• วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    ในอนาคต ชั้นเรียนวิชาการทหารของโลกคงจะรวมสงครามอิหร่านเป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน

    เรื่องหนึ่งคือการทำสงครามแบบไร้รูปแบบตายตัว (asymmetric warfare)

    เรื่องหนึ่งคือการศึกษาการตีความคำพูดของคน หรืออ่านระหว่างบรรทัด (reading between the lines)

    ทางการทูตระหว่างประเทศมีการใช้ภาษาเฉพาะ อ่านไม่ยาก แต่ในยุคใหม่นี้ ต้องตีความหลายชั้น ยกตัวอย่าง เช่น

    "เรากำลังช่วยคนในประเทศนั้นให้มีประชาธิปไตย" = เรากำลังจะบุกประเทศนั้น

    "พวกมันถล่มโรงเรียนของพวกมันเอง" = เรานั่นแหละถล่ม

    "ตอนนี้การเจรจาคืบหน้าไปมาก" = เราไม่ได้คุยอะไรกันเลย

    "เปิดช่องแคบภายใน 48 ชั่วโมง มิฉะนั้นเราจะถล่ม" = ไม่เปิดก็ไม่เปิด จะทำอะไรมันได้ล่ะ

    "อิหร่านต้องการเจรจาสันติภาพกับเรา" = อิหร่านยังไม่รู้เรื่องเลย

    "เรากำลังปลดปล่อยประเทศนั้นให้เป็นอิสระจากทรราช" = กูจะเอาน้ำมัน

    "เราแค่ซ้อมรบตามปกติ" = เราบุกแน่

    "เราได้ทำลายที่ตั้งศูนย์อาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านหมดสิ้นแล้ว" = เรากำลังจัดฉากหาทางลงสวยๆ

    "เราอยากเจรจามากกว่ารบ" = เราอยากให้ราคาหุ้นขึ้นมาหน่อย

    "เราจะรบไปถึงที่สุด" = เราจะใช้ภาษีประชาชนเป็นค่าอาวุธ

    "เราเด็ดหัวผู้บัญชาการของอีกฝ่ายหมดแล้ว" = เขาก็เด็ดหัวผู้บัญชาการฝ่ายเราเหมือนกัน

    "เราเหลือขีปนาวุธอีกเพียบ" = เพียบคือเพียบหนัก

    "ผมจะไม่ซักผ้าอีกแล้ว" = "ที่รักจ๊ะ เก็บผงซักฟอกไว้ที่ไหนจ๊ะ?"

    เอ๊ะ! ข้อสุดท้ายไม่เกี่ยว แต่ช่างเถอะ ขี้เกียจลบแล้ว

    วินทร์ เลียววาริณ
    24-3-26

    1
    • 0 แชร์
    • 20
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    นาทีนี้ท่านตั้มกำลังหาทางลง แต่ดูเหมือนจะเจอทางตัน

    ทางที่ดูเหมือนง่ายที่สุดคือท่านตั้มแค่ประกาศว่าข้าพเจ้าชนะ(อีกแล้ว) แล้วถอยทัพ

    แต่ปัญหาคือต่อให้ท่านตั้มถอย อิหร่านก็ยังไม่ยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

    ทำไม?

    เพราะมันก็จะวนในวงกตเดิมของละครรีเมกคือ เมื่อพี่เนทันพร้อม ก็คงบุกอิหร่านอีกรอบ

    เพราะคำสัญญาของท่านตั้มไม่มีความหมายอะไรอีกแล้ว ไม่มีใครเชื่อ

    ผู้นำยุคก่อนรักษาสัญญา ผู้นำรุ่นนี้โกหกเป็นไฟ

    อิหร่านต้องการ "ให้มันจบที่รุ่นเรา" นั่นคือต้องมีหลักประกันชัดเจนว่าสหรัฐฯไม่มีทางกลับมาอีก

