• วินทร์ เลียววาริณ
    0 วันที่ผ่านมา

    กาลามสูตรที่พระพุทธองค์สอนเมื่อสองพันกว่าปีก่อนมีสิบข้อ สองข้อเข้ากับการไป (หรือไม่ไป) ดวงจันทร์ของยานอพอลโล 11

    กาลามสูตรสองข้อนั้นคือ

    มา นยเหตุ - อย่าเพิ่งเชื่อเพราะอนุมาน

    มา ทิฎฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา - อย่าเพิ่งเชื่อเพราะตรงกับความคิดของตน

    อย่าคิดเองเออเอง ทุกอย่างว่ากันที่หลักฐาน

    ถ้าขึ้นศาล หลักฐานรูปถ่ายของยานอวกาศจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ก็เพียงพอทำให้ผู้พิพากษาปิดคดีได้แล้ว

    แต่กระนั้นคนจำนวนมากยังไม่ยอมรับหลักฐาน ยังคุยจุดที่ตนเชื่อ แทนที่จะแย้งด้วยหลักฐานว่า รูปถ่ายที่ยานอวกาศจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ถ่ายไว้ ใช้ไม่ได้

    นี่ทำให้ต้องแนะนำคำศัพท์คำหนึ่ง - preconceived idea ผมพูดถึงคำนี้บ่อยๆ แต่หลายคนอาจยังไม่เข้าใจ

    preconceived idea คือความคิดปรุงแต่งล่วงหน้า เป็นความคิดที่ไม่ได้อิงหลักฐาน (objective) แต่อิงความรู้สึก (subjective) 

    subjective แปลให้ยากว่าอัตวิสัย แปลง่ายๆ ว่านานาจิตตัง คือความคิดเห็นตามอารมณ์ ความรู้สึก เช่น ในเช้าวันเดียวกัน คนหนึ่งว่าอากาศเย็น อีกคนว่าร้อน

    objective แปลให้ยากว่า ภววิสัย แปลง่ายๆ ว่าตามข้อเท็จจริง ว่าตามหลักฐาน เช่น เช้าวันนี้อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส

    ดังนั้นการตัดสินว่า อพอลโล 11 ไปดวงจันทร์จริงหรือไม่ จึงต้องใช้ทาง objective ว่ากันที่หลักฐาน แล้วก็จบคดี

    ถ้าไม่พอใจหลักฐาน ก็หาหลักฐานอื่นมาแย้ง

    ถ้าไม่มีหลักฐานแย้ง ก็ต้องยอมรับผลของ objective ไม่ใช่ทู่ซี้ด้วยความคิด subjective

    นี่ก็คือพื้นฐานของการพัฒนาคนและวิชาการ

    คนจำนวนมากในโลกคิดและตัดสินเรื่องเรื่องหนึ่งด้วย preconceived idea ตัดสินตามอารมณ์หรือคิดว่ามันต้องเป็นอย่างนั้นแน่เลย และมักไม่รู้ตัวด้วย กลายเป็นความยึดมั่นถือมั่นว่ามันถูกต้อง

    เวลาศาลจะตัดสินคดีว่านาย ก. ฆ่านาย ข. หรือไม่ ศาลไม่ได้ถามความเห็นของทุกคนว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่ว่ากันด้วยหลักฐานที่พิสูจน์มาแล้ว

    เมื่อผมเป็นเด็ก มีคนบอกว่าดาวอังคารมีคลองใหญ่ คลองสายนี้น้ำจากขั้วโลกมาสู่ 'เมือง' แถบเส้นศูนย์สูตร แสดงว่าต้องมีมนุษย์ดาวอังคารจริง เพราะน้ำเป็นต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิต

    ความเชื่อนี้ฝังอยู่นานหลายปี จนกระทั่งยานมาริเนอร์และไวกิงของนาซาโคจรรอบดาวอังคารและถ่ายภาพในระยะใกล้ พบว่าไม่มีคลองเลยสักสาย

    'คลอง' ที่นักดาราศาสตร์สมัยก่อนเห็นนั้นเป็นภาพลวงตาที่เกิดจากระยะทาง คุณภาพเลนส์กล้องโทรทรรศน์สมัยนั้น และชั้นบรรยากาศที่แปรปรวนบนดาวอังคาร

