• วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    หลังบ้านผมเป็นสนามฟุตบอลของการรถไฟฯ เป็นพื้นที่รกร้าง การรถไฟฯจึงทำเป็นสนามฟุตบอลให้ชาวเมืองใช้ แต่มีคนเล่นฟุตบอลประปราย และนาน ๆ ทีจะมีเกมใหญ่ เวลาส่วนใหญ่สนามฟุตบอลเป็นที่เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่และวัวของชาวบ้าน

    พื้นที่รอบสนามฟุตบอลปลูกต้นไม้เปลี่ยนชนิดไปเรื่อย ๆ ช่วงผมเป็นเด็ก มีต้นหูกวางขนาดใหญ่สูงมาก ใบหูกวางร่วงเกลื่อนพื้น ต้นหูกวางนี่เองกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผมใช้เป็นองค์ประกอบในเรื่องสั้น สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง

    ที่มุมหนึ่งมีต้นฝรั่งที่บ้านหลังใดหลังหนึ่งปลูกไว้ ออกลูกเต็มต้น แต่รสชาติไม่เป็นสับปะรด (แน่ละซี ก็มันเป็นฝรั่งนี่นา!)

    ต่อมาแม่ผมปลูกต้นหลิวเป็นแถวริมสนามฟุตบอล สาเหตุก็เพราะมีคนบอกว่ารากต้นหลิวต้มกับถั่วแดงรักษาโรคดีซ่านได้ แม่จึงขอพันธุ์จากคนที่เดินทางมาจากเมืองจีน ปรากฏว่ามันขึ้นงอกงามในดินหาดใหญ่ มันโตจนสูงพอสมควร ต้นหลิวทำให้บรรยากาศสนามฟุตบอลดูดีขึ้น

    แต่เช่นเดียวกับต้นไม้อื่น ๆ ไม่ช้าไม่นานต้นหลิวก็หายไป

    ใกล้บ้านเราปลูกต้นหางนกยูงก็เติบโต ออกดอกแดงสะพรั่งตามฤดูกาล

    ต่อมาเราก็ปลูกต้นหม่อน เติบโตออกลูกดกทั้งปี บางทีก็เรียกให้เพื่อนบ้านมาเก็บกิน ผลก็คือปากและลิ้นดำเป็นแถว

    สนามฟุตบอลมีสัตว์หลายชนิดโผล่มาหา นาน ๆ ทีก็มีงูมา ค้างคาวก็บินมาเยี่ยมเป็นระยะ เคยเห็นนกนางแอ่นซึ่งน่าจะหลงทางมาจากทะเลสาบสงขลา

    นกนางแอ่นตัวนี้เองเป็นแรงบันดาลใจให้ผมใช้เป็นองค์ประกอบเรื่องสั้น รักกันหนึ่งร้อยปี

    ............................

    “ลูกรู้ใช่ไหมว่าทำไมลูกมีชื่อว่า เฟยเยี้ยน ?”

    แน่ละฉันรู้ แม่เคยเล่าว่าตอนที่ฉันยังอยู่ในท้องแม่ นกนางแอ่นตัวหนึ่งบินมาทำรังใต้หลังคาบ้านเรา ไม่รู้ว่ามันหลงมาจากทะเลได้อย่างไร และทำไมจึงคิดว่าใต้หลังคาเป็นถ้ำที่มันทำรัง แต่วันหนึ่งมันก็คงคิดได้และบินจากไป มันส่งเสียงร้องเหมือนลาแม่ขณะที่ฉันถีบแม่เบา ๆ ราวกับรับรู้เสียงนกนางแอ่น แม่จึงตั้งชื่อฉันว่า เฟยเยี้ยน แปลว่า นางแอ่นบิน ............................

