• วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    วันนี้มีคำถามที่หลายคนอาจข้ามไปทันที เพราะเป็นเรื่องบทกวี ท่าทางน่าเบื่อมาก

    ในประเทศที่มีประชากร 65 ล้านคน หนังสือบทกวีขายได้ 200 เล่ม

    แต่ลองอ่านดู มันอาจเปลี่ยนชีวิตคุณได้

    อ่านคำตอบได้จากลิงก์นี้ https://www.blockdit.com/posts/6a0ebeb64f707b17950c35ef 

    ผู้อ่านสามารถคุยหรือตั้งคำถามกับผู้เขียนได้ เขียนคำถามมาได้ที่ inbox เพจเฟซบุ๊ค วินทร์ เลียววาริณ ช่วยแจ้งชื่อหรือนามปากกาด้วย ถ้าไม่แจ้งจะใส่ "ไม่ประสงค์จะออกนาม"

    1
    • 0 แชร์
    • 22
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    ผู้อ่านท่านหนึ่งจากหาดใหญ่ติดต่อมา บอกว่าขอให้ผมช่วยเขียน 'ชีวิตที่ดี ภาค 2' หน่อย

    เพราะอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับหาดใหญ่เพิ่มอีก

    ความจริงก็มีอีกหลายเรื่องเกี่ยวกับหาดใหญ่ที่ไม่ได้เขียนลงในเล่ม ชีวิตที่ดี เพราะเกรงว่าจะออกนอกเรื่องมากเกินไป เจตนาของหนังสือเล่มนี้คือเล่าเรื่องการเดินทางของเด็กชายหาดใหญ่คนหนึ่ง

    ความจริงผมเคยเขียนหนังสือเล่มหนึ่งมาก่อนหน้านี้ ชื่อ เดินไปให้สุดฝัน เผยเรื่องส่วนตัวในระดับหนึ่ง แต่แก่นเรื่องของเล่มนั้นคือเล่าประสบการณ์การทำงานศิลปะของผม

    บางคนคิดว่าแปลกที่ผมทำหนังสืองานศพล่วงหน้า ผมมองว่าไม่แปลกอะไร ไหนๆ ก็ต้องทำ ก็ทำให้เรียบร้อย

    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าภาพออกเงินตีพิมพ์หนังสืองานศพคือกระทรวงวัฒนธรรม ตามธรรมเนียม เมื่อศิลปินแห่งชาติเลิกหายใจ กระทรวงฯจะให้ค่าทำหนังสืองานศพด้วย ก็จัดการให้เรียบร้อย

    อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ผมนอนลืมตาปริบๆ ในโรงพยาบาล เกิดความคิดว่าน่าจะรวมหลายบทของ เดินไปให้สุดฝัน ใส่ใน ชีวิตที่ดี ฉบับงานศพ ด้วย เพื่อไม่ให้ข้อมูลกระจัดกระจาย

    แหม! นอนบนเตียงโรงพยาบาลแล้วยังห่วงเรื่องหนังสือ

    แต่น่าจะยังไม่ต้องรีบทำมั้ง

    วินทร์ เลียววาริณ
    22-5-26

    1
    • 0 แชร์
    • 30
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    บ้านผมอยู่ในมุมนี้ของหาดใหญ่เงียบ ๆ แต่กระนั้นก็เป็นครอบครัวที่อบอุ่น

    เป็นชีวิตวัยเด็กที่มีความสุข

    เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม

    นั่นคือยุคจีนอพยพ คนจีนจำนวนมากเดินทางมือเปล่ามาเมืองไทย เพราะที่เมืองจีนไม่มีอะไรกินจริง ๆ แผ่นดินไทยอุดมสมบูรณ์ ขอเพียงไม่เกียจคร้าน รับรองไม่อดตาย

    หลายครอบครัวก็สร้างตัวมาแบบนี้ ไม่มีการรวยทางลัด

    อดอยาก อดทน อดกลั้นจนได้ดี

    แม่ทำงานหนักทั้งชาติ แต่ไม่เคยมีเงินเก็บ แม่สอนให้ลูกรู้จักค่าของเงินและความลำบากโดยแสดงให้เห็นทุกวัน ภายใต้เบ้าหลอมแบบนี้ เราไม่มีทางเป็นคนกลัวงานหนัก หรือเป็นมนุษย์ขี้บ่น

