-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
เมื่อวานนี้เป็นวันแรกของงานหนังสือ มีผู้อ่าน 2-3 คนมานั่งคุยด้วยนาน รู้ตัวอีกที งานก็เลิกแล้ว
ไม่รู้ใคร นักเขียนหรือผู้อ่าน อัดอั้นไม่ได้คุยมานาน เจอหน้าก็คุยกันยาว
น่าจะเป็นนักเขียนมากกว่า เพราะปกติไม่ค่อยคุยกับใคร
ผู้อ่านส่วนใหญ่ที่มาทักทาย ไม่ได้คยยาว ยกเว้นบางคนลงลึก ทั้งเรื่องศาสตร์ต่างๆ ไปจนถึงเรื่องธรรมะ
ก็ดีครับ นานๆ ได้คุยที
ขออย่างเดียวอย่ามาขอเงินก็แล้วกัน เพราะกลัวใจอ่อน ยิ่งเงินเยอะอยู่ด้วย
เมื่อวานนี้เช่นกัน ผู้อ่านคนหนึ่งมอบเงินให้หกล้าน
ใช่ ผู้อ่านมอบลอตเตอรีให้หนึ่งใบ อย่างนี้ก็มีด้วย!
เงินหกล้านนี้ก็เหมือนแมวในกล่อง Schrödinger's cat ของนักฟิสิกส์ Erwin Schrödinger เราไม่มีทางรู้ว่าก่อนเปิดกล่องว่า แมวมีชีวิตหรือเปล่า
ก็ขอบคุณทุกท่านที่มาเยี่ยมเยียนครับ
วินทร์ เลียววาริณ
27-3-26งานหนังสือที่ศูนย์สิริกิติ์ บูธ F-32
1- แชร์
- 23
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
นิทานเรื่องนี้เล่าต่อกันมานานแล้ว เศรษฐีคนหนึ่งชอบใจลูกสาวชาวนายากไร้ผู้หนึ่ง เขาเชิญชาวนากับลูกสาวไปที่สวนในคฤหาสน์ของเขา เป็นสวนกรวดกว้างใหญ่ที่มีแต่กรวดสีดำกับสีขาว
เศรษฐีบอกชาวนาว่า "ท่านเป็นหนี้ข้าจำนวนหนึ่ง แต่หากท่านยกลูกสาวให้ ข้าจะยกเลิกหนี้สินให้ทั้งหมด"
ชาวนาไม่ตกลง
เศรษฐีบอกว่า "ถ้าเช่นนั้นเรามาพนันกันดีไหม ข้าจะหยิบกรวดสองก้อนขึ้นมาใส่ในถุงผ้านี้ ก้อนหนึ่งสีดำ ก้อนหนึ่งสีขาว ให้ลูกสาวของท่านหยิบก้อนกรวดจากถุงนี้ หากนางหยิบได้ก้อนสีขาว ข้าจะยกหนี้สินให้ท่าน และนางไม่ต้องแต่งงานกับข้า แต่หากนางหยิบได้ก้อนสีดำ นางต้องแต่งงานกับข้า และแน่นอนข้าจะยกหนี้ให้ท่านด้วย"
ชาวนาตกลง
เศรษฐีหยิบกรวดสองก้อนใส่ในถุงผ้า หญิงสาวเหลือบไปเห็นว่ากรวดทั้งสองก้อนนั้นเป็นสีดำ
เธอจะทำอย่างไร? หากเธอไม่เปิดเผยความจริง ก็ต้องแต่งงานกับเศรษฐีขี้โกง หากเธอเปิดเผยความจริง เศรษฐีย่อมเสียหน้า และยกเลิกเกมนี้ แต่บิดาของเธอก็ยังคงเป็นหนี้เศรษฐีต่อไปอีกนาน
...................
เราส่วนใหญ่ถูกสอนมาให้มองปัญหาแบบขาวกับดำ แต่ไม่ใช่ทุกปัญหาสามารถแก้ไขได้อย่างขาวกับดำเสมอไป
ในทางตรงข้าม หากเราลองมองต่างมุม จะพบว่าหนทางการแก้ปัญหามีมากกว่าหนึ่งสายเสมอ และการยืดหยุ่นพลิกแพลงไปตามสถานการณ์เป็นวิธีการหนึ่ง
บางครั้งในการแก้ปัญหา เราอาจต้องสร้างเครื่องมือในการแก้ปัญหาขึ้นมาใหม่
ในยุคสงครามเย็นที่กินเวลานานหลายสิบปี สูญเสียชีวิตและทรัพยากรโลกอย่างมหาศาล ไม่มีใครกล้าเชื่อว่า ในยุคของ มิคาอิล กอร์บาชอฟ สงครามเย็นสามารถยุติลงได้ หรือสิ้นสุดเร็วเช่นนี้
กอร์บาชอฟกล่าวว่า "เป็นเรื่องเขลาที่คิดว่า ปัญหาที่รุมเร้ามนุษยชาติในวันนี้ สามารถแก้ไขได้ด้วยเครื่องมือและวิธีการที่เคยใช้ได้ผลในอดีต"
หากเขาไม่ได้คิดเช่นนี้ บางทีวันนี้สังคมนิยมโซเวียตยังไม่เปิดประเทศ และสันติภาพระหว่างฝ่ายขาว-ฝ่ายแดงคงล้าหลังไปอีกหลายปี
โลกไม่มีสีขาวกับดำ
...................
