-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
ทุกวันอาทิตย์ผมมักลงข้อเขียนเกี่ยวกับศาสนา ลงเรื่องเซนมาหลายปี สลับกับงานเขียนของพระไพศาล วิสาโล ก็อีกหลายปี
วันอาทิตย์นี้เบรกด้วยงานชุด วินทร์-วินทร์ Situation
บางคนอ่านท่อนเปิดเรื่องแล้วเข้าใจผิด คิดว่านี่เป็นเรื่องของคนไม่มีศาสนา ไม่ใช่ครับ ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง วินทร์-วินทร์ Situation เป็นงานศาสนาล้วนๆ เล่าเรื่องศาสนาต่างๆ ในโลก เพื่อให้ผู้อ่านรู้ที่มาที่ไป แล้วนำไปประกอบการตัดสินใจในวิถีทางชีวิตของตนได้
งานแบบนี้เรียกว่าศาสนาเปรียบเทียบ (Comparative religion) เป็นวิชาที่บางคณะสอน ในเมืองไทยก็มีคนเขียนหลายคนหลายเล่ม แต่ออกไปทางวิชาการ
ผมจะใช้วิธีเล่าเรื่อง มีบทสนทนาคล้ายนิยาย เพื่อไม่ให้หลับ ไม่งั้นเสียชื่อคนเขียนหมด
ที่มาของ วินทร์-วินทร์ Situation คือ ผมอยากให้ความรู้เรื่องศาสนา แต่ก็ต้องการให้มุมมองทุกด้าน นั่นคือใส่คำถาม คำแย้งที่เคยได้ยินมาลงไปในหนังสือ
ผมใช้คอนเส็ปต์ของจักรวาลคู่ขนานมาเล่า นั่นคือสมมุติว่าในแต่ละจักรวาล มีคนชื่อ 'วินทร์ เลียววาริณ' ทว่า 'วินทร์' แต่ละคนแตกต่างกันในเรื่องความเชื่อ วินทร์ในโลกหนึ่งนับถือพุทธ วินทร์ในอีกโลกหนึ่งนับถือคริสต์ อิสลาม เต๋า เซน ฯลฯ บางคนก็ไม่มีศาสนา
แล้วก็จับ 'วินทร์' ทั้งหมดมานั่งคุยกันเรื่องศาสนา (เป็นที่มาของชื่อ วินทร์-วินทร์ Situation) เถียงหัวดำหัวแดงไปเลย 'วินทร์' คนไหนเห็นแย้ง ก็ให้เหตุผลมา
คนอ่านก็จะได้มองมุมมองแต่ละมุม และอาจช่วยเปิดโลกทัศน์ในเรื่องศาสนา
การยกให้ 'วินทร์' ในจักรวาลต่างๆ คุยกัน ก็เท่ากับบอกผู้อ่าน นี่ไม่ใช่ความเห็นของผม (คนเขียน) ผมแค่ยกความเห็นต่างๆ มาให้อ่านและขบคิด
ก็เป็นการเรียนศาสนาวิธีหนึ่ง ไม่ได้บอกว่าศาสนาใดดีกว่า หรือโปรโมทศาสนาใดเป็นพิเศษ คนอ่านไปคิดเอาเอง
หน้าปกของเล่มนี้เป็นรูปหลอดไฟสีต่างๆ หลอดไฟคือสัญลักษณ์ของความสว่างของศาสนา สีต่างๆ เป็นสัญลักษณ์ของยี่ห้อศาสนา ไม่มีอะไรดีกว่าอะไร แต่อาจมีสักหลอดหนึ่งที่เหมาะกับเรา
ถามว่าทำไมเราควรอ่านศาสนาเปรียบเทียบ? คำตอบของผมคือไม่อ่านก็ไม่เป็นไร แต่ในเมื่อเรามีเพียงชีวิตเดียว ทำไมไม่ใช้มันให้ดีที่สุด ทำไมไม่เลือกทางที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง ทำไมไม่ใช้ชีวิตด้วยมุมมองที่กระจ่างแจ้ง รู้ว่าจะเดินไปทางไหน
