• วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    ถ้าไม่มีสงครามอิหร่าน ข่าวนี้จะดัง

    คือข่าวยานอวกาศ Artemis II เดินทางไปดวงจันทร์

    นี่เป็นโครงการไปดวงจันทร์อีกรอบของสหรัฐฯ หลังจากว่างเว้นไปห้าสิบปี

    สหรัฐฯไปดวงจันทร์ครั้งแรกในปี 1969 ไม่ใช่เพราะรักการผจญภัย หรือต้องการค้นคว้าด้านวิทยาศาสตร์ มันเป็นเรื่องการเมืองโลกล้วนๆ

    ยังไง?

    หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองยุติ ก็เป็นปฐมบทของสงครามเย็นระหว่างโลกเสรีนิยมตะวันตกกับโลกคอมมิวนิสต์

    ในเดือนตุลาคม ปี 1957 สหภาพโซเวียตส่งดาวเทียมดวงแรกของโลกหนัก 184 ปอนด์ ชื่อ สปุตนิก 1 โคจรรอบโลกครบหนึ่งรอบในเวลาเก้าสิบนาที

    ผู้นำสหรัฐฯช็อกอย่างแรง รู้ว่าใครก็ตามที่ครองอวกาศจะครองโลก

    การส่งดาวเทียมดวงแรกของโซเวียตเป็นการแสดงให้สหรัฐฯเห็นว่า เทคโนโลยีของโซเวียตเหนือกว่า

    โซเวียตกระหน่ำดอกที่สอง ส่งสุนัขตัวหนึ่งขึ้นไป และดอกที่สามส่งมนุษย์คนแรกที่ขึ้นไปโคจรรอบโลกสำเร็จ ชื่อมิสเตอร์ ยูริ กาการิน

    สหรัฐฯเปิดประชุมฉุกเฉิน ต้องตามโซเวียตในด้านอวกาศให้เร็วที่สุด ก่อนที่พวกโซเวียตจะสามารถพัฒนาขีปนาวุธติดดาวเทียม

    สงครามเย็นย้ายสมรภูมิจากบนพื้นโลกไปที่เหนือชั้นบรรยากาศโลก 
    สหรัฐฯระดมหัวกะทิมาสร้างจรวด ในระดับเดียวกับการทำระเบิดปรมาณูในโครงการแมนฮัตตัน

    ก้าวแรกๆ เป็นไปอย่างเชื่องช้า และผิดพลาด เช่น นักบินสามคนในอพอลโล 1 ถูกไฟคลอกตาย

    ขณะที่ดูเหมือนว่าอเมริกาจะแพ้ในเกมนี้ ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี กลับกำหนดนโยบายไกลกว่าแค่ส่งดาวเทียมไปโคจรรอบโลก

    เคนเนดีกล่าวสุนทรพจน์ต่อสภาสูงในวันที่ 25 พฤษภาคม 1961 ว่า "ข้าพเจ้าเชื่อว่าประเทศนี้สมควรรับภาระที่จะบรรลุเป้าหมายก่อนสิ้นทศวรรษนี้ ส่งมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ และกลับคืนสู่โลกอย่างปลอดภัย ไม่มีโครงการอวกาศใดในช่วงเวลานี้ที่น่าทึ่งสำหรับมนุษยชาติและสำคัญต่อการสำรวจอวกาศในระยะยาว และไม่มีโครงการใดที่ยากเย็นและแพงในการบรรลุเป้านี้..."

    ทุกคนตะลึง ตั้งเป้าสูงมาก

    แต่เมื่อนโยบายชัดเจน ระดมนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรชั้นเยี่ยมของประเทศมาทำงาน โครงการอพอลโลก็สำเร็จ ส่งมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ในวันที่ 20 กรกฎาคม 1969 หนึ่งปีก่อนเส้นตายของเคนเนดี  หลังจากอพอลโล 11 ลงดวงจันทร์ โซเวียตก็เลิกคิดไปเหยียบดวงจันทร์ เพราะเป็นหมายเลข 2 ไม่มีคุณค่าอะไร

    อเมริกันชนะในเกมนี้

    เมื่อชนะก็ไม่คิดจะสานต่อโครงการนี้อีก เปลืองเงินเปล่าๆ

    แล้วทำไมตอนนี้จึงคิดไปดวงจันทร์อีกรอบ?