    เรื่องก็จบแค่นั้น

    ดังนั้นหากมีหลักฐานรูปถ่ายจากกล้องโทรทรรศน์ที่มีคุณภาพดีกว่ากล้องในศตวรรษก่อน จากยานหลายลำ เห็นภาพยานอพอลโล 11 บนดวงจันทร์ตรงกัน เราจะปฏิเสธว่ามันไม่จริง เพียงเพราะมันทำให้เราผิดคาดเช่นนั้นหรือ

    โลกทัศน์แบบนี้ทำให้จนถึงวันนี้ ก็ยังมีคนที่เชื่อว่าโลกแบน

    preconceived idea เป็นอันตรายมากในทุกเรื่องในชีวิต หากเราใช้ชีวิตโดยอิงความคิดปรุงแต่งล่วงหน้าอยู่เรื่อย เราจะอยู่แถวหลังเดินตามคนอื่นเสมอ มันไม่พาเราก้าวไปไหน เพราะเมื่อไม่สามารถก้าวข้ามความคิดปรุงแต่งล่วงหน้า ก็จะอยู่ในกรอบคิดใดกรอบคิดหนึ่งเสมอ กรอบคิดนี้จะทำให้เราตัดสินใจพลาด

    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใช้สามัญสำนึกแทนหลักฐาน

    ไอน์สไตน์จึงกล่าวว่า "สามัญสำนึกเป็นการรวมเอาอคติต่าง ๆ เข้าด้วยกันโดยเด็กอายุสิบแปด"

    วินทร์ เลียววาริณ
    11-4-26

    1
    • 0 แชร์
    • 8
  • วินทร์ เลียววาริณ
    0 วันที่ผ่านมา

    คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ วันนี้มีคำถามเดียว

    "อพอลโล 11 ได้ไปดวงจันทร์จริงๆ หรือ"

    อ่านคำตอบได้จากลิงก์นี้ https://www.blockdit.com/posts/69d7b838039233178bfdea40 

    ผู้อ่านสามารถคุยหรือตั้งคำถามกับผู้เขียนได้ เขียนคำถามมาได้ที่ inbox เพจเฟซบุ๊ค วินทร์ เลียววาริณ ช่วยแจ้งชื่อหรือนามปากกาด้วย ถ้าไม่แจ้งจะใส่ "ไม่ประสงค์จะออกนาม"

    1
    • 0 แชร์
    • 8
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    สงครามอิหร่านดำเนินมา 40 วันแล้ว คำถามที่หลายคนอยากรู้คือ ใครชนะ?

    หากตอบตามหลักมนุษยธรรม ไม่มีใครชนะ เพราะสูญเสียชีวิตคนทั้งสองฝ่าย

    หากตอบตามหลักเศรษฐศาสตร์ ก็ไม่มีใครชนะเช่นกัน เพราะมันทำให้เศรษฐกิจโลกทรุด

    แต่หากมองในมุมของยุทธศาสตร์สงคราม อาจตอบได้ว่าสหรัฐฯแพ้เรียบร้อยแล้ว

    ประการหนึ่งเพราะมันไม่ใช่สงครามที่เกิดขึ้นด้วยเหตุว่าสหรัฐฯตกอยู่ในอันตราย

    ประการหนึ่งเพราะมันทำให้ภาพลักษณ์ของสหรัฐฯติดลบ ความไว้วางใจที่ชาวโลกเคยมีให้หายไปสิ้น

    ประการหนึ่งเพราะมันสวนทางกับความต้องการของประชาชน ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่ต้องการสงครามครั้งนี้

    แตกต่างจากสงครามเวียดนาม ชาวอเมริกันรับรู้ว่าเป็นสงครามที่จำเป็น เพราะจะปราบพวกคอมมิวนิสต์ที่ดูเหมือนมีเป้าหมายครองโลก แต่กระนั้นเมื่อโลงศพห่มธงชาติของทหารอเมริกัน 58,000 คนกลับถึงบ้าน ชาวอเมริกันก็ไม่สนับสนุนสงครามเวียดนามอีกต่อไป

    นี่อาจเป็นเหตุผลที่ตั้งแต่วันแรกของสงคราม ทหารอเมริกันมักตายใน 'อุบัติเหตุ' มีแค่ไม่กี่คนถูกศัตรูฆ่า

    .............................

