Cover by : ยางมะตอยสีชมพู ก้าว..รอ..ก้าว หนอนสนทนา : www.winbookclub.com http://kaawrowkaw.wordpress.com/ kaawrowkaw@hotmail.com กองบอกอ : อานันท์ ประทีฯ / หนุงหนิง / ยางมะตอยสีชมพู / ธุลีดิน / พงษ์ปรัชญา / สารากร / Plin, :-p
------------------------ ก้าวฯกวี ------------------------
SCOTT McCloud
สก็อตต์ แม็คคลาวด์
[มีอะไรในเล่มอีก]
น้องใหม่กลัวอะไรมากที่สุดเมื่อย่างก้าวเข้าสู่สถาบันการศึกษาระดับสูงสุด-- เป็นสถาบันที่จะขัดเกลาให้คนเป็นปัญญาชน ด้วยทรรศนะ, หนึ่งในนั้นคงเป็นการรับน้องของบรรดารุ่นพี่
ทำไมต้องกลัว, ในความกลัวย่อมมีความกลัวอยู่ด้วยกันหลายประการ กลัวที่จะต้องมาพบปะกับคนไม่เคยรู้จัก กลัวว่าจะเข้ากับเพื่อน ๆ ไม่ได้ กลัวว่าจะไม่มีเพื่อน ฯลฯ และกลัวรุ่นพี่ในการสรรหากิจกรรมต่าง ๆ มาต้อนรับ
กิจกรรมต่าง ๆ มีทั้งที่ สร้างสรรค์ กระทั่งไปถึงกิจกรรม เถื่อนถ่อย ที่ตนเองเคยปฏิเสธมิยอมรับ หรือจะยอมรับก็เป็นด้วยความจำยอม ครั้นกลับเป็นรุ่นพี่ก็นำเอากิจกรรมนั้นมาต้อนรับน้องใหม่ ประหนึ่งว่าขอเอาคืนบ้าง
เป็นการขอเอาคืนอย่างสุดโต่ง เป็นการเอาคืนอย่างโง่เง่าปราศจากสติ ไร้ความคิด บางครั้งรุนแรงเลยเถิด สะท้อนให้สังคมตั้งคำถามว่า นี่หรือกลุ่มคนที่เรียกว่า ปัญญาชน?
ปัญญาชน คือ ชนที่ใช้สมองตรึกตรองให้เกิดปัญญาไปในทางสร้างสรรค์, มิอาจรับได้ว่าอันการกระทำเถื่อนถ่อยนั้นเกิดมาจากปัญญา หากแต่เกิดจากสัญชาตญาณดิบซึ่งไม่ต่างไปจากสัตว์โลกทั้งหลาย
สังคมมนุษย์เจริญกว่าสัตว์ทางด้านอารยธรรม นั่นก็เป็นการเจริญด้วยปัญญาหาใช่ด้วยความดิบเถื่อนถ่อย ทว่าสังคมของมนุษย์เมื่อเจริญถึงขีดสุดก็ล้มลง, หรือเรากำลังจะบอกว่า สังคมมนุษย์- สังคมนี้มีความเจริญมาถึงขีดสุดถึงทางตันแล้ว...จากนี้ไปจึงเริ่มถอยหลังเข้าสู่ความเสื่อม
เป็นการเสื่อมด้วยปัญญาที่มี แต่มิอาจเค้นเอามาใช้ประโยชน์ในทางสร้างสรรค์ได้!
การรับน้องจะเป็นประเพณีที่ดีได้ หรือจะเป็นประเพณีที่เสื่อมทรามก็ได้เมื่อกาลเวลาผันเปลี่ยน แน่นอน... ไม่มีสรรพสิ่งใด ๆ จีรังคงทนสภาพได้เหมือนเดิม, การเปลี่ยนมีได้ทั้งดีขึ้น มีได้ทั้งเลวลง ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับคนว่า มีปัญญา มากน้อยขนาดไหน
อย่าได้หวังสิ่งใดจากปัญญาชนในยุคทุนนิยมสามานย์เช่นนี้... โลกเปลี่ยนไปแล้ว และสังคมนี้ก็เปลี่ยนไปแล้ว เรามาใช้ปัญญามองกันอย่างตรง ๆ ไม่อ้อมค้อมได้ไหมว่า เราจะเปลี่ยนประเพณีนี้ไปในทางสร้างสรรค์ได้อย่างไรบ้าง ทั้งจากปัญญาชนและผู้ที่กำลังจะพัฒนาเป็นคน-เป็นกลุ่มชนที่ใช้ปัญญาสร้างสรรค์สังคมในภายภายหน้า, หรืออยากจะปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า ปัญญาของชาติ มีได้เท่าเพียงที่เห็น และนั่งก่นด่าวิพากษ์กันต่อไปสืบไป
ด้วยมิตรภาพ มิ.ย.๕๐
อันว่าพระพิมพ์นี้มีที่มา
พระพิมพ์ เป็นประติมากรรมขนาดเล็กแต่กลับมีความหมายลึกซึ้งมากมายมหาศาล เป็นการแสดงออกอีกอย่างหนึ่งถึงการดำรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา
ในดินแดนไทยเป็นที่ทราบโดยพื้นฐานแล้วว่า อารยธรรมทวารวดีเป็นอารยธรรมสมัยประวัติศาสตร์ในดินแดนโบราณบริเวณภาคกลางของไทยในปัจจุบันเป็นสำคัญ ความนิยมสร้างพระพิมพ์ของอารยธรรมทวารวดีรับมาจากชมพูทวีป อันเป็นแหล่งกำเนิดไปยังดินแดนต่าง ๆ ด้วยความเชื่อที่ว่าเป็นหนทางที่จะได้รับกุศลผลบุญ และสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา จึงเป็นเหตุให้มีการสร้างพระพิมพ์พร้อมกับจารึกพระคาถา เย ธมฺมา อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาลงบนพระพิมพ์ ดังนั้นพระพิมพ์โบราณโดยมากมีคำจารึกอักษรตัวเล็ก ๆ ตามส่วนต่าง ๆ อาจเป็น ข้างบน ด้านข้าง หรือข้างหลัง เป็นภาษาต่าง ๆ อาทิภาษาสันสกฤต ภาษามคธ จารึกเหล่านั้นมักมีความหมายเหมือนกันเสมอ เป็นคาถา อ่านว่าดังนี้
แปลได้ความว่า ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตทรงแสดงเหตุของธรรมเหล่านั้น และความดับของธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีวาทะอย่างนี้
พระพิมพ์รุ่นแรกมีความนิยมทำแต่พระพุทธประวัติ ๔ ปาง คือ ปางประสูติ ตรัสรู้ ประทานปฐมเทศนา และปรินิพพาน และเกิดนิยมสถานที่พุทธปาฏิหาริย์เพิ่มอีก ๔ แห่งคือ
เอกสารที่สำคัญฉบับหนึ่งนั่นคือหนังสือ ตำนานพระพิมพ์ ของ ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ ได้จัดแบ่งพระพิมพ์ที่พบออกเป็น ๖ หมวดด้วยกัน คือ
หมวดที่ ๑ แบบพระปฐม โดยมีการขุดค้นพบพระพิมพ์หมวดนี้มากบริเวณจังหวัดนครปฐม พระพิมพ์พระปฐมมักทำเป็นรูปการแสดงมหาปาฏิหาริย์ที่เมืองสาวัตถี พระพิมพ์พระปฐมชนิดเก่าที่สุดทำขึ้นประมาณ พ.ศ.๙๕๐ ถึง ๑๒๕๐ มีการจารึกคาถา เย ธม มา เป็นภาษาบาลีด้วยตัวอักษรคฤนถ์หรือตัวอักษรขอมโบราณ
หมวดที่ ๒ แบบถ้ำแหลมมลายู พระพิมพ์หมวดนี้โดยมากสร้างด้วยดินดิบ เป็นพระพุทธรูปหรือรูปพระโพธิสัตว์ฝ่ายมหายาน คาถา เย ธม มา ที่จารึกเป็นภาษาสันสกฤต ตัวอักษรนาครีที่ใช้อยู่ในอินเดียฝ่ายเหนือ
หมวดที่ ๓ แบบขอม จัดไว้อยู่ในสมัยเดียวกับแบบถ้ำแหลมมลายู หรือใหม่กว่าเล็กน้อย โดยพิจารณาจากพุทธลักษณะ ซึ่งเป็นแบบลัทธิมหายาน
หมวดที่ ๔ แบบสุโขทัย โดยมากเป็นพระพุทธรูปในอิริยาบถกำลังก้าวเดิน หรือที่เรียกกันว่า พระลีลา แบบนี้อยู่ในราว พ.ศ.๑๗๕๐-๑๙๕๐
หมวดที่ ๕ แบบอยุธยา หมวดนี้ได้แก่พระพุทธรูปปางต่าง ๆ ประทับอยู่ภายในเรือนแก้ว