    ก็เพราะผ่านไปหลายสิบปี ทั้งอินเดียและจีนส่งยานไปดวงจันทร์ โดยเฉพาะจีนที่หายใจรดต้นคอ ใครจะรู้ว่าจีนจะไม่ไปตั้งฐานหรืออาณานิคมที่ดวงจันทร์ สหรัฐฯสัมผัสแรงสั่นสะเทือนนี้ จำต้องทำอะไรสักอย่าง เพื่อสกัดกั้นจีน

    นี่คือเหตุผลเดียวที่สหรัฐฯหวนกลับไปดวงจันทร์ หลังจากนั้นก็คงไปดาวอังคาร

    ในเมื่อเป็นโครงการใหม่ที่สานต่อจากโครงการอพอลโล (Apollo) ก็ต้องตั้งชื่อที่เกี่ยวข้องกับโครงการก่อน

    ปรากฏว่าตั้งชื่อ Artemis ได้เหมาะสมยิ่ง

    ยังไง?

    ตามตำนานกรีก Artemis กับ Apollo เป็นพี่น้องฝาแฝด คนแรกเป็นเทพธิดาแห่งการล่าคนหลังเทพธิดาแห่งตะวัน

    ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตาม โลกเราพัฒนาเทคโนโลยีเร็วที่สุด มากที่สุดในช่วงสงครามและเกิดการเผชิญหน้าทางการเมืองโลก

    เมื่อจีนคุม rare earth ชาติอื่นๆ ก็ต้องรีบพัฒนา เมื่อสหรัฐฯสกัดกั้นชิพเข้าจีน จีนก็รีบพัฒนาชิพของตัวเองโดยด่วน

    สงครามเย็นไม่เคยยุติ เพราะเราแบ่งเขาแบ่งเราตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

    อยู่ด้วยกันดีๆ ไม่เป็น

    วินทร์ เลียววาริณ
    8 เมษายน 2026

    0
    • 0 แชร์
    • 13
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    หมอบอกชาคริตว่าเขามีนิ่วจำนวนมากในถุงน้ำดี มันอาจจะอุดตันเมื่อไรก็ได้ ชาคริตเห็นคลิปจาก YouTube ยืนยันว่าดื่มน้ำส้มสายชูแอ๊ปเปิลไซเดอร์มากๆ จะขับนิ่วในถุงน้ำดีออกมาเป็นเมือกสีเขียว โดยไม่ต้องผ่าตัด ชาคริตก็ไปซื้อมาดื่มทุกวันนานเป็นเดือน ทุกครั้งที่ถ่ายเมือกสีเขียวออกมา ชาคริตก็นึกดีใจว่านิ่วหลุดออกมาแล้ว ไม่นานต่อมาชาคริตปวดท้องอย่างรุนแรง หมอบอกว่านิ่วอุดตัน ต้องผ่าตัดถุงน้ำดีทิ้ง

    ชาคริตเสียเงินเสียเวลาดื่มน้ำส้มสายชูแอ๊ปเปิลไซเดอร์โดยเปล่าประโยชน์ เพราะเขาเชื่อคำบอกเล่ามากกว่าจะค้นคว้าและศึกษาความจริงทางการแพทย์ซึ่งชี้ว่า ขับนิ่วในถุงน้ำดีด้วยวิธีนี้ไม่ได้

    ในสมัยนี้นิ่วอุดตันอาจไม่ทำให้ใครเสียชีวิต แต่หากเป็นมะเร็งและโรคร้ายแรงอื่นๆ ที่เรากินยาผีบอก ก็อาจตายเร็วขึ้นเพราะข้อมูลผิดๆ