    การก่อสงครามอิหร่านน่าจะผิดหลักตำราพิชัยสงครามของซุนหวู่ หรือซุนอู่ (孫武 บางทีก็เรียกซุนจื่อ 孫子) และ On War ของ คาร์ล ฟอน เคลาซ์วิทซ์ (Carl von Clausewitz)

    เราคงได้ยินนามซุนหวู่ หรือซุนอู่ มาก่อน เขาคือใครกันแน่?

    นักประวัติศาสตร์คาดว่าซุนอู่มีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล เขาไปเกี่ยวข้องกับสงครามเพราะเขาเป็นเพื่อนกับอู๋จื่อซี ข้าราชการรัฐอู๋

    อู๋จื่อซีชวนซุนอู่ไปช่วยอู๋อ๋องเหอหลีวางแผน ซุนอู่จึงเสนอแผนพิชัยสงคราม 13 บรรพ ช่วยให้รัฐอู๋ตีแคว้นฉู่ที่ใหญ่กว่าเข้มแข็งกว่าสำเร็จ

    หลังจากอู๋อ๋องเหอหลีตาย อู๋อ๋องฟูซาขึ้นครองแคว้นสืบต่อ แต่อ๋องคนใหม่มัวเมาในกามคุณ โดยเฉพาะเมื่อเจอนางไซซีที่แคว้นเยว่ส่งไปบ่อนทำลายจากภายใน

    รายละเอียดส่วนนี้มีในหนังสือ ยุทธจักรวาลกิมย้ง ผมเขียนว่า

    "ขณะที่แคว้นเยว่พัฒนาบ้านเมือง สร้างสมกองทัพและอาวุธ พัฒนาการเกษตร ก็มีแผนการพิเศษคืออุบายนางงาม ส่งสาวงามเป็นราชบรรณาการให้อู๋อ๋อง เพื่อทำให้ลุ่มหลง เสียการเสียงาน ขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เป็นไส้ศึก ช่วงสิบปีนั้นแคว้นอู๋ค่อย ๆ อ่อนแอลง

    อู่จื่อชี ข้าราชการอู๋ผู้ซื่อสัตย์ ทำงานมาตั้งแต่ครั้งพระบิดาของฟูซ่า แต่ฟูซ่าไม่เห็นความดี อู่จื่อชีมองเห็นอันตรายจากเยว่ แนะนำให้ยึดเยว่เสีย แต่อ๋องฟูช่าไม่สนพระทัย ฟังที่ปรึกษาคนอื่นคือ ผอผี่ ซึ่งรับสินบนจากเยว่

    อ๋องฟูช่ายื่นกระบี่ให้อู่จื่อชีฆ่าตัวตาย ก่อนฆ่าตัวตาย อู่จื่อชีขอให้อ๋องควักนัยน์ตาของเขาออกมาหลังตายไปแล้ว วางไว้บนกำแพงเมือง เพื่อจะได้มองเห็นกองทัพเยว่ยึดเมืองอู๋

    เมื่ออู่จื่อชีเพื่อนรักตาย ซุนอู่ก็รู้ว่าแคว้นอู๋ต้องล่มสลายแน่ จึงลาออกจากราชการ

    ผ่านไปสิบปี เยว่ที่แข็งแกร่งโจมตีแคว้นอู๋ ทัพเยว่ล้อมเมืองหลวงแคว้นอู๋สามปี ฟูช่าส่งสาส์นขอยอมจำนน แต่โกวเจี้ยนปฏิเสธ ฟูช่ากระทำอัตวินิบาตกรรม เยว่กลืนอู๋

    อ๋องฟูช่าฆ่าตัวตาย เสียพระทัยที่ไม่เชื่ออู่จื่อชี สั่งให้ปิดหน้าพระองค์ เพราะไม่มีหน้าไปดูอู่จื่อชีได้ในโลกหลังความตาย

    เพราะไม่รู้เรื่องการศึกเลย บ้านเมืองจึงย่อยยับ

    การศึกไม่ได้มีแค่การรบในสมรภูมิ มันรวมการทูต เศรษฐกิจ สังคม การเมืองภายในและการเมืองระหว่างรัฐ

    ทั้งซุนอู่และเคลาซ์วิทซ์เห็นเหมือนกันว่า สงครามที่ดีคือสงครามที่ชนะโดยไม่ต้องรบกัน

