• วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    ฟอสซิล 2

    วินทร์ #1001 : “ทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วินแสดงหลักฐานชัดเจนว่า ธรรมชาติก็ทำเรื่องซับซ้อนอย่างนี้ได้ เมื่อดูวิวัฒนาการแต่ละช่วง เราพบว่าแต่ละความซับซ้อนนั้นเริ่มจากความหยาบ แล้วอัพเกรดทีละขั้น ๆ จนกระทั่งซับซ้อน ฟังดูเป็นไปไม่ได้ แต่นั่นเพราะพวกเขาลืมปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งคือเวลา คุณเห็นก้อนหินกลม ๆ เรียบเกลี้ยงบนหาดทรายทั่วไปไหม? มันกลมเรียบเหมือนมีใครสร้าง ก็มีคนยกให้เป็นผลงานของอำนาจเหนือธรรมชาติแน่นอนก้อนหินไม่เกิดมากลมเกลี้ยงอย่างที่เราเห็น แต่ผ่านการขัดสีตามธรรมชาติมานานเป็นล้านปีจนกลมเกลี้ยงดังที่เห็น คำตอบคือเวลา งานสร้างนัยน์ตาและสมองละเอียดอย่างนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้หากมีเวลาแค่หกวัน แต่ระยะเวลาทั้งหมดของโลกยาวพอที่จะเกิดวิวัฒนาการจนซับซ้อนได้ ลองคิดดูว่าแค่หนึ่งล้านปีก็ยาวพอเปลี่ยนอะไรต่ออะไรได้มากมาย ระยะเวลาหนึ่งร้อยล้านปีสามารถแยกทวีปแอฟริกากับทวีปอเมริกาที่ติดกันออกจากกันได้อย่างที่ปรากฏอยู่บนแผนที่โลกตอนนี้ สายพันธุ์มนุษย์ปัจจุบันยังกินเวลาไม่ถึงหนึ่งในสี่ของหนึ่งล้านปีเลย เอาละ ถ้าพูดลอย ๆ ก็คงไม่มีใครเชื่อ แต่มันมีหลักฐานคือซากฟอสซิลยืนยันชัดเจน นี่ทำให้ยังไม่มีใครสามารถยิงทฤษฎีนี้ตก...

    “ยังมีอวัยวะที่น่ามหัศจรรย์อีกหลายอย่างก็เกิดขึ้นมาด้วยเหตุผลเดียวกันคือ ความจำเป็นและเวลา อย่างเช่น ปีกของนก หรือสมอง ลองเปรียบง่าย ๆ ปีกของนกกับปีกของค้างคาวเป็นปีกเพื่อการใช้งานเช่นเดียวกัน แต่วิวัฒนาการมาต่างสายกัน ความจำเป็นทำให้เกิดเป็นปีกด้วยกันทั้งคู่ เรารู้ว่าปีกของสัตว์ชนิดต่าง ๆ วิวัฒนาการมาอย่างเอกเทศอย่างน้อยสี่ครั้ง นกไม่ใช่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่างค้างคาว ปีกของค้างคาวก็คือนิ้วมือของมัน อย่างนิ้วมือของคนเรา ทั้ง ‘นิ้วมือ’ ของค้างคาวและคนก็มาจากต้นกำเนิดเดียวกันคือปลาในยุคดีโวเนียน ซึ่งมีกระดูกครีบข้างละห้าเส้น รวมเป็นสิบ จะเห็นว่าหลักฐานฟอสซิลเชื่อมกันหมดชัดเจน...”

    วินทร์ #7745 : “คนมาจากปลา?”

    วินทร์ #1001 : “ใช่ เรามาจากปลา”

    วินทร์ #7745 : “อ้าว! ผมเข้าใจว่าคนมาจากลิงเสียอีก”

    วินทร์ #1001 : “คนไม่ได้มาจากลิง แต่มีบรรพบุรุษร่วมกับลิง ทว่าทั้งคนและลิงก็แปลงมาจากปลา แต่ไม่ได้แปลงจากปลาเป็นลิงหรือคนในทีเดียว ปลาเริ่มมีขาและแปลงกายเป็นสัตว์อื่น ๆ ก่อน แล้วค่อย ๆ วิวัฒนาการแตกแขนงมาเรื่อย ๆ มาจนถึงคิววานร จากวานรก็เป็นมนุษย์วานรพันธุ์ต่าง ๆ จนมาเป็น โฮโม ซาเปียนส์ หรือมนุษย์ปัจจุบัน กินระยะเวลาจากปลามาสู่คนราวสี่ร้อยล้านปี ซึ่งยาวนานพอสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดูไม่น่าเป็นไปได้...

