ยื่นออกมาจากเรือนธาตุของเจดีย์) เพื่อเป็นการบ่งบอกว่านี่คือที่ประทับของพระพุทธองค์ เช่นพระปรางค์วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปรากฏพระพุทธรูปปางประทานอภัย (บูรณะใหม่) และที่พระปรางค์วัดพระราม บริเวณบึงพระราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเช่นกัน จากภาพถ่ายเก่าทำให้เราทราบว่า เดิมทีบริเวณจรนำของพระปรางค์วัดพระรามนั้นเคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่ (ปัจจุบันถูกโจรกรรมไปแล้ว) นั่นเป็นการแสดงออกในเรื่องของคติความเชื่อของศาสนาพุทธ

    คติในการประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ยังคงสืบทอดมาโดยลำดับ ทว่าแนวความ คิดนั้นเริ่มมีความแตกต่างออกไปบ้างแล้วในสมัยรัตนโกสินทร์ ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนนั้นคือ ปรางค์ประธานวัดอรุณราชวราราม จังหวัดกรุงเทพมหานคร

    โดยส่วนของจรนำของปรางค์ประธานนั้นเป็นที่ประดิษฐานพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ นับว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายการตีความอย่างมากว่า เหตุใดจึงมีการปรับเปลี่ยนแนวความคิดเดิมที่ควรจะเป็นพระพุทธรูปมาเป็นพระอินทร์แทน

    พระอินทร์เป็นเทพที่มีบทบาทสำคัญทั้งในศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธ

    ในศาสนาพราหมณ์ยุคไตรเพท พระอินทร์เป็นเทพเจ้าสำคัญองค์หนึ่ง มีกายสีแดง แต่ต่อมาในชั้นหลังกลายเป็นสีมรกต อาวุธที่ถือประจำนั้นคือ วัชระ(หมายถึงสายฟ้า หรืออาวุธที่มีเพชรเป็นส่วนประกอบ) พระแสงศร และพระแสงขอ



    สำหรับในศาสนาพุทธกล่าวไว้ว่า พระโพธิสัตว์จุติมาเป็นมนุษย์ชื่อ มฆมาณพ ได้สร้างกุศลอย่างแรงกล้า คือการจัดสร้างสาธารณประโยชน์เพื่อผู้อื่น เช่น ศาลา รวมทั้งได้บำเพ็ญกุศลธรรม ๗ ประการคือ บำรุงมารดาบิดา, ประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้เจริญในตระกูล, พูดคำสัตย์, ไม่พูดคำหยาบ, ไม่พูดส่อเสียด, กำจัดความตระหนี่ และไม่โกรธ แต่กลับถูกนายบ้านไปทูลฟ้องพระราชาว่า มฆมาณพเป็นโจรซ่องสุมผู้คน พระราชาจึงให้ส่งช้างไปเหยียบให้ตาย แต่ด้วยอานุภาพแห่งความเมตตาที่มฆมาณพมีอยู่จึงทำให้ช้างไม่ทำร้าย ความทราบถึงพระราชาจึงรับสั่งให้มฆมาณพเข้าเฝ้า และเมื่อพระองค์ทรงทราบความจริงทั้งหมดจึงได้พระราชทานช้างให้เป็นพาหนะแก่มฆมาณพ ดังนั้น เมื่อมฆมาณพตายไปแล้วจึงเกิดเป็นพระอินทร์อยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ครองปราสาทไพชยนต์และมีช้างเอราวัณเป็นพาหนะ

    บทบาทของพระอินทร์ต่อพระพุทธศาสนามีอยู่อย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญคือเมื่อครั้งที่เจ้าชายสิทธัตถะออกผนวชแล้วตัดพระเมาลีด้วยพระองค์เอง ครั้งนั้นพระอินทร์ได้อัญเชิญพระเมาลีไปบรรจุไว้ในพระจุฬามณีเจดีย์ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

    นอกจากนี้ พระอินทร์หรือท้าวสักกเทวราชยังมีส่วนร่วมในพุทธประวัติอีกหลายประการจนเป็นที่รู้จักกันดีของชาวพุทธ

    คติในการประดิษฐานพระอินทร์แทนที่พระพุทธรูปในจรนำของพระปรางค์วัดอรุณฯจึงมีความหมายที่ต่างออกไปจากขนบในการสร้างดังที่ผ่านมา บทบาทที่สำคัญยิ่งในการนำเทพมาประดิษฐานในส่วนนี้เป็นการชี้ให้เห็นถึงลักษณะการผสมผสานทางความเชื่อและการนับถือทั้งศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธ

    นอกจากนี้ พระปรางค์ที่เป็นเจดีย์บริวารยังมีรูปเหล่าเทพทรงม้าประดิษฐานในตำแหน่งเดียวกัน ซึ่งอาจมีความหมายของการเป็นเทพผู้เป็นบริวารบนสวรรค์

    และการที่กรุงเทพมหานครให้ความสำคัญต่อพระอินทร์ในงานศิลปกรรมมากขนาดนี้ สอดคล้องกับความหมายของชื่อเต็มของกรุงเทพมหานคร นั่นคือ

    ‘กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยามหาดิลกภพ นพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์ มหาสถานอมรพิมาน อวตารสถิต สักกะทัตติยะวิษณุกรรมประสิทธิ์’

    ในส่วนท้ายของชื่อที่กล่าวว่า สักกะทัตติยะวิษณุกรรมประสิทธิ์ นั้นแปลว่า ท้าวสักกเทวราช (พระอินทร์) ทรงให้พระวิษณุกรรมลงมาเนรมิตไว้ และพระวิษณุกรรมนั้นก็คือพระนารายณ์ที่เชื่อว่าได้แบ่งภาคอวตารมาปกครองเป็นพระมหากษัตริย์

    เราจึงพบว่าการประดับตกแต่งพุทธสถาปัตยกรรมต่าง ๆ จะมีพระอินทร์และพระนารายณ์เสมอ เช่นหน้าบันของพระอุโบสถวัดสุทัศน์เทพวรารามราชวรมหาวิหาร จังหวัดกรุงเทพมหานคร ก็มีรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณประดิษฐานไว้ด้วยเช่นกัน เป็นการเน้นย้ำสัญลักษณ์และคุณค่าความหมายของสถาบันกษัตริย์ อีกทั้งยังเป็นการยกย่องให้พระอินทร์เป็นเทพแห่งเมืองฟ้าอมรอย่างกรุงเทพมหานครสืบไป •







    2007-05-01 00:49:00/

     



    ความเห็นที่ 1

     
      ตอบโดย    เมื่อ: 2007-05-01 00:52:09


    [มีอะไรในเล่มอีก]







    Coffee Brake



    (ภาพจาก english.uiowa.edu)


    “องค์รวมของกระบวนการทางจิตใจมีอยู่สามอย่างเท่านั้น ไม่ว่ามนุษย์ ชาติไหน ภาษาไหน ไม่ว่าวัยไหน ไม่ว่ายุคสมัยไหนมีเหมือนกัน คือ ความรู้สึก ความนึก และความคิด

    ผมพูดเสมอว่าความรู้สึกเป็นปัจจุบัน ความนึกเป็นอดีต ความคิดเป็นอนาคต (รู้สึก นึก คิด หรือ ปัจจุบัน อดีต อนาคต) ทุกคนเป็นอย่างนี้

    การทำงานทั้งปวงโดยเฉพาะงานวรรณกรรมนั้น ถ้าทำให้ได้ดุลยภาพของความรู้สึก นึก คิด มันจะเป็นองค์รวมของปัญญา การรู้จักใช้ความรู้สึก นึก คิดให้เป็นประโยชน์มันก่อให้เกิดปัญญา”


    เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์



    kaawss.jpg


    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ๕. ฟากฟ้า..ทะเลฝัน : โจนาธาน


    ในความทรงจำ



    เราเคยถกเถียงกันว่าพรสวรรค์นั้นมีจริงไหม?... เธอว่ามี แถมยังย้ำชัดอย่างจริงจังเมื่อฉันเอ่ยว่าไม่มี

    เราจะเถียงกันไปทำไมนะ หลายเรื่องราวเลยเชียวที่เราต่างทุ่มเถียงกัน... บางครั้งเหมือนเอาเป็นเอาตาย ไม่ยอมรับความคิดของกันและกัน

    หลายคนมองและบอกเราเช่นนั้น

    เรามองหน้าและยิ้มกระทั่งหัวเราะให้กัน แล้ววกคิดกลับไปสู่เรื่องราวต่าง ๆ เหล่านั้น ซึ่งสุดท้ายเราต่างก็ยอมรับความคิดของกันและกัน แต่นั่นมันก็เป็นเวลาที่ล่วงเลย เป็นเวลาที่พาดผ่านไปแล้ว...

    ดูเหมือนว่า กาลเวลา นั้นสามารถเปลี่ยนใจ เปลี่ยนแปลงความคิดนึกของคนได้ จะว่าไปอย่างนั้นก็ถูก แต่ไม่ถูกทั้งหมดนัก ฉันว่านั่นเพียงเพราะ อารมณ์ อยากเอาชนะของเราได้จางหายลงไปแล้วต่างหากล่ะ เราจึงมองและคิดตามความเห็นของแต่ละคน

    ก็เหมือนกับเรื่องพรสวรรค์นั่นแหละ...

    หลังจากวันนั้น วันที่เราถกเถียงกันและลงเอยด้วยความไม่เข้าใจ คล้อยหลังมาเราก็กลับมาคุยเรื่องนี้กันอีก ต่างกันเพียงว่า หนนั้นเราต่างแสดงทรรศนะร่วมกัน จะมีบ้างก็ถกเถียงกันแต่เป็นด้วยความเข้าใจ

    เธอว่าจริงแล้วคนเราต่างมีพรสวรรค์ติดตัวตัวมาด้วยกันทุกคน อยู่ที่เพียงว่าเราจะค้นหามันเจอหรือไม่ก็เท่านั้น... นั่นแหละคือสิ่งที่ฉันเถียงเธอว่า นั่นเรียกว่า การแสวงหา หรือ พรแสวง

    ก็นั่นละ... หากเราค้นพบก็ขึ้นอยู่กับเราว่าเราจะพัฒนามันไปได้สักแค่ไหน หากว่าเรามี คือเรามีหนึ่ง เมื่อมีหนึ่งแล้วเราจะมีสอง มีสาม... ต่อไปได้ไหม

    เธอถามฉันว่า อย่างฉันนี่คิดว่ามีพรสวรรค์ในการเขียนไหม?... ถ้ามองตามที่เธอคิดมันก็มีนั่นแหละ แต่ฉันรู้ว่ามีนั่นก็ต่อเมื่อฉันไม่ได้มีเพียงหนึ่ง หมายถึงเมื่อตอนที่ฉันมีสองและสาม...