    แต่หากต้องรบ ตำราพิชัยสงครามของซุนอู่พูดถึงปัจจัยห้าประการแห่งชัยชนะคือ

    1 รู้ว่าเมื่อใดควรรบ เมื่อใดไม่ควรรบ

    สิ่งที่เกิดขึ้นคือผู้นำไม่รู้ เหตุผลที่ก่อสงครามนั้นเปลี่ยนทุกวัน วันหนึ่งบอกว่าบุกเพราะอิหร่านกำลังทำอาวุธนิวเคลียร์ อีกวันบอกว่าเพราะช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด อีกวันก็บอกว่าจะเอาน้ำมัน

    รัฐมนตรีการต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ บอกสื่อว่าต้องบุกอิหร่านก่อน ไม่งั้นอิษราเอรจะบุกก่อน อีกวันก็บอกว่า ถ้าอิหร่านบุก อิษราเอรจะมีอันตราย จึงชิงบุกก่อน

    เคลาซ์วิทซ์เขียนว่า "ไม่มีใครเริ่มสงคราม หรือไม่มีใครที่มีสำนึก ก่อสงครามโดยปราศจากเป้าหมายที่ชัดเจน และวิธีการที่ตั้งใจใช้ทำสงคราม"

    2 รู้จักออมกำลัง

    สิ่งที่เกิดขึ้นคือใช้อาวุธจนแทบหมดคลัง ต้องดึงอาวุธจากสมรภูมิอื่นมาใช้

    3 เจ้านายและพลทหารเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

    สิ่งที่เกิดขึ้นคือทหารหลายคนไม่เห็นด้วยกับฝ่ายบริหาร คนระดับสูงลาออกเพราะเห็นว่าอิหร่านไม่ใช่ภัย มันเป็นสงครามที่ได้รับใบสั่งมา

    นอกจากนี้ทางการกำลังสืบเหตุเพลิงไหม้เรือรบ USS Gerald R. Ford ว่าเกิดจากลูกเรือก่อวินาศกรรมหรือไม่ เพราะไม่อยากรบใน 'สงครามของ โดนัลด์ ทรัมป์' (Donald Trump‘s war)

    4 วางแผนและเตรียมการดี

    สิ่งที่เกิดขึ้นคือสหรัฐฯรบโดยไม่มีแผน คิดแค่ว่าจะจบสงครามในหนึ่งหรือสองวันอย่างที่ทำกับเวเนซุเอลา ประเมินผิดว่าอิหร่านพร้อมจะล้มได้ทุกเมื่อ และประเมินพลังการปิดช่องแคบฮอร์มุซต่ำไป จนต้องขอความช่วยเหลือจากนานาประเทศให้ส่งเรือรบไปช่วยเปิดช่องแคบ ซึ่งไม่ได้อยู่ในแผนมาก่อน

    5 ไม่แทรกแซงขุนพลผู้ที่สามารถ

    สิ่งที่เกิดขึ้นคือแค่ในเดือนเดียว ผู้นำปลดนายพลไปหลายคน

    ผิดหลักการของตำราพิชัยสงครามของซุนอู่ทั้งห้าข้อ

    ความจริงแสนยานุภาพของสหรัฐฯเหนือกว่า และไม่จัดว่าแพ้ด้านเชิงยุทธในสงครามเวียดนาม อัฟกานิสถาน อิรัก แต่มันคือ Winning the battle but losing the war

    สงครามอิหร่านก็คงจบตามคำโปรยโปสเตอร์หนังเรื่อง Alien vs. Predator

    "Whoever wins, we lose."

    วินทร์ เลียววาริณ
    10-4-26

    1
    • 0 แชร์
    • 40
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    ในงานหนังสือที่ผ่านมา นักอ่านคนหนึ่งมาคุยกับผมเรื่องหนังสืออยู่พักหนึ่ง ผมจึงรู้ว่าเขาชอบอ่านหนังสือมากกว่าบริหารนิ้วมือบนจอมือถือ

    นึกในใจ คงแก่เรียนอย่างนี้ อาจจะเป็นนักศึกษา

    แต่เขาบอกว่าเขาเป็นไรเดอร์ส่งของ

    ระหว่างที่รอสินค้าหรือลูกค้า ก็อ่านหนังสือ เขาพกหนังสือติดพาหนะ

    นี่เป็นไรเดอร์ผู้ชอบอ่านหนังสือคนแรกที่ผมรู้จัก

    ผมรู้สึกประทับใจเขามาก เพราะเขาพิสูจน์พลังของหนังสือ คนจำนวนมากบอกว่าไม่มีเวลาอ่านหนังสือ หนังสือยาวไปบ้าง หนาไปบ้าง สารพัดเหตุผล

    ไรเดอร์คนนี้ยังพิสูจน์ให้เห็นว่า เราทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกันที่จะเลือกอ่านหรือไม่อ่าน

    มาร์ก ทเวน กล่าวว่า “The man who does not read has no advantage over the man who cannot read.”