หมวดที่ ๖ พระเครื่องต่าง ๆ
ในเรื่องของเทคนิคการสร้างนั้นพอจะแยกออกเป็น ๒ เทคนิค คือ พระพิมพ์ดินเผา และ พระพิมพ์ดินดิบ ดังที่มีการแบ่งหมวดหมู่จะเห็นว่าในหมวดที่ ๒ แบบถ้ำแหลมมลายูที่เราเข้าใจกันดีในศิลปะศรีวิชัย เป็นพระพิมพ์ดินดิบ สร้างในการอุทิศส่วนกุศลหรือสร้างบุญให้แก่ผู้ที่ล่วงลับ โดยการนำเอาอัฐิของผู้ตายมาผสมกับดินเหนียวแล้วพิมพ์เป็นพระพุทธรูปหรือรูปพระโพธิสัตว์ ทั้งนี้คงสืบเนื่องมาจากคติทางพุทธศาสนาลัทธิมหายาน และเนื่องจากอัฐินั้นได้ผ่านการเผามาแล้ว เมื่อมาทำพิมพ์เรียบร้อยแล้วจึงมิต้องเผาอีก ส่วนหมวดอื่น ๆ มีแบบแผนเดียวกันคือ นำส่วนผสมของดินมากดพิมพ์แล้วจึงนำไปเผา
เนื่องจากพระพิมพ์มีขนาดเล็ก สร้างได้เป็นจำนวนมากสามารถไปอยู่ในทุกสถานที่ เป็นการแผ่พระพุทธศาสนาเพื่อแสดงให้ทราบว่าดินแดนนั้น ๆ รับนับถือพระพุทธศาสนา โดยมีคาถาอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาจารึกอยู่ด้านหลัง
เป็นการแสดงออกซึ่งความศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างหนึ่ง ถึงแม้ว่าแก่นหลักใจความนั้นจะอยู่ที่การปฏิบัติก็ตาม อย่างน้อยก็เป็นเครื่องเตือนใจให้กระทำความดีมากกว่าหวังผลร่ำรวยหรือเฝ้าร้องขอสิ่งต่าง ๆ ด้วยการอธิษฐานเพียงอย่างเดียว ·
เหลือไว้หลังการจากลา
มิตรรักเพิ่งเดินทางกลับไปยังที่ที่เขาจากหลบลี้หนีมา, กับมิตรรักผู้ร่วมอุดมการณ์ในการเขียน กับระยะเวลากว่าหนึ่งสัปดาห์ทั้งเขาและฉันต่างตกอยู่ในภาวะมึนและเมา ทั้งเมาชีวิตและมึนกับบรั่นดีเลว ๆ ที่อิงแอบอยู่ข้างเครื่องพิมพ์ รวมทั้งวิสกี้รสหยาบเฝื่อนฝาดที่เขาหอบหิ้วมาฝากนั่นอีก...
เป็นระยะเวลาเนิ่นนานที่ทั้งเขาและฉันไม่ได้พบหน้ากัน เราได้แต่เขียนถ้อยคำอักษรลงบนเนื้อกระดาษขาวทั้งที่เป็นเล่มและเศษรวบรวมไว้เป็นปึกแผ่น กับความคิดถึงทั้งหมดทั้งมวลได้บันทึกลงในนั้น, เขาว่าฉันรู้สึกคิดถึงเข้าบ้างไหม เพราะทุกครั้งที่เขาจารจดเอาความรู้สึกต่าง ๆ ที่เหมือนกับเล่าให้ฉันฟัง สำหรับเขา- เขาระลึกถึงฉันเสมอ เขาว่าเขาส่งจิตผ่านอากาศธาตุถึงฉันทุกขณะที่ตัวอักษรปรากฏลงบนเยื่อกระดาษ
ฉันตอบเขาว่า ผมคิดถึงคุณเสมอละ ไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่ฉันรู้สึกต่อเธอเสมออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน, เขาหัวเราะร่าว่าฉันบ้า แต่ฉันรู้...รู้ว่าเขาเพียงพูดหยอกล้อ ทั้งคนอย่างเขาและฉันมันก็พกพาความบ้าอยู่ทุกขณะ-- เป็นความบ้าที่มิได้เกิดจากความพิกลพิการทางสมอง เพียงแต่ความความคิดนึกแตกต่างผิดแผกจากชาวบ้านร้านตลาด
เขาระบายความเจ็บปวดอันเกิดขึ้นภายในจิตใจ เป็นความเจ็บปวดอันเกิดจากการใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ เขาพร่ำรำพันว่าอยากหันหลังเดินออกมาเช่นฉันให้ได้สักวันหนึ่ง แต่ต้องพิสูจน์ตัวตนให้ได้เสียก่อนว่าการหันเดินออกมานั้นมิใช่เป็นการหลบลี้หนีอุปสรรค การหลีกหนีอุปสรรคต่าง ๆ เขาขอให้มันเป็นเหตุผลสุดท้าย, ฉันว่าอย่าให้ถึงกระนั้นเลย อย่าคิดว่าสิ่งนั้นเป็นการหลีกหนี มันจะมีประโยชน์อันใดหากเราจะต้องทู่ซี้พิสูจน์บางสิ่งบางอย่าง เช่นการที่เขามาปรากฏกายต่อหน้าฉันนี้ถ้าคิดว่าหนีสักชั่วครู่ละก็ใช่ แต่หากว่าไม่คิดว่าเป็นการหนีก็มิผิด... ทำไมต้องตั้งกฎเกณฑ์ให้กับชีวิตมากมายนัก
เขาเงียบ... ไม่ต่อความใด ๆ พลันก็เปลี่ยนเรื่องไปสู่งานเขียน, เขาว่าระยะนี้เขาคิดเขียนสิ่งใดไม่เป็นโล้เป็นพายมีแต่ความเมามายเข้าครอบครองเกาะกุมจิตใจ แล้วพลันเขาก็เปลี่ยนเรื่องอีก จากเรื่องนั้นไปเรื่องโน้น จากเรื่องโน้นไปสู่เรื่องต่าง ๆ อีกมากมายทำราวกับว่าวันเวลาที่เขาอยู่กับฉันนั้นจะหมดสิ้นลงไปในแต่ละวินาทีข้างหน้างั้นแหละ ดูเหมือนเขาจะหอบพกเอาเรื่องราวต่าง ๆ ที่มีอยู่มากมายที่อยากจะเล่าให้ฉันฟังอย่างไม่มีทีท่าว่าจักหมดจักสิ้น, มันก็แปลกนะ กับครั้งนี้เป็นการพบกันระหว่างเขากับฉันเพียงครั้งที่สองเท่านั้น ทว่ากลับไม่มีความรู้สึกแปลกหน้าแปลกแยกทางความคิดต่อกัน
เสียดาย... เสียดายที่เธอไม่มีโอกาสได้พบได้รู้จักเขา เขาผู้ซึ่งเป็นแรงใจต่ออุดมคติของฉัน, หากเธอได้มีโอกาสนั้นฉันเชื่อแน่ว่าฉันและเธอจะได้โบยบินไปในโลก ไปในฟากฟ้าร่วมกันอย่างหลุดพ้นจากพันธนาการ อย่างอิสระจากโลกที่เราดำรงอยู่
มีฉัน มีเธอ มีเขา และผู้ร่วมอุดมคติอื่น ๆ พร้อมหน้ากัน
เขาจากฉันไปแล้ว... จากกลับไปยังที่ซึ่งเขาหลบลี้หนีมา เขาว่าอย่างนั้น ว่าว่าตนเองนั้นเป็นผู้หลบหนี, เขามอบสมุดบันทึกข้อความที่รวบรวมถ้อยคำของเขาทีจารจดระลึกถึงฉันหนึ่งเล่ม ทุกหน้าของวันเวลาเขาลงท้ายกำกับไว้ว่า แด่เธอทั้งสองผู้มีความฝันนิรันดร์
...แม้กระทั่งวันสุดท้ายที่ที่นี่เขาก็ยังคงลงท้ายเช่นนั้นเช่นเดิม
ด้วยความรักที่มีต่อเธอ. โจนาธาน พ.ค.๕๐
Sun and Air
Richard Wilbur
แสงแดดและสายลม
ผู้แต่ง ริชาร์ด วิลเบอร์ ผู้แปล มาลิทัต พรหมทัตตเวที
หน้าบ้านน่าเข้า
คอลัมน์นี้มิใช่เป็นการยกตัวขึ้นเป็น**รูทางด้านงานโฆษณาแต่อย่างใดของผู้เขียน (เพราะผู้เขียนยังคงอ่อนด้อยในหนทางสายนี้ยิ่งนัก ทั้งงานเขียนและงานโฆษณา) แต่เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวที่มาจากการหลงใหลในงานแขนงนี้เท่านั้น และขออภัยล่วงหน้าหากผู้เขียนเกิดทะลึ่งไปเหยียบตาปลาใครเข้า อยากบอกว่า ผมมิได้ตั้งใจคร้าบ-บ-บ
! ! ! !
