• วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    เมื่อวานนี้ผู้อ่านคนหนึ่งเขียนมาถามว่า ผมเอาข้อมูลมาจากไหนเขียนเรื่องการเมืองโลก

    คำตอบคือมีทั้งความรู้เดิมที่อยู่ในหัวแล้ว กับความรู้ใหม่ที่เพิ่งได้รับมา

    ความรู้เดิม เช่น ประวัติศาสตร์การเกิดรัฐอิสราเอล Balfour Declaration เกี่ยวข้องยังไง ใครคือพวกไซออนนิสต์ อะไรคือ JCPOA สหรัฐฯเข้าไปแทนฝรั่งเศสในเวียดนามยังไง สงครามเย็นจบอย่างไร ฯลฯ พวกนี้เป็นความรู้ที่อ่านสะสมมานานปี

    บางส่วนก็มาจากการดูหนัง หรืออ่านหนังสือสายลับ เช่น ของ เฟรดดริก ฟอร์ธไซธ์ แล้วไปศึกษาต่อ เช่น การทำงานของมอสสาด (หน่วยสืบราชการลับของอิสราเอล) เป็นต้น

    ส่วนความรู้ใหม่นั้นเป็นเกร็ดความรู้ใหม่ที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน หรือรู้ตื้นๆ หรือมุมมองที่ผมไม่เคยคิดมาก่อน รวมทั้งข่าวที่เพิ่งเกิดขึ้น

    ผมอ่านข่าวจากหลายแหล่ง ทั้งสื่อตะวันตก CNN, BBC, Reuters สื่ออาหรับ สื่อรัสเซีย สื่อจีน ผมไม่เชื่อทั้งหมด แต่จะนำมาประมวล ใช้วิจารณญาณ และวิเคราะห์ว่า อะไรน่าจะเป็นข่าวจริง อะไรน่าจะเป็น propaganda (โฆษณาชวนเชื่อ) ถ้าคิดว่าอาจเป็นข่าวปลอม ก็รีเสิร์ชต่อว่าอะไรน่าจะเป็นความจริง

    สำหรับบทวิเคราะห์การเมืองโลก จำนวนมากดูจาก YouTube ดูแทบทุกนักวิเคราะห์ ดูเป็นร้อยๆ บท และอ่านบทวิเคราะห์ของสื่อทั้งตะวันตกและตะวันออก เท่าที่มีแรงอ่าน  เช่นกัน นำมาประมวลและวิเคราะห์ต่อ บ่อยครั้งจำเป็นต้องค้นหาข้อมูลเพ่ิม ทั้งประวัติศาสตร์และวิชาการด้านอื่นๆ แต่บ่อยครั้ง search engine ตะวันตกก็ไม่เสนอข้อมูลอีกด้าน

    ก็ตรวจสอบหลายรอบจนแน่ใจว่าข้อมูลไม่หลุด ค่อยลงมือเขียน

    ถามว่าทำไมต้องศึกษาประวัติศาสตร์เบื้องหลังข่าว คำตอบคือเพราะทุกเหตุการณ์ในโลกเป็น cause-effect ต่อเนื่องกัน ยกตัวอย่าง เช่น รัสเซียบุกยูเครน หากอ่านแค่ข่าวนั้น ก็จะสรุปว่ารัสเซียผิด แต่เมื่อศึกษาประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปถึงข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯกับโซเวียตก่อนโซเวียตล่มสลาย มุมมองจะเปลี่ยนทันที เพราะประวัติศาสตร์ (ที่มีหลักฐาน) ท่อนนั้นชี้ว่ารัสเซียต่างหากที่ถูก 'บุก' ดังนั้นใช้แค่เหตุการณ์เดียว ปีเดียว มาสรุปไม่พอ

    ต้องยอมรับว่าผมไม่เคยคิดจะเอาดีในงานด้าน Geopolitics แต่ในเมื่อจะเขียน ก็พยายามค้นหาข้อมูลและตรวจสอบมากที่สุดเท่าที่ทำได้ก่อนนำเสนอผู้อ่าน อาจหลุดไปบ้างเป็นเรื่องธรรมดา แต่เจตนาหลักคือต้องการให้ความรู้ ข้อมูล และมุมมองต่าง หรือการมองออกจากกรอบคิดเดิม เพื่อให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่มีอคติน้อยที่สุด