    ชาตรีกำลังตกงาน เพื่อนบอกเขาว่าเปลี่ยนชื่อแล้วจะเป็นมงคล ชีวิตจะดีขึ้น เพื่อนอีกคนบอกชาตรีว่าเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์แล้วชีวิตจะดี ชาตรีก็เปลี่ยนชื่อเป็นชาติกาลและเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์ ชีวิตของเขาดีขึ้น ชาติกาลก็สรุปว่าการเปลี่ยนชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ได้ผลจริง ทั้งที่ความจริงเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจฟื้นตัว เขาจึงได้งานทำ

    เหล่านี้เป็นตัวอย่างของการใช้ชีวิตแบบไม่ต้องคิด ไม่ต้องวิเคราะห์ เชื่อทุกอย่างที่คนอื่นป้อนให้ กลบฝังด้วยประโยค “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” และ “เรื่องบางเรื่องอยู่เหนือมนุษย์” และมันก็ทำให้ประเทศชาติเสียทรัพยากรไปโดยเปล่าประโยชน์ปีละมหาศาล ในรูปของยาผีบอก การเสริมแต่งความงาม อาหารพิสดารเพื่อสุขภาพ ความงมงายในในเทพเจ้าชื่อแปลกๆ ใหม่ๆ ฯลฯ

    ถ้าได้ยินแล้วเชื่อเลยโดยไม่วิเคราะห์ว่ามันจริงหรือไม่ หรือจริงกี่ส่วน ก็ตกเป็นเหยื่อคนอื่นได้ง่ายดาย

    หลายคนเชื่อคำพูดหรือคำแนะนำของคนที่มีการศึกษาสูง เป็นอาจารย์หรือผู้เชี่ยวชาญ เพียงเพราะ “คนบอกเป็นถึงด็อกเตอร์เชียวนะ”

    อ่านไม่แตกไม่ทะลุ และไม่คิดสืบค้นข้อมูล เป็นปัญหาใหญ่มากของโลกโซเชียลในเวลานี้ ปัญหามันกว้างกว่าแค่ปัจเจก แต่มันทำลายทั้งสังคมและประเทศ

    ในด้านเศรษฐกิจ ประเทศชาติเสียเงินปีละมหาศาล (เช่น เสียเงินซื้อยาผีบอก) ในด้านการพัฒนาประเทศ ก็ถอยหลังลงคลอง ในด้านการเมืองก็ทำให้เกิดความขัดแย้ง เพราะคนไร้คุณภาพ คิดไม่เป็น เชื่อง่าย จูงจมูกง่าย ท้ายที่สุด ผลเสียก็ตกต่อสังคมส่วนรวม

    ดังนั้นหากเราต้องการสังคมที่ดีขึ้นในอนาคต ก็ต้องปลูกฝังคนที่มีคุณภาพแต่เล็ก

    คุณสมบัติสำคัญที่สุดของนักเรียนไม่ใช่การเรียนวิชา แต่คือการวิเคราะห์เป็น

    อย่าเพิ่งตกใจพอได้ยินคำว่า 'วิเคราะห์'

    วิเคราะห์ก็แค่บอกว่า "ระวัง! อย่ารีบเชื่อ หาหลักฐานก่อนเชื่อ"

    ไม่ใช้ความเชื่อนำทางชีวิต ให้ใช้ข้อมูลจริงเสมอ

    สำหรับคนทั่วไปจะทำอย่างไรที่จะแก้ไขจุดนี้?

