• วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    ทุกครั้งที่มีหนังเรื่องใหม่ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน เข้าโรง ผมจะไปดูในวันแรก รอบแรก จะไม่ดูหนังตัวอย่าง ไม่อ่านข่าวใดๆ

    พร้อมรับความเซอร์ไพรส์เต็มที่

    ผมเข้าโรงหนังเช้านี้โดยสมองไม่มีอะไร แต่รู้เรื่อง Odyssey มาก่อน เพราะเคยอ่านมานานมากแล้ว

    ความจริงผมรีวิวหนังเรื่องนี้เสร็จแล้ว แต่คิดว่าค่อยโพสต์หลังจากที่มีคนดูหนังมากพอ จะได้คุยกันรู้เรื่อง (ถ้าอยากคุย)

    ...................

    ในรอบสองพันปีที่ผ่านมา ในฝั่งตะวันออกมีตำนานหลายเรื่องที่เป็นคลาสสิก เช่น วีรบุรุษแห่งเขาเหลียงซาน สามก๊ก ส่วนในฝั่งตะวันตก มีสองเรื่องคือ Iliad กับ Odyssey ผลงานของนักประพันธ์กรีก โฮเมอร์

    ได้ยินมาตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนชั้นมัธยม

    หนังเรื่องใหม่ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน The Odyssey ตีความงานของโฮเมอร์ในความคิดมุมมองของโนแลน บอกก่อนเลยว่า ใครที่ไม่เคยรู้เรื่อง Odyssey ของโฮเมอร์มาก่อน จะรู้หนังไม่รู้เรื่อง หรือไม่รู้รสทั้งหมด

    ด้วยเหตุนี้จึงขอเล่าเรื่องย่อของ Odyssey ของโฮเมอร์ให้อ่านก่อนไปดูหนัง ไม่ถือว่าเป็นสปอยเลอร์ เพราะฉบับหนังสือกับหนังต่างกัน ตีความต่างกัน และต่อให้รู้พล็อต ก็ไม่ใช่หนังดูง่าย

    เราส่วนมากรู้เรื่องตำนานเฮเลนแห่งทรอยแล้ว เรื่องของหญิงงามที่เป็นต้นเหตุของสงคราม Trojan War

    เฮเลนเป็นราชินีของอาณาจักรสปาร์ตา นางหนีไปกับเจ้าชายปารีส สามีนางคือกษัตริย์ Menelaus ส่งสารขอให้รัฐอื่นๆ ไปรบกับกรุงทรอย รวมทั้งรัฐกรีก ในตำนาน Helen of Troy เฮเลนเป็นธิดาของซูส หญิงงามที่สุดในปฐพี เป็นต้นเหตุของสงครามชิงนาง

    พี่ชายของกษัตริย์ Menelaus ชื่อ Agamemnon กษัตริย์แห่ง Mycenae ยกทัพไปสู้กับพวกทรอยนานสิบปี กลอุบายสุดท้ายที่พวกเขาใช้คือทิ้งม้าไม้ไว้ ภายในม้าไม้ซ้อนทหารกลุ่มหนึ่ง เมื่อชาวเมืองลากม้าไม้เข้าไปในเมือง ตกค่ำ ทหารที่ซ่อนอยู่ก็ออกมาเปิดประตูเมือง ทรอยก็ล่ม

    ทหารกรีกฆ่า ข่มขืนชาวเมือง จับคนจำนวนมากเป็นทาส

    เมืองทรอยถูกทำลายราบเป็นหน้ากลอง

    ใน Odyssey ฉบับโฮเมอร์ ตัวละครเอกคือ โอดิสซูส (Odysseus) หรือชื่อละตินว่ายูลิสซิส กษัตริย์แห่งอิธากา เขาไปร่วมรบที่สงครามโทรจันนานสิบปี หลังจากสงครามยุติ เขาก็เดินทางกลับบ้านที่อิธากา แต่เดินทางเท่าไรก็ไม่ถึงบ้าน เพราะเผชิญอุปสรรคต่างๆ

    โอดิสซูสและลูกเรือเจอยักษ์ตาเดียว ยักษ์กินคน (Laestrygonians) เจอเทพธิดาเซอร์ซีที่สาปคนเป็นสุกร (ในฉบับหนังสือ นางอยู่กินกับเซอร์ซีหลายปี)