    “แต่เอาเถอะ ต่อให้กลุ่ม Creationism ยอมเปลี่ยนจุดยืนยอมรับว่าจักรวาลและโลกไม่ได้เกิดขึ้นในหกวัน พระเจ้าสร้างจักรวาลเมื่อ 13.79 พันล้านปีก่อน ก็ยังมีคำถามมากมายที่ Intelligent Design ต้องตอบให้ได้ว่าทำไมพระเจ้าเป็นผู้รับผิดชอบงานนี้ หากโลกถูกสร้างเพื่อให้คนครอบครอง ทำไมผู้สร้างจึงสร้างมนุษย์ทีหลังสุด? ทำไมรอจนสี่พันกว่าล้านปี หลังจากสัตว์ 99 เปอร์เซ็นต์เกิดและตายไปแล้ว จึงค่อยสร้างมนุษย์ ทำไมไม่สร้างทุกอย่างทันที? ทำไมต้องรอนานถึงหมื่นล้านปีค่อยสร้างโลก แล้วรออีกสี่พันล้านปีเพื่อเกิดมนุษย์? ทำไมต้องรอจนไดโนเสาร์ตายไปกับอุกกาบาตซึ่งเป็นตัวแปรที่ไม่แน่นอน จึงเปิดโอกาสให้สายพันธุ์มนุษย์ปรากฏขึ้นบนโลก? ทำไมการออกแบบจึงไม่สมบูรณ์? ทำไมจึงออกแบบโฮโมเซ็กชวล เกย์ เลสเบียน ในเมื่อพวกเขาไม่สามารถสืบสายพันธุ์ต่อไปได้ด้วยวิธีนี้? ทำไมจึงออกแบบยีนขยะ? ทำไมออกแบบโรคร้ายที่ทำลายมนุษย์ตั้งแต่แรกเกิด? ทำไมออกแบบอย่างสิ้นเปลือง? เช่น อสุจิจำนวนมหาศาล แต่ใช้เพียงตัวเดียว? ทำไมสร้างไตสองข้าง เพราะมีข้างเดียวก็อยู่ได้ นอกจากนี้สร้างไส้ติ่งมาทำไม ในเมื่อถึงไม่มีไส้ติ่ง ก็ไม่ตาย ทำไมออกแบบสถานที่ที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัย? ทำไมออกแบบให้คนฆ่าตัวตาย? ทำไมออกแบบสงครามและความชั่วร้ายต่าง ๆ ในโลกนี้? และอีกมากมาย”

    วินทร์ #2009 : “ขอมองนอกกรอบหน่อยนะ ทำไมการออกแบบต้องทำแต่เรื่องดี สมบูรณ์ด้วย? ออกแบบอย่างแย่ ๆ ไม่ได้หรือ สมมุติว่าผู้ออกแบบยังไม่มีฝีมือดีเยี่ยม สมมุติว่าผู้ออกแบบไม่แคร์”

    วินทร์ #1001 : “ก็เป็นมุมมองที่น่าสนใจ ผมตอบคุณไม่ได้”

    วินทร์ #9299 : “แต่คนจำนวนมากก็ไม่เชื่อทฤษฎีของดาร์วินรวมทั้งหลักฐานทางจักรวาลวิทยาพวกนี้”