    มีข้อแนะนำ 3 ข้อ :

    1 ได้ยินได้ฟังอะไรก็ตามที่ดีเกินจริง ให้สรุปทันทีว่ามันไม่จริง (If it seems too good to be true, it probably is.) แล้วค้นหาหลักฐานยืนยัน ถ้ามันไม่จริงก็จะได้รู้แน่ ถ้ามันจริงก็ไม่เป็นไร

    ตราบที่ข้อมูลยังไม่มีผลสรุป ให้สรุปไว้ก่อนว่าไม่จริง ทำให้เป็นนิสัย ชีวิตนี้ก็จะไม่ถูกใครหลอกง่ายๆ ไม่เสียเงินเสียทองง่ายๆ

    2 ตั้งข้อสงสัยกับทุกเรื่องที่ได้ยินได้ฟัง ยิ่งคนพูดเป็นอาจารย์หรือผู้ทรงคุณวุฒิ ให้สงสัยมากขึ้นสองเท่า หลังจากสงสัย ให้ค้นหาข้อมูลว่าที่ได้ยินได้อ่านมาจริงไหม พูดครบถ้วนไหม

    ทำไมเราต้องตั้งข้อสงสัยอาจารย์และผู้ทรงคุณวุฒิมากกว่า? ก็เพราะสถานะของพวกเขาทำให้เราประมาท ไม่คาดว่าข้อมูลหรือสิ่งที่พวกเขาเสนออาจผิดได้

    อย่าลืมว่า

    ก. อาจารย์ก็ผิดได้

    ข. อาจารย์ปลอมมีเยอะมาก

    ค. อาจารย์จริงที่ไร้จริยธรรมก็มีมาก

    3 อัปเดตข้อมูลตลอดเวลา เพราะข้อมูลใดที่จริงในวันนี้ อาจจะไม่จริงในวันพรุ่งนี้ หรือจริงในบริบทหนึ่ง อาจไม่จริงในอีกบริบทหนึ่ง

    ถ้าเราไม่อยากให้ลูกหลานของเราอยู่ในประเทศที่จมอยู่ในความมืดบอดทางปัญญา ก็ต้องปลูกฝังความสามารถในการคิดทะลุและมองทะลุด้วยแว่นวิเคราะห์

    ไม่มีทางอื่น

    วินทร์ เลียววาริณ
    8 เมษายน 2026

    0
    • 0 แชร์
    • 28
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    taco (ทาโก) เป็นอาหารประจำชาติยอดนิยมของชาวเม็กซิกัน ใช้แผ่นแป้งตอร์ติยา (Tortilla) มาห่อเนื้อและผัก

    คอนักอ่านวรรณกรรมย่อมคุ้นคำว่า ตอร์ติยา มันเป็นชื่อหนังสือ Tortilla Flat ของ จอห์น สไตน์เบ็ค นักเขียนรางวัลโนเบล (เป็นหนังสือดีเล่มหนึ่ง มีฉบับไทยแปลโดย ประมูล อุณหธูป ชื่อไทย โลกียชน ขอแนะนำ)

    Tortilla Flat ในที่นี้ไม่ใช่ชื่อแฟลตหรือคอนโด แต่หมายถึงพื้นที่คนยากจนในมอนเทอรีย์ แคลิฟอร์เนีย

    คอนักอ่านนิยายจีนกำลังภายในก็ย่อมคุ้นชื่อหนังสือ วีรบุรุษสำราญ ของโก้วเล้ง ตัวละครหลักสี่คนอาศัยร่วมกันในคฤหาสน์ซอมซ่อนาม เคหารุ่มรวย

    วีรบุรุษสำราญ ดัดแปลงมาจาก Tortilla Flat

    กลับมาที่ทาโก

    แผ่นแป้งตอร์ติยาที่ใช้ทำทาโกมีทั้งแป้งตอร์ติยาขาวและแป้งตอร์ติยาข้าวโพด ส่วนเนื้อสัตว์ที่ใส่ในทาโกมักเป็นไก่ หมู และวัว ส่วนผักนิยมใช้ผักกาดแก้ว มะเขือเทศ ใส่เชดดาร์ชีสหรืออื่นๆ เติมซอสแล้วแต่ชอบ

