-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
ขายจริงแล้ว
ฮานอย ฮิลตัน + Mini Wabi-sabi งานสองเล่มใหม่ของ วินทร์ เลียววาริณ พร้อมให้สั่งซื้อแล้ว
.......................
โปรโมชั่นคู่ + ของแถม
ฮานอย ฮิลตัน + Mini Wabi-sabi
Shopee กดลิงก์ https://s.shopee.co.th/9KcvAI37ab
ผ่านเว็บไซต์ วินทร์ เลียววาริณ กดลิงก์ https://www.winbookclub.com/store/detail/257/ฮานอย%20ฮิลตัน%20+%20Mini%20Wabi-sabi.......................
เล่มเดี่ยว ฮานอย ฮิลตัน
Shopee กดลิงก์ https://s.shopee.co.th/Li6RoqCLa
ผ่านเว็บไซต์ วินทร์ เลียววาริณ กดลิงก์ https://www.winbookclub.com/store/detail/258/ฮานอย%20ฮิลตัน.......................
เล่มเดี่ยว Mini Wabi-sabi
Shopee กดลิงก์ https://s.shopee.co.th/3Vf8DfwaFn
ผ่านเว็บไซต์ วินทร์ เลียววาริณ กดลิงก์ https://www.winbookclub.com/store/detail/260/Mini%20Wabi-sabi0- แชร์
- 5
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
มารี คูรี เป็นนักฟิสิกส์และนักเคมีชาวฝรั่งเศส เชื้อสายโปแลนด์ เป็นนักวิทยาศาสตร์แถวหน้าของโลก เธอเก่งทั้งด้านฟิสิกส์และเคมี
เธอได้รับรางวัลโนเบลสองครั้ง จากสองสาขา
ปี 1903 มารีได้รับรางวัลโนเบลร่วมกับสามี ปิแอร์ คูรี และ อังรี เบ็คเคอเรล จากการบุกเบิกงานด้านกัมมันตภาพรังสี
มารี คูรี บุกเบิกรังสีวิทยาเพื่อการแพทย์ เป็นผู้พัฒนาเครื่องเอกซเรย์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง สำหรับใช้ในโรงพยาบาลภาคสนาม
มารี คูรี ได้รับรางวัลโนเบลรอบที่สองสาขาเคมี จากการค้นพบสองธาตุใหม่คือ โปโลเนียม (polonium) และ เรเดียม (radium)
แม้เป็นคนฝรั่งเศส แต่เธอดำรงรักษารากเหง้าของโปแลนด์อย่างเหนียวแน่น และตั้งชื่อธาตุแรกที่เธอค้นพบว่า polonium มาจากชื่อโปแลนด์
แต่ผลงานชั้นยอดทั้งหลายเหล่านี้มิได้ทำให้คนฝรั่งเศสรักเธอหรือภูมิใจแต่อย่างใด พวกเขาเห็นว่าเธอเป็น ‘คนนอก’ เป็นคนยิว และเป็น atheist (คนที่ไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า)
สถานการณ์ยิ่งเลวร้าย เมื่อเธอมีสัมพันธ์กับชายที่แต่งงานแล้ว
ในปี 1906 สามีเธอตายเพราะอุบัติเหตุ มารีเศร้าโศกอยู่หลายปี สี่ปีต่อมาเธอพบรักใหม่กับผู้ร่วมงาน ศาสตราจารย์หนุ่ม ปอล ลองเจอแว็ง เขาแต่งงานแล้ว แต่แยกทางกับภรรยา
ภรรยาของเขาว่าจ้างคนไปขโมยจดหมายรักของทั้งสอง แล้วส่งให้สื่อไปตีพิมพ์
ทันใดนั้นเรื่องรักของเธอก็กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งในฝรั่งเศส ข่าวนี้ดังกว่าข่าวการได้รับรางวัลโนเบลครั้งที่สองของเธอ