    การเขียนโดยปราศจากอคติไม่ง่ายเลย ผมยอมรับมีอคติบ้าง ผมก็เป็นปุถุชนธรรมดา เหมือนทุกคน มีอารมณ์โกรธเมื่ออ่านข่าวบางข่าว อาจมีมุมมองลบบางอย่างฝังหัวมาบ้าง ยกตัวอย่างเช่น ไม่ชอบ IDF (Israel Defense Forces) ของอิสราเอลที่ฆ่าคนได้อย่างเลือดเย็น ยิงเด็กหญิงปาเลสไตน์วัยห้าขวบ Hind Rajab ตายขณะเธอและครอบครัวกำลังหนีออกจากกาซาซิตี้

    อย่างไรก็ตาม ผมก็พยายามเสนอเรื่องให้เป็นกลางที่สุด ผู้อ่านก็ควรอ่านแล้วนำไปขบคิดวิเคราะห์ต่อ อย่าเชื่อทั้งหมด อย่าใช้ข้อเขียนของผมเป็นแหล่งความรู้เดียวโดยเด็ดขาด แต่ก็อย่าเพิ่งตีตกก่อน ลองอ่านและตรวจสอบก่อน

    การอ่านข่าวมีสองอย่าง อย่างแรกคืออ่านแค่ว่าเกิดอะไรขึ้น ใครชนะ (เหมือนเชียร์กีฬา) อย่างที่สองคืออ่านว่าทำไมเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น มีที่มาอย่างไร มันจะส่งผลอะไร ผมเขียนแบบหลัง

    ทั้งสองแบบไม่มีถูกหรือผิด แต่ผู้อ่านควรรู้ตัวว่ากำลังอยู่ในโหมดไหน

    ผู้อ่านท่านใดไม่ชอบวิธีการนำเสนอแบบนี้ ก็หยุดติดตามเถอะครับ เพราะมันทำให้เสียอารมณ์ทั้งสองฝ่าย เนื่องจากผมเขียนให้อ่านฟรี ไม่ได้รับค่าตอบแทนจากใครหรือองค์กรไหนสักบาทเดียว นอกจากเสียเวลาทำงานปกติแล้ว บางครั้งยังเปลืองตัวอีกด้วย

    วินทร์ เลียววาริณ
    5-3-26

    1
    • 0 แชร์
    • 15
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    อายุเฉลี่ยของมนุษย์ยุคบรอนซ์และยุคเหล็กคือ 26 ปี มนุษย์โบราณต้องเผชิญภัยมากกว่า อาหารมาจากการล่าสัตว์และการเก็บของป่า จึงไม่แน่นอนว่าจะมีกินทุกมื้อ โรคภัยและอันตรายรอบตัวทำให้ยากที่ใครสักคนจะอยู่รอดเป่าเทียนวันเกิดสี่สิบเล่ม

    อายุ 30 มนุษย์โบราณเรียกว่า แก่ เรียกคนอายุ 40 ว่า ‘ท่านผู้เฒ่า’

    อายุเฉลี่ยของมนุษย์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยผลจากพัฒนาการทางการแพทย์ อาหาร ฯลฯ ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หลายเท่า จนถึง 70-80 ในปัจจุบัน

    ตัวเลขอายุเฉลี่ยของคนไทย ณ วันนี้คือ หญิง 79 ชาย 71 เฉลี่ย 75

    อายุเฉลี่ยของผู้คนประเทศที่ได้คะแนนต่ำที่สุดในโลกก็ยังสูงกว่ามนุษย์โบราณมากนัก

    ถ้าใช้ตัวเลขอายุเฉลี่ยของคนไทยเป็นตัวอย่างคือ 75 ก็แปลว่าเรามีอายุเฉลี่ยสูงกว่ามนุษย์โบราณถึงราวสามเท่า

    มองอีกมุมหนึ่งคือ เราแต่ละคนเกิดมาหนึ่งชาติจะได้อยู่ถึงสามชาติ!

