-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
ฝรั่งมีสแลงเรียกคนบัดซบว่า asshole ภาษาไทยที่ใกล้เคียงน่าจะเป็น 'ไอ้เหี้ย' หรือหากใช้ภาษาสแลงยุคนี้คือ 'ไอ้สัส'
บางทีสัส (SAS) อาจจะย่อมาจาก Super ASshole
เอาละ เราจะสร้างหนังสักเรื่องโดยให้ตัวเอกเป็น asshole ได้ไหม เพราะไม่มีคนดูไหนชอบคนนิสัยแย่แบบนี้ สตูดิโอใหญ่ๆ ที่ทำหนังตามกระแสคงไม่เอาด้วย ชอบพระเอกแบบ hero ไม่เอา anti-hero
ก็คงเหลือแต่ A24
A24 เป็นบริษัททำหนังที่รวมนักสร้างหนังอินดี้และหนังแปลกๆ หลายเรื่องทำเงินและได้รับรางวัลชั้นสูง เช่น Moonlight (2016), Lady Bird (2017), Uncut Gems (2019), Everything Everywhere All at Once (2022), Past Lives (2023), The Brutalist (2024), Civil War (2024) ฯลฯ
และล่าสุด Marty Supreme
คนทำหนังเรื่องนี้คือ Josh Safdie ผู้มักทำงานร่วมกับพี่ชายของเขา Benny Safdie รู้จักกันในวงการว่า Safdie brothers เช่น Good Time (2017), Uncut Gems (2019) (เคยรีวิว Good Time นานมาแล้ว)
หลังจากนั้นสองพี่น้องก็แยกกันบินเดี่ยว นี่เป็นหนังบินเดี่ยวเรื่องแรกของ Josh Safdie
ส่วนคนพี่ Benny Safdie หลายคนคงไม่คุ้นชื่อ แต่นอกจากเป็นผู้กำกับหนังแล้ว เขายังถูก คริสโตเฟอร์ โนแลน จับไปเล่นเป็น Edward Teller บิดาแห่งระเบิดไฮโดรเจนในเรื่อง Oppenheimer
Marty Supreme เป็นหนังดรามาที่มีองค์ประกอบสำคัญคือกีฬาปิงปอง ใช้ฉากหลังสงครามโลกครั้งที่สองไม่นาน คือปี 1952 ตัวเอกเป็น anti-hero พฤติกรรมน่ารังเกียจ หรือ asshole
นักแสดง Timothée Chalamet รับบทตัวละครคนนี้ได้ดี เขาแสดงได้ดีจนเราเกลียดตัวละครที่เขาสวมบท
มาร์ตีเป็นคนที่เห็นตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล เห็นแก่ตัว ไม่รับผิดชอบ
ตัวละครแบบนี้ยากที่คนดูจะรัก ดังนั้นการดูหนังเรื่องนี้จึงต้องดูแบบมองในมุมของพระเจ้าคือ เฝ้าดูเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยใจนิ่งๆ ดูพัฒนาการของตัวละครไปเรื่อยๆ
ยากจะบอกว่าหนังเรื่องนี้สนุกหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ คือหนังนำองค์ประกอบที่ประหลาดหลายอย่างมารวมกันเป็นยำรสแปลก บางฉากแปลก แต่น่าสนใจ เช่น ฉากน้ำผึ้ง
หนังแทรกซับพล็อตมากมาย ซึ่งบางเรื่องก็ไม่ค่อยเกี่ยวกับแกนหลักเท่าไร (หมายความว่าหากตัดทิ้งไป ไม่ทำให้เรื่องเสีย) และมีความบังเอิญมาผสม แต่โดยรวม Marty Supreme เป็นหนังดึงความสนใจเราได้ตลอด