    คนไม่อ่านหนังสือไม่มีข้อได้เปรียบกว่าคนอ่านไม่ออก

    ผมบอกคนหลายคนที่ชอบอ้างว่าไม่มีเวลาอ่าน ให้ลองเจียดเวลาสักสิบนาทีทุกคืนก่อนนอน อ่านหนังสือ ทำให้เป็นนิสัย

    มันจะเป็นช่วงเวลาที่เราอยู่กับความคิดของเรา ไม่วอกแวก เหมือนการทำสมาธิจิตอย่างหนึ่ง

    ในอดีตผมมีหนังสือที่หัวเตียง และอ่านก่อนนอนเสมอ ตอนนี้สายตาแย่ลง เหนื่อยง่ายขึ้น อ่านได้ไม่มากเหมือนก่อน

    แต่มันดีกว่าบริหารนิ้วบนจอมือถือก่อนนอน

    ชีวิตอาจเปลี่ยน ถ้าเราให้การอ่านหนังสือกลับคืนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

    วินทร์ เลียววาริณ
    10-4-26

    1
    • 0 แชร์
    • 36
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    เมื่อวานนี้เป็นกำหนดที่ทรัมป์จะทำลายล้างอารยธรรมอิหร่าน ให้กลายเป็นยุคหิน

    แต่นาทีสุดท้ายทรัมป์ก็ยืดเวลาออกไปอีก

    แล้วประกาศชัยชนะ

    ถึงนาทีนี้ชาวโลกไม่แคร์ว่าทรัมป์จะโกหกหรือ TACO แต่การไม่ทำตามคำขู่ทำให้ประชาชนทั้งสองฝ่ายไม่ต้องเสียชีวิตโดยไม่จำเป็น อย่างน้อยก็ชั่วคราว

    หลายคนเชื่อว่าทรัมป์มีอาการโรคประสาทแน่นอน เพราะพูดแต่ละชั่วโมงไม่ตรงกัน

    นี่ทำให้นึกถึงหนังเรื่องหนึ่งที่ผมดูที่นิวยอร์กเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว ชื่อ Being There

    หนังปี 1979 แสดงโดย ปีเตอร์ เซลเลอร์ส แสดงเป็นตัวละคร แชนซ์ (Chance)

    เรื่องนี้ดีมาก บทภาพยนตร์กวาดหลายรางวัล

    .......................

    (มีสปอยเลอร์ จำเป็นต้องเล่า ไม่งั้นก็ไปต่อไม่ได้ ใครอยากจะดู ก็หาดูเอาเองก่อนอ่าน ใน YouTube ก็มี)

    .......................

    ชายวัยกลางคนคนหนึ่งชื่อ แชนซ์ เป็นคนสวนในบ้านหลังหนึ่ง เขาผ่านทั้งชีวิตในบ้านหลังนี้ แชนซ์รู้เรื่องเดียวคือทำสวน และมีกิจกรรมยามว่างอย่างเดียวคือดูโทรทัศน์ เมื่อเจ้านายของเขาถึงแก่กรรม ทนายความก็สั่งให้เขาออกจากบ้าน

    แชนซ์เดินทางไปเรื่อยๆ นี่เป็นครั้งแรกที่ออกไปในโลกภายนอก แชนซ์เป็นเด็กกำพร้า ไม่ได้เรียนหนังสือ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ เขาเป็นเด็กในร่างผู้ใหญ่ ไม่สามารถสื่อสารกับคนอื่น แต่เขาจดจำการสื่อสารจากหนังต่างๆ ในโทรทัศน์

    เดินทางไประยะหนึ่ง เขาบังเอิญพบกับหญิงคนหนึ่ง ชื่อ อีฟ แรนด์ ภรรยาของเศรษฐีคนหนึ่ง เธอถามชื่อเขา เขาตอบว่า "Chance, the gardener" เธอได้ยินเป็น "Chauncey Gardiner"