    การสามารถอยู่สามชาติในชาติเดียว แปลว่าเรามีเวลามากกว่าคนสมัยก่อนสามเท่า

    นับว่าเป็นข่าวดีที่สุดในชีวิต เพราะเราเป็นมนุษย์สามชีวิต

    ถ้าเรามองว่าเราได้ชีวิตมาเปล่า ๆ เพ่ิมอีกสองชาติหรือสองชีวิตเรียบร้อยแล้ว เราก็ควรเริงร่า ลดความกลัวที่จะล้มเหลว ทำการให้เต็มที่ไปเลย เพราะเรามีตั้งสามชีวิต

    ตามหลักเราก็ควรสามารถทำอะไรให้โลกได้สามเท่า

    ล้มแล้วก็ลุกขึ้นมาใหม่ เพราะต่อให้ชาตินี้เราทำไม่สำเร็จ เราก็ยังมีชีวิตอีกตั้งสองชาติรออยู่! และไม่มีข้อแก้ตัวใด ๆ ว่าทำไม่ได้ เพราะถึงผิดพลาดในชาติหนึ่ง ก็ยังมีโอกาสอีกตั้งสองชาติ

    ทำผิดพลาดไปสองชาติ ก็ยังมีชาติที่สามรออยู่!

    ช่างโชคดีจริงที่เกิดในยุคนี้!

    ชาวโลกมักมีกติกากำหนดว่า เราต้องเรียนหนังสือเมื่ออายุเท่าไร ทำงานเมื่อไร แต่งงานเมื่อใด เกษียณเมื่อไร เมื่อถึงวันเกษียณเราก็หยุดทันที ราวกับมีสวิตช์ตั้งเวลาปิดไว้

    กติกานี้บางครั้งทำให้เราใช้ชีวิตได้ไม่เต็มเวลาที่มี เช่น ช่วงเกษียณเมื่ออายุ 60-85 ปีก็ไม่ทำอะไรเลย กลายเป็นเวลาที่สูญเปล่า มีชีวิตก็เหมือนไม่มี หรือพูดได้ว่าจากสามชาติที่ได้รับมา ก็เสียไปหนึ่งชาติเปล่า ๆ เป็นชาติที่ ‘แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน’ ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรเลย

    มนุษย์โบราณไม่สามารถเกษียณ ทุกคนต้องทำมาหากิน ล่าสัตว์ ปลูกข้าว ฯลฯ วันใดไม่ทำก็อด จึงใช้ชีวิตได้เต็มเวลาอย่างเป็นรูปธรรมจริง ๆ

    สัตว์โลกทุกชนิดต้องทำมาหากินตลอดชีวิต ไม่มีเกษียณ หยุดหากินเมื่อไรก็หมดแรง หนีสัตว์อื่นไม่ทัน ตกเป็นอาหารของสัตว์อื่น

    แต่มนุษย์ซึ่งมีสมองใหญ่กว่าสัตว์ จัดระบบระเบียบและสร้างค่านิยมว่า ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่สบาย ๆ ไม่ต้องทำงานก็อยู่ได้ ปรัชญานี้ทำให้เรา ‘เสียชาติเกิด’ อยู่เสมอ

    บางคนเสียแค่ชาติเดียว บางคนเสียสอง บางคนเสียทั้งสามชาติ

    บางคนเสียชาติเกิดเพราะความไม่รู้ บางคนเสียชาติเกิดทั้งที่รู้

    ชีวิตในร่างมนุษย์เป็นโอกาสพิเศษอย่างหนึ่ง เป็นประสบการณ์พิเศษที่ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตทุกชนิดสามารถประสบสัมผัสได้ จึงน่าเสียดายหากเราปล่อยให้ชีวิตทั้งชีวิตที่เรามีไหลผ่านไปโดยไม่ทำอะไร

    และยิ่งน่าเสียดายทบทวีหากปล่อยให้หลุดไปถึงสามชาติ

    เวลาสามชาติในโลกนี้จะว่ายาวก็ยาว จะว่าสั้นก็สั้น มันยาวพอให้เราทำเรื่องต่าง ๆ มากกว่าที่คิด หากเราจัดการมันเป็น แต่มันก็สั้นเกินกว่าให้ทำอะไรแม้แต่เรื่องเดียว หากเราไม่ลงมือทำ

    เมื่อนั้นเราก็ทำเรื่องราวได้น้อยกว่ามนุษย์ดึกดำบรรพ์คนหนึ่ง ทั้งที่เราพร้อมกว่า

    สัตว์หลากหลายชนิดมีชีวิตอยู่บนโลกแค่วันสองวัน แต่ก็สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้มากมาย