หนังยาวมากสำหรับงานแบบนี้ ดูแล้วเหนื่อย แต่ก็รู้สึกดีในตอนจบ
นี่ไม่ใช่หนังสำหรับทุกคน แต่คอหนังตัวจริงไม่น่าพลาด
ในตอนท้าย ตัวละคร asshole มองโลกอย่างเข้าใจดีขึ้น เมื่อเขาต้องเจอ asshole คนอื่นๆ
ฉากสุดท้ายหลอมความคิดทั้งหลายเข้าด้วยกันในฉากเดียว คล้ายชี้ว่า asshole ก็เปลี่ยนได้เมื่อความคิดตกผลึก
ส่วน asshole หลายตัวที่ก่อสงครามในตะวันออกกลางตอนนี้ ฆ่าเด็กบริสุทธิ์ตายโดยไม่มีคำขอโทษ คงเกินเยียวยา
9/10
ฉายในโรงภาพยนตร์วินทร์ เลียววาริณ
19-3-26วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)
(มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)
1- แชร์
- 18
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
- ฉากที่ 1 -
"ท่านประธานาธิบดีให้ ผอ. เข้าพบแล้วค่ะ"
ผู้อำนวยการองค์การลับผงกศีรษะ เดินตามเจ้าหน้าที่หญิงคนนั้น ประตูเปิดออก เขาก้าวเข้าไป ชายในห้องทักทายเขา
"ท่าน ผอ."
เขาคำนับเจ้าของห้อง "ท่านประธานาธิบดี"
"ท่านประธานาธิบดีหาผมทำไมครับ?"
"ผมไม่ได้หาผม ผมมีผมเต็มหัวดีอยู่แล้ว"
"ครับ ขอโทษครับ ท่านประธานาธิบดีเรียกข้าพเจ้ามาทำไมครับ?"
"ผมอยากให้คุณจัดมือสังหารมาซักคน"
"มือสังหารของเราซักเป็นแต่ผ้า ซักประวัติคนไม่เป็นครับ"
"นี่มึงกวนตีนประธานาธิบดีเรอะ?"
"มิกล้า มิกล้า ผู้น้อยผิดไปแล้ว ขอคารวะสามจอก ท่านประธานาธิบดีอยากจะฆ่าใครครับ? ผู้นำชาติไหน?"
"จะฆ่าก็ต้องชาตินี้ จะเป็นชาติหน้าชาติไหนได้ยังไงโว้ย"
"จริงครับท่าน ผู้น้อยผิดไปแล้ว ขอคารวะสามจอก สรุปจะฆ่าใครครับ บอกมาเลย ผมจัดการให้"
"ผมอยากให้คุณส่งมือสังหารไปฆ่านักเขียนไทยคนนึง มันกวนตีนกูมาก ตั้งแต่เกิดสงครามอิหร่าน มันเขียนกวนกูทุกวันเลย บางวันด่าด้วยภาษาจีน บางวันด่าด้วยอักษรย่อ"
"เขียนลงที่ไหน?"
"เพจของมัน"
"งั้นทำไมไม่ให้มาร์คจัดการ?"
"บทลงโทษของมาร์คมันเบาไป แค่ปิดเพจที่ขัดมาตรฐานฌุมฌน ไม่ไหวอะ เบามั่กมั่ก"
"ได้ครับ เดี๋ยวจัดการให้"
..............................
- ฉากที่ 2 -
"ท่าน ผอ. เรียกผมมาทำไม?"
"มีงำให้ทาน"
"งำเป็นอาหารประเภทไหนครับ ไม่เคยได้ยิน"
"มีงำให้ทานก็คือมีงานให้ทำ คำผวนน่ะ รู้จักมั้ย?"
"งำ เอ๊ย! งานอันใด?"
"งานที่คุณถนัด"
"ผมถนัดซักผ้า"
"อีกงานที่คุณถนัดนอกจากซักผ้า"
"ก็คือฆ่าคน จะให้ผมฆ่าใคร?"
"นักเขียนไทยคนนึง มันบังอาจกวนตีนเบื้องบน"
"นักเขียนคนนั้นชื่ออะไร?"