    สนามฟุตบอลยังอุดมด้วยแมลง มีแมลงปอมากมายหลายสายพันธุ์ แต่ที่ผมชอบที่สุดคือหิ่งห้อย พวกมันออกมาท่องราตรีกันเป็นฝูง ไฟในตัวส่องสว่างไปรอบ เราก็จับมันใส่ถุง ใช้แทนโคมไฟ ความสว่างเทียบได้กับหลอดไฟ 0.05 วัตต์กระมัง! แต่เป็นไฟที่โรแมนติกที่สุดในโลก

    นอกเหนือจากสัตว์ขาจร ก็มีขาประจำ ได้แก่สัตว์เลี้ยงของชาวบ้าน ไก่ เป็ด วัว แพะ

    ใช่ ชาวบ้านปล่อยวัว แพะ เล็มหญ้า แล้วทิ้งขี้ไว้ดูต่างหน้าให้หายคิดถึง มันก็เป็นปุ๋ยธรรมชาติ

    แต่มันก็เป็นอันตรายเช่นกัน

    เปล่า ไม่มีใครอุตริไปกินขี้วัวจนท้องเสีย หรือขี้วัวทำให้เกิดโรคระบาดใด ๆ แต่วันหนึ่งในช่วงตรุษจีน เจ้าตี๋ที่อยู่บ้านติดสนามฟุตบอลเหมือนกัน อุตริปักประทัดตรุษจีนบนกองขี้วัว แล้วจุดไฟ

    ตอนนี้เหมือนฉากในหนังการ์ตูน Tom & Jerry ประทัดเกิดด้านขึ้นมา เจ้าตี๋ก็เดินไปตรวจดูประทัด ปรากฏว่าเกิดระเบิดเสียงกึกก้อง ขี้วัวสด ๆ สาดเต็มหน้าเจ้าตี๋

    เสียงระเบิดดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นเสียงระเบิดหัวเราะของเด็ก ๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์

    เอาละ นอกจากไก่ เป็ด วัว แพะแล้ว ก็มีปลา

    หาดใหญ่ยุคนั้นเป็นเมืองสายฝน เมื่อฝนตกหนัก น้ำก็ท่วมสนามฟุตบอล จนแปลงสนามเป็นบึงขนาดย่อม มีสัตว์น้ำว่ายเวียนอย่างสบายใจ ทั้งปลาช่อน ปลาหมอ ปลาไหล กุ้ง เขียด กบ อึ่งอ่าง คางคก ว่ายน้ำอย่างเสรีและเป็นสุข

    ฝูงแมลงปอและแมลงหลายชนิดบินเรี่ยบนผิวน้ำใสเหนือสนามฟุตบอล บางตัวเกาะบนแผ่นน้ำ แลดูไม่เหมือนสนามฟุตบอลใด ๆ ในโลก

    แน่นอน บรรดาเด็ก ๆ และชาวบ้านก็พากันไปจับปลากลางสนามฟุตบอล

    ในสายตาของเด็กน้อย ผมมองภาพนั้นแล้วตั้งคำถามมากมาย จินตนาการไปไกล ผมนึกไม่ออกจริง ๆว่า ปลาเหล่านั้นโผล่มาจากไหน ในเมื่อสนามฟุตบอลไม่ได้อยู่ติดแม่น้ำลำคลองสายใด

    ภายหลังผมก็ได้คำตอบว่า คูริมสนามเชื่อมกับคลอง เมื่อน้ำในคลองเอ่อท้นท่วมตลิ่ง น้ำคลองก็เชื่อมกับสนามฟุตบอลไปโดยปริยาย ฝูงปลาน้อยใหญ่ก็เปลี่ยนบรรยากาศไปเล่นฟุตบอล นอกจากนี้บางทีอาจมีไข่ปลาหมอ ปลาไหลฝังใต้สนามฟุตบอล ชอนไชออกมาเมื่อน้ำท่วม

    และเช่นเดียวกับภาพอื่น ๆ ของสนามฟุตบอลที่ผมเห็นและนำไปเขียนเรื่องสั้น ฉากน้ำท่วมสนามฟุตบอลนี้ก็เป็นแรงบันดาลใจให้ผมเขียนสารคดีวิทยาศาสตร์เรื่อง ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล เปรียบสนามฟุตบอลเป็นโลกและจักรวาล ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอลก็คือชีวิตต่าง ๆ ที่ปรากฏบนโลกเรา มันมาได้อย่างไรก็ไม่รู้