    ‘เวลามีค่า’ จึงอาจแปลว่า เราสามารถใช้เวลาทำชีวิตเราให้มีค่า ทำเรื่องมีค่า

    เราไม่ปล่อยให้น้ำก๊อกไหลทิ้ง เพราะเราไม่อยากจ่ายค่าน้ำเกินใช้จริง เวลาชีวิตก็เช่นกัน

    ใช้หนึ่งนาทีให้ครบหนึ่งนาที

    ใช้หนึ่งวันให้ครบหนึ่งวัน

    ใช้หนึ่งชีวิตให้ครบหนึ่งชีวิต

    อย่าให้ ‘เสียของ’ มีสองชาติก็ใช้สองชาติ มีสามชาติก็ใช้ทั้งสามชาติ ‘จัดเต็ม’ ไปเลยโดยไม่ต้องเกี่ยงตัวเลขอายุเรา

    เพราะถึงเราจะอายุยืนกว่าคนโบราณสามเท่า แต่สามชีวิตนี้เป็นแค่พริบตาเดียวในเวลาของโลก แวบเดียวมันก็ผ่านพ้น

    วินทร์ เลียววาริณ
    5-3-26

    อ่านฉบับเต็มได้ในหนังสือ ความสุขเล็ก ๆ ก็คือความสุข
    57 บทความกำลังใจสั้นและยาว ราคาเพียง 190 บาท = บทความละ 3.3 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
    หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
    https://www.winbookclub.com/store/detail/165/ความสุขเล็ก%2520ๆ%20ก็คือความสุข 

    1
    • 0 แชร์
    • 18
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    ในวันเสาร์ที่ผ่านมา โรงเรียนประถมหญิงแห่งหนึ่งชื่อ Shajareh Tayyebeh ในเมือง Minab ตอนใต้ของอิหร่าน ถูกถล่มด้วยขีปนาวุธ เด็กนักเรียนและครูรวม 168 คนเสียชีวิต เด็กอายุ 7-12 ขวบ

    สื่อตะวันตกแทบทั้งหมดไม่แตะเรื่องนี้

    ทั้งสหรัฐฯและอิสราเอลปฏิเสธความรับผิดชอบ ชี้นิ้วไปที่อิหร่านว่ายิงโรงเรียนตัวเองเพื่อสร้างภาพ

    ไม่มีใครมีกระดูกสันหลังพอที่จะยืดอกรับ กล้าทำกล้ารับ

    เหตุสหรัฐฯและอิสราเอลรุกรานประเทศอิหร่านนั้นผิดทั้งกฎหมายภายในของสหรัฐฯและกฎหมายนานาชาติ ทว่าสิ่งที่ตามมาคือผู้นำชาติยุโรปหลายชาติออกมาบอกว่า สมควรแล้ว เพราะอิหร่านเป็น "ประเทศชั่วร้าย"

    ออสเตรเลียร่วมวงด้วย

    แต่ที่น่าผิดหวังที่สุดคือ มาร์ก คาร์นีย์ นายกฯแคนาดาซึ่งเมื่อต้นปีนี้ แสดงประณามสหรัฐฯที่ประพฤติตนเป็นมาเฟียโลก กลับสนับสนุนการรุกรานอิหร่านในครั้งนี้

    นอกจากออสเตรเลียและแคนาดา ประเทศที่สนับสนุนการรุกรานอิหร่านก็มี อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส บาห์เรน คูเวต กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เคนยา และยูเครน

    ในยุโรป ไม่มีผู้นำสักชาติที่อย่างน้อยก็แสดงความเสียใจที่เด็กนักเรียนร้อยกว่าคนตาย ทุกคนเงียบเป็นเป่าสาก

    ยกเว้นคนเดียวคือนายกฯสเปน เปโดร ซานเชซ

    นายกฯสเปนประกาศว่า การกระทำของสหรัฐฯผิดกฎนานาชาติ ผิดหลักการทุกอย่าง

    เขาเป็นคนเดียวที่กล้าลุกขึ้นมาประณามสหรัฐฯ รวมทั้งไม่อนุญาตให้สหรัฐฯใช้ฐานทัพสเปนบุกอิหร่าน

    ผลก็คือเมื่อเช้านี้ (เวลาไทย) ทรัมป์ขู่ตัดสัมพันธ์กับสเปน

    อิสราเอลด่าสเปนว่ายืนข้างคนชั่ว

    สเปนสวนกลับทันทีว่า "ไร้สาระว่ะ"

