-
วินทร์ เลียววาริณ0 วันที่ผ่านมา
นี่เป็นโปรโมชั่นที่คุ้มที่สุดในรอบหลายปี
ประวัติศาสตร์ที่เราลืม เล่ม 1-5 บวก วีรบุรุษที่เราลืม ราคาเพียง 1,000.-
(จากราคาปก 1,580.-)โปรโมชั่นนี้หมดไปพักใหญ่ เพราะขาดเล่ม 1 แต่เราเพิ่งพบว่ามีเล่ม 1 หลงอยู่ในโรงพิมพ์เพียงไม่กี่สิบเล่ม จึงยังทำโปรโมชั่นชุดนี้ต่อไปได้
ใครสนใจก็ควรซื้อก่อนสินค้าไม่ครบเล่ม เพราะโอกาสพิมพ์ใหม่นั้นต่ำมาก
โปรโมชั่นนี้หากซื้อในงานหนังสือ ราคา 1,000.- เหมือนเดิม
แต่หากสั่งทางเว็บ ขอคิดค่าส่งอีก 100.- รวมเป็น 1,100.-
วินทร์ เลียววาริณ
27-10-26งานหนังสือ บูธ F-45 วันนี้ผมไปตอนเย็นครับ
1- แชร์
- 23
-
วินทร์ เลียววาริณ0 วันที่ผ่านมา
เมื่อสิบหกปีก่อน หนังเรื่อง The Social Network ผลงานของ เดวิด ฟินเชอร์ (กำกับ) กับ แอรอน ซอร์กิน (เขียนบท) สร้างปรากฏการณ์ใหญ่ หนังได้ทั้งเงินและชื่อเสียง และรางวัลอีกหลายกระบุง แน่นอนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้รับรางวัลออสการ์
แอรอน ซอร์กิน มีชื่อเสียงเรื่องการเขียนบทพูดยาวๆ แบบเข้มข้น เขาเป็นคนเขียนบทหนังชุด The West Wing และอีกหลายชุด แต่ละเรื่องเน้นบทพูดที่จัดเต็ม และเป็นต้นแบบบทสนทนาแบบ 'walk and talk' คือตัวละครเดินไปพูดไป
แอรอน ซอร์กิน เป็นคนเขียนบท A Few Good Men (1992), The American President (1995), Moneyball (2011), Steve Jobs (2015) นอกจากนี้ยังกำกับเองอีกหลายเรื่อง เช่น The Trial of the Chicago 7 (2020), ซีรีส์ The Newsroom ที่พูดทั้งเรื่อง
(เรื่อง Moneyball ยอดเยี่ยม ขอแนะนำ)
ปีนี้ แอรอน ซอร์กิน หวนกลับมาทำหนังเรื่องนี้ต่อ คือ The Social Reckoning แต่มันไม่ใช่หนังภาค 2 มันเป็นหนังคู่
The Social Reckoning จับประเด็นเรื่องเมื่อองค์กรธุรกิจที่ใหญ่คับฟ้าและใช้ความโลภเป็นเข็มทิศ ก็สามารถกลายเป็นผู้ร้ายได้ นี่ไม่ใช่ประเด็นใหม่ของแพลตฟอร์มทั้งหลาย ที่ต้องการรายได้จนยอมทำทุกทาง แม้แต่ในด้านที่อยู่ในพื้นที่สีเทา
หนังจับเหตุการณ์จริงเมื่อพนักงานคนหนึ่งขององค์การยักษ์ออกมาเผยข้อมูลลับและลบแก่สื่อ ทั้งเรื่องจึงเป็นกระบวนการหาความจริง โทนหนังและการเดินเรื่องคล้ายหนังเรื่อง All the President's Men (1976) ที่นักข่าววอชิงตัน โพสต์ สองคนโค่นประธานาธิบดีนิกสันลงด้วยข้อมูลที่ได้มาจากแหล่งข่าวไม่เผยตัวตน