ปรากฏฝูงชนไปออกันที่หน้าบ้านเธอในปารีส ด่าทอนักวิทยาศาสตร์หญิงอย่างรุนแรง พายุ ‘hate speech’ ทำให้เธอต้องหลบไปอาศัยบ้านเพื่อน
สื่อตราหน้าเธอว่าเป็น ‘ยิวต่างชาติที่ทำลายครอบครัวคนอื่น’
มารี คูรี ได้รับจดหมายจากสมาชิกคณะกรรมการโนเบลคนหนึ่ง ชื่อ สวานเต อาร์ราเฮเนียส ‘ขอร้อง’ เธอไม่ให้ไปร่วมพิธีรับรางวัล
ท่ามกลางความเลวร้ายของพายุความเกลียดชัง จดหมายฉบับหนึ่งเดินทางเงียบ ๆ ไปถึงมือคูรี
เป็นจดหมายจาก อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
จดหมายฉบับนั้นเขียนว่า
กรุงปราก 23 พฤศจิกายน 1911
คุณคูรีที่นับถืออย่างยิ่ง
อย่าหัวเราะผมที่เขียนจดหมายมาหาคุณ โดยไม่มีอะไรที่เป็นประโยชน์มากนัก แต่ตอนนี้ผมรู้สึกโกรธมากเรื่องมารยาทพื้นฐานที่สาธารณะเข้าไปยุ่มย่ามกับคุณ จนผมต้องระบายความรู้สึกนี้ออกมา
อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อแน่ว่าคุณรังเกียจม็อบพวกนี้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่ามันจะเป็นคำยกย่องเกินจริง หรือเป็นความพยายามตอบสนองความอยากอ่านเรื่องตอแหล เกิดแรงกระตุ้นให้ผมต้องบอกคุณว่าผมชื่นชมความฉลาดปราดเปรื่องของคุณแค่ไหน ความมุ่งมั่นของคุณ และความซื่อตรงของคุณ และผมรู้สึกว่าตนเองโชคดีได้รู้จักคุณเป็นการส่วนตัวที่กรุงบรัสเซลส์ ใครก็ตามที่ไม่อยู่ในกลุ่มสัตว์เลื้อยคลานเหล่านี้ย่อมมีความสุขแน่นอน
ตอนนี้ก็เช่นแต่ก่อน ที่พวกเรามีคนเช่นคุณ และลองเจอแว็งด้วย มนุษย์จริง ๆ ที่คนอื่นรู้สึกเป็นโอกาสพิเศษที่ได้คบหา ถ้าคนพวกนั้นยังเล่นไม่เลิกกับคุณ ก็อย่าไปอ่านเรื่องไร้สาระพวกนั้น ปล่อยมันไว้กับพวกสัตว์เลื้อยคลานที่เชื่อเรื่องซึ่งถูกสร้างขึ้นมาหลอกลวง
ด้วยมิตรภาพและความปรารถนาดีต่อคุณลองเจอแว็ง และ เพแร็ง (เพแร็งคือ Jean Baptiste Perrin ศาสตราจารย์นักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศส)
(ลงชื่อ)
A. Einsteinคูรีได้สติ ลุกขึ้นมายืนอีกครั้ง เธอเขียนจดหมายตอบกลับสมาชิกกรรมการรางวัลโนเบลว่า
“รางวัลนี้มอบแก่การค้นพบเรเดียมและโปโลเนียม ดิฉันเชื่อว่ามันไม่มีความเกี่ยวโยงกันระหว่างงานด้านวิทยาศาสตร์กับชีวิตส่วนตัวของดิฉัน ดิฉันไม่สามารถยอมรับว่า การยกย่องคุณค่าของงานวิทยาศาสตร์สมควรได้รับอิทธิพลจากข้อเขียนเท็จและการสร้างความเสียหายที่เกี่ยวกับชีวิตส่วนตัว”
เรื่องจบลงในที่สุด
เมื่อหมดเชื้อไฟให้เล่น สื่อก็หันไปเล่นข่าวอื่นต่อไป
และ มารี คูรี ก็กลายเป็นเพื่อนสนิทของไอน์สไตน์
..................