    เพราะอิสราเอลถล่มโรงเรียน ฆ่าเด็กในกาซาเป็นประจำ

    เอาละ ลองมองกลับกัน สมมุติว่ารัสเซียยิงขีปนาวุธใส่โรงเรียนในยูเครน เด็กและครูตายไป 168 คน ผู้นำตะวันตกทุกคนจะประณามรัสเซียเร็วกว่าจรวด สื่อตะวันตกทุกสื่อจะเล่นข่าวนี้ไปอีกนานเป็นปีๆ

    นี่คือโลกของโฆษณาชวนเชื่อ โลกของปลาใหญ่กินปลาเล็ก โลกที่ผู้นำหลายประเทศมีอำนาจ แต่ไม่มีศีลธรรม และยังไร้กระดูกสันหลัง

    นี่คือยุคแห่งกระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าน้อยจะถอยจม

    (รูปซ้าย พิธีศพเด็กนักเรียน รูปขวา เปโดร ซานเชซ นายกฯ Spain ที่มี spine)

    วินทร์ เลียววาริณ
    4 มีนาคม 2569

    2
    • 0 แชร์
    • 46
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    คุยเรื่องสงครามแล้วเหนื่อยใจ มาคุยเรื่องเบาๆ ดีกว่านะ

    สัปดาห์ก่อนผู้อ่านท่านหนึ่งส่งข่าวถึงผมว่า ลูกชายเธอเรียนอยู่ที่ Rangitoto College ประเทศนิวซีแลนด์ บอกว่ามีหนังสือหลายปกของ วินทร์ เลียววาริณ ในห้องสมุดโรงเรียน เช่น อาเพศกำสรวล ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน เป็นต้น

    ก็แปลกใจครับที่มีหนังสือวรรณกรรมไทยในโรงเรียนฝรั่งต่างประเทศ

    หลายปีก่อนมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกาเขียนมาบอกว่า ใช้งานชุด หนึ่งวันเดียวกัน สอนเด็ก

    ความจริงหนังสือของผมบางเล่มก็เคยใช้เป็นตำราเรียนในบางมหาวิทยาลัยในไทย เช่น ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน โรงเรียนนานาชาติ 2-3 แห่งมักนำเล่ม อาเพศกำสรวล ไปให้เด็กเรียน

    นานๆ ทีหนังสือบางเล่มก็เป็นหนังสืออ่านนอกเวลา ทำให้ขายได้มากขึ้น ซื้อเบนท์ลีย์ได้หนึ่งคัน

    ส่วนโรงเรียนสอนภาษาบางแห่งก็มาขอใช้เรื่องสั้นหลายเรื่องไปประกอบการเรียน ให้ค่าลิขสิทธิ์ด้วย ซื้อเบนท์ลีย์ได้อีกหนึ่งคัน

    ไม่นึกว่าเขียนหนังสือเล่นๆ ได้เบนท์ลีย์มาสองคัน

    ก็เป็นความรู้สึกแปลกๆ ที่หนังสือตนเองได้เข้ารั้วโรงเรียนอย่างถูกกฎ เพราะนึกถึงตอนผมเรียนชั้นมัธยมต้น แอบเอานิยายเข้าไปอ่านในห้องเรียนตอนครูกำลังสอน ไม่เคยคิดฝันว่าวันหนึ่งโรงเรียนจะเอาหนังสือของผมไปเข้าห้องเรียนอย่างสง่าผ่าเผย

    อะไรก็เกิดขึ้นได้ในโลกประหลาดใบนี้

    วินทร์ เลียววาริณ
    4 มีนาคม 2569

    1
    • 0 แชร์
    • 30
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    (หมายเหตุ เนื้อหาที่ท่านกำลังจะอ่านนี้ รวบรวมมาจากบทวิเคราะห์การเมืองโลกของนักวิเคราะห์หลายคน ผมเพียงนำมาเล่าใหม่ และเติมข้อมูลบางส่วนประกอบเพื่อให้เข้าใจประวัติศาสตร์เบื้องหลัง)