    เธอถามฉันอีกว่าเคยทำอะไรที่ชอบแล้วไม่สำเร็จบ้างไหม?... ฉันว่ามี มีเยอะแยะไปที่ลองทำแล้วมันไปได้เพียงหนึ่ง คือทำได้เท่าที่ได้ทำ

    เขียนภาพ เล่นกีตาร์ กีฬา...

    จริงสิ- จริง ๆ แล้วคนเรานั้นก็ทำอะไรได้ทุกเรื่องทั้งนั้นละ แต่มันอาจทำได้ดี ไปได้ด้วยที่สุดเพียงเรื่องเดียว

    ฉันถามเธอ- เธอว่าคนเราสามารถทำได้ดีที่สุดเพียงเรื่องเดียวไหม?

    เธอตอบฉันด้วยประสบการณ์ของเธอว่า- คงเป็นเช่นนั้น

    ฉันก็ว่าเช่นนั้น เพราะสำหรับฉันเองคงไม่มีปัญญาทำอะไรได้ดีที่สุดมากกว่าหนึ่งสิ่ง ราวกับว่านั่นเป็นสัจธรรม

    ถึงวันนี้... และในห้วงยามนี้ ฉันปรารถนาที่จะคุยกับเธออีก ทว่าเป็นไปไม่ได้ ดีที่สุดก็คือคิดถึงเธอแล้วบันทึกลงเรียงถ้อยอักษร

    เพียงแค่อยากบอกเธอว่า วันนี้ฉันพัฒนาสิ่งที่ฉันมี สิ่งซึ่งเธอเรียกมันว่าพรสวรรค์ไปอีกขั้น ความสำเร็จคืบคลานเข้ามาอย่างที่มันควรจะเป็นไป

    “รางวัล เกียรติยศ เป็นผลพลอยได้ อย่าหลงระเริงกับมัน” ฉันคิดว่าเธอคงจะพูดประโยคนี้ซ้ำอีก หากเธอได้รับรู้

    พรสวรรค์ที่ฉันต้องการในห้วงยามนี้ ไม่มีอะไรมากไปกว่าขอให้ฉันได้มีเธออยู่ข้างกายอีกสักครั้ง...

    แน่ละ พรนี้แม้จะแสวงอย่างไรคงไม่มีทางค้นพบ ไม่มี – ไม่มี – ไม่มี...

    เพียงสิ่งเดียวคือรักษาความทรงจำระหว่างเราไว้ ไม่ต้องค้นหา แต่ฉันได้มันแล้วในขณะนี้ •



    ด้วยความรักที่มีต่อเธอ
    โจนาธาน



    kaawss.jpg


    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ๖. DekAd : Black&Pink


    แถ



    วันนี้ผมไม่มีอะไรจะเขียนครับ อ๊ะ ๆ อย่าเพิ่งด่าผมในใจครับว่าอีนี้มันจะมาไม้ไหนของมัน หรือว่ามันไม่มีอะไรจะเขียนจริง ๆ แหมอากาศร้อน ๆ อย่างนี้จะใจร้อนไปไยล่ะครับ แบบว่า วันนี้ผมเกิดอาการตื้อจริง ๆ ครับ คิดอะไรไม่ออกมันเสียดื้อ ๆ อย่างนั้น

    แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะเมื่อเกิดอาการคิดอะไรไม่ออก ผมนึกถึงคำสอนของใครบางคนครับ เขาเป็นนักเขียนและทำงานเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์มานานนับ ๒๐ ปีแล้ว “หากคิดไม่ออก หรือเกิดอาการตื้อในการใช้ความคิดสร้างสรรค์ ก็หยุดพักซะแล้วไปกินไอติม”

    เอ๊...ไอติม ๆ

    ไอติมมันเย็นแต่ตอนนี้อากาศมันร้อน...เอ๊ ๆ ๆ ๆ รู้สึกว่าผมเคยเห็นโฆษณาหลายสินค้ามากเลยครับที่เอาจุดเด่นของไอติมมาทำเป็นงานโฆษณา งั้นจะมัวรอช้าไปไย ไปชมกันเลยดีกว่าครับ



    เห็น ๆ กันอยู่เลยใช่ไหมครับว่านี่เป็นงานโฆษณาเครื่องปรับอากาศยี่ห้อหนึ่ง สงสัยว่าครีเอทีฟก็คงจะนึกอะไรไม่ออกเหมือนกันครับ เลยจัดการเอาเครื่องปรับอากาศนั้นมาเสียบไม้เลยซะอย่างนั้น อาการอย่างนี้เค้าเรียกว่า ‘แถ’ ครับ หรือศัพท์เฉพาะในวงการงานโฆษณานี้เค้าเรียกว่า ‘มุขควาย’

    ขอโทษนะครับ ไอ้คำว่ามุขควายนี่มันไม่ใช่คำด่านะครับแต่เขาเรียกอย่างนั้นจริง ๆ แล้วก็แปลกนะครับ งานโฆษณาที่ใช้มุขควายนี่ส่วนใหญ่คนจะจำได้ แล้วก็จำขึ้นใจด้วยนะครับ ยกตัวอย่างเช่น โฆษณา โทนาฟ เป็นไงครับ จนป่านนี้ยังคงใช้ของเก่าอยู่เลย (มี ๒ เวอร์ชั่น)

    จำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยคิดงานโฆษณาแบบปล่อยมุขควายไป เป็นโฆษณารองเท้าแตะครับ ผมเลยเอาคนมาแตะรองเท้ากันซะอย่างนั้น แล้วก็เพิ่มความอลังการด้วยการใส่เรื่องราวให้มันใหญ่โตโกลาหลเข้าไป ทุกคนในเมืองจะแย่งกันเข้าไป ‘แตะ’ รองเท้าแตะที่ว่ามานี้จนทีวีมาทำข่าวเลยละ แต่...สรุปสุดท้ายก็คือ งานไม่ผ่านครับ แถมโดนลูกค้าด่ากลับมาด้วยว่า

    “นี่คิดมาแล้วหรือคะ?”

    ฮ่า ๆ จ๋อยรับประทานไปเลยครับ อะนอกเรื่องตามสันดานจนพอใจแล้วใช่ไหม งั้นมาดูโฆษณาชิ้นต่อไปเลยครับ



    เป็นโฆษณาของหมากฝรั่งยี่ห้อหนึ่ง ซึ่งคุณสมบัติของมันก็คือความเย็นนั่นเองครับ มุขเดียวกันเลยครับ เอาไม้เสียบตูดง่าย ๆ ก็เป็นงานโฆษณาแจ๋ว ๆ แล้วครับ



    เมื่อได้ไอติมแล้ว น้ำแข็งก็ต้องมีด้วย นี่คือไอเดียแถอีกไอเดียหนึ่งที่สามารถต่อยอดออกมาเป็นแคมเปญหากินได้อีก



    ส่วนชิ้นนี้อย่างงครับว่ามันคือโฆษณาอะไรก็เห็น ๆ กันอยู่อะเนาะว่ามันคือโฆษณาไอติม แหะ ๆ (มั่วไปเรื่อยแหละผม)

    เอาละ หลังจากที่พักกินไอติมกันแล้ว มีอีกวิธีหนึ่งที่เคยมีคนสอนผมมาที่จะด้นความคิดให้ไปตลอดลอดฝั่งได้นั่นก็คือการ ‘แถ’ ครับ อืม...ในที่สุดผมก็แถจนจบได้นะครับเนี่ย เอาไว้ปักษ์หน้าเรามาลุ้นกันต่อแล้วกันครับว่า ผมจะแถอีกหรือเปล่า

    ขอให้แถจงเจริญ...เย้!!






    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ๗. หอมกลิ่นป๊อบคอร์น : จี-รา


    25th Hour



    นี่คือ 25 ชั่วโมงสุดท้ายของ มอนตี้ ที่เขาจะใช้มันอยู่กับคนที่เขารัก ก่อนจะต้องเข้าคุกและติดอยู่ในนั้นอีกเป็นเวลาอย่างน้อยเจ็ดปี

    มอนตี้ โบรแกน - ผู้คร่ำหวอดอยู่กับวงการตลาดมืดในนิวยอร์กถูกจับด้วยข้อหามียาเสพติดร้ายแรงไว้ในครอบครอง เมื่อถึงวันสุดท้ายก่อนที่จะต้องขึ้นศาลซึ่งหมายถึงเขาจะแพ้คดีและถูกจำคุกด้วยหลักฐานที่มัดตัวอย่างแน่นหนา เขาหันมองรอบตัวและพบว่าสิ่งที่สำคัญในชีวิตที่เหลือของเขามีเพียงพ่อ, ภรรยา, เพื่อนสนิทสองคนและสุนัขคู่ใจอีกตัวหนึ่งเท่านั้น



    มอนตี้จัดงานเลี้ยงส่งตัวเองในคืนสุดท้ายที่ผับแห่งหนึ่ง ในช่วงเย็นเขาเดินทางไปกินอาหารเย็นกับพ่อทั้ง ๆ ที่เขากินอะไรไม่ลงเลยสักคำ พ่อเอาแต่พูดถึงเรื่องเก่า ๆ ซึ่งมอนตี้พยายามที่จะไม่กลับไปรื้อค้นหรือคิดถึงมันอีก เขาไม่อยากให้พ่อพร่ำพรรณนาถึงอดีตที่ไม่อาจกลับไปแก้ไขและต่อว่าตัวเองที่ไม่ตักเตือนมอนตี้ในเวลาที่เขาเดินหลงผิด แต่มอนตี้ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเขาเคยมีช่วงเวลาที่งดงามของชีวิตครั้งหนึ่ง

    จาคอป และ ฟรานซิส เป็นเพื่อนสนิททั้งสองคนของเขาตั้งแต่เมื่อครั้งยังเด็ก จาคอปเป็นอาจารย์สอนวิชาวรรณคดีในวิทยาลัยซึ่งแอบหลงรักลูกศิษย์ของเขาคนหนึ่ง ส่วนฟรานซิสเป็นโบรกเกอร์ของบริษัททุนข้ามชาติผู้ซึ่งหยิ่งทะนงและมีความมั่นใจในตัวเองสูง ทั้งสองรู้ดีว่าสิ่งเดียวที่พวกเขาจะทำให้กับมอนตี้เป็นครั้งสุดท้ายได้คือการทำให้คืนนี้เป็นคืนที่วิเศษสุดสำหรับเขา แต่เมื่อได้มาพบกันทั้งสองซึ่งต่างก็มีเรื่องครุ่นคิดในชีวิตของตนและยังคงขัดคอกันเองตามประสาเพื่อนสนิท

    เนทเชอรารี่ เป็นภรรยาสุดที่รักของมอนตี้ เธอมีเชื้อสายเปอโตริโกซึ่งถือเป็นพลเมืองชั้นสองของอเมริกา หลังจากที่ตำรวจค้นเจอยาเสพติดในห้องพัก เพื่อนในวงการของมอนตี้สงสัยว่าเธอเองที่เป็นต้นเหตุ ซึ่งทำให้มอนตี้รู้สึกระแวงเนทเชอรารี่อยู่บ้างแต่ก็ไม่แสดงออกมา