ผ่านมาหนึ่งศตวรรษครึ่งจากยุคของ มารี คูรี โลกของเราเดินทางมาถึงจุดที่เทคโนโลยี โซเชียล มีเดีย เปิดพื้นที่ให้เกิดข่าวปลอมและวาจาเกลียดชัง (hate speech) ได้ง่ายดายจนมันท่วมโลก
นักเขียน นักปรัชญาชาวอิตาเลียน อุมแบร์โต เอโก (Umberto Eco) เขียนว่า “โซเชียล มีเดีย ให้สิทธิกลุ่มงี่เง่าพูดเรื่องที่แต่ก่อนพวกเขาพูดกันเฉพาะในบาร์หลังดื่มไวน์สักแก้ว โดยไม่สร้างความเดือดร้อนต่อสังคม แล้วพวกเขาก็ถูกเอ็ดให้เงียบ แต่เดี๋ยวนี้พวกเขามีสิทธิพูดเหมือนกับผู้รับรางวัลโนเบล มันคือการรุกรานของพวกงี่เง่า”
โซเชียล มีเดีย กลายเป็น ‘weapon of mass destruction’ แห่งศตวรรษที่ 21
บางคนอาจโทษเทคโนโลยี แต่มองให้ดี เราจะพบว่าปัญหาอยู่ที่คนเสมอ ดังคำของโก้วเล้งที่ว่า “ที่ฆ่าคนมิใช่อาวุธ ที่ฆ่าคนคือคน”
การรับมือการรุกรานโดยรุกรานกลับยิ่งทำให้สังคมวุ่นวาย แต่การทำตามคำแนะนำของไอน์สไตน์ที่ว่า “ก็อย่าไปอ่านเรื่องไร้สาระพวกนั้น” ไม่ได้กระทำได้ง่าย เพราะในวันนี้เราแทบแยกแยะไม่ออกแล้วว่า อะไรคือข่าวจริงข่าวไม่จริง และในวันนี้ วิถีชีวิตของเราอาจถูก ‘เชิด’ (manipulate) ด้วยเครื่องมือใหม่นี้อย่างไม่น่าเชื่อ
วาเอล โกนีม (Wael Ghonim) นักเคลื่อนไหวทางการเมืองชาวอียิปต์ ผู้มีบทบาทใช้อินเทอร์เน็ตขับไล่รัฐบาลอียิปต์ในปี 2011 กล่าวว่า แต่ก่อนเขาเชื่อว่า ถ้าเราจะปลดแอกสังคมให้เป็นอิสระ เราต้องใช้อินเทอร์เน็ต แต่วันนี้เขาเชื่อว่า ก่อนจะปลดแอกสังคม เราต้อง ปลดแอกอินเทอร์เน็ตเสียก่อน
วินทร์ เลียววาริณ
27-2-26อ่านฉบับเต็มได้จาก ปฏิบัติการผ่าสมองไอน์สไตน์ หนังสือ Exclusive edition ยังพอมีเหลือ หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
สารคดีเกี่ยวกับวิถีชีวิตของไอน์สไตน์ มุมมองต่อโลกและชีวิต + ปรัชญาต่างๆ บางบทความอาจเปลี่ยนชีวิตคุณ
โปรโมชั่นพิเศษไอน์สไตน์ + เล่มอื่น
Shopee คลิกลิงก์ https://shope.ee/6KgvYw47A4?share_channel_code=61- แชร์
- 21
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
ลูกค้าคนล่าสุดของร้านเหล้าพับผ่า แต่งชุดน้ำเงินเข้ม คล้ายคนงาน เสื้อผ้าเก่า แต่รอยยิ้มระบายบนใบหน้า
เขาบอกข้าพเจ้า "บาร์เทนเดอร์ วันนี้ผมเลี้ยงเหล้าทุกคนในร้าน"
ข้าพเจ้าถามลูกค้า "นี่คุณไปรวยมาจากไหน เข้ากาสิโนชายแดนหรือ?"
"ไม่ครับ ผมไม่อุดหนุนพวกเหม็น"
"คุณคงหมายถึงเหมน - เขมร?"
"ใช่ ผมติดคำว่าเหม็นน่ะ เพราะงานของผมเกี่ยวข้องกับความเหม็น"
"ยังไงครับ?"
"ผมมีอาชีพสูบส้วม"
ข้าพเจ้าเลิกคิ้ว
"สูบส้วมรวยขนาดเลี้ยงเหล้าคนทั้งร้านหรือ?"
"ถ้าแต่ก่อนก็ไม่มีทางรวย ตอนนี้ผมรวยจากการสูบส้วมจริงๆ"
"ไปสูบที่ไหน? บ้านมหาเศรษฐีหรือ?"
"กลางทะเล"
"ยังไงครับ? ส้วมกลางทะเลของพวกชาวเลหรือ?"