    ข้อเรียกร้องข้อหนึ่งของอิหร่านคือให้สหรัฐฯและอิษราเอรจ่ายค่าเสียหายทั้งหมด โทษฐานถล่มอิหร่านจนราบ

    นี่เป็นราคาที่สูงมาก แต่ความจริงอาจไม่ยากอย่างที่คิด นั่นคืออิหร่านอาจเก็บค่าเสียหายจากเรือทุกลำที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

    ไม่จ่ายก็ไม่ต้องออก

    อีกข้อเรียกร้องหนึ่งคือ สหรัฐฯต้องออกไปจากตะวันออกกลางอย่างถาวร

    ขอมากไปไหม? เป็นไปได้จริงหรือ?

    ขึ้นอยู่กับสหรัฐฯมีทางเลือกไหม

    สหรัฐฯเคยทำอย่างนี้หรือเปล่า?

    คำตอบคือเคย

    ในเดือนตุลาคม ปี 1962 ช่วงสงครามเย็น สหรัฐฯยุคประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี เผชิญหน้ากับสหภาพโซเวียตยุค นิกิตา ครุสเชฟ เกือบเกิดสงครามโลกครั้งที่สาม

    เรื่องมีอยู่ว่าสหรัฐฯไปตั้งฐานหัวรบนิวเคลียร์ที่อังกฤษในปี 1959 สองปีต่อมาก็ไปตั้งฐานที่อิตาลีและตุรกี จ่อคอหอยโซเวียต

    โซเวียตก็ไปตั้งฐานขีปนาวุธนิวเคลียร์ที่คิวบา จ่อคอหอยสหรัฐฯ เครื่องบินสายลับ U-2 ของอเมริกันถ่ายรูปฐานนั้นได้

    เคนเนดีส่งเรือรบไปปิดล้อมคิวบา พร้อมชน

    ทีแรกซีไอเอคิดส่งคนไปล้มรัฐบาลคิวบา แต่เคนเนดีบอกแค่ล้อมคิวบาก็พอ

    วิกฤติครั้งนี้เรียกว่า The Cuban Missile Crisis กินเวลาสิบสามวัน (ใครสนใจดูหนังเรื่อง Thirteen Days ของ Roger Donaldson นักแสดง Bruce Greenwood เล่นเป็นประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี หนังตื่นเต้นดี)

    ทั้งสองฝ่ายเจราจากัน โซเวียตยอมถอย โดยมีข้อแม้ เพราะถ้าถอยไปเฉยๆ ก็เสียเชิงและเสียฐานการเมือง

    โซเวียตยอมรื้อฐานขีปนาวุธที่คิวบา แลกกับการที่สหรัฐฯถอนฐานขีปนาวุธที่ตุรกี และคำสัญญาว่าจะไม่บุกคิวบาอีก

    มันไม่มีอะไรได้อย่างเดียว ต้องเปิดทางให้อีกฝ่ายมีทางหนีอย่างสง่างามในระดับหนึ่ง

    ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี กลายเป็นพระเอก ส่วนครุสเชฟก็หมดอำนาจทางการเมือง เพราะคนมองว่าเขาเสียเชิงแก่สหรัฐฯ เนื่องจากไม่มีข่าวเรื่องสหรัฐฯยอมถอนฐานขีปนาวุธเช่นกัน

    สหรัฐฯไม่เคยเรียนรู้ประวัติศาสตร์ เพราะหลายสิบปีต่อมา เมื่อขยาย NATO ไปที่ยูเครน ก็ซ้ำรอยเดิมครั้งขยายไปที่อิตาลีและตุรกี ปูตินก็สั่งบุกยูเครน

    มาถึงวันนี้ สหรัฐฯส่งเรือรบไปล้อมอิหร่านคล้ายกัน แต่ทำอะไรอิหร่านไม่ได้ เพราะฉากของสงครามต่างกัน ครั้งนี้มีภูมิประเทศมาเกี่ยว และมันกำหนดยุทธศาสตร์ของอิหร่าน

