-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
- ฉากที่ 1 -
"ท่านประธานาธิบดีให้ ผอ. เข้าพบแล้วค่ะ"
ผู้อำนวยการองค์การลับผงกศีรษะ เดินตามเจ้าหน้าที่หญิงคนนั้น ประตูเปิดออก เขาก้าวเข้าไป ชายในห้องทักทายเขา
"ท่าน ผอ."
เขาคำนับเจ้าของห้อง "ท่านประธานาธิบดี"
"ท่านประธานาธิบดีหาผมทำไมครับ?"
"ผมไม่ได้หาผม ผมมีผมเต็มหัวดีอยู่แล้ว"
"ครับ ขอโทษครับ ท่านประธานาธิบดีเรียกข้าพเจ้ามาทำไมครับ?"
"ผมอยากให้คุณจัดมือสังหารมาซักคน"
"มือสังหารของเราซักเป็นแต่ผ้า ซักประวัติคนไม่เป็นครับ"
"นี่มึงกวนตีนประธานาธิบดีเรอะ?"
"มิกล้า มิกล้า ผู้น้อยผิดไปแล้ว ขอคารวะสามจอก ท่านประธานาธิบดีอยากจะฆ่าใครครับ? ผู้นำชาติไหน?"
"จะฆ่าก็ต้องชาตินี้ จะเป็นชาติหน้าชาติไหนได้ยังไงโว้ย"
"จริงครับท่าน ผู้น้อยผิดไปแล้ว ขอคารวะสามจอก สรุปจะฆ่าใครครับ บอกมาเลย ผมจัดการให้"
"ผมอยากให้คุณส่งมือสังหารไปฆ่านักเขียนไทยคนนึง มันกวนตีนกูมาก ตั้งแต่เกิดสงครามอิหร่าน มันเขียนกวนกูทุกวันเลย บางวันด่าด้วยภาษาจีน บางวันด่าด้วยอักษรย่อ"
"เขียนลงที่ไหน?"
"เพจของมัน"
"งั้นทำไมไม่ให้มาร์คจัดการ?"
"บทลงโทษของมาร์คมันเบาไป แค่ปิดเพจที่ขัดมาตรฐานฌุมฌน ไม่ไหวอะ เบามั่กมั่ก"
"ได้ครับ เดี๋ยวจัดการให้"
..............................
- ฉากที่ 2 -
"ท่าน ผอ. เรียกผมมาทำไม?"
"มีงำให้ทาน"
"งำเป็นอาหารประเภทไหนครับ ไม่เคยได้ยิน"
"มีงำให้ทานก็คือมีงานให้ทำ คำผวนน่ะ รู้จักมั้ย?"
"งำ เอ๊ย! งานอันใด?"
"งานที่คุณถนัด"
"ผมถนัดซักผ้า"
"อีกงานที่คุณถนัดนอกจากซักผ้า"
"ก็คือฆ่าคน จะให้ผมฆ่าใคร?"
"นักเขียนไทยคนนึง มันบังอาจกวนตีนเบื้องบน"
"นักเขียนคนนั้นชื่ออะไร?"
"ชื่อคล้ายๆ มอเตอร์ไซค์รับจ้างน่ะ"
"มันอยู่ที่ไหน?"
"มันอยู่ในตู้เย็น ส่วนเผือกอยู่ในตลาด"
"ท่านปักหมุดมาเลย จะได้ไปฆ่าถูกที่"
"หมุดคือ F-32"
"รุ่นเครื่องบินหรือ?"
"ไม่ใช่ เป็นเบอร์บูธงานหนังสือ สายลับของเราบอกว่า มันจะไปปรากฏตัวที่งานหนังสือทุกวัน"
"แล้วจะให้ฆ่ากลางวันแสกๆ หรือ?"