"ไม่ใช่ครับ ส้วมบนเรือใหญ่"
"อ๋อ! คงเป็นเรือสำราญ"
"ไม่ใช่อีกครับ บาร์เทนเดอร์คงรู้ว่าตอนนี้เรือบรรทุกเครื่องบินของอเมริกาที่จะไปบุกอิหร่านกำลังเจอปัญหาหนัก"
"เรือรบโดนอิหร่านถล่ม?"
"เปล่า ส้วมตัน"
"แล้วทำไมส้วมในเรือบรรทุกเครื่องบินตัน?"
"แหม! คนเราไม่ว่าจะเป็นพลเรือนหรือทหาร ก็ต้องขี้เหมือนกัน ทหารมะกันตัวใหญ่ ขี้ก็เลยใหญ่ด้วย มันเลยตันง่าย"
"เรือบรรทุกเครื่องบินมีทหารกี่คน?"
"4,500 คน ลองคิดดูว่าวันๆ ผลิตขี้จำนวนมหาศาลแค่ไหน ทีนี้พอส้วมตัน ทหารแต่ละคนต้องรอเข้าห้องน้ำนานถึง 45 นาที ไม่ต้องรบกันแล้ว"
“แล้วคิดราคาสูบส้วมยังไง? คงไม่ใช่อัตราไทยนะ”
"แน่นอน ปกติในเมืองไทยผมคิดค่าสูบส้วมแค่ลูกบาศก์เมตรละ 200-300 แต่สูบส้วมเรือรบนี่ผมคิดสองสามพันต่อลูกบาศก์"
"บาท?"
"ดอลลาร์ จ่ายสด"
"แล้วที่นั่นไม่มีบริการส้วมหรือไร?"
"พวกไอ้กันไม่ชอบทำงานต่ำต้อย พวกนั้นชอบทำงานเท่ๆ คุณจำหนังเรื่องอาม้าเก๊กด้งได้มั้ย?"
"Armageddon?"
"ใช่ นั่นแหละ เรื่องที่ บรูซ วิลลิส นำคนงานไปดาวเคราะห์น้อยที่กำลังจะชนโลก เพื่อขุดส้วม เอ๊ย! ขุดรูฝังระเบิด มันต้องงานเท่ๆ แบบนั้นไอ้กันจึงจะทำ ถ้าสูบส้วมต้องใช้พวกแรงงานต่างด้าวเข้ามา ทีนี้พอทรัมป์ประกาศห้ามคนต่างด้าวเข้าประเทศ ก็เกิดปัญหา พอส้วมตันไม่มีคนสูบ"
"แล้วทำไมงานมาลงที่คุณ?"
"ตอนนี้พวกเม็กซิกันกำลังตีกัน พวกเวเนซุเอลาก็ไม่อยากทำงานให้อเมริกา พวกอาหรับก็กำลังเตรียมพร้อมรบ พวกเหมนก็กำลังซ้อมเล่นละครเรื่อง ไฟป่า ก็เหลือแต่คนไทยนี่แหละที่ว่างทำงานนี้ได้"
"ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง แล้วขี้ที่สูบมาเอาไปไว้ที่ไหน?"
"กำลังขนไปที่ชายแดนเขมร ยัดใส่บั้งไฟ ถ้าพวกเหมนกวนตีนอีก จะยิงบั้งไฟขี้มะกันใส่ เอ้า! วันนี้บาร์เทนเดอร์มีอะไรให้ผมดื่มบ้าง?"
"เริ่มที่ Dirty Martini Cocktail เป็นไง?"