แต่องค์การยักษ์ในเรื่องนี้ - จากคำของตัวละครในเรื่อง - ยิ่งใหญ่กว่าประธานาธิบดีเสียอีก
หลายคนเปรียบเทียบ The Social Reckoning กับ The Social Network แต่มันเป็นหนังคนละเรื่อง คนละประเด็น ไม่ควรเปรียบเทียบกัน
ดูจากความเข้มข้นของเรื่องแล้วจะเห็นว่า แอรอน ซอร์กิน ยังรักษาความเข้มของบทสนทนาแบบเอสเพรสโซเข้มข้นห้าช็อตในถ้วยเดียว
อย่างไรก็ตาม หนังยังไม่พีคที่สุด จุดที่ทำให้หนังแผ่วไม่ใช่เพราะบทไม่ดี แต่เนื้อหนังมันมีแค่นี้ ไม่สามารถเติมเรื่องเพื่อให้สะใจคนดู หรือด่าองค์การยักษ์ เพราะจะผิดเบือนข้อเท็จจริง
ไม่ว่าจะดูเอาความบันเทิงหรือไม่ เนื้อหาของหนังเรื่องนี้ทำให้เราขนลุกไปกับวิธีการใช้อัลกอริธึมในทางเลวร้ายที่สุด เพื่อที่ให้ชาวโซเชียล เน็ตเวิร์ก กลายเป็นมนุษย์แบตเตอรีในโลก The Matrix
นักเขียนชาวอิตาเลียน อุมแบร์โต เอโก เขียนว่า “โซเชียล มีเดีย ให้สิทธิกลุ่มงี่เง่าพูดเรื่องที่แต่ก่อนพวกเขาพูดกันเฉพาะในบาร์หลังดื่มไวน์สักแก้ว โดยไม่สร้างความเดือดร้อนต่อสังคม แล้วพวกเขาก็ถูกเอ็ดให้เงียบ แต่เดี๋ยวนี้พวกเขามีสิทธิพูดเหมือนกับผู้รับรางวัลโนเบล มันคือการรุกรานของพวกงี่เง่า”
โซเชียล เน็ตเวิร์ก ออกแบบมาเพื่อ "ให้สิทธิกลุ่มงี่เง่าพูด" และ "การรุกรานของพวกงี่เง่า” เป็นเครื่องมือสร้างกำไร
สาระของหนังชี้ให้เราคิดว่า ชาวโลกกำลังเป็นทาสของระบบ โซเชียล เน็ตเวิร์ก ที่ออกแบบให้คนมีพฤติกรรมก้าวร้าว หยาบคาย ด้วยความจงใจเลือกใช้อัลกอริธึมในทางลบ เพื่อกำไรสูงสุด
วาเอล โกนีม นักเคลื่อนไหวทางการเมืองชาวอียิปต์ ผู้มีบทบาทใช้อินเทอร์เน็ตขับไล่รัฐบาลอียิปต์ในปี 2011 กล่าวว่า แต่ก่อนเขาเชื่อว่า ถ้าเราจะปลดแอกสังคมให้เป็นอิสระ เราต้องใช้อินเทอร์เน็ต แต่วันนี้เขาเชื่อว่า ก่อนจะปลดแอกสังคม เราต้องปลดแอกอินเทอร์เน็ตเสียก่อน
The Social Reckoning เป็นหนังยาแรงเรื่องหนึ่ง คอหนังไม่ควรพลาด ส่วนคนที่ติด โซเชียล เน็ตเวิร์ก วันละสิบชั่วโมง ก็น่าจะลองดูสักหน่อย เผื่อจะเปลี่ยนพฤติกรรมชีวิต และเงยหน้าจากจอ ขึ้นดูก้อนเมฆบ้าง
8/10
(ฉายทางโรงภาพยนตร์)วินทร์ เลียววาริณ
27-10-26วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่ The MEB
(มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)
1- แชร์
- 17
-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