    นี่คือ taco

    สะกดด้วยอักษรเล็ก

    แต่ถ้าทาโกสะกดด้วยอักษรใหญ่ TACO จะให้ความหมายทางการเมืองโลกทันที

    TACO ย่อมาจาก Trump Always Chickens Out

    แปลว่าพี่ตั้มปอดแหกเสมอ

    ที่มาของคำสแลงนี้คือ นักข่าวของ Financial Times ชื่อ Robert Armstrong ตั้งข้อสังเกตว่า คุณพี่ตั้มมักชอบขู่ชาวโลกเรื่องขึ้นภาษี ทำให้ตลาดหุ้นตก หลังจากนั้นพี่แกก็ถอยกลับ ทำให้ตลาดหุ้นดีดขึ้นมาตามเดิม (มีคนบอกว่ามันอาจเป็นวิธีปั่นหุ้นอย่างหนึ่ง)

    อาการถอยกลับด้วยความกลัวนี้ ภาษาฝรั่งว่า chicken out

    ปกติคำว่า chicken เป็นสแลงหมายถึงคนขี้ขลาด ไม่กล้า

    chicken out จึงเป็นอาการกลัวจนต้องเลิกแผนเดิม ยกตัวอย่าง เช่น บอกเพื่อนว่าจะเลิกซักผ้าแล้ว แต่เปลี่ยนแผนถอยกรูดทันทีที่สบตาเมีย ดังนี้เป็นต้นไม่เป็นใบและราก

    อาการ chicken out ของคุณพี่ตั้มปรากฏในเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น บอกว่าจะถล่มที่นั่นที่นี่ แต่เปลี่ยนใจ แล้วก็ประกาศชัยชนะ

    ล่าสุดวันนี้คุณพี่ตั้มเพิ่งประกาศว่า จะถล่มอิหร่านให้ราบทั้งประเทศ หากไม่ยอมเจรจาภายในวันพรุ่งนี้

    เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยมาดูว่าท่านพี่จะกินทาโกไก่ (chicken taco) หรือ TACO ใหญ่ (chicken out)

    เคี้ยกเคี้ยก

    วินทร์ เลียววาริณ
    7-4-26

    1
    • 0 แชร์
    • 37
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    บิล แบลส นักออกแบบเสื้อผ้าชาวอเมริกันผู้มีชื่อเสียงในโลกแฟชั่นฝั่งตะวันตกเคยให้สัมภาษณ์ว่า “คนทำงานแฟชั่นต้องมี passion ถ้าไม่มีเมื่อไหร่ ก็ควรเลิกทำ วันไหนผมไม่มี passion ผมก็จะไป”

    แล้ววันหนึ่งเขาก็ไป! ขายธุรกิจเสื้อผ้าที่ตนก่อร่างมาจนใหญ่โต และลาออกจากวงการ

    passion ในความหมายของ บิล แบลส ก็คือความกระตือรือร้น ความหลงใหล ความคลั่งไคล้ในงานที่ทำ เป็นไฟที่ขับเคลื่อนให้ผู้สร้างสรรค์งานเดินหน้าอย่างเปี่ยมพลัง!

    กิมย้ง นักเขียนนวนิยายจีนกำลังภายในชาวฮ่องกงเขียนนวนิยายเพียงสิบห้าเรื่องในชีวิต กินช่วงเวลาเพียงสิบเจ็ดปีเท่านั้น (ระหว่าง พ.ศ. 2498-2515) ก็ยุติบทบาทนักเขียนนวนิยาย ใคร ๆ ก็รู้ว่าด้วยมันสมองของเขา ไม่ยากที่จะเขียนนิยายกำลังภายในอีกสักห้าสิบเรื่อง โดยรีไซเคิลจากงานเก่าเช่นที่ฮอลลีวูดปฏิบัติมานานนม ด้วยฝีมือของเขา งานย่อมไม่แย่แน่นอน

    แต่สำหรับกิมย้ง หากไม่มีอะไรใหม่กว่าสิ่งที่เคยสร้างสรรค์มา ก็อย่าเขียนดีกว่า! ว่าแล้วเขาก็ยุติบทบาทการเขียนนิยายจีนกำลังภายในที่เขาเป็นหัวหอก แล้ว ‘ล้างมือในอ่างทองคำ’ (สำนวนนิยายกำลังภายใน หมายถึงลาออกจากวงการ)