วินทร์ เลียววาริณ
26-2-26พับผ่า! บาร์เทนเดอร์ (The Bartender Series 1) มีจำหน่ายแล้วในรูปอีบุ๊ค สนใจดูได้ในเว็บ The Meb
1- แชร์
- 20
-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
ในวันที่ 17 เมษายน 1955 อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาล หมอพบว่าหลอดเลือดเอออร์ตาส่วนท้องปริแตก ทำให้เลือดไหลในช่องท้อง เขาต้องได้รับการผ่าตัด ทว่าอัจฉริยะของโลกบอกหมอว่าเขาไม่ปรารถนาจะรับการผ่าตัดใด ๆ เขากล่าวว่า “ฉันต้องการจากไปเมื่อฉันต้องการ มันไร้รสชาติที่จะต่ออายุอย่างผิดธรรมชาติ ฉันทำงานของฉันจบแล้ว ถึงเวลาไปแล้ว ฉันจะจากไปอย่างสง่างาม”
แล้วไอน์สไตน์ก็จากโลกไปในวันรุ่งขึ้น วัยเจ็ดสิบหก ง่าย ๆ เช่นนั้น
เป็นเรื่องอัตโนมัติอย่างยิ่งสำหรับหมอและญาติคนไข้ที่จะยื้อชีวิตคนไข้ให้อยู่ในโลกนานที่สุด โดยความคิดว่าการมีชีวิตยืนยาวที่สุดเป็นเรื่องดี ต่อให้รู้อยู่แก่ใจว่าการอยู่ในโลกนานกว่ากำหนดโดยมีสายช่วยชีวิตระโยงระยาง เป็นความทุกข์ที่เราสร้างขึ้นเอง กระนั้นก็ยังทำทุกวิถีทางเพื่อต่อชีวิตให้ยาวที่สุด เพราะค่านิยมและความเชื่อว่า “ชีวิตเป็นของมีค่า”
ไอน์สไตน์กลับมองว่า ‘ความมีค่า’ กับ ‘ความยาว’ ของชีวิต ไม่ได้อยู่ในสมการเดียวกัน
เขารู้ว่าความยาวของเวลาเป็นเพียงมายา เพราะเวลาเป็นเพียงค่าสัมพัทธ์
ไอน์สไตน์สมแล้วที่เป็นคนฉลาดที่สุดคนหนึ่งในโลก มิเพียงจะเข้าใจหลักฟิสิกส์อย่างดีเยี่ยม หากยังสามารถใช้หลักฟิสิกส์ในชีวิตจริง! เข้าใจสมการชีวิตอย่างลึกซึ้ง และเขาก็ใช้ชีวิตเช่นแนวคิดเรื่องสัมพัทธภาพของเขา!
แนวคิดเรื่องสัมพัทธภาพอาจฟังดูซับซ้อนเกินเข้าใจ แต่เมื่อมองในมุมการเข้าถึงธรรมของพุทธ จะเข้าใจได้ง่ายขึ้นมาก เพราะปรัชญาพุทธอธิบายหลักการใช้ชีวิตให้มีทุกข์น้อยที่สุดได้โดยการละวางทวิลักษณ์ เนื่องจากมันเป็นมายา
เป็นมายาอย่างไร?
ชายคนหนึ่งเที่ยวรอบโลกอย่างสนุกสนานนานหกเดือน เขารู้สึกว่าเวลาหกเดือนสั้นอย่างยิ่ง แต่หากเขาต้องโทษจำคุกหกเดือน เวลาหกเดือนเท่ากันนั้นจะยาวนานอย่างยิ่ง
นี่ก็คือสัมพัทธภาพ มันเกิดจากการเปรียบเทียบเวลาที่บวกความสุขกับเวลาที่บวกความทุกข์ ย่อมรู้สึกว่าแตกต่าง ทั้งที่เวลาเท่ากัน
สมมุติว่าธรรมชาติสร้างให้มนุษย์ทั้งโลกมีอายุเฉลี่ย 30 ปี เราจะเคยชินกับตัวเลขนี้ และรู้สึกว่าถ้าใครอายุถึง 40 คือยืนยาวมาก
แต่ใน พ.ศ. นี้ อายุเฉลี่ยของมนุษย์คือ 70-80 ปี ตัวเลข 40 ก็กลายเป็น ‘สั้น’ ขึ้นมาทันที ทั้งที่ระยะเวลาเท่ากัน
ถ้าวันหนึ่งในอนาคต อายุเฉลี่ยของมนุษย์สูงขึ้นถึง 150 ปี ตัวเลข 80 ที่เรารู้สึกว่า ‘ยาว’ ในวันนี้ก็จะกลายเป็น ‘สั้น’ ขึ้นมา ความยาว-สั้นจึงเป็นสัมพัทธ์และเป็นมายา