    ส่วน โดเยล คือสุนัขพันธุ์อึดคู่ใจของเขา มอนตี้ขับรถชนมันเมื่อนานมาแล้วและตัดสินใจเลี้ยงโดเยลตั้งแต่วันนั้น เขาพาโดเยลออกเดินเล่นไปยังริมฝั่งแม่น้ำ ผ่านชุมชนเมือง โรงเรียนและร้านค้าตลอดช่วงเช้าในวันสุดท้ายของเขา และเมื่อถึงวันที่เขาต้องเข้าไปใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในคุก มอนตี้ตัดสินใจมอบโดเยลให้จาคอปดูแลต่อ



    ในงานเลี้ยงส่งคืนนั้น ทุกคนดูเหมือนจะเข้าใจความเป็นจริงและพยายามหาความสุขตามสมควร แต่เมื่อกำลังจะข้ามเข้าสู่เช้าวันใหม่ด้วยอาการเมาอย่างเต็มที่ ทุกคนกลับมีความในใจหลายอย่างที่แสดงออกมาจนหมดสิ้น

    จาคอปได้พบกับแมรี่ - ลูกศิษย์ที่เขาแอบรักก่อนจะเข้าผับ และเขาได้แสดงออกถึงความในใจที่มีต่อเธอทั้ง ๆ ที่ยังคงความรู้สึกผิดและละอายในรักข้ามวัยระหว่างศิษย์-อาจารย์

    ฟรานซิสซึ่งเมาได้ที่มีปากเสียงกับเนทเชอรารี่ เขายังคงระแวงว่าเธอมีส่วนเกี่ยวข้องในการที่มอนตี้ถูกจับ ฟรานซิสเป็นห่วงเพื่อนรักและคิดอยู่เสมอว่าเธอเข้ามาในชีวิตมอนตี้เพื่อปอกลอกเขา

    มอนตี้ได้พบกับมาเฟียใหญ่และรับรู้ว่าเพื่อนร่วมวงการอีกคนหนึ่งต่างหากที่เป็นผู้หักหลังทรยศ เนทเชอรารี่รักเขาด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์มาโดยตลอด

    ทุกคนรักมอนตี้..

    พ่อซึ่งโทษตัวเองมาโดยตลอดว่าเป็นผู้ที่ห่างเหินและไม่ให้คำชี้แนะการดำเนินชีวิตกับเขาอย่างเพียงพอ ฟรานซิสต่อว่าตัวเองที่ไม่ดึงรั้งเขาไว้เมื่อรู้ว่ามอนตี้ค้ายา จาคอปก็เจ็บปวดกับอาการเมินเฉยของตนเองทั้งที่รู้ว่าเพื่อนรักกำลังเดินทางผิด เนทเชอรารี่ทำทุกอย่างเพื่อให้เขามีความสุขถึงแม้ว่าบางอย่างจะเป็นเรื่องที่ผิดกฏหมายศีลธรรม

    เช่นกัน.. เราทุกคนต่างก็มีคนที่รักและปรารถนาดี ไม่ว่าเราจะเป็นคนดีเลิศหรือเลวทราม ประสบความสำเร็จหรือผิดพลั้งล้มเหลว ไม่ว่าเวลาที่หลงเหลืออยู่จะมากหรือน้อยเพียงใดเราก็ยังคงมีเขาเหล่านั้น

    สิ่งสำคัญก็คือ กว่าที่เราจะระลึกได้ว่าเวลาที่จะได้อยู่ร่วมกัน ได้ใกล้ชิดกับคนที่น่ารักรอบ ๆ ตัวนั้นมันจะเหลืออยู่อีกสักกี่ชั่วโมง และเราใช้มันอย่างไร..




    ‘รู้มั้ยว่า โชคดีแค่ไหนที่ได้อยู่ที่นั่น..’



    25th Hour (2002)
    This life was so close to never happening more

    กำกับการแสดงโดย SPIKE LEE
    แสดงนำโดย EDWARD NORTON, PHILLIP SEYMOUR HOFFMAN, BARRY PEPPER, ROSARIO DAWSON
    ภาพประกอบ www.thecia.com.au





     



    ความเห็นที่ 2

     
      ตอบโดย    เมื่อ: 2007-05-01 00:53:50


    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ก้าวกวี


    ฉันคือลม

    ผู้แต่ง : หวาง หวาย - กวีชาวจีน
    ผู้แปล : วัลยา สินธทียากร




    ฉันคือลม ฉันไม่วอนขอความสงบแม้ชั่วขณะ

    ฉันไม่เหมือนผีเสื้อสวยที่เกาะอยู่ท่ามกลางเกสรบุปผา
    หลงใหลกับกลิ่นอันอบอวล
    ฉันไม่เหมือนจักจั่นซึ่งหมอบอยู่บนกิ่งไม้
    ส่งสำเนียงอยู่ไม่ขาด

    ฉันคือลม ฉันไม่วอนขอความสงบแม้ชั่วขณะ

    เรือใบบนปลายคลี่นคือพัดขนนกของฉัน
    เมฆที่ลอยพริ้วคืออาภรณ์หลากสีของฉัน
    รัศมีของดวงตะวันเสมือนหนึ่งสายคาดเอวของฉัน
    ตัวฉันลอยล่องไปในจักรวาล

    ฉันคือลม ฉันไม่วอนขอความสงบแม้ชั่วขณะ

    ในต้นฤดูใบไม้ผลิ ฉันติดปีกให้กับว่าว
    เพื่อทำความเพ้อฝันที่จะพิชิตท้องฟ้าสีครามให้เป็นจริง
    ฉันพัดพาปุยขาวของ ผู่ กง อิง ให้ลอยล่องไปในอากาศ
    ขยายขอบเขตตำนานชีวิตไปชั่วนิจนิรันดร์

    ฉันคือลม ฉันไม่วอนขอความสงบแม้ชั่วขณะ

    แม้จะเหนื่อยล้าจนอยากจะหลับตาลง
    ฉันจะหุบปีกที่บางใสลงเสียดีหรือไม่
    แล้วก็ตื่นขึ้นเมื่อได้ยินเสียงนกร้อง
    พร้อมที่จะทะยานต่อไป

    ฉันคือลม ฉันไม่วอนขอความสงบแม้ชั่วขณะ

    หากหยุดนิ่งอยู่กับที่ ย่อมจะไม่มีทางไปแห่งใดได้
    ความหยุดนิ่งเท่ากับตายก่อนวัยอันควร
    แม้ภาชนะอันผนึกแน่นก็มิอาจกักเก็บฉันไว้
    เพราะฉันต้องเติบโตด้วยการเคลื่อนไหว

    ฉันคือลม ฉันจะไม่วอนขอความสงบชั่วนิรันดร์



    หมายเหตุ : ผู่ กง อิง ชื่อของพันธุ์ไม้ชนิดหนึ่งใบหยิกดอกสีเหลือง มีชื่อภาษาอังกฤษว่า dandelion (ผู้แปล)

    kaawss.jpg


    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ๘. อิสระวิถี : ต้นน้ำ บัวไร


    อิสระวิถี (๕) : คู่หูนักเขียนไทยในอดีต
    ต้นน้ำ บัวไร : หาเรื่อง





    สวัสดีครับ กว่าจะหาคุณเจอเล่นเอาแทบแย่
    - ธรรมดาครับ สมัยนี้คุณเห็นใครสะพายเครื่องพิมพ์ดีดไปไหนมาไหนบ้างล่ะ

    แต่สมัยก่อนคุณก็เป็นส่วนสำคัญมาก ๆ ในวงการนักเขียนนะครับ
    - ครับ แต่เวลาเปลี่ยน อะไร ๆ ก็เปลี่ยนเป็นเรื่องธรรมดาของโลกใบนี้

    คุณน้อยใจไหมครับ
    - ไม่เลยครับ เข้าใจมากกว่า เครื่องพิมพ์ดีดอย่างผมปุ่มก็แข็ง พิมพ์ก็ลำบาก เครื่องก็หนัก แถมยังเซฟหรือลบก็ไม่ได้

    พวกคุณเกิดขึ้นมาบนโลกตั้งแต่เมื่อไรครับ
    - พวกผมถูกประดิษฐ์ขึ้นโดยวิศวกรชื่อ เฮนรี่ มิล ในประเทศอังกฤษ น่าจะสักราว ๆ พ.ศ.๒๒๓๗ เห็นจะได้

    แล้วในประเทศไทยล่ะครับ
    - สมัยนั้น พวกผมมีแต่แบบแป้นพิมพ์ภาษาอังกฤษ แต่เมื่อ พ.ศ.๒๔๓๘ นายเอดวิน แมคฟาร์แลนด์ เลขานุการส่วนพระองค์ของสมเด็จพระยาดำรง ราชานุภาพ จึงได้ดัดแปลงเครื่องพิมพ์ดีดภาษาอังกฤษเป็นเครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทย ทำให้พิมพ์ได้ง่ายขึ้น แต่ก็ต้องเพิ่มแป้นพิมพ์ขึ้นอีกหลายแป้นจึงยุ่งยากต่อการพิมพ์ หลังนายเอดวิน แมคฟาร์แลนด์เสียชีวิต หมอยอร์ช บี. แมคฟาร์แลนด์ ผู้เป็นน้องชายจึงได้พัฒนาให้เครื่องพิมพ์ดีดใช้งานได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม นี่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของพวกผมในประเทศไทย

    ตอนนี้คุณทำอะไรอยู่บ้าง
    - งานหลักก็เป็นเครื่องพิมพ์ดีดสำหรับการเรียนที่วิทยาลัยเทคนิคแห่งหนึ่ง ส่วนงานรองก็มีโชว์ตัวบ้างเป็นระยะ ๆ ครับ

    คุณคงภูมิใจที่ได้อยู่ใกล้ชิดนักศึกษา
    - แน่นอนครับโดยเฉพาะสาว ๆ พาณิชย์ฯ มือนุ่ม ๆ (พวกเด็กช่างที่มาเรียนชอบหมุนผมเล่น มือก็แข็ง รุนแรงก็รุนแรง) อย่างน้อย ๆ ก่อนที่นักศึกษาเหล่านั้นจะไปเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ได้ก็ต้องผ่านการเรียนวิชาพิมพ์ดีดเพื่อเป็นพื้นฐานก่อน

    แล้วอนาคตล่ะครับ
    - ไม่นานคนก็คงจะเลิกใช้พวกผมแล้ว ถึงเวลานั้นผมคงย้ายตัวเองเข้าไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ที่ไหนสักแห่ง