"ชื่อคล้ายๆ มอเตอร์ไซค์รับจ้างน่ะ"
"มันอยู่ที่ไหน?"
"มันอยู่ในตู้เย็น ส่วนเผือกอยู่ในตลาด"
"ท่านปักหมุดมาเลย จะได้ไปฆ่าถูกที่"
"หมุดคือ F-32"
"รุ่นเครื่องบินหรือ?"
"ไม่ใช่ เป็นเบอร์บูธงานหนังสือ สายลับของเราบอกว่า มันจะไปปรากฏตัวที่งานหนังสือทุกวัน"
"แล้วจะให้ฆ่ากลางวันแสกๆ หรือ?"
"ฆ่าคน ไม่ใช่ฆ่ากลางวัน คุณจะฆ่ากลางวันได้ยังไง"
"ครับท่าน ฆ่าคน ตอนกลางวันแสกๆ"
"แล้วอย่าฆ่าแบบเลือดสาด มันดูโหดไป ทำให้ดูเป็นอุบัติเหตุ"
"อย่างเช่น?"
"งานหนังสือมีหนังสือมาก ให้กองหนังสือล้มทับมันตายคาที่"
"เอ๊ะ! หนังสือล้มทับแล้วตายด้วยหรือ?"
"ตายซี เพราะนักเขียนคนนี้ชอบเขียนงานวรรณกรรมเครียดๆ หนักๆ หนังสือของมันจึงหนักมาก ทับกบาลสองสามเล่มก็ตายแล้ว อีกอย่างนักเขียนผอมบางเพราะเป็นโรคไส้แห้ง ตายไม่ยากหรอก"
"ถ้าไส้แห้ง ทำไมยังเป็นนักเขียนครับ?"
"มันทำเป็นอยู่สองอย่างคือเขียนหนังสือกับซักผ้า"
"โอ! งั้นหรือ ท่านหานักฆ่าคนอื่นเถอะครับ ผมไม่รับจ๊อบนี้"
"ทำไม?"
"ผมสงสารมันอะ เขียนหนังสือก็มีกรรมแล้ว ซักผ้ายิ่งมีกรรมกว่า อย่างนี้ไม่ฆ่าทรมานกว่านะ"
..............................
งานหนังสือ ศูนย์สิริกิติ์ 26 มีนาคม - 6 เมษายน
บูธ วินทร์ เลียววาริณ F-32
แล้วเจอกัน1- แชร์
- 29
ดูความเห็น 1 รายการ ...Regnartsโฆษณาที่จับคนอ่านได้อยู่หมัด ขอคารวะสามจอก 😀 -
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
(ผมรอให้จบดรามาโรงเรียนเตรียมอุดมก่อน ค่อยคุยเรื่องนี้ในวันนี้ เพราะมันเกี่ยวกับการสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมก็จริง แต่ไม่เกี่ยวกัน)
เรื่องการสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมนั้น ผมก็เคยมีประสบการณ์ตรง
นั่นคือปี 2516 ผมเรียนจบชั้น ม.ศ. 3 จากหาดใหญ่ เดินทางเข้ากรุงเป็นครั้งแรก เพื่อสอบเข้าเรียนต่อชั้น ม.ศ. 4 (สมัยนั้นยังมี ป. 7 ตามด้วย ม.ศ. 1-3 แล้วค่อยไปต่อชั้นเตรียมอุดม ม.ศ. 4-5)
ผมไม่รู้จักโรงเรียนอะไรทั้งสิ้นในเมืองกรุง แต่ตอนนั้นเด็กต่างจังหวัดแทบทุกคนที่ไม่สอบเข้าสวนกุหลาบฯหรืออัสสัมชัญ จะเลือกโรงเรียนเตรียมอุดมเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยโรงเรียนอื่นๆ อีก 9 แห่ง