เมื่อเราเอามือแตะน้ำเดือด เรารู้สึกว่ามัน ‘ร้อน’ เมื่อแตะน้ำแข็ง เรารู้สึกว่า ‘เย็น’
แล้วเราก็ตั้งเป็นกฎขึ้นมาว่า 100 องศาเซลเซียสคือร้อน 0 องศาคือเย็น
ทว่าสัตว์น้ำหลายพันธุ์ซึ่งอาศัยบริเวณปล่องภูเขาไฟระอุใต้มหาสมุทรกลับอยู่ในน้ำเดือดปุด ๆ อย่างสบาย พวกมันไม่รู้สึกว่าบ้านน้ำเดือดของมันร้อนแต่อย่างไร เพราะพวกมันชินของพวกมันอย่างนั้น ถ้าพวกมันรู้สึก ‘ร้อน’ สุดทนทาน ก็คงย้ายบ้านไปอยู่ที่อื่นแล้ว
ค่า ‘ร้อน’ จึงไม่สัมบูรณ์ ไม่ตายตัว ไม่ใช่ความจริงสูงสุด เพราะเราชาวมนุษย์กับสัตว์ใต้ทะเลพวกนั้นเห็นต่างกัน เราบอกว่าร้อนเพราะเราใช้มาตรฐานความเคยชินของเราวัด พวกมันบอกว่าไม่ร้อนเพราะใช้มาตรของพวกมันวัด
ร้อน-เย็นจึงเป็นสัมพัทธ์และเป็นมายาเช่นเดียวกัน
ทุกข์-สุขก็เป็นมายา ไม่ใช่ค่าตายตัว เป็นสัมพัทธภาพขององค์ประกอบต่าง ๆ ที่เราวัดด้วยความรู้สึกและอารมณ์ในแต่ละช่วงเวลา
คนคนหนึ่งเห็นว่าเรื่องหนึ่งเป็นทุกข์มาก อีกคนหนึ่งมองเรื่องเดียวกันว่าทุกข์น้อยหรือไม่ทุกข์เลย มันไม่มีค่าสัมบูรณ์อย่างแท้จริง
สัมพัทธภาพในโลกนี้ก็คือทวินิยม ร้อน-เย็น ยาว-สั้น เหล่านี้เป็นสิ่งที่เรากำหนดให้ตัวเองรู้สึกเองทั้งสิ้น โดยใช้ตัวเองเป็นบรรทัดฐาน
ความรู้สึกที่เรียกว่า ‘ทุกข์’ มีหลายระดับ ขึ้นกับความรู้สึกและประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคน ไม่เหมือนกันทั้งที่เป็นเรื่องเดียวกัน
ยึดมายาเป็นค่าสัมบูรณ์เมื่อไร เราก็ทุกข์เมื่อนั้น
ชีวิตก็คือสัมพัทธภาพ ความยาว-สั้นของเวลาชีวิตเป็นเพียงมายา จะอยู่ในโลกนานขึ้นอีกห้าปี สิบปี อาจไม่แตกต่างอะไร หากเวลาที่เรามีนั้นไร้คุณภาพหรือไร้ความหมาย ดังนั้นถ้าหลงคิดว่าตัวเลขอายุมาก ๆ คือดี ก็อาจหลงทาง มองคุณค่าของชีวิตผิดเพี้ยนไป
ลองถามตัวเองว่าหากมีชีวิตยาวขึ้นอีกวันสองวัน ร้อยวัน สร้างความแตกต่างอะไรหรือไม่ หากไม่แตกต่าง จำนวนวันบนโลกก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เร็วหรือช้าไม่มีผลอะไรต่อโลกอีกแล้ว
บางทีความยาวของชีวิตอาจไม่สำคัญเท่าว่าช่วงชีวิตที่มีลมหายใจ เจ้าของชีวิตทำอะไร ใช้ชีวิตอย่างไร ที่ทำให้การมีชีวิตอยู่บนโลกของเขานั้นดีกว่าการไม่มี
เมื่อเข้าใจสัมพัทธภาพแห่งชีวิต เราก็จะเข้าใจมายาอื่น ๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึก และเมื่อนั้นเราก็อาจสามารถกำหนดชีวิตของเราได้เอง
ดังนั้นเวลาสุขอย่าลืมตอนทุกข์ เวลาทุกข์อย่าลืมตอนสุข เวลาเศร้าอย่าลืมตอนหัวเราะ เวลาหัวเราะอย่าลืมตอนเศร้า เวลามึนซึมอย่าลืมตอนสดชื่น เวลาเหงาอย่าลืมตอนมีเพื่อน ฯลฯ
