• วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    เช้านี้พูดถึง รอนนี โอ'ซัลลิแวน เป็นนักเล่นสนุกเกอร์ที่ผมชอบดูที่สุด เพราะถูกจริตที่เขาทำงานเร็วและดี

    เขาฟาด maximum break เร็วที่สุดในโลกคือ 5 นาที 8 วินาที หมดโต๊ะ ในปี 1997 ประลองกับ Mick Price

    ฉายาของเขาคือ The Rocket เพราะแทงลูกเร็วปานจรวด

    นักเล่นสนุกเกอร์ส่วนมากเล่นแบบเล่นหมากรุก แต่ละช็อตต้องขบคิด มองแล้วมองอีก

    แต่รอนนีมองแวบเดียวก็แทง ประมาณลี้คิมฮวง + อาฮุย + จิ้นบ้อเมี่ย ในฤทธิ์มีดสั้น

    แม่นยำเหมือนลี้คิมฮวง (มีดบินไม่พลาดเป้า) รวดเร็วเหมือนอาฮุย และแทงสองมือได้เหมือนจิ้นบ้อเมี่ย

    ครั้งยังเด็ก พ่อให้สิ่งของสามอย่างแก่เขา คือจักรยาน ไม้เทนนิส และไม้สนุกเกอร์ บอกเขาว่า “ดูซิว่าลูกจะเอาดีทางไหนได้บ้าง”

    รอนนีมีความผูกพันกับพ่อเสมอ แม้เมื่อพ่อติดคุกข้อหาฆาตกรรมโทษ 18 ปี แม่ก็ติดคุกข้อหาหนีภาษี

    เวลานั้นรายได้ครอบครัวมาจากขายหนังสือโป๊

    เขาวัยรุ่นกับน้องสาววัยแปดขวบ เข้าสู่โหมด “ต้องเอาตัวรอดให้จงได้” ในโลกมืดแปดด้านใบนี้

    การที่พ่อติดคุกทำให้เขามีความมุมานะมากขึ้นในการเล่นสนุกเกอร์

    จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อภาพการเล่นสนุกเกอร์ของเขาปรากฏบนจอโทรทัศน์ในเรือนจำ สำหรับพ่อ มันเป็นการเยี่ยมเยียนอย่างหนึ่ง

    นี่ทำให้เขายิ่งมีมานะ

    รอนนีผ่านชีวิตเหลวแหลกระยะหนึ่ง ดื่มจัดและใช้ยาเสพติด

    เขาเสพเพราะต้องการหนีความเครียด แต่พบว่ายิ่งทำให้เขาเครียด ในที่สุดเขาก็ออกจากจุดนั้น กลายเป็นจรวด พุ่งออกไปสู่โลกอื่น

    ในที่สุดเขาก็เรียนรู้ว่าการใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันเป็นสิ่งดีที่สุด

    เขาบอกว่า “พรุ่งนี้ไม่สำคัญ เดือนหน้าไม่สำคัญ สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในอดีตก็ไม่สำคัญ”

    ชีวิตย่อมมีด้านไม่ดี แต่มันก็มีชั่วขณะที่งดงาม ถ้ามองให้เห็น

    ในการแข่งขันชิงรางวัล Shanghai Masters เขาได้รับถ้วยรางวัลชนะเลิศ พลันสายตาเขาเหลือบเห็นเด็กหญิงตัวน้อยในกลุ่มผู้ชม เธอมากับพ่อ สีหน้าและแววตาของเธอดูตื่นเต้นมีความสุข

    อาจเพราะนาทีนั้นเขาคิดถึงพ่อ หรือเพราะเขาเข้าใจความงามของชั่วขณะจิต เขายื่นถ้วยรางวัลให้เด็กหญิงคนนั้น

    พรุ่งนี้ไม่สำคัญ เดือนหน้าไม่สำคัญ สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในอดีตก็ไม่สำคัญ