    คุณอยากฝากอะไรถึงผู้อ่านบ้างไหมครับ
    - เลือกกระดาษสักนิดก่อนคิดจะยัดเข้าเครื่องพิมพ์ดีด

    kamkam_tonnam@hotmail.com
    http://tonnambuarai.exteen.com/



    kaawss.jpg


    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ๙. อัมโปะ




    19. เข้าใจว่าชีวิตประกอบขึ้นมาจากธาตุดินและธาตุน้ำ ถึงวันหนึ่งเราจึงกลับไปเป็นส่วนหนึ่งของผืนดินและลำธาร


    20. เข้าใจว่าชีวิตคงรูปอยู่ได้ด้วยธาตุลมและธาตุไฟ ถึงวันหนึ่งเราจึงกลับไปเป็นส่วนหนึ่งของสายลมและเปลวเพลิง


    http://umpo.exteen.com






    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ๑๐. ระเบียงใบไม้ : ธุลีดิน


    เทวดาบนฟ้า





    วัยเยาว์ฉันเชื่อเรื่องเทวดา
    เชื่อว่ามีเทวดาบนฟ้าคอยจับตาดูเราอยู่ตลอดเวลา
    ทุกการกระทำแม้นไม่มีมนุษย์คนใดพบเห็น
    ก็ยังมีเทวดารับรู้

    ฉันไม่กล้าทำบาป ทำผิด เพราะกลัวเทวดาจะเห็นว่าฉันเป็นคนไม่ดี
    บ่อยครั้งเจอลูกนกตัวอ่อนบาดเจ็บ ฉันเก็บมารักษา
    หลายครั้งพบแมลงตัวเล็ก ๆ ตกน้ำ
    ฉันนั่งลงหาไม้แหย่ให้มันเกาะ ช่วยมันรอดพ้นจากความตาย
    ฉันแหงนมองท้องฟ้า รำพึงในใจบอกเทวดาว่า “ฉันทำความดีแล้วนะ!”

    ฉันในวันนี้กลับต่างจากช่วงเวลาอรุณแห่งวัยราวดำกับขาว

    คล้อยบ่าย
    เงากระท่อมทอดยาวไปยังขอบบ่อ
    ฉันพักจากงานกลางแจ้ง
    ปูเสื่อในร่มเงานั่งจิบกาแฟ
    ปล่อยสายตาออกไปเดินเล่นตามแต่ใจ

    หมู่เมฆฤดูร้อนลอยอ้อยอิ่งบนฟ้าโปร่ง
    สายลมบ่ายกระหวัดไอผ่าวพัดผ่านมา
    ริ้วระลอกคลื่นน้ำพลิ้วไล่กันเข้าสู่ฝั่ง
    เห็นฝูงปลาว่ายอยู่ไหวไหว

    พวกมันกำลังไล่ตอดปลาน้อยตัวหนึ่ง
    คงเป็นปลาที่ป่วยหมดสิ้นเรียวแรงจะหนีหรือป้องกันตัว
    ปลาน้อยตัวนั้นพยายามสะบัด ขณะปลาที่เหลือร่วมสิบกว่าตัวรุมกันตอด
    หลายครั้งดูเหมือนเจ้าปลาน้อยจะหมดแรงลอยหงายท้องขึ้น
    แต่เมื่อโดนตอดซ้ำ มันสะบัดพลิกตัวกลับ
    มีปลาตัวใหญ่เฝ้าตอดอยู่ใกล้ ๆ ตลอดเวลา

    ปลาน้อยถูกห้อมล้อมไล่ต้อนไปเรื่อย ๆ

    ขณะนั่งดู...
    คลื่นน้ำในใจกระเพื่อมเป็นระลอกคำถาม
    ฉันควรจะช่วยเหลือเจ้าปลาน้อยตัวนั้นไหม?

    เป็นความจริงที่ยากจะยอมรับว่าชีวิตคือความโหดร้าย
    ‘ชีวิต’ ถูกกำหนดให้ดำรงอยู่ด้วยการบริโภค ‘ชีวิต’

    ทุกค่ำคืนตอนที่ฉันนั่งเขียนหนังสือ
    เหล่าแมลงมาเล่นแสงจากโคมไฟถูกกองทัพจิ้งจกรุมฆาตกรรมบริโภค
    ฉันนั่งมองฆาตกรรมทุกวี่วันจนเคยชิน
    ยามเห็นแมลงเหล่านั้นเกาะโคมไฟ ฉันได้แต่บอกพวกมันว่า
    จงมีความสุขกับแสงไฟที่เจ้าหลงใหลเสียเถิด
    อีกไม่กี่วินาทีเจ้าก็จะจากโลกนี้ไปแล้ว

    มนุษย์เราบริโภคเนื้อสัตว์
    ขณะที่ขบฟันบดเคี้ยวเนื้อเยื่อของสัตว์เหล่านั้น
    ไม่ต่างอะไรกับฆ่าด้วยมือตัวเอง เพียงเราไม่ได้ลงมือก็เท่านั้น

    ชีวิตหนึ่งจะเติบโตขึ้นได้ หรือรักษาชีวิตอยู่ได้
    ต้องอาศัยความตายของอีกชีวิตหนึ่ง และอีกชีวิตหนึ่ง ไปเรื่อย ๆ
    จนกว่าจะถึงคราวของตนเอง

    ความจริงเช่นนี้มีมาพร้อมการกำเนิดเกิดขึ้นของ ‘ชีวิต’

    ฉันรู้สึกผิดที่ไม่ช่วยเจ้าปลาน้อยน่าสงสารตัวนั้น
    ฉันเลือกที่จะนั่งดู
    ปล่อยให้เรื่องราวชีวิตดำเนินไปโดยไม่ยื่นมือเข้าไปเกี่ยวข้อง

    อาจเป็นไปได้ว่า

    ฉันในวัยนี้หยาบกระด้างเกินไป
    หรือไม่ก็เคยชินกับความตายจนเห็นเป็นเรื่องปกติ
    ไม่ก็เพราะฉันในห้วงยามนี้ตระหนักแล้วว่า

    บนฟ้าหาได้มีเทวดามาคอยรับรู้ว่าฉันทำความดี!!

    เจ้าปลาน้อยคงอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ โดนไล่จนเข้าใกล้ฝั่ง
    เมื่อโดนปลาใหญ่ตอดอีกทีมันลอยหงายท้องไม่ขยับเขยื้อน
    พวกปลาที่เหลือพากันรุมตอด ร่างเจ้าปลาน้อยกระดอนไปมาตามแรงตอดจากรอบข้าง

    นกกระยางตัวหนึ่ง
    จิกปากแหลมคมลง
    คาบเจ้าปลาตัวใหญ่บินจากไป

    -ธุลีดิน-





     



    ความเห็นที่ 3

     
      ตอบโดย    เมื่อ: 2007-05-01 00:55:18


    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ก้าวกวี







    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ๑๑. Book Review


    สุดยอดความมันส์ วรรณกรรมของชาติ
    โดย วนิดา (นามปากกา)



    ไม่เป็นที่ถกเถียงให้เสียเวลาหาตะกอนในคำตอบสักเท่าไรนัก หากจะเอ่ยชื่อสุดยอดนักเขียนสองซีไรต์ นามอุโฆษอย่าง ชาติ กอบจิตติ ฝีไม้ลายมือที่บรมคนวรรณกรรมผู้นี้สลักไว้ในแผ่นดิน กลายเป็นที่ประจักษ์แก่ทุกสายตาที่สัมผัสกับงานประพันธ์ของเขา อาทิ ตำนานซีไรต์ของนวนิยาย คำพิพากษา ที่พิมพ์มากกว่าสี่สิบครั้งเข้าให้แล้ว (และทำท่าจะพิมพ์ต่อไปไม่เลิก) ไหนจะ เวลา อีกหนึ่งซีไรต์ที่สร้างหน้าประวัติศาสตร์ให้วงวรรณกรรมต้องจารึก ด้วยเป็นครั้งแรกเมื่อนักเขียนที่เคยได้รางวัลนี้มาแล้วหนึ่งครั้ง สามารถกลับมาคว้ารางวัลเดิมนี้ไปตระกองในอ้อมกอดได้อีก

    มาถึงตรงนี้ย่อมไม่มีใครไม่รู้จัก ชาติ กอบจิตติ ศิลปินแห่งชาติผู้นี้ นอกจากงานรางวัลทั้งสองแล้วยังมิพักพูดถึงงานชิ้นอื่น ๆ ที่เด็ดดวงไม่แพ้กัน แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นย่อมมี พันธุ์หมาบ้า รวมอยู่ด้วย

    พันธุ์หมาบ้า จะว่าไปนวนิยายเรื่องนี้มีความต่างจากงานอื่น ๆ ของน้าชาติตรงที่เป็นงานเขียนที่มีความเข้มข้นทางเนื้อหาน้อยลง แต่สิ่งที่น้าชาติใส่เข้ามาทดแทนและเหมือนใส่ได้ถูกจริตผู้อ่านเป็นอย่างมาก สิ่งที่น้าชาติใส่ลงนั่นไปคือ... ความมันส์ !

    เป็นที่ยอมรับกันถ้วนหน้าที่คำกล่าวข้างต้นต่างล้วนยืนยันถึง ความมันส์ ที่สัมผัสได้จริง (เชื่อซี่) ขณะอ่านนวนิยายเรื่องนี้ ความมันส์ดังกล่าวปรากฏไล่ไปในแต่ละคำ แต่ละวรรค แต่ละย่อหน้า และตลอดจนทั้งเล่ม ทั้งนิสัยของตัวละคร บทสนทนา กิจกรรม มูลเหตุของเรื่อง สิ่งเหล่านี้มุ่งรับใช้ความมันส์ของพันธุ์หมาบ้าสมกับวัตถุประสงค์ในการนำเสนอได้เป็นอย่างดี

    หัสเดิมทีมีอยู่ว่า น้าชาติ ได้ทยอยส่งต้นฉบับนวนิยายเรื่องนี้ไล่ตีพิมพ์ลงใน นิตยสารลลนา ราวปีพ.ศ.๒๕๒๘ ไปจนจบเรื่องในปีพ.ศ.๒๕๓๐ กินเวลาสองปีกว่าที่ความมันส์ของนวนิยายเรื่องนี้ละเลงอยู่บนหน้านิตยสารลลนา และด้วยตลอดสองปีกว่าที่พันธุ์หมาบ้าปรากฏสู่สายตานักอ่านในขณะนั้น คำถามมากมายหลั่งไหลทะลักเข้าไปถึงตัวน้าชาติอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะคำถามที่ว่า “นี่เขียนจากเรื่องจริงหรือ?” ได้รับการพูดถึงบ่อยที่สุด รองลงมาก็ความล่อแหลมในเนื้อหาโดยยึดความมันส์เป็นแก่น ที่หลายคนอดเป็นห่วงไม่ได้ เพราะพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ในการแสดงออกของตัวละครแต่ละคนต่างเป็นที่หวาดหวั่นถึงการเอาเยี่ยงอย่างของเยาวชน เช่น เจอหน้าเป็นดวด ล่อบ้องเป็นนิจ หรือชีวิตอิสระเสรีของกลุ่มวัยรุ่นที่ยังขาดวุฒิภาวะต่อการกระทำต่าง ๆ ซึ่งอาจเลยเถิดไปจนกลายเป็นทางเลี้ยวที่ผิดตลอดชีวิตเลยก็ว่าได้