"ฆ่าคน ไม่ใช่ฆ่ากลางวัน คุณจะฆ่ากลางวันได้ยังไง"
"ครับท่าน ฆ่าคน ตอนกลางวันแสกๆ"
"แล้วอย่าฆ่าแบบเลือดสาด มันดูโหดไป ทำให้ดูเป็นอุบัติเหตุ"
"อย่างเช่น?"
"งานหนังสือมีหนังสือมาก ให้กองหนังสือล้มทับมันตายคาที่"
"เอ๊ะ! หนังสือล้มทับแล้วตายด้วยหรือ?"
"ตายซี เพราะนักเขียนคนนี้ชอบเขียนงานวรรณกรรมเครียดๆ หนักๆ หนังสือของมันจึงหนักมาก ทับกบาลสองสามเล่มก็ตายแล้ว อีกอย่างนักเขียนผอมบางเพราะเป็นโรคไส้แห้ง ตายไม่ยากหรอก"
"ถ้าไส้แห้ง ทำไมยังเป็นนักเขียนครับ?"
"มันทำเป็นอยู่สองอย่างคือเขียนหนังสือกับซักผ้า"
"โอ! งั้นหรือ ท่านหานักฆ่าคนอื่นเถอะครับ ผมไม่รับจ๊อบนี้"
"ทำไม?"
"ผมสงสารมันอะ เขียนหนังสือก็มีกรรมแล้ว ซักผ้ายิ่งมีกรรมกว่า อย่างนี้ไม่ฆ่าทรมานกว่านะ"
..............................
งานหนังสือ ศูนย์สิริกิติ์ 26 มีนาคม - 6 เมษายน
บูธ วินทร์ เลียววาริณ F-32
แล้วเจอกัน0- แชร์
- 8
-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
ตอนนี้น้ำมันทั่วโลกมีราคาแพงขึ้น บางปั๊มไม่มีขาย
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของเมืองไทยที่เจอปัญหานี้ ช่วงผมเป็นวัยรุ่น ชาวโลกก็เจอปัญหา อ.ป.
อ.ป. ย่อมาจากโอเปค (OPEC)
โอเปคหรือ Organization of Petroleum Exporting Countries คือองค์การประเทศค้าน้ำมันห้าประเทศ ได้แก่เวเนซุเอลา อิรัก ซาอุดิิาระเบีย อิหร่าน คูเวต ก่อตั้งในปี 1960 ต่อมาลิเบีย อินโดนีเซีย และกาตาร์เข้าร่วมด้วย
เคยเล่าในบทก่อนๆ ว่า ในปี 1973 เกิดสงคราม Yom Kippur พวกอาหรับรวมหัวบุกอิสราเอล หลายประเทศตะวันตกสนับสนุนอิสราเอล
กลุ่มประเทศอาหรับต้องการสั่งสอนพวกตะวันตก และพบว่าพวกตนมีอาวุธทรงพลังในมือคือน้ำมัน สามารถกดดันโลกได้
กษัตริย์ไฟซาลแห่งซาอุดิอาระเบียเป็นผู้ริเริ่มแผนเลิกส่งน้ำมัน พวกเขาเลิกส่งน้ำมันให้ประเทศที่สนับสนุนอิสราเอล คือสหรัฐฯ อังกฤษ แคนาดา ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ โปรตุเกส โรดีเซีย แอฟริกาใต้
ราคาน้ำมันพุ่งพรวดขึ้นสี่เท่า กระโดดจาก 3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็น 12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เรื่องใหญ่ ทั้งโลกปั่นป่วน (ราคาในปี 1973)
