• วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    วันนี้เป็นวันไหว้พระจันทร์ ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติจีน หรือที่เรียกว่าจงชิวเจี๋ย (中秋节)

    แปลว่าเทศกาลกลางฤดูใบไม้ร่วง

    ไฮท์ไลต์ของจงชิวเจี๋ยคือขนมไหว้พระจันทร์

    ตอนเด็กๆ เป็นขนมที่มีค่า ไม่ค่อยได้กิน

    โตขึ้นหากินได้แทบตลอดปี และราคาก็แพงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่เพราะค่า;ัตถุดิบในการทำขนม แต่คือค่าเปลือก

    เปลือกตอนนี้ไปไกลมาก เป็นกล่องกระดาษพิมพ์ลายทองบ้าง เป็นกล่องโลหะบ้าง

    วิลิศมาหราขึ้นทุกปี

    เน้นหน้าตารูปลักษณ์มากกว่ารสชาติ ราคาก็แพงขึ้นเรื่อยๆ

    อาทิตย์ก่อนมีคนนำขนมไหว้พระจันทร์จากฮ่องกงมาให้ชิม หน้าตาและรสชาติเริ่มเข้าใกล้ขนมโมจิของญี่ปุ่น ไม่มีคราบของขนมไหว้พระจันทร์แบบเดิม

    เฮ้อ! กินข้าวเหนียวหน้ากระฉีกตามเดิมดีกว่า

    ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับเทศกาลนี้ครับ

    วินทร์ เลียววาริณ
    วันไหว้พระจันทร์ 2569

    1
    • 1 แชร์
    • 18
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    เมื่อวานนี้รีวิวหนัง Resident Evil แล้ว มีคอมเมนต์จำนวนหนึ่งที่บอกว่า หนังทำมาจากเกม ดังนั้นจึงไม่ควรคาดหวังว่าต้องมีสาระ

    นี่เป็นมุมมองหนึ่งที่ผมรับฟัง แต่ไม่เห็นด้วย ความจริงผมก็ไม่คิดจะเสียเวลาเขียนโต้แย้งเพื่อเอาชนะ เพราะมันเป็นเรื่อง subjective (นานาจิตตัง) แต่มีอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คิดว่าเขียนดีกว่า

    ก่อนจะคุยประเด็นนี้ ขอเล่าเกร็ดเกี่ยวกับนิยายจีนกำลังภายในเรื่องหนึ่งให้ฟัง

    หลายสิบปีมาแล้ว ว. ณ เมืองลุง แปลนิยายจีนเรื่องหนึ่งของอ้อเล้งเซ็ง และเขียนในคำนำทำนองว่า เรื่องนี้เล่มแรกๆ อาจไม่สนุก เพราะนักเขียนจำเป็นต้องใช้เวลาปูเรื่องนาน

    ผมจดจำคำนี้มานานปี จนเมื่อเขียนนิยายเอง จึงกล้าเห็นต่าง เพราะการปูเรื่องไม่จำเป็นต้องอยู่ในเล่มแรกๆ และการปูเรื่องก็สามารถทำให้สนุกได้

    นักเขียนไม่มีข้ออ้างหรือข้อแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้นหากเขียนหนังสือไม่สนุก เพราะการเขียนให้สนุกต้องใช้ฝีมือ หากเขียนแล้วไม่สนุกเลย ก็แสดงว่าปัญหาอยู่ที่การเขียน ไม่ใช่อยู่ที่ความจำเป็นต้องปูเรื่อง

    ในวงการหนังสือและภาพยนตร์ มีกรอบคิด (mindset) มากมายที่เราสร้างขึ้นมาครอบตัวเอง ยกตัวอย่าง เช่น หนังสือที่ได้รางวัลต้องน่าเบื่อ เพราะมีตัวอย่างงานที่ได้รับรางวัลวรรณกรรม เช่น ซีไรต์หรือโนเบล จำนวนมากน่าเบื่อสุดทนทาน

    อีกทัศนคติหนึ่งที่กลายเป็นกรอบคิดคือ หากเป็นนิยายเริงรมย์ ก็ไม่จำเป็นต้องมีสาระ (“จะไปเอาสาระอะไรจากนิยายพวกนี้”) และหากเป็นเรื่องมีสาระ ไม่ต้องสนุกก็ได้

    จากประสบการณ์การเขียนนิยายมา 40 ปี ผมบอกได้ว่าไม่จริง เพราะโลกก็มีงานวรรณกรรมชั้นดีจำนวนไม่น้อยที่สนุกด้วย มีสาระด้วย มีงานที่สนุกตอนปูเรื่อง มีงานที่สนุกตั้งแต่บทที่ 1 และมีสาระลุ่มลึก มันอยู่ที่ฝีมือการเขียนเท่านั้น