คนแก่วัยเจ็ดสิบกว่ากลุ่มหนึ่งเดินทางย้อนเวลาไปในปี ค.ศ. 1959 พวกเขาใช้ชีวิตในอดีต ฟังเพลงจากวิทยุที่เป็นเพลงยุคนั้น ดูโทรทัศน์ที่ฉายหนังเก่าของช่วงเวลานั้น เมื่อหวนคืนสู่โลกปัจจุบัน กลับแข็งแรงกว่าเดิม
หากคิดว่านี่เป็นพล็อตหนังแฟนตาซีสักเรื่อง ก็ผิดแล้ว นี่เป็นเรื่องจริง ทว่ามันไม่ใช่การเดินทางย้อนเวลาจริง ๆ มันเป็นการจัดฉาก
นี่คือการทดลองที่เรียก Counterclockwise เป็นแนวคิดของ Ellen Langer ศาตรา-
จารย์จิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดการทดลองทำโดยให้คนแก่กลุ่มหนึ่งใช้ชีวิตในสถานที่ซึ่งจำลองสิ่งแวดล้อมของปี 1959 เพลงที่ดังผ่านวิทยุเป็นเพลงเมื่อห้าสิบปีก่อน โทรทัศน์ฉายเรื่องห้าสิบปีก่อน ประหนึ่งพวกเขานั่งยานเวลาไปปรากฏตัวในโลกเมื่อห้าสิบปีก่อน ทุกคนที่เข้าไปในโลกนั้นต้องแต่งตัวตามยุคนั้น พูดจาโดยใช้ภาษาของยุคนั้น ห้ามพูดเรื่องที่เป็นเหตุการณ์หลังปี 1959
พูดง่าย ๆ คือ ‘สะกดจิต’ ตัวเองให้คืนอดีต เจตนามิได้ต้องการย้อนอดีตเพื่อรำลึกความหลัง แต่ทดลองเพื่อดูผลทางกายภาพเมื่อสมองเชื่อว่าร่างกายกำลังอยู่ในสภาวะของเมื่อยังหนุ่มสาว
คนจำนวนมากชอบย้อนคิดถึงอดีตอันสุขสม ถ้าเราสามารถย้อนความคิดความรู้สึกอารมณ์เรากลับไปได้ ทำไมเราไม่สามารถย้อนสภาวะทางกายภาพเราด้วย อย่างน้อยในระดับหนึ่ง?
หลังจากหนึ่งอาทิตย์ในโลกอดีต ก็ถึงเวลาวัดผลสุขภาพ ปรากฏว่าแทบทุกคนที่ร่วมการทดลองก้าวออกจากอดีตปี 1959 ด้วยสภาพร่างกายดีขึ้น ความดันดีขึ้น ประสาททุกส่วนทำงานดีขึ้น ความจำดีขึ้น การฟังและสายตาดีขึ้น คนที่เดินถือไม้เท้าเข้าไปในโลกอดีตกลับออกมาด้วยการเดินเอง ราวกับว่าการหลอกตัวเองว่าอยู่ในอดีต เซลล์ในร่างกายก็คืนอดีตด้วย
การทดลองนี้ชี้ว่า บางทีเป็นไปได้ว่าจิตสามารถทำงานแบบ ‘ย้อนเวลา’ และทำให้ร่างกายหนุ่มขึ้น หรือพูดง่าย ๆ คือพลังจิตสามารถคุมร่างกาย และถ้าจิตสามารถทำเรื่องนี้ได้ ใครจะรู้ว่ามันสามารถมีพลังรักษาหรือทำเรื่องที่มากกว่านี้ได้หรือไม่
บางทีมันอาจสามารถรักษาโรคที่การแพทย์บอกว่ารักษาไม่ได้
การทดลองยังบอกเป็นนัยว่า ความแก่อาจเป็นผลจากความคิดว่าเราแก่ มากกว่าความเสื่อมจริง ๆ ทางกายภาพ
มันอาจแปลว่าคนเราแก่เพราะเราคิดว่าตัวเองแก่
คนเราเมื่ออายุเพิ่ม จำเป็นต้องแก่ตามอายุด้วยหรือไม่? หรือว่าความแก่เป็นความรู้สึกทางใจมากกว่าทางกายภาพ? เป็นไปได้ไหมที่เราชะลอความแก่โดยคิดว่าเราไม่แก่?