ผลของราคาน้ำมันขึ้ทำให้เศรษฐกิจไทยปั่นป่วนไปด้วย สินค้าขึ้นราคา แต่มันไม่ใช่น้ำมันขึ้นราคาครั้งเดียว ครั้งต่อมาในปี 1980 ส่งผลให้นายกรัฐมนตรี พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ต้องลาออกกลางสภา เพราะคุมราคาไม่อยู่
แต่คนไทยมองเรื่องนี้ขำๆ
นักร้องนักแต่งเพลง สรวง สันติ นำเหตุการณ์นี้มาแต่งเพลง น้ำมันแพง
ใส่อารมณ์ขันเข้าไปเพื่อคลายเครียด
“น้ำมันขาดแคลน คุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ ถึงตอนดับไฟ มีอะไรเราก็เริ่มฝอย ใกล้เข้าไปอีกนิด ชิดเข้าไปอีกหน่อย น้ำมันมีน้อย มืดหน่อยก็ทนเอานิด”
แต่ผ่านไปหนึ่งปี กษัตริย์ไฟซาลก็ยอมถอย เพราะซาอุดิอาระเบียมีเงินฝากหลายพันล้านในธนาคารตะวันตก ราคาน้ำมันทำให้มูลค่าเงินนั้นลดลง อีกประการสหรัฐฯสัญญาขายอาวุธให้
โลกหันกลับมาเผาน้ำมันตามปกติ
สรุปก็คือปัญหาน้ำมันราคาแพงเมื่อ 53 ปีก่อนเกิดจาก อ.ป. 'โอเปค'
ต้นตอปัญหาน้ำมันปี 2026 นี้ก็เกิดจาก อ.ป. เหมือนกัน
อ.ป. ย่อมาจากไอ้เปรต
วินทร์ เลียววาริณ
18-3-260- แชร์
- 15
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
ผมเกิดในครอบครัวสิบพี่น้อง ข้างบ้านผมมีลูกสิบสามคน บ้านถัดไปมีแปดคน ในสมัยก่อนแต่ละบ้านในสมัยนั้นมีลูก 8-10 คนเป็นเรื่องปกติอย่างยิ่ง รัฐบาลรณรงค์ให้มีลูกกันมาก ๆ บางปีก็มอบรางวัลแก่ ‘แม่ลูกดก’ ด้วย!
สำหรับคนยุคนี้ การเลี้ยงลูกสักสิบคนคงเป็นนรกแน่ ๆ! แต่ในสมัยโน้นชาวบ้านเดินดินทั่วไปต้องทำงานตัวเป็นเกลียวเช้าจรดค่ำ ไม่ค่อยเหลือเวลามาอบรมลูกเป็นรายตัว ก็เลี้ยงลูกแบบ ‘ตายก็ตาย รอดก็รอด’ ให้รับผิดชอบตัวเอง กินข้าวไม่ต้องป้อน ถึงเวลาไปโรงเรียนก็ไป ลูกคนไหนเกเรก็หวดด้วยไม้เรียวสักที ก็ไม่เห็นมีใครเสียเด็กสักคน!
สมัยนี้เลี้ยงลูกคนเดียวยากเหลือประมาณ เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยเงิน! ลูกบังเกิดเกล้าอยากได้อะไร ก็ถวายให้หมด เด็กเดี๋ยวนี้จำนวนมากอายุสิบขวบแล้วยังต้องป้อนอาหารให้ จะกินข้าวทีก็ต้องไล่ป้อนไปทั่วบ้านหรือหลอกล่อด้วยรางวัล บางคนอายุสิบห้ายังผูกเชือกรองเท้าไม่เป็น เพราะมีคนใช้ทำให้ทุกวัน บวกกับสิ่งเร้าที่มากกว่าสมัยก่อน ทำให้ดูเหมือนว่ามีโอกาสที่จะเสียเด็กหรือ ‘สปอยล์’ มากขึ้น
การเลี้ยงเด็กก็ไม่ต่างจากการเลี้ยงต้นไม้ในสวน ยิ่งประคบประหงมยิ่งทำให้อ่อนแอ พึ่งตัวเองไม่เป็น มองไปรอบตัว เราเห็นผลผลิตมากมายจากระบบ ‘ประคบประหงม’ เติบโตขึ้นเป็นพวกพึ่งตัวเองไม่เป็นและไม่คิดพึ่งตัวเอง คิดเป็นอย่างเดียวคือขอจากคนอื่น แก้ปัญหาด้วยการยืมเงิน ขอเงิน และขายของเก่ากิน