    ทว่าน้าชาติมีคำตอบให้เพียงสั้น ๆ แต่คมคายและจุดประกายให้ขบคิดอยู่บนหน้าคำนำว่า “การอ่านไม่ทำให้ใครเสียคน คนที่ไม่อ่านสิน่าเป็นห่วง!” ช่างเป็นคำตอบที่มันส์ไม่แพ้กัน

    อย่าลืมว่า ชาติ กอบจิตติ เป็นนักเขียน หากินกับวรรณกรรม มีหรือนักเขียนระดับซีไรต์จะขาดจรรยาบรรณและความรับผิดชอบกับงานศิลปะที่ตัวเองผลิต ซึ่งคำกล่าวนี้ก็สามารถพิสูจน์ยืนยันได้ด้วยตัวหนังสือพันธุ์หมาบ้านั่นเอง

    อย่างกรณีที่น้าชาติยกตัวอย่างถึงเพื่อนเจ็ดคนที่เสียชีวิตก่อนวัยอันควร เพราะหลงเดินไปในทางที่ผิดก็อยู่ในคำนำเช่นกัน หรือจะหาเอาจากแก่นสารภายในเล่ม โดยหยิบจากเบื้องลึกของตัวละครเอกทั้งสอง อ๊อดโต้ และ ทัย สองคู่หูที่มีฉากชีวิต มิติ บางมุมที่สะเทือนใจ สภาวะอันกดดันบีบคั้นที่ทั้งสองต้องเผชิญ เป็นผลสืบเนื่องให้ทั้งสองออกค้นหาคำตอบเพื่อชีวิตตัวเอง คำตอบเหล่านั้น ไม่ได้มาจากการแสวงหาความรู้ภายในรั้วสถาบันการศึกษา จารีตอันเก่าคร่ำของผู้หลักผู้ใหญ่ แต่ได้มาจากการย่ำเท้ากอดคอทดลองกับมันด้วยชีวิตของตัวเอง นี่มิใช่หรือ สาระอันยิ่งใหญ่อีกคุณค่าหนึ่ง ที่เรามักมองข้ามกัน เพราะเรากลับค้นหาและให้คุณค่าจากระบบที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นจนกลายเป็นระบอบที่คนเดินตามกัน มิต่างอะไรกับหุ่นยนต์ที่ทำตามคำสั่งเข้าไปทุกที ภาพดังกล่าวเป็นอีกสาระสอดแทรกและเป็นมุมเดียวที่น้าชาติเหยาะลงมาในพันธุ์หมาบ้า จนทำให้นวนิยายนี้ครบทุกรสชาติ

    อ๊อดโต้ ทัย ล้าน เล็กฮิป และชวนชั่ว กลุ่มก๊วนหรรษา เฮฮาตลอดศก หมู่มิตรที่มีจิตเป็นหนึ่ง จิตที่คาราวะแด่สุรา นอบน้อมกัญชาประหนึ่งเทพผู้พาให้หลุดพ้น ทั้งเรื่องพวกเขาจะสาละวนอยู่กับสิ่งเหล่านี้ไม่ขาดพร่องทุกคราที่เจอะหน้ากัน ไม่ว่าทุกข์หรือโศกเศร้า ครื้นเครง จะอารมณ์ใดก็ตาม สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ เหล้า พวกเขาเห็นพ้องต้องกันว่าเหล้าคือพระเอกของเรื่องนี้อย่างแท้จริง

    เพราะเหล้าทำให้ทัยได้มาเจออ๊อดโต้ เพราะเหล้าทำให้ชวนชั่วได้มาเจอกับทัย และก็เหล้าอีกนั่นแหล่ะที่ช่วยดำเนินเรื่องให้พลิกไปทีละหน้าจนผู้อ่านกรึ่มได้ที่ทีเดียว

    นอกจากเหล้าแล้วทีเด็ดอีกอย่างของพันธุ์หมาบ้าคือ ศัพท์แฝง ที่น้าชาติประดิษฐ์ขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงความสมจริง... ความสมจริงที่เราได้ยินประโยคกักขฬะเหล่านี้อยู่ทุกวัน เช่น...

    “กล้วย” หรือ “เครื่องปลอกกล้วย”, “บ้องฮิลล์” สถานที่เฉพาะ มันถูกสงวนไว้สำหรับพวกเขา, “โทบี้” ชื่อจักรยานยนต์คันเดียวแต่ขับเคลื่อนไปทั่วเกาะภูเก็ต คำผรุสวาทสุดแสบอย่าง “ยัดแม่” หรือแม้แต่ ฉายาของตัวละครภายในเรื่องที่หยิบมาจากชีวิตจริง คำเหล่านี้ได้กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ตรึงผู้อ่านให้เกิดอารมณ์ขันอันร้ายกาจที่น้าชาติจงใจ มิหนำซ้ำ น้าชาติยังตลกร้ายด้วยการประกาศว่า ใครก็ตามที่ชื่อดันมาเหมือนกับตัวละครเหล่านี้จะถือว่าผู้นั้นลอกเลียน และอาจถูกฟ้องกลับด้วย (เอากับแกสิ)

    ส่วนการดำเนินเรื่องที่เพื่อน ๆ ช่วยผลัดกันเล่าถึงวีรกรรมของแต่ละคน อาจทำให้เรื่องเคลื่อนไปช้า ๆ ไม่ซับซ้อนชวนหัว แต่การเล่าเรื่องแบบนี้ช่วยขับให้มิติตัวละครถูกเน้นให้มีความหลากหลายขึ้น และชัดเจนจนได้ภาพที่แจ่มชัด ดูเหมือนว่าคำพูดนี้สามารถฉุกให้ผู้อ่านประหวัดไปถึงคนรอบข้างที่ได้ชื่อว่า เพื่อน เป็นการเทียบเคียงว่า ใครบ้างที่มีพฤติกรรมแบบนวนิยายเรื่องนี้ ความสมจริงของเหล่าตัวละครที่โลดแล่น ชีวิตอันผาดโผนของพวกเขาทั้งผอง ล้วนถูกเปรียบกับโลกแห่งความจริงรอบตัวผู้อ่านอย่างอดเลี่ยงไม่ได้

    เมื่อถึงวัยที่ต้องเลี้ยวเพื่อเลือกทางเดินสำหรับชีวิต วัยนี้เองที่ก้อนหัวใจมันฮึกเหิม พองโต วัยที่พร้อมท้าทายทุกสิ่งที่ตระหง่านขวางหน้า บางครั้งก็พลาดเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ บางครั้งต้องใช้สมาธิอย่างเต็มเปี่ยมเพื่อประคองมิให้ตกทาง บางครั้งสติและปัญญาเป็นส่วนช่วยให้รอดพ้นวัยอันตรายนี้ได้อย่างสง่า ภาคภูมิ ไม่ว่าจะเรียกสิ่งเหล่านี้เป็นอารัมภบทหรือปรัชญาใด ๆ ก็ตาม พันธุ์หมาบ้าได้ทำหน้าที่เป็นผู้นำทางโดยมีสิ่งข้างต้นเป็นตัวชี้นำ ส่องสว่างอยู่อย่างเพียบพร้อมแล้ว เหลือแต่เพียงแค่การเปิดอ่านเพื่อสัมผัสเจตนารมณ์อันแท้จริงที่เคลือบแฝงในตัวพันธุ์หมาบ้าเท่านั้น ที่รอผู้อ่านอยู่

    คุณพร้อมที่จะมันส์หรือยัง?... ถ้าพร้อม...

    ลุย!!!



    พันธุ์หมาบ้า

    ผู้แต่ง: ชาติ กอบจิตติ
    สำนักพิมพ์ : หอน
    จัดจำหน่าย : สายส่งศึกษิต บ.เคล็ดไทย จ.ก.
    จำนวนหน้า: 735
    ISBN : 974-92246-3-9




    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ๑๒. เรื่องสั้น


    กุหลาบวาเลนไทน์
    โดย กฤติศิลป์ ศักดิ์ศิริ
    ตีพิมพ์ครั้งแรก : กุลสตรี ปักษ์แรก กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐




    ภาพจาก her-unpredictable.blogspot.com/


    ริมถนนพัฒนาการยามหัวค่ำของคืนนี้เต็มไปด้วยผู้คนที่สัญจรไปมาหนาตากว่าทุกวัน ดลชนกเห็นชายหนุ่ม-หญิงสาวหลายคู่กำดอกกุหลาบไว้ในมือเดินผ่านหน้าร้านของเธอไปด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ดวงจันทร์ที่ทอแสงสว่างโดดเด่นอยู่กลางฟ้ามืด ดั่งช่วยเติมเต็มบรรยากาศโรแมนติกให้กับทุกคู่รัก

    เพียงปีละหนึ่งวันเท่านั้น ที่ร้านขายดอกไม้ข้าง ๆ ร้านเบเกอรี่ของดลชนกขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ไม่ว่าจะตั้งราคาดอกกุหลาบก้านยาวสีแดงสดสูงสักเพียงไหนกลับขายหมดภายในพริบตา ขณะที่ร้านเบเกอรี่ของดลชนกกลับมีลูกค้านับคนได้ ไม่มีใครนิยมมอบเค้กต่อกันดังเช่นเทศกาลอื่น ๆ วันนี้หญิงสาวจึงปิดร้านเร็วกว่าปกติ เพื่อให้เพื่อนร่วมหุ้นสองคนกับลูกมือวัยสิบแปดไปฉลองวาเลนไทน์กับคนรัก ดลชนกปิดล็อคด้านในของบานประตูกระจกใสหน้าร้าน ก่อนเดินกลับเข้ามานั่งหลังเคาน์เตอร์ คิดบัญชีรายรับ-รายจ่ายประจำวัน และลิสต์รายการสินค้าที่ต้องซื้อในวันพรุ่งนี้อยู่ตามลำพังอย่างเงียบเหงา