    นี่ก็ทำให้น่าขบคิดว่า เราทุกคนปรากฏและอาศัยอยู่ใน ‘สนามฟุตบอล’ แห่งดาราจักรนี้เพียงช่วงสั้น ๆ และในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เรายังว่ายใน ‘สนามฟุตบอล’ เราทำอะไรบ้าง

    วินทร์ เลียววาริณ
    27-5-26

    (ภาพวาดสนามฟุตบอลมองจากหลังบ้านผู้เขียน หลังฝนตกใหญ่ 70 ซม. x 100 ซม., สีอะคริลิก วาดเมื่อ 29 กรกฎาคม 2552)

    .........................

    บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต

    เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น สั่งได้จากเว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี 

    Shopee https://s.shopee.co.th/3B4WYil0CG 

    1
    • 0 แชร์
    • 22
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    ช่วงนี้มีเหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มีเรื่องอยากเขียน แต่ไม่สามารถเขียน เพราะมันจะยาว

    ประการหนึ่ง ไม่อยากคีย์ข้อความนานๆ มันกระทบแผล

    ประการหนึ่ง เขียนไปแล้วอาจของขึ้น มันกระทบต่อการพักฟื้น

    เอาเรื่องเบาหน่อยที่เขียนไว้แล้วมาลงดีกว่า

    ก็คือเรื่องชุด บุปผาสวรรค์ เล่าค้างถึงตอนที่นักร้อง สรวง สันติ ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2525

    เชิญอ่านต่อ

    .....................

    ความตายของ สรวง สันติ นั้นเป็นข่าวใหญ่ช็อกวงการ และเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของเมืองไทย แต่อีกคนหนึ่งที่เสียชีวิตพร้อมกันคือ เอื้อ อารีย์ ก็เป็นความตายที่เปลี่ยนวงการเช่นกัน

    หมอเอื้อ อารีย์ ชื่อจริงคือ วิรวด ปานเจริญ เจ้าพ่อวงการลูกทุ่งคนหนึ่ง มีชื่อเสียงว่าเป็น ‘นักเชียร์แผ่น’

    เอื้อ อารีย์ เป็นนักธุรกิจด้านเพลงลูกทุ่ง เป็นผู้สร้างนักร้องดังหลายคน ตัวเขาเองเป็นนักแต่งเพลง เจ้าของบริษัทเทปและแผ่นเสียง ตรา ‘เอื้อ อารีย์ เจ้าเก่า’

    นอกจากเป็นนายทุน ยังเป็นนักแต่งเพลง เขาเป็นคนแต่งเพลง จ้ำม่ำ ให้ ชาย เมืองสิงห์ ร้อง

    “จ้ำม่ำเสียจริงนะน้องเอ๋ย ไม่เคยเห็นใครจ้ำม่ำเท่า
    หยาดเยิ้มหยดย้อยไม่เบา อกตั๋นเต่งตึงเอวเว้า
    จ้ำม่ำไม่เบา น้องเข้าตำรา”

    เอื้อ อารีย์ เป็นคนลงทุนสร้างวงให้ แสงสุรีย์ รุ่งโรจน์ เดินสายจนเป็นนักร้องดัง แต่ในวงการเพลงลูกทุ่ง นอกจาก เอื้อ อารีย์ แล้ว ก็มีนายห้างอีกหลายคน รวมทั้งนายห้าง ประจวบ จำปาทอง

    เอื้อ อารีย์ กับนายห้าง ประจวบ จำปาทอง เป็นคนที่ผลักดันให้นักร้อง เสรี รุ่งสว่าง ได้เกิด เริ่มจากเพลง จดหมายจากแม่ แต่งโดย ชลธี ธารทอง

    .........................