ชะแว้บ...อ๊ะ!! อึ้งเลยดิ แหม...ล้อเล่นครับ ใครจะไปทิ้งคุณผู้อ่านที่น่ารักและมีอยู่น้อยนิดของผมได้ลงคอ... อะ มาต่อกันเลยดีกว่า ที่ผมถามคุณว่า มีเพื่อนบ้านไหม ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ผมเพียงอยากรู้ว่าคุณเคยรู้สึกหรือเปล่าเมื่อเดินผ่านหน้าบ้านของเพื่อนบ้านคนนี้แล้วรู้สึกอยากเข้าไปนั่งจิบกาแฟยามเช้าด้วยคนจังเลย...หรือ เมื่อคุณเดินผ่านหน้าบ้านของเพื่อนบ้านอีกคนแล้วมีความรู้สึกว่า อยากไปหยิบขยะที่กองอยู่ในบ้านมาทิ้งที่นี่ฉิบเป๋งเลย...มันก็เหมือนกับการออกแบบ Display หน้าร้านให้ดึงดูดเตะตาเตะยายผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา ให้แวะเข้ามาหาคุณในบ้าน หรือในห้างร้านต่าง ๆ ได้นั่นแหละครับ ซึ่งก็เหมือนกับย่อหน้าแรกของผมที่วางกับดักไว้ให้เหยื่อตายใจ จากนั้นจึงจัดการรวบหัวรวบหางให้คุณเกิดความสงสัย งุนงง ผสมอยากกระโดดถีบหน้าคนเขียน จนคุณต้องไล่สายตาจนมาถึงบรรทัดนี้นั่นแหละครับ...
เรามาว่ากันเรื่อง Display Design กันต่อดีกว่าครับ Display ก็คือการจัดแสดงสินค้า ณ จุดขายตรงนั้นนั่นแหละครับ แต่... Display ไม่ใช่การจัดแสดงที่มีหุ่นใส่เสื้อผ้าแล้วมีกระจกใส ๆ กั้นเท่านั้นนะครับ ยังมีอีกมากมายหลายชนิด ถ้าผมจะพอแบ่งประเภทของ Display ตามประสบการณ์ที่ผมเคยพบเจอและเกี่ยวข้องกับมันมาก็คงแบ่งได้ซัก ๔ ชนิด คือ
เอาละครับ วิชาการกันมาเยอะแล้ว ผมมีตัวอย่าง Display เจ๋ง ๆ มาให้ชมกันฮะ
เป็นไงครับ...เห็นแล้วรู้สึกอยากมีรถเปิดประทุนเท่ ๆ ขับสักคันไหมครับ
โดนใจสาว ๆ แน่นอนครับถ้าได้ลองเสื้อผ้าแบบรวดเร็วทันใจแบบนี้ และแน่นอนอีกเพราะคุณก็จะเสียเงินไปแบบรวดเร็วทันใจเช่นกัน นับว่าเป็นการตกแต่ง Display ที่เข้าถึงลูกค้าจริง ๆ ครับ ซึ่งหลักของมันก็มีอยู่ ๔ ข้อ คือ ๑. ดึงดูด ๒. แสดงข้อมูลข่าวสารให้เกิดการตัดสินใจ ๓. เร่งเร้าให้รีบซื้อ และ ๔. สร้างความมั่นใจจนต้องควักกระเป๋า
Display นี้ก็บ้าพลังกันสุด ๆ ไปเลยฮะ
อันนี้แค่เห็นก็รอจนถึงกลางคืนไม่ไหวแล้วฮะ ซี๊ด... (ในกรณีที่อยู่หน้าร้านนะครับ) หากอยู่ไกลออกไปจากร้านเราจะเรียกสื่อนี้ว่า New Media แต่ผมขอแถไปว่ามันอยู่หน้าร้านแล้วกัน อิอิ
นอกจากนี้ยังมีงานโฆษณาบางชิ้นที่ล้อกับสื่อ Display อีก อย่างเช่นโฆษณาของ Ebay เป็นต้น ที่ต้องการจะบอกว่า จะมามัวเปิดร้านให้มันยุ่งยากทำไม ย้ายไปขายของใน Ebay ดีฝ่า... ง่ายกว่ากันเยอะ... ไม่ได้โม้
ในตอนนี้โรงเรียนก็เริ่มเปิดเทอมกันแล้ว ส่วนมหาวิทยาลัยกำลังเปิดรับสมัครอยู่จึงเห็นได้ว่าแต่ละมหาวิทยาลัยต่างสร้างภาพหน้ามหาวิทยาลัยของตนให้สวย ร่มรื่น น่าเรียน บวกกับหาน้อง ๆ นักศึกษาหญิงหน้าตาน่ารัก และ นักศึกษาชายหน้าตาเกาหลีออกมาเป็นพรีเซ็นเตอร์แย่งลูกค้า... เอ่อ ไม่ใช่สิ ต้องเรียกว่าออกมานำเสนอแนวทางในการเรียนการสอนกันให้ฮึ่ม... แหมไม่อยากจะเม้าธ์ บริษัทผมก็เคยได้งานโรงเรียนมาทำเหมือนกัน ซึ่งยอดนักเรียนที่สมัครเรียนอยู่ในตอนนั้นอยู่ที่ ๔๐๐ กว่าคน พอเราเอาเด็กหน้าตาลูกครึ่งสวย ๆ หล่อ ๆ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์เข้าหน่อย ปรับเปลี่ยน Look ของโรงเรียนให้ดูอินเตอร์ ทันสมัยมากขึ้นนิดนึง ยอดเด็กสมัครเข้าเรียนในปีต่อมาปาไปพันกว่าคน ไอ้เราเป็นคนทำก็อยากบอกเหลือเกินว่าน้องเอ๋ย...มันจะมีซักกี่คนเชียววะ ไอ้หล่อ ๆ สวย ๆ เนี่ย
จะยังไงก็แล้วแต่ก็ขอให้มีความสุขต้อนรับเปิดเทอมใหม่กันทุกคนนะครับ ยกเว้นคนทำงานอย่างเรา ๆ ที่สงสัยจะต้องตื่นเช้ากว่าเดิมอีกแล้ว เฮ้อ... อ้อ! ลืมบอกไปครับ ถึงยังไงหน้าบ้านสวย ๆ ก็ยังน่ามองกว่าหน้าบ้านโส ๆ ก็แล้วกันเนอะ... แม้บางทีหน้าบ้านที่สุกใสข้างในอาจจะต๊ะติ๊งโหน่งหรือเป็นโพรงก็ตาม
ALMOST FAMOUS
เคยเป็นแฟนพันธุ์แท้ของใครสักคนหรือเปล่า? เคยทำสิ่งใดโดยไม่ต้องเผื่อความผิดหวัง รักโดยไม่ระแวงความเจ็บปวดบ้างไหม?