    ในขณะที่วันวาเลนไทน์มีความหมายกับคู่รักทั่วโลก แต่สำหรับหญิงสาวร่างท้วมเจ้าของร้านเบเกอรี่อย่างดลชนกกลับรู้สึกซึมเศร้ามากกว่าปีติสุขอย่างเช่นทุกวัน เพราะวันวาเลนไทน์ไม่เคยมีความหมายกับชีวิตเธอ หญิงสาวไม่เคยมีคนรัก เธอไม่รู้จักความรัก วัยสาวของเธอผลิบานอยู่ภายใต้ร่างท้วมที่หนักร่วมหนึ่งร้อยกิโลกรัมมาตลอดจวบจนอายุย่างเข้า ๒๖ ดลชนกไม่เคยเป็นที่สนใจของเพื่อนต่างเพศ และหญิงสาวคงไม่รู้สึกอะไร หากเพื่อนของเธอไม่ทยอยมีคนรักกันไปทีละคนสองคน

    ใช่ว่าดลชนกไม่อยากมีรูปร่างดีเหมือนคนอื่น แต่เธอยอมรับว่าตัวเองรักสบายจนเคยชิน การออกกำลังกายจึงดูเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับเธอ ในสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เพื่อนหญิงหลายคนของดลชนกใช้วิธีลดไขมันส่วนเกินทางลัดด้วยการกินยาลดความอ้วน ทั้งที่พวกเธอเหล่านั้นหนักไม่ถึงครึ่งหนึ่งของดลชนก เพราะมันเห็นผลในระยะเวลาเพียงไม่กี่อาทิตย์ รวดเร็วกว่าการหมั่นออกกำลังกายทุกวันเสียอีก แม้ว่าคนที่กินยาชนิดนี้จะได้รับผลข้างเคียงมากน้อยแตกต่างกันไป แต่ความอยากมีรูปร่างดีของผู้หญิงยุคใหม่ทำให้เกิดค่านิยมที่ผิด ๆ คลินิกลดความอ้วนจึงผุดขึ้นในทุกตรอกซอกซอยราวเห็ดได้ฝน

    ดลชนกเคยดูรายการโทรทัศน์ประเภทวาไรตี้โชว์อยู่สองสามรายการ ที่นำสาวรุ่นซึ่งอยู่ในช่วงวัย ๑๘-๒๕ ปี ผู้ที่เคยกินยาลดความอ้วนในระยะยาวแล้วได้ผลกระทบร้ายแรงมาสัมภาษณ์เพื่อเป็นวิทยาทานให้แก่ผู้ชม ข้อมูลที่ได้รับรู้จากคำบอกเล่าของเธอ ๆ เหล่านั้น ทำให้ดลชนกถึงกับต้องเอามือทาบอก เพราะมันไม่ได้มีผลกระทบเฉพาะตัวของผู้ที่กินยาลดความอ้วนเท่านั้น แต่มันส่งผลไปถึงคนในครอบครัว ทุกคนที่มาให้สัมภาษณ์ยอมรับว่า ผลของการกินยาต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหลายปีเปลี่ยนแปลงนิสัยใจคอของพวกเธอให้กลายเป็นคนฉุนเฉียว หงุดหงิดง่าย และก้าวร้าว จนทำให้เกิดปากเสียงกับคนรอบข้าง ไม่เว้นแม้แต่บุพการีของตัวเอง ที่หนักไปกว่านั้นคือเกิดอาการหูแว่ว ประสาทหลอน พูดคนเดียว และร้ายแรงไปจนถึงขั้นพยายามฆ่าตัวตาย

    นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ดลชนกไม่เคยคิดลดน้ำหนักด้วยการกินยาลดความอ้วน เธออยากเป็นผู้หญิงตัวกลมอารมณ์ดีมากกว่านางยักษ์หุ่นสวยที่ไม่มีใครเข้าหน้าติด แม้ความอ้วนจะมีผลทำให้เธอเจ็บแปลบหัวใจอยู่บ้าง แต่ยังไงเสีย เธอคงไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้ชายหนุ่มสักคนมาสนใจ

    ใช่ว่าดลชนกเพิ่งอ้วนเมื่อวานนี้ แต่เธอมีรูปร่างอ้วนท้วนสูงใหญ่มาตั้งแต่วัยเด็ก น้องชายทั้งสองของเธอก็เช่นกัน สาเหตุหนึ่งน่าจะเกิดจากกรรมพันธุ์ แต่เด็กหนุ่มไม่มีไขมันสะสมมากมายเท่ากับเธอ เพราะมันถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นกล้ามเนื้อ ตั้งแต่พวกเขาเข้าเป็นสมาชิกชมรมกีฬาของสถาบัน

    การเป็นลูกสาวคนโตก็น่าจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ดลชนกไม่สามารถลดความอ้วนได้สักที เพราะแม่มีเธอคนเดียวเท่านั้นที่ช่วยดูแลเรื่องอาหารการกินของทุกคนในบ้าน หญิงสาวถูกสอนให้รู้จักเข้าครัวทำอาหาร เธอเป็นลูกมือของแม่มาตั้งแต่ชั้นประถม ขณะที่เธอทำแกงเขียวหวานให้คนในครอบครัวทานได้แล้ว แต่เด็กรุ่นเดียวกันกับเธอยังทอดไข่ไม่เป็น

    ด้วยพื้นฐานของการชอบทำอาหารมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย เลยมีผลให้ดลชนกเลือกเรียนสาขาวิชาเกี่ยวกับการทำอาหารมาตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมจนถึงมหาวิทยาลัย เวลาว่างของเธอหมดไปกับการศึกษาตำราอาหารมากกว่ากิจกรรมอื่น หญิงสาวมักคิดค้นเมนูแปลกใหม่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการมาทำให้คนในครอบครัวรับประทานอยู่เสมอ เธออยากให้พวกเขาได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อสุขภาพที่ดี ดลชนกไม่เคยรู้สึกเหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อหน่ายกับหน้าที่ในครัว เพราะการสรรหาสิ่งดี ๆ ให้กับคนที่เธอรักมันเป็นความสุขอีกอย่างหนึ่งของเธอ

    เสียงกริ่งหน้าร้านที่ดังขึ้นดึงสายตาของดลชนกพ้นจากสมุดบัญชีร้านไปทางต้นเสียง ดวงไฟที่เปิดสว่างส่งผลให้เธอเห็นใบหน้าของผู้มาเยือนชัดเจน เธอส่งยิ้มให้กับเขา ก่อนกุลีกุจอลุกไปไขกุญแจประตู พร้อมกล่าวเชื้อเชิญ

    “สวัสดีค่ะคุณยศ เชิญนั่งก่อนค่ะ ไม่ทราบว่าวันนี้จะรับอะไรดีคะ” หญิงสาวเดินนำลูกค้าขาประจำเข้ามายังโซฟารับแขกที่จัดวางอย่างมีสไตล์ตรงข้ามกับตู้แช่เบเกอรี่

    “นี่คุณดลปิดร้านแล้วหรือครับ?” ชายหนุ่มวัยสามสิบเอ่ยถามอย่างแปลกใจ เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นห้องด้านหลังปิดไฟมืดสนิท

    “ใช่ค่ะ พอดีวันนี้ลูกค้าไม่ค่อยมี สาว ๆ เลยหนีไปฉลองวาเลนไทน์กันหมดน่ะค่ะ” หญิงสาวตอบพร้อมกับเดินไปรินน้ำจากตู้เย็นมาต้อนรับเขาพร้อมส่งยิ้มเปิดเผย

    “แล้วคุณดลไม่ไปฉลองที่ไหนหรือครับ?” ยศกรพลั้งปากถามหญิงสาวออกไปโดยไม่ได้คิดอะไร สีหน้ายิ้มรื่นเมื่อครู่ของดลชนกเปลี่ยนเป็นสลดลงอย่างเห็นได้ชัด ชายหนุ่มรู้สึกผิดที่เอ่ยถามเรื่องที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัว ขณะที่ดลชนกกำลังคิดหาคำตอบ ยศกรกลับเปลี่ยนเรื่องจนเธอไม่ทันได้ตั้งตัว

    “ถ้าคุณดลไม่รีบไปไหน ผมมีเรื่องรบกวนหน่อยได้ไหมครับ?”

    เมื่อเห็นหญิงสาวขมวดคิ้ว ยศกรจึงบอกจุดประสงค์ของเขาที่มาเยี่ยมเยือนร้านของเธอในวันนี้ทันที

    “ผมเพิ่งกลับจากไซต์งานที่ชลบุรีครับ มาถึงบางนาก็ปาเข้าไปเกือบทุ่มแล้ว ผมแวะหาซื้อดอกกุหลาบที่ร้านขายดอกไม้ละแวกนั้น กะว่าจะเอาไปให้แฟน แต่ร้านไหน ๆ ก็ขายหมดเกลี้ยง ไม่มีเหลือให้ผมสักดอก ครั้นจะให้ผมขับรถไปซื้อถึงปากคลองตลาดก็คงไม่ไหว วันนี้ผมเหนื่อยมากเลยครับคุณดล คุมงานกลางแดดตลอดทั้งวัน จริง ๆ แล้วผมมีนัดดินเนอร์กับแฟนด้วยนะครับเนี่ย แต่งานก็มีปัญหาจนทำให้ยืดเยื้อมาถึงเย็น พอผมโทร.บอกเธอว่ากลับมาไม่ทัน เธองอนผมใหญ่เลย ถ้าวันนี้ผมไม่มีอะไรติดไม้ติดมือไปให้เธอ ผมต้องแย่แน่ ๆ ผมเลยคิดถึงเค้กร้านคุณดลขึ้นมา คุณดลพอจะแต่งหน้าเค้กเป็นรูปดอกกุหลาบสีแดงให้ผมได้ไหมครับ?”