คนจำนวนมากในโลกมีความสุขในวัยเด็ก หรือมีความทรงจำบางท่อนที่ดีมาก เป็น ‘happy moment’ ที่ทุกครั้งเมื่อระลึกถึง จะมีรอยยิ้มที่ริมฝีปากเสมอ
บางครั้งในการบำบัดจิต ก็สะกดจิตตัวเองโดยระลึกภาพสวยงามเหล่านี้ ทำให้จิตนิ่งขึ้น และผ่อนคลาย
เมื่อจิตดี สุขภาพก็ดีขึ้นด้วย
เราอาจไม่มีทางหยุดตัวเลขอายุที่เพิ่มขึ้นทุกวินาที แต่เราอาจหยุดความรู้สึกแก่
ไม่ว่าการทดลอง Counterclockwise จะใช้ได้กับทุกคนหรือสามารถขยายขอบเขตของมันไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้หรือไม่ มันทำให้เราต้องย้อนคิดใหม่ว่า บางทีเราถูก ‘สะกดจิต’ ให้อยู่ในกรอบคิดว่าสูงวัย = ความแก่ มาตั้งแต่เด็ก เรามองภาพคนแก่ทำกิจกรรมของคนหนุ่มสาวว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาด
มองไปรอบตัวเรา เราพบว่าคนสูงวัยบางคนแก่หง่อม บางคนยังกระฉับกระเฉง เป็นเพราะพันธุกรรมอย่างเดียวเช่นนั้นหรือ?
ในเรื่องอายุและความแก่ เรามักมีกรอบคิดเฉพาะอย่าง เวลาคนสูงอายุลืมเรื่องบางเรื่อง จะบอกว่า “ฉันแก่แล้ว จึงขี้ลืม”
เราชอบโยงการขี้ลืมกับความแก่
มันทำให้สังคมเกิดภาพฝังหัวว่า ถ้าอายุมาก ก็สมควรขี้ลืม ซึ่งไม่ถูกเสมอไป การขี้ลืมอาจเป็นเพราะนอนไม่พอ หรือไม่สนใจในเรื่องนั้น ๆ ก็ได้ อาจไม่ใช่เพราะอายุ
คนสูงวัยจำนวนมากไม่ทำกิจกรรมหลายอย่าง เพราะสะกดจิตตัวเองว่า “ฉันแก่เกินไป”
เมื่อปวดหลัง ก็บอกว่า “ฉันแก่ กระดูกจึงเสื่อม” ความจริงที่ปวดหลังอาจเพราะเผลอยกของหนัก
ดังนั้นการสร้างกรอบคิดอายุมาก = แก่ จึงอาจทำร้ายเราเอง หรือทำให้เสียโอกาสพบสิ่งดี ๆ ในชีวิต
อาการป่วยหลายอย่างเกิดจากใจป่วย ใจบอกให้ป่วย บอกว่าเราจะรู้สึกแย่ ร่างกายก็เชื่อฟัง
ในทำนองกลับกัน หากเราเปลี่ยนพลังจิตเป็นบวก ก็อาจทำให้โรคจริง ๆ ลดลง หรือความแก่หายไป
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
ผมรู้จักคนที่อายุ 82 ยังวิ่งมาราธอน คนแก่จำนวนไม่น้อย อายุเลข 90 แล้ว ยังออกกำลังกาย เต้นรำ และทำกิจกรรมอื่น ๆ
ผมเคยเห็นภาพหญิงชราเตะตะกร้ออย่างสนุกสนาน เพราะอยากเตะตะกร้อ ไม่ได้โยงการเตะตะกร้อกับอายุ
เมื่อไม่ได้คิดโยงว่าคนแก่เตะตะกร้อไม่ได้ ก็สนุกกับกิจกรรมที่อยากทำ
คนแก่มักแก่ที่ใจก่อน
และเมื่อใจไม่แก่ ก็ไม่ต้องทวนเข็มนาฬิกาชีวิต
วินทร์ เลียววาริณ
27-10-26จาก ความสุขเล็ก ๆ ก็คือความสุข /
57 บทความกำลังใจสั้นและยาว ราคาเพียง 190 บาท = บทความละ 3.3 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/165/ความสุขเล็ก%2520ๆ%20ก็คือความสุข1- แชร์
- 27
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
เอารูปบรรยากาศงานหนังสือมาให้ดู
สำหรับคนที่อยากไปงาน บูธ F-45 ศูนย์สิริกิติ์
วันนี้ - 1 พ.ย.วันนี้ผมเข้างานตอนเย็นนะครับ
ว.ล.