ค.ศ.1973 ในยุคที่ดนตรีร็อคแอนด์โรลกำลังรุ่งโรจน์ มีการเดินทางเล็ก ๆ ของนักดนตรีกลุ่มหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า Stillwater ออกทัวร์คอนเสิร์ตทั่วอเมริกา
การเดินทางที่เปี่ยมไปด้วยความใฝ่ฝันของสมาชิกทั้งห้าที่จะก้าวขึ้นมาเป็นร็อคสตาร์ของยุคสมัย ความใฝ่ฝันของกรุ๊ปปี้สาวแฟนพันธุ์แท้ที่ได้ร่วมเดินทางไปกับนักดนตรีที่พวกเธอชื่นชม รวมทั้งอีกหนึ่งความฝันของวิลเลี่ยม มิลเลอร์ เด็กหนุ่มวัย 15 ผู้หลงใหลในดนตรีร็อคแอนด์โรลเข้ากระแสเลือด
ด้วยชีวิตที่เติบโตมากับแผ่นเสียงและบทเพลงในยุคขบถที่พี่สาวทิ้งไว้ให้ บวกกับความสามารถส่วนตัวในเรื่องงานเขียน วิลเลี่ยมได้รับโอกาสพิเศษจากนิตยสาร Rolling Stone ให้ทำบทสัมภาษณ์และเขียนคอลัมน์เกี่ยวกับวง Stillwater ด้วยความช่วยเหลือของ เพนนี เลน-กรุ๊ปปี้สาวคนหนึ่งของวงทำให้เขาได้ร่วมเดินทางในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน
แม่ของเขาคัดค้านการเดินทางครั้งนี้อย่างเด็ดขาด เธอเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยซึ่งต้องการให้วิลเลี่ยมเติบโตและประสบความสำเร็จในชีวิตตามแบบฉบับสำเร็จรูปทั่วๆไป- เรียนจบ, มีการงานที่มั่นคงและมีครอบครัวที่อบอุ่น เธอไม่อยากให้วิลเลี่ยมเป็นเหมือนกับพี่สาวที่ตัดสินใจออกไปเผชิญโลกภายนอกเพียงลำพังในยุคที่หนุ่มสาวพากันตบเท้าเดินออกแสวงหาความหมายของชีวิตนอกบ้าน และที่สำคัญวิลเลี่ยมยังเด็กเกินไปที่จะเข้าคลุกคลีกับกลุ่มนักดนตรีที่แวดล้อมไปด้วยยาเสพติดและผู้หญิง
แต่ด้วยความใฝ่ฝันที่มี วิลเลี่ยมมุ่งมั่นอย่างเต็มที่จนทำให้แม่ของเขายอมใจอ่อนโดยสัญญาว่าเขาจะต้องไม่เสพยาและกลับมาให้ทันวันสอบปลายภาคของทางโรงเรียน วิลเลี่ยมกำลังออกเดินทางสู่โลกกว้างใหญ่ภายนอก โลกเสรีของดนตรีในยุค 70S โลกที่ด้านหนึ่งหม่นเทาไปด้วยม่านหมอกยาเสพติดและเซ็กซ์ ทว่าอีกด้านหนึ่งก็สดใสไปด้วยสีสันแห่งสุนทรีดนตรี โลกกว้างที่ยังมีอีกหลายสิ่งรอคอยเขาอยู่ตรงเส้นขอบฟ้านั้น
วิลเลี่ยมได้รู้จักกับเพนนีในคอนเสิร์ตครั้งหนึ่ง เธอเป็นกรุ๊ปปี้สาวผู้หลงใหลและหลงรักในเสียงดนตรีเช่นกัน แต่เพนนีกำลังเริ่มเบื่อหน่ายกับสังคมสาวกรี๊ดเดิม ๆ ที่มักจะติดตามนักดนตรีไปด้วยในการทัวร์คอนเสิร์ต เธอใช้ชีวิตในโลกมายาของกรุ๊ปปี้จนคุ้นเคยและเป็นที่รู้จักดีในกลุ่ม ซึ่งการที่จะก้าวออกมาสู่โลกแห่งความจริงอันแสนจะธรรมดานั้นก็กลายเป็นสิ่งแปลกหน้าสำหรับเธอ เพนนีใฝ่ฝันที่จะเดินทางไปโมร็อคโคและพบเจอกับโลกจริงที่สงบเรียบง่ายที่นั่น
แต่เพนนีก็ได้พบกับ Stillwater เสียก่อน ในคอนเสิร์ตครั้งนั้น..
รัสเซล-มือกีตาร์ของวงตกหลุมรักเพนนีตั้งแต่แรกพบและเธอเองก็ประทับใจในตัวเขาเช่นกัน รัสเซลซึ่งโด่งดังขึ้นเรื่อยๆและกำลังเป็นที่หมายปองของสาว ๆ เขามีเสน่ห์เฉพาะตัวทั้งในด้านดนตรีและบุคลิกส่วนตัวที่อ่อนโยน เขารักเพื่อน ๆ ในวงทุกคนมากและมักจะอ่อนไหวกับสิ่งเล็กน้อย ซึ่งนั่นทำให้ความรู้สึกบางอย่างของเขาแปรเปลี่ยนผันไปง่ายดายกับม่านหม่นแห่งมายาที่เริ่มก่อตัวหนาขึ้นทุกที จนกระทั่งชื่อเสียงและความโด่งดังก็ทำให้เขากำลังจะมองข้ามบางสิ่งบางอย่างไป
รัสเซลเชิญชวนให้เพนนีและวิลเลี่ยมเดินทางทัวร์คอนเสิร์ตไปด้วยกับวง เพราะเขาจะได้ทั้งแฟนเพลงสาวน่ารักไว้เคียงข้าง มีคอลัมนิสต์ที่จะเขียนเรื่องราวสร้างเรตติ้งให้กับ Stillwater และกรุ๊ปปี้สาวที่ควงคู่กับสมาชิกวงคนอื่น ๆ ก็ช่วยให้การเดินทางมีสีสันสดใส
แล้วล้อรถบัสคันนั้นเริ่มหมุน..