    โอดิสซูสเดินทางต่อไปในดินแดนที่สามารถสื่อสารกับคนตาย ผ่านเกาะไซเรนที่เสียงเพลงสามารถฆ่าคน ผ่านสะดือทะเล เผชิญ Scylla สัตว์ประหลาดหลายหัว

    โอดิสซูสยังพบเทพธิดาคาลิปโซที่เกาะ Ogygia และอยู่กับนางนานเจ็ดปี ที่นี่เมื่อกินดอกบัว จะลืมความจำความหลังทั้งหลาย

    หลังจากท่องทะเลนานสิบปี ในที่สุดโอดิสซูสก็กลับบ้านที่อิธากา เพื่อกู้บัลลังก์คืน

    วินทร์ เลียววาริณ 
    16-7-26

    0
    • 0 แชร์
    • 18
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    ซุนหวู่ ขงเบ้ง สุมาอี้มีงง

    1
    • 0 แชร์
    • 8
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    คุณบริสุทธิ์แต่งงานกับลูกสาวปู่เจตน์ (คนให้อาหารจระเข้) ได้หลายเดือน ก็เริ่มเบื่อชีวิตในต่างจังหวัด ชีวิตกลางคืนในบุรีรัมย์ไม่เร้าใจเท่าเมืองกรุง

    วันหนึ่งเพื่อนคุณบริสุทธิ์ชื่อบูลย์โทรศัพท์มาบอกเขาว่า “กูต้องไปประชุมสัมมนาที่ขอนแก่น กินเวลาหลายวัน กลางคืนก็มีโปรแกรมประชุมด้วย น่าเบื่อ กูเลยว่าจะหลบไปเยี่ยมมึงที่บุรีรัมย์ แล้วค่อยกลับไปขอนแก่นอีกครั้งตอนปิดประชุม”

    คุณบริสุทธิ์ย่อมตกลง เขาเริ่มเบื่อป่าเขาลำเนาไพรแล้ว

    บ่ายวันนั้นเขาขับรถมารับคุณบริสุทธิ์ที่สวน ตรงไปที่บาร์เบียร์แห่งหนึ่ง ที่นั่นเพื่อนร่วมงานของเขาอีกสี่คนนั่งรออยู่

    “พวกนี้ก็หนีสัมมนาเหมือนกัน”

    คุณบริสุทธิ์ว่า “ไม่ได้หนีสัมมนา แค่เปลี่ยนวงสัมมนา”

    ชายหกคนดื่มเบียร์เย็น ๆ ‘สัมมนา’ เรื่องสัพเพเหระ มองดูเด็กเสิร์ฟเบียร์ในชุดนุ่งน้อยห่มน้อย ทุกคนสวมรองเท้าสเก๊ต เสิร์ฟเบียร์อย่างรวดเร็ว

    ในช่วงหนึ่ง ใครคนหนึ่งทำเบียร์หกนองพื้น และกวักมือเรียกเด็กเสิร์ฟ

    เด็กเสิร์ฟแล่นมารวดเร็วราววิหคโผบิน ถามว่า “คะ?”

    “น้อง... เบียร์หก”

    “ได้ค่ะ”

    วิหคสาวไถสเก๊ตหายไปอย่างรวดเร็ว อึดใจเดียวก็กลับมาพร้อมกับเบียร์หกขวด

    บูลย์ว่า “เข้าใจผิดแล้ว คนละหกครับ”

    เด็กเสิร์ฟไถสเก๊ตหายไปอีกครั้ง อึดใจเดียวก็กลับมาพร้อมเบียร์ ‘คนละหก’ รวม 36 ขวด

    .................

    ผลของเบียร์ ‘คนละหก’ คือไม่มีใครได้กลับไปสัมมนาต่อ จนบาร์เบียร์ปิด ส่วนบูลย์ขับรถไปส่งคุณบริสุทธิ์

    คุณบริสุทธิ์ชวนเขานอนค้างที่บ้าน บูลย์ตกลง “ดีเหมือนกัน อยากแวะทักทายเมียมึงด้วย”

    เมื่อรถไปถึงจุดหมาย คุณบริสุทธิ์บอกว่า “เฮ้ย! มึงมาส่งผิดที่แล้ว บ้านกูอยู่ที่บุรีรัมย์ ไม่ใช่โคราช”

    บูลย์ตอบ “นี่แหละบุรีรัมย์”

    “แต่นี่มันโคราชชัด ๆ นั่นไงเห็นมั้ย ย่าโมถือดาบอยู่”

    “ที่นี่คือบ้านมึงที่บุรีรัมย์ และผู้หญิงที่ถือดาบคือเมียมึง กูไปละ ไม่นอนค้างด้วยแล้ว”

    วินทร์ เลียววาริณ
    16-7-26
    .........................