    วินทร์ #1001 : “ปัญหาคือการเปลี่ยนความเชื่อเรื่องศาสนาเป็นเรื่องยากมาก โดยเฉพาะเมื่อเป็นความศรัทธาและเกี่ยวกับอำนาจเหนือธรรมชาติ มิฉะนั้นไสยศาสตร์ก็คงไม่รุ่งเรืองอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ มันก็มาสู่ประเด็นที่ว่า เราจะยอมใช้วิทยาศาสตร์เป็นมาตรวัดหรือเครื่องมือค้นหาความจริงรึเปล่า คนส่วนใหญ่ยอมรับว่า 1 บวก 1 เท่ากับ 2, น้ำประกอบด้วยไฮโดรเจนกับออกซิเจน, โลกมีสนามแม่เหล็ก มีไฟฟ้า มีแม่เหล็กไฟฟ้า ทั้งหมดนี้มีหลักฐานพิสูจน์ได้เป็นรูปธรรมชัดเจน แต่คนกลุ่มเดียวกันนี้กลับปฏิเสธหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ซึ่งชี้ไปในทิศทางว่าอำนาจเหนือธรรมชาติไม่ได้สร้างโลกและจักรวาลเหมือนเลือกที่รักมักที่ชัง ยอมรับหลักฐานเฉพาะบางชิ้นที่ตนเองชอบ”

    วินทร์ #2009 : “ถามจริง ๆ คุณร่ายยาวมาขนาดนี้ คุณแอนตี้ศาสนาคริสต์หรือ?”

    วินทร์ #1001 : “เปล่าเลย ผมไม่ได้ต่อต้านศาสนาเทวนิยมเลย หลักการเรื่องความรักของศาสนาคริสต์ยังใช้การได้ดี มันยังเป็นศาสนาที่ทำงานได้ผลอยู่ ผมเพียงแค่ชี้ให้เห็นว่าในส่วนที่เป็นความเชื่อคือเรื่องพระเจ้าสร้างจักรวาลขัดแย้งกับความจริงยังไง แทบทุกศาสนามีความเชื่อขัดแย้งกับความจริง แม้ในศาสนาพุทธก็เถอะ อย่างเช่น ความเชื่อว่าพระพุทธเจ้าประสูติมาแล้วดำเนินได้เจ็ดก้าว ไปจนถึงอภินิหารอื่น ๆ”

    วินทร์ #2009 : “ความเชื่อเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องการ และจำเป็นต้องมี”

    วินทร์ #1001 : “ผมเข้าใจ เรื่องนี้พูดยากจริง ๆ ผมเคยคิดว่าตรรกะและวิทยาศาสตร์เป็นภาษากลางที่ทุกสังคมพูดกันรู้เรื่อง หรือยอมรับกัน ผมเคยคิดว่าคนคนหนึ่งจะเปลี่ยนความเชื่อทางศาสนาได้ด้วยวิธีเดียวคือการอิงด้วยหลักฐาน นี่ก็คือกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย ผู้คนยังยินดีเชื่อเรื่องที่พวกเขาอยากเชื่อ แม้แต่นักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งก็ยังเชื่อเรื่องที่ค้านกับหลักฐานที่เห็นโทนโท่...”

    คาร์ล เซเกน #1001 : “ถ้าพระเจ้าต้องการส่งสารให้เรา และจารึกโบราณเป็นหนทางเดียวที่พระองค์ทรงคิดออก พระองค์ก็น่าจะทำงานได้ดีกว่านี้ นี่ผมพูดขำ ๆ นะ”

    วินทร์ #1001 : “ตัวละคร แอลลี แอร์โรเวย์ ในนวนิยายเรื่อง Contact ของเซเกนพูดว่า ‘คุณไม่อาจโน้มน้าวใจอะไรได้ทั้งนั้นกับคนที่ยึดมั่นถือมั่น เพราะความเชื่อของพวกเขาไม่ได้วางบนหลักฐาน มันวางบนความต้องการยิ่งยวดที่จะเชื่อ’...”