    นาทีนี้ต่างหากที่สำคัญ

    วินทร์ เลียววาริณ
    24-2-26

    บางท่อนจากหนังสือ มากกว่าสามสิบสอง 
    49 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 250 บาท = บทความละ 5.10 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
    หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
    https://www.winbookclub.com/store/detail/195/มากกว่าสามสิบสอง 
    https://s.shopee.co.th/9UlyhN6c1q 
    โปรโมชั่นคอมโบ https://www.winbookclub.com/store/detail/196/แพคเกจพิเศษ%203%20in%201 
    Shopee https://s.shopee.co.th/9UlyhN6c1q 

    โปรโมชั่นคอมโบ https://s.shopee.co.th/8zpi6W2V3T 

    1
    • 0 แชร์
    • 24
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    แต้มสูงสุดของเกมสนุกเกอร์คือ 147 เรียกว่า Maximum Break

    ใน Maximum Break ผู้เล่นแทงลูกทั้งหมดจบในเฟรมเดียว เริ่มที่ 15 แดง 15 ดำสลับกัน ตามด้วยลูกสีอื่นๆ ก็จะได้คะแนน 147

    หลายทัวนาเมนต์มอบโบนัสพิเศษแก่ผู้ทำ Maximum Break สำเร็จ จำนวนเงินขึ้นแต่แต่ละงาน

    นักเล่นสนุกเกอร์คนหนึ่งที่เล่นระดับ Maximum Break บ่อยๆ และแม่นเหมือนจับวางคือ รอนนี โอ'ซัลลิแวน

    เขาเป็นมือกระบี่ที่แม่นและไว

    เขามักถามก่อนว่า ในทัวร์นาเมนต์นั้นๆ ให้โบนัสพิเศษของ Maximum Break เท่าไร

    ถ้าไม่ให้หรือให้น้อย เขาก็เล่นโดยไม่มุ่งเป้าที่ Maximum Break

    ครั้งหนึ่งในปี 2010 เขาถามกรรมการว่างานนี้ให้เงินพิเศษ Maximum Break เท่าไร คำตอบคือสี่พันปอนด์ เขาเห็นว่ามันน้อยไป จึงเจตนาทำแต้มแค่ 140

    ในปี 2016 เขาถามกรรมการอีก ได้คำตอบว่าเงินพิเศษ Maximum Break คือหนึ่งหมื่นปอนด์ เขาบอกว่ามันน้อยไป และเจตนาแทงลูกสีชมพู ทั้งที่สามารถแทงลูกสีดำได้ ผลคือได้ 146 แต้ม แล้วเดินยิ้มๆ ออกจากสถานที่แข่งขัน

    เขาบอกว่า ค่าตอบแทนที่เหมาะสม ไม่น่าจะน้อยกว่าห้าหมื่นปอนด์

    นี่ไม่ใช่เพราะเขาโลภ อยากได้เงินมากๆ แต่เพราะเขาเห็นว่า งานอย่าง Maximum Break ทำได้ยากมาก ไม่ใช่ทุกคนทำได้ จึงควรให้ค่ามันหน่อย เพื่อกระตุ้นให้พัฒนาการแข่งขัน

    ในโลกทุกวันนี้ หลายอาชีพให้ค่าตอบแทนที่ต่ำกว่าผลงานที่ทำ ในหลายประเทศ ครูที่สร้างเด็กมีรายได้นิดเดียวเท่านั้น

    หลายสังคมมีภาพว่างานที่ให้เงินมากคืองานที่มีเกียรติ คนที่มีรายได้สูงๆ ง่ายๆ เร็วๆ คือคนเก่ง

    แต่โลกต้องขับเคลื่อนด้วยอาชีพต่างๆ ทุกอาชีพมีความสำคัญ ขาดอาชีพหนึ่งอาชีพใดไม่ได้ ยกเว้นการเกาะหลังคน

    การทำงานที่ตามหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ ไม่โกงคนอื่น ไม่เอาเปรียบสังคม ก็คืองานที่มีค่า