    จากนวนิยาย เรื่องรักของคุณบริสุทธิ์กับนางสาวภุมรี ศจีรมย์ สมถวิล จินตหรา พารัก ปักเสน่ห์ เรวดี ศรีสกาว (ใช่ นิยายชื่อยาวๆ กวนตีนอย่างนี้แหละ Who will why)

    นี่เป็นนวนิยายแนวใหม่ที่นำขำขันตลกๆ ระดับ ‘ขำกลิ้ง’ 400 เรื่องมายำเป็นนวนิยาย

    ค่าคลายเครียดแค่ 330 บาท เฉลี่ยขำละ 80 สตางค์ หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว

    https://www.winbookclub.com/store/detail/188/เรื่องรักของคุณบริสุทธิ์กับนางสาวภุมรี%20ศจีรมย์%20สมถวิล%20จินตหรา%20พารัก%2520ปักเสน่ห์%20เรวดี%20ศรีสกาว 

    โปรโมชั่น https://www.winbookclub.com/store/detail/196/แพคเกจพิเศษ%203%20in%201 

    Shopee เดี่ยว https://s.shopee.co.th/1VjWGyXzed 

    https://s.shopee.co.th/9A8xPCjmLp 

    1
    • 0 แชร์
    • 32
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    “แล้วมันใช้ประโยชน์อะไรได้?” เป็นประโยคที่หล่นจากปากของนายกรัฐมนตรีแห่งอังกฤษหลังจากดูนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งสาธิตกลไกการทำงานของกระแสไฟฟ้ากับแม่เหล็ก

    นักวิทยาศาสตร์คนนั้นชื่อ ไมเคิล ฟาราเดย์ เป็นผู้ค้นพบความลับเกี่ยวกับไฟฟ้ามากมายหลาย เรื่อง งานของเขาล้ำยุค แต่ดูไม่มีประโยชน์อะไร

    ฟาราเดย์ผู้นี้มีชาติกำเนิดต่ำต้อย ฐานะยากจนมาก เขาเรียนไม่จบชั้นประถมเพราะครูเห็นว่าเขาเป็นเด็กทึ่ม เขาอาจไม่ได้กลายเป็นนักวิทยาศาสตร์หากมิใช่เพราะเขาทำงานในร้านทำปกหนังสือ มีโอกาสผ่านตาหนังสือจำนวนมากมาย เขาอ่านหนังสือทุกเล่มที่ผ่านมืออย่างกระหาย และพบว่าตัวเองรักวิทยาศาสตร์ เขาเรียนเองทุกอย่าง ค้นคว้าทดลองเกี่ยวกับกระแสไฟฟ้าแทบทุกอย่างที่จินตนาการของเขาโลดแล่นไปถึง

    ฟาราเดย์ตอบนายกฯว่า “แล้วทารกแรกเกิดใช้ประโยชน์อะไรได้?”

    เพราะงานนวัตกรรมทุกชิ้นเป็นทารกแรกเกิด มันอาจโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ หรืออาจตายเสียก่อน เราไม่มีทางรู้จนกว่าจะลองเลี้ยงทารกคนนั้น

    ‘ทารกแรกเกิด’ ที่ดูไร้ประโยชน์ของฟาราเดย์กลายเป็นรากฐานให้ เจมส์ คลาร์ก แมกซเวลล์ สานต่อ แล้วต่อมาเป็นรากฐานให้ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ พัฒนาความคิดของเขา ต่อยอดกลายเป็นการค้นพบอันยิ่งใหญ่แห่งสหัสวรรษ!