    คนในวงการเพลงลูกทุ่งตอนนั้นย่อมคุ้นเคยกับชื่อ ประจวบ จำปาทอง คลุกคลีกับวงการมานาน เคยเป็นนักร้อง โฆษก และเป็นคนจัดรายการประกวดร้องเพลง ชุมทางคนเด่น ในยุคนั้น

    ประจวบ จำปาทอง ชื่อจริงคือ ประจวบ จันตตานนท์ ชาวนครพนม อยากเข้าไปเสี่ยงโชคในเมืองหลวง แต่พ่อแม่ไม่ให้ไป จึงหนีไปตัวคนเดียว

    นั่นคือปี 2497 เขาเข้ากรุงด้วยเงินไม่กี่สิบบาท หลังจากนั้นก็พยายามหางานทำ แต่ไม่มีงาน จึงไปเป็นลูกจ้างอยู่โป๊ะเรือที่จังหวัดชลบุรี ได้เงินเดือน 100 บาท ต่อมาไปทำงานที่โรงโม่ เก็บหอมรอมริบได้เงินก้อนหนึ่ง ก็ไปกรุงเทพฯอีกครั้ง ทำงานเป็นจ๊อกกี้ม้าแข่งที่คอกของ อุดม ประพันธเสน

    ห้าปีต่อมาก็ไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่นด้วยเงินทุนตัวเอง ศึกษางานด้านเครื่องสำอาง

    หลังจากกลับจากญี่ปุ่น เข้าวงการเพลง ร่วมวงกับ พร ภิรมย์  และเข้าวงจุฬารัตน์ ทำงานเป็นโฆษกของวง

    หลังจากนั้นก็มาทำรายการวิทยุที่สถานีวิทยุ ททท.สี่แยกคอกวัว เริ่มมีชื่อเสียง จึงตั้งบริษัทจำปาทอง นำเข้าเครื่องสำอางจากต่างประเทศ อาศัยรายการวิทยุช่วยโปรโมตสินค้า ประสบความสำเร็จ

    สมัยนั้นใคร ๆ ก็เคยได้ยินชื่อสินค้า แป้งน้ำจำปาทอง ครีมเซฟจากอเมริกา น้ำหอมแห้งเอเธนส์ เครื่องสำอางกวนอิม

    ขณะเดียวกันก็รับงานโฆษณากับวงดนตรี ประกวดร้องเพลง สร้างค่ายเพลงร่วมกับหมอเอื้อ อารีย์ และ ปรีชา อัศวฤกษ์นันท์ สร้างนักร้องหลายคนในสังกัด เช่น สายัณห์ สัญญา สรวง สันติ เพลิน พรหมแดน สุรชัย สมบัติเจริญ ศรชัย เมฆวิเชียร แสงสุรีย์ รุ่งโรจน์ คัมภีร์ แสงทอง ฯลฯ

    (ยังมีต่อ)

    วินทร์ เลียววาริณ
    26-2-26

    1
    • 0 แชร์
    • 33
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    โลกเรานิยมจัดอันดับในแทบทุกเรื่อง! ในทางการเงิน เศรษฐกิจและธุรกิจ เรามีมาตรของ Moody’s (Moody’s Investors Service), Standard & Poor’s และ Fitch Group จัดเรทเครดิตธุรกิจ เช่น Moody’s ให้คะแนน Aaa, Aa, A, Baa, Ba, B, Caa, Ca, C ฯลฯ Standard & Poor’s กับ Fitch ให้คะแนน AAA, AA, A, BBB, BB, B, CCC ฯลฯ

    ในด้านมาตรฐานการค้ามนุษย์ ก็มีมาตรของสำนัก Office To Monitor and Combat Trafficking in Persons แบ่งเป็นระดับต่าง ๆ เช่น Tier 1, Tier 2, Tier 2 Watch List และ Tier 3