    คนไม่น้อยมองว่า งานเล็กๆ ไม่ใช่งานสำคัญ

    งานเล็กๆ ก็เป็นงานสำคัญได้ ถ้าทำให้ดี

    และเราทุกคนสามารถทำงานเล็กๆ ของเราเป็น 'Maximum Break'

    วินทร์ เลียววาริณ
    24-2-26

    1
    • 0 แชร์
    • 19
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    สำหรับเล่มเดี่ยว จะเริ่มจำหน่ายราวๆ ช่วงงานหนังสือ

    1
    • 0 แชร์
    • 7
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    '101' ในโลกวิชาการหมายถึงบทเริ่มต้นหรือพื้นฐานของศาสตร์นั้น เช่น Biology 101, Chemistry 101, Creative Writing 101

    แต่ '101' ในโลกอาชญากรรมในหนังเรื่อง Crime 101 หมายถึงชื่อถนนหลวงในลอส แองเจลิส  เส้นทางที่เกิดอาชญากรรมปล้นเป็นประจำ

    'ไมค์' (Chris Hemsworth) เป็นโจรที่ปล้นบนถนนสาย 101 เขาก่อการอย่างรอบคอบ วางแผนทุกจุดอย่างละเอียดลออ ไม่ทิ้งเส้นผมหรือคราบที่สามารถสาวรอยดีเอนเอถึงเขาได้

    คาแรคเตอร์ 'ไมค์' ในเรื่องนี้ก็คล้ายๆ ตัวละคร 'Neil McCauley' (Robert De Niro) ในหนังปี 1995 ของ ไมเคิล แมนน์ เรื่อง Heat

    จะว่าไปแล้ว Crime 101 ก็เดินตามรอยของ Heat แทบก้าวต่อก้าว โทนเรื่องคล้ายกัน โจรที่อาศัยอยู่ในอาคารริมทะเลเหมือน ตำรวจเลิกกับภรรยาเหมือนกัน โจรที่พบรักกับหญิงสาวคนหนึ่งเหมือนกัน ฯลฯ แต่หากเป็นเรื่องมวย Heat คือเฮฟวีเวท Crime 101 เป็นไลท์เวท

    นี่ไม่ได้แปลว่า Crime 101 ไม่ดี แต่เรื่องยังไม่ใหม่สด หรือแสดงมุมที่ทำให้เราอินได้เท่า Heat

    เรื่องเริ่มต้นดี แล้วค่อยๆ แผ่วลง ลุ่มๆ ดอนๆ ยกตัวอย่าง เช่น ในตอนต้นเรื่อง 'ไมค์' รอบคอบในการก่อการระดับ 100 เปอร์เซ็นต์ ในท่อนท้าย 'ไมค์' กลับปล้นโดยไม่คิดจะปิดบังตัวตนเลย ทำให้สะดุดไปหน่อย และเริ่มเห็นว่า บางที '101' ในชื่อเรื่องอาจหมายถึงคนเขียนบทกำลังเพิ่งเข้าหลักสูตร Screenplay 101

    แต่ในภาพรวม หนังสนุก ตื่นเต้นเป็นช่วงๆ และที่สำคัญ Chris Hemsworth เขาหล่อจริงๆ นะ ขนาดผู้ชายดูยังรู้สึกหัวใจกระเจิง

    เวรกรรม! นี่กูมาเปลี่ยนรสนิยมตอนแก่หรือเนี่ย! เคี้ยกเคี้ยก!