ลูกสาวชาวนาเอื้อมมือลงไปในถุงผ้า หยิบกรวดขึ้นมาหนึ่งก้อน
พลันเธอปล่อยกรวดในมือร่วงลงสู่พื้น กลืนหายไปในสีดำและขาวของสวนกรวด
เธอมองหน้าเศรษฐี เอ่ยว่า "ขออภัยที่ข้าพลั้งเผลอปล่อยหินร่วงหล่น แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อท่านใส่กรวดสีขาวกับสีดำอย่างละหนึ่งก้อนลงไปในถุงนี้ ดังนั้นเมื่อเราเปิดถุงออกดูสีกรวดก้อนที่เหลือ ก็ย่อมรู้ทันทีว่ากรวดที่ข้าหยิบไปเมื่อครู่เป็นสีอะไร"
ที่ก้นถุงเป็นกรวดสีดำ
"...ดังนั้นกรวดก้อนที่ข้าทำตกย่อมเป็นสีขาว"
ชาวนาพ้นสภาพลูกหนี้ และลูกสาวไม่ต้องแต่งงานกับเศรษฐีขี้โกงคนนั้น
วินทร์ เลียววาริณ
27-3-26จากหนังสือ ความฝันโง่ ๆ ตอนนี้มีโปรโมชั่นชุดรวม
1- แชร์
- 26
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
งานหนังสือรอบก่อน ไม่มีโปรโมชั่นชุดเต็มกล่อง หลายคนถามหามา
รอบนี้จัดให้ตามคำเรียกร้อง
หนังสือเหล่านี้จะไม่ตีพิมพ์ใหม่อีก ดังนั้นนี่เป็นโอกาสท้ายๆ ที่จะได้เป็นเจ้าของในราคาพิเศษสุด
1 รอยเท้าเล็ก ๆ ของเราเอง ราคาปก 195.-
2 ความฝันโง่ ๆ ราคาปก 185.-
3 เบื้องบนยังมีแสงดาว ราคาปก 185.-
4 อาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก ราคาปก 185.-
5 ท้องฟ้าไม่ปิดทุกวัน ราคาปก 195.-
6 จุดเทียนทั้งสองปลาย ราคาปก 215.-
7 สองแขนที่กอดโลก ราคาปก 215.-
8 ชีวิตเป็นเรื่องชั่วคราว ราคาปก 215.-
9 ในหลุมรัก ราคาปก 210.-
10 ยาเม็ดสีแดง ราคาปก 210.-
11 ความสุขเล็กๆ คือความสุข ราคาปก
12 สองปีกของความฝัน ราคาปก 190.-
13 หลับถึงชาติหน้า ราคาปก 245.-
14 บางครั้งเราก็ลืมรักตัวเราเอง ราคาปก 215.-
15 1% ของความเป็นไปได้ ราคาปก 210.-
16 รอยยิ้มใต้สายฝน ราคาปก 210.-
17 คำที่แปลว่ารัก ราคาปก 190.-
18 โลกด้านที่หันหลังให้ดวงอาทิตย์ ราคาปก 260.-ราคาปกรวม 3,620.-
แถม 2 เล่มคือ ปล่อยให้ความเปลี่ยนแปลงพาไป และ เศษกระดาษมูลค่ารวมเล่มแถม = 4,010.-
ลดเหลือ 2,200.- (รวมค่าส่งแล้ว)เฉลี่ยเล่มละ 110 บาทเท่านั้น ถูกกว่ากาแฟหนึ่งถ้วย
ที่สำคัญ หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว เมื่อนั้นมันจะเป็น rare itemท่านที่ไม่สะดวกมางานหนังสือ หรืออยู่ต่างจังหวัด สามารถสั่งซื้อออนไลน์ได้ สะดวกและถูก
..........................