26-10-262- แชร์
- 12
-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
ไถ่บาปมนุษย์ (1)
วินทร์ #1001 : “ผมโตมาในโรงเรียนคริสต์ ทุกเช้าท่องบทสวด ‘ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงคุ้มครองสอดส่องดูแลเรา...’ ซึ่งเป็นคำสวดที่ดี โตมาอย่างนั้น ผมน่าจะเป็นชาวคริสต์ แต่ก็ไม่ได้เป็น...”
วินทร์ #2009 : “ทำไม?”
วินทร์ #1001 : “ผมคงเป็นพวกที่เชื่ออะไรยากมั้ง! แต่ผมก็ไม่เคยเถียงบาทหลวงหรือบราเดอร์นะ บอกอะไรก็รับมาหมดอย่างว่าง่าย ผมยังไปเรียนศาสนาคริสต์เพิ่มด้วยซ้ำ”
วินทร์ #2009 : “เรียนที่ไหน?”
วินทร์ #1001 : “ตอนนั้นคณะมิชชันนารี คริสต์นิกายเซเวนธ์-เดย์ แอดเวนติสในประเทศไทยที่กรุงเทพฯเปิดสอนหลักสูตรคริสต์ศาสนา ผมอยู่ต่างจังหวัด ก็เรียนทางไปรษณีย์จนจบหลักสูตร ได้รับประกาศนียบัตรด้วยแน่ะ”
วินทร์ #2009 : “เรียนอะไรบ้างล่ะ?”
วินทร์ #1001 : “ก็คัมภีร์ไบเบิล ประวัติศาสตร์ต่าง ๆ รายละเอียดของบุคคลสำคัญในศาสนาคริสต์”
วินทร์ #2009 : “งั้นคุณก็รู้เรื่องในไบเบิลดีน่ะซี”
วินทร์ #1001 : “ไม่ดีเท่าไหร่หรอก ถ้ารู้จริงก็น่าจะรู้ว่า พระเจ้าของคริสต์ศาสนาก็คือพระยะโฮวาห์ของศาสนายิว และคือพระอัลเลาะห์ของอิสลาม ดังนั้นยังถือว่ารู้แคบมาก”
วินทร์ #2009 : “ก็ไม่แปลกนี่นา คุณเรียนหลักสูตรศาสนาคริสต์ เขาก็ต้องสอนแต่เรื่องคริสต์ ไม่เน้นส่วนที่เป็นศาสนายิวหรืออิสลาม”
วินทร์ #6116 : “คุณเล่าเรื่องกำเนิดศาสนายิว แล้วมันแตกหน่อเป็นศาสนาคริสต์ยังไง?”