    คาร์ล เซเกน #1001 : “ใช่ มันเป็นอย่างนี้จริง ๆ ที่ผมรู้สึกเศร้าใจเพราะชีวิตมนุษย์ยาวเพียงแค่การมองชั่วแวบเดียวในความมหัศจรรย์ของจักรวาล และมันน่าเศร้าที่เห็นคนจำนวนมากฝันเฟื่องเรื่องเพ้อฝันทางจิตวิญญาณ”

    วินทร์ #1851 : “คุณอาจรู้สึกเศร้า แต่คนที่เชื่อมีความสุขดี”

    วินทร์ #1001 : “ผมรู้สึกว่าความสุขก็อยู่บนฐานของความไม่รู้ มันตื้นไปนิดผมคิดว่าคนเราควรเชื่อหลังจากรู้ความจริงแล้วมากกว่า แต่อีกนั่นแหละ มันเป็นสิทธิเสรีภาพของแต่ละคนที่จะเลือกทางเดินของเขาเอง ผมรู้ว่ามันยากมากที่จะเปลี่ยนความเชื่อความศรัทธาของคน จำได้มั้ยตอนที่นวนิยาย The Da Vinci Code ของ แดน บราวน์ ออกมาบอกว่าพระเยซูมีภรรยาและลูก คนจำนวนมากก็รับไม่ได้ อีกเรื่องหนึ่งเป็นหนังคือ The Last Temptation of Christ ก็เล่นกับประเด็นเดียวกัน โชคดีที่ผู้เขียนเรื่องทั้งสองนี้เป็นฝรั่งอยู่ในสังคมตะวันตก และเขียนในรูปนิยาย ไม่ใช่สารคดี จึงแค่ถูกด่า แต่ไม่โดนฆ่า จำนวนิยายเรื่อง The Satanic Verses ของ ซัลมาน รัชดี ได้มั้ย? ฮือฮามากเมื่อเกือบสามสิบปีก่อน นวนิยายเรื่องนี้เขียนในแนว magical realism มีบางส่วนที่โยงถึงศาสดามุฮัมหมัด ชาวมุสลิมจำนวนมากรับไม่ได้ จนผู้นำอิหร่าน อยาโตลาห์ โคไมนี ออกคำสั่งประหารชีวิต สั่งให้ชาวมุสลิมทั่วโลกตามฆ่านักเขียน คนพิมพ์งาน และนักแปลเรื่องนี้เป็นภาษาอื่น ๆ ก็มีชาวมุสลิมหลายคนพยายามจะฆ่ารัชดีจริง ๆ จนเขาต้องขอให้ตำรวจคุ้มครองความปลอดภัยให้ แต่คนอื่นไม่ปลอดภัยอย่างเขา นักแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นถูกแทงตาย นักแปลเป็นภาษาอิตาเลียนถูกแทงบาดเจ็บสาหัส ผู้พิมพ์ในนอร์เวย์ถูกยิง นักแปลเป็นภาษาตุรกีตกเป็นเป้าสังหาร ทำให้มีชาวบ้านตายไปด้วยรวมสามสิบเจ็ดคน”

    วินทร์ #3365 : “ไม่น่าเชื่อนะครับ ความเชื่อทางศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและแตะต้องไม่ได้ถึงขนาดนี้”

    (ยังมีต่อ)

    วินทร์ เลียววาริณ
    30-8-26

    จากหนังสือ วินทร์-วินทร์ Situation
    สารคดีเกี่ยวกับปรัชญา ศาสนา วิทยาศาสตร์ 
    อ่านฟรีที่เพจนี้ก็ได้ แต่ถ้าเก็บไว้เป็นเล่ม ก็อ่านได้ถึงลูกหลาน 
    ราคาแค่ 225.- เท่านั้น หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว

    สั่งซื้อได้ที่ https://www.winbookclub.com/store/detail/141/วินทร์-วินทร์%20Situation 

    ท่านที่สั่งซื้อทางเว็บและโอนเงินแล้ว อย่าลืมส่งหลักฐานไปที่อีเมล order@winbookclub.com  มิเช่นนั้นเจ้าหน้าที่อาจไม่รู้ว่ามีการสั่งซื้อ หลังจากนั้นจะได้รับคำยืนยันจากสำนักพิมพ์ว่าได้รับเงิน