    กรอบคิดนี้ยังรวมไปถึงการสร้างหนังจากหนังสือ หลายคนตัดสินคุณค่าของหนังว่าดีหรือไม่ดีจากการเปรียบเทียบกับหนังสือ ถ้าทำเหมือนหนังสือคือดี ทำไม่เหมือนคือไม่ดี

    ถ้าเช่นนั้นงาน Romeo & Juliet ของเชคสเปียร์ ฉบับ Baz Luhrmann (ตั้งชื่อเรื่องว่า Romeo + Juliet) ก็ไม่เคารพต้นฉบับ เพราะตัวละครถือปืนไล่ยิงกัน คนดูไม่น้อยบอกว่าหนังไม่ดีเพราะไม่ตรงต้นฉบับ แต่ไม่คุยกันในบริบทของเนื้อหนังว่า หนังที่โรโมโอถือปืนดีหรือเปล่า

    ตัวอย่างหนึ่งคือหนังเรื่อง The Mist ที่ แฟรงก์ ดาราบอนท์ สร้างจากงานเขียนของ สตีเฟน คิง เขาเปลี่ยนตอนจบของเรื่องต่างจากหนังสือ (คือฉากยิงกันในตอนท้าย)

    สตีเฟน คิง อ่านบทหนังแล้วบอกว่า ตอนจบของหนังดีกว่าหนังสือที่เขาเขียน หากไม่ใช่เพราะหนังสือตีพิมพ์ไปแล้ว เขาก็คงใช้ตอนจบตามนักสร้างหนัง เพราะมันพัฒนาเรื่องไปไกลกว่า ลุ่มลึกกว่า

    ก็มาที่ประเด็นหนังที่สร้างจากเกม จำเป็นต้องเหมือนเกมไหม จำเป็นต้องมีสาระไหม

    งานศิลปะไม่มีกฎใดๆ ที่บอกว่า ถ้าทำหนังจากเกม ต้องมีคุณลักษณ์จากเกม เพราะหนังคือหนัง เกมคือเกม

    หนังที่ทำจากเกมก็เพียงนำ ‘สารตั้งต้น’ จากเกมมาใช้ หนังที่ทำจากการ์ตูนซูเปอร์ฮีโรก็เพียงนำ ‘สารตั้งต้น’ จากการ์ตูนมาใช้

    หนังจากเกมก็สามารถมีสาระลุ่มลึกได้ ยกตัวอย่างหนังแนวใกล้เคียงกับ Resident Evil (2026) ก็แล้วกันคือมีมนุษย์เปลี่ยนร่าง มีฉากเลือดสาด มีฉากแหวะ และที่สำคัญทำมาจากเกมเหมือนกัน คือเรื่อง The Last of Us และขอยกมาแค่ซีซั่น 1 ตอน 3 Long, Long Time ที่มีความยาวแค่ชั่วโมงเดียว แต่มีสาระ (และ อ้อ! ในหนึ่งชั่วโมงก็สามารถมีพัฒนาการตัวละครได้)

    หนังซอมบี้ The Last of Us ได้รับรางวัลไป 110 รางวัล พิสูจน์ว่าหนังแนว Resident Evil ก็ทำให้มีสาระได้

    คำถามสุดท้าย จำเป็นไหมที่หนังสร้างจากเกมต้องมีสาระ คำตอบคือไม่จำเป็น

    มันก็เหมือนวัคซีนที่ฉีดให้คนไม่จำเป็นต้องมีตัวยาเสมอไป บางครั้งก็ใส่น้ำเกลือเข้าไปแทนยา เพื่อศึกษาผล placebo effect

    ทั้งหมดนี้เป็นมุมมองและความเห็นของผม ไม่ได้ต้องการเปลี่ยนความคิดใคร ถือว่าคุยกันเพื่อสะกิดให้คิดอีกมุมหนึ่ง ก็แค่เตือนว่า ระวังอย่าสร้างกรอบคิดขึ้นมาล้อมตัวเอง มันจะทำให้โลกทัศน์ของเราไม่กว้างพอ และนี่ก็คือเหตุผลที่ผมเขียนบทความนี้

    วินทร์ เลียววาริณ
    25-9-26

    1
    • 0 แชร์
    • 25
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    หลังจากกินข้าวเหนียวหน้ากระฉีกกับข้าวเหนียวทุเรียนมาหลายวัน เมื่อวานนี้คุณบริสุทธิ์ก็ไปตรวจร่างกาย หลังจากเจาะเลือดแล้ว คุณบริสุทธิ์นั่งรอผลตรวจที่หน้าห้องหมอสมหวัง คนไข้เยอะกว่าทุกวัน