วินทร์ #1001 : “ระบบศาสนาก็อยู่ในวิวัฒนาการเช่นกัน สำหรับศาสนาคริสต์เริ่มโดยโยงศาสนายิวเข้ากับพระเยซู กลายเป็นศาสนาคริสต์ หรือพูดง่าย ๆ เป็นสูตรคือ ศาสนาคริสต์ = ศาสนายิว + พระเยซู ส่วนศาสนาอิสลาม = ศาสนายิว + พระมุฮัมหมัด แต่ละศาสนาที่แตกหน่อออกไปก็มีรายละเอียดปลีกย่อยต่างกันออกไป หลักการของคริสต์คือมีพระเจ้าเพียงพระองค์เดียว และพระเยซูหรือจีซัสเป็นบุตรของพระเจ้า มาปลดปล่อยมนุษย์”
วินทร์ #2009 : “คนดีจะไปสวรรค์อยู่กับพระเจ้า คนเลวจะตกนรก”
วินทร์ #1001 : “ใช่ ใครก็ตามที่เชื่อพระองค์ และดำเนินชีวิตตามทางของพระเยซู ก็จะพ้นจากบาปและได้รับชีวิตนิรันดร์ด้วย”
วินทร์ #2009 : “ผมคิดว่าแนวคิดเรื่องพ้นจากบาปก็คล้ายองคุลิมาลวางดาบกลับใจแล้วกลายเป็นอรหันต์นะครับ”
วินทร์ #1001 : “จะมองมุมนี้ก็ได้ เรื่องชีวิตนิรันดร์นี้เป็นหลักของศาสนาอับราฮัมทั้งหมด”
วินทร์ #6116 : “ผมรู้สึกว่านี่เป็นศาสนาที่ต้องอาศัยความเชื่อมาก ๆ เลย”
วินทร์ #1001 : “ใช่ หลักการใหญ่ของศาสนาคริสต์วางบนศรัทธา ประมาณว่าเชื่อก่อนแล้วดีเอง”
วินทร์ #6116 : “ซึ่งก็แปลก ใช้ความเชื่อนำทางเหมือนเราไม่ใช่คนกำหนดชีวิตเราเอง”
วินทร์ #1001 : “ไม่แปลกหรอก มันแล้วแต่มุมมอง ก็เหมือนเรามีศรัทธาต่อพ่อแม่ เชื่อว่าพ่อแม่จะให้สิ่งที่ดีที่สุดแก่เรา ในกรณีนี้ก็เช่นกัน คุณต้องเชื่อก่อนว่าความตายและการฟื้นคืนชีพของพระเยซูช่วยปลดปล่อยมนุษย์ให้เป็นอิสระจากบาป เมื่อนั้นเองที่สามารถไปเชื่อมกับพระเจ้าและมีชีวิตนิรันดร์ คริสต์เชื่อว่าพระเยซูคือพระบุตรของพระผู้เป็นเจ้า เป็นภาคหนึ่งของ Trinity”
วินทร์ #6616 : “อะไรคือ Trinity ?”
วินทร์ #1001 : “Trinity คือสามภาคของพระเจ้า คือพระบิดา พระบุตร พระจิต ทั้งสามภาคของ The Trinity ก็คือพระเจ้า ต่างรูปกันเท่านั้น”
วินทร์ #6616 : “อะไรคือพระจิต?”