    ถ้าไม่มีช่องแคบฮอร์มุซ ป่านนี้อิหร่านคงพังไปแล้ว เพราะไม่มีกระบวนท่าไม้ตาย

    มีความเป็นไปได้สูงที่หลังจบสงคราม รัฐ GCC ทั้งหลายอาจต้องพิจารณาว่าจะต่อสัญญาจ้างยามรักษาหมู่บ้านแก่บริษัทตั้มจำกัดอีกหรือไม่

    ที่ผ่านมาทำงานไม่คุ้มเงินเดือน เพราะรับเงินจากหมู่บ้านนี้ แต่ไปเฝ้าอีกหมู่บ้าน

    วินทร์ เลียววาริณ
    23-3-26

    1
    • 0 แชร์
    • 36
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    ตอนผมเป็นเด็กนักเรียน การเขียนหนังสือ ทำการบ้าน ทุกอย่างทำด้วยดินสอเป็นหลัก

    เด็กทุกคนจึงต้องมีกบเหลาติดตัว

    กบเหลาที่เราใช้เมื่อห้าสิบปีก่อนไม่ต่างจากตอนนี้ ไม่ได้วิวัฒนาการไปจากเดิมเท่าไร เป็นแท่งเล็ก ๆ ฝังใบมีด มีรูให้เสียบปลายดินสอ ด้านหนึ่งเป็นช่องให้ไส้ดินสอออกมา

    ผมในวัยเด็กมักทึ่งว่ามันเป็นกลไกที่น่าอัศจรรย์ เสียบดินสอเข้าไปแล้วหมุนดินสอหรือกบ ไส้ดินสอก็ออกมาทางหนึ่ง  ความแหลมเท่ากันทุกครั้ง

    ต่อมาเห็นเพื่อนที่มีฐานะใช้กบเหลาแบบใหญ่ เป็นฐานมั่นคง มีที่เสียบดินสอ  ก้านหมุน เวลาใช้ก็เสียบดินสอ ยึดไว้ด้วยตัวหนีบ หมุนก้านเหลา เศษดินสอตกลงไปในกล่องใส เมื่อเต็มก็นำไปเททิ้ง

    เป็นกบเหลาที่เข้าท่ามาก เห็นแล้วอยากได้ แต่ไม่มีปัญญาซื้อ

    กบเหลาชนิดนี้ก็ไม่ได้วิวัฒนาการต่างจากเดิม

    บ้านผมเป็นร้านทำและซ่อมรองเท้า มีเครื่องมือมากมาย หนึ่งในนั้นเป็นมีดตัดรองเท้าทรงตัว L ใช้ตัดหนัง ด้ามจับไม้กับแผ่นมีดยาวแบนตั้งฉากกัน

    ตอนเด็กผมซนเอาการ ชอบเล่นเครื่องมือต่าง ๆ มักใช้มีดชนิดนี้เหลาดินสอ ทั้งที่มันไม่ได้ออกแบบมาให้ทำหน้าที่เหลาดินสอ

    วันหนึ่งเหลาอย่างไรไม่รู้ ไส้ดินสอแทงทะลุเล็บนิ้วหัวแม่มือ หักคาฝังอยู่ใต้เล็บ

    ยื่นมือให้พ่อแม่ดู ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับไส้ดินสอที่ฝังในเล็บและเด็กจอมซนคนนี้ดี

    ในที่สุดก็ต้องไปหาหมอ หมอบอกว่าไม่ต้องทำอะไร รอให้ขึ้นหนองก่อน

    ผ่านไปราวหนึ่งสัปดาห์ ก็เกิดหนองใต้เล็บสมดั่งคำพยากรณ์ของหมอ! คราวนี้เจ็บมาก นิ้วบวม กลับไปหาหมออีกครั้ง

    หมอไม่พูดพล่ามทำเพลง คว้ากรรไกรขนาดเล็กที่คมมาก ตัดเล็บฉับ ๆ โดยไม่มีคำปลอบโยน ไม่มียาชาใด ๆ ตัดเล็บอย่างไม่รู้ไม่ชี้ ไม่มองหน้าเด็กที่ตาละห้อยอยู่ ความเจ็บไม่ต้องพูดถึง รู้ตัวอีกทีเล็บหายเกลี้ยงไปจากนิ้วหัวแม่มือ ยังไม่หมดเวรกรรม หมอขูดหนองออก แล้วใส่ยา พันผ้าไว้

    ยัง! ยังไม่หมดเวรกรรมเท่านั้น หลังจากนั้นทุกวันหลังเลิกเรียน ก็แวะร้านหมอเปลี่ยนผ้าพันแผล แรก ๆ ทุกครั้งที่แกะผ้าออก ก็ร้องโอย ๆ เพราะผ้าเกาะติดกับแผล ผ่านไปนับเดือนแผลจึงแห้ง หลังจากนั้นก็รอเล็บใหม่งอก กินเวลาหลายเดือนกว่าเล็บจะเข้าที่

    ตั้งแต่นั้นมาก็เลิกยุ่งกับ ‘กบเหลา’ แบบนี้ไปจนตาย

    กบเหลาแบบต่อมาที่ผมทึ่งคือกบเหลาไฟฟ้า เสียบปลายดินสอเข้าไปปุ๊บ แหลมปั๊บ เหมือนเนรมิต

    ช่างเป็นประดิษฐกรรมที่ยอดเยี่ยมอะไรเช่นนี้

    เมื่อเรียนสถาปัตย์ ดินสอไม้กลายรูปเป็นดินสอกดไส้ แต่กระนั้นก็ยังต้องเหลา หน้าตากบเหลาเป็นกระปุก ด้านบนมีรูให้เสียบปลายไส้ดินสอ สามารถยึดกับโต๊ะ เวลาเหลาก็เสียบไส้ลงไป แล้วหมุนปากกาเป็นวง ก็เข้าท่าเหมือนกัน

    เมื่อเข้าสู่โลกของการออกแบบโฆษณาและกราฟิก ดีไซน์ ก็ ‘back to basic’ หวนกลับมาใช้ดินสอไม้ตามเดิม คราวนี้ใช้มีดคัตเตอร์ธรรมดาเหลา

    ผมรู้สึกว่าการเหลาดินสอเป็นการทำสมาธิที่ดีอย่างหนึ่ง ค่อย ๆ ปาดใบมีดไป แล้วหมุนดินสอ เพ่งอยู่ที่ปลาย มิเช่นนั้นอาจบาดเจ็บได้

    ดินสอเป็นประดิษฐกรรมที่ยอดเยี่ยมชนิดหนึ่งของมนุษย์ ง่าย และใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ จึงไม่แปลกที่แทบไม่มีวิวัฒนาการของดินสอ มันสมบูรณ์แบบมาตั้งแต่แรกแล้ว

    ชีวิตก็เหมือนดินสอ ใช้ไปนาน ๆ ก็สั้นลง ๆ

    ชีวิตคนเราสำคัญที่หัวและหัวใจ

    หัวใจต้องอ่อนโยน แต่หัวต้องแหลมคมเสมอ

    นี่คือเหตุผลที่เราต้อง ‘เหลา’ หัวเป็นระยะ ให้สมองคมเสมอ

    หาความรู้ เปิดรับความรู้ใหม่ ๆ ครุ่นคิดพิจารณา วิเคราะห์เพื่อต่อความความคิดออกไป

    คนที่ปล่อยชีวิตไหลไปเรื่อย ๆ โดยไม่คิดเรียนรู้อะไรใหม่ ก็เท่ากับปล่อยชีวิตให้ทู่ ขีดเขียนอะไรก็ไม่แหลมคม

    และไม่มีสิ่งใดน่าเบื่อเท่าลายเส้นชีวิตที่ทู่แสนทู่

    วินทร์ เลียววาริณ
    24-3-26

    จาก 1 เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้
    61 บทความ 190.- บทความละ 3.1 บาท
    หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
    https://www.winbookclub.com/store/detail/150/1%20เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้ 

    ทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395 

    1
    • 0 แชร์
    • 16
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    หากเรานับเลข 60 เป็นวัยเกษียณ ผมก็ผ่านวัยเกษียณมาสิบปีแล้ว

    ตลอดเวลา 'เกษียณ' ทำงานเขียนหนังสือตลอดทุกวัน กะว่าจะเขียนจนตายคาโต๊ะทำงาน (น่าจะดีกว่าตายบนเตียงพร้อมท่อเต็มร่างในโรงพยาบาล)

    เขียนหนังสือจึงอาจจัดว่าเป็นอาชีพสุดท้าย

    คนเราไม่ว่าจะมีกี่อาชีพในชีวิต ก็จะมีอาชีพสุดท้ายเสมอ

    ‘อาชีพสุดท้าย’ ในที่นี้มิได้หมายถึงอาชีพที่เราประกอบในช่วงสุดท้ายเสมอไป หากมีความหมายในเชิงนามธรรม นั่นคืออาชีพที่เราคิดจะปักหลักไปจนตาย

    ‘อาชีพสุดท้าย’ จึงมักหมายถึงอาชีพในฝัน อาชีพที่เรารัก หรืออยากทำ หรืออย่างน้อยก็ไม่ต้องกล้ำกลืนฝืนทนทำ เป็นอาชีพที่ไม่คิดจะเปลี่ยนอีกแล้ว จนเราสามารถเอ่ย “นี่เป็น อาชีพสุดท้ายของฉัน”

    คืออาชีพที่อยากทำไปจนวันตาย

    บางครั้งอยากทำมันมากจนไม่คิดจะหยุดในวันที่โลกกำหนดให้เป็นวันเกษียณ อยากทำจนตาย

    หากใช้นิยามนี้ คนจำนวนมากในโลกอาจไม่มี ‘อาชีพสุดท้าย’ จริง ๆ

    สำหรับผม แม้คิดว่าอาชีพสุดท้ายคือนักเขียน แต่จากประสบการณ์ชีวิต พบเห็นสัจธรรมของความไม่แน่นอน ผมไม่กล้าฟันธงจนกระทั่งถึงวันสุดท้ายบนโลก เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าแน่นอนว่า อาชีพสุดท้ายของเราคืออะไร ต่อให้ในวันนี้เรามั่นใจขนาดไหนก็ตาม

    สมัยเมื่อผมทำงานสถาปนิก ผมเชื่อมั่นร้อยเปอร์เซ็นต์ว่ามันจะเป็นอาชีพสุดท้ายของตนเอง เมื่อทำงานโฆษณา ก็เชื่อมั่นเช่นเดียวกัน

    เหล่านี้กลายเป็นอดีตไปหมดแล้ว

    ใครจะรู้ ถ้ารู้สึกว่าสนุกกว่าที่ทำอยู่ในวันนี้ วันหนึ่งผมอาจจะมี ‘อาชีพสุดท้าย’ เป็นอย่างอื่นก็ได้ อาจเปลี่ยนเป็นคนขายน้ำเต้าหู้ เจ้ามือพนัน พระ ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ

    เรารู้ได้อย่างไรว่าอะไรคือ ‘อาชีพสุดท้าย’ ของเรา?