ผมก็เช่นกัน เลือกโรงเรียนตามสูตรสำเร็จ เลือกโรงเรียนเตรียมอุดมเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียนบดินทรเดชาฯ เป็นอันดับสอง ไล่ไปเรื่อยเหมือนคนอื่นที่สมัคร
ไม่รู้จักสักโรงเรียน ไม่รู้หรอกว่าโรงเรียนเตรียมอุดมดียังไง
สมัยนั้นก็สอบแบบไม่วุ่นวายอะไร ก่อนเข้าห้องสอบ เพื่อนคนหนึ่งที่ไปสอบด้วยถามโจทย์ข้อหนึ่ง ผมไม่รู้เรื่องเลย จึงพบว่าเตรียมสอบมาไม่ดีพอ เด็กต่างจังหวัดไม่พร้อมเท่าเด็กกรุงเทพฯ
ตอนทำข้อสอบ ก็ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง ประกาศผลออกมาติดอันดับสอง ก็ไปเรียนที่โรงเรียนบดินทรเดชาฯ
ไม่ได้เสียใจที่สอบไม่ได้โรงเรียนอันดับแรก เพราะไม่รู้จักแต่ละโรงเรียนเลย แต่เป็นครั้งแรกที่เห็นความสำคัญของการเตรียมตัว
จะว่าไปแล้ว โรงเรียนบดินทรเดชาฯก็จัดเป็นโรงเรียนสาขา 2 ของโรงเรียนเตรียมอุดม บนเสื้อกลัดเข็มพระเกี้ยวเหมือนกัน แต่มีอักษรย่อ บ.ด.
ผมเป็นรุ่นที่ 3 ของโรงเรียนบดินทรเดชาฯ และเป็นรุ่นแรกที่ไปเรียนที่ลาดพร้าวสมัยที่ถนนลาดพร้าวยังเป็นดินโคลน เดินทางลำบากมากโดยเฉพาะฤดูฝน ส่วนสองรุ่นแรกก็เรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมนั่นแหละ
ผ่านไปสองปี เพื่อนๆ ร่วมรุ่นโรงเรียนบดินทรเดชาฯส่วนมากก็สอบเข้าคณะที่ต้องการ เพราะแต่ละคนเรียนจริงจัง เอาถ่านทั้งนั้น ไม่เที่ยวเตร่ ไม่สังสรรค์ เรียนอย่างเดียว
ทำให้เข้าใจบทเรียนบทแรก เรียนที่ไหนอาจไม่สำคัญเท่าเรียนจริงจังไหม
ทุกความล้มเหลวสามารถเป็นบทเรียน
เกือบค่อนห้อง พอสอบผ่าน ม.ศ. 4 ได้ ก็ไปสอบเทียบ ม.ศ. 5 เอาใบผ่านมาให้อุ่นใจ เรียนชั้น ม.ศ. 5 แค่ให้สอบผ่าน แต่ใช้เวลาทั้งปีเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย
คราวนี้เตรียมพร้อมล่วงหน้าเป็นปี
และก็สอบเข้าได้คณะแรกที่ต้องการ
ทำให้เข้าใจบทเรียนบทที่สอง วางแผนดี เตรียมตัวดี สำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว
ชีวิตที่เหลือของผมเดินไปด้วยทัศนคติว่า อยากทำอะไรก็ทำได้ อยากเปลี่ยนอาชีพไปเข้าวงการไหนก็เข้าได้ แต่ต้องลงมือทำจริงจัง วางแผนดี และทำงานหนัก
วินทร์ เลียววาริณ
19 มีนาคม 25691- แชร์
- 19
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
ตอนนี้น้ำมันทั่วโลกมีราคาแพงขึ้น บางปั๊มไม่มีขาย
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของเมืองไทยที่เจอปัญหานี้ ช่วงผมเป็นวัยรุ่น ชาวโลกก็เจอปัญหา อ.ป.