    เหง่ยคัง สหายของกิมย้งวิจารณ์ว่า กิมย้งเลิกเขียนเพราะเชื่อว่าตนเองพัฒนาความหลากหลายของตัวละครมาถึงที่สุดแล้ว จึงจำต้องยุติ กิมย้งรับคำวิจารณ์นี้ยิ้ม ๆ กล่าวว่า บางทีเหง่ยคังอาจพูดถูก

    ว่าก็ว่าเถอะ มีศิลปินไม่มากนักในโลกที่สามารถทำเช่นนี้ได้ บิล แบลส ขายธุรกิจของเขาไปเป็นเงินห้าสิบล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1,650 ล้านบาท) ส่วนกิมย้งเป็นนักเขียนชาวจีนที่รวยที่สุด ประมาณทรัพย์สินของเขาที่ได้มาจากการเขียนหนังสือไม่ต่ำกว่าหกร้อยล้านเหรียญฮ่องกง (ประมาณ 2,520 ล้านบาท)

    ศิลปินไทยส่วนใหญ่ต่อให้หมดไฟหมดแรง ก็ยังต้องลุกขึ้นมาทำงาน มิเช่นนั้นจะหมดลมหายใจด้วยความหิวโหย!

    ประเด็นที่น่าสนใจก็คือเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อไรเราหมดไฟสร้างสรรค์? และถ้ารู้ว่าหมดไฟแล้ว จะทำอย่างไร?

    อาการหมดไฟสร้างสรรค์นั้นดูคล้าย ๆ การเบื่องาน เบื่อหน้าเจ้านาย หรือเบื่อที่ทำงาน คือไม่มีความสุขกับงานที่ทำ ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น ในเมื่อคิดงานออกมาแล้วดูไม่ดี ไม่น่าสนใจ หรือย้อนรอยเดิมที่เคยทำมาแล้วห้าร้อยหน ก็น่าจะหงุดหงิดอยู่

    คนทำงานศิลปะจำต้องดูอาการหมดไฟสร้างสรรค์ให้ออกก่อนเนิ่น ๆ นั่นคือเมื่องานที่ทำเริ่มจำเจ มันก็เป็นสัญญาณเตือนว่า เส้นกราฟของความคิดสร้างสรรค์เริ่มจะตกลงมา

    ทว่านี่เป็นธรรมชาติของสมองที่เมื่อถึงจุดหนึ่งจะเดินกลับมาที่จุดเดิม หาใช่เรื่องคอขาดบาดตายไม่ เพราะความคิดสร้างสรรค์ก็เช่น แบตเตอรีรถยนต์ มันมีวันหมดไฟ มองในแง่สร้างสรรค์ก็คือ มันเปิดโอกาสให้เราลอกคราบเพื่อคุณภาพที่ดีขึ้น

    การหมดไฟสร้างสรรค์ก็เหมือนเป็นโรคมะเร็ง ยิ่งรู้เร็ว ก็ยิ่งมีโอกาสปรับตัวแก้ไขต่อต้านทัน ด้วยการออกกำลังกาย กินอาหารดี ๆ และทำใจสบาย ๆ

    ‘ออกกำลังกาย’ คือทำให้สมองแข็งแรง เปิดใจกว้าง รับของใหม่ กล้ารื้อของเก่า เมื่อชาร์ตไฟสม่ำเสมอ ไม่รอจนไฟหมด เครื่องยนต์ที่มีไฟเต็มย่อมติดง่ายเร็วและแรง

    ‘กินอาหารดี ๆ’ คือเติมความรู้ใหม่ ๆ เข้าไปเสมอ หมั่นตรวจตราระดับน้ำของ ‘แบตเตอรี’ ดูว่ามีตะกรันเกาะตามขั้วไฟหรือไม่ ทำความสะอาดมันสม่ำเสมอ