    หลังจากนั้นก็ต่อยอดเป็นสิ่งประดิษฐ์จำนวนมหาศาลในโลกเราวันนี้

    หากปราศจากผลงานที่ ‘ใช้ประโยชน์อะไรได้?’ ของ ไมเคิล ฟาราเดย์ ในวันนั้น โลกวันนี้จะไม่มีพัดลม, เครื่องซักผ้า, ตู้เย็น, นาฬิกา, เครื่องดูดฝุ่น, ปั๊มน้ำ, เครื่องเล่นดีวีดี, เครื่องพิมพ์, โทรทัศน์, ดาวเทียม, คอมพิวเตอร์, อุปกรณ์ทางการแพทย์, เครื่องมือทันตแพทย์, ระบบเลเซอร์ทางการแพทย์, เครื่องตรวจมะเร็ง, เครื่องสแกนร่างกาย, แขนขาเทียม, เทอร์โมมิเตอร์ อินฟราเรด, การตรวจโครโมโซม, เครื่องตรวจมะเร็งเต้านม, การพยากรณ์อากาศ, การหาตำแหน่งฝูงปลาสำหรับการประมง, เครื่องกู้กับระเบิด, การถ่ายทอดทางโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม, ระบบการสื่อสารทั่วโลก, สัญญาณโทรศัพท์, ระบบจีพีเอส ฯลฯ

    ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจประดิษฐ์ ทั้งหมดนี้เป็นผลพลอยได้จากการค้นคว้าทดลองที่ ‘ใช้ประโยชน์อะไรได้?’ ล้วน ๆ !

    นักเรียนจำนวนมากในโลกถามประโยคคลาสสิกเสมอว่า "เรียนวิชานั้นวิชานี้ไปทำไม"

    แต่ละวิชาในโลกดูแตกต่างกัน แต่ทุก ๆ ศาสตร์เชื่อมต่อกัน คณิตศาสตร์เชื่อมกับฟิสิกส์ ชีววิทยาเชื่อมกับเคมี เคมีเชื่อมกับกายวิภาคศาสตร์ ประวัติศาสตร์เชื่อมกับภูมิศาสตร์ ฯลฯ การรู้เพียงจุดเดียวทำให้โลกทรรศน์ของเราไม่กว้างพอ

    การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์จำเป็นต้องมีความรู้รอบด้าน ยกตัวอย่างเช่น หากเรารู้เรื่องโครงสร้างอาคารและวัสดุก่อสร้าง เราก็สร้างตึกได้ แต่มันไม่ได้แปลว่าเราเป็นสถาปนิก การเป็น ‘สถาปนิก’ ต้องมีองค์ความรู้และภูมิปัญญากว้างกว่านั้นมาก ต้องรู้ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ชีววิทยา ปรัชญา สังคม วัฒนธรรมจิตวิทยา ดาราศาสตร์ ฯลฯ ต้องเข้าใจจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ ต้องรู้ว่างานชิ้นหนึ่งสร้างผลกระทบต่อเพื่อนมนุษย์ สังคม และโลกอย่างไร

    หลายเรื่องหลายสิ่งในโลกมองเผิน ๆ ไร้ประโยชน์ เช่น ขี้ ซากศพ ขยะ ฯลฯ แต่มองให้ลึกจะเห็นว่า ขี้เป็นที่อยู่และอาหารของสัตว์หลายชนิด ซากศพเป็นอาหารของแร้งและหนอน ขยะสามารถนำไปรีไซเคิล บางครั้งนำไปสร้างเป็นงานศิลปะ การศึกษาค้นคว้าก็เช่นกัน

    ความรู้เป็นตัวขยายสมอง เปิดโลกทรรศน์ เปิดประตูสู่ดินแดนใหม่ ๆ เราต้องไม่กลัวการก้าวไปสู่พื้นที่ใหม่ พื้นที่ที่ไม่มีใครเคยไปมาก่อน ปริมาณและคุณภาพของความรู้และปัญญาจะกำหนดว่าเราเป็นมนุษย์แบบไหน วิชาการต่าง ๆ จึงจำเป็นต่อเรา

    ดังนั้นการมองการเรียนด้วยมุมมองเดิม ๆ มุมมองเดียวจึงอาจพลาดโอกาสได้ ประโยค “เธออ่านอะไรยากจัง” “รู้ไปทำไม?” “เรียนไปทำไม?” เหล่านี้ทำลายโอกาสการสร้างนวัตกรรมมามากแล้ว