อ.ป. ย่อมาจากโอเปค (OPEC)
โอเปคหรือ Organization of Petroleum Exporting Countries คือองค์การประเทศค้าน้ำมันห้าประเทศ ได้แก่เวเนซุเอลา อิรัก ซาอุดิิาระเบีย อิหร่าน คูเวต ก่อตั้งในปี 1960 ต่อมาลิเบีย อินโดนีเซีย และกาตาร์เข้าร่วมด้วย
เคยเล่าในบทก่อนๆ ว่า ในปี 1973 เกิดสงคราม Yom Kippur พวกอาหรับรวมหัวบุกอิสราเอล หลายประเทศตะวันตกสนับสนุนอิสราเอล
กลุ่มประเทศอาหรับต้องการสั่งสอนพวกตะวันตก และพบว่าพวกตนมีอาวุธทรงพลังในมือคือน้ำมัน สามารถกดดันโลกได้
กษัตริย์ไฟซาลแห่งซาอุดิอาระเบียเป็นผู้ริเริ่มแผนเลิกส่งน้ำมัน พวกเขาเลิกส่งน้ำมันให้ประเทศที่สนับสนุนอิสราเอล คือสหรัฐฯ อังกฤษ แคนาดา ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ โปรตุเกส โรดีเซีย แอฟริกาใต้
ราคาน้ำมันพุ่งพรวดขึ้นสี่เท่า กระโดดจาก 3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็น 12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เรื่องใหญ่ ทั้งโลกปั่นป่วน (ราคาในปี 1973)
ผลของราคาน้ำมันขึ้ทำให้เศรษฐกิจไทยปั่นป่วนไปด้วย สินค้าขึ้นราคา แต่มันไม่ใช่น้ำมันขึ้นราคาครั้งเดียว ครั้งต่อมาในปี 1980 ส่งผลให้นายกรัฐมนตรี พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ต้องลาออกกลางสภา เพราะคุมราคาไม่อยู่
แต่คนไทยมองเรื่องนี้ขำๆ
นักร้องนักแต่งเพลง สรวง สันติ นำเหตุการณ์นี้มาแต่งเพลง น้ำมันแพง
ใส่อารมณ์ขันเข้าไปเพื่อคลายเครียด
“น้ำมันขาดแคลน คุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ ถึงตอนดับไฟ มีอะไรเราก็เริ่มฝอย ใกล้เข้าไปอีกนิด ชิดเข้าไปอีกหน่อย น้ำมันมีน้อย มืดหน่อยก็ทนเอานิด”
แต่ผ่านไปหนึ่งปี กษัตริย์ไฟซาลก็ยอมถอย เพราะซาอุดิอาระเบียมีเงินฝากหลายพันล้านในธนาคารตะวันตก ราคาน้ำมันทำให้มูลค่าเงินนั้นลดลง อีกประการสหรัฐฯสัญญาขายอาวุธให้
โลกหันกลับมาเผาน้ำมันตามปกติ
สรุปก็คือปัญหาน้ำมันราคาแพงเมื่อ 53 ปีก่อนเกิดจาก อ.ป. 'โอเปค'
ต้นตอปัญหาน้ำมันปี 2026 นี้ก็เกิดจาก อ.ป. เหมือนกัน
อ.ป. ย่อมาจากไอ้เปรต
วินทร์ เลียววาริณ
18-3-261- แชร์
- 25
-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
ผมเกิดในครอบครัวสิบพี่น้อง ข้างบ้านผมมีลูกสิบสามคน บ้านถัดไปมีแปดคน ในสมัยก่อนแต่ละบ้านในสมัยนั้นมีลูก 8-10 คนเป็นเรื่องปกติอย่างยิ่ง รัฐบาลรณรงค์ให้มีลูกกันมาก ๆ บางปีก็มอบรางวัลแก่ ‘แม่ลูกดก’ ด้วย!