    ดลชนกแอบอมยิ้ม นึกขันในสีหน้ากับท่าทีที่ร้อนรนของเขา ยศกรเป็นลูกค้าชั้นดีของเธอมานานนับปี เขาอุดหนุนสินค้าในร้านทุกเทศกาล หญิงสาวรู้จากปากของชายหนุ่มว่าเขามีอาชีพเป็นวิศวกร แฟนของเขาเป็นสาวเดคคอเรท บ้านของเขาอยู่ถัดจากร้านของเธอไปเพียงสองซอย ส่วนบ้านแฟนของเขาก็ห่างจากนั้นไปไม่ไกลนัก เพียงแต่อยู่คนละฟากฝั่งถนน คนทั้งสองเคยมาปรากฏกายพร้อมกันอยู่หลายครั้ง แฟนสาวของยศกรจัดว่าเป็นสาวยุคใหม่ที่มีรูปร่างหน้าตาดี โกรกผมสีแดงมะฮอกกานี แต่งตัวโฉบเฉี่ยวทันสมัย แม้ท่าทีของหล่อนจะดูหยิ่ง ๆ เหมือนคนเอาแต่ใจ แต่ความมีเสน่ห์ในตัวหล่อนก็สามารถทำให้ทุกคนหันมองจนเหลียวหลัง

    “ได้สิคะคุณยศ แต่มันต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าหนึ่งชั่วโมงนะคะ คุณยศจะรอไหวมั้ย?” ชายหนุ่มยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา ก่อนตอบเธอว่า

    “สบายมากครับ ตอนนี้ก็...อีกสิบนาทีสองทุ่ม เผื่อเวลาไปเลยชั่วโมงครึ่ง ยังไงผมถึงบ้านแฟนคงไม่เกินสี่ทุ่ม จัดการได้เลยครับ เค้กรสอะไรก็ได้นะครับ เพียงแต่ขอหน้าเป็นดอกกุหลาบสีแดงก็พอ”

    “ได้ค่ะ คุณยศนั่งอ่านหนังสือรอสักครู่นะคะ”

    “เดี๋ยวผมนั่งทำงานรอก็ได้ครับ” เขาพูดพร้อมชูกระเป๋าโน้ตบุ๊คในมือ

    หญิงสาวส่งยิ้มให้เขาอีกครั้ง ก่อนหันหลังกลับไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์แคชเชียร์เข้าไปยังห้องด้านใน เปิดสวิตช์ไฟริมประตู พร้อมกดโทรศัพท์บอกกับมารดาสั้น ๆ ว่ามีลูกค้ามาสั่งเค้ก คงกลับดึกสักหน่อย จากนั้นหญิงสาวก็สวมผ้ากันเปื้อน หมวกคลุมผมและถุงมือ

    ดลชนกจัดแจงกับไข่ไก่ก่อนเป็นอันดับแรก ด้วยการแยกไข่แดงและไข่ขาวออกจากกัน นำครีมชีส น้ำตาลทรายกับไข่แดงใส่ภาชนะแล้วตีเข้าด้วยกัน จากนั้นเธอนำแป้งเค้กและกลิ่นวานิลลามาผสมกับนมข้นจืด แล้วตีรวมกับไข่ขาวกับน้ำตาลทรายในภาชนะอีกอันหนึ่งจนขึ้นฟู แล้วนำมาเทรวมกับครีมชีสที่ผสมเอาไว้แล้ว ขณะที่กำลังคนส่วนผสมของแป้งเค้กกับครีมชีสให้เข้ากันอยู่นั้น ยศกรก็ส่งเสียงแทรกผ่านความเงียบเข้ามา

    “คุณดลทานมื้อเย็นหรือยังครับ?”

    “ยังเลยค่ะ ถ้าคุณยศหิว เชิญไปรับประทานก่อนได้นะคะ เพราะกว่าเค้กจะเสร็จก็อีกพักใหญ่เลยค่ะ”

    “งั้น...รบกวนคุณดลมาล็อคประตูให้ผมด้วยครับ”

    หญิงสาวเช็ดมือ เดินตามหลังเขาออกมาทางหน้าร้านอย่างว่าง่าย

    “ถ้าคุณยศมาถึงก็กดกริ่งเรียกแล้วกันนะคะ ดลจะได้มาเปิดประตูให้ ทานให้อร่อยนะคะ”

    ยศกรยิ้มรับ ไม่ถึง ๒๐ นาที ชายหนุ่มก็กลับมาพร้อมถุงอาหารในมือ เขากดกริ่งในขณะที่ดลชนกนำเค้กเข้าเตาอบเสร็จพอดี

    “คุณดลทานมื้อค่ำเป็นเพื่อนผมหน่อยนะครับ ผมซื้ออาหารญี่ปุ่นร้านฝั่งตรงข้ามมา” เขาชูถุงในมือขึ้นสูง เหมือนชายหนุ่มจะเดาท่าทีของเธอออก เขาจึงขอร้องแกมบังคับอย่างไม่รอให้เธอปฏิเสธ

    “ถือซะว่าอาหารมื้อแทนการขอบคุณที่คุณดลช่วยผมวันนี้แล้วกันนะครับ ถ้าคุณดลไม่ทาน แสดงว่าคุณดลไม่รับคำขอบคุณจากผม”

    ดลชนกพูดไม่ออก อีกประมาณ ๓๐ นาทีกว่าจะนำเค้กออกจากเตาอบได้ เธอจึงถอดถุงมือออกอย่างจำนน แล้วนำจานชามมาวางลงบนโต๊ะรับประทานอาหารที่ตั้งอยู่ชิดกับผนังห้องด้านใน หลังจากเทอาหารใส่ภาชนะเรียบร้อย เธอรินนำดื่มให้แก่เขาและตัวเอง ก่อนร่วมทานมื้อค่ำด้วยกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป มันเป็นคืนวาเลนไทน์ที่แปลกประหลาดที่สุดในชีวิตของดลชนก ที่ต้องมานั่งทานอาหารกับชายหนุ่มวิศวกรผู้มีคุณสมบัติเพียบพร้อม คนรักของสาวเดคคอเรท

    ดลชนกรู้สึกขันขื่น เมื่อคิดถึงเรื่องของตัวเอง หากเธอเป็นคนรักของยศกร เธอคงไม่เรียกร้องอะไรในคืนนี้ แค่มีคนรักอยู่เคียงข้าง นั่นก็เพียงพอสำหรับเธอแล้ว แต่ที่ผ่านมามันไม่มี พอนึกมาถึงตรงนี้หญิงสาวเผลอถอนหายใจออกไปโดยไม่รู้ตัว

    “ถอนใจทำไมล่ะครับ อาหารไม่อร่อยหรือครับ?”

    “เอ่อ ไม่มีอะไรค่ะ อาหารอร่อยมาก ขอบคุณนะคะสำหรับมื้อนี้”

    หลังทานอาหารเสร็จ ดลชนกเชิญยศกรให้กลับไปนั่งรอด้านนอก หญิงสาวเก็บจานชามไปล้างคว่ำเรียบร้อย เช็ดมือจนแห้งพร้อมสวมถุงมือใหม่อีกครั้ง แล้วหันมานำแม่พิมพ์ที่บรรจุเนื้อเค้กออกจากเตา เป่าพัดลมเบา ๆ ให้คลายความร้อน ก่อนปาดครีมลงพื้นจนทั่วแล้วแต่งหน้าเค้กตามที่ชายหนุ่มสั่ง ไม่นานนักเค้กวานิลลาก็ถูกดลชนกตกแต่งโฉมหน้าด้วยลวดลายดอกกุหลาบสีแดงสดวางเรียงกันเป็นรูปหัวใจ เสร็จเรียบร้อยแล้วเธอจึงเดินไปยังปากประตู ส่งเสียงถามชายหนุ่มว่าจะให้เธอเขียนหน้าเค้กว่าอย่างไร

    “เอาเป็น...LOVE YOU FOREVER สั้น ๆ ง่าย ๆ แล้วกันครับ” ยศกรตอบพร้อมกับปิดหน้าจอโน้ตบุ๊คแล้วเก็บมันลงกระเป๋าอย่างรู้เวลา

    ไม่นานนักดลชนกก็เดินออกมาพร้อมกล่องใส่เค้กที่คาดทับด้วยริบบิ้นสีชมพูสด เธอวางมันลงบนโต๊ะข้าง ๆ กับกระเป๋าโน้ตบุ๊คของชายหนุ่ม ทันทีที่สายตาของยศกรมองผ่านแผ่นพลาสติกใสด้านบนเข้าไปเห็นหน้าเค้กข้างในเขาถึงกับทำตาโตก่อนคลี่ยิ้ม

    “โอ้โห สวยมากเลยครับคุณดล แฟนผมต้องชอบมันแน่ ๆ ขอบคุณมากครับ”

    “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เรื่องเล็กน้อย เพราะมันเป็นหน้าที่ของดลอยู่แล้ว หวังว่าคงถูกใจแฟนคุณยศนะคะ”

    “แน่นอนครับ คิดสตางค์เลยก็ได้ครับ ผมรบกวนเวลาของคุณดลมามากแล้ว”

    ดลชนกคิดราคาเค้กวาเลนไทน์ของยศกรเท่ากับราคาเค้กหนัก 2 ปอนด์ทั่วไป แต่ชายหนุ่มกลับไม่ยอม เขาให้แบงก์ห้าร้อยกับเธอ ก่อนกล่าวขอบคุณอีกครั้ง แล้วผลุนผลันออกจากร้านไปโดยไม่รอเงินทอน

    ดลชนกกลับมาถึงบ้านในเวลาสี่ทุ่มเศษ ชั้นล่างยังเปิดไฟสว่าง มารดาของเธอเป็นผู้เดินออกมาเปิดประตูรั้วให้ ปกติแล้วช่วงเวลานี้เป็นเวลาที่ทุกคนในบ้านต่างแยกย้ายไปพักผ่อนยังห้องของตน พ่อกับแม่ผู้มีชีวิตเพิ่งผ่านพ้นวัยเกษียณมักนั่งทำสมาธิในห้องพระก่อนเข้านอน แต่คงเป็นเพราะความห่วงใยในตัวเธอ แม่จึงปล่อยให้พ่อนั่งสมาธิตามลำพัง

    “เหนื่อยมั้ยลูก ทานอะไรมาหรือยัง เดี๋ยวแม่จะไปอุ่นกับข้าวให้นะจ๊ะ” แม่ของหญิงสาวเอ่ยถามขณะเดินนำหน้าเธอเข้าบ้าน

    “ดลทานมาแล้วค่ะแม่ คุณยศเขาซื้ออาหารมาเผื่อน่ะค่ะ” เธอตอบพร้อมทิ้งตัวลงบนโซฟาในห้องรับแขก โดยมีมารดาเดินตามมานั่งข้าง ๆ

    “อ้อ...คุณยศนี่เองที่มาช่วยลูกสาวของแม่ปิดร้านซะดึก”

    แม่ของดลชนกเคยเจอกับชายหนุ่มเพียงครั้งเดียวตอนช่วงปีใหม่ แต่กลับจำเขาได้แม่นยำ เพราะเขาเป็นลูกค้าคนเดียวที่เข้ามายกมือไหว้เธอถึงในห้องทำเบเกอรี่

    “เอ...แล้วทำไมเขาถึงมาสั่งเค้กกะทันหันอย่างนี้ล่ะลูก”

    เขาเพิ่งกลับมาจากทำงานที่ชลบุรีตอนหัวค่ำนี่เองค่ะ แล้วหาซื้อดอกกุหลาบให้แฟนไม่ได้ เขากลัวแฟนโกรธ เลยให้ดลช่วยทำเค้กหน้าดอกกุหลาบแทนน่ะค่ะ”

    “แล้วทำไมแฟนเขาต้องโกรธด้วยล่ะลูก วันนี้วันเกิดแฟนเขาหรือ?”