    ง่ายนิดเดียว ใช้หัวใจตัวเองวัด

    อาชีพสุดท้ายคืองานที่เราทำแล้วหัวใจเต้นแรง ตื่นขึ้นมาทุกเช้าอยากทำงานนั้น (Ikigai) มันเป็นหัวเทียนจุดประกายเครื่องยนต์แห่งชีวิต

    อาชีพสุดท้ายที่ทำจนวันตายก็คือเป้าหมายในอุดมคติของเรา

    ดังนั้นยิ่งรู้เร็วเท่าไรว่าอะไรคืออาชีพสุดท้าย ก็ยิ่งมีเวลาพัฒนาตนเป็นผู้เชี่ยวชาญในสายนั้นเร็วขึ้น

    แต่แม้จะรู้ช้า ก็ยังดีกว่าไม่รู้เลย

    ถ้าเราเชื่อชีวิตอุดมคติ เราก็คงเชื่อว่าเราสามารถมีอาชีพสุดท้ายที่เราชอบได้

    แต่ส่วนใหญ่ อาชีพสุดท้ายมาจากการสร้าง ไม่ใช่รอคอย เพราะยากที่เราจะรู้ว่าตนเองรักจะทำงานอะไรหากไม่ลงมือทำ หรือคลุกคลี

    นี่หมายความว่าเราต้องเปิดหูเปิดตา เปิดหัว เปิดใจ เพื่อรับสิ่งใหม่ ๆ สิ่งที่ไม่คุ้นเคย เข้าสู่พื้นที่ที่ไม่เคยไป เพื่อสร้างโอกาสของการพบ ‘อาชีพสุดท้าย’

    และบางครั้ง หลายคนก็พบ ‘อาชีพสุดท้าย’ หลังจากเข้าใจและเริ่มมองเห็นคุณค่าของอาชีพที่ตนทำอย่างทุกข์ทรมานมานาน

    และความเข้าใจนี้ก็อาจเปลี่ยนอาชีพนรกเป็น ‘อาชีพสุดท้าย’ ได้อย่างประหลาด

    คุณค่าของงานมาจากการมองแล้วเข้าใจ

    วินทร์ เลียววาริณ
    23-3-26

    บางท่อนจากจาก 1 เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้
    61 บทความ 190.- บทความละ 3.1 บาท
    หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
    https://www.winbookclub.com/store/detail/150/1%20เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้

    ทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395 

    1
    • 0 แชร์
    • 34
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    ดิเอโก การ์เซีย (Diego Garcia) เป็นฐานทัพของอังกฤษ ตั้งอยู่ที่มหาสมุทรอินเดีย ห่าง 400 กว่ากิโลเมตรจากมัลดีฟส์ มันถูกใช้เป็นฐานทัพร่วมกับสหรัฐฯมาตั้งแต่ยุค 1970

    ฐานทัพนี้อยู่ห่างจากอิหร่านราวสี่พันกิโลเมตร อังกฤษเช่าจากประเทศ Mauritius เป็นเวลา 99 ปีคล้ายเช่าฮ่องกง

    ในสงครามอิหร่าน อังกฤษอิดออดจะเข้าร่วมกับลูกพี่ใหญ่ ทีแรกปฏิเสธไม่ให้สหรัฐฯใช้ดิเอโก การ์เซีย เป็นฐานโจมตีอิหร่าน

    จนเมื่ออังกฤษบอกว่าเปลี่ยนใจแล้ว ยินดีให้สหรัฐฯใช้ฐานทัพ ท่านตั้มก็บอกว่า มาช้าไปหน่อย เอ็งหวังมาเกาะกระแสคนชนะใช่มั้ยล่ะ

    ผ่านไปสามอาทิตย์ ก็ยังไม่เห็นกระแสคนชนะ สหรัฐฯก็ใช้ ดิเอโก การ์เซีย เป็นฐานโจมตีอิหร่าน

    แต่อิหร่านเคยขู่ว่าประเทศไหนให้สหรัฐฯเป็นฐานทัพโจมตีอิหร่าน จะถือว่าเป็นศัตรูกับอิหร่านด้วย ที่ผ่านมาก็เอาจริง​โดยโจมตีประเทศในกลุ่ม GCC ที่ให้สหรัฐฯตั้งฐานทัพ