สำหรับคนยุคนี้ การเลี้ยงลูกสักสิบคนคงเป็นนรกแน่ ๆ! แต่ในสมัยโน้นชาวบ้านเดินดินทั่วไปต้องทำงานตัวเป็นเกลียวเช้าจรดค่ำ ไม่ค่อยเหลือเวลามาอบรมลูกเป็นรายตัว ก็เลี้ยงลูกแบบ ‘ตายก็ตาย รอดก็รอด’ ให้รับผิดชอบตัวเอง กินข้าวไม่ต้องป้อน ถึงเวลาไปโรงเรียนก็ไป ลูกคนไหนเกเรก็หวดด้วยไม้เรียวสักที ก็ไม่เห็นมีใครเสียเด็กสักคน!
สมัยนี้เลี้ยงลูกคนเดียวยากเหลือประมาณ เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยเงิน! ลูกบังเกิดเกล้าอยากได้อะไร ก็ถวายให้หมด เด็กเดี๋ยวนี้จำนวนมากอายุสิบขวบแล้วยังต้องป้อนอาหารให้ จะกินข้าวทีก็ต้องไล่ป้อนไปทั่วบ้านหรือหลอกล่อด้วยรางวัล บางคนอายุสิบห้ายังผูกเชือกรองเท้าไม่เป็น เพราะมีคนใช้ทำให้ทุกวัน บวกกับสิ่งเร้าที่มากกว่าสมัยก่อน ทำให้ดูเหมือนว่ามีโอกาสที่จะเสียเด็กหรือ ‘สปอยล์’ มากขึ้น
การเลี้ยงเด็กก็ไม่ต่างจากการเลี้ยงต้นไม้ในสวน ยิ่งประคบประหงมยิ่งทำให้อ่อนแอ พึ่งตัวเองไม่เป็น มองไปรอบตัว เราเห็นผลผลิตมากมายจากระบบ ‘ประคบประหงม’ เติบโตขึ้นเป็นพวกพึ่งตัวเองไม่เป็นและไม่คิดพึ่งตัวเอง คิดเป็นอย่างเดียวคือขอจากคนอื่น แก้ปัญหาด้วยการยืมเงิน ขอเงิน และขายของเก่ากิน
นาน ๆ เข้าก็ฝังรากเป็นนิสัย วัฒนธรรม ‘แบมือขอ’ หยั่งรากไปทั่ว มันเกิดขึ้นทุกที่ทุกระดับ ตั้งแต่ปัจเจก องค์กร ไล่ไปจนถึงระดับประเทศ
มีตัวอย่างองค์กรมากมายที่บริหารขาดทุนทั้งปีทั้งชาติ แล้วขอให้รัฐช่วยค้ำจุน ด้วยเหตุผลคลาสสิกว่า “ถ้าไม่ช่วยเรา มันจะล้มไปทั้งระบบนะ” ถ้าเป็นระดับประเทศ ก็ว่า “ถ้าไม่ช่วยเรา ประเทศคุณก็อาจจะล้มไปด้วยนะ”
ในสเกลที่ใหญ่ขึ้นไปอีก หลายประเทศในโลกใช้เงินอย่างไม่มีวินัยการคลัง ผลาญเงินภาษีของชาติไปกับโครงการประชานิยมต่าง ๆ ป้อนถึงปากชาวบ้าน สร้างคนพันธุ์ใหม่ที่ทำอะไรเองไม่เป็น ลงท้ายประเทศทั้งประเทศก็ล่มจมได้ ทั้งที่เป็นแผ่นดินอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ
นักเศรษฐศาสตร์และนักการเงินหลายคนเชื่อว่าวิธีช่วยเหลือประเทศที่กำลังล้มคือปล่อยให้มันล้ม ตามหลัก ‘ตายก็ตาย รอดก็รอด’ ธรรมชาติจะหาทางออกของมันเอง!