    คุณบริสุทธิ์ถอนใจ โลกเต็มไปด้วยคนป่วย

    คุณบริสุทธิ์ชวนหญิงชราคนหนึ่งที่นั่งรอข้าง ๆ คุย “คนเยอะนะครับ”

    ยายพยักหน้า บอกว่า “ฉันออกจากบ้านตั้งแต่ตีสี่ นั่งรถสามต่อมาที่โรงพยาบาล ถึงโรงพยาบาลก่อนหกโมงเช้า รับบัตรคิวและรอ”

    คิวหน้าห้องหมอวันนี้ยาวมาก ยายรอคิวอย่างอดทนตั้งแต่เช้าจนสิบโมงครึ่ง คนไข้วันนี้มากกว่าทุกวัน อาจเพราะเป็นวันแรกของสัปดาห์ที่มีวันหยุดยาว คนไข้คนหนึ่งเปรยขึ้น “ทำไมหมอยังไม่มา? ออกตรวจสายจัง”

    คุณบริสุทธิ์ชี้ไปที่ป้ายบนผนัง ข้อความว่า ‘คติพจน์ของโรงพยาบาลนี้คือ คนไข้ต้องมาก่อนเสมอ’

    ทันใดนั้นทุกคนก็เห็นชายคนหนึ่งเดินแซงคนไข้ตรงไปที่ห้องหมอ ยายที่นั่งข้างคุณบริสุทธิ์ลุกขึ้นจากที่นั่ง คว้าแขนชายคนนั้นหมับ ตบหัวหนึ่งที ร้องว่า “หนอยแน่! ทำอะไรน่าเกลียด จะแซงคิวเรอะ คนอื่นรอมาตั้งแต่เช้าแล้ว”

    พยาบาลสาวที่ยืนอยู่ไม่ไกลรีบวิ่งเข้ามา ถาม “ทำอะไรคะ ยาย?”

    ยายฟ้องพยาบาล “ผู้ชายคนนี้แซงคิว คนอื่นรอตั้งนาน ไม่ยุติธรรม”

    พยาบาลมองหน้ายาย เอ่ยเสียงเรียบ ๆ ว่า “ยายคงต้องยอมให้คนนี้เข้าห้องหมอก่อนนะคะ”

    “ทำไม? เขาเป็นใคร? หา! ใหญ่มาจากไหน?”

    “เขาเป็นคุณหมอค่ะ”

    วินทร์ เลียววาริณ
    25-9-26

    .........................

    จากนวนิยาย เรื่องรักของคุณบริสุทธิ์กับนางสาวภุมรี ศจีรมย์ สมถวิล จินตหรา พารัก ปักเสน่ห์ เรวดี ศรีสกาว (ใช่ นิยายชื่อยาวๆ กวนตีนอย่างนี้แหละ Who will why)
    นี่เป็นนวนิยายแนวใหม่ที่นำขำขันตลกๆ ระดับ ‘ขำกลิ้ง’ 400 เรื่องมายำเป็นนวนิยาย
    ค่าคลายเครียดแค่ 330 บาท เฉลี่ยขำละ 80 สตางค์ หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว

    https://www.winbookclub.com/store/detail/188/เรื่องรักของคุณบริสุทธิ์กับนางสาวภุมรี%20ศจีรมย์%20สมถวิล%20จินตหรา%20พารัก%2520ปักเสน่ห์%20เรวดี%20ศรีสกาว 

    โปรโมชั่น https://www.winbookclub.com/store/detail/196/แพคเกจพิเศษ%203%20in%201 

    Shopee เดี่ยว https://s.shopee.co.th/1VjWGyXzed 

    https://s.shopee.co.th/9A8xPCjmLp 

    ท่านที่สั่งซื้อทางเว็บและโอนเงินแล้ว อย่าลืมส่งหลักฐานไปที่อีเมล order@winbookclub.com  มิเช่นนั้นเจ้าหน้าที่อาจไม่รู้ว่ามีการสั่งซื้อ หลังจากนั้นจะได้รับคำยืนยันจากสำนักพิมพ์ว่าได้รับเงิน

    2
    • 0 แชร์
    • 18
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    นี่เป็นครั้งที่สองที่ผมเห็นข่าวแบบนี้

    คือข่าว OpenAI มีความสามารถแฮ็กฐานข้อมูลที่เข้ายาก

    ข่าววันนี้คือ นายกฯออสเตรเลียบอกว่า OpenAI เจาะฐานข้อมูลสุขภาพแห่งชาติของออสเตรเลีย

    นายกฯออสเตรเลียบอกว่า มันเจาะเข้าต่างๆ ได้หมด

    ว่าแล้วก็ต่อสายคุยกับซีอีโอของ Open AI คือ Sam Altman

    "เกิดอัลไล เอ๊ย! เกิดอะไรขึ้น?"

    นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Open AI เจอสถานการณ์ที่เรียกว่า "AI agents going rogue" คือ AI แหกคอก เจาะของมันเอง

    ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ก็เกิดเหตุแบบนี้ เมื่อ AI ของ  OpenAI แหกคอกเจาะระบบของบริษัท Hugging Face ซึ่งเป็น digital library

    ซีอีโอ Open AI บอกว่า "ไอไม่รู้ มันทำของมันเอง"

    ซีอีโอของ Open AI และซีอีโอของ Anthropic คือ Dario Amodei จึงออกมาพูดไม่นานมานี้ว่า เราต้องมีองค์กรอิสระตรวจสอบ และควบคุม

    นี่ก็คือฉากทัศน์ของหนัง The Terminator เมื่อ AI สกายเน็ตยึดโลก

    ดังนั้นพวกท่านๆ ได้โปรดรีบจัดการคุม AI ก่อนที่มันจะมาเจาะฐานข้อมูลของผม เพราะมีรูปโป๊อยู่เต็ม

    เคี้ยกเคี้ยก

    วินทร์ เลียววาริณ
    24-9-26

    2
    • 0 แชร์
    • 27
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    ดรามาเรื่อง Ed Sheeran อาจแผ่วลงไปแล้ว แต่ทำให้นึกถึงเหตุการณ์หนึ่งเมื่อ 62 ปีก่อน เพราะเป็นเรื่องคล้ายกัน

    ในวันที่ 11 กันยายน ปี 1964 วง The Beatles ไปเล่นที่ Jacksonville สหรัฐฯ ฝูงชนหลั่งไหลไปชมวงดนตรีที่พวกเขาชื่นชอบ

    เวลานั้นสหรัฐฯยังแบ่งแยกสีผิวอย่างรุนแรง สถานที่จัดแสดงดนตรีแยกส่วนของคนผิวขาวกับผิวสีออกจากกัน (เรียกว่า segregated)

    นักดนตรีทั้งสี่คนแห่ง The Beatles บอกผู้จัดคอนเสิร์ตว่า ถ้าแยกคนออกตามสีผิว จะไม่เล่น

    จุดยืนของวง The Beatles คือ เล่นดนตรีให้ทุกคน ไม่แบ่งแยกสีผิว เพราะดนตรีไม่มีสีผิว

    พอล แม็คคาร์ทนีย์ ให้สัมภาษณ์หลายปีให้หลังว่า การตัดสินใจใดๆ ในวง ต้องใช้สี่เสียงเสมอ และทุกคนในวงเห็นด้วยว่า หากแบ่งสีผิว จะไม่เล่น

    ผู้จัดงานไม่มีทางเลือก ปลดป้ายแบ่งสีผิวออก

    คอนเสิร์ต Jacksonville จึงเป็นครั้งแรกๆ ในสหรัฐฯที่คนผิวดำกับผิวขาวนั่งเคียงกันดูดนตรี และต่อมาก็กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่

    นอกจากนี้ The Beatles ยังปฏิเสธพักในโรงแรม Hotel George Washington เพราะเป็นโรงแรมที่แบ่งสีผิว

    เชื่อว่าด้วยโลกทัศน์แบบนี้ หากวง The Beatles เล่นที่สหรัฐฯในวันนี้อย่างคอนเสิร์ตของ Ed Sheeran และมีใครในวงเอ่ย "Free Palestine." และถูกเจ้าของสเตเดียมบีบให้ขับสมาชิกคนนั้นออก ก็คงออกทั้งวง

    The Beatles ไม่ใช่วงดนตรีแรกที่ปฏิเสธเล่นดนตรีที่มีการแบ่งแยกสีผิว นักร้องอังกฤษ Dusty Springfield ก็เคยทำมาก่อน และ The Beatles เห็นด้วย และเจริญรอยตาม

    Dusty Springfield ปฏิเสธการเล่นแบบแยกสีผิวในแอฟริกาใต้ในปี 1964 ผลคือเธอถูกเจ้าหน้าที่จับกุม และขับออกจากประเทศภายใน 24 ชั่วโมง

    ก่อนหน้านั้น นักร้องนักแสดงชาวอังกฤษ George Formby ก็เคยทำมาก่อนในยุค 40s

    ต้องเป็นคนที่มีขนาดของหัวใจใหญ่พอ จึงกล้ายืนหยัดเพื่อสิ่งที่ถูกต้อง

    วินทร์ เลียววาริณ
    24-9-26

    2
    • 0 แชร์
    • 28