    แน่ละ มันย่อมไม่ใช่ความผิดของคนถาม “มันใช้ประโยชน์อะไรได้?” และ “รู้ไปทำไม?” เพราะความสามารถมองไกลกว่าสิ่งที่โลกมี สิ่งที่โลกเป็น และมองเห็นสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่ในโลกนั้นไม่ง่ายเลย โดยเฉพาะคนที่มีความรู้รอบตัวไม่มากพอ ไม่เปิดสมองกว้างพอ และไม่เปิดใจกว้างพอ

    วินทร์ เลียววาริณ
    15-7-26

    ท่อนหนึ่งจาก ชีวิตเป็นเรื่องชั่วคราว
    31 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 190 บาท = บทความละ 6.1 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
    หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
    เล่มเดี่ยว https://www.winbookclub.com/store/detail/137/ชีวิตเป็นเรื่องชั่วคราว 

    โปรโมชั่นพิเศษชุด
    https://www.winbookclub.com/store/detail/235/R4%20%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%204 

    https://shope.ee/Vj8bA8a4u?share_channel_code=6 

    1
    • 0 แชร์
    • 48
  • วินทร์ เลียววาริณ
    4 วันที่ผ่านมา

    ผมเรียนจบคณะสถาปัตย์ แต่ทำงานเป็นสถาปนิกในเมืองไทยแค่เดือนเดียว ที่เหลือทำงานที่ต่างประเทศ

    แต่แค่เดือนเดียวนั้นก็ทำให้ผมเรียนรู้ว่าในยุคนั้น (หวังว่าแค่ยุคนั้นยุคเดียว) แบบก่อสร้างอาคารสำนักงานมีสองแบบ แบบหนึ่งสร้างจริง อีกแบบหนึ่งใช้ขอใบอนุญาตจากทางราชการ

    ปกติตึกทั่วไปมีบันไดหนีไฟสองจุด แบบขอใบอนุญาตมีทางหนีไฟครบถูกต้องตามหลักการออกแบบตึกสากล ส่วนแบบก่อสร้างจริงลดทางหนีไฟออกไปหนึ่งจุด เพื่อประหยัดค่าก่อสร้าง

    เป็นบทเรียนตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตการทำงานว่า บ้านเราเต็มไปด้วยคนโกง สามารถโกงในเรื่องที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตคนด้วยโดยไม่แยแสชีวิตใคร ไม่มีจริยธรรม ไม่มีจรรยาบรรณของวิชาชีพ

    บ้านเรามีอาคารแบบนี้ไม่น้อย ด้วยความโลภของคนเกี่ยวข้อง

    อาคารที่ถล่มไปตอนแผ่นดินไหว ถนนสายเจ็ดชั่วโคตรที่ตายบ่อยจนผู้สื่อข่าวขี้เกียจรายงานแล้ว มาจนถึงเพลิงไหม้ครั้งล่าสุด ก็อาจเป็นตัวอย่างของเรื่องนี้

    ความโลภล้วนๆ

    สิ่งที่เกิดขึ้นคือทางการก็ "ถอดบทเรียน" แล้วนำบทเรียนไปกองไว้ให้ฝุ่นจับอีก จนกว่าจะถึงเวลาถอดบทเรียนใหม่อีกรอบ

    แล้วชาวบ้านเดินดินอย่างเราจะทำอย่างไร?

    คำตอบคือดูแลตัวเอง

    เวลาไปศูนย์การค้า ก็ยอมเสียเวลานิด มองหาทางหนีไฟด้วย เราไม่มีทางรู้ว่าจะเกิดอัคคีภัยหรือไม่ แต่ถ้ามันเกิด เราก็มีทางหนีทีไล่  ศูนย์การค้าที่วางพื้นที่ขายของกีดขวางทางเดิน ก็หลีกเลี่ยงหรือเลิกไปตลอดชีวิต

    ไปดูหนังที่ไหน ก็ดูทางหนีไฟเผื่อไว้

    คิดเสียว่าเราเป็นสายลับ เจสัน บอร์น ที่มีคนตามล่าตลอด ต้องหาทางหนีทุกที่ที่ไปเยือน เผื่อไว้เสมอ

    กันไว้ดีกว่าแก้ ถ้าไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของบทเรียนที่คนอื่นถอด

    ยึดสองคำสอนทางพุทธให้มั่น 1 ใช้ชีวิตโดยไม่ประมาท 2 ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

    วินทร์ เลียววาริณ
    13-7-26

    1
    • 1 แชร์
    • 163