    1
    • 0 แชร์
    • 5
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    ถ้ายูโธเปีย (utopia) คือโลกอุดมคติ ดิสโทเปีย (dystopia) ก็เป็นโลกฝั่งตรงข้าม

    dystopia คือโลกล่มสลาย มนุษย์อาศัยในความหวาดกลัว สภาพแวดล้อมถูกทำลาย

    หนังตระกูลนี้จึงเรียกว่า dystopian movies

    ฉากของเรื่องมักเป็นโลกหลังสงคราม ระเบิดนิวเคลียร์ลง ไวรัสฆ่าคนไปเกือบหมดโลก มนุษย์ต่างดาวบุกทำลาย ซอมบี้ครองโลก เครื่องจักรครองโลก สารพัดจะคิดมาขาย

    หนัง dystopian movies ที่ดีมีหลายเรื่อง เท่าที่นึกออก เช่น The Road, Children of Men, Mad Max: Fury Road ส่วนเรื่อง Blade Runner 2049, The Matrix กับ The Terminator ก็พอกล้อมแกล้มจัดเป็นหนังตระกูลนี้

    ซีรีส์โทรทัศน์ก็เช่น The Last of Us (จนถึงตอนที่ฆ่าพระเอกตาย ก็เลิกดู)

    The Dog Stars งานล่าสุดของ ริดลีย์ สก็อตต์ ก็เป็นงานแนว dystopian

    หากเรื่องนี้ออกมาเมื่อ 30 ปีก่อน ก็จัดว่าดี แต่ออกมาตอนนี้ ก็เห็นร่องรอยของการยำหนังเก่ามาไว้ในเรื่องเดียว

    The Dog Stars ก็คือ 28 Days Later + I Am Legend + Soylent Green

    สิ่งเดียวที่แตกต่างจากหนัง dystopian อื่นๆ คือ ตัวเอกใช้พาหนะเครื่องบิน

    หนังวิวสวยโดยเฉพาะฉากจากมุมสูง แต่เนื่องจากสารตั้งต้นของเรื่องไม่มีอะไรใหม่ (เพราะเราเคยดูมาหมดแล้ว) ในภาพรวมจึงเป็นหนังเอื่อยๆ ไม่รู้จะไปทิศไหน ไม่รู้จะเป็นหนังชีวิตหรือหนังแอ็คชั่น ทำให้ขาดพลังในการเล่าเรื่อง

    ไม่ชัดเจนเหมือน 28 Days Later

    นี่เป็นบทพิสูจน์ว่า ผู้กำกับเก่งแค่ไหน ถ้าเรื่องไม่ดีพอหรือไม่สดพอ ก็เหมือนเครื่องบินเติมน้ำมันนิดเดียว นักบินเก่งแคไหน บินไปนิดหน่อยก็ต้องลงจอดเพราะน้ำมันหมด

    6/10
    (ฉายทางโรงภาพยนตร์)

    วินทร์ เลียววาริณ 
    29-8-26

    วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่ The MEB

    (มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)

    1
    • 0 แชร์
    • 17
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ

    "คุณวินทร์อ่านหนังสือไปแล้วกี่เล่ม"

    อ่านคำตอบได้จากลิงก์นี้ https://www.blockdit.com/posts/6a874d261f134babdcbd3ef0 

    ผู้อ่านสามารถคุยหรือตั้งคำถามกับผู้เขียนได้ เขียนคำถามมาได้ที่ inbox เพจเฟซบุ๊ค วินทร์ เลียววาริณ ช่วยแจ้งชื่อหรือนามปากกาด้วย ถ้าไม่แจ้งจะใส่ "ไม่ประสงค์จะออกนาม" 

    1
    • 0 แชร์
    • 9
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    เมื่อคืนนี้คุณบริสุทธิ์ขี่มอเตอร์ไซค์ฮาร์ลีย์-เดวิดสันกลับบ้าน เป็นเวลาสี่ทุ่ม หนทางกลับบ้านเงียบสงัด คุณบริสุทธิ์ชอบขี่รถในตอนกลางคืนเช่นนี้

    ถนนเงียบ ใจเงียบ และคุณบริสุทธิ์มักคิดเงียบ ๆ ปลดปล่อยความคิดบินไปเหมือนนกที่หลุดจากกรง