เพราะทุกอารมณ์เป็นเรื่องเดียวกัน ต่างที่ว่าจะไปจับตรงช่วงไหนของเรื่องนั้น
วินทร์ เลียววาริณ
26-2-26อ่านฉบับเต็มได้จาก ปฏิบัติการผ่าสมองไอน์สไตน์
หนังสือ Exclusive edition ยังพอมีเหลือ หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้วสารคดีเกี่ยวกับวิถีชีวิตของไอน์สไตน์ มุมมองต่อโลกและชีวิต + ปรัชญาต่างๆ บางบทความอาจเปลี่ยนชีวิตคุณ
https://www.winbookclub.com/store/detail/240/ปฏิบัติการผ่าสมองไอน์สไตน์
21 บทความ ราคา 300 = บทความละ 14.2 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)มีโปรโมชั่นพิเศษไอน์สไตน์ + เล่มอื่น
Shopee คลิกลิงก์ https://shope.ee/6KgvYw47A4?share_channel_code=61- แชร์
- 31
-
วินทร์ เลียววาริณ4 วันที่ผ่านมา
ช่างก่อสร้างใช้หลักวิทยาศาสตร์ช่วยทำงานมากกว่าที่คนทั่วไปคิด เช่น เวลาก่อผนังอิฐโดยเฉพาะอิฐเปลือยโชว์แนว จะใช้สายยางเพื่อวัดระดับสองจุดที่ห่างกัน เนื่องจากระดับน้ำในสายยางเล็กสองปลายสูงเท่ากันเสมอ, การกำหนดเส้นตั้งฉากของกำแพงหรือเสาจะวัดด้วยลูกดิ่งซึ่งทำงานได้ด้วยความช่วยเหลือของแรงโน้มถ่วงโลก, การเซาะร่องผนังกับการฝังเส้นโลหะเป็นระยะบนพื้นช่วยป้องกันพื้นแตกร้าว ทำงานด้วยหลักการคายความร้อน, การเซาะร่องขอบกันสาดเพื่อไม่ให้น้ำไหลย้อน ทำงานด้วยหลักแรงดึงผิวของหยดน้ำ เป็นต้น
ช่างใช้สว่านหลายแบบเจาะรู ทรงหัวต่างกันใช้เจาะวัสดุต่างกัน การเจาะรูใหญ่บนผนัง ใช้สว่านดอกเล็กก่อน ใช้แรงแต่พอควร ไม่กระแทกกระทั้น เจาะรูเล็กแล้วค่อยใช้สว่านดอกใหญ่ขึ้นขยายรู
มองดูช่างทำงานแล้วก็เห็นความเหมือนกันของงานช่างกับการใช้ชีวิต
การผสมปูนสัดส่วนเหมาะ ไม่ให้แตก ก็คือการใช้ชีวิตแบบสมดุล ไม่ตึงไปหย่อนไป
การเจาะผนังก็เช่นการว่ากล่าวตักเตือนผู้อื่น ไม่ควรรุนแรง ไม่ผลีผลาม ค่อย ๆ พูด
บางอย่างต้องเบา บางอย่างก็แรงได้
การใช้สว่านแบบต่าง ๆ ในการเจาะรูแต่ละชนิดก็เช่นการแก้อุปสรรคแต่ละอย่างของชีวิต แต่ละสถานการณ์ใช้วิธีการที่ต่างกัน
การฝังเส้นโลหะบนพื้นเพื่อกันการแตกร้าว ก็เหมือนการใช้กาวใจเชื่อมสัมพันธ์องค์กรไม่ให้ร้าว
เข้าใจการทำงานของช่าง ก็อาจเข้าใจการใช้ชีวิตดีขึ้น
วินทร์ เลียววาริณ
25-2-26จากหนังสือ บางครั้งเราก็ลืมรักตัวเอง
90 บทความกำลังใจสั้นๆ ราคาเพียง 190 บาท = บทความละ 2 บาท+ (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้วhttps://www.winbookclub.com/store/detail/147/บางครั้งเราก็ลืมรักตัวเอง
ทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.2082697073283951- แชร์
- 40