นาน ๆ เข้าก็ฝังรากเป็นนิสัย วัฒนธรรม ‘แบมือขอ’ หยั่งรากไปทั่ว มันเกิดขึ้นทุกที่ทุกระดับ ตั้งแต่ปัจเจก องค์กร ไล่ไปจนถึงระดับประเทศ
มีตัวอย่างองค์กรมากมายที่บริหารขาดทุนทั้งปีทั้งชาติ แล้วขอให้รัฐช่วยค้ำจุน ด้วยเหตุผลคลาสสิกว่า “ถ้าไม่ช่วยเรา มันจะล้มไปทั้งระบบนะ” ถ้าเป็นระดับประเทศ ก็ว่า “ถ้าไม่ช่วยเรา ประเทศคุณก็อาจจะล้มไปด้วยนะ”
ในสเกลที่ใหญ่ขึ้นไปอีก หลายประเทศในโลกใช้เงินอย่างไม่มีวินัยการคลัง ผลาญเงินภาษีของชาติไปกับโครงการประชานิยมต่าง ๆ ป้อนถึงปากชาวบ้าน สร้างคนพันธุ์ใหม่ที่ทำอะไรเองไม่เป็น ลงท้ายประเทศทั้งประเทศก็ล่มจมได้ ทั้งที่เป็นแผ่นดินอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ
นักเศรษฐศาสตร์และนักการเงินหลายคนเชื่อว่าวิธีช่วยเหลือประเทศที่กำลังล้มคือปล่อยให้มันล้ม ตามหลัก ‘ตายก็ตาย รอดก็รอด’ ธรรมชาติจะหาทางออกของมันเอง!
บางครั้งยิ่งให้เงินช่วยเหลือใคร ก็ยิ่งทำให้พวกเขาอ่อนแอ เพราะใครคนหนึ่งไม่สามารถยืมเงินคนอื่นหรือขอความช่วยเหลือจากคนอื่นไปทั้งชีวิต และก็ไม่มีของเก่าให้ขายไปตลอดชีวิต อีกประการ ปัจเจกและองค์กรที่รู้ว่าท้ายที่สุดแล้วต้องมีคนช่วยแน่ ๆ มักไม่ทำงานเต็มที่สุดชีวิต
ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง หลายบ้านหลายเมืองถูกทำลายจนสิ้นซาก บ้านแตกสาแหรกขาด คนจำนวนมากสูญเสียทุกอย่างในชีวิต ต้องเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ คนที่ลุกขึ้นมาเดินหน้าได้เร็วกว่าคือคนที่มีความรู้ ทักษะ และความสามารถติดตัว ทรัพย์สินและความช่วยเหลืออย่างเดียวไม่อาจสร้างชาติขึ้นมาใหม่ได้
ประเทศที่ประสบความสำเร็จในยุคนี้ไม่จำเป็นต้องมีทรัพยากรธรรมชาติมากมายมหาศาล หากจัดการไม่เป็น ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่มากมายก็หมดไปได้ แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดก็คือคุณภาพของคน การพัฒนาคนจึงสำคัญอย่างยิ่งยวด เริ่มที่ความรับผิดชอบต่อชีวิตตนเอง เพื่อเอาตัวรอดได้
แต่การเอาตัวรอดไม่จำเป็นต้องทำอย่างยถากรรม สามารถกระทำโดยมียุทธศาสตร์ และยุทธวิธีที่ดีที่สุดก็คือการติดอาวุธทางปัญญา ปรับแต่ง ‘ยีน’ ของ ‘ต้นไม้’ แต่ละต้นให้แข็งแรงทนทานมากขึ้น เรียนเพื่อรู้ เพื่อใช้งานได้จริง ไม่ใช่เพื่อกระดาษอะไรสักแผ่น