    บางครั้งหลังแต่งงาน คุณบริสุทธิ์ก็รู้สึกเหมือนนกในกรง

    มอเตอร์ไซค์ตะบึงไปอีกระยะหนึ่ง ทันใดนั้นสุนัขตัวหนึ่งวิ่งตัดหน้า คุณบริสุทธิ์เบรกรถกะทันหัน เสียงดังครืดเมื่อรถล้มลงไถลไปที่คูน้ำข้างทาง  คุณบริสุทธิ์ตกลงไปในคูขณะได้ยินเสียงรถยนต์คันที่แล่นตามมาเบรกเสียงดัง

    แล้วทุกอย่างก็จมในความเงียบสนิท

    อึดใจต่อมา คุณบริสุทธิ์คลานขึ้นมาจากคู เป็นเวลาเดียวกับที่คนขับรถยนต์คันนั้นยื่นมือดึงคุณบริสุทธิ์ขึ้นมา

    คุณบริสุทธิ์เอ่ยคำขอบคุณ เงยหน้าขึ้นมอง เป็นหญิงวัย 35-40 ใบหน้าสวย รูปร่างดี

    หล่อนถามคุณบริสุทธิ์ “เป็นอะไรหรือเปล่าคะ?”

    คุณบริสุทธิ์สั่นศีรษะ “ผมไม่เป็นไร”

    “โอ! หน้าผากคุณแตก ฉันจะพาคุณไปหาหมอนะคะ”

    “อย่าดีกว่าครับ ภรรยาผมไม่ชอบ”

    “ทำไมจึงไม่ชอบคะ? ฉันพาคุณไปหาหมอเพื่อรักษา”

    “จริง ๆ ครับ ภรรยาผมไม่ชอบแน่”

    “ไม่ได้ค่ะ ฉันเป็นพยาบาล รู้ดีว่าแผลขนาดนี้ต้องดูแลทันที เอางี้ ฉันจะพาคุณกลับไปที่บ้านฉัน ฉันทำแผลให้คุณได้ บ้านฉันอยู่หัวมุมถนนนี่เอง”

    คุณบริสุทธิ์สบตาหล่อน ไม่ทันตอบคำ หล่อนก็ฉุดคุณบริสุทธิ์ไปที่รถยนต์ของหล่อน

    อึดใจต่อมาหล่อนก็ขับรถออกไปจากจุดเกิดเหตุ

    คุณบริสุทธิ์เอ่ย “ภรรยาผมต้องไม่ชอบแน่ ๆ”

    หล่อนยิ้ม “ท่าทางภรรยาคุณจะขี้หึงนะคะ แต่ไม่มีอะไรต้องวิตกค่ะ ฉันไม่ทำอะไรคุณหรอกน่า”

    คุณบริสุทธิ์ว่า “คุณไม่รู้อะไร...”

    “ไม่เป็นไร ฉันทำแผลคุณเสร็จแล้ว จะพาไปส่งบ้าน”

    “ขอบคุณ แต่ภรรยาผม...”

    รถยนต์ถึงบ้านหล่อนพอดี

    ครู่ต่อมา หล่อนก็เริ่มทำแผลให้คุณบริสุทธิ์ หล่อนกล่าวว่า “แอลกอฮอล์หมดพอดี ฉันจะใช้เหล้าก็แล้วกัน”

    หล่อนราดเหล้าลงบนแผล แล้วแต่งแผลให้ ฝีมือของหล่อนนุ่มนวล คุณบริสุทธิ์ไม่รู้สึกเจ็บ อาจเพราะกลิ่นหอมจากกายหล่อนแตะนาสิกประสาทจนคุณบริสุทธิ์ลืมเจ็บ

    “เสร็จแล้วค่ะ”

    “ขอบคุณครับ ผมคงต้องไปแล้ว”

    “ท่าทางคุณยังมึน ๆ อยู่นะคะ นั่งพักซักครู่ก่อนดีมั้ยคะ? ไหน ๆ ฉันก็เปิดขวดเหล้าแล้ว เราดื่มกันหน่อยก็น่าจะดีนะคะ”

    หล่อนรินเหล้าใส่แก้วสองใบ

    กว่าจะรู้ตัว คุณบริสุทธิ์ก็ดื่มเหล้าที่เหลือจนหมดขวด

    คุณบริสุทธิ์ลุกขึ้น เอ่ยว่า “ผมคงต้องไปแล้ว ภรรยาผมต้องไม่ชอบแน่ ๆ ที่ผม...”