    แม้แต่ในเรื่องอาหาร ก็มีหลายสำนักหลายมาตรฐาน มากมายนับไม่ถ้วน

    การใช้ชีวิตของเรา ก็มีมาตรวัดเป็นสนุกกับไม่สนุก สมมุติว่าเราใช้มาตรฐานขององค์กรทางการเงินคือ A B C มาวัดชีวิตเรา ไล่จาก AAA สนุกมาก ไปจนถึง CCC ไม่สนุกมาก ก็อาจได้รายการดังต่อไปนี้

    A เช่น เล่นกับหมา

    AA เช่น ดูหนัง เล่นเกม

    AAA เช่น เที่ยวต่างจังหวัด กินอาหารอร่อย

    B เช่น คุยกับลูกค้า

    BB เช่น รถติด

    BBB เช่น ไปจ่ายตลาด ทำรายงานการประชุม

    C เช่น พักฟื้น

    CC เช่น เจาะเลือด ฉีดยา

    CCC เช่น ผ่าตัด ป่วย นอนซม

    หากเรามุ่งหาแต่กิจกรรม AAA และบ่นทุกครั้งที่พบ BBB และ CCC ชีวิตก็ไม่สนุก เพราะชีวิตประกอบด้วย A B C คละกัน ตลอดอายุขัยของเราทุกคน

    ทางพุทธสอนให้ไม่ยึดมั่น ไม่ยึดมั่นทั้งเรื่องดีและไม่ดี

    อยู่กับสุขก็มีสติ อยู่กับทุกข์ก็มีสติ จึงไม่ทรมาน

    ดังนั้นดูเหมือนว่าทางดีที่สุดในการใช้ชีวิตคือ ไม่ยึดมั่นทั้ง A B C

    เมื่อไม่จัดอันดับ ไม่มี A B C ก็ไม่มีข้อแม้ว่าตอนนี้สนุกหรือไม่สนุก สุขหรือทุกข์ เพราะไม่ว่าจะเจอ A B C หรือ AAA BBB CCC ก็อยู่อย่างสงบได้

    .....................

    พระไพศาล วิสาโล เขียนในหนังสือ ลำธารริมลานธรรม เรื่องการป่วยของหลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ ว่า ในปี พ.ศ. 2549 หลวงพ่อป่วยหนักเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง อาการหนักจนต้องรักษาในห้องไอซียู เพราะก้อนมะเร็งทำให้คอบวมเกือบเท่าหน้า และกดหลอดลมจนหายใจไม่สะดวก แต่หลวงพ่อกลับไม่แสดงอาการทุกข์ร้อนแต่อย่างใด

    ขณะที่ญาติโยมทั้งหลายตกใจ พยายามจะปลอบท่าน ท่านกลับเป็นฝ่ายปลอบญาติโยมว่าเรื่องนี้ไม่มีปัญหา

    ต่อมาหมอตรวจพบก้อนเนื้อในตับอ่อนอีก ท่านรู้สึกเจ็บมาก แต่ไม่ร้องสักแอะ หมอถามท่านว่า “รู้สึกเจ็บกี่เปอร์เซ็นต์?” หลวงพ่อคำเขียนตอบว่า “เกินร้อย”

    พยาบาลถามว่า “ทำไมไม่ร้อง?”

    ท่านตอบว่า “ปวดแล้วจะร้องอีกทำไมให้ขาดทุน”

    ท่านพูดต่ออีกว่า “อาการเอาไว้ดู ไม่ได้เอาไว้เป็น”

    ก็คือหลักที่หลวงพ่อสอนศิษย์มาโดยตลอด คือมีสติรู้กายรู้ใจ ท่านว่า “เห็น อย่าเข้าไปเป็น”

    นั่นคือรู้ แต่ไม่ยึดมั่นถือมั่นกับมัน ดังนี้แม้ท่านจะต้องเจ็บปวดทางกายซึ่งเป็นผลมาจากการรักษาด้วยเคมีบำบัดและการฉายแสง แต่ไม่ทุกข์ร้อน

    เพราะความทุกข์เกิดจากความคิด ปรุงแต่งเป็นทุกข์ เมื่อไม่ปรุงแต่งเสียอย่าง ก็ไม่เกิดทุกข์

    หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ ผ่านการรักษานานแปดเดือน เข้า ๆ ออก ๆ โรงพยาบาล ท่านพูดหลังออกจากโรงพยาบาลว่า “สนุกป่วยเกือบปี”

    หากจัดอันดับตามมาตรฐานของคนทั่วไป อาการป่วยของหลวงพ่อคำเขียนไม่ใช่ระดับ CCC แต่คือ DDD หรือ FFF เลวร้ายมาก แต่เมื่อจิตไม่ปรุงแต่งโรคภัยว่าเป็นทุกข์ ก็อยู่ได้โดยไม่ทุกข์ร้อน

    เราคนธรรมดาที่ไม่ค่อยหรือไม่เคยฝึกจิต อาจรู้สึกว่ามันเกินความสามารถของเรา แต่หากไม่เริ่มฝึกจิตเตรียมพร้อม เราอาจผ่านไม่พ้นด่าน CCC อย่าว่าแต่ FFF

    บางทีทางแรกคืออย่ายึดมั่นถือมั่นว่า ท่อนใดในชีวิตเป็น AAA หรือ BBB หรือ CCC

    เมื่อไร้การยึดมั่น ก็ไร้มาตรวัด เมื่อไร้มาตรวัด ความไม่สนุกหรือไม่สบายกายก็เป็นแค่เหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ไม่มีความหมายอะไรเป็นพิเศษ

    วินทร์ เลียววาริณ
    27-5-26

    จากหนังสือ เหตุผลที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า
    56 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 200 บาท = บทความละ 3.5 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
    หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
    https://www.winbookclub.com/store/detail/187/เหตุผลที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า 
    Shopee https://s.shopee.co.th/60Bx1VKarm 

    1
    • 0 แชร์
    • 20
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    อาจารย์เซนชาวเวียดนาม ติช นัท ฮันห์ บอกว่าปาฏิหาริย์คือการเดินบนพื้นหญ้าธรรมดานี่แหละ

    แปลก! ทุกวันมีคนเดินบนยอดหญ้า แต่ไม่ค่อยมีใครเห็นว่ามันเป็นเรื่องพิเศษ

    ความหมายของอาจารย์ ติช นัท ฮันห์ น่าจะเป็นว่าปาฏิหาริย์คือ 'มุมมอง' นี่เอง เมื่อเลือกมองให้ดี ทุกมุมทุกเหลี่ยมทุกท่อนของชีวิตก็มีปาฏิหาริย์แทรกอยู่เสมอ

    การเดินบนยอดหญ้าแล้วสามารถรู้สึกปีติยินดีในความดำรงอยู่ของใครคนนั้น ก็แสดงว่าเขารู้สึกว่ากำลังทำอะไรบนโลกใบนี้และยินดีในการถือกำเนิดมา นี่ก็คือมุมมอง

    ไอน์สไตน์กล่าวว่า "มีสองวิธีในการใช้ชีวิต : คุณอาจอยู่เหมือนว่าไม่มีสิ่งใดที่เป็นปาฏิหาริย์ หรือคุณอาจอยู่เหมือนว่าทุกอย่างคือปาฏิหาริย์"

    มุมมองหรือทัศนคติกำหนดการใช้ชีวิตของเรา และชีวิตของเรา

    เรื่องเดียวกันแท้ ๆ แต่ต่างมุมมองอาจได้ผลลัพธ์ที่ต่างกันราวฟ้ากับดิน ฝนตกแล้วมองว่าเฉอะแฉะ น่ารำคาญ มันก็น่ารำคาญสมใจ มองว่ามันสดชื่นเย็นสบาย มันก็สดชื่นเย็นสบายสมใจ