    แม่โชคดีที่ลูกสิบคน ‘จื้ออ้าย’ เอาถ่านทุกคน

    เมื่อผมเริ่มทำงานได้เงินเดือน ผมส่งเงินข้ามประเทศไปให้แม่เรื่อย ๆ แต่แม่ก็ไม่ใช้ เก็บไว้ให้ลูก

    แม้จะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ทุกครั้งที่ไปเยี่ยมแม่ที่หาดใหญ่ เวลากลับบ้านค่ำ ๆ เดินย่องเข้าบ้าน ก็ได้ยินเสียงแม่ลอดออกมาจากห้องนอนว่า “กินอะไรมาแล้วยัง?” แค่ฟังเสียงฝีเท้าลูก แม่ก็รู้ว่าเป็นใคร

    คงเพราะทำงานหนักทั้งชีวิต แม่ป่วยด้วยโรคกระดูกนานราว 30 ปี จนในตอนท้ายกระดูกทั้งร่างบิดเบี้ยวผิดธรรมชาติ นิ้วมือทั้งสิบหงิกเบี้ยว ทุกครั้งที่อากาศเปลี่ยนแปลง ครึ้มฟ้าครึ้มฝน แม่จะเจ็บทรมานทั้งร่างราวกับเข็มนับหมื่นเล่มทิ่มแทงกระดูกพร้อมกัน อาการเจ็บของแม่จึงเป็นเครื่องมือพยากรณ์อากาศได้ดีกว่ากรมอุตุนิยมวิทยา เพียงเห็นแม่เจ็บ ก็รู้ทันทีว่าอากาศเปลี่ยนแปลง ฝนจะตกในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

    แม่จากโลกไปในวัยเพียงหกสิบกว่า หลังจากทำหน้าที่แม่ศรีเรือนมาทั้งชีวิต

    ครั้งสุดท้ายที่ผมพบแม่คือเมื่อผมไปเยี่ยมแม่ที่บ้านเกิด วันสุดท้ายที่ผมจะกลับกรุงเทพฯ สีหน้าแววตาแม่ยังคงเต็มไปด้วยความห่วงใย บอกตอนผมลาแม่ไปขึ้นรถไฟว่า เราคงไม่ได้พบกันอีก แม่คงรู้จากสภาพร่างกายว่านี่เป็นครั้งสุดท้ายที่เห็นลูก

    ชีวิตแม่ผมเป็นกระจกเงาสะท้อนชีวิตของ ‘แม่ศรีเรือน ทำงานหนัก รักลูก’ นับล้าน ๆ คนที่กระจายไปทั่วประเทศของเรา เป็นกระดูกสันหลังของชาติจริง ๆ

    แม่ศรีเรือน ศรีแห่งเรือน สิริมงคลแห่งชีวิต

    ในชีวิตนี้คงไม่มีผู้หญิงคนไหนในจักรวาลรักเราเท่าแม่อีกแล้ว

    วินทร์ เลียววาริณ
    22-5-26

    บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต

    เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น สั่งได้จากเว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี 

    หนังสือเหลือไม่มากแล้ว

    1
    • 0 แชร์
    • 25
  • วินทร์ เลียววาริณ
    4 วันที่ผ่านมา

    ผมเติบใหญ่ในครอบครัวมีกิน

    ‘มีกิน’ เป็นคนละคำ คนละเรื่องกับ ‘มีอันจะกิน’

    มีกินคือไม่ได้อดอยาก แต่แค่มีกิน ไม่อาจเลือกกิน อีกทั้งไม่เคยกินอาหารในภัตตาคารใด ๆ

    ไม่มีน้ำอัดลม (ยกเว้นวันตรุษจีน) ไม่มีน้ำผลไม้ ไม่มีน้ำหวาน

    อาหารประเภทกุ้งไม่เคยอยู่ในเมนู เพราะเป็นอาหารแสลงต่อกระเป๋าเงิน ไก่ไม่ค่อยปรากฏตัวบนโต๊ะอาหาร เพราะในเวลานั้นไก่มีราคาแพงมาก ยังไม่มีการเลี้ยงไก่แบบอุตสาหกรรม

    คติวัยