ผู้เขียน  หัวข้อ: ก้าว...รอ...ก้าว : บ้านหนอนออนไลน์แมกกาซีน -ก้าวฯที่๑๒.-


ก้าว...รอ...ก้าว : บ้านหนอนออนไลน์แมกกาซีน -ก้าวฯที่๑๒.-
 เมื่อ: 2007-06-01 00:56:28 

ก้าวฯที่๑๒.


Cover by : ยางมะตอยสีชมพู

ก้าว..รอ..ก้าว
หนอนสนทนา :

www.winbookclub.com
http://kaawrowkaw.wordpress.com/
kaawrowkaw@hotmail.com

กองบอกอ :
อานันท์ ประทีฯ / หนุงหนิง / ยางมะตอยสีชมพู /
ธุลีดิน / พงษ์ปรัชญา / สารากร / Plin, :-p










มีอะไรในเล่ม :



  • หน้า ๑. คมคำ-คมความ

  • หน้า ๒. บทบรรณาธิการ

  • หน้า ๓. สืบศิลป์ : [กีรติ] อันว่าพระพิมพ์นี้มีที่มา

  • หน้า ๔. ฟากฟ้า...ทะเลฝัน : [โจนาธาน] เหลือไว้หลังการจากลา

  • ------------------------ ก้าวฯกวี ------------------------


  • หน้า ๕. DekAd. : [Black&Pink] หน้าบ้านน่าเข้า

  • หน้า ๖. หอมกลิ่นป๊อบคอร์น : [จี-รา] ALMOST FAMOUS

  • หน้า ๗. อิสระวิถี : [ต้นน้ำ บัวไร] พูดคุยแบบปลุกใจกับกลองรับน้อง

  • ------------------------ ก้าวฯกวี ------------------------


  • หน้า ๘. ๑๐๐ วิธีใช้ชีวิตฉบับอัมโปะ : [อัมโปะ] วิธีที่ ๒๓ และ ๒๔

  • หน้า ๙. ระเบียงใบไม้ : [ธุลีดิน] เรียนรู้

  • หน้า ๑๐. ก้าวต่อก้าว : [สารากร] รินราตรี (saturn) กับบทบาทรุ่นพี่คนใหม่










  • ๑. คมคำ-คมความ




      We humans are a self-centered race.
      We see ourselves in everything.
      We assign identities and emotions where non exists.


      SCOTT McCloud





      เราชาวมนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์หมกมุ่นอยู่กับตนเอง
      เราเห็นตัวเองในทุกๆสิ่ง
      เราใส่ตัวตนและอารมณ์ในที่ที่สิ่งเหล่านั้นไม่มีอยู่


      สก็อตต์ แม็คคลาวด์




    [อ่าน คมคำ-คมความ บทอื่น]


    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ๒. บทบรรณาธิการ




    น้องใหม่กลัวอะไรมากที่สุดเมื่อย่างก้าวเข้าสู่สถาบันการศึกษาระดับสูงสุด-- เป็นสถาบันที่จะขัดเกลาให้คนเป็นปัญญาชน ด้วยทรรศนะ, หนึ่งในนั้นคงเป็นการรับน้องของบรรดารุ่นพี่

    ทำไมต้องกลัว, ในความกลัวย่อมมีความกลัวอยู่ด้วยกันหลายประการ กลัวที่จะต้องมาพบปะกับคนไม่เคยรู้จัก กลัวว่าจะเข้ากับเพื่อน ๆ ไม่ได้ กลัวว่าจะไม่มีเพื่อน ฯลฯ และกลัวรุ่นพี่ในการสรรหากิจกรรมต่าง ๆ มาต้อนรับ

    กิจกรรมต่าง ๆ มีทั้งที่ สร้างสรรค์ กระทั่งไปถึงกิจกรรม เถื่อนถ่อย ที่ตนเองเคยปฏิเสธมิยอมรับ หรือจะยอมรับก็เป็นด้วยความจำยอม ครั้นกลับเป็นรุ่นพี่ก็นำเอากิจกรรมนั้นมาต้อนรับน้องใหม่ ประหนึ่งว่าขอเอาคืนบ้าง

    เป็นการขอเอาคืนอย่างสุดโต่ง เป็นการเอาคืนอย่างโง่เง่าปราศจากสติ ไร้ความคิด บางครั้งรุนแรงเลยเถิด สะท้อนให้สังคมตั้งคำถามว่า นี่หรือกลุ่มคนที่เรียกว่า ปัญญาชน?

    ปัญญาชน คือ ชนที่ใช้สมองตรึกตรองให้เกิดปัญญาไปในทางสร้างสรรค์, มิอาจรับได้ว่าอันการกระทำเถื่อนถ่อยนั้นเกิดมาจากปัญญา หากแต่เกิดจากสัญชาตญาณดิบซึ่งไม่ต่างไปจากสัตว์โลกทั้งหลาย

    สังคมมนุษย์เจริญกว่าสัตว์ทางด้านอารยธรรม นั่นก็เป็นการเจริญด้วยปัญญาหาใช่ด้วยความดิบเถื่อนถ่อย ทว่าสังคมของมนุษย์เมื่อเจริญถึงขีดสุดก็ล้มลง, หรือเรากำลังจะบอกว่า สังคมมนุษย์- สังคมนี้มีความเจริญมาถึงขีดสุดถึงทางตันแล้ว...จากนี้ไปจึงเริ่มถอยหลังเข้าสู่ความเสื่อม

    เป็นการเสื่อมด้วยปัญญาที่มี แต่มิอาจเค้นเอามาใช้ประโยชน์ในทางสร้างสรรค์ได้!

    การรับน้องจะเป็นประเพณีที่ดีได้ หรือจะเป็นประเพณีที่เสื่อมทรามก็ได้เมื่อกาลเวลาผันเปลี่ยน แน่นอน... ไม่มีสรรพสิ่งใด ๆ จีรังคงทนสภาพได้เหมือนเดิม, การเปลี่ยนมีได้ทั้งดีขึ้น มีได้ทั้งเลวลง ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับคนว่า ‘มีปัญญา’ มากน้อยขนาดไหน

    อย่าได้หวังสิ่งใดจากปัญญาชนในยุคทุนนิยมสามานย์เช่นนี้... โลกเปลี่ยนไปแล้ว และสังคมนี้ก็เปลี่ยนไปแล้ว เรามาใช้ปัญญามองกันอย่างตรง ๆ ไม่อ้อมค้อมได้ไหมว่า เราจะเปลี่ยนประเพณีนี้ไปในทางสร้างสรรค์ได้อย่างไรบ้าง ทั้งจากปัญญาชนและผู้ที่กำลังจะพัฒนาเป็นคน-เป็นกลุ่มชนที่ใช้ปัญญาสร้างสรรค์สังคมในภายภายหน้า, หรืออยากจะปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า ‘ปัญญาของชาติ’ มีได้เท่าเพียงที่เห็น และนั่งก่นด่าวิพากษ์กันต่อไปสืบไป •



    ด้วยมิตรภาพ
    มิ.ย.๕๐




    [อ่าน บทบรรณาธิการ ในฉบับอื่น]


    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ๓. สืบศิลป์ : กีรติ


    อันว่าพระพิมพ์นี้มีที่มา



    พระพิมพ์ เป็นประติมากรรมขนาดเล็กแต่กลับมีความหมายลึกซึ้งมากมายมหาศาล เป็นการแสดงออกอีกอย่างหนึ่งถึงการดำรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา

    ในดินแดนไทยเป็นที่ทราบโดยพื้นฐานแล้วว่า อารยธรรมทวารวดีเป็นอารยธรรมสมัยประวัติศาสตร์ในดินแดนโบราณบริเวณภาคกลางของไทยในปัจจุบันเป็นสำคัญ ความนิยมสร้างพระพิมพ์ของอารยธรรมทวารวดีรับมาจากชมพูทวีป อันเป็นแหล่งกำเนิดไปยังดินแดนต่าง ๆ ด้วยความเชื่อที่ว่าเป็นหนทางที่จะได้รับกุศลผลบุญ และสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา จึงเป็นเหตุให้มีการสร้างพระพิมพ์พร้อมกับจารึกพระคาถา ‘เย ธมฺมา’ อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาลงบนพระพิมพ์ ดังนั้นพระพิมพ์โบราณโดยมากมีคำจารึกอักษรตัวเล็ก ๆ ตามส่วนต่าง ๆ อาจเป็น ข้างบน ด้านข้าง หรือข้างหลัง เป็นภาษาต่าง ๆ อาทิภาษาสันสกฤต ภาษามคธ จารึกเหล่านั้นมักมีความหมายเหมือนกันเสมอ เป็นคาถา อ่านว่าดังนี้


      เย ธมฺมา เหตุปฬปภวา เตสํ เหตํ ตถาคโต
      เตสํ จ โย นิโรโธ จ เอวํ วาที มหาสมโณติ

    แปลได้ความว่า “ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตทรงแสดงเหตุของธรรมเหล่านั้น และความดับของธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีวาทะอย่างนี้”



    พระพิมพ์รุ่นแรกมีความนิยมทำแต่พระพุทธประวัติ ๔ ปาง คือ ปางประสูติ ตรัสรู้ ประทานปฐมเทศนา และปรินิพพาน และเกิดนิยมสถานที่พุทธปาฏิหาริย์เพิ่มอีก ๔ แห่งคือ


      ๑.สถานที่ตถาคตเจ้าเสด็จลงจากดาวดึงส์สวรรค์
      ๒.สถานที่ตถาคตเจ้าทรงทำยมกปาฏิหาริย์
      ๓.สถานที่ตถาคตเจ้าทรงทรมานช้างนาฬาคีรี
      ๔.สถานที่ตถาคตเจ้าทรงทรมานพระยาวานร

    เอกสารที่สำคัญฉบับหนึ่งนั่นคือหนังสือ ‘ตำนานพระพิมพ์’ ของ ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ ได้จัดแบ่งพระพิมพ์ที่พบออกเป็น ๖ หมวดด้วยกัน คือ

    หมวดที่ ๑ แบบพระปฐม โดยมีการขุดค้นพบพระพิมพ์หมวดนี้มากบริเวณจังหวัดนครปฐม พระพิมพ์พระปฐมมักทำเป็นรูปการแสดงมหาปาฏิหาริย์ที่เมืองสาวัตถี พระพิมพ์พระปฐมชนิดเก่าที่สุดทำขึ้นประมาณ พ.ศ.๙๕๐ ถึง ๑๒๕๐ มีการจารึกคาถา ‘เย ธม มา’ เป็นภาษาบาลีด้วยตัวอักษรคฤนถ์หรือตัวอักษรขอมโบราณ

    หมวดที่ ๒ แบบถ้ำแหลมมลายู พระพิมพ์หมวดนี้โดยมากสร้างด้วยดินดิบ เป็นพระพุทธรูปหรือรูปพระโพธิสัตว์ฝ่ายมหายาน คาถา ‘เย ธม มา’ ที่จารึกเป็นภาษาสันสกฤต ตัวอักษรนาครีที่ใช้อยู่ในอินเดียฝ่ายเหนือ

    หมวดที่ ๓ แบบขอม จัดไว้อยู่ในสมัยเดียวกับแบบถ้ำแหลมมลายู หรือใหม่กว่าเล็กน้อย โดยพิจารณาจากพุทธลักษณะ ซึ่งเป็นแบบลัทธิมหายาน

    หมวดที่ ๔ แบบสุโขทัย โดยมากเป็นพระพุทธรูปในอิริยาบถกำลังก้าวเดิน หรือที่เรียกกันว่า พระลีลา แบบนี้อยู่ในราว พ.ศ.๑๗๕๐-๑๙๕๐

    หมวดที่ ๕ แบบอยุธยา หมวดนี้ได้แก่พระพุทธรูปปางต่าง ๆ ประทับอยู่ภายในเรือนแก้ว

    หมวดที่ ๖ พระเครื่องต่าง ๆ



    ในเรื่องของเทคนิคการสร้างนั้นพอจะแยกออกเป็น ๒ เทคนิค คือ พระพิมพ์ดินเผา และ พระพิมพ์ดินดิบ ดังที่มีการแบ่งหมวดหมู่จะเห็นว่าในหมวดที่ ๒ แบบถ้ำแหลมมลายูที่เราเข้าใจกันดีในศิลปะศรีวิชัย เป็นพระพิมพ์ดินดิบ สร้างในการอุทิศส่วนกุศลหรือสร้างบุญให้แก่ผู้ที่ล่วงลับ โดยการนำเอาอัฐิของผู้ตายมาผสมกับดินเหนียวแล้วพิมพ์เป็นพระพุทธรูปหรือรูปพระโพธิสัตว์ ทั้งนี้คงสืบเนื่องมาจากคติทางพุทธศาสนาลัทธิมหายาน และเนื่องจากอัฐินั้นได้ผ่านการเผามาแล้ว เมื่อมาทำพิมพ์เรียบร้อยแล้วจึงมิต้องเผาอีก ส่วนหมวดอื่น ๆ มีแบบแผนเดียวกันคือ นำส่วนผสมของดินมากดพิมพ์แล้วจึงนำไปเผา

    เนื่องจากพระพิมพ์มีขนาดเล็ก สร้างได้เป็นจำนวนมากสามารถไปอยู่ในทุกสถานที่ เป็นการแผ่พระพุทธศาสนาเพื่อแสดงให้ทราบว่าดินแดนนั้น ๆ รับนับถือพระพุทธศาสนา โดยมีคาถาอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาจารึกอยู่ด้านหลัง

    เป็นการแสดงออกซึ่งความศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างหนึ่ง ถึงแม้ว่าแก่นหลักใจความนั้นจะอยู่ที่การปฏิบัติก็ตาม อย่างน้อยก็เป็นเครื่องเตือนใจให้กระทำความดีมากกว่าหวังผลร่ำรวยหรือเฝ้าร้องขอสิ่งต่าง ๆ ด้วยการอธิษฐานเพียงอย่างเดียว ·




    [อ่าน สืบศิลป์ ในฉบับอื่น]


    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ๔. ฟากฟ้า..ทะเลฝัน : โจนาธาน


    เหลือไว้หลังการจากลา



    มิตรรักเพิ่งเดินทางกลับไปยังที่ที่เขาจากหลบลี้หนีมา, กับมิตรรักผู้ร่วมอุดมการณ์ในการเขียน กับระยะเวลากว่าหนึ่งสัปดาห์ทั้งเขาและฉันต่างตกอยู่ในภาวะมึนและเมา ทั้งเมาชีวิตและมึนกับบรั่นดีเลว ๆ ที่อิงแอบอยู่ข้างเครื่องพิมพ์ รวมทั้งวิสกี้รสหยาบเฝื่อนฝาดที่เขาหอบหิ้วมาฝากนั่นอีก...

    เป็นระยะเวลาเนิ่นนานที่ทั้งเขาและฉันไม่ได้พบหน้ากัน เราได้แต่เขียนถ้อยคำอักษรลงบนเนื้อกระดาษขาวทั้งที่เป็นเล่มและเศษรวบรวมไว้เป็นปึกแผ่น กับความคิดถึงทั้งหมดทั้งมวลได้บันทึกลงในนั้น, เขาว่าฉันรู้สึกคิดถึงเข้าบ้างไหม เพราะทุกครั้งที่เขาจารจดเอาความรู้สึกต่าง ๆ ที่เหมือนกับเล่าให้ฉันฟัง สำหรับเขา- เขาระลึกถึงฉันเสมอ เขาว่าเขาส่งจิตผ่านอากาศธาตุถึงฉันทุกขณะที่ตัวอักษรปรากฏลงบนเยื่อกระดาษ



    ฉันตอบเขาว่า “ผมคิดถึงคุณเสมอละ” ไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่ฉันรู้สึกต่อเธอเสมออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน, เขาหัวเราะร่าว่าฉันบ้า แต่ฉันรู้...รู้ว่าเขาเพียงพูดหยอกล้อ ทั้งคนอย่างเขาและฉันมันก็พกพาความบ้าอยู่ทุกขณะ-- เป็นความบ้าที่มิได้เกิดจากความพิกลพิการทางสมอง เพียงแต่ความความคิดนึกแตกต่างผิดแผกจากชาวบ้านร้านตลาด

    เขาระบายความเจ็บปวดอันเกิดขึ้นภายในจิตใจ เป็นความเจ็บปวดอันเกิดจากการใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ เขาพร่ำรำพันว่าอยากหันหลังเดินออกมาเช่นฉันให้ได้สักวันหนึ่ง แต่ต้องพิสูจน์ตัวตนให้ได้เสียก่อนว่าการหันเดินออกมานั้นมิใช่เป็นการหลบลี้หนีอุปสรรค การหลีกหนีอุปสรรคต่าง ๆ เขาขอให้มันเป็นเหตุผลสุดท้าย, ฉันว่าอย่าให้ถึงกระนั้นเลย อย่าคิดว่าสิ่งนั้นเป็นการหลีกหนี มันจะมีประโยชน์อันใดหากเราจะต้องทู่ซี้พิสูจน์บางสิ่งบางอย่าง เช่นการที่เขามาปรากฏกายต่อหน้าฉันนี้ถ้าคิดว่าหนีสักชั่วครู่ละก็ใช่ แต่หากว่าไม่คิดว่าเป็นการหนีก็มิผิด... ทำไมต้องตั้งกฎเกณฑ์ให้กับชีวิตมากมายนัก

    เขาเงียบ... ไม่ต่อความใด ๆ พลันก็เปลี่ยนเรื่องไปสู่งานเขียน, เขาว่าระยะนี้เขาคิดเขียนสิ่งใดไม่เป็นโล้เป็นพายมีแต่ความเมามายเข้าครอบครองเกาะกุมจิตใจ แล้วพลันเขาก็เปลี่ยนเรื่องอีก จากเรื่องนั้นไปเรื่องโน้น จากเรื่องโน้นไปสู่เรื่องต่าง ๆ อีกมากมายทำราวกับว่าวันเวลาที่เขาอยู่กับฉันนั้นจะหมดสิ้นลงไปในแต่ละวินาทีข้างหน้างั้นแหละ ดูเหมือนเขาจะหอบพกเอาเรื่องราวต่าง ๆ ที่มีอยู่มากมายที่อยากจะเล่าให้ฉันฟังอย่างไม่มีทีท่าว่าจักหมดจักสิ้น, มันก็แปลกนะ กับครั้งนี้เป็นการพบกันระหว่างเขากับฉันเพียงครั้งที่สองเท่านั้น ทว่ากลับไม่มีความรู้สึกแปลกหน้าแปลกแยกทางความคิดต่อกัน

    เสียดาย... เสียดายที่เธอไม่มีโอกาสได้พบได้รู้จักเขา เขาผู้ซึ่งเป็นแรงใจต่ออุดมคติของฉัน, หากเธอได้มีโอกาสนั้นฉันเชื่อแน่ว่าฉันและเธอจะได้โบยบินไปในโลก ไปในฟากฟ้าร่วมกันอย่างหลุดพ้นจากพันธนาการ อย่างอิสระจากโลกที่เราดำรงอยู่

    มีฉัน มีเธอ มีเขา และผู้ร่วมอุดมคติอื่น ๆ พร้อมหน้ากัน

    เขาจากฉันไปแล้ว... จากกลับไปยังที่ซึ่งเขาหลบลี้หนีมา เขาว่าอย่างนั้น ว่าว่าตนเองนั้นเป็นผู้หลบหนี, เขามอบสมุดบันทึกข้อความที่รวบรวมถ้อยคำของเขาทีจารจดระลึกถึงฉันหนึ่งเล่ม ทุกหน้าของวันเวลาเขาลงท้ายกำกับไว้ว่า ‘แด่เธอทั้งสองผู้มีความฝันนิรันดร์’

    ...แม้กระทั่งวันสุดท้ายที่ที่นี่เขาก็ยังคงลงท้ายเช่นนั้นเช่นเดิม •




    ด้วยความรักที่มีต่อเธอ.
    โจนาธาน
    พ.ค.๕๐




    kaawss.jpg[อ่าน ฟากฟ้า..ทะเลฝัน ในฉบับอื่น]


    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ก้าวฯกวี


    Sun and Air




    Richard Wilbur




    The air staggers under the sun, and heat-morasses
    Flutter the birds down; wind barely climbs the hills,
    Saws thin and splinters among the roots of the grasses;

    All stir sickens, an falls into barn shadows, spills
    Into hot hay and heat-hammered road dust, makes no sound,
    Waiting the sun’s siege out to collect its wills.

    As a hound stretched sleeping will all of a sudden bound,
    Air will arise all sinews, crack-crying, tear tether,
    Plow sheets of powder high, heave sky from milling ground.

    So sun and air, when these two goods war together,
    Who else can tune day’s face to a softest laugh,
    Being sweet beat the world with a most wild weather,

    Trample with light or blow all heaven blind with chaff.



    แสงแดดและสายลม



    ผู้แต่ง ริชาร์ด วิลเบอร์
    ผู้แปล มาลิทัต พรหมทัตตเวที



        สายสมกระปลกกระเปลี้ยในแสงแดด
        ความร้อนทำใหฝูงนกกระวนกระวาย
        กระพือปีกพึ่บพั่บหล่นลงมา
        ลมไม่อาจจะพัดขึ้นถึงยอดเนิน
        แทรกเสียดไปตามรากหญ้า


        ทุกสิ่งเคลื่อนไหวอ่อนล้า
        ลมร้อนพุ่งลงฝ่านใต้เงาโรงนา
        ถลาสู่กองฟางและไล่ฝุ่นกระจายถนน
        โดยไม่ทำเสียงใดๆ
        รอแสงแดดกล้าให้อ่อนลง
        เพื่อรวบรวมพลังความตั้งใจ


        ดั่งสุนัขไล่เนื้อเหยียดกายหลับ
        รอเผ่นกระโจนขึ้นโดยพลัน
        สายลมจะผงาดขึ้นอย่างเต็มแรง
        คำรามร้องกระชากโซ่ให้หลุดพ้น
        กระพือฝุ่นขึ้นลอยฟุ้ง
        ดังยกแผ่นฟ้าขึ้นจากผืนดินของโรงนา


        ด้วยประการฉะนี้ เมื่อแสงแดดและสายลมเข้าโรมรัน
        ก็ใครเล่าจะสามารถปรับโฉมหน้าของทิวาวัน
        ให้มีเสียงสรวลสันต์เบาๆ ได้
        กระหน่ำโลกอย่างอ่อนหวาน
        ด้วยลมฟ้าอากาศอันแสนจะทารุณ
        ย่ำด้วยแสงสว่างหรือฟาดสวรรค์ให้มืดมิดด้วยฟางข้าว


    kaawss.jpg[อ่าน ก้าวฯกวี บทอื่น]


    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ๕. DekAd : Black&Pink


    หน้าบ้านน่าเข้า



    คุณมีเพื่อนบ้านไหมครับ...ห้ามบอกว่าไม่มี เพราะถ้าอย่างนั้นแสดงว่าคุณเป็นคนที่มีมนุษย์สัมพันธ์ในระดับที่อ่อนมาก และผมก็จะไม่อยากคุยกับคุณอีกต่อไป เพราะฉะนั้น ฉบับนี้พอแค่นี้แล้วกันนะครับ ไว้เจอกันใหม่สัปดาห์หน้า สวัสดี!...

    หมายเหตุ : -

    คอลัมน์นี้มิใช่เป็นการยกตัวขึ้นเป็น**รูทางด้านงานโฆษณาแต่อย่างใดของผู้เขียน (เพราะผู้เขียนยังคงอ่อนด้อยในหนทางสายนี้ยิ่งนัก ทั้งงานเขียนและงานโฆษณา) แต่เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวที่มาจากการหลงใหลในงานแขนงนี้เท่านั้น และขออภัยล่วงหน้าหากผู้เขียนเกิดทะลึ่งไปเหยียบตาปลาใครเข้า อยากบอกว่า “ผมมิได้ตั้งใจคร้าบ-บ-บ”


    !
    !
    !
    !


    ชะแว้บ...อ๊ะ!! อึ้งเลยดิ แหม...ล้อเล่นครับ ใครจะไปทิ้งคุณผู้อ่านที่น่ารักและมีอยู่น้อยนิดของผมได้ลงคอ... อะ มาต่อกันเลยดีกว่า ที่ผมถามคุณว่า มีเพื่อนบ้านไหม ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ผมเพียงอยากรู้ว่าคุณเคยรู้สึกหรือเปล่าเมื่อเดินผ่านหน้าบ้านของเพื่อนบ้านคนนี้แล้วรู้สึกอยากเข้าไปนั่งจิบกาแฟยามเช้าด้วยคนจังเลย...หรือ เมื่อคุณเดินผ่านหน้าบ้านของเพื่อนบ้านอีกคนแล้วมีความรู้สึกว่า อยากไปหยิบขยะที่กองอยู่ในบ้านมาทิ้งที่นี่ฉิบเป๋งเลย...มันก็เหมือนกับการออกแบบ Display หน้าร้านให้ดึงดูดเตะตาเตะยายผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา ให้แวะเข้ามาหาคุณในบ้าน หรือในห้างร้านต่าง ๆ ได้นั่นแหละครับ ซึ่งก็เหมือนกับย่อหน้าแรกของผมที่วางกับดักไว้ให้เหยื่อตายใจ จากนั้นจึงจัดการรวบหัวรวบหางให้คุณเกิดความสงสัย งุนงง ผสมอยากกระโดดถีบหน้าคนเขียน จนคุณต้องไล่สายตาจนมาถึงบรรทัดนี้นั่นแหละครับ...

    เรามาว่ากันเรื่อง Display Design กันต่อดีกว่าครับ Display ก็คือการจัดแสดงสินค้า ณ จุดขายตรงนั้นนั่นแหละครับ แต่... Display ไม่ใช่การจัดแสดงที่มีหุ่นใส่เสื้อผ้าแล้วมีกระจกใส ๆ กั้นเท่านั้นนะครับ ยังมีอีกมากมายหลายชนิด ถ้าผมจะพอแบ่งประเภทของ Display ตามประสบการณ์ที่ผมเคยพบเจอและเกี่ยวข้องกับมันมาก็คงแบ่งได้ซัก ๔ ชนิด คือ


      1. Window Display แปลง่าย ๆ เลย ก็คือการจัดแสดงสินค้าผ่านหน้าต่างกระจกใสนั่นแหละครับ ซึ่งการตกแต่ง Display แบบนี้ มีให้เห็นตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป
      2. Interior Display ก็คือการจัดแสดงสินค้าภายในร้าน
      3. Exterior Display ตรงข้ามกับข้างบนน่ะแหละครับ
      4. Remote Display ก็คือบูธสำหรับจัดแสดงสินค้าชั่วคราว ที่เราเห็นตามงาน Expo ทั่วไป

    เอาละครับ วิชาการกันมาเยอะแล้ว ผมมีตัวอย่าง Display เจ๋ง ๆ มาให้ชมกันฮะ



    เป็นไงครับ...เห็นแล้วรู้สึกอยากมีรถเปิดประทุนเท่ ๆ ขับสักคันไหมครับ



    โดนใจสาว ๆ แน่นอนครับถ้าได้ลองเสื้อผ้าแบบรวดเร็วทันใจแบบนี้ และแน่นอนอีกเพราะคุณก็จะเสียเงินไปแบบรวดเร็วทันใจเช่นกัน นับว่าเป็นการตกแต่ง Display ที่เข้าถึงลูกค้าจริง ๆ ครับ ซึ่งหลักของมันก็มีอยู่ ๔ ข้อ คือ ๑. ดึงดูด ๒. แสดงข้อมูลข่าวสารให้เกิดการตัดสินใจ ๓. เร่งเร้าให้รีบซื้อ และ ๔. สร้างความมั่นใจจนต้องควักกระเป๋า



    Display นี้ก็บ้าพลังกันสุด ๆ ไปเลยฮะ



    อันนี้แค่เห็นก็รอจนถึงกลางคืนไม่ไหวแล้วฮะ ซี๊ด... (ในกรณีที่อยู่หน้าร้านนะครับ) หากอยู่ไกลออกไปจากร้านเราจะเรียกสื่อนี้ว่า New Media แต่ผมขอแถไปว่ามันอยู่หน้าร้านแล้วกัน อิอิ

    นอกจากนี้ยังมีงานโฆษณาบางชิ้นที่ล้อกับสื่อ Display อีก อย่างเช่นโฆษณาของ Ebay เป็นต้น ที่ต้องการจะบอกว่า จะมามัวเปิดร้านให้มันยุ่งยากทำไม ย้ายไปขายของใน Ebay ดีฝ่า... ง่ายกว่ากันเยอะ... ไม่ได้โม้



    ในตอนนี้โรงเรียนก็เริ่มเปิดเทอมกันแล้ว ส่วนมหาวิทยาลัยกำลังเปิดรับสมัครอยู่จึงเห็นได้ว่าแต่ละมหาวิทยาลัยต่างสร้างภาพหน้ามหาวิทยาลัยของตนให้สวย ร่มรื่น น่าเรียน บวกกับหาน้อง ๆ นักศึกษาหญิงหน้าตาน่ารัก และ นักศึกษาชายหน้าตาเกาหลีออกมาเป็นพรีเซ็นเตอร์แย่งลูกค้า... เอ่อ ไม่ใช่สิ ต้องเรียกว่าออกมานำเสนอแนวทางในการเรียนการสอนกันให้ฮึ่ม... แหมไม่อยากจะเม้าธ์ บริษัทผมก็เคยได้งานโรงเรียนมาทำเหมือนกัน ซึ่งยอดนักเรียนที่สมัครเรียนอยู่ในตอนนั้นอยู่ที่ ๔๐๐ กว่าคน พอเราเอาเด็กหน้าตาลูกครึ่งสวย ๆ หล่อ ๆ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์เข้าหน่อย ปรับเปลี่ยน Look ของโรงเรียนให้ดูอินเตอร์ ทันสมัยมากขึ้นนิดนึง ยอดเด็กสมัครเข้าเรียนในปีต่อมาปาไปพันกว่าคน ไอ้เราเป็นคนทำก็อยากบอกเหลือเกินว่าน้องเอ๋ย...มันจะมีซักกี่คนเชียววะ ไอ้หล่อ ๆ สวย ๆ เนี่ย

    จะยังไงก็แล้วแต่ก็ขอให้มีความสุขต้อนรับเปิดเทอมใหม่กันทุกคนนะครับ ยกเว้นคนทำงานอย่างเรา ๆ ที่สงสัยจะต้องตื่นเช้ากว่าเดิมอีกแล้ว เฮ้อ... อ้อ! ลืมบอกไปครับ ถึงยังไงหน้าบ้านสวย ๆ ก็ยังน่ามองกว่าหน้าบ้านโส ๆ ก็แล้วกันเนอะ... แม้บางทีหน้าบ้านที่สุกใสข้างในอาจจะต๊ะติ๊งโหน่งหรือเป็นโพรงก็ตาม•



      แหล่งข้อมูลอ้างอิง
      - www.kosanathai.com
      - www.adintrend.com
      - Display Design โดย ลิตติพร ลิตติพานิช



    [อ่าน DekAd ในฉบับอื่น]


    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ๖. หอมกลิ่นป๊อบคอร์น : จี-รา


    ALMOST FAMOUS



    เคยเป็นแฟนพันธุ์แท้ของใครสักคนหรือเปล่า? เคยทำสิ่งใดโดยไม่ต้องเผื่อความผิดหวัง รักโดยไม่ระแวงความเจ็บปวดบ้างไหม?

    ค.ศ.1973 ในยุคที่ดนตรีร็อคแอนด์โรลกำลังรุ่งโรจน์ มีการเดินทางเล็ก ๆ ของนักดนตรีกลุ่มหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า Stillwater ออกทัวร์คอนเสิร์ตทั่วอเมริกา

    การเดินทางที่เปี่ยมไปด้วยความใฝ่ฝันของสมาชิกทั้งห้าที่จะก้าวขึ้นมาเป็นร็อคสตาร์ของยุคสมัย ความใฝ่ฝันของกรุ๊ปปี้สาวแฟนพันธุ์แท้ที่ได้ร่วมเดินทางไปกับนักดนตรีที่พวกเธอชื่นชม รวมทั้งอีกหนึ่งความฝันของวิลเลี่ยม มิลเลอร์ เด็กหนุ่มวัย 15 ผู้หลงใหลในดนตรีร็อคแอนด์โรลเข้ากระแสเลือด

    ด้วยชีวิตที่เติบโตมากับแผ่นเสียงและบทเพลงในยุคขบถที่พี่สาวทิ้งไว้ให้ บวกกับความสามารถส่วนตัวในเรื่องงานเขียน วิลเลี่ยมได้รับโอกาสพิเศษจากนิตยสาร Rolling Stone ให้ทำบทสัมภาษณ์และเขียนคอลัมน์เกี่ยวกับวง Stillwater ด้วยความช่วยเหลือของ เพนนี เลน-กรุ๊ปปี้สาวคนหนึ่งของวงทำให้เขาได้ร่วมเดินทางในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน



    แม่ของเขาคัดค้านการเดินทางครั้งนี้อย่างเด็ดขาด เธอเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยซึ่งต้องการให้วิลเลี่ยมเติบโตและประสบความสำเร็จในชีวิตตามแบบฉบับสำเร็จรูปทั่วๆไป- เรียนจบ, มีการงานที่มั่นคงและมีครอบครัวที่อบอุ่น เธอไม่อยากให้วิลเลี่ยมเป็นเหมือนกับพี่สาวที่ตัดสินใจออกไปเผชิญโลกภายนอกเพียงลำพังในยุคที่หนุ่มสาวพากันตบเท้าเดินออกแสวงหาความหมายของชีวิตนอกบ้าน และที่สำคัญวิลเลี่ยมยังเด็กเกินไปที่จะเข้าคลุกคลีกับกลุ่มนักดนตรีที่แวดล้อมไปด้วยยาเสพติดและผู้หญิง

    แต่ด้วยความใฝ่ฝันที่มี วิลเลี่ยมมุ่งมั่นอย่างเต็มที่จนทำให้แม่ของเขายอมใจอ่อนโดยสัญญาว่าเขาจะต้องไม่เสพยาและกลับมาให้ทันวันสอบปลายภาคของทางโรงเรียน วิลเลี่ยมกำลังออกเดินทางสู่โลกกว้างใหญ่ภายนอก โลกเสรีของดนตรีในยุค 70’S โลกที่ด้านหนึ่งหม่นเทาไปด้วยม่านหมอกยาเสพติดและเซ็กซ์ ทว่าอีกด้านหนึ่งก็สดใสไปด้วยสีสันแห่งสุนทรีดนตรี โลกกว้างที่ยังมีอีกหลายสิ่งรอคอยเขาอยู่ตรงเส้นขอบฟ้านั้น

    วิลเลี่ยมได้รู้จักกับเพนนีในคอนเสิร์ตครั้งหนึ่ง เธอเป็นกรุ๊ปปี้สาวผู้หลงใหลและหลงรักในเสียงดนตรีเช่นกัน แต่เพนนีกำลังเริ่มเบื่อหน่ายกับสังคมสาวกรี๊ดเดิม ๆ ที่มักจะติดตามนักดนตรีไปด้วยในการทัวร์คอนเสิร์ต เธอใช้ชีวิตในโลกมายาของกรุ๊ปปี้จนคุ้นเคยและเป็นที่รู้จักดีในกลุ่ม ซึ่งการที่จะก้าวออกมาสู่โลกแห่งความจริงอันแสนจะธรรมดานั้นก็กลายเป็นสิ่งแปลกหน้าสำหรับเธอ เพนนีใฝ่ฝันที่จะเดินทางไปโมร็อคโคและพบเจอกับโลกจริงที่สงบเรียบง่ายที่นั่น

    แต่เพนนีก็ได้พบกับ Stillwater เสียก่อน ในคอนเสิร์ตครั้งนั้น..



    รัสเซล-มือกีตาร์ของวงตกหลุมรักเพนนีตั้งแต่แรกพบและเธอเองก็ประทับใจในตัวเขาเช่นกัน รัสเซลซึ่งโด่งดังขึ้นเรื่อยๆและกำลังเป็นที่หมายปองของสาว ๆ เขามีเสน่ห์เฉพาะตัวทั้งในด้านดนตรีและบุคลิกส่วนตัวที่อ่อนโยน เขารักเพื่อน ๆ ในวงทุกคนมากและมักจะอ่อนไหวกับสิ่งเล็กน้อย ซึ่งนั่นทำให้ความรู้สึกบางอย่างของเขาแปรเปลี่ยนผันไปง่ายดายกับม่านหม่นแห่งมายาที่เริ่มก่อตัวหนาขึ้นทุกที จนกระทั่งชื่อเสียงและความโด่งดังก็ทำให้เขากำลังจะมองข้ามบางสิ่งบางอย่างไป

    รัสเซลเชิญชวนให้เพนนีและวิลเลี่ยมเดินทางทัวร์คอนเสิร์ตไปด้วยกับวง เพราะเขาจะได้ทั้งแฟนเพลงสาวน่ารักไว้เคียงข้าง มีคอลัมนิสต์ที่จะเขียนเรื่องราวสร้างเรตติ้งให้กับ Stillwater และกรุ๊ปปี้สาวที่ควงคู่กับสมาชิกวงคนอื่น ๆ ก็ช่วยให้การเดินทางมีสีสันสดใส

    แล้วล้อรถบัสคันนั้นเริ่มหมุน..

    ในกลุ่มเพื่อน รัสเซลซึ่งดูโดดเด่นกว่าสมาชิกคนอื่นๆรู้สึกว่าตัวเขามีความพิเศษบางอย่างที่จะก้าวไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่ จนกระทั่งเกิดความขัดเคืองและมีปากเสียงกับเพื่อนในวงจากเรื่องเพียงเล็กน้อย โลกแห่งชื่อเสียงช่างเป็นมายาสากลที่ไม่ว่าใครเมื่อหลงเข้าไปแล้วยากที่จะมองเห็นถึงแก่นแท้และสิ่งสำคัญรอบๆตัว

    สำหรับเพนนีผู้ซึ่งรักและปรารถนาดีต่อรัสเซลมาโดยตลอด เขามองเธอเป็นเพียงสาวกรี๊ดธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่พบได้โดยทั่วไปตามรายทางของชีวิตนักดนตรี เมื่อจบสิ้นการเดินทางความสัมพันธ์ของทั้งสองก็จบลงตามไปเป็นเรื่องธรรมดา ยิ่งรัสเซลมีชื่อเสียงมากขึ้นเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งจะมองเห็นเพียงอนาคตอันรุ่งโรจน์ของวันข้างหน้า หลงลืมตนไปตามกระแสอันเชี่ยวกรากของโลกมายา

    วิลเลี่ยมซึ่งได้ร่วมเดินทางไปกับวงก็เกิดความรู้สึกผูกพัน เขาประทับใจทุคนใน Stillwater ชื่นชอบบุคลิกและบทเพลงของพวกเขา และถึงแม้จะมีเรื่องมีราวกันภายในบ้างแต่วิลเลี่ยมก็เข้าใจทุกคนดี ยกเว้นเพียงเรื่องเดียวนั่นคือเพนนี



    เขาแอบหลงรักเพนนีอย่างเงียบ ๆ และรู้สึกเจ็บปวดเมื่อรับรู้ว่ารัสเซลมองเธออย่างไร เขาเพียงต้องการไม่ให้เพนนีต้องเสียใจในภายหลัง วิลเลี่ยมกำลังเรียนรู้อีกด้านหนึ่งของโลกที่เขาพบเจอ โลกของความจริงและมายา โลกของความรัก

    ในขณะที่ Stillwater เริ่มโด่งดังมากขึ้น วัยรุ่นทุกเมืองที่พวกเขาไปแสดงคอนเสิร์ตชื่นชมและหลงใหลพวกเขา นายทุนใหญ่เข้ามาให้การสนับสนุนวง ดนตรีกลายเป็นธุรกิจเต็มรูปแบบ และเมื่อนิตยสาร Rolling Stone ตัดสินใจให้วง Stillwater ขึ้นปกนิตยสาร วิลเลี่ยมจึงถูกเรียกตัวกลับและต้องส่งต้นฉบับของเขาที่มีทั้งหมด



    ตลอดการเดินทาง วิลเลี่ยมยังไม่มีโอกาสได้สัมภาษณ์ Stillwater เลย เนื่องจากจากปัญหาความระหองระแหงทั้งภายในและภายนอกของวงที่เริ่มเกิดขึ้นรวมทั้งความวุ่นวายต่าง ๆ นานาของบรรดากรุ๊ปปี้สาว นอกจากรูปถ่ายและเศษกระดาษที่จดบันทึกเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้ว วิลเลี่ยมมีเพียงความทรงจำ..

    วิลเลี่ยมตัดสินใจเขียนความจริงทุกอย่างตลอดเวลาที่เขาได้ร่วมเดินทางไปกับ Stillwater ทั้งเรื่องดนตรี การแสดงสดและเรื่องราวส่วนตัว ซึ่งย่อมรวมไปถึงความงี่เง่าเล็ก ๆ น้อย ๆ ของสมาชิกแต่ละคน การทะเลาะเบาะแว้งในเรื่องไม่เป็นเรื่องและบรรดาสาว ๆ ที่พวกเขาควงคู่ไปเกือบทั่วอเมริกา

    Stillwater ทุกคนปฏิเสธข้อมูลงานเขียนชิ้นนั้นของวิลเลี่ยม พวกเขาไม่อยากเป็นเพียงกลุ่มนักดนตรีธรรมดา ๆ เสพยา, เมามายไร้สาระ และทะเลาะกันเองแบบเด็ก ๆ พวกเขาคาดหวังว่าวิลเลี่ยมจะเขียนถึง Stillwater ให้ออกมาดูดีกว่านั้น เป็นมืออาชีพเล่นดนตรีที่เปี่ยมคุณภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เขากำลังจะโด่งดัง ซึ่งคำปฏิเสธดังกล่าวทำให้วิลเลี่ยมถูกนิตยสาร Rolling Stone มองว่าเขาเองก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มที่หลงใหลและเป็นแฟนพันธุ์แท้ธรรมดา ๆ คนหนึ่งของวงเท่านั้น

    วิลเลี่ยมกลับบ้านด้วยจิตใจที่บอบช้ำ เขากลับมาไม่ทันสอบปลายภาคและดูเหมือนว่าการเดินทางครั้งนี้จะสูญเปล่า แต่เมื่อการเดินทางอันแสนยาวไกลสิ้นสุดลง เขากลับได้เห็นคุณค่าของความอบอุ่นในครอบครัวเล็ก ๆ ที่รอคอยอยู่ และเมื่อมองย้อนกลับไปในคืนวันที่เลยผ่าน ความสนุกสนาน ตื่นเต้น และโลกกว้างแปลกตาก็กลับกลายเป็นของขวัญล้ำค่า ความซื่อสัตย์ต่อมิตรภาพและการรักด้วยใจที่บริสุทธิ์เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่จะยังคงติดอยู่ในความทรงจำของเขาตลอดไป



    Stillwater ที่ถึงแม้ในท้ายที่สุดก็ได้ลงปกนิตยสาร Rolling Stone แต่การออกทัวร์คอนเสิร์ตที่ผ่านมาก็ทำให้พวกเขาได้เรียนรู้ในอีกบางสิ่งที่เคยมองข้าม เมื่อม่านหมอกแห่งมายาและธุรกิจพร่าจางลง ก็เหลือเพียงมิตรภาพระหว่างเพื่อนและความรักในการเล่นดนตรีของพวกเขาเท่านั้นที่ยังคงแจ่มชัด งานเขียนของวิลเลี่ยมที่ซื่อตรงทำให้พวกเขาได้มองเห็นตัวเองอีกครั้ง และการกลับมาเล่นดนตรีด้วยความรักเท่านั้นที่จะทำให้พวกเขาเป็น Stillwater อย่างแท้จริง

    และเพนนี เลน ก็ออกเดินทางตามหาความฝันของเธออย่างเงียบ ๆ อีกครั้ง..

    แม้ว่าหลายสิ่งหลายอย่างรอบตัวไม่ได้เป็นดั่งที่ตั้งใจ บทสรุปของความฝันใฝ่ที่ปลายฟ้าก็ยังคงอยู่ที่ตรงนั้นให้เราเฝ้ามอง หากการเดินทางไปบนเส้นทางของความทรงจำสุดท้ายแล้วจะกลับมาจบลงที่จุดเริ่มต้นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะสูญเปล่า เพราะบางครั้งคุณค่าที่แท้จริงก็ไม่ได้อยู่ที่ปลายทางเสมอไป

    บางสิ่งอย่างแม้จะไม่ได้มา แต่อย่างน้อยเราก็เคยได้ออกไปไขว่คว้า..



    เคยเป็นแฟนพันธุ์แท้ของใครสักคนหรือเปล่า? เคยทำสิ่งใดโดยไม่ต้องเผื่อความผิดหวัง รักโดยไม่ระแวงความเจ็บปวดบ้างไหม?


    เพราะความรู้สึกเช่นนั้นมีเพียงแฟนพันธุ์แท้เท่านั้นที่จะเข้าใจ..





    “เลิกตาบอดเสียที.. รู้ไหมว่าเขาเอาตัวคุณไปพนันแลกกับเบียร์แค่หนึ่งลัง.. ”

    “แล้วเบียร์นั่น.. ยี่ห้ออะไร? ”





    ALMOST FAMOUS (2000)
    Experience it. Enjoy it. Just don't fall for it.
    Genre: Drama / Music / Romance
    กำกับการแสดงโดย CAMERON CROWE
    แสดงนำโดย PATRICK FUGIT, KATE HUDSON, BILLY CRUDUP
    ภาพประกอบ www.pantip.com, www.rottentomatoes.com


    [อ่าน หอมกลิ่นป๊อบคอร์น ในฉบับอื่น]


    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ๗. อิสระวิถี : ต้นน้ำ บัวไร


    อิสระวิถี (๗) : พูดคุยแบบปลุกใจกับกลองรับน้อง



    ช่วงนี้เข้าสู่เทศกาลรับน้องแล้ว คุณคงงานหนักน่าดู
    - ครับ ช่วงนี้ถูกตีบ่อยมาก

    ทำไมรับน้องต้องใช้กลอง Tomba ครับ
    - อาจเป็นเพราะพกพาสะดวก เสียงเร้าใจปลุกอารมณ์ และหาได้ง่ายตามห้องกิจกรรมในมหาวิทยาลัย คุณลองคิดดูถ้าวันรับน้อง ประชุมเชียร์ แล้วเอากลองชุด หรือกลองสะบัดชัยมาใช้ก็คงพิลึกน่าดู

    คุณชอบเพลงรับน้องเพลงไหนมากที่สุด
    - ถ้าคลาสสิกสุดก็ต้อง ก่างไย่ (หัวเราะ) ไก่ย่างนั่นแหละครับ เวลาถูกตีแล้วรู้สึกสะท้านชอบกล อ้อ! อีกเพลงต้องยกให้เพลง แอปเปิ้ล มะละกอ ส้ม กล้วย เพราะถูกตีแบบจังหวะเว้นจังหวะ ดูลุ้น ๆ ดีครับ

    แบบนี้ก็ใกล้ชิดสาว ๆ เยอะแยะเลยซิครับ
    - เยอะน่ะเยอะครับแต่ห่างไกลเหลือเกิน ไม่ค่อยมีสาว ๆ มายุ่งกับการตีกลองสักเท่าไร มาแต่ละทีก็เป็นพวกชายล่ำมือหนักทั้งนั่น

    คุณคิดยังไงกับการรับน้อง
    - ดีและมีประโยชน์มาก ๆ ครับ แต่จะต้องอยู่ในหลักการรักษาสิทธิมนุษยชนด้วยนะครับ ผมก็ยังสงสัยว่าไอ้การแก้ผ้าคลานบนทราย หรือกินไข่แดงดิบต่อกันเป็นทอด ๆ มันจะกระชับความสามัคคีตรงไหน

    ส่วนใหญ่หลังเทศกาลรับน้องคุณไปอยู่ที่ไหน
    - ห้องงานกิจกรรมของมหาวิทยาลัยครับ เก็บกันจนลืมเดือนลืมตะวันไปเลย

    ไม่มีงานอะไรเลยหรือครับ
    - ก็พอมีครับ ก็จะเป็นช่วงกีฬาน้องใหม่ แล้วก็กีฬามหาวิทยาลัย น้องนั้นก็หมกตัวอยู่ในห้องงานกิจกรรม

    คงเงียบเหงาน่าดู
    - ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ อย่างน้อยในห้องงานกิจกรรมก็มีเพื่อน ๆ เยอะแยะ

    ความใฝ่ฝันสูงสุดของคุณคืออะไร
    - ไปเป็นหนึ่งในเครื่องเพอร์คัสชั่นของพี่หนุ่ม ทีโบน ครับ

    อยากฝากอะไรถึงผู้อ่านบ้างครับ
    - เวลาใช้ไม้ตีผม ขอความกรุณาเช็กหนามกับเสี้ยนด้วยนะครับ



    kamkam_tonnam@hotmail.com
    http://tonnambuarai.exteen.com/



    kaawss.jpg[อ่าน อิสระวิถี ในฉบับอื่น]


    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ก้าวฯกวี


    A Misty Moonlight Night



    ผู้แต่ง : ทากาโนะ ทัตสึยูขิ
    ผู้แปล : ผุสดี นาวาวิจิต

    (English version by Busadee Navavichit)



      The sun has set over a field of rape blossoms
      The distant hills are veiled in a spring mist
      The wind is blowing gently
      The moon hangs on the sky


      The light from the village, the colour of the forest
      The people walking along a small path
      The cry of the frogs and the ring of the bells
      Are all dim in a misty moonlight night



    คืนพระจันทร์สลัว


    พระอาทิตย์ลับลงเหนือดงไม้
    หมอกรำไรห่อหุ้มกลุ่มขุนเขา
    สายลมโอบอุ้มรำเพยมาเบาเบา
    พระจันทร์เจ้าส่องสลัวทั่วสากล


    แสงระยิบของดวงไฟในหมู่บ้าน
    ลอดผสานสีป่าพนาสนณ์
    เสียงกบเขียดเสียงระฆังร่างผู้คน
    สลัวหม่นในแสงจันทร์อันพร่ามัว




    kaawss.jpg[อ่าน ก้าวฯกวี บทอื่น]


    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ๘. อัมโปะ




    23.เมื่อเปลี่ยนมุมฟัง ความคิดได้ต่อยอด


    24. เมื่อเปลี่ยนมุมมอง ความคิดได้พัฒนาให้แตกต่าง




    [อ่าน อัมโปะ ในฉบับอื่น]


    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ๙. ระเบียงใบไม้ : ธุลีดิน


    เรียนรู้




      Picture : www.seub.ksc.net


      สายฝนเรียงเม็ดหล่นมาติดกันเจ็ดวันแล้ว
      ปีนี้ฝนฉ่ำฟ้าแต่ต้นฤดู
      ตกพรำไม่เว้นว่าย่ำรุ่งหรือดึกดื่น
      หมู่เมฆครึ้มคลุมผืนฟ้าแต่เช้ายันคืนค่ำ

      ดินด่ำน้ำนอง
      ตกค่ำเสียงกบเขียดร้องหาคู่ระงมทุ่ง
      แสงไฟฉายของเหล่านักล่าวับวิบอยู่ไกล ๆ

      ย่ำเช้าลุงจิตน้าเทืองคว้าแห
      เดินลัดเลาะคูคันนามองหาแหล่งปลาชุม

      ฝนเพิ่งขาดเม็ด
      ท้องฟ้ายังคงชอุ่มละอองฝนคลุ้มครึ้มราวพร้อมจะสะอื้นไห้อีกครา

      โพธิ์ทะเลเฒ่ายามนี้แตกใบเขียวเต็มต้น
      ยิ่งได้น้ำฝนหล่นร่วงมา ผู้เฒ่ายิ่งผลิใบอ่อนระดะไป
      เหล่านกกาน้อยใหญ่พากันมาอาศัยใบบัง
      เสียงร้องจิ๊บจิ๊บดังอยู่ระงมต้น

      ลุงเพิ่มเดินถือกรงนกตรงมาใต้ร่มโพธิ์ทะเล
      แกร้องเรียกทักทาย
      ฉันขานรับชักชวนให้ดื่มชาด้วยกัน
      ลุงบอก “ไม่ล่ะ จะรีบไปดูเบ็ดที่ธงไว้เมื่อคืน”
      จากนั้นแขวนกรงนกไว้บนกิ่งก้านผู้เฒ่าแล้วจากไป

      เดือนก่อนผู้เฒ่าผลัดใบทิ้งจนเหลือแต่ก้านกิ่งแคระแกร็น
      เหล่านกที่เคยอาศัยร่มเงาต่างหนีหายหน้า
      เวลานี้พากันกระโดดแผล็วอยู่ไปมา

      พวกเพื่อนนกเข้ามาเกี่ยวพันกับชีวิตฉันโดยที่เราต่างไม่ได้ตั้งใจ
      พวกมันช่วยปลุกฉันยามอรุณรำไรขอบฟ้า
      บ่อยเช้าที่ฉันลืมตาแล้วนอนฟังเสียงร้องสดใสหลากสำเนียงของพวกมันอยู่อีกเป็นครู่กว่าจะลุกออกจากมุ้ง
      สาย ๆ จึงค่อยเงียบลง
      ได้ยินเสียงอีกทีตอนบ่ายและย่ำค่ำ

      ฉันคุ้นเคยจนรับรู้บางสัญญาณเสียงของพวกมัน
      หากได้ยินเสียงร้องที่แหบห้าว
      นั่นเป็นเสียงเตือนให้รู้กันว่า งู กำลังเลื้อยมา

      เวลานกชุมเช่นนี้พวกเด็ก ๆ จะชอบคว้าหนังสติ๊ก
      ย่องเข้ามาใต้เงาโพธิ์ทะเล
      ฉันจะคอยบอกไม่ให้มาล่านกละแวกนี้
      นั่นเป็นสิ่งที่พอจะแลกเปลี่ยนกันกับเสียงร้องที่ฉันได้รับ
      ต่างเสียงดนตรีอยู่ทุกวี่วัน

      แต่ฉันก็ทำได้แค่นั้น !

      มองไปบนกิ่งโพธิ์ทะเลเฒ่า
      นกหนุ่มตัวหนึ่งกระโดดแผล็วมาตามเสียงร้องของเจ้านกสาว
      มันโผไปมาอยู่สักพัก ค่อยขยับใกล้เข้าเรื่อย ๆ
      นกสาวส่งเสียงร้องเจื้อยแจ้ว
      เจ้านกหนุ่มร้องโต้ตอบ

      ฉันได้แต่นั่งมองด้วยความเป็นห่วง
      ฉันเคยพยายามขวางกั้นความรักของพวกมัน
      แต่หาได้สำเร็จ
      ด้วยเพลิงพิศวาสนั้นคงจะรุนแรงนัก

      ถึงยามนี้ทำได้แต่นั่งมอง
      เห็นอยู่ว่าช่วงเวลาแห่งการหยอกเย้าเคล้าคู่นั้นช่างสวยงามนัก
      ความเริงโรจน์ในอาการขยับปีกส่งเสียงร้องของเจ้านกหนุ่ม
      ชวนฉันพลอยเคลิ้มใจกับอารมณ์รักของมัน

      ฉันอยากบอกให้มันระมัดระวัง
      อย่าเผลอไผลเห็นเพศตรงข้ามก็หวังมอบใจ
      ไยไม่รอดูไปให้เนิ่นนาน
      เฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ

      แต่ก็นั่นล่ะ

      อาจเสี่ยงกับเจ้านกสาวจะปันใจให้นกหนุ่มตัวอื่นที่เข้ามาใกล้
      นั่นล้วนเป็นเรื่องจะต้องเรียนรู้ จนกว่าจะรู้ว่าห่างเท่าใดจึงจะพอดี
      นานเพียงไรจึงจะไม่นานเกินไป

      ฉันไม่อาจบอก ไม่อาจพูด เพราะรู้ดีว่าบอกไปเจ้านกหนุ่มก็คงไม่รับฟัง
      ยามนี้นกสาวกำลังส่งเสียงเจื้อยแจ้วอยู่ตรงหน้า
      จะมีอะไรน่าฟังไปกว่าเสียงร้องนั่นอีกเล่า

      ลุงเพิ่มหิ้วปลาช่อนติดมือกลับมา

      “เอาไว้แกงส้มสักตัวสิ” แกตั้งท่าจะปลดปลาให้ฉัน
      ฉันรีบขอบใจแล้วปฏิเสธไป
      ด้วยความที่ในชีวิตเกิดมาไม่เคยทำปลา
      ลุงเพิ่มคะยั้นคะยอ เมื่อฉันไม่ยอมเอาแกก็ไม่ได้ว่าอะไร
      เดินไปปลดกรงนกลงจากกิ่งโพธิ์ทะเลแล้วฉีกยิ้มด้วยความยินดี
      เดินหิ้วปลามือ หิ้วกรงนกมือจากไป

      ฉันมองตาม...
      เจ้านกหนุ่มตื่นตกใจกระพือปีกโผไปมาอยู่ในกรง
      มันคงได้เรียนรู้
      แต่จะมีประโยชน์ใดชีวิตที่เหลือของมันแตกต่างไปแล้วโดยสิ้นเชิง ●

      - ธุลีดิน -




    [อ่าน ระเบียงใบไม้ ในฉบับอื่น]


    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ๑๐. ก้าวต่อก้าว


    รินราตรี (saturn) กับบทบาทรุ่นพี่คนใหม่



    ช่วงต้นเดือนมิถุนายนหลาย ๆ ท่านอาจได้ยินเสียงรัวกลอง หรือเสียงร้องเพลงดังออกมาจากรั้วมหาวิทยาลัยกันบ้าง เพราะนี่เป็นช่วงเวลาของเทศกาลที่เรียกว่า ต้อนรับเพื่อนใหม่ หรือการรับน้อง

    จากรุ่นน้องในปีที่แล้วก็กลายมาเป็นรุ่นพี่ในปีนี้ และถัดไปจนกว่าจะสำเร็จการศึกษา วันนี้ก้าวต่อก้าวจะมานั่งคุยกับอดีตรุ่นน้องผู้ซึ่งก้าวเข้าสู่การเป็นรุ่นพี่จากรั้วจามจุรีหมาด ๆ นั่นคือ คุณศิรินพร เตชะรัตนประเสริฐ หรือน้องกุ้ง เพื่อนหนอนอารมณ์ดีของเราอีกท่านหนึ่งซึ่งเคยมีผลงานเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ให้เราอ่านมาแล้วโดยใช้ชื่อว่า รินราตรี (saturn) ตอนนี้เธอกำลังเรียนอยู่ที่คณะรัฐศาสตร์ (การปกครอง) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชั้นปีที่ ๒ ซึ่งเธอจะมาเล่าประสบการณ์ของการเป็นรุ่นน้องและความรู้สึกที่ได้เป็นรุ่นพี่ที่น่าสนใจกับเรา



    Q : ในที่สุดการประกาศผลสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยก็ผ่านพ้นอีกครั้ง  คุณกุ้งยังจำวันเหล่านั้นของตนเองได้ไหมคะว่าตอนที่ทราบผลว่าสอบได้นี่รู้สึกอย่างไร  อยากถามความรู้สึกเมื่อปีที่แล้วค่ะ

    A : จำได้ว่าเมื่อปีที่แล้วนี่ เขาเลื่อนวันประกาศผลสอบจนเหนื่อยใจเลยค่ะ ช้ามาก กว่าจะประกาศผลได้จริง ๆ ก็ประมาณเกือบ ๔ ทุ่มได้ค่ะ แล้ววันนั้นกุ้งให้พี่สาวดูผลสอบให้ทางอินเตอร์เนต เพราะว่าไม่กล้าดูเองค่ะ กลัวเหมือนกัน ตอนที่พี่สาวบอกรหัสคณะที่ติดมานี่ตื่นเต้นมากค่ะ ลุ้นว่าจะได้ลำดับไหน พอมาดูก็ปรากฏว่าติดอันดับสองคือรัฐศาสตร์ค่ะ ความรู้สึกที่ตามมาหลังจากนั้นคือ ไม่ค่อยอยากเชื่อว่าตัวเองจะติดคณะนี้จริง ๆ เพราะว่าคณะนี้รับน้อยค่ะ แค่ ๕๘ คน ตอนนั้นร้องไห้เลยค่ะ ทั้งตื้นตัน ทั้งดีใจ และประหลาดใจไปพร้อม ๆ กัน เป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกเหมือนกัน และกุ้งคงเหนื่อยกับการเตรียมตัวเอ็นฯมาเยอะมั้งค่ะ พอผลออกมาก็เลยตื้นตันใจมาก ๆ

    Q : พอได้มาเป็นรุ่นพี่แล้วแบบนี้คุณกุ้งรู้สึกอย่างไรบ้างคะ

    A : พอมาเป็นรุ่นพี่ก็รู้สึกตื่นเต้นแทนน้อง ๆ ค่ะ แบบว่าคิดถึงตอนที่เราเพิ่งจะผ่านพ้นการเป็นนักเรียน ม.ปลายน่ะคะ แล้วก็รู้สึกว่าเรามีภาระมีหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบนะ คือการเตรียมงานในคณะต่าง ๆ ให้น้อง ตั้งแต่งานวัน CU first date, วันที่น้องสอบสัมภาษณ์, วันสิงห์ดำออนทัวร์, วันเปิดถ้ำสิงห์ และอื่น ๆ อีกเยอะมากเลยค่ะ แล้วก็ที่สำคัญ กุ้งรู้สึกตื่นเต้นเพราะจะได้มีน้องรหัสแล้วค่ะ

    Q : ทุกปีเราจะพบว่า หลังจากที่น้อง ๆ รายงานตัวเรียบร้อยแล้ว รุ่นพี่ก็จะทำการรับน้อง เพื่อสร้างความรู้จักกัน ไม่ทราบว่าคุณกุ้งมีความคิดเห็นอย่างไรกับกิจกรรมตรงนี้บ้างคะ

    A : กุ้งว่าถ้าหากกิจกรรมการรับน้องที่จัดขึ้นเป็นไปในกรอบของความสนุกสนาน การสานสัมพันธ์ที่ดีระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องรวมถึงรุ่นเดียวกัน ก็นับว่าเป็นกิจกรรมที่ดีและควรจะจัดค่ะ เพราะว่าช่วงเวลานี้เป็นก้าวใหม่สำหรับน้องแต่ละคน การได้ทำกิจกรรมจะทำให้น้อง ๆ แต่ละคนคุ้นเคยและได้รู้จักเพื่อนรวมถึงรุ่นพี่ค่ะ

    Q : กิจกรรมรับน้องที่ทางคณะจัดในปีนี้ ต่างจากเมื่อตอนที่คุณกุ้งเป็นรุ่นน้องหรือเปล่าคะ

    A : ต่างค่ะ เพราะว่าทีมที่จัดงานซึ่งก็คือ กกบ. (กรรมการบริหารคณะ) เป็นคนละชุดกับปีที่แล้วค่ะ ซึ่งกกบ.ชุดนี้เขามี plan ในรายละเอียดย่อยต่างจากชุดก่อน แต่หลัก ๆ แล้วยังยึดแบบเดิมอยู่ค่ะ คือก็ยังมีงานรับน้องต่าง ๆ เหมือนเดิม แต่อาจจะมีกิจกรรมบางอย่างที่ไม่เหมือนปีก่อนเพิ่มเข้ามาด้วยค่ะ

    Q : แล้วมีรุ่นน้องที่ไม่อยากเข้าร่วมกิจกรรมตรงนี้บ้างหรือเปล่า

    A : จากประสบการณ์ของกุ้งและการได้ไปพบปะน้อง ๆ มาในวันสอบสัมภาษณ์ของน้องนี่ กุ้งคิดว่าอาจจะมีบ้าง แต่เป็นส่วนน้อยค่ะ เพราะว่าโดยปกติแล้ว น้อง ๆ อยากจะรู้จักและมีเพื่อนนะคะ อีกอย่างก็อยากจะมาร่วมทำกิจกรรมให้สนุกสนานหลังจากที่เหนื่อยกันมานาน ส่วนน้อง ๆ ที่เขาไม่อยากจะทำกิจกรรมจริง ๆ เขาก็จะไม่มาเลยค่ะ

    Q : กิจกรรมรับน้อง ที่มีการรณรงค์ให้เป็นการรับเพื่อนใหม่มากกว่า เรียกได้ว่าเป็นการลดความรุนแรง และความเครียดให้รุ่นน้อง แล้วอย่างนี้จะดำเนินการกันอย่างไรคะ

    A : อันนี้กุ้งก็ไม่แน่ใจนะคะ ว่าเขามีการลงมือทำเรื่องนี้กันจริงจังแค่ไหน แต่หากว่ามีการปฏิบัติกันจริงก็ถือว่าเป็นผลดีกับรุ่นน้องมากที่จะไม่ถูกกดดันจากรุ่นพี่ ส่วนตัวกุ้งเองแล้ว กุ้งคิดว่าคงต้องเริ่มจากการเอา ‘ระบบว้าก’ ออกไปจากห้องเชียร์ให้ได้ซะก่อนนะคะ

    Q : คุณกุ้งเคยถูกรับน้องจากรุ่นพี่ที่คิดว่าหนักหนาสาหัสสุดนี่เรื่องอะไรคะ ลองเล่าให้ฟังบ้างได้ไหมคะ

    A : จริง ๆ หนักหนาสาหัสที่สุดที่กุ้งเคยเจอนี่ไม่มีค่ะ เพราะที่นี่รับน้องไม่แรงค่ะ แต่ที่เคยโดนรับแล้วอายที่สุดก็คือ พี่ ๆ เขาให้ใส่ชุดว่ายน้ำทูพีซทับไปบนเสื้อผ้า รวมหมวกกับแว่นตาว่ายน้ำด้วยแล้วก็วิ่งไปตักน้ำที่แก้วรั่วกลับมาส่งให้เพื่อนต่อ ตลกดีค่ะ อายด้วยละ

    Q : มีข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ทุกต้นปีการศึกษาที่ว่า มีการรับน้องที่ออกจะเกินกว่าเหตุไปสักหน่อย บางแห่งอาจถึงขั้นสร้างความเครียดแล้วส่งผลต่อการเรียนและการดำเนินชีวิตของพวกเขา ไม่ทราบว่าในกรณีอย่างนี้ในฐานะรุ่นพี่เราพอมีมาตรการอะไรบ้างไหมคะที่จะทำความเข้าใจกันให้ดีเสียก่อนทำกิจกรรมรับน้องด้วยกันค่ะ

    A : เห็นด้วยค่ะว่า ในบางมหาวิทยาลัยมีการรับน้องที่ค่อนข้างรุนแรง ทั้งนี้กุ้งคิดว่าแต่ละคณะของแต่ละมหาวิทยาลัยควรจะให้นิสิตนักศึกษาที่เป็นหัวงานจัดกิจกรรมส่งโครงทั้งหมดให้ทางอาจารย์ในคณะดูก่อน อย่างน้อยก็เป็นหลักประกันที่ดีให้แก่รุ่นน้องได้ ส่วนกิจกรรมไหนที่ดูไม่เหมาะสมและออกจะเกินงามก็ควรจะตัดงบไปเลย ไม่ต้องอนุมัติเงินให้ ถ้าหากว่ามีการฝ่าฝืนก็คาดโทษรุ่นพี่ไปเลยค่ะ

    Q : เป็นไปได้ไหมคะ ว่าบางครั้งรุ่นพี่ก็ทำเกินกว่าเหตุเสียเอง

    A : เป็นไปได้ค่ะ บางคนก็อยากจะแสดงอำนาจกับรุ่นน้อง อย่างนี้ก็ต้องคาดโทษค่ะ

    Q : ผู้ปกครองมีส่วนช่วยอย่างไรบ้างคะในเรื่องเหล่านี้

    A : ก็คงจะคอยสอบถามลูกละค่ะ เพราะว่าพ่อแม่ทุกคนก็ย่อมต้องเป็นห่วงลูก ถ้าเกิดมีเรื่องราวหรือมีปัญหาขึ้นมา พ่อแม่ผู้ปกครองก็คงจะมาแจ้งเรื่องกับทางมหาวิทยาลัยให้ดำเนินการให้ละค่ะ

    Q : กิจกรรมรับน้องส่งผลกระทบต่อการเรียนในช่วงต้นเทอมหรือไม่คะ

    A : ถ้าเป็นกิจกรรมรับน้องที่ทางคณะจัดให้ ไม่ใช่กิจกรรมของชมรมที่น้องแต่ละคนเข้าร่วมต่างหากแล้ว กุ้งก็คิดว่ากระทบไม่มากค่ะ เพราะกิจกรรมเกือบทั้งหมดจะเสร็จสิ้นก่อนเปิดภาคเรียนค่ะ จะเหลือก็แต่ห้องเชียร์เท่านั้นที่จะกินเวลาไปอีกประมาณ ๑ เดือน ส่วนถ้าน้อง ๆ เข้าชมรมต่าง ๆ ก็คิดว่าคงจะกระทบต่อการเรียนบ้างค่ะ ทั้งนี้กุ้งคิดว่าขึ้นอยู่กับการจัดเวลาของแต่ละคนด้วย อย่างกุ้งนี้ก็เข้าชมรมนะคะ ชื่อสังคมวิจารณ์ ของคณะรัฐศาสตร์นี่ละค่ะ ช่วงแรก ๆ เข้าไปนี้ พี่ ๆ ใช้งานหนักเลยค่ะ ไอ้เราก็เห่อทำงานค่ะ ทำใหญ่เลย (หัวเราะ)

    Q : คิดอย่างไรกับระบบ S O T U S

    A : อันนี้กุ้งขอบอกตรง ๆ ว่า ทั้งตัวกุ้งเองกับคนในชมรมไม่นิยม แล้วก็ไม่เห็นด้วยกับระบบโซตัสเลยค่ะ กุ้งว่ามันเป็นเหมือนสิ่งตกทอดของระบอบเผด็จการ สังเกตง่าย ๆ คือดูจากห้องเชียร์ค่ะ ยังมีระบบว้ากอยู่เลย จริง ๆ ระบบว้ากนี่หายไปตั้งแต่ตอน ๑๔ ตุลา ๑๖ แล้วนะคะ เพิ่งจะถูกรื้อกลับมาตอนหลัง ๖ ตุลา ๑๙ เมื่อนิสิตนักศึกษาถูกปราบปรามนี่เอง แล้วทำไมถึงถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีก? อันนี้น่าคิดนะคะ แล้วถ้าเราจะดูกันให้ลึก ๆ แล้วว้ากมันคืออะไร? มันคือการทำให้คนที่ต่ำกว่ายอมรับอำนาจของคนที่เหนือกว่า ให้เคารพรุ่นพี่ เพราะเวลาออกไปทำงานอยู่ในสังคมแล้วเราจะได้รู้ว่า เอ้อ! คนนี้รุ่นพี่นะ คนนี้รุ่นน้องนะ เป็นการจัดการอำนาจให้เป็นไปตามสายบังคับบัญชาตามแบบราชการ จะได้ปกครองกันง่ายไงค่ะ

    กุ้งว่าระบบว้ากน่าจะเอาออกไปจากห้องเชียร์ได้แล้วละค่ะ เหลือไว้แต่อะไรดี ๆ เช่นการร้องเพลงจะดีกว่า ทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวการณ์ ตามยุคสมัย อะไรที่มันไม่ดีก็ไม่ควรจะคงไว้ค่ะ ส่วนเรื่องการที่รุ่นน้องจะเคารพรุ่นพี่ไหม กุ้งว่าน่าจะให้มันเป็นไปตามความน่าเคารพของรุ่นพี่แต่ละคนค่ะ

    Q : สำหรับคุณกุ้งเอง หลังจากที่เคยเป็นรุ่นน้องมาแล้ว  คุณกุ้งได้รับอะไรจากกิจกรรมเหล่านี้บ้างคะ

    A : ที่สำคัญเลย คือได้เพื่อนค่ะ ได้รู้จักกันทุกคนเลยค่ะในรุ่น ทำให้รักใคร่กันดีค่ะ

    Q : เมื่อเราเคยถูกรับน้องมาแล้ว ทราบปัญหา และความรู้สึกต่าง ๆ คุณกุ้งนำความรู้สึกเหล่านั้น มาปรับใช้กับการเป็นรุ่นพี่อย่างไรบ้างหรือเปล่าคะ

    A : ก็เอามาปรับตรงกิจกรรมต่าง ๆ ที่เราและเพื่อน ๆ คิดว่ามันมีจุดบกพร่องตรงนี้นะ เราก็มาแก้ไขให้มันดีขึ้น หรืออย่างเช่นปีก่อนรุ่นพี่นัดเราแล้วมาสายน่ะ ให้เรามานั่งรอตั้งนานนะ อย่างนี้เราก็รู้สึกว่าไม่ควรให้เกิดขึ้นอีก ก็นำมาแก้ไขค่ะ เพื่อให้ทั้งพี่ ๆ และน้อง ๆ เกิดความรู้สึกที่ดีต่อกันค่ะ

    Q : ความรักและความสามัคคีเกิดขึ้นในระหว่างการรับน้องจริงหรือเปล่าคะ

    A : อันนี้กุ้งก็ตอบไม่ได้เหมือนกันค่ะ เพราะกุ้งคิดว่าความรู้สึกที่แต่ละคนได้รับคงจะไม่เหมือนกันแน่นอนค่ะ บางคนอาจจะสนุกสนาน แต่บางคนอาจจะไม่รู้สึกอย่างนั้นก็ได้ ขึ้นกับอะไรหลาย ๆ อย่าง แต่อย่างน้อยกุ้งเชื่อว่าสิ่งที่ทุกคนน่าจะได้รับคือ มิตรภาพที่ดีต่อกันค่ะ

    Q : ความสัมพันธ์ระหว่างพี่รหัสของคุณกุ้งเป็นอย่างไรบ้างคะ

    A : ความสัมพันธ์กับพี่รหัสเป็นไปด้วยดีมากเลยค่ะ พี่รหัสน่ารักมากค่ะ มีอะไรก็บอกน้องหมดค่ะ จะคอยเป็นห่วงเป็นใยเสมอค่ะ อย่างเช่นคะแนนวิชานั้นออกวิชานี้ออกก็จะคอยเป็นห่วง มาถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง พี่รหัสกลัวเราเครียดน่ะคะ (หัวเราะ) แล้วพี่รหัสกุ้งเป็นผู้ฉิงค่ะ เขาก็จะมีเรื่องมาเม้าธ์ให้ฟังตลอด เขาจะรู้เรื่องเม้าธ์ในคณะเกือบทุกเรื่องเลยค่ะ ก็เลยสนุกค่ะ แล้วพี่รหัสก็จะคอยโทร.มาหา ไปเที่ยวก็ซื้อของมาฝากค่ะ คิดถึงน้องตลอดเลย น่ารักมาก ๆ ค่ะ

    Q : แล้วกับน้องรหัสนี่จะมอบอะไรให้เป็นพิเศษหรือเปล่าคะ

    A : อันนี้ยังไม่ได้คิดเลยค่ะ เพราะว่ายังไม่รู้ว่าจะได้น้องรหัสผู้หญิงหรือผู้ชาย แต่ที่แน่ ๆ ก็คือ ต้องพาไปเลี้ยงข้าวแน่ ๆ ละค่ะ (หัวเราะ) แล้วก็ตั้งใจว่าจะดูแลน้องให้ดีที่สุดอย่างที่พี่รหัสดูแลเราค่ะ

    Q : ทุกปีจะมีคนสมหวัง และเสียใจในการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย และหวังว่าจะได้เข้ามาศึกษาในคณะที่ตนเลือกทั้งนั้น คุณกุ้งมองประเด็นเรื่องของการทำร้ายตนเองอย่างการฆ่าตัวตายเมื่อไม่สมหวัง อย่างไรบ้างคะ

    A : กุ้งว่าจริง ๆ แล้ว เป็นความผิดของสังคมนะคะ ที่ทำให้เด็กมีค่านิยมและมุมมองในเรื่องของการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่างเช่นทุกวันนี้ การที่เรามีจุดมุ่งหมายเป็นสิ่งที่ดีนะคะ เพราะมันทำให้เรามีกำลังใจ มีแรงใจที่ดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้ปกครองรวมถึงครูบาอาจารย์ควรจะแนะนำเด็กค่ะ ควรให้กำลังใจว่าถ้าหากเกิดเราพลาดหวังขึ้นมาเราต้องทำอย่างไร มันเป็นเรื่องปกติ ในชีวิตที่คนเราจะผิดหวังกันได้ สำคัญว่าเราได้เรียนรู้อะไรจากมัน และเราเข้มแข็งพอจะผ่านพ้นสิ่งเหล่านั้นไปหรือเปล่า ทั้งคุณพ่อคุณแม่ควรเป็นที่พึ่งให้แก่เด็กค่ะ ไม่ควรกดดันเด็ก กุ้งเห็นหลายคนนะคะที่พ่อแม่กดดันลูก อย่างเช่นเพื่อนของกุ้ง บอกตรง ๆ ว่าสงสารคนที่ถูกกดดันมาก เพราะตัวเด็กที่เอนฯ นั้นกุ้งว่าเขามีความเครียดในตัวอยู่แล้วละค่ะ แล้วยิ่งพ่อแม่ไปพูดกดดันเขา บีบเขา ตั้งความหวังกับเขายิ่งแย่ใหญ่เลยค่ะ และที่สำคัญที่สุด กุ้งอยากให้น้อง ๆ ที่จะเอนฯ ทุกคนรู้จักตัวเอง เพราะตัวเขาเองต้องไม่กดดันตนเอง และไม่เอาความคาดหวังของคนอื่น ๆ มากดดันตัวเอง ถ้าทำได้ก็จะเป็นทางออกที่ดีอย่างหนึ่งค่ะ

    Q : เมื่อหลายปีก่อนก็มีข่าวว่า ทั้งที่สอบเข้าได้แล้ว แต่เมื่อเจอกิจกรรมรับน้องที่เขาไม่คุ้นเคย โดยรุ่นพี่สั่งให้เต้นท่าทางตลก ๆ แล้วเขาเกิดความอายจนคิดฆ่าตัวตาย แบบนี้คุณกุ้งคิดอย่างไรคะ  มีหนทางใดบ้างไหมที่เรา ซึ่งเป็นรุ่นพี่จะหาทางป้องกัน ไม่ให้เกิดเรื่องทำร้ายจิตใจในกรณีที่คล้าย ๆ กันแบบนี้ค่ะ

    A : กุ้งว่าอย่างแรกเลยก็คือ ต้องไม่ให้น้องทำกิจกรรมหรือเต้นแร้งเต้นกาท่าประหลาด ๆ คนเดียวเพราะเขาจะรู้สึกเสมือนว่าเขาถูกทำโทษ ยิ่งเป็นท่าแปลก ๆ เพื่อน ๆ พี่ ๆ ยิ่งหัวเราะชอบใจ น้องที่เขาไม่เข้าใจเขาก็อาจจะคิดว่าเห็นเขาเป็นตัวตลก แล้วเกิดเก็บกดอยู่ในใจได้ค่ะ ดังนั้น ควรจะให้น้องทำกิจกรรมพร้อมกันหลาย ๆ คน จะได้ไม่เกิดความรู้สึกแปลกแยกค่ะ ส่วนอย่างที่สองก็คือ รุ่นพี่ไม่ควรบังคับรุ่นน้อง ควรให้เป็นไปตามความสมัครใจมากกว่าค่ะ หากน้องบางคนบอกว่าไม่อยากทำหรือว่าทำไม่ได้จริง ๆ ก็ไม่ต้องบังคับเขาค่ะ หาน้องคนอื่นที่เขาสมัครใจดีกว่าค่ะ เป็นทางออกที่ดีที่สุดค่ะ

    Q : ฝากแง่คิดอะไรสักนิดเกี่ยวกับกิจกรรมรับน้องด้วยค่ะ

    A : อยากให้กิจกรรมรับน้องของทุกสถาบันเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ และเป็นการจัดขึ้นเพื่อน้อง ๆ อย่างแท้จริง หมายความว่าเป็นกิจกรรมที่สร้างความคุ้นเคยให้กับน้อง ๆ ให้กิจกรรมเป็นสื่อที่จะนำพาน้อง ๆ ได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ และสร้างความสัมพันธ์อันดีแก่ทั้งตัวรุ่นพี่และรุ่นน้องค่ะ ทั้งนี้ รุ่นพี่ต้องลดอคติของตนเองลง ต้องให้น้องร่วมกิจกรรมอย่างสมัครใจ ไม่ต้องบังคับหรือฝืนใจในสิ่งที่เขาไม่อยากทำจริง ๆ อย่าคิดว่าการบังคับจะเป็นการทำให้น้องเคารพและเชื่อฟังตนเอง กลับกัน...การทำให้น้องยอมรับคือการทำให้น้องเคารพและนับถือเราอย่างแท้จริงค่ะ


     



    การรับน้อง คือ กิจกรรมดี ๆ ที่น่าจะส่งเสริมรอยยิ้มและกระชับมิตรมากกว่าสร้างความกดดันให้ผู้อยู่ใหม่ที่ต้องปรับตัวทั้งเรื่องของตารางเรียน ตารางการใช้ชีวิต... จริงของเธอที่ว่าการรับน้องเป็นเรื่องของการสานความสัมพันธ์ไม่ใช่การกดให้ต้องยอมรับ และบังคับให้เคารพรุ่นพี่ ซึ่งก็คงไม่ต่างอะไรกับอำนาจเผด็จการ เมื่อเข้าใจกันเช่นนี้แล้ว นักศึกษาเหล่านี้ ก็จะจบออกมาเป็นบัณฑิตที่มากด้วยความเข้าใจในสิทธิ เสรีภาพนับว่าเป็นหน่อความคิดที่น่าสนใจสำหรับวัยรุ่นยุคนี้จริงๆ. 

    สารากร



    [อ่าน ก้าวต่อก้าว ในฉบับอื่น]


    [มีอะไรในเล่มอีก]







    Cover(s) by : ยางมะตอยสีชมพู

    kaawss.jpg
    ก้าว..รอ..ก้าว
    'บ้านหนอน' ออนไลน์แมกกาซีน สำนักหนอนสนทนา

    www.winbookclub.com
    http://kaawrowkaw.wordpress.com/
    kaawrowkaw@hotmail.com





    2007-06-01 00:56:28/

     


    คาใจ
    ความเห็นที่ 1

     
      ตอบโดย คาใจ   เมื่อ: 2007-06-01 01:09:39
    ได้ข่าว ว่าพี่ยางฯ ทำปกนะ แหม เล่มนี้น่ะทำเต็มที่เลยใช่ไหมท่านพี่ยางฯ

    อืม...รับน้องหรือ รับน้องหรือ
     


    ที่คั่นหนังสือ
    ความเห็นที่ 2

     
      ตอบโดย ที่คั่นหนังสือ   เมื่อ: 2007-06-01 09:36:02
    แหมขยันกันจริงๆนะคนบ้านนี้ ลาบสมองของพวกเราเลยทีนี้ ขอบคุณผู้เขียนทุกคอลัมป์นะขอรับ เป็นกำลังใจให้สู้ต่อไป ฝีมือร้ายกาจกันถึงเพียงนี้ข้าพเจ้าขอซูฮก




    สวัสดี อรุณเบิกฟ้า นกกาไร้เงา
     


    สารากร
    ความเห็นที่ 3

     
      ตอบโดย สารากร   เมื่อ: 2007-06-01 10:27:10
    ขอประชาสัมพันธ์นิดนึง

    อันว่า คอลัมน์ก้าวต่อก้าว เป็นการพูดคุยกันในกลุ่มชาวหนอน ไม่กำหนดวัย- เพศ
    เพื่อสานสัมพันธ์อันดีในบ้านหนอนของเรา
    เราจะค่อยๆแนะนำกันให้รู้จักใบหน้า และความคิด
    เอาเป็นว่า เราจะเข้าไปเคาะประตูบ้านเพื่อนหนอน

    โปรดเตรียมตัวให้พร้อม

    คนต่อไปอาจเป็นคุณนะเจ้าคะ


     


    popo
    ความเห็นที่ 4

     
      ตอบโดย popo   เมื่อ: 2007-06-01 13:03:33
    แหม หน้าปกนี่แอบเซ็กซี่นะท่านยาง รับน้องด้วยคนซิคะท่านพี่

    ชอบที่เขาแนะนำหนังจังเลย บอกรายละเอียดเรื่องเยอะดีค่ะ วิจารณ์เจ๋งดีค่ะ ชอบmujสุดเลย
    และชอบคอลัมน์ เด็กแอด เช่นกันค่ะ
     


    หนอนดิน
    ความเห็นที่ 5

     
      ตอบโดย หนอนดิน   เมื่อ: 2007-06-01 14:16:16
    สุดยอดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
    ..
    ..
    ..
    ว่าแต่ มอไรอ่ะขอรับท่านยาง...?
    ..
    ..
    วุ้ย!! กลับไปดูอีกที!

    หนอนดิลล์



     


    โจนาธาน
    ความเห็นที่ 6

     
      ตอบโดย โจนาธาน   เมื่อ: 2007-06-01 16:29:10
    ปกครั้งนี้ด้อยลงไปในสายตากระผม ทันทีที่ได้เห็นภาพของของคุณรินราตรี...

     


    กีรติ
    ความเห็นที่ 7

     
      ตอบโดย กีรติ   เมื่อ: 2007-06-01 16:50:40
    ไม่ใช่เห็นที่ใบหน้าหรอก แต่เห็นที่สมองของเจ้าหล่อนมากกว่า
     


    หนุงหนิง
    ความเห็นที่ 8

     
      ตอบโดย หนุงหนิง   เมื่อ: 2007-06-01 19:47:55
    น้องกุ้งระวังพวกเฒ่าหัวงูแถวนี้นะ อิอิ

    หายเงียบไปนาน ดีใจที่ได้ข่าวคราวจ้ะ
     


    ยางมะตอยสีชมพู
    ความเห็นที่ 9

     
      ตอบโดย ยางมะตอยสีชมพู   เมื่อ: 2007-06-01 22:36:17
    เล่มนี้นี่...มันช่างวัยรุ่นเสียจริง...555+
     


    อานันท์ ประทีฯ
    ความเห็นที่ 10

     
      ตอบโดย อานันท์ ประทีฯ    เมื่อ: 2007-06-02 02:15:21
    เพียงแค่ไม่กี่วลีของชายหนุ่ม...

    กลับกลายแปลงสาร์นเป็นอื่น...เสียมิได้เลยนะท่านย่าน่ารัก
     




    ข้อความ :
    สามารถเคาะ Enter หาต้องต้องให้เว้นบรรทัด หรือใช้คำสั่ง <br>
    ชื่อ :
    รูปภาพ :  
    ขนาดไม่เกิน 50K และต้องมีนามสกุลเป็น gif และ jpg
    รหัส :   3fb7917e
    ใส่รหัส :   (กรุณาใส่รหัสจากข้างบนนะครับ)