    ‘ทำใจสบาย ๆ’ คืออย่าเกร็ง ยิ่งเกร็งยิ่งไม่ได้งานดี

    มีคนบอกว่าสมองของมนุษย์เรายิ่งใช้ยิ่งแข็งแรง ยิ่งลับยิ่งคม คนทำงานศิลปะที่ดีต้องลับคมสมองตลอดเวลา และรู้ว่าเมื่อไรถึงเวลาลับคม

    จนเมื่อไฟความอยากทำงานสร้างสรรค์สายนั้น ๆ ดับไปแล้วจริง ๆ ก็ค่อยล้างมือในอ่างทองคำ

    วินทร์ เลียววาริณ 
    7-4-26

    จาก คำที่แปลว่ารัก
    170 บาท 36 บทความ บทความละ 4.7 บาท
    https://www.winbookclub.com/store/detail/95/คำที่แปลว่ารัก 
    โปรโมชั่น ชุดกำลังใจ 3 แถม 1
    https://www.winbookclub.com/store/detail/218/S7%20ชุดกำลังใจ%203%20แถม%201 
    ทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395 

    1
    • 0 แชร์
    • 25
  • วินทร์ เลียววาริณ
    4 วันที่ผ่านมา

    หนึ่งในสองหนังสือใหม่ที่ออกในงานหนังสือรอบนี้คือ ฮานอย ฮิลตัน

    ผู้อ่านบางคนอ่านแล้ว มาคุยด้วยในงาน

    ฮานอย ฮิลตัน เป็นงานเขียนตระกูลเรื่องสั้นหักมุมจบ (twist-ending short story) เป็นแนวการเขียนที่นิยมในสมัยก่อน ตอนนี้ไม่ค่อยเห็น

    ตรงนี้บางคนอาจไม่รู้ หรือเข้าใจสับกัน

    ‘หักมุม’ กับ ‘หักมุมจบ’ ไม่เหมือนกันทีเดียว

    การหักมุมเป็นเทคนิคอย่างหนึ่งในการเดินเรื่อง อาจอยู่กระจายไปในท่อนใดของเรื่องก็ได้ เช่น ตอนกลางเรื่องเผยว่าพระเอกเป็นร้อยตำรวจเอกปลอมตัวมา ก็ถือว่าหักมุม แต่ไม่ใช่หักมุมจบ

    มีแต่การหักมุมในท่อนสุดท้าย จึงเรียกว่า twist-ending (หักมุมจบ)

    ถือว่าเป็นการเล่นเกมอย่างหนึ่งระหว่างคนเขียนกับคนอ่าน โดยเฉพาะหนังสือรวมเรื่องสั้นที่ติดป้ายว่า ‘รวมเรื่องสั้นหักมุมจบ’ มักโดนจับผิดมากกว่าหนังสือรวมเรื่องสั้นทั่วไป

    เมื่ออ่านเรื่องสั้นชุด สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง ร้อยคม แมงโกง คนอ่านก็มักเตรียมพร้อมจะจับผิดแล้ว ทำให้เครียดทั้งสองฝ่ายโดยไม่จำเป็น

    แต่หากเรื่องสั้นหักมุมจบแทรกในเล่มอื่น ก็อาจไม่มีใครคิดจับผิดว่าหักมุมจบสมจริงไหม ยกตัวอย่าง เช่น เรื่อง กระถางชะเนียงริมหน้าต่าง สามารถจัดไว้ในชุดเรื่องสั้นหักมุมจบได้ แต่ไปไว้ในชุดวรรณกรรม

    ที่แปลกก็คือ หากคนอ่านทายตอนจบได้ มักเห็นว่าเรื่องนั้นเขียนไม่ดี!