บางครั้งยิ่งให้เงินช่วยเหลือใคร ก็ยิ่งทำให้พวกเขาอ่อนแอ เพราะใครคนหนึ่งไม่สามารถยืมเงินคนอื่นหรือขอความช่วยเหลือจากคนอื่นไปทั้งชีวิต และก็ไม่มีของเก่าให้ขายไปตลอดชีวิต อีกประการ ปัจเจกและองค์กรที่รู้ว่าท้ายที่สุดแล้วต้องมีคนช่วยแน่ ๆ มักไม่ทำงานเต็มที่สุดชีวิต
ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง หลายบ้านหลายเมืองถูกทำลายจนสิ้นซาก บ้านแตกสาแหรกขาด คนจำนวนมากสูญเสียทุกอย่างในชีวิต ต้องเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ คนที่ลุกขึ้นมาเดินหน้าได้เร็วกว่าคือคนที่มีความรู้ ทักษะ และความสามารถติดตัว ทรัพย์สินและความช่วยเหลืออย่างเดียวไม่อาจสร้างชาติขึ้นมาใหม่ได้
ประเทศที่ประสบความสำเร็จในยุคนี้ไม่จำเป็นต้องมีทรัพยากรธรรมชาติมากมายมหาศาล หากจัดการไม่เป็น ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่มากมายก็หมดไปได้ แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดก็คือคุณภาพของคน การพัฒนาคนจึงสำคัญอย่างยิ่งยวด เริ่มที่ความรับผิดชอบต่อชีวิตตนเอง เพื่อเอาตัวรอดได้
แต่การเอาตัวรอดไม่จำเป็นต้องทำอย่างยถากรรม สามารถกระทำโดยมียุทธศาสตร์ และยุทธวิธีที่ดีที่สุดก็คือการติดอาวุธทางปัญญา ปรับแต่ง ‘ยีน’ ของ ‘ต้นไม้’ แต่ละต้นให้แข็งแรงทนทานมากขึ้น เรียนเพื่อรู้ เพื่อใช้งานได้จริง ไม่ใช่เพื่อกระดาษอะไรสักแผ่น
เลี้ยงลูกกำกับการแสดงอยู่ห่าง ๆ อย่างระมัดระวัง เมื่อลูกขอในสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ ก็ต้องรักษาจุดยืนมั่นคง แม้ลูกจะร้องไห้โวยวายโบราณสอนว่าอย่าจับปลาให้ลูกหลานกิน แต่จงสอนวิธีจับปลาให้พวกเขา จะได้มีปลากินไปตลอดชีวิต สอนให้เด็กรู้จักความลำบากบ้าง จะได้เข้าใจว่าชีวิตไม่ได้มีแต่ด้านสวยงาม อาหารทุกมื้อรออยู่บนโต๊ะ เงินรออยู่ในตู้เอทีเอ็ม
เพราะชีวิตไม่เคยแน่นอน เพราะสมบัติพัสถานที่พ่อแม่มีอาจหายไปเมื่อไรก็ได้ แม้แต่ประเทศที่อยู่อาศัยก็ล้มละลายได้ ดังนั้นหากไม่รู้จักด้านขรุขระของชีวิต และการใช้ชีวิตในสถานการณ์ลำบาก จะมีชีวิตรอดต่อไปอย่างไร
สอนให้แต่ละคนต้องทำงาน ไม่พึ่งพาคนอื่น และเป็นอิสระ
บางทีอิสรภาพที่แท้จริงของชีวิตอาจกินความกว้างกว่าแค่การไม่ถูกจองจำ แต่คือสามารถพึ่งพาตัวเองได้ มีตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
และมีอะไรที่เป็นอิสระและน่าภูมิใจไปกว่าการยืนด้วยลำแข้งของตัวเองได้?
วินทร์ เลียววาริณ
18-3-26อ่านฉบับเต็มได้จาก ยาเม็ดสีแดง
190 บาท 34 บทความ บทความละ 5.5 บาท
https://www.winbookclub.com/store/detail/116/ยาเม็ดสีแดงชุดกำลังใจครึ่งโหล 6 เล่ม
https://www.winbookclub.com/store/detail/217/S6%20ชุดกำลังใจครึ่งโหลทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395
1- แชร์
- 31