สั่งซื้อได้ทางเดียวคือ inbox เฟซบุ๊ค
โอนเงินไปที่บัญชี “วินทร์ เลี้ยววาริณ ธนาคารกสิกรไทย สาขาพัฒน์พงศ์ 018-2-85554-5”
ส่งภาพหลักฐานการโอนมาด้วย เพื่อให้รู้ว่าเป็นลูกค้าคนใดหมายเหตุ หากเล่มใดขาด จะแทนด้วยเล่มที่มีมูลค่าใกล้เคียง
1- แชร์
- 25
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
(บทรีวิวมีสปอยเลอร์โครงเรื่องเล็กน้อย)
ในปี 1982 มีหนังไซไฟเรื่องหนึ่งทำเงินมหาศาล สุภาพบุรุษคนหนึ่งที่ผมรู้จักไปดูหนังเรื่องนี้แล้วร้องไห้เหมือนเด็ก
หนังเรื่องนี้คือ E.T. the Extra-Terrestrial หรือมักเรียกสั้นๆ ว่า E.T. ผลงานของพ่อมดความฝัน สตีเวน สปีลเบิร์ก เรื่องมิตรภาพของเด็กน้อยคนหนึ่งกับ 'มนุษย์ต่างดาว' ที่หลงทาง กำลังหาทางกลับบ้านที่ดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง
หนังเกือบไม่ได้เกิด เพราะสตูดิโอ Columbia Pictures มองไม่เห็นว่าเรื่องเข้าท่าตรงไหน โชคดีที่อีกเจ้าหนึ่งคือ Universal Pictures มองเห็นศักยภาพ หนังสร้างด้วยทุนสิบล้านเหรียญ ทำเงินเกือบ 800 ล้านดอลลาร์
หนังประสบความสำเร็จเพราะมันออกจากพื้นที่ไซไฟเข้าสู่หนังชีวิตที่ซาบซึ้ง มิตรภาพระหว่างสองสายพันธุ์ ประโยค "อี.ที. โฟน โฮม" ยังเป็นที่จดจำจนทุกวันนี้
พูดง่ายคือมันเป็น heartfelt sci-fi
44 ปีต่อมา หนังไซไฟอีกเรื่องหนึ่งมาแนวคล้ายกัน หนักไซไฟกว่า แต่ดูเหมือนได้ผลคล้ายกัน
คือ Project Hail Mary สร้างจากนวนิยายของ Andy Weir คนเขียน The Martian ที่ ริดลีย์ สกอตต์ สร้างเมื่อหลายปีก่อน
มันคล้าย E.T. + Sunshine นั่นคือรวมพล็อตแนวมิตรภาพต่างสายพันธุ์เข้ากับเรื่องปฏิบัติการกู้โลก
หนังเล่าแบบสองไทม์ไลน์ ไทม์ไลน์หนึ่งคือเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นในอวกาศลึก อีกไทม์ไลน์หนึ่งปูพื้นหลังของตัวละครหลักบนโลก นี่ทำให้หนังสร้างความอยากรู้ ทำให้น่าติดตาม
นี่เป็นนวนิยายเรื่องที่สองของ Andy Weir แต่โครงเรื่องนี้ก็มีกลิ่นของเรื่องแรก คือตัวเอกต้องแก้ปัญหาคนเดียวกลางอวกาศกว้าง
อย่างไรก็ตาม พล็อตเรื่อง (ในหนัง) แบบไปวัดดวงเอาข้างหน้า ทำให้เรื่องไม่ค่อยสมจริง และหนังยืดไปหน่อย หลายท่อนซ้ำๆ กัน หลายท่อนก็ไม่จำเป็นต่อเรื่อง
แต่ในส่วนของดรามา โดยเฉพาะท่อนท้าย ทำได้ดี โดยเฉพาะเมื่อตัวละครหลักต้องคิดว่าราคาของมิตรภาพนั้นคุ้มหรือไม่
หนังชี้จุดหนึ่งที่ต่างจากหนังภารกิจกู้โลกทั่วไปคือ แทบทุกเรื่องที่เราเคยดู ตัวเอกอาสาไปทำงานเพื่อโลก แต่หนังเรื่องนี้ชี้มุมตรงข้าม คือมุมความเสียสละตน
ในปลายสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นกำลังแพ้ จึงออกแบบภารกิจกามิกาเซ บินไปเที่ยวเดียว ไม่ต้องกลับ นักบินหลายคนไม่ได้อยากไปตาย แต่ก็ต้องไป
สุดท้ายตัวละครเอกก็ต้องตัดสินใจเรื่องความเสียสละตน
จุดเด่นของเรื่องคือการแตะความรู้สึกของคนดู เหมือนหนังชีวิตที่ใช้ฉากไซไฟมากกว่าหนังไซไฟซีเรียสเรื่องอื่นๆ ในแนวคล้ายกัน เช่น Arrival