    7.7/10
    ฉายในโรงภาพยนตร์

    วินทร์ เลียววาริณ 
    23-2-26

    วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)

    (มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)

    1
    • 0 แชร์
    • 21
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    (เมื่อวานนี้ในบทวิจารณ์หนัง Past Lives พูดถึงบทความนี้ จึงนำมาให้อ่านเพื่อขยายความ)

    บางห้วงยามในชีวิต ผมหวนนึกถึงอดีตเมื่อเรียนจบชั้น ม.ศ. 3 จะเกิดอะไรขึ้นถ้าพ่อผมไม่ให้ผมไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ มีโอกาสสูงอย่างยิ่ง เพราะพ่อไม่มีเงินส่งเสียผมจนเรียนจบมหาวิทยาลัยอย่างแน่นอน นั่นคือความจริง ผมจะเรียนต่อได้ด้วยกรณีเดียวคือพี่ ๆ ช่วยกันส่งเสียผมเท่านั้น มันมีโอกาส 50:50 ที่ผมจะเดินไปอีกเส้นทางหนึ่ง เส้นทางของช่างทำรองเท้า อาชีพหลักของครอบครัว

    หากผมเดินทางสายนั้น ผมจะวางตำราเรียนลง แล้วเริ่มเรียนการทำรองเท้า การซ่อมรองเท้า กระเป๋า และเครื่องหนังต่าง ๆ ไปจนถึงซองปืน ผมน่าจะทำงานนี้ได้ดี เพราะผมชอบศิลปะและงานช่าง บางทีผมอาจกล้าออกแบบรองเท้าที่แตกต่างจากเดิมบ้าง แต่ผมก็ยังไม่มีสำนึกของความงาม ผมไม่รู้เรื่อง Minimalism หรือ Less is more ผมคงทำตามใจชอบ ผมคงชำนาญสักวัน อาจใช้เวลาอีกยี่สิบปีเป็นเซียนในสายทางนี้ แต่ผมมีเวลาทั้งชีวิตที่จะเรียนรู้

    เมื่ออายุยี่สิบเอ็ด ผมไปเกณฑ์ทหาร ถ้าได้ใบแดง ผมก็ใช้ชีวิตในค่ายทหารสองปี ถ้าไม่ติด ผมก็ประกอบอาชีพนี้ต่อไป ไม่มีอะไรแตกต่าง

    เมื่อถึงเวลาเหมาะสม แม่สื่อจะเอารูปถ่ายหญิงสาวหลายคนมาให้ดู นางสาวหลินไต้จากถนนสาย 2 นางสาวกิมจ๊อที่ถนนสาย 3 นางสาวหม่าหวูที่หาดใหญ่ใน นางสาวหมวยศรีที่ตลาดชีกิมหยง

    ถ้าผมชอบหน้าตานางสาวหมวยศรีมากกว่าคนอื่น ก็แค่พยักหน้า ทำนองว่า “คนนี้แหละ” แม่สื่อก็จัดการนัดแนะให้เราพบกัน ผมคงพานางสาวหมวยศรีไปดูหนังที่โอเดียนหรือเฉลิมไทยสักสองสามเรื่อง โดยมีน้องชายน้องสาวของเธอสามคนนั่งกระหนาบซ้าย ป้าอีกคนกระหนาบขวา หลังหนังเลิกก็แวะกินขนมไทยที่ร้านแม่ทิพย์เพื่อเอาใจน้อง ๆ ของเธอ ผมจะมีขนมติดไม้ติดมือเมื่อไปหาครอบครัวของเธอเสมอเพื่อเรียกคะแนนนิยม

    ผ่านไปหนึ่งปี เราก็แต่งงานกัน ในเมื่อทางเป็นอย่างนี้ และเป็นทางสายเดียวที่มี จะรอไปอีกหลายปีค่อยแต่งงานทำไม? มีลูกเร็วก็มีแรงงานมาช่วยงานครอบครัวเร็ว

    นางสาวหมวยศรีไม่ได้เรียนสูง เพราะฐานะที่บ้านไม่ดี จบแค่ ป. 7 ที่บ้านไม่ส่งเสียให้เรียนต่อ อีกประการเป็นขนบของคนสมัยนั้นที่ไม่ให้ลูกสาวเรียนสูง ๆ หนึ่งคือไม่มีเงิน สองคือผู้หญิงเรียนสูงหาสามียาก