    ยังมีเรื่องเดียวกันแบบนี้อีกเป็นล้าน ๆ เรื่องที่มองให้ดีก็ได้ มองให้แย่ก็ได้ แดดออก หิมะตก ไฟดับ รถติด เหล่านี้เป็น 'สภาวะ' ไม่ใช่ 'ความทุกข์' ในตัวมันเอง ฝนก็ตก แดดก็ออก ของมันมาแต่ไหนแต่ไร ยกตัวอย่างของการมองต่างมุม เช่น คนจากเขตหนาวเจอแดดที่เราว่าร้อนกลับชอบใจ หนุ่มสาวที่ตกหลุมรักเจอรถติดกลับเห็นว่าเป็นสวรรค์ เพราะรถยิ่งติดนาน ยิ่งมีโอกาสอยู่ด้วยกันนานขึ้น

    ปาฏิหาริย์คือการเปลี่ยนสถานการณ์ต่าง ๆ เป็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ

    หลวงพ่อชา สุภัทโท แห่งวัดหนองป่าพง กล่าวว่า "ตามความเป็นจริงแล้ว โลกที่เราอยู่นี้ไม่มี อะไร-ทำไม-ใคร เลย ไม่มีอะไรจะเป็นที่วิตกวิจารเลย ไม่มีอะไรที่น่าร้องไห้หรือหัวเราะ เพราะมันเป็นเรื่องอย่างนั้นธรรมดา ๆ เราพูดธรรมดา ๆ ได้ แต่มองไม่เห็นธรรมดา ถ้าเรารู้ธรรมสม่ำเสมอ ไม่มีอะไรเป็นอะไรแล้ว มันเกิดมันดับของมันอยู่อย่างนั้น เราก็สงบ"

    ท่านยกตัวอย่างว่า ก้อนทองคำก็ไม่มีราคา ถ้ามนุษย์เราไม่คิดว่ามันมีราคา มันก็จะถูกทิ้งเหมือนก้อนตะกั่วนั่นแหละ

    ดังนั้นความสุขความทุกข์ทั้งหลายในโลกก็เป็นเพียงมุมมองของเราเท่านั้น

    เมื่อมองว่ามันเป็นสภาวะที่มองได้หลายด้าน ดีหรือไม่ดีขึ้นกับปฏิกิริยา เราก็มีทางเลือก และนี่ก็คือปาฏิหาริย์!

    วินทร์ เลียววาริณ
    26-5-26

    จาก สองปีกของความฝัน
    46 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 170 บาท = บทความละ 3.69 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
    หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
    https://www.winbookclub.com/store/detail/88/สองปีกของความฝัน


    ทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395 

    1
    • 0 แชร์
    • 35
  • วินทร์ เลียววาริณ
    4 วันที่ผ่านมา

    นิพพานที่เราเรียนในชั่วโมงวิชาศีลธรรมคือการพ้นทุกข์ขั้นสูงสุด นักเรียนน้อยคนเข้าใจว่ามันหมายถึงอะไร จึงไม่แปลกที่คนส่วนมากมีภาพในใจว่านิพพานเป็นของสูงเกินเอื้อม เป็นสภาวะของนักบวชผู้ทรงธรรมและสะสมบุญบารมีมาหลายแสนชาติแล้วเท่านั้น

    มองในมุมของการกำเนิดมนุษย์และวิวัฒนาการชาติพันธุ์ การสะสมบุญบารมีมาหลายแสนชาติก็คงเริ่มมาตั้งแต่มนุษย์ปัจจุบัน โฮโม ซาเปียนส์ ยังไม่ถือกำเนิด อาจเริ่มมาตั้งแต่สมัยเรายังเป็น โฮโม อิเร็กตัส เดินท่อม ๆ อยู่แถวแอฟริกาโน่น! คำว่า ‘ชาติ’ ในการตีความของท่านพุทธทาสภิกขุจึงน่าจะมีความหมายถึง ‘ขณะ’ มากกว่าภพชาติในความหมายของคนทั่วไป

    ท่านพุทธทาสภิกขุชี้ว่า นิพพานไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเป็นไปไม่ได้ เพียงแค่รู้จักพอ รู้จักตัวเอง ก็สามารถเข้าสู่สภาวะของความสุขเรียบง่าย