วินทร์ #1001 : “พระจิตก็คือ Holy Spirit เรียกว่าเป็นสายลมแห่งชีวิต หรือปราณ”
วินทร์ #6616 : “งั้น Trinity ก็คล้ายพระรัตนตรัยในทางพุทธ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์”
วินทร์ #1001 : “ไม่ใช่ครับ พระรัตนตรัยเป็นคนละแนวคิดกับ Trinity คนละเรื่องกัน ผมคิดว่าแนวคิดที่น่าจะใกล้เคียงกับ Trinity ก็คือตรีมูรติของศาสนาฮินดู ตรีมูรติคืออวตารรวมของพระเป็นเจ้าสูงสุดสามองค์ พระพรหม ผู้สร้าง พระวิษณุ ผู้ปกป้องรักษา และพระศิวะ ผู้ทำลาย บ้างก็ตีความเป็นนามธรรมมากเลยว่ามันหมายถึงการเกิดขึ้น การคงอยู่ และการดับไป”
วินทร์ #2009 : “น่าสนใจ ผมว่าเป็นไปได้ที่ทั้งสองแนวคิดนี้มาจากจุดเริ่มต้นจุดเดียวกัน”
วินทร์ #1001 : “สองแนวคิดนี้คล้ายกันมาก แต่ผมว่าไม่น่าใช่ เพราะ Trinity คือพระเจ้าองค์เดียวสามภาค ส่วนตรีมูรติคือพระเจ้าสามองค์สามภาค แต่ก็มีคนตีความว่าเป็นองค์เดียว”
วินทร์ #7744 : “เล่าเรื่องจีซัสต่อดีกว่า”
วินทร์ #1001 : “จีซัสเกิดมาในโลกมนุษย์ผ่านนางแมรี ด้วยอำนาจของ Holy Spirit โดยที่แมรียังเป็นพรหมจารี หรือ Virgin Mary แมรีกับโจเซฟเดินทาง...”
วินทร์ #6616 : “เดี๋ยว ๆ... ผมยังติดใจเรื่อง Virgin Mary เป็นไปได้ยังไง...”
วินทร์ #1001 : “เรื่องนี้มีคำอธิบายหลายเวอร์ชั่น ทั้งหมายความตรงคำและที่ตีความเป็นสัญลักษณ์ บอกว่าพระเยซูถือกำเนิดจากความบริสุทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ นักวิชาการบางคนบอกว่าโจเซฟเป็นพ่อบุญธรรม บางคนก็ว่าเป็นพ่อจริง ๆ จีซัสมีน้องชายน้องสาวอีกหลายคน แต่บางตำราก็ว่าจีซัสน่าจะเป็นลูกคนเดียว ไม่งั้นมันจะขัดกับความคิดเรื่องแมรีเป็นหญิงพรหมจารี บ้างก็ว่าน้องชายน้องสาวเหล่านั้นเป็นลูกพี่ลูกน้อง...
“แมรีกับโจเซฟเดินทางจากนาซาเรธไปเบธเลเฮม ไม่มีห้องพัก จึงไปพัในคอกสัตว์ และคลอดบุตรที่นั่น กษัตริย์เฮรอดทรงทราบข่าวนี้ ก็ส่งคนไปฆ่าทารกแรกเกิดทั้งหมด แต่เทวดามาเข้าฝันเตือนโจเซฟ พวกเขาจึงพาจีซัสกลับไปที่นาซาเรธ จีซัสเติบโตที่เมืองนั้น ประกอบอาชีพเป็นช่างไม้”
วินทร์ #2009 : “ผมเคยเห็นสติกเกอร์คิดท้ายรถในเมืองนอกพิมพ์ว่า ‘My Boss Is a Jewish Carpenter.’!”
วินทร์ #1001 : “เรื่องนี้น่าจะเข้าใจผิดกันนะครับ เหมือนกรณีอดัมกินแอปเปิล จากหลักฐานที่บันทึกไว้ จีซัสน่าจะเป็นแรบไบมากกว่า เพราะเขาสั่งสอนคนไปทั่ว”
วินทร์ #2009 : “อาจจะเป็นทั้งช่างไม้และแรบไบก็ได้”
วินทร์ #7744 : “นาซาเรธนี่อยู่ที่ไหนในโลก?”
วินทร์ #1001 : “มันเป็นเมืองเมืองหนึ่งของแคว้นกาลิลี ตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศอิสราเอล...