    อีฟพาแชนซ์ไปที่คฤหาสน์ เบนสามีเธอกำลังป่วยระยะสุดท้าย เบนสังเกตเห็นการแต่งตัวของแชนซ์ประณีต แต่เป็นแบบโบราณ เพราะแชนซ์สวมชุดของเจ้านายเก่าของเขา เบนเข้าใจว่าแชนซ์เป็นผู้ดีเก่าตกยาก

    ทั้งสองสนทนากัน เบนเห็นว่าแชนซ์ฉลาด หลักแหลม ซึ่งเกิดจากการใช้ภาษากำกวม หรือคนละเรื่องเดียวกัน ไม่ใช่เพราะแชนซ์ฉลาด

    เบนเป็นที่ปรึกษาของประธานาธิบดี จึงพาแชนซ์ไปพบประธานาธิบดี ในช่วงหนึ่งพวกเขาพูดเรื่องเศรษฐกิจ แชนซ์เปรียบเทียบความเจริญของเศรษฐกิจกับการปลูกต้นไม้ในสวน ประธานาธิบดีเข้าใจว่าแชนซ์พูดเปรียบเทียบ นึกชมว่าาแชนซ์ฉลาด

    เมื่อประธานาธิบดีพูดกับประชาชน ก็เอ่ยชื่อ Chauncey Gardiner ทำให้ทันใดนั้นแชนซ์กลายเป็นดาวเด่นในวอชิงตัน ออกรายการสัมภาษณ์มากมาย

    แชนซ์ออกรายการต่างๆ พูดจาโดยไม่เข้าใจบริบท แต่มักโยงเข้ากับการทำสวน และยกคำพูดที่เขาได้ยินจากทีวี ผู้คนก็เชื่อว่าเขาฉลาดหลักแหลม บวกกับบุคลิกอ่อนโยนของเขา ใครๆ ก็ชอบเขา

    หน่วยสืบราชการลับของหลายประเทศเริ่มสืบประวัติของแชนซ์ แต่ไม่พบอะไรเลย

    เบนผู้กำลังจะตายเสนอให้อีฟภรรยาใกล้ชิดกับแชนซ์ อีฟเข้าหาแชนซ์ แต่เขาไม่สนใจเรื่องเซ็กซ์ ก็จูบอีฟตามที่เขาเห็นในหนังทีวี แล้วหยุดกะทันหัน อีฟถามแชนซ์ว่า เขาชอบแบบไหน (หมายถึงเซ็กซ์) แชนซ์ตอบว่า "I like to watch." (ผมชอบดู - หมายถึงชอบดูโทรทัศน์) อีฟจึง... (ท่อนนี้ขออนุญาตเซ็นเซอร์)

    คะแนนนิยมของประธานาธิบดีตกต่ำ คนรอบตัวจึงเสนอให้แชนซ์เป็นประธานาธิบดีคนต่อไป

    ในตอนจบ แชนซ์เดินข้ามทะเลสาบโดยไม่จมน้ำ

    Being There เป็นหนังที่ต้องตีความ ออกแนวเสียดสีสังคม มันสะท้อนสังคมที่เลือกผู้นำตามภาพที่เห็นบนจอทีวี และตีความคำพูดของคนผู้นั้นตามที่สมองของตนอยากเชื่อ ไม่ว่าพูดเหลวไหลเลอะเทอะอะไร คนที่เชื่อก็ตีความว่าเป็นความฉลาด เป็นอัจฉริยะ ทำให้สามารถเลือกใครสักคนเป็นผู้นำ ทั้งที่คนผู้นั้นอาจเป็นคนปัญญาอ่อน

    นี่ก็คือคำตอบว่าทำไมชาวเยอรมันค่อนประเทศสามารถเดินตามฮิตเลอร์ไปสู่ความพินาศ และในยุคที่เต็มไปด้วยเด็กในร่างผู้ใหญ่ สามารถเชื่อคนที่ให้คำสัญญาว่างเปล่าบนหน้าจอโทรทัศน์

    เพราะเมื่อเลือกเชื่อภาพลวงตา ก็สามารถสั่งสมองให้เชื่อว่าตนเดินบนน้ำได้

    ท้ายที่สุดก็จมน้ำตายทั้งประเทศ

    วินทร์ เลียววาริณ
    9-4-26

    1
    • 0 แชร์
    • 26