    คำถามหนึ่งที่หลายคนตั้งขึ้นเมื่อผู้นำอิหร่านตายคือ ทำไมคาเมเนอีถูกฆ่าตายง่ายนัก

    ในรอบหลายปีนี้ สหรัฐฯและอิสราเอลลอบสังหารนายพลอิหร่านไปหลายคน ฆ่านักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ไปมากมาย ฯลฯ ดังนั้นผู้นำระดับสูงย่อมรู้ว่าพวกตนมีโอกาสสูงที่จะถูกลอบสังหารเช่นกัน แต่ทำไมผู้นำหมายเลขหนึ่งของอิหร่านจึงเลินเล่อขนาดถูกฆ่าอย่างง่ายดาย ทำไมยังเดินไปเดินมาในบ้านที่ซีไอเอรู้ มอสสาดก็รู้

    ทำไมเรดาร์อิหร่านที่เชื่อว่าได้รับจากจีน จึงไม่สามารถจับเครื่องบินที่บินมาหาตั้งสองชั่วโมงเศษ?

    หรือว่าข่าวเรดาร์จีนไม่เป็นความจริง? หรือว่าเรดาร์จีนไม่มีประสิทธิภาพ?

    ทำไมคาเมเนอีไม่เลือกประชุมในอุโมงค์ใต้ดินหรือเซฟเฮาส์สักแห่ง?

    ประมาท? เลินเล่อ?

    ในมุมมองของนักวิเคราะห์หลายคน เชื่อว่าคนระดับนี้ไม่โง่แบบไร้เดียงสา ไม่เช่นนั้นไม่สามารถอยู่มานานขนาดนี้

    คาเมเนอีตั้งใจถูกฆ่าต่างหาก

    มาถึงบรรทัดนี้ หลายคนอาจเลิกคิ้ว ถามว่างั้นหรือ? ทำไปทำไม?

    ก็ต้องว่ากันที่หลักฐาน ตรรกะ และความเป็นไปได้

    ประวัติศาสตร์บันทึกว่า อิหร่านถูกโลกตะวันตกกดดัน บอยคอต แซงชั่น รวมทั้งถล่มด้วยอาวุธมา 47 ปี ตั้งแต่ปี 1979 เมื่อโครไมนีปฏิวัติ ขับไล่ชาห์ปาลาวีที่เป็นหุ่นเชิดของสหรัฐฯออกนอกประเทศ ตามมาด้วยการจับชาวอเมริกัน 52 คนเป็นตัวประกันนาน 444 วัน อเมริกันไม่ลืมความแค้นครั้งนั้น

    ภาพลักษณ์ของอิหร่านในสายอเมริกันคือปิศาจชั่วร้าย เป็นพวกก่อการร้าย เป็น 'evil empire' พอๆ กับโซเวียตรัสเซีย

    ความจริงคือในอิหร่านเอง ก็มีคนนับล้านๆ ที่ไม่ชอบระบอบการปกครองโดยคาเมเนอี บวกกับสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำสืบเนื่องมาจากการแซงชั่นของสหรัฐฯนานหลายสิบปี ทำให้เกิดการแตกแยกภายในประเทศ

    ทำอย่างไรจึงประสานคนอิหร่านเข้าด้วยกัน เพื่อต้านศัตรู เพราะพวกเขารู้ว่าเป้าหมายของสหรัฐฯและอิสราเอลคือชำแหละอิหร่านเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เหมือนที่ทำกับซีเรียและอีกหลายประเทศ หากอิหร่านไม่รวมตัวกัน อิหร่านอาจพินาศ

    ก็ต้องย้อนมาดูตัวอย่างคือสหรัฐฯ ก่อนเหตุการณ์ 9-11 ชาวอเมริกันก็แตกแยกเช่นกัน แต่เมื่อตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ถูกกลุ่มอัลไกดาห์ถล่ม คนอเมริกันทั้งชาติก็รวมตัวเป็นหนึ่ง ต่อต้านศัตรูนอกประเทศโดยพร้อมเพรียงกัน

    คาเมเนอีอาจคิดเช่นนั้น บางทีเขาเห็นว่าเขาตอนตายมีประโยชน์กว่าในตอนเป็น

    ในการปราศรัยครั้งท้ายๆ คาเมเนอีพูดถึงตนเองว่าชราภาพแล้ว ในวัย 86 ร่างกายของเขาร่วงโรยไปมาก เขาเตรียมส่งต่ออำนาจให้ผู้สืบทอดแล้ว