    ผมกับหมวยศรีจะมีลูกสัก 4-5 คน ผมต้องทำงานหนักเพื่อส่งเสียลูกทุกคนเข้าโรงเรียน ผมคงไม่อาจให้ลูกทุกคนรับกิจการทำรองเท้าต่อไปได้ เพราะมันไม่ใช่กิจการใหญ่ ดังนั้นเพื่อให้พวกเขาอยู่รอด ผมต้องให้พวกเขาได้เรียนต่อสูงกว่าผม เป้าหมายของผมคือพวกเขาควรสอบเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐได้ เพราะผมไม่มีปัญญาส่งเสียทุกคนเรียนในมหาวิทยาลัยของเอกชน ไม่ว่าอย่างไร ผมก็ต้องทำงานหนัก

    ผมจะผ่านชีวิตแต่ละวันโดยตื่นแต่เช้าตรู่ กินอาหารที่ภรรยาซื้อมาจากตลาด แล้วเริ่มทำงานตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าถึงเที่ยง ผมพักกินข้าวเที่ยงที่ภรรยาเตรียม แล้วทำงานต่อไปถึงเย็น พักกินข้าวเย็นแล้วทำงานต่อถึงสองหรือสามทุ่ม เป็นอย่างนี้ทุกวัน ไม่มีวันหยุด ยกเว้นตรุษจีนได้หยุดสามวัน

    หากคุณ... ใช่ คุณนั่นแหละ!... เดินทางผ่านหาดใหญ่ในวันนี้ และส้นรองเท้าหลุดหรือหัวรองเท้าอ้า เราก็จะได้พบกันที่ร้านรองเท้าเลขที่ 113 ผมจะซ่อมรองเท้าให้คุณ ผมคิดค่าบริการ 20 บาท หรือ 30 บาท แล้วเราก็แยกทางกัน คุณจะลืมผมไม่เกินสิบวินาทีหลังเดินออกจากร้าน และเช่นกัน ผมจะไม่จดจำคุณ และนั่นคือสี่แยกชีวิตที่ทางของคุณกับทางของผมตัดกัน

    มันเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ๆ ซึ่งทำเงินแค่พอเลี้ยงคนในครอบครัว ไม่มีเงินเก็บมากพอไปเที่ยวต่างประเทศ ผมจะไม่รู้ภาษาอังกฤษดีพออ่านเขียน แต่ผมยังคงรักการอ่าน อาจมีเศษเงินซื้อหนังสือนิยายมาอ่าน แต่ในช่วงที่กิจการไม่ดีนัก ผมก็คงต้องยืมหนังสือนิยายจากห้องสมุดตามเดิม แต่เวลาที่เข้าห้องสมุดคงลดลง เพราะมีทั้งงานและครอบครัว

    หากนิสัยเขียนหนังสือถูกฝังในยีน วันหนึ่งผมก็อาจจับปากกาขีด ๆ เขียน ๆ ผมอาจมีเรื่องสั้นตีพิมพ์ในนิตยสาร ผมอาจเขียนเรื่องเกี่ยวกับการทำรองเท้า ลูกค้า ชาวประมง ผู้หญิงหากินในเมือง แน่นอนโลกทรรศน์ของผมจะไม่เหมือนโลกทรรศน์ของผมในเวลานี้ อาจกว้างกว่า อาจแคบกว่า ผมไม่รู้ ถ้าผมไปไกลถึงขนาดรับรางวัลระดับชาติ ผมก็คงเป็นพ่อค้านักเขียนเหมือน ‘กวีหมี่เป็ด’ ผู้อาศัยอยู่ห่างจากผมไปหลายถนน คนอาจเรียกผมว่า ซีไรต์รองเท้า นักวิจารณ์อาจเรียกผมว่า ‘เดอะ ชูเมคเกอร์’ แทนที่จะเป็น ‘เดอะ วินทร์’ ผมอาจจับกลุ่มกับนักเขียนแถว ๆ หาดใหญ่ สงขลา พัทลุง ผมอาจปรารภกับพวกเขาว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าพ่อผมให้ผมไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ เกิด อะไรขึ้นถ้าผมแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่น แทนที่จะเป็นนางสาวหมวยศรี มีลูกคนนั้นแทนที่จะเป็นคนนี้ ใครคนหนึ่งอาจบอกว่า “คิดไปทำไมวะ ก็ชีวิตมึงอยู่ที่นี่”...