    “โธ่แม่ขา แม่นี่เชยจัง วันนี้วันวาเลนไทน์ไงคะแม่ คุณยศเขาก็อยากเอาใจแฟนบ้างสิคะ ไม่รู้เมื่อไหร่จะมีใครวิ่งหาดอกกุหลาบมาให้ดลอย่างนี้บ้าง...เฮ้อ” เสียงถอนหายใจกับใบหน้าเจือเศร้าของลูกสาว ทำให้ผู้เป็นมารดารู้สึกว่าดลชนกมีอะไรบางอย่างติดค้างอยู่ในใจจนต้องเอ่ยปากถาม

    “ลูกรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้รับดอกกุหลาบในวันวาเลนไทน์เหมือนคนอื่นเขาอย่างนั้นหรือลูก?” ดลชนกไม่คิดว่ามารดาจะถามออกมาตรง ๆ เช่นนี้ เพราะปกติแล้วเธอไม่เคยแสดงความกังวลในเรื่องใด ๆ ให้แม่ได้รับรู้มาก่อนเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรูปร่างหน้าตา หรือการไร้ซึ่งคนรัก

    “ดลยอมรับนะคะแม่ ว่าพอถึงวันวาเลนไทน์ทีไร มันทำให้ดลรู้สึกหดหู่ บางทีดลก็อยากได้ดอกกุหลาบสักดอกเหมือนกัน” หญิงสาวไม่อยากโป้ปด เธอจึงพูดออกไปตามความรู้สึก

    “แสดงว่าลูกไม่เคยมองเห็นดอกกุหลาบในบ้านของเรา”

    ดลชนกนิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนโน้มตัวไปโอบกอดเอวหนาของมารดาเอาไว้หลวม ๆ หญิงสาวซบใบหน้าลงกับอกของบุพการี เธอไม่น่าแสดงความคิดที่ตื้นเขินเช่นนั้นออกไปเลย คำพูดของแม่ทำให้เธอเพิ่งมองเห็นสัจธรรมที่แท้ ดอกกุหลาบในบ้านของเธอแย้มกลีบผลิบานทุกวัน ความรักของทุกคนแบ่งปันสู่กันอยู่ตลอดเวลา โดยไม่จำเพาะเจาะจงว่าต้องเป็นวันนี้หรือวันไหน

    “ลูกเห็นดอกกุหลาบในบ้านของเราแล้วใช่ไหมจ๊ะ?” มารดาถามพร้อมกับลูบศีรษะของเธอไปมาอย่างเอ็นดู

    “ค่ะแม่” ดลชนกตอบเบา ๆ โดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง รู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูกเมื่อได้อยู่ในอ้อมกอดของมารดา

    “แม่เชื่อว่าคนเราต่างเกิดมาเพื่อรอคอยใครคนหนึ่งซึ่งเป็นเนื้อคู่ ลูกไม่เห็นหรือว่าอวัยวะส่วนใหญ่ของร่างกายคนเราน่ะมีเป็นคู่ แต่หัวใจกลับมีดวงเดียว พระเจ้าประทานมาให้เราเพียงเท่านั้น ส่วนอีกดวงหนึ่ง...โชคชะตาจะเป็นผู้นำพาเราไปพบกับมันเอง ดูอย่างแม่สิ อายุตั้ง ๓๐ เชียวนะกว่าจะได้เจอกับพ่อของลูก สี่ปีต่อมาถึงได้แต่งงาน แม่ไม่อยากให้ลูกกังวลหรือคิดว่ามันเป็นปมด้อยนะจ๊ะ”

    ดลชนกกอดมารดาแน่นขึ้น รู้สึกซาบซึ้งกับความรัก ความเอื้ออาทรที่แม่มีให้เสมอมา หญิงสาวบอกกับตัวเองว่า ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เธอจะไม่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่ไม่ได้รับดอกกุหลาบในวันวาเลนไทน์อีกต่อไปแล้ว



    || || || ||





    [มีอะไรในเล่มอีก]







    Cover(s) by : ยางมะตอยสีชมพู

    kaawss.jpg
    ก้าว..รอ..ก้าว
    'บ้านหนอน' ออนไลน์แมกกาซีน สำนักหนอนสนทนา

    www.winbookclub.com
    http://kaawrowkaw.wordpress.com/
    kaawrowkaw@hotmail.com





     


    ส้มลิ้ม
    ความเห็นที่ 4

     
      ตอบโดย ส้มลิ้ม   เมื่อ: 2007-05-01 01:18:06
    โอ้โห...มาแล้วววววว


    ...ขอตัวไปอ่านล่ะค่ะ...

    คืนนี้ไม่หลับไม่นอนหล่ะ...ฮึมมม
     


    แสน
    ความเห็นที่ 5

     
      ตอบโดย แสน   เมื่อ: 2007-05-01 01:46:59
    โอ้ววววววว เล่มนี้
    เต็มที่สะใจ
     



    ความเห็นที่ 6

     
      ตอบโดย    เมื่อ: 2007-05-01 07:35:16
    ชอบ อัมโปะ มั่กๆ
     


    หนอนดิน
    ความเห็นที่ 7

     
      ตอบโดย หนอนดิน   เมื่อ: 2007-05-01 09:55:40


    ชอบอัมโปะ...รักอัมโปะ...เอ็นดูอัมโปะ...
    แวะทักทายได้ที่นี่ขอรับ..
    http://umpo.exteen.com
    ..
    ..
    ท่านอัมฯ ป๋องนึง! อิ อิ อิ
    ..
    ท่าน plin สุดยอดดดดดดขะร้าบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ
    ไม่ได้ตอบในฉบับทดสอบ ต้องประทานโทษ (คลิกแล้วมันไม่ยอมไปเลยงอนปิดเลย!)

    คารวะ
    หนอนดิน
     


    หนุงหนิง
    ความเห็นที่ 8

     
      ตอบโดย หนุงหนิง   เมื่อ: 2007-05-01 10:09:18
    โอ้ว..เป็นการโพสท์ที่ยาวที่สุดในประเทศไทยหรือเปล่าเนี่ย

    ขอบคุณเด็กโพสท์มากค่ะ

    ข้าพเจ้าออกไปธุระก่อนนะ เดี๋ยวเย็นๆ จะกลับมาอ่านใหม่
     


    อานันท์ ประทีฯ
    ความเห็นที่ 9

     
      ตอบโดย อานันท์ ประทีฯ   เมื่อ: 2007-05-01 14:01:16
    ใช้เวลาในการอัพโหลดนานกว่าเล่มอื่น ๆ

    ชอบภาพปก...

    และ รักคนอ่าน

     


    ป้าโค
    ความเห็นที่ 10

     
      ตอบโดย ป้าโค   เมื่อ: 2007-05-01 19:03:47
    สาดสายตาหนึ่งรอบ

    น่าอ่านขึ้นเยอะแฮะ ไม่พลาดขอรับ

     


    editor
    ความเห็นที่ 11

     
      ตอบโดย editor   เมื่อ: 2007-05-01 20:07:45





    ผมเพิ่งรับสายจากบ.ก.ว่า ระหว่างนี้เดินทางไปต่างประเทศ (แถว ๆ นี้แหละ)

    ท่านผู้อ่านท่านใดมีคำถาม คำชม หรืออยากคุย ในระหว่างนี้สามารถแปะข้อความไว้ที่หน้านี้ได้

    ฉบับนี้ท่านผู้อ่านที่ยังรัก “สืบศิลป์” ผู้เขียนเธอกลับมาแล้วพร้อมด้วยสาระเช่นเดิม ทว่า อัดแน่นยิ่งกว่าเก่า จริงเท็จแค่ไหนขอเชิญท่านร่วมทัศนา

    และแว่วเสียงมาจากที่สูงว่า พงษ์ปรัชญา จะกลับคืนรังอีกครั้ง… เมื่อไหร่นั้นขอจงได้โปรดรอคอยอีกสักระยะ (นักเขียนยังอยู่ในป่าเขาลำเนาไพรและดงดอย)

    - สุขสันต์วันแรงงานสากลครับ -
    เลขาฯบ.ก.


    กองบรรณาธิการขอขอบคุณ :-



    กฤติศิลป์ ศักดิ์ศิริ สำหรับเรื่องสั้น กุหลาบวาเลนไทน์

    วนิดา (นามปากกา) สำหรับ Book Review สุดยอดความมันส์ระดับชาติ ที่มันส์…ในอารมณ์ระดับชาติ (อีกครั้ง)

    ศิริญาดา สำหรับบทกวีและภาพประกอบ

    หวังว่าโอกาสหน้าท่านจะส่งผลงานมาร่วมสังสันท์กับเราอีก… ขอบคุณครับ.


    หมายเหตุ :-

    กองบรรณาธิการนิตยสารออนไลน์ก้าว รอ ก้าว ยินดีรับงานเขียนประเภทความเรียง บทความ เรื่องสั้น บทกวี ฯลฯ โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นงานที่รังสรรค์ขึ้นมาใหม่เพื่อพื้นที่นี้โดยเฉพาะ งานเก่านำมาปัดฝุ่นนั้นเราก็พร้อมยินดีรับด้วยความชื่นชม

    ส่งพร้อมระบุประเภทผลงานของท่านมาที่ kaawrowkaw@hotmail.com

     


    โอตะ
    ความเห็นที่ 12

     
      ตอบโดย โอตะ   เมื่อ: 2007-05-01 23:23:49
    เปรี้ยวมากครับ (^_^)
     


    ไม่อยากถูกซ้อม
    ความเห็นที่ 13

     
      ตอบโดย ไม่อยากถูกซ้อม   เมื่อ: 2007-05-02 12:10:12
    ไม่ได้เข้ามานานพอสมควร แต่พอได้มาชิมรสอาหารจานใหญ่เล่มนี้แล้วก็คิดว่าตัวเองเกือบจะพลาดอาหารเหลาชั้นดีไปซะแล้ว (ขอให้ความสุขจงเป็นของทุกคนที่ร่วมกันปรุงร่วมกันชิมอาหารจานนี้นะครับ)
     


    กีรติ
    ความเห็นที่ 14

     
      ตอบโดย กีรติ   เมื่อ: 2007-05-02 16:22:46
    ฉันปลื้มของฉัน
     


    อานันท์ ประทีฯ
    ความเห็นที่ 15

     
      ตอบโดย อานันท์ ประทีฯ   เมื่อ: 2007-05-02 20:12:35


    หนังสือนะ ไม่ใช่นม ท่านโอตะ

    หายไปนานโขเลยนะท่าน

    อิน เลิฟ นานเนิ่น
     


    อัมโปะ
    ความเห็นที่ 16

     
      ตอบโดย อัมโปะ   เมื่อ: 2007-05-02 21:34:51
    เอื๊อก!!!!!!

    ท่านดิน

    อืมมมมม.....






    ป๋องเดียวพอหรือท่าน แหะ แหะ
     




    ข้อความ :
    สามารถเคาะ Enter หาต้องต้องให้เว้นบรรทัด หรือใช้คำสั่ง <br>
    ชื่อ :
    รูปภาพ :  
    ขนาดไม่เกิน 50K และต้องมีนามสกุลเป็น gif และ jpg
    รหัส :   d4b872a8
    ใส่รหัส :   (กรุณาใส่รหัสจากข้างบนนะครับ)