    นี่อาจเป็นเหตุผลที่คาเมเนอียังอยู่ในบ้านพักของตนในวันสุดท้ายของชีวิต

    ในนวนิยายเรื่อง ศึกเสือหยกขาว ของโก้วเล้ง (มีสปอยเลอร์) ตัวละครบิดาของพระเอกถูกฆ่าตายในวันแต่งงานของเขา คนฆ่าคือลูกน้องของบิดา ฆ่าแล้วไปสวามิภักดิ์กับตระกูลถังที่เป็นศัตรู

    พระเอกออกตามล่าคนฆ่าพ่อ และในตอนท้ายเขาเรียนรู้ว่า บิดาของเขาเป็นคนสั่งให้ลูกน้องฆ่าตน และไปสวามิภักดิ์กับตระกูลถังเพื่อหาทางทำลายศัตรู

    ใช้ประโยชน์จากความตายของตนเองเพื่อทำลายศัตรู คล้ายขงเบ้งที่หลังจากตายไปแล้ว ยังสามารถทำให้ทัพสุมาอี้แตกกระเจิง

    กลยุทธ์นี้รวมการทรมานตนเองเพื่อลวงศัตรู เช่น อุยกายใน สามก๊ก วัสสการพราหมณ์ ในสามัคคีเภทคำฉันท์ ฯลฯ

    แตกต่างจาก ซัดดัม ฮุสเซน ที่ถูกตามล่าขณะซ่อนตัวในหลุมเล็กๆ ใกล้ไร่แห่งหนึ่ง ในท่วงท่าหมดสภาพโดยสิ้นเชิง ภาพคาเมเนอีตายในบ้าน ไม่ได้หลบซ่อนตัวจากการตามล่าของศัตรู ทำให้เขามีสถานะเป็น martyr ซึ่งผู้คนคารวะ

    เมื่อสหรัฐฯกับอิสราเอลฆ่าคนระดับผู้นำศาสนา เทียบได้กับพระสันตะปาปาของชาวแคทอลิก ชาวอิหร่านก็รวมตัวกันต้านศัตรูภายนอก รวมทั้งคนที่ไม่ชอบรัฐบาลด้วย เพราะรู้ว่าหากไม่รวมตัวกัน ภายใต้ฝ่าเท้าของสหรัฐฯและอิสราเอล บ้านเมืองจะสลาย อิรัก อัฟกานิสถาน ซีเรีย เลบานอน ฯลฯ ก็คือตัวอย่าง

    ความตายของเขาส่งผลตรงข้ามกับที่สหรัฐฯคาด นั่นคือรวมพลังคนอิหร่านเข้าด้วยกัน แล้วสู้ผู้รุกราน

    เอาละ ย่อมมีคนแย้งว่า มีภาพข่าวคนอิหร่านเฉลิมฉลองความตายของคาเมเนอีทั่วโลก ก็ไม่ผิด มีคนจำนวนมากเกลียดคาเมเนอีจริง แต่หากดูข่าวจากสื่อในด้านหนึ่ง จะเห็นคนอิหร่านมากมายออกมาชุมนุมแสดงความเสียใจต่อความตายของผู้นำ ขณะที่ระเบิดจากสหรัฐฯและอิสราเอลยังปฏิบัติการทิ้งระเบิด

    ทฤษฎีคาเมเนอีตั้งใจตายอาจจะเหลวไหล แต่เราไม่มีทางรู้ เพราะเจ้าตัวตายไปแล้ว แต่หากใน 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า ยังไม่มีผู้ชุมนุมเดินขบวนใหญ่ขับไล่รัฐบาล ก็อาจชี้ว่าความตายของคาเมเนอีมีประโยชน์ต่อการรวมใจสู้ศัตรู และอาจเปลี่ยนผลลัพธ์ของสงคราม

    ก่อนขงเบ้งตาย สั่งเสียเอียวหงีกับเกียงอุยว่า “เมื่อข้าฯจากไปแล้ว จงอย่าก่อสร้างอนุสรณ์ใดเพื่อข้าฯ จงฝังข้าฯ ณ เชิงเขาเตงกุนสัน ปากทางเข้าเสฉวน ถึงตายแล้ว ข้าฯก็จะเฝ้าระวังให้ชาวเสฉวน”

    บางทีคาเมเนอีอาจคิดแบบเดียวกัน

    วินทร์ เลียววาริณ
    3-3-26

    1
    • 0 แชร์
    • 42