ในกลุ่มเพื่อน รัสเซลซึ่งดูโดดเด่นกว่าสมาชิกคนอื่นๆรู้สึกว่าตัวเขามีความพิเศษบางอย่างที่จะก้าวไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่ จนกระทั่งเกิดความขัดเคืองและมีปากเสียงกับเพื่อนในวงจากเรื่องเพียงเล็กน้อย โลกแห่งชื่อเสียงช่างเป็นมายาสากลที่ไม่ว่าใครเมื่อหลงเข้าไปแล้วยากที่จะมองเห็นถึงแก่นแท้และสิ่งสำคัญรอบๆตัว
สำหรับเพนนีผู้ซึ่งรักและปรารถนาดีต่อรัสเซลมาโดยตลอด เขามองเธอเป็นเพียงสาวกรี๊ดธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่พบได้โดยทั่วไปตามรายทางของชีวิตนักดนตรี เมื่อจบสิ้นการเดินทางความสัมพันธ์ของทั้งสองก็จบลงตามไปเป็นเรื่องธรรมดา ยิ่งรัสเซลมีชื่อเสียงมากขึ้นเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งจะมองเห็นเพียงอนาคตอันรุ่งโรจน์ของวันข้างหน้า หลงลืมตนไปตามกระแสอันเชี่ยวกรากของโลกมายา
วิลเลี่ยมซึ่งได้ร่วมเดินทางไปกับวงก็เกิดความรู้สึกผูกพัน เขาประทับใจทุคนใน Stillwater ชื่นชอบบุคลิกและบทเพลงของพวกเขา และถึงแม้จะมีเรื่องมีราวกันภายในบ้างแต่วิลเลี่ยมก็เข้าใจทุกคนดี ยกเว้นเพียงเรื่องเดียวนั่นคือเพนนี
เขาแอบหลงรักเพนนีอย่างเงียบ ๆ และรู้สึกเจ็บปวดเมื่อรับรู้ว่ารัสเซลมองเธออย่างไร เขาเพียงต้องการไม่ให้เพนนีต้องเสียใจในภายหลัง วิลเลี่ยมกำลังเรียนรู้อีกด้านหนึ่งของโลกที่เขาพบเจอ โลกของความจริงและมายา โลกของความรัก
ในขณะที่ Stillwater เริ่มโด่งดังมากขึ้น วัยรุ่นทุกเมืองที่พวกเขาไปแสดงคอนเสิร์ตชื่นชมและหลงใหลพวกเขา นายทุนใหญ่เข้ามาให้การสนับสนุนวง ดนตรีกลายเป็นธุรกิจเต็มรูปแบบ และเมื่อนิตยสาร Rolling Stone ตัดสินใจให้วง Stillwater ขึ้นปกนิตยสาร วิลเลี่ยมจึงถูกเรียกตัวกลับและต้องส่งต้นฉบับของเขาที่มีทั้งหมด
ตลอดการเดินทาง วิลเลี่ยมยังไม่มีโอกาสได้สัมภาษณ์ Stillwater เลย เนื่องจากจากปัญหาความระหองระแหงทั้งภายในและภายนอกของวงที่เริ่มเกิดขึ้นรวมทั้งความวุ่นวายต่าง ๆ นานาของบรรดากรุ๊ปปี้สาว นอกจากรูปถ่ายและเศษกระดาษที่จดบันทึกเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้ว วิลเลี่ยมมีเพียงความทรงจำ..
วิลเลี่ยมตัดสินใจเขียนความจริงทุกอย่างตลอดเวลาที่เขาได้ร่วมเดินทางไปกับ Stillwater ทั้งเรื่องดนตรี การแสดงสดและเรื่องราวส่วนตัว ซึ่งย่อมรวมไปถึงความงี่เง่าเล็ก ๆ น้อย ๆ ของสมาชิกแต่ละคน การทะเลาะเบาะแว้งในเรื่องไม่เป็นเรื่องและบรรดาสาว ๆ ที่พวกเขาควงคู่ไปเกือบทั่วอเมริกา
Stillwater ทุกคนปฏิเสธข้อมูลงานเขียนชิ้นนั้นของวิลเลี่ยม พวกเขาไม่อยากเป็นเพียงกลุ่มนักดนตรีธรรมดา ๆ เสพยา, เมามายไร้สาระ และทะเลาะกันเองแบบเด็ก ๆ พวกเขาคาดหวังว่าวิลเลี่ยมจะเขียนถึง Stillwater ให้ออกมาดูดีกว่านั้น เป็นมืออาชีพเล่นดนตรีที่เปี่ยมคุณภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เขากำลังจะโด่งดัง ซึ่งคำปฏิเสธดังกล่าวทำให้วิลเลี่ยมถูกนิตยสาร Rolling Stone มองว่าเขาเองก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มที่หลงใหลและเป็นแฟนพันธุ์แท้ธรรมดา ๆ คนหนึ่งของวงเท่านั้น
วิลเลี่ยมกลับบ้านด้วยจิตใจที่บอบช้ำ เขากลับมาไม่ทันสอบปลายภาคและดูเหมือนว่าการเดินทางครั้งนี้จะสูญเปล่า แต่เมื่อการเดินทางอันแสนยาวไกลสิ้นสุดลง เขากลับได้เห็นคุณค่าของความอบอุ่นในครอบครัวเล็ก ๆ ที่รอคอยอยู่ และเมื่อมองย้อนกลับไปในคืนวันที่เลยผ่าน ความสนุกสนาน ตื่นเต้น และโลกกว้างแปลกตาก็กลับกลายเป็นของขวัญล้ำค่า ความซื่อสัตย์ต่อมิตรภาพและการรักด้วยใจที่บริสุทธิ์เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่จะยังคงติดอยู่ในความทรงจำของเขาตลอดไป
Stillwater ที่ถึงแม้ในท้ายที่สุดก็ได้ลงปกนิตยสาร Rolling Stone แต่การออกทัวร์คอนเสิร์ตที่ผ่านมาก็ทำให้พวกเขาได้เรียนรู้ในอีกบางสิ่งที่เคยมองข้าม เมื่อม่านหมอกแห่งมายาและธุรกิจพร่าจางลง ก็เหลือเพียงมิตรภาพระหว่างเพื่อนและความรักในการเล่นดนตรีของพวกเขาเท่านั้นที่ยังคงแจ่มชัด งานเขียนของวิลเลี่ยมที่ซื่อตรงทำให้พวกเขาได้มองเห็นตัวเองอีกครั้ง และการกลับมาเล่นดนตรีด้วยความรักเท่านั้นที่จะทำให้พวกเขาเป็น Stillwater อย่างแท้จริง
และเพนนี เลน ก็ออกเดินทางตามหาความฝันของเธออย่างเงียบ ๆ อีกครั้ง..
แม้ว่าหลายสิ่งหลายอย่างรอบตัวไม่ได้เป็นดั่งที่ตั้งใจ บทสรุปของความฝันใฝ่ที่ปลายฟ้าก็ยังคงอยู่ที่ตรงนั้นให้เราเฝ้ามอง หากการเดินทางไปบนเส้นทางของความทรงจำสุดท้ายแล้วจะกลับมาจบลงที่จุดเริ่มต้นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะสูญเปล่า เพราะบางครั้งคุณค่าที่แท้จริงก็ไม่ได้อยู่ที่ปลายทางเสมอไป
บางสิ่งอย่างแม้จะไม่ได้มา แต่อย่างน้อยเราก็เคยได้ออกไปไขว่คว้า..
เพราะความรู้สึกเช่นนั้นมีเพียงแฟนพันธุ์แท้เท่านั้นที่จะเข้าใจ..