เพราะการเปิดสมองก็คือเปิดชีวิต
วินทร์ เลียววาริณ
28-6-26หมายเหตุ หนังสือเล่มนี้ทั้งลงให้อ่านฟรี ทั้งส่งเข้าห้องสมุด และจำหน่าย ท่านที่อยากได้เป็นเล่ม ก็สั่งซื้อได้ที่เว็บตามลิงก์นี้ ราคาไม่แพง ช่วยต่ออายุสำนักพิมพ์ให้อยู่ได้อีกเฮือก หมดแล้วก็จะไม่พิมพ์อีกให้เจ็บตัว
นี่เป็นงานที่เขียนด้วยความเหนื่อย และขายยาก ถ้าไม่รักความเจ็บปวด คงไม่ทำ
https://www.winbookclub.com/store/detail/141/วินทร์-วินทร์%20Situation
1- แชร์
- 25
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
[บทนำ]
ผมพบพวกเขา ณ บางจุดหรือบางมิติ ภายในหรือภายนอกจักรวาลผมก็ไม่รู้แน่ ผมรู้เพียงว่าพวกเขาคือผม และผมก็คือพวกเขา พวกเขาไม่ใช่ผม และผมก็ไม่ใช่พวกเขา พวกเขาเป็นมนุษย์คู่ขนานของผม...
แนวคิดเรื่องโลกคู่ขนานเกิดขึ้นมาจากทฤษฎีหลายจักรวาล ทฤษฎีนี้บอกว่าจักรวาลที่เราอาศัยอยู่นี้เป็นหนึ่งในล้าน ๆ ๆ จักรวาลข้างนอกโน้น แต่ละจักรวาลอาจมีกฎทางฟิสิกส์ต่างกัน แนวคิดโลกคู่ขนานขยายความทฤษฎีนี้ออกไปว่า ในแต่ละจักรวาลก็มีโลกของเรา แต่ละโลกแตกต่างกันในรายละเอียดปลีกย่อยและกฎฟิสิกส์ของจักรวาลนั้น ๆ พูดง่าย ๆ คือ ในแต่ละโลกคู่ขนานนั้นมีคุณและคนชื่อ วินทร์ เลียววาริณ อยู่มากมายนับไม่ถ้วน แต่ละคนแตกต่างกันออกไปตามสภาพแวดล้อมของโลกนั้น ๆ ในบางโลกคุณหรือผมอาจเป็นนักเขียน ในบางโลกคุณหรือผมอาจจะประสบความสำเร็จในชีิวิต อาจจะล้มเหลว อาจเป็นพ่อค้า ทหาร ตำรวจ โจร พระ ฆาตกรฆ่าต่อเนื่อง ฯลฯ เสมือนกระจกเงาจำนวนล้าน ๆ ใบที่สะท้อนภาพของเรา
มันอาจเป็นแค่ความฝันเพ้อเจ้อของนักฟิสิกส์และนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ แต่มองในมุมของปรัชญา พวกเขาแต่ละคนอาจเป็น ‘ทางเลือก’ ของเรา บางคนเป็นเราในเวอร์ชั่นที่เราอยากเป็น บางคนก็ไม่ใช่ พวกเขาแต่ละคนมีความคิดอ่านของตนเอง คำถามคือ สมมุติว่าคุณมีโอกาสสื่อสารกับ ‘คุณ’ คนอื่น ๆ ในจักรวาลอื่น คุณจะคุยอะไรกับพวกเขา ผมไม่อาจรู้ ผมรู้แต่ว่าผมมีเรื่องมากมายจะคุยกับ วินทร์ เลียววาริณ คนอื่น ๆ ในโลกอื่น ๆ
นี่คือบทสนทนาของผมกับผมกับผม... กับผม... ฯลฯ
และนี่คือ วินทร์-วินทร์ Situation
.........................
[ศาสนา X ตอนที่ 1]
วินทร์ #2009 : “เรารู้จักกันมานานเท่าไหร่แล้ว?”
วินทร์ #1001 : “ก็ตั้งแต่เกิด”
วินทร์ #2009 : “งั้นทำไมผมจึงไม่เข้าใจว่าทำไมคุณจึงไม่มีศาสนา?”
วินทร์ #1001 : “อ้าว! แล้วกัน ทำไมเข้าใจยังงั้นล่ะ? ผมไม่เคยคิดว่าตนเองไม่มีศาสนา แม้ว่าเคยพูดและเขียนทำนองนั้นหลายครั้ง แต่วลี ‘ไม่มีศาสนา’ มักเป็นคำพูดที่เราใช้กันในความหมายของคนที่ไม่ได้นับถือศาสนาใดเป็นพิเศษมากกว่าจะไม่มีศาสนาจริง ๆ เพราะมันแตกต่างอย่างใหญ่หลวงระหว่างการไม่มีศาสนากับการไม่สังกัดศาสนานะ”
วินทร์ #2009 : “แล้วมันแตกต่างกันยังไง?”
วินทร์ #1001 : “สังคมเรามองภาพลักษณ์ของคนไม่มีศาสนาว่าเป็นคนเลว คบไม่ได้ แต่ถามหน่อยเถอะ คุณเคยเจอคนไร้ศาสนาจริง ๆ สักคนมั้ย? แม้แต่ฆาตกรฆ่าต่อเนื่องซึ่งไม่รู้สึกผิดเวลาฆ่าคน ไม่รู้ว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ ก็อาจเคยจูงคนแก่ข้ามถนน หรือให้เงินขอทาน หรือเมาแล้วไม่ขับรถ ผมสงสัยว่าเราต้องทำหรือไม่ทำอะไรมากน้อยแค่ไหน จึงจะเข้าข่ายไร้ศาสนา”
วินทร์ #2009 : “คุณพูดเหมือนจะบอกว่า ไม่มีใครในโลกที่ไร้ศาสนาจริง ๆ คุณคิดว่าคนเราไม่มีศาสนาไม่ได้งั้นรึ?”
วินทร์ #1001 : “นี่แยกเป็นสองประเด็นไปแล้วนะขอรับ ประเด็นแรกคือจริงไหมที่ไม่มีใครในโลกที่ ‘ไม่มีศาสนา’ ส่วนประเด็นที่สองคือคนเราไม่มีศาสนาได้หรือเปล่า”
วินทร์ #200 : “แล้วคุณคิดว่าไงในประเด็นแรก?”
วินทร์ #1001 : “เราก็ต้องตกลงกันก่อนเรื่องคำจำกัดความของ ‘คนไม่มีศาสนา’ การสำรวจข้อมูลทั่วโลกที่ทำกันเมื่อไม่กี่ปีก่อนรายงานว่า โลกเรามีประชากรราวเจ็ดพันล้านคน เป็นชาวคริสต์ 31 เปอร์เซ็นต์ ชาวมุสลิม 23 เปอร์เซ็นต์ ชาวพุทธ 7 เปอร์เซ็นต์ อื่น ๆ อีก 3 เปอร์เซ็นต์ เหลือ ‘คนไม่มีศาสนา’ หรือพวก Irreligion ประมาณ 36 เปอร์เซ็นต์ ถ้าการทำเซอร์เวย์นี้ แม่นยำ ก็แปลว่ามีคนไม่มีศาสนาในโลกถึงกว่าสองพันห้าร้อยล้านคน เยอะนะครับ ว่ามั้ย?”
วินทร์ #2009 : “อืม! ใช่ เยอะจริงด้วย!”
วินทร์ #1001 : “และถ้า ‘คนไร้ศาสนา’ เลวและคบไม่ได้ เราก็มีคนเลวที่คบไม่ได้มากถึง...”
วินทร์ #2009 : “หนึ่งในสามของประชากรโลก”
วินทร์ #1001 : “ฟังดูน่าเป็นห่วงนะครับ!”
วินทร์ #2009 : “มองโลกในแง่ดีคือคนที่มีศาสนาก็ยังมากกว่าอยู่ดี คือสองในสาม”
วินทร์ #1001 : “จะบอกว่าแง่ดีหรือแง่ร้ายก็เป็นเรื่องนานาจิตตังไม่ใช่หรือ? คุณว่าแปลกมั้ยที่ในโลกซึ่งประชากรสองในสามมีศาสนากลับเป็นโลกที่แสนวุ่นวาย โกง ปล้น ขโมย ข่มขืน ฆ่ากันตายทุกวัน และหนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ เรื่องแย่ ๆ ก็ไม่ได้มาจากเฉพาะคนหนึ่งในสามของประชากรโลกซึ่ง ‘ไม่มีศาสนา’ แต่ที่ขันขื่นอย่างยิ่งคือ ความขัดแย้งทางความเชื่อทางศาสนาสามารถทำให้คนที่มีศาสนาเกลียดกัน ทะเลาะกัน หรือกระทั่งฆ่ากันได้”
วินทร์ #2009 : “ก็จริงของคุณ”
วินทร์ #1001 : “ผมคิดง่าย ๆ ว่า หากคนสองในสามของโลกมีศาสนาจริง ๆ คุกก็ควรมีจำนวนน้อยลง ตรรกะนี้ใช้ได้มั้ย?”
วินทร์ #2009 : “ก็ใช้ได้”
วินทร์ #1001 : “แต่ความจริงคือคนเข้าคุกเพ่ิมมากขึ้นทุกปี สร้างเรือนจำเท่าไรก็ไม่พอ”
วินทร์ #2009 : “คุณกำลังบอกว่าอะไร?”
วินทร์ #1001 : “ผมกำลังบอกว่า หนึ่ง ระบบศาสนาอาจทำงานไม่ได้ผลตามอุดมคติและเป้าหมาย หรือสอง คนที่บอกว่ามีศาสนา อาจมีศาสนาแค่เปลือก หรือเสื้อคลุม ทีนี้มีอีกเรื่องนึงที่น่าสนใจ ตัวเลขเซอร์เวย์รายงานว่าจำนวน ‘คนไร้ศาสนา’ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ๆ ข้อมูลก็ยังบอกว่าครึ่งหนึ่งของ ‘คนไม่มีศาสนา’ นับถืออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์รูปใดรูปหนึ่ง”
วินทร์ #2009 : “ผมคิดว่าพวกเขาวัดความไม่มีศาสนาที่การไม่สังกัดศาสนาหลัก ๆ ของโลก มากกว่าจะไม่มีศาสนาจริง ๆ...”
วินทร์ #1001 : “สมมุติว่าคุณกรอกแบบฟอร์มช่องศาสนาว่า ‘พุทธ’ หรือ ‘คริสต์’ หรือ ‘อิสลาม’ แต่เมาเช้าเมาเย็น หรือขายเสียงให้นักการเมืองชั่ว ๆ อย่างนี้คุณยังเป็นพุทธหรือ ‘คริสต์’ หรือ ‘มุสลิม’ ไหม? ถ้ามาตรวัดของศาสนิกชนคือคนที่ปฏิบัติตามหลักศาสนาของตนครบครัน ผมว่าเราอาจเหลือคนที่มีศาสนาไม่ถึงหนึ่งในสิบของประชากรโลก”
วินทร์ #2009 : “คุณกำลังบอกว่าข้อมูลเซอร์เวย์นี้ไม่ถูก?”
วินทร์ #1001 : “เปล่า ผมแค่สงสัยว่าคนให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน สมมุติว่านาย ก. เชื่อหลักของศาสนาหนึ่ง แต่ปฏิบัติตามหลักไม่ได้ทั้งหมด ส่วนนาย ข. ไม่เชื่อหลักศาสนาใด แต่ยังปฏิบัติตนตามหลักบางข้อของบางศาสนา หากเราจัดว่า นาย ก. เป็นคนมีศาสนา เราก็ไม่อาจจัดว่านาย ข. ไร้ศาสนา เพราะทั้งคู่ปฏิบัติตนไม่ต่างกันเท่าไหร่ ใช่มั้ย?”
วินทร์ #2009 : “งั้นคุณจะจัดประเภทศาสนิกชนยังไง?”
วินทร์ #1001 : “ปัญหาคือเราชอบจัดประเภทน่ะซี!”
(อ่านตอนต่อไปสัปดาห์หน้า ถ้ามีคนสนใจ)
วินทร์ เลียววาริณ
28-6-26จากหนังสือ วินทร์-วินทร์ Situation
https://www.winbookclub.com/store/detail/141/วินทร์-วินทร์%20Situation1- แชร์
- 16
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
เป็นเรื่องบังเอิญที่เมื่อวานนี้ลงบทความเกี่ยวกับ นิก วอยอาชิช ชาวคริสต์ผู้สร้างแรงบันดาลใจให้คนทั้งโลก คืนก่อนหน้านั้นผมเพิ่งคุยกับตัวเอง ถามตัวเองว่า ผมพอจะจัดเป็นศาสนิกชนของศาสนาไหน
ผมเป็นสายพันธุ์จับฉ่าย เดินตามรอยหลักคิดของหลายศาสนาหลายปรัชญาหลายแนวคิด แม้ชีวิตจะใช้หลักพุทธค่อนข้างมาก แต่ก็ไม่กล้าเรียกตัวเองว่าชาวพุทธ
สมัยก่อนเวลากรอกเอกสาร มักมีช่องศาสนา คนไทยส่วนใหญ่ก็กรอก "พุทธ" โดยอัตโนมัติ
ถ้าผมจำไม่ผิด บัตรประชาชนสมัยก่อนต้องระบุศาสนาด้วย
ครั้งหนึ่งผมกรอกเอกสารทางราชการในช่องศาสนาลงไปว่า "ไม่มี" คนรับเอกสารก็มองผมด้วยสายตาแปลกๆ เพราะคนไม่มีศาสนามักมีภาพของคนไม่ดี
ครั้งหนึ่งตอนกรอกเอกสารในต่างประเทศ ก็เขียนว่า "freethinker"
โชคดีที่ตอนนี้ ไม่ค่อยมีช่องศาสนาให้กรอก
นี่ไม่ใช่เพราะผมไม่มีศาสนา เรียกว่า "ไม่สังกัดค่ายเพลง" จะตรงกว่า
คนส่วนใหญ่มองว่า คนที่ไม่บอกว่าตนเองนับถือศาสนาอะไรเป็นเรื่องแปลก เพราะศาสนาเป็นสิ่งดีงาม ก็ควรเลือกเอาสักหนึ่ง
ผมเขียนบทความเกี่ยวกับคนที่สร้างแรงบันดาลใจจำนวนมากที่นับถือศาสนาต่างๆ เช่น นิก วอยอาชิช ผู้เดินตามรอยศาสนาคริสต์ ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ ผู้เดินตามรอยศาสนาอิสลาม ธรรมทาส พานิช ผู้เดินตามรอยพุทธศาสนา ติช นัท ฮันห์ ผู้เดินตามรอยเซน ฯลฯ แต่ทั้งหมดนี้ไม่ใช่บทความเกี่ยวกับศาสนา เป็นบทเรียนของการต่อสู้ในชีวิต หรือมุมมองเกี่ยวกับการใช้ชีวิต ซึ่งคนทุกศาสนาหรือคนไม่มีศาสนาsรือคนไม่สังกัดค่ายเพลงอย่างผม ก็สามารถใช้เป็นแบบอย่างได้
ในกรณีที่ผมเขียนบทความเกี่ยวกับศาสนาและปรัชญา ผมก็เขียนว่ามันเป็นอย่างไร ปฏิจจสมุปบาททำงานอย่างไร อู๋เหวยทำงานอย่างไร Stoicism มีหลักการอะไร ฯลฯ
ในฐานะคนไม่สังกัดค่ายเพลง ผมจะไม่ชี้นำว่าชีวิตจะดีได้ต้องเดินตามศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ผมว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัว ทางใครทางมัน
ตลอดชีวิตผมเจอคนที่พยายามโน้มน้าวผมให้นับถือศาสนานี้ศาสนานั้นบ่อยมาก ผมเชื่อว่าพวกเขาหวังดี เชื่อว่าพวกเขามีความสุขเพราะเดินตามสายทางของศาสนาของพวกเขา หรือเชื่อว่าความสุขของพวกเขามาจากศาสนา และอยากให้คนอื่นมีความสุขด้วย
แต่คนทุกคนไม่เหมือนกัน ข้อแม้ต่างกัน แต่ละคนต้องเลือกทางของตัวเอง จะเลือก "ไม่สังกัดค่ายเพลง" ก็ไม่ผิดกติกาอันใด
ไอแซค อสิมอฟ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Bill Moyers บอกว่า เขาไม่มีปัญหาอะไรกับทุกศาสนา นับถือที่สบายใจเลย แต่อย่ามาบังคับกัน เขาต่อต้าน Fundamentalism (แปลคร่าวๆ ว่าการยึดมั่นกับศาสนาแบบยึดมั่นถือมั่น) "ไม่ใช่เพราะพวกเขาเป็น fundamentalist แต่เพราะพวกนั้นต้องการให้ผมเป็น fundamentalist ด้วย"
ผมเคยเล่าว่า สมัยเป็นนักเรียนชั้นเตรียมอุดม ผมเจอนักเรียนคนหนึ่ง หว่านล้อมให้ผมเป็นคริสต์ให้ได้ในชั่วโมงนั้น ผมรู้สึกอึดอัด เพราะเห็นว่าเรื่องนับถือศาสนาใดนี้ รีบร้อนแบบจะปิดการขายไม่ได้ ต้องศึกษาจนแน่ใจแล้วจึงเป็นศาสนิกชนของศาสนานั้นๆ
ความเห็นของผมคือ ศึกษาทุกศาสนาที่มีในโลกให้ดีก่อน แล้วค่อยเลือก เปรียบเหมือนไปซื้อสินค้า ก็ดูครบทุกยี่ห้อก่อนค่อยตัดสินใจ แต่ไม่ควรตัดสินใจตามแรงยุของใคร
แล้วจะรู้ว่าโลกเรามีศาสนาอะไรบ้าง? ไม่ยาก ก็เล่มนี้เลย "วินทร์-วินทร์ Situation" หนังสือเกี่ยวกับศาสนาเปรียบเทียบ
รีบสั่งก่อนของหมด เซลส์แมน 113 จะรีบปิดการขายแล้ว
วินทร์ เลียววาริณ
27-6-26ป.ล. สาบานว่าตอนเขียน ไม่คิดจะขายของเลย แต่มันเข้าทางพอดี
https://www.winbookclub.com/store/detail/141/วินทร์-วินทร์%20Situation1- แชร์
- 22
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ
1 จุดสว่างบนฟ้ากลางคืนแต่ละจุดอาจไม่ใช่ดาวหนึ่งดวงจริงหรือไม่? ถ้าจริง เป็นไปได้อย่างไร?
2 ไกลปืนเที่ยงคืออะไร?
อ่านคำตอบได้จากลิงก์นี้ https://www.blockdit.com/posts/6a2bc737caac038ea829bba8
ผู้อ่านสามารถคุยหรือตั้งคำถามกับผู้เขียนได้ เขียนคำถามมาได้ที่ inbox เพจเฟซบุ๊ค วินทร์ เลียววาริณ ช่วยแจ้งชื่อหรือนามปากกาด้วย ถ้าไม่แจ้งจะใส่ "ไม่ประสงค์จะออกนาม"
1- แชร์
- 19
-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
หลังจากออกจาก 'หมู่บ้านผีสิง' ได้หลายปี ผมเข้าสู่โลกวรรณกรรม ผ่านไปอีกหลายปี เขียนหนังสือไปนับร้อยเล่ม แต่ยังมีบางอย่างที่ยังตะหงิดใจผมอยู่ หากพูดด้วยภาษานิยายผีก็คือเป็น ‘เรื่องที่ยังทำไม่เสร็จก่อนตาย’ (unfinished business) ทำให้วิญญาณไม่ยอมไปผุดไปเกิด ผมเชื่อว่าเราน่าจะเขียนเรื่องผีที่ดี หรือไปถึงขั้นเรื่องผีที่มีคุณค่าทางวรรณกรรมได้
ในความจริงแล้ว นิยายผี นิยายสยองขวัญเป็นเพียงแนวหนึ่งของนิยาย มันเป็นเครื่องมือถ่ายทอดความคิดต่าง ๆ ได้เช่นเดียวกับนิยายตระกูลอื่น ๆ หรือเป็น ‘เหล้าใหม่ในขวดเก่า’ ได้
เรื่องผีก็คือนิยายแฟนตาซีชนิดหนึ่งนั่นเอง และแฟนตาซีเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่เราใช้เสนอแนวคิดหรือสะท้อนสังคมได้ไม่ต่างจากเครื่องมืออื่น ๆ ไม่ว่านิยายไซไฟ, นิยายนักสืบ, นิยายรัก ฯลฯ
ผมชอบองค์ประกอบของเรื่องผี มันมีองค์ประกอบของความลึกลับ ตื่นเต้น ไม่ต่างจากองค์ประกอบของนิยายวิทยาศาสตร์
ดังนั้นแม้ผมจะไม่เชื่อการดำรงอยู่ของผี แต่ก็อยากลองใช้นิยายแนวนี้นำเสนอเรื่องโดยมีจุดหมายเดียวกับการเขียนงานวรรณกรรม
ผมเขียนรวมเรื่องสั้นผีไว้สองเล่ม งานเล่มแรกคือ ประเทศผีสิง
แม้จะใช้องค์ประกอบต่าง ๆ ของนิยายผี เช่น ผี, วิญญาณ, การเข้าสิง, การเข้าทรง, สายสิญจน์, เสียงหมาหอน, ภาพนิมิต ฯลฯ แต่รวมเรื่องสั้นชุด ประเทศผีสิง นี้ไม่ใช่นิยายแนวผีตาโบ๋หลอกคน ไม่ใช่เรื่องสยองขวัญ มันเป็นเรื่องที่มีแต่กลิ่นของผี เข้าข่ายเรื่องลึกลับมากกว่า
แต่ที่สำคัญที่สุดคือ เจตนาของเรื่องไม่ใช่ทำให้ผู้อ่านเกิดอาการสยองขวัญ ขนหัวลุกไปสามวัน หากคือสะท้อนสังคม ชีวิต แม้กระทั่งปรัชญา เป็นการทดลองใช้องค์ประกอบผี ๆ เขียนเรื่องเกี่ยวกับสังคมและ ‘ประเทศผีสิง’ ที่พวกเราอาศัยอยู่นี้!
เล่มแรกคือ ประเทศผีสิง มีหลายเรื่อง เช่น
กระเป๋าตกค้าง : เที่ยวบิน JX-110 ชนเครื่องบินอีกลำหนึ่ง ทุกคนตายหมด ผ่านไปยี่สิบปี กระเป๋าเดินทางของเที่ยวบินมรณะเพิ่งปรากฏตัวบนสายพานสนามบิน เกิดอะไรขึ้น?
เงาซ้อน : ผมคิดเล่นๆ ว่า เป็นไปได้ไหมที่หนึ่งวิญญาณอยู่ในสองร่าง ผลก็คือเรื่องสั้นเรื่องนี้ เป็นงานฆาตกรรมเชื่อมวิญญาณ
นักพนันเดือนเจ็ด : นักพนันลึกลับที่ปรากฏตัวในวันปล่อยผี เรื่องนี้คล้ายหนังฝรั่ง Ballad of a Small Player แต่เขียนก่อน
ใต้สายน้ำ : การสืบสวนหาความจริงคดีคนจมน้ำตายห้ารายที่เกี่ยวพันกับอำนาจลี้ลับ
รูปถ่ายขาวดำ : ฆาตกรรมข้ามภพ เรื่องนี้สะท้อนประวัติศาสตร์การเมือง
แมวผี : แมวผีกำหนดชะตาชีวิตจริงหรือ?
เทวดาประจำตัว : หน้าที่พิเศษของวิญญาณ
เจ็ดวัน : ภารกิจสุดท้ายของคนตาย เรื่องนี้สะท้อนปัญหาคอร์รัปชั่นในบ้านเรา
นาฬิกาทราย : การเดินทางของของวิเศษที่มีอำนาจลี้ลับ นี่เป็นเรื่องสั้นขนาดยาว มีทั้งเรื่องลึกลับ กลิ่นไซไฟ และเรื่องความรัก
............................
ความเห็นของผู้อ่านทั่วประเทศต่อนิยายผีเล่มแรกนี้ :
"อยากบอกว่าดีมาก อธิบายไม่หมด... ต้องอ่านอ่ะ...!"
"คุณวินทร์ยังคงความเป็นเอกลักษณ์กับการจบแบบหักมุมหัวทิ่มหัวตำ ชอบตรงนี้ ไม่อาจคาดเดาตอนจบได้ ไปหาซื้อมาอ่านเถอะ คุ้มค่ามากๆ"
"ประทับใจมาก ชอบมาก อ่านแล้วมันส์มาก โอ้ยยยยยยยย"
"ใช้ความรู้สึกล้วนๆ เรื่องสั้นชุดนี้อ่านแล้วชอบมาก"
"เป็นเรื่องผีแนว วินทร์ เลียววาริณ ที่ผิดแปลกแตกต่างจากของคนอื่นๆ อยู่มาก ลีลาและสำนวนการเขียนยังคงฉับไว คม และให้ความบันเทิงและทิ้งประเด็นไว้ให้ผู้อ่านได้ขบคิดได้ดี"
"คุณวินทร์ช่างเป็นคนที่ไม่มีที่สุดจริงๆ เพราะมากกว่าที่สุดแล้ว ยังมีที่สุดกว่า เรื่องในตอนนี้เราพอเดาทางได้จนเกือบจบ แต่พอนึกว่าจบ คุณวินทร์ก็ยังพลิกต่อไปได้อีก นับถือเลยค่ะ"
วินทร์ เลียววาริณ
26-6-26ซื้อทางเว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/113/ประเทศผีสิง
ท่านที่สั่งซื้อหนังสือจากเว็บ หลังโอนเงินแล้ว ช่วยส่งภาพหลักฐานการโอนมาด้วย เพื่อเราจะรู้ว่าเป็นลูกค้าคนใด โดยส่งสลิปไปที่ order@winbookclub.com หรือปุ่ม "แจ้งการชำระเงิน" ในหน้าสั่งซื้อ1- แชร์
- 26