    นี่เป็นทางที่ผมเกือบได้เดิน แต่ไม่ได้ไป เพียงเพราะพ่อผมตัดสินใจในนาทีนั้นว่าผมควรเรียนต่อ

    คุณ... ใช่ คุณนั่นแหละ!... ในบางช่วงชีวิตอาจเคยนึกสงสัยว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ ไม่แปลก คนเรามักตั้งคำถามนี้เมื่อเราไม่ค่อยพอใจชีวิตของตน เราหาจุดตำหนิได้เสมอ

    เราชอบพูดว่า “ถ้าเราไปทางนั้นก็ดีหรอก” เราพูดเมื่อเราไม่ได้ไปทางนั้น

    เราทุกคนมีทางที่เราไม่เคยเดินและทางที่ยังไม่ได้เดินอีกหลายเส้น เราไม่รู้ว่าแต่ละทางจะพาเราไปไหน ในเวลาที่เราหดหู่หม่นหมองกับชีวิตของเรา เรามักนึกฝันว่าทางที่ไม่ได้เดินคือทางที่ดีกว่า

    แต่หากเราไปทางนั้น เราก็อาจบ่นเหมือนกัน เพราะเรามีนิสัยไม่พอใจสิ่งที่ตนมีอยู่ และสิ่งที่ตนทำอยู่

    ทว่าหากเราลองมองทะลุเข้าไปในรายละเอียดของหนทางอื่น ทางที่เราไม่ได้เดินไป เราอาจพบว่าบางทีทางที่เราเดินอยู่ในเวลานี้ดีอยู่แล้ว

    บางทีมันไม่สำคัญว่าเราเลือกทางเส้นใด หรือใครเลือกเส้นทางชีวิตให้เรา มันสำคัญที่ว่าเราสามารถทำให้การเดินทางสำคัญกว่าเป้าหมายหรือไม่

    ชีวิตเรามีหลายเวอร์ชั่น แต่เราไม่อาจดำเนินไปทุกเวอร์ชั่น แค่ใช้ชีวิตเวอร์ชั่นนี้ให้ดีที่สุดก็พอ

    ชีวิตก็เช่นหนทาง ไม่ว่าเวอร์ชั่นใด ก็มีขึ้นมีลง มีรอยแตกร้าว มีหลุม มีบ่อ แต่ก็มีบางช่วงที่ถนนเรียบและสองข้างทางมีดอกไม้งดงาม

    บางทีเราอาจไม่สามารถกำหนดทางชีวิตของเราได้เองจริง ๆ บางทีมีปัจจัยอื่น ๆ อีกหลายอย่างที่ทำให้เราต้องเดินไปตามทางที่เราไม่ได้ตั้งใจเลือกหรือไม่ปรารถนา แต่เมื่อมันเป็นทางที่รออยู่เบื้องหน้า เราก็ต้องเดินไป

    วินทร์ เลียววาริณ
    23-2-26

    จากหนังสือ รอยยิ้มใต้สายฝน
    35 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 190 บาท = บทความละ 5 บาทเศษ
    หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว

    https://www.winbookclub.com/store/detail/139/รอยยิ้มใต้สายฝน
    https://s.shopee.co.th/8Ke0htOJcm 
    โปรโมชั่นชุด https://www.winbookclub.com/store/detail/234/R3%20%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%203 

    https://s.shopee.co.th/8Ke0htOJcm 

    1
    • 0 แชร์
    • 24