อิสระวิถี (๗) : พูดคุยแบบปลุกใจกับกลองรับน้อง
kamkam_tonnam@hotmail.com http://tonnambuarai.exteen.com/
A Misty Moonlight Night
ผู้แต่ง : ทากาโนะ ทัตสึยูขิ ผู้แปล : ผุสดี นาวาวิจิต (English version by Busadee Navavichit)
คืนพระจันทร์สลัว พระอาทิตย์ลับลงเหนือดงไม้ หมอกรำไรห่อหุ้มกลุ่มขุนเขา สายลมโอบอุ้มรำเพยมาเบาเบา พระจันทร์เจ้าส่องสลัวทั่วสากล แสงระยิบของดวงไฟในหมู่บ้าน ลอดผสานสีป่าพนาสนณ์ เสียงกบเขียดเสียงระฆังร่างผู้คน สลัวหม่นในแสงจันทร์อันพร่ามัว
23.เมื่อเปลี่ยนมุมฟัง ความคิดได้ต่อยอด
24. เมื่อเปลี่ยนมุมมอง ความคิดได้พัฒนาให้แตกต่าง
เรียนรู้
รินราตรี (saturn) กับบทบาทรุ่นพี่คนใหม่
จากรุ่นน้องในปีที่แล้วก็กลายมาเป็นรุ่นพี่ในปีนี้ และถัดไปจนกว่าจะสำเร็จการศึกษา วันนี้ก้าวต่อก้าวจะมานั่งคุยกับอดีตรุ่นน้องผู้ซึ่งก้าวเข้าสู่การเป็นรุ่นพี่จากรั้วจามจุรีหมาด ๆ นั่นคือ คุณศิรินพร เตชะรัตนประเสริฐ หรือน้องกุ้ง เพื่อนหนอนอารมณ์ดีของเราอีกท่านหนึ่งซึ่งเคยมีผลงานเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ให้เราอ่านมาแล้วโดยใช้ชื่อว่า รินราตรี (saturn) ตอนนี้เธอกำลังเรียนอยู่ที่คณะรัฐศาสตร์ (การปกครอง) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชั้นปีที่ ๒ ซึ่งเธอจะมาเล่าประสบการณ์ของการเป็นรุ่นน้องและความรู้สึกที่ได้เป็นรุ่นพี่ที่น่าสนใจกับเรา
Q : ในที่สุดการประกาศผลสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยก็ผ่านพ้นอีกครั้ง คุณกุ้งยังจำวันเหล่านั้นของตนเองได้ไหมคะว่าตอนที่ทราบผลว่าสอบได้นี่รู้สึกอย่างไร อยากถามความรู้สึกเมื่อปีที่แล้วค่ะ
A : จำได้ว่าเมื่อปีที่แล้วนี่ เขาเลื่อนวันประกาศผลสอบจนเหนื่อยใจเลยค่ะ ช้ามาก กว่าจะประกาศผลได้จริง ๆ ก็ประมาณเกือบ ๔ ทุ่มได้ค่ะ แล้ววันนั้นกุ้งให้พี่สาวดูผลสอบให้ทางอินเตอร์เนต เพราะว่าไม่กล้าดูเองค่ะ กลัวเหมือนกัน ตอนที่พี่สาวบอกรหัสคณะที่ติดมานี่ตื่นเต้นมากค่ะ ลุ้นว่าจะได้ลำดับไหน พอมาดูก็ปรากฏว่าติดอันดับสองคือรัฐศาสตร์ค่ะ ความรู้สึกที่ตามมาหลังจากนั้นคือ ไม่ค่อยอยากเชื่อว่าตัวเองจะติดคณะนี้จริง ๆ เพราะว่าคณะนี้รับน้อยค่ะ แค่ ๕๘ คน ตอนนั้นร้องไห้เลยค่ะ ทั้งตื้นตัน ทั้งดีใจ และประหลาดใจไปพร้อม ๆ กัน เป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกเหมือนกัน และกุ้งคงเหนื่อยกับการเตรียมตัวเอ็นฯมาเยอะมั้งค่ะ พอผลออกมาก็เลยตื้นตันใจมาก ๆ
Q : พอได้มาเป็นรุ่นพี่แล้วแบบนี้คุณกุ้งรู้สึกอย่างไรบ้างคะ
A : พอมาเป็นรุ่นพี่ก็รู้สึกตื่นเต้นแทนน้อง ๆ ค่ะ แบบว่าคิดถึงตอนที่เราเพิ่งจะผ่านพ้นการเป็นนักเรียน ม.ปลายน่ะคะ แล้วก็รู้สึกว่าเรามีภาระมีหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบนะ คือการเตรียมงานในคณะต่าง ๆ ให้น้อง ตั้งแต่งานวัน CU first date, วันที่น้องสอบสัมภาษณ์, วันสิงห์ดำออนทัวร์, วันเปิดถ้ำสิงห์ และอื่น ๆ อีกเยอะมากเลยค่ะ แล้วก็ที่สำคัญ กุ้งรู้สึกตื่นเต้นเพราะจะได้มีน้องรหัสแล้วค่ะ
Q : ทุกปีเราจะพบว่า หลังจากที่น้อง ๆ รายงานตัวเรียบร้อยแล้ว รุ่นพี่ก็จะทำการรับน้อง เพื่อสร้างความรู้จักกัน ไม่ทราบว่าคุณกุ้งมีความคิดเห็นอย่างไรกับกิจกรรมตรงนี้บ้างคะ
A : กุ้งว่าถ้าหากกิจกรรมการรับน้องที่จัดขึ้นเป็นไปในกรอบของความสนุกสนาน การสานสัมพันธ์ที่ดีระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องรวมถึงรุ่นเดียวกัน ก็นับว่าเป็นกิจกรรมที่ดีและควรจะจัดค่ะ เพราะว่าช่วงเวลานี้เป็นก้าวใหม่สำหรับน้องแต่ละคน การได้ทำกิจกรรมจะทำให้น้อง ๆ แต่ละคนคุ้นเคยและได้รู้จักเพื่อนรวมถึงรุ่นพี่ค่ะ
Q : กิจกรรมรับน้องที่ทางคณะจัดในปีนี้ ต่างจากเมื่อตอนที่คุณกุ้งเป็นรุ่นน้องหรือเปล่าคะ
A : ต่างค่ะ เพราะว่าทีมที่จัดงานซึ่งก็คือ กกบ. (กรรมการบริหารคณะ) เป็นคนละชุดกับปีที่แล้วค่ะ ซึ่งกกบ.ชุดนี้เขามี plan ในรายละเอียดย่อยต่างจากชุดก่อน แต่หลัก ๆ แล้วยังยึดแบบเดิมอยู่ค่ะ คือก็ยังมีงานรับน้องต่าง ๆ เหมือนเดิม แต่อาจจะมีกิจกรรมบางอย่างที่ไม่เหมือนปีก่อนเพิ่มเข้ามาด้วยค่ะ
Q : แล้วมีรุ่นน้องที่ไม่อยากเข้าร่วมกิจกรรมตรงนี้บ้างหรือเปล่า
A : จากประสบการณ์ของกุ้งและการได้ไปพบปะน้อง ๆ มาในวันสอบสัมภาษณ์ของน้องนี่ กุ้งคิดว่าอาจจะมีบ้าง แต่เป็นส่วนน้อยค่ะ เพราะว่าโดยปกติแล้ว น้อง ๆ อยากจะรู้จักและมีเพื่อนนะคะ อีกอย่างก็อยากจะมาร่วมทำกิจกรรมให้สนุกสนานหลังจากที่เหนื่อยกันมานาน ส่วนน้อง ๆ ที่เขาไม่อยากจะทำกิจกรรมจริง ๆ เขาก็จะไม่มาเลยค่ะ
Q : กิจกรรมรับน้อง ที่มีการรณรงค์ให้เป็นการรับเพื่อนใหม่มากกว่า เรียกได้ว่าเป็นการลดความรุนแรง และความเครียดให้รุ่นน้อง แล้วอย่างนี้จะดำเนินการกันอย่างไรคะ