    ดังนั้นอิหร่านถือว่าอังกฤษเป็นศัตรูด้วย

    เนื่องจาก ดิเอโก การ์เซีย อยู่ห่างจากอิหร่านสี่พันกิโลเมตร จึงปลอดภัยจากขีปนาวุธอิหร่านแน่ๆ เพราะนักการทหารตะวันตกประเมินมาตลอดหลายปีนี้ว่า อิหร่านมีขีปนาวุธที่ไปได้ไกลที่สุด 2 พันกิโลเมตร ทุกแหล่งข่าวยืนยันตรงกัน

    แต่เมื่อวานนี้ ปรากฏขีปนาวุธพิสัยกลาง (intermediate-range ballistic missiles) สองลูกเดินทางข้ามมหาสมุทรระยะทางสี่พันกิโลเมตรไปปรากฏตัวที่ ดิเอโก การ์เซีย

    ขีปนาวุธลูกหนึ่งไม่ทำงาน อีกลูกหนึ่งถูกเจ้าถิ่นสกัดไว้ได้

    แม้ฐานทัพจะปลอดภัย แต่มันทำให้อังกฤษและสหรัฐฯสะดุ้ง

    การประเมินว่าอิหร่านมีขีปนาวุธที่ไปได้ไกลที่สุด 2 พันกิโลเมตรนั้นผิดพลาดโดยสิ้นเชิง

    อาวุธอิหร่านไปได้ไกลอย่างน้อยสองเท่าของตัวเลขที่ประเมิน

    ระยะทาง 2 พันกิโลเมตรนี้ หากเปลี่ยนทิศไปที่อังกฤษ ขีปนาวุธอิหร่านสามารถหล่นกลางกรุงลอนดอนได้

    อิหร่านกำลังส่งสัญญาณถึงยุโรปว่า "อย่าหาทำ" หากพวกท่านเข้าร่วมสงครามกับพี่ตั้ม ก็พึงตระหนักว่าจะเจออะไร

    เพราะอิหร่านไม่ใช่กาซา นึกจะถล่มรายวันก็ถล่ม You know me little go

    คำถามแรกคือสี่พันกิโลมตรคือระยะสูงสุดของขีปนาวุธอิหร่านแล้วหรือไม่

    คำถามที่สองคืออิหร่านมี ICBMs (InterContinental Ballistic Missiles คือขีปนาวุธระยะ 5,500 กม.ขึ้นไป) ที่ไปถึงสหรัฐฯได้หรือไม่?

    ยังไม่มีใครรู้แน่

    แต่ตอนนี้ ผู้นำยุโรปทั้งหลายอาจนอนไม่ค่อยหลับ ก่ายหน้าผากขบคิดว่า จะเอายังไงดี จะรบสองศึกในเวลาเดียวกันตอนที่เศรษฐกิจก็ย่ำแย่หรือ? รบกับปูตินแล้ว ยังจะรบกับอิหร่าน เพราะแค่ให้พี่ตั้มยืมฐานทัพ ก็เท่ากับเลือกฝ่ายเรียบร้อยแล้ว แลเห็นผู้นำประเทศในกลุ่ม GCC ตอนนี้กำลังซดน้ำใบบัวบกแก้ช้ำในเพราะค่ายามประจำหมู่บ้านที่จ่ายให้พี่ตั้มไม่ช่วยอะไรเลย

    บทเรียนจากเรื่องนี้คือ ถ้าเป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ จงอย่ารบกับประเทศที่ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว มันสู้แบบ mad blood จริงๆ

    แต่ถ้าเป็นเรื่องการเมืองภายในครอบครัว จงอย่ารบกับเมียเป็นอันขาด เคี้ยกเคี้ยก

    วินทร์ เลียววาริณ
    22 have field 2569

    1
    • 0 แชร์
    • 31