ข้อสังเกตหนึ่งคือการออกแบบสิ่งมีชีวิตต่างดาว ต่อให้นักเขียนคิดรูปร่างหน้าตาของสิ่งมีชีวิตต่างดาวที่ต่างจากคนแค่ไหน เมื่อสร้างเป็นหนัง ก็หนีไม่พ้นการออกแบบอวัยวะที่เหมือนแขนขาคน เดินได้ พูดได้ ไม่เช่นนั้นคนดูก็ดูไม่รู้เรื่อง
แต่นี่เป็นรายละเอียดปลีกย่อย ท้ายที่สุดแล้ว เราก็วัดค่าของหนังที่หัวใจของมัน
โก้วเล้งเคยบอกว่า นิยายกำลังภายในมีมากมาย แต่ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องคุณธรรมน้ำมิตรก็เป็นแกนหลักที่สำคัญที่สุด
8.5/10
ฉายในโรงภาพยนตร์วินทร์ เลียววาริณ
26-3-26วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)
(มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)
1- แชร์
- 32
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
ผมเริ่มไปเปิดบูธงานหนังสือครั้งแรกน่าจะราว ๆ ปี 2545-2546 หลังจากริเป็นนักเขียนอาชีพ ก็ยี่สิบกว่าปีแล้ว
ไม่น่าเชื่อว่าเวลาผ่านไปนานขนาดนี้
บทบาทการขายหนังสือเป็นส่วนหนึ่งของแพ็คเกจชีวิตนักเขียนอาชีพแบบ ‘พิมพ์เองขายเอง’
สมัยเด็ก ผมต้องช่วยพ่อแม่ขายรองเท้า เป็นงานที่เกลียดที่สุด ไม่ชอบเรื่องค้าขายเลย ตอนนั้นคิดแต่ว่า ในชีวิตนี้จะทำงานประเภทที่ไม่ต้องติดต่อกับใครเลย
นักเขียนก็ดูจะเป็นอาชีพที่ไม่ต้องเจอหน้าใคร
แต่ที่ไหนได้ เป็นนักเขียนแล้วจึงพบสัจธรรมว่า หากจะรอดตายจากอาชีพนี้ในประเทศนี้ ก็ต้องสวมหมวกขายของด้วย
ยี่สิบปีนี้ จัดงานหนังสือปีละสองครั้ง ครั้งละประมาณ 12-14 วัน ก็ราว 24-26 วันต่อปี รวมการเตรียมตัวจัดการ ก็ใช้เวลาประมาณปีละเดือน
จัดมา 20 ปี ก็ 20 เดือน นั่นคือใช้เวลากว่าปีครึ่งของชีวิตอยู่ในงานหนังสือ ไม่น่าเชื่อ!
ความจริงการจัดงานหนังสือก็คือโอกาสที่จะพบปะพูดคุยกับผู้อ่าน แต่ดูเหมือนกิจกรรมหลักจะเป็นการเซ็นชื่อ
นึกไม่ออกว่าในชีวิตนี้เซ็นชื่อบนหนังสือมาแล้วกี่ครั้ง ถ้ารวมกิจกรรมทั้งหมดในระยะ 40 ปีของชีวิตนักเขียน ก็น่าจะเป็นแสนครั้ง วัดจากจำนวนปากกา ที่พังไปสิบกว่าด้ามแล้ว
ปกติการไปเจอคนมาก ๆ ในสถานที่พลุกพล่านอย่างงานหนังสือเป็นเรื่องยากสำหรับมนุษย์สายพันธุ์ super introvert อย่างผม แต่ในกรณีงานหนังสือ ถือเป็นข้อยกเว้น เพราะเป็นเรื่องดีที่ได้พบปะสนทนากับผู้อ่าน แม้ว่าส่วนใหญ่จะพูดสั้น ๆ มีแต่ส่วนน้อยที่มานั่งคุยยาว ๆ และบางคนก็มาเรียนวิชาเขียนหนังสือด้วย
ก็ทำอย่างนี้มายี่สิบปี ไม่รู้จะมีแรงทำอย่างนี้ได้อีกกี่ครั้ง
แปลกนะ ตอนเด็กพยายามหนีบางสิ่ง แต่ตอนโตกลับทำเต็มตัว
ชีวิตก็เป็นอย่างนี้แหละ คาดหวังอย่างหนึ่ง ได้ทำอย่างหนึ่ง แต่มองให้ดี มองให้เข้าใจ ทุกอย่างก็มีจุดดีของมัน
วินทร์ เลียววาริณ
26 มีนาคม 2569....................
ป.ล. งานหนังสือเริ่มวันนี้ (26 มีนาคม - 6 เมษายน)
สถานที่เดิม - ศูนย์สิริกิติ์ หมายเลขบูธ F-32
ผมไปงานหนังสือทุกวัน เที่ยง 12.00 - 13.00 น. และเย็น 18.00 - 21.00 น. เวลาบวกลบนิดหน่อย ยกเว้นจันทร์ที่ 30 ไปเฉพาะตอนเย็น
1- แชร์
- 21