    ความสุขเรียบง่ายนี่แหละที่เข้าข่าย ‘นิพพาน’

    จิตเย็นเมื่อไร ก็นิพพานเมื่อนั้น

    ในทางเซน ‘นิพพาน’ ที่เรียกว่า ซาโตริ มีความนัยถึงการเข้าใจความจริงว่า สรรพสิ่งเป็นเพียงมายา

    หลวงปู่ดูลย์ อตุโล กล่าวว่า “ผู้ปฏิบัติที่แท้จริงนั้น ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงชาติหน้า-ชาติหลัง หรือนรก-สวรรค์อะไรก็ได้ ขอให้ตั้งใจปฏิบัติให้ตรงศีล สมาธิ ปัญญา อย่างแน่วแน่ก็พอ ถ้าสวรรค์มีจริงถึงสิบหกชั้น ตามตำรา ผู้ปฏิบัติดีแล้วก็ย่อมได้เลื่อนฐานะของตนเองตามลำดับ หรือถ้าสวรรค์-นิพพานไม่มีเลย ผู้ปฏิบัติดีในขณะนี้ย่อมไม่ไร้ประโยชน์ ย่อมอยู่เป็นสุข เป็นมนุษย์ชั้นเลิศ”

    สังเกตว่าพระระดับปฏิบัติล้วนไม่พูดถึงบุญบารมีแต่ปางก่อน ไม่ชอบรอฤกษ์ยาม เน้นที่การลงมือทำเดี๋ยวนี้ เวลานี้

    ทุกครั้งที่เป็นวันสำคัญทางศาสนา มักมีการรณรงค์ให้ผู้คนประพฤติธรรม ในทางหนึ่งเป็นเรื่องที่ดี อย่างน้อยที่สุดก็มีสักวันสองวันที่ผู้คนละเลิกอบายมุข (ชั่วคราว) หันมาทำดี แต่อีกทางหนึ่ง มันก็แสดงให้เห็นว่าเราเป็นคนดีแบบมีข้อแม้และต้องรอโอกาสเหมาะเสมอ เช่น เป็นคนดีในช่วงเข้าพรรษา บวชเพราะพ่อแม่ขอไว้ ทำบุญเพื่อชาติหน้า ฯลฯ

    การกระทำความดีงามย่อมไม่ควรถูกกำหนดด้วยกรอบของกติกาใด ๆ ทุกชั่วขณะที่ทำดีก็คือฤกษ์ดี

    การเป็นคนดีควรเป็นคนดีทั้งต่อหน้าและลับหลัง ไม่ต้องเล่นลิ้นเล่นสำนวน อย่างที่ท่านพุทธทาสภิกขุเคยเทศน์ไว้คราวหนึ่งว่า “...ประพฤติความดีทั้งทางโลกและทางธรรม ทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ จนตนติเตียนตนเองไม่ได้ ใครที่เป็นผู้รู้ แม้จะมีทิพยโสตหรือทิพยจักษุมาค้นหาความผิดเพื่อติเตียนก็ไม่ได้...”

    หรือตามสำนวนจีนว่า “สามารถมองฟ้าได้เต็มตา”

    มนุษย์ส่วนใหญ่มีจิตสำนึกอยากเป็นคนดี ไหน ๆ ก็คิดจะเป็นคนดี ก็ลงมือทำเสียเลย และไหน ๆ ก็จะลงมือทำดี ก็ทำโดยไม่ต้องรอเทศกาล เพราะการลดพิษทางจิตวิญญาณก็เหมือนการลดสารก่อมะเร็ง ทางร่างกาย ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งดี

    ลงมือทำเสียเดี๋ยวนี้ เวลานี้!

    วินทร์ เลียววาริณ
    25-5-26

    บางท่อนจาก ชีวิตคือปาฏิหาริย์!
    36 บทความกำลังใจ
    175.- บทความละ 4.8 บาท
    https://www.winbookclub.com/store/detail/103/ชีวิตคือปาฏิหาริย์! 

    ทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395 

    1
    • 0 แชร์
    • 39