“วันหนึ่งจีซัสผ่านไปทางแม่น้ำจอร์แดน เขาพบจอห์นที่คนทั่วไปเรียก John the Baptist เทศน์เรื่องบาปและการช่วยเหลือคนยากจน และบอกว่าจะมีคนเหนือมนุษย์ผู้หนึ่งเดินทางมา จีซัสได้รับการ baptized จุ่มตัวในน้ำ Baptism เป็นพิธีแสดงการยอมรับ การชำระล้าง ความบริสุทธิ์ และเป็นคริสต์เต็มตัว พิธีอาจเป็นการจุ่มตัวในน้ำทั้งตัวอย่างพระเยซู หรือครึ่งตัว หรือคุกเข่าในน้ำ หรือแค่หยดน้ำลงบนศีรษะก็ได้ แต่คริสต์บางนิกายก็ไม่ต้องมี Baptism”
วินทร์ #6616 : “นี่ใช่พิธี Baptism หลานชายของ ไมเคิล คอลิโอน เจ้าพ่อคนใหม่ในเรื่อง The Godfather หรือเปล่า ตอนที่ไมเคิลทำพิธีในโบสถ์พร้อมกับส่งมือปืนไปฆ่าศัตรูตายหมด?”
วินทร์ #2009 : “ใช่ ฉากนี้เรียกว่า The Baptism of Fire ไมเคิลเข้าโบสถ์ในฐานะพ่อทูนหัวของหลานชาย ขณะที่บาทหลวงทำพิธี Baptism สวดว่า ‘ในนามของพระบิดา พระบุตร และพระจิต จงดำเนินไปอย่างสันติ และขอให้พระเจ้าอยู่กับเจ้า เอเมน’ บรรดามือปืนของไมเคิลก็ยิงศัตรูทีละคน ตูม! ตูม! ตูม! นี่เป็นฉากคลาสสิกไปแล้ว”
วินทร์ #1001 : “ถ้าเล่าตามคัมภีร์ พอจีซัสขึ้นมาจากน้ำ ท้องฟ้าก็เปิด ปรากฏเสียงจากสวรรค์ว่า ‘นี่คือบุตรแห่งเรา ผู้เป็นที่รัก ผู้ที่เรายินดี’ แล้วพระจิตก็ปรากฏตัวในรูปนกพิราบ หลังจากผ่านพิธี Baptism จีซัสก็อดอาหารอยู่ในทะเลทรายนานสี่สิบวันสี่สิบคืน เพื่อต่อสู้กับพญามาร - ซาตาน”
วินทร์ #2009 : “ตรงนี้ก็คล้าย ๆ การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านะครับ เจ้าชายสิทธัตถะประทับใต้ต้นโพธิ์ ต่อสู้กับมารเช่นกัน”
วินทร์ #5789 : “และก็มีส่วนคล้ายศาสนาอิสลาม ศาสดามุฮัมหมัดก็ไปปลีกวิเวกในถ้ำภูเขานานหลายอาทิตย์ก่อนพบสัจธรรม และให้กำเนิดศาสนาอิสลาม”
(ยังมีต่อ)
วินทร์ เลียววาริณ
25-10-26จากหนังสือ วินทร์-วินทร์ Situation
สารคดีเกี่ยวกับปรัชญา ศาสนา วิทยาศาสตร์
อ่านฟรีที่เพจนี้ก็ได้ แต่ถ้าเก็บไว้เป็นเล่ม ก็อ่านได้ถึงลูกหลาน
ราคาแค่ 225.- เท่านั้น หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้วสั่งซื้อได้ที่ https://www.winbookclub.com/store/detail/141/วินทร์-วินทร์%20Situation
ท่านที่สั่งซื้อทางเว็บและโอนเงินแล้ว อย่าลืมส่งหลักฐานไปที่อีเมล order@winbookclub.com มิเช่นนั้นเจ้าหน้าที่อาจไม่รู้ว่ามีการสั่งซื้อ หลังจากนั้นจะได้รับคำยืนยันจากสำนักพิมพ์ว่าได้รับเงิน
1- แชร์
- 46