    “เอาละ ฉันจะไปส่งคุณก็แล้วกัน บ้านคุณอยู่ที่ไหนคะ?”

    “ผมยังไม่กลับบ้านหรอกครับ”

    “อ้าว! คุณบอกว่าจะกลับไปหาภรรยาคุณไม่ใช่หรือคะ?”

    “ใช่ครับ”

    “งั้นทำไมไม่กลับบ้านคะ?”

    “เพราะภรรยาผมยังอยู่ในคูน้ำนั่น”

    วินทร์ เลียววาริณ
    28-8-26
    .........................

    จากนวนิยาย เรื่องรักของคุณบริสุทธิ์กับนางสาวภุมรี ศจีรมย์ สมถวิล จินตหรา พารัก ปักเสน่ห์ เรวดี ศรีสกาว (ใช่ นิยายชื่อยาวๆ กวนตีนอย่างนี้แหละ Who will why)
    นี่เป็นนวนิยายแนวใหม่ที่นำขำขันตลกๆ ระดับ ‘ขำกลิ้ง’ 400 เรื่องมายำเป็นนวนิยาย
    ค่าคลายเครียดแค่ 330 บาท เฉลี่ยขำละ 80 สตางค์ หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว

    https://www.winbookclub.com/store/detail/188/เรื่องรักของคุณบริสุทธิ์กับนางสาวภุมรี%20ศจีรมย์%20สมถวิล%20จินตหรา%20พารัก%2520ปักเสน่ห์%20เรวดี%20ศรีสกาว 

    โปรโมชั่น https://www.winbookclub.com/store/detail/196/แพคเกจพิเศษ%203%20in%201 

    Shopee เดี่ยว https://s.shopee.co.th/1VjWGyXzed 

    https://s.shopee.co.th/9A8xPCjmLp 

    ท่านที่สั่งซื้อทางเว็บและโอนเงินแล้ว อย่าลืมส่งหลักฐานไปที่อีเมล order@winbookclub.com  มิเช่นนั้นเจ้าหน้าที่อาจไม่รู้ว่ามีการสั่งซื้อ หลังจากนั้นจะได้รับคำยืนยันจากสำนักพิมพ์ว่าได้รับเงิน

    1
    • 0 แชร์
    • 32
  • วินทร์ เลียววาริณ
    4 วันที่ผ่านมา

    ชาวโลกเรามีนิสัยแปลก ๆ อย่างหนึ่ง คือชอบซ้ำเติมความเจ็บปวดของคนอื่น เห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินสะดุดล้ม ก็ว่า “ไม่สวยแล้วยังซุ่มซ่ามอีก”

    เห็นคนก้มหน้าดูสมาร์ทโฟนจนเดินตกท่อ ก็ว่า “สมน้ำหน้า”

    เด็กสอบไม่ผ่าน กลุ้มใจอยู่แล้ว กลับถึงบ้านถูกพ่อแม่ด่าว่าโง่ ซ้ำอีกรอบหนึ่ง

    ผู้หญิงบางคนถูกข่มขืน กลับถูกสังคมวิพากษ์ว่า “สมควรแล้ว ก็ใครให้แต่งตัวล่อแหลมล่ะ”

    นี่คือการโรยเกลือใส่บาดแผล

    นอกจากจะไม่เห็นใจในเคราะห์กรรมของคนอื่น ยังซ้ำเติมอีก

    แน่ละ ในเรื่องบางเรื่องก็ค่อนข้างยากจะห้ามไม่ให้สมน้ำหน้า แต่ในเมื่อมันเกิดเรื่องร้ายกับเขาแล้ว เขาก็เรียนรู้บทเรียนแล้ว ทำไมเราต้องใจร้ายไปตำหนิเขาอีก?