เลี้ยงลูกกำกับการแสดงอยู่ห่าง ๆ อย่างระมัดระวัง เมื่อลูกขอในสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ ก็ต้องรักษาจุดยืนมั่นคง แม้ลูกจะร้องไห้โวยวายโบราณสอนว่าอย่าจับปลาให้ลูกหลานกิน แต่จงสอนวิธีจับปลาให้พวกเขา จะได้มีปลากินไปตลอดชีวิต สอนให้เด็กรู้จักความลำบากบ้าง จะได้เข้าใจว่าชีวิตไม่ได้มีแต่ด้านสวยงาม อาหารทุกมื้อรออยู่บนโต๊ะ เงินรออยู่ในตู้เอทีเอ็ม
เพราะชีวิตไม่เคยแน่นอน เพราะสมบัติพัสถานที่พ่อแม่มีอาจหายไปเมื่อไรก็ได้ แม้แต่ประเทศที่อยู่อาศัยก็ล้มละลายได้ ดังนั้นหากไม่รู้จักด้านขรุขระของชีวิต และการใช้ชีวิตในสถานการณ์ลำบาก จะมีชีวิตรอดต่อไปอย่างไร
สอนให้แต่ละคนต้องทำงาน ไม่พึ่งพาคนอื่น และเป็นอิสระ
บางทีอิสรภาพที่แท้จริงของชีวิตอาจกินความกว้างกว่าแค่การไม่ถูกจองจำ แต่คือสามารถพึ่งพาตัวเองได้ มีตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
และมีอะไรที่เป็นอิสระและน่าภูมิใจไปกว่าการยืนด้วยลำแข้งของตัวเองได้?
วินทร์ เลียววาริณ
18-3-26อ่านฉบับเต็มได้จาก ยาเม็ดสีแดง
190 บาท 34 บทความ บทความละ 5.5 บาท
https://www.winbookclub.com/store/detail/116/ยาเม็ดสีแดงชุดกำลังใจครึ่งโหล 6 เล่ม
https://www.winbookclub.com/store/detail/217/S6%20ชุดกำลังใจครึ่งโหลทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395
1- แชร์
- 22
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
"เยอรมนี ไปมั้ย?"
"ไม่ครับ"
"ฝรั่งเศส ไปมั้ย?"
"ไม่ดีกว่าครับ"
"อังกฤษ?"
"ไม่เหมือนกันครับ"
"เกาหลีใต้?"
"ไม่"
"ไม่ไป?"
"ไม่ว่างไปครับ กำลังถ่ายซีรีส์ใหม่"
"ก็คือไม่ไป?"
"ใช่ก็ได้ครับ"
"จีนล่ะ ไปมั้ย?"
"เจี๊ยะป้าบ่อสื่อ"
"ยากอะ แปลเป็นอังกฤษได้มั้ย?"
"Eat auntie no communication."
"ตกลงไปไม่ไป?"
"มิเห็นโลงมิหลั่งน้ำตา No see coffin no tears."
"อืม! very deep indeed. แปลว่าไม่อยากรบ?"
"ทะเลทุกข์ไร้ขอบเขต กลับใจคือฟากฝั่ง"
"ยากอะ แปลเป็นอังกฤษได้มั้ย?"
"Suffering sea is limitless, return heart is shore."
"ญี่ปุ่น?"
"ไปค่ะ"
"ดีมาก"
"ญี่ปุ่นเดินตามหลักเซนค่ะ ไปคือไม่ไป ไม่ไปคือไป"
"เสียเวลากูจริงๆ ถามคนไทยดีกว่า ไปรบกันมั้ย?"