A : อันนี้กุ้งก็ไม่แน่ใจนะคะ ว่าเขามีการลงมือทำเรื่องนี้กันจริงจังแค่ไหน แต่หากว่ามีการปฏิบัติกันจริงก็ถือว่าเป็นผลดีกับรุ่นน้องมากที่จะไม่ถูกกดดันจากรุ่นพี่ ส่วนตัวกุ้งเองแล้ว กุ้งคิดว่าคงต้องเริ่มจากการเอา ระบบว้าก ออกไปจากห้องเชียร์ให้ได้ซะก่อนนะคะ
Q : คุณกุ้งเคยถูกรับน้องจากรุ่นพี่ที่คิดว่าหนักหนาสาหัสสุดนี่เรื่องอะไรคะ ลองเล่าให้ฟังบ้างได้ไหมคะ
A : จริง ๆ หนักหนาสาหัสที่สุดที่กุ้งเคยเจอนี่ไม่มีค่ะ เพราะที่นี่รับน้องไม่แรงค่ะ แต่ที่เคยโดนรับแล้วอายที่สุดก็คือ พี่ ๆ เขาให้ใส่ชุดว่ายน้ำทูพีซทับไปบนเสื้อผ้า รวมหมวกกับแว่นตาว่ายน้ำด้วยแล้วก็วิ่งไปตักน้ำที่แก้วรั่วกลับมาส่งให้เพื่อนต่อ ตลกดีค่ะ อายด้วยละ
Q : มีข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ทุกต้นปีการศึกษาที่ว่า มีการรับน้องที่ออกจะเกินกว่าเหตุไปสักหน่อย บางแห่งอาจถึงขั้นสร้างความเครียดแล้วส่งผลต่อการเรียนและการดำเนินชีวิตของพวกเขา ไม่ทราบว่าในกรณีอย่างนี้ในฐานะรุ่นพี่เราพอมีมาตรการอะไรบ้างไหมคะที่จะทำความเข้าใจกันให้ดีเสียก่อนทำกิจกรรมรับน้องด้วยกันค่ะ
A : เห็นด้วยค่ะว่า ในบางมหาวิทยาลัยมีการรับน้องที่ค่อนข้างรุนแรง ทั้งนี้กุ้งคิดว่าแต่ละคณะของแต่ละมหาวิทยาลัยควรจะให้นิสิตนักศึกษาที่เป็นหัวงานจัดกิจกรรมส่งโครงทั้งหมดให้ทางอาจารย์ในคณะดูก่อน อย่างน้อยก็เป็นหลักประกันที่ดีให้แก่รุ่นน้องได้ ส่วนกิจกรรมไหนที่ดูไม่เหมาะสมและออกจะเกินงามก็ควรจะตัดงบไปเลย ไม่ต้องอนุมัติเงินให้ ถ้าหากว่ามีการฝ่าฝืนก็คาดโทษรุ่นพี่ไปเลยค่ะ
Q : เป็นไปได้ไหมคะ ว่าบางครั้งรุ่นพี่ก็ทำเกินกว่าเหตุเสียเอง
A : เป็นไปได้ค่ะ บางคนก็อยากจะแสดงอำนาจกับรุ่นน้อง อย่างนี้ก็ต้องคาดโทษค่ะ
Q : ผู้ปกครองมีส่วนช่วยอย่างไรบ้างคะในเรื่องเหล่านี้
A : ก็คงจะคอยสอบถามลูกละค่ะ เพราะว่าพ่อแม่ทุกคนก็ย่อมต้องเป็นห่วงลูก ถ้าเกิดมีเรื่องราวหรือมีปัญหาขึ้นมา พ่อแม่ผู้ปกครองก็คงจะมาแจ้งเรื่องกับทางมหาวิทยาลัยให้ดำเนินการให้ละค่ะ
Q : กิจกรรมรับน้องส่งผลกระทบต่อการเรียนในช่วงต้นเทอมหรือไม่คะ
A : ถ้าเป็นกิจกรรมรับน้องที่ทางคณะจัดให้ ไม่ใช่กิจกรรมของชมรมที่น้องแต่ละคนเข้าร่วมต่างหากแล้ว กุ้งก็คิดว่ากระทบไม่มากค่ะ เพราะกิจกรรมเกือบทั้งหมดจะเสร็จสิ้นก่อนเปิดภาคเรียนค่ะ จะเหลือก็แต่ห้องเชียร์เท่านั้นที่จะกินเวลาไปอีกประมาณ ๑ เดือน ส่วนถ้าน้อง ๆ เข้าชมรมต่าง ๆ ก็คิดว่าคงจะกระทบต่อการเรียนบ้างค่ะ ทั้งนี้กุ้งคิดว่าขึ้นอยู่กับการจัดเวลาของแต่ละคนด้วย อย่างกุ้งนี้ก็เข้าชมรมนะคะ ชื่อสังคมวิจารณ์ ของคณะรัฐศาสตร์นี่ละค่ะ ช่วงแรก ๆ เข้าไปนี้ พี่ ๆ ใช้งานหนักเลยค่ะ ไอ้เราก็เห่อทำงานค่ะ ทำใหญ่เลย (หัวเราะ)
Q : คิดอย่างไรกับระบบ S O T U S
A : อันนี้กุ้งขอบอกตรง ๆ ว่า ทั้งตัวกุ้งเองกับคนในชมรมไม่นิยม แล้วก็ไม่เห็นด้วยกับระบบโซตัสเลยค่ะ กุ้งว่ามันเป็นเหมือนสิ่งตกทอดของระบอบเผด็จการ สังเกตง่าย ๆ คือดูจากห้องเชียร์ค่ะ ยังมีระบบว้ากอยู่เลย จริง ๆ ระบบว้ากนี่หายไปตั้งแต่ตอน ๑๔ ตุลา ๑๖ แล้วนะคะ เพิ่งจะถูกรื้อกลับมาตอนหลัง ๖ ตุลา ๑๙ เมื่อนิสิตนักศึกษาถูกปราบปรามนี่เอง แล้วทำไมถึงถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีก? อันนี้น่าคิดนะคะ แล้วถ้าเราจะดูกันให้ลึก ๆ แล้วว้ากมันคืออะไร? มันคือการทำให้คนที่ต่ำกว่ายอมรับอำนาจของคนที่เหนือกว่า ให้เคารพรุ่นพี่ เพราะเวลาออกไปทำงานอยู่ในสังคมแล้วเราจะได้รู้ว่า เอ้อ! คนนี้รุ่นพี่นะ คนนี้รุ่นน้องนะ เป็นการจัดการอำนาจให้เป็นไปตามสายบังคับบัญชาตามแบบราชการ จะได้ปกครองกันง่ายไงค่ะ
กุ้งว่าระบบว้ากน่าจะเอาออกไปจากห้องเชียร์ได้แล้วละค่ะ เหลือไว้แต่อะไรดี ๆ เช่นการร้องเพลงจะดีกว่า ทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวการณ์ ตามยุคสมัย อะไรที่มันไม่ดีก็ไม่ควรจะคงไว้ค่ะ ส่วนเรื่องการที่รุ่นน้องจะเคารพรุ่นพี่ไหม กุ้งว่าน่าจะให้มันเป็นไปตามความน่าเคารพของรุ่นพี่แต่ละคนค่ะ
Q : สำหรับคุณกุ้งเอง หลังจากที่เคยเป็นรุ่นน้องมาแล้ว คุณกุ้งได้รับอะไรจากกิจกรรมเหล่านี้บ้างคะ
A : ที่สำคัญเลย คือได้เพื่อนค่ะ ได้รู้จักกันทุกคนเลยค่ะในรุ่น ทำให้รักใคร่กันดีค่ะ
Q : เมื่อเราเคยถูกรับน้องมาแล้ว ทราบปัญหา และความรู้สึกต่าง ๆ คุณกุ้งนำความรู้สึกเหล่านั้น มาปรับใช้กับการเป็นรุ่นพี่อย่างไรบ้างหรือเปล่าคะ
A : ก็เอามาปรับตรงกิจกรรมต่าง ๆ ที่เราและเพื่อน ๆ คิดว่ามันมีจุดบกพร่องตรงนี้นะ เราก็มาแก้ไขให้มันดีขึ้น หรืออย่างเช่นปีก่อนรุ่นพี่นัดเราแล้วมาสายน่ะ ให้เรามานั่งรอตั้งนานนะ อย่างนี้เราก็รู้สึกว่าไม่ควรให้เกิดขึ้นอีก ก็นำมาแก้ไขค่ะ เพื่อให้ทั้งพี่ ๆ และน้อง ๆ เกิดความรู้สึกที่ดีต่อกันค่ะ
Q : ความรักและความสามัคคีเกิดขึ้นในระหว่างการรับน้องจริงหรือเปล่าคะ