    พ่อแม่บางคนถูกครูเรียกไปรับทราบว่าลูกประพฤติตัวไม่ดี และถูกโรงเรียนลงโทษ เมื่อกลับถึงบ้าน เด็กอาจถูกลงโทษอีกรอบ

    พ่อแม่ควรประเมินว่า การลงโทษรอบเดียวพอแล้วหรือไม่ ควรหรือไม่ที่จะโรยเกลือบนบาดแผลอีก

    ชาวโลกเราก็มีนิสัยแปลกอีกอย่างหนึ่งคือ บางคนชอบโรยเกลือใส่บาดแผลของตนเอง

    ผู้หญิงคนหนึ่งถูกนำส่งเข้าโรงพยาบาลเพราะถูกสามีทำร้ายร่างกายบาดเจ็บ เมื่อทำการพยาบาลเธอเรียบร้อยแล้ว หมอบอกให้เธอไปแจ้งความกับตำรวจ ภรรยากลับบอกว่า “ฉันผิดเอง” ตามมาด้วย “ฉันไปยั่วให้เขาโกรธเอง เขาจึงซ้อมฉัน”

    อ้าว! ความผิดกลายเป็นของผู้ถูกกระทำ!

    พนักงานคนหนึ่งถูกขอให้ออกจากงานเพราะเศรษฐกิจเลวร้าย บริษัทต้องลดคน ก็บอกว่า “ผมไร้ค่า”

    ตรรกะของเขาคือ มีคนในออฟฟิศมากมาย แต่เจ้านายให้เฉพาะเขาออก แสดงว่าเขาไร้ความสามารถ “ผมไม่ดีพอ เขาจึงให้ออก”

    เมื่อถูกแฟนทิ้ง บางคนบอกว่า “ฉันไม่มีค่า เขาจึงไม่สนใจ”

    คนบางคนก็แปลก คนอื่นกรีดแผลใส่เรา เรากลับโรยเกลือบนบาดแผลนั้นซ้ำ

    การถูกทำร้ายกับ “ฉันผิดเอง” เป็นคนละเรื่องกัน เพราะต่อให้ภรรยาทำผิดพลาด ก็ไม่สมควรถูกสามีทำร้ายร่างกาย

    การถูกไล่ออกจากงานก็ไม่ได้แปลว่าตนเองไร้คุณภาพเสมอไป มันอาจเป็นเพราะการจัดองค์กรใหม่ทำให้ต้องเก็บเฉพาะคนที่เหมาะสมที่สุดเท่านั้น

    คนบางจำพวกมี Inferiority complex คือความรู้สึกว่าตนเองด้อยกว่าคนอื่น หรือด้อยกว่ามาตรฐานของสังคม อาจเป็นความรู้สึกที่ฝังในจิตใต้สำนึก คิดว่าตัวเองไม่เก่ง หรือไม่มีอะไรดี

    ดังนั้นเมื่อเจอปัญหาใด ๆ ก็ตาม วิเคราะห์ให้ดีก่อนว่าสาเหตุเกิดจากอะไร

    ถ้าเกิดแผลเล็ก ก็อย่าทำให้แผลใหญ่ขึ้น

    ต่อให้เป็นคนที่มี Inferiority complex ก็ไม่ต้องยอมรับการทำร้ายตัวเองซ้ำ

    วินทร์ เลียววาริณ
    27-8-26

    จาก มากกว่าสามสิบสอง
    49 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 250 บาท = บทความละ 5.10 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
    หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว

    https://www.winbookclub.com/store/detail/195/มากกว่าสามสิบสอง
    https://s.shopee.co.th/9UlyhN6c1q 

    โปรโมชั่นคอมโบ https://www.winbookclub.com/store/detail/196/แพคเกจพิเศษ%203%20in%201 
    Shopee https://s.shopee.co.th/9UlyhN6c1q 
    โปรโมชั่นคอมโบ https://s.shopee.co.th/8zpi6W2V3T 

    ท่านที่สั่งซื้อทางเว็บและโอนเงินแล้ว อย่าลืมส่งหลักฐานไปที่อีเมล order@winbookclub.com มิเช่นนั้นเจ้าหน้าที่อาจไม่รู้ว่ามีการสั่งซื้อ หลังจากนั้นจะได้รับคำยืนยันจากสำนักพิมพ์ว่าได้รับเงิน

    1
    • 0 แชร์
    • 37