"อยากไปนะ แต่เรามีแต่เรือประมง"
วินทร์ เลียววาริณ
17-3-261- แชร์
- 36
-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
เวลาคุณไปซื้อสินค้าชิ้นหนึ่ง เมื่อคนขายบอกว่าขายมันไปแล้ว คุณมักจะรู้สึกว่าสินค้าชิ้นนั้นมีค่าสูงกว่าเดิม
เมื่อคนที่คุณหมายปองไปรักคนอื่น คุณรู้สึกว่าเขาหรือเธอมีคุณค่าสูงขึ้นกว่าเดิม และอดรู้สึกเสียดายมิได้ ทั้งที่เดิมทีคุณไม่ได้มองใครคนนั้นพิเศษกว่าคนอื่น
เพื่อนคนหนึ่งของผมไม่เคยสนใจหญิงสาวที่แสดงท่าทีว่าชอบเขา ทว่าเมื่อเธอไปคบกับชายอื่น เขาก็เกิดอาการ ‘เสียดายของ’ อย่างแรง จนถึงขั้นอกหัก
เขาบอกว่า เพิ่งรู้ตัวว่ารักเธอคนนั้น ขณะที่ผมเชื่อว่า หากผู้หญิงคนนั้นไม่ไปควงคนอื่น เขาคงรู้สึกเฉย ๆ
อาการ 'เสียดายของ' เป็นเรื่องแปลก เป็นส่วนผสมระหว่างความชอบ ความอิจฉา และความเห็นแก่ตัว
คนจำนวนมากตกในกับดักของความเสียดาย สะท้อนออกมาด้วยคำพูดว่า "รู้อย่างนี้ ตอนนั้นทำอย่างนั้นไปแล้ว"
เสียดายที่ตอนนั้นไม่เรียนให้จบ ไม่เช่นนั้นตอนนี้ก็เป็นหัวหน้าไปแล้ว
เสียดายที่ตอนนั้นไม่ออกไปเปิดกิจการเอง ไม่เช่นนั้นตอนนี้ก็ได้เข้าตลาดหลักทรัพย์แล้ว
เสียดายที่ตอนนั้นไม่แต่งงานกับเขา ไม่เช่นนั้นตอนนี้ก็รวยแล้ว
และอีกหลาย ๆ 'เสียดายที่' กับ 'ไม่เช่นนั้นตอนนี้ก็...'
'เสียดายที่' หลายอย่างเกิดจากการขาดปัญญาหรือมองโลกแคบไป เช่น เรียนไม่จบ คบคนไม่ดี ความเสียดายแบบนี้อาจแก้ได้โดยการเรียนและสังเกตมากขึ้น
'เสียดายที่' หลายอย่างเกิดจากความไม่กล้า เช่น ไม่กล้าเปลี่ยนงาน ไม่กล้าลาออกไปตั้งกิจการใหม่ ไม่กล้าจีบสาว ไม่กล้าแย้งพ่อแม่ ไม่กล้าปฏิเสธเพื่อนไม่ดี ฯลฯ
ในความจริง มีหลาย ๆ 'เสียดายที่' ที่เราไม่อาจคาดการณ์ได้ หรือเกินการคาดการณ์ จึงไม่ควรนำพากับความเสียดายแบบนี้
แต่ยังมีอีกหลาย ๆ 'เสียดายที่' ที่เราอาจคุมหรือเปลี่ยนได้ในวันนี้ ยกตัวอย่างเช่น การเลิกเรียนเพราะขี้เกียจ การไม่คิดใฝ่หาความรู้ทักษะเพิ่มเติม การไม่ดูแลสุขภาพของตัวเอง การผ่านเวลาไปกับอบายมุข ฯลฯ
นี่เป็น 'เสียดายที่' ซึ่งสามารถป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้ ขอเพียงเปิดโลกทัศน์ มีเมตตาเปิดใจกว้าง ใช้สมองเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่น
เมื่อนั้น 'เสียดายที่' ก็จะเปลี่ยนเป็น 'ดีจังที่ทำ'
วินทร์ เลียววาริณ
17-3-26จาก สองแขนที่กอดโลก
49 บทความกำลังใจ
ได้รับคัดเลือกเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
ราคาเพียง 190 บาท = บทความละ 3.8 บาท
https://www.winbookclub.com/store/detail/86/สองแขนที่กอดโลก1- แชร์
- 28