A : อันนี้กุ้งก็ตอบไม่ได้เหมือนกันค่ะ เพราะกุ้งคิดว่าความรู้สึกที่แต่ละคนได้รับคงจะไม่เหมือนกันแน่นอนค่ะ บางคนอาจจะสนุกสนาน แต่บางคนอาจจะไม่รู้สึกอย่างนั้นก็ได้ ขึ้นกับอะไรหลาย ๆ อย่าง แต่อย่างน้อยกุ้งเชื่อว่าสิ่งที่ทุกคนน่าจะได้รับคือ มิตรภาพที่ดีต่อกันค่ะ
Q : ความสัมพันธ์ระหว่างพี่รหัสของคุณกุ้งเป็นอย่างไรบ้างคะ
A : ความสัมพันธ์กับพี่รหัสเป็นไปด้วยดีมากเลยค่ะ พี่รหัสน่ารักมากค่ะ มีอะไรก็บอกน้องหมดค่ะ จะคอยเป็นห่วงเป็นใยเสมอค่ะ อย่างเช่นคะแนนวิชานั้นออกวิชานี้ออกก็จะคอยเป็นห่วง มาถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง พี่รหัสกลัวเราเครียดน่ะคะ (หัวเราะ) แล้วพี่รหัสกุ้งเป็นผู้ฉิงค่ะ เขาก็จะมีเรื่องมาเม้าธ์ให้ฟังตลอด เขาจะรู้เรื่องเม้าธ์ในคณะเกือบทุกเรื่องเลยค่ะ ก็เลยสนุกค่ะ แล้วพี่รหัสก็จะคอยโทร.มาหา ไปเที่ยวก็ซื้อของมาฝากค่ะ คิดถึงน้องตลอดเลย น่ารักมาก ๆ ค่ะ
Q : แล้วกับน้องรหัสนี่จะมอบอะไรให้เป็นพิเศษหรือเปล่าคะ
A : อันนี้ยังไม่ได้คิดเลยค่ะ เพราะว่ายังไม่รู้ว่าจะได้น้องรหัสผู้หญิงหรือผู้ชาย แต่ที่แน่ ๆ ก็คือ ต้องพาไปเลี้ยงข้าวแน่ ๆ ละค่ะ (หัวเราะ) แล้วก็ตั้งใจว่าจะดูแลน้องให้ดีที่สุดอย่างที่พี่รหัสดูแลเราค่ะ
Q : ทุกปีจะมีคนสมหวัง และเสียใจในการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย และหวังว่าจะได้เข้ามาศึกษาในคณะที่ตนเลือกทั้งนั้น คุณกุ้งมองประเด็นเรื่องของการทำร้ายตนเองอย่างการฆ่าตัวตายเมื่อไม่สมหวัง อย่างไรบ้างคะ
A : กุ้งว่าจริง ๆ แล้ว เป็นความผิดของสังคมนะคะ ที่ทำให้เด็กมีค่านิยมและมุมมองในเรื่องของการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่างเช่นทุกวันนี้ การที่เรามีจุดมุ่งหมายเป็นสิ่งที่ดีนะคะ เพราะมันทำให้เรามีกำลังใจ มีแรงใจที่ดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้ปกครองรวมถึงครูบาอาจารย์ควรจะแนะนำเด็กค่ะ ควรให้กำลังใจว่าถ้าหากเกิดเราพลาดหวังขึ้นมาเราต้องทำอย่างไร มันเป็นเรื่องปกติ ในชีวิตที่คนเราจะผิดหวังกันได้ สำคัญว่าเราได้เรียนรู้อะไรจากมัน และเราเข้มแข็งพอจะผ่านพ้นสิ่งเหล่านั้นไปหรือเปล่า ทั้งคุณพ่อคุณแม่ควรเป็นที่พึ่งให้แก่เด็กค่ะ ไม่ควรกดดันเด็ก กุ้งเห็นหลายคนนะคะที่พ่อแม่กดดันลูก อย่างเช่นเพื่อนของกุ้ง บอกตรง ๆ ว่าสงสารคนที่ถูกกดดันมาก เพราะตัวเด็กที่เอนฯ นั้นกุ้งว่าเขามีความเครียดในตัวอยู่แล้วละค่ะ แล้วยิ่งพ่อแม่ไปพูดกดดันเขา บีบเขา ตั้งความหวังกับเขายิ่งแย่ใหญ่เลยค่ะ และที่สำคัญที่สุด กุ้งอยากให้น้อง ๆ ที่จะเอนฯ ทุกคนรู้จักตัวเอง เพราะตัวเขาเองต้องไม่กดดันตนเอง และไม่เอาความคาดหวังของคนอื่น ๆ มากดดันตัวเอง ถ้าทำได้ก็จะเป็นทางออกที่ดีอย่างหนึ่งค่ะ
Q : เมื่อหลายปีก่อนก็มีข่าวว่า ทั้งที่สอบเข้าได้แล้ว แต่เมื่อเจอกิจกรรมรับน้องที่เขาไม่คุ้นเคย โดยรุ่นพี่สั่งให้เต้นท่าทางตลก ๆ แล้วเขาเกิดความอายจนคิดฆ่าตัวตาย แบบนี้คุณกุ้งคิดอย่างไรคะ มีหนทางใดบ้างไหมที่เรา ซึ่งเป็นรุ่นพี่จะหาทางป้องกัน ไม่ให้เกิดเรื่องทำร้ายจิตใจในกรณีที่คล้าย ๆ กันแบบนี้ค่ะ
A : กุ้งว่าอย่างแรกเลยก็คือ ต้องไม่ให้น้องทำกิจกรรมหรือเต้นแร้งเต้นกาท่าประหลาด ๆ คนเดียวเพราะเขาจะรู้สึกเสมือนว่าเขาถูกทำโทษ ยิ่งเป็นท่าแปลก ๆ เพื่อน ๆ พี่ ๆ ยิ่งหัวเราะชอบใจ น้องที่เขาไม่เข้าใจเขาก็อาจจะคิดว่าเห็นเขาเป็นตัวตลก แล้วเกิดเก็บกดอยู่ในใจได้ค่ะ ดังนั้น ควรจะให้น้องทำกิจกรรมพร้อมกันหลาย ๆ คน จะได้ไม่เกิดความรู้สึกแปลกแยกค่ะ ส่วนอย่างที่สองก็คือ รุ่นพี่ไม่ควรบังคับรุ่นน้อง ควรให้เป็นไปตามความสมัครใจมากกว่าค่ะ หากน้องบางคนบอกว่าไม่อยากทำหรือว่าทำไม่ได้จริง ๆ ก็ไม่ต้องบังคับเขาค่ะ หาน้องคนอื่นที่เขาสมัครใจดีกว่าค่ะ เป็นทางออกที่ดีที่สุดค่ะ
Q : ฝากแง่คิดอะไรสักนิดเกี่ยวกับกิจกรรมรับน้องด้วยค่ะ
A : อยากให้กิจกรรมรับน้องของทุกสถาบันเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ และเป็นการจัดขึ้นเพื่อน้อง ๆ อย่างแท้จริง หมายความว่าเป็นกิจกรรมที่สร้างความคุ้นเคยให้กับน้อง ๆ ให้กิจกรรมเป็นสื่อที่จะนำพาน้อง ๆ ได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ และสร้างความสัมพันธ์อันดีแก่ทั้งตัวรุ่นพี่และรุ่นน้องค่ะ ทั้งนี้ รุ่นพี่ต้องลดอคติของตนเองลง ต้องให้น้องร่วมกิจกรรมอย่างสมัครใจ ไม่ต้องบังคับหรือฝืนใจในสิ่งที่เขาไม่อยากทำจริง ๆ อย่าคิดว่าการบังคับจะเป็นการทำให้น้องเคารพและเชื่อฟังตนเอง กลับกัน...การทำให้น้องยอมรับคือการทำให้น้องเคารพและนับถือเราอย่างแท้จริงค่ะ
สารากร
Cover(s) by : ยางมะตอยสีชมพู ก้าว..รอ..ก้าว 'บ้านหนอน' ออนไลน์แมกกาซีน สำนักหนอนสนทนา www.winbookclub.com http://kaawrowkaw.wordpress.com/ kaawrowkaw@hotmail.com
2007-06-01 00:56:28/