    นักเขียนเรื่องแบบนี้ควรทำงานไปตามเนื้อผ้า ถ้าเกร็งหรือกลัวว่าคนอ่านจะไม่พอใจท่อนจบ ก็อาจหักมุมจบเพียงเพื่อให้คนอ่านเดาไม่ได้ อย่างนี้อาจหลุดจากคอนเส็ปต์เรื่องได้ง่าย ไม่ควรทำ

    นักเขียนควรมองว่า ถ้าคนอ่านทายตอนจบได้(แบบไม่เดา) ก็ถือว่าคนอ่านมีประสบการณ์การอ่านสูง ไม่ใช่คนเขียนอ่อนหัดเสมอไป

    เอาละ อย่างไรจึงเรียกว่าหักมุมจบที่ดี?

    จากประสบการณ์และความเห็นส่วนตัว twist-ending ที่ดีคือทำให้คนอ่านเดาไม่ออกจนถึงท่อนสุดท้าย ก็ถือว่าเรื่องสั้นเรื่องนั้นประสบความสำเร็จแล้วในด้านการวางโครง

    อย่างน้อยที่สุด ควรให้คนอ่านเดาไม่ออกในย่อหน้าสุดท้าย

    แต่จะเก่งหากสามารถหักมุมในบรรทัดสุดท้าย

    และจะดีเลิศหากสามารถหักมุมในคำสุดท้าย

    แปลว่าอ่านไปแล้ว 99.99 เปอร์เซ็นต์ ยังเดาไม่ออก หรือยังไม่เฉลย

    เรื่องแบบนี้เขียนยาก แต่ยังไม่ใช่ยากที่สุด

    ยังไง?

    เพราะการหักมุมจบเป็นแค่โครงสร้างเรื่อง ไม่เกี่ยวกับหัวใจของเรื่องแต่อย่างใด

    เรื่องสั้นที่ดียังคงวัดกันที่แก่นเรื่อง สาระของเรื่อง และความสะเทือนใจ

    ความสะเทือนใจในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความเศร้าโศก แต่คือการสั่นสะเทือนความคิดจิตใจคนอ่าน จนระงับไม่อยู่ ต้องอินกับเรื่องไปด้วย

    อย่างนี้จึงจะเป็น twist-ending ชั้นเยี่ยม คือดีทั้งโครงสร้างและสาระ

    สนุกกับการหักมุมจบ แต่ก็มีสาระกุมหัวใจผู้อ่าน

    เรื่องแบบนี้เขียนโคตรยาก!

    ในชีวิตผม เขียน twist-ending มาก็ไม่น้อย แต่ถึงขั้นนี้อาจได้สัก 2-3 เรื่องมั้ง

    ในบรรดานักเขียน twist-ending ที่เขียนแต่งานหักมุมจบเป็นหลัก และทำได้ถึงขั้นนี้ได้จำนวนมากเรื่อง ในความเห็นของผมก็คือ โอ. เฮนรี (O. Henry)

    ผมนับถือเป็นครูและใช้เป็น benchmark (เกณฑ์มาตรฐาน) ในการเขียนเรื่องแนวนี้

    เรื่องสั้นของ โอ. เฮนรี ไม่เพียงหักมุมจนเอวเคล็ด ยังซาบซึ้งกินใจด้วย

    โดยทั่วไป twist-ending เป็นงานบันเทิง

    ถ้าชอบงานแนวนี้ เดือนตุลาคมนี้จะออกเล่ม 5  วินทร์ เลียววาริณ
    6-4-26

    .......................

    เล่มเดี่ยว ฮานอย ฮิลตัน
    Shopee กดลิงก์ https://s.shopee.co.th/Li6RoqCLa 
    ผ่านเว็บไซต์ วินทร์ เลียววาริณ กดลิงก์ https://www.winbookclub.com/store/detail/258/ฮานอย%20ฮิลตัน 

    โปรโมชั่นคู่ + ของแถม
    ฮานอย ฮิลตัน + Mini Wabi-sabi
    Shopee กดลิงก์ https://s.shopee.co.th/9KcvAI37ab 
    ผ่านเว็บไซต์ วินทร์ เลียววาริณ กดลิงก์ https://www.winbookclub.com/store/detail/257/ฮานอย%20ฮิลตัน%20+%20Mini%20Wabi-sabi 

    1
    • 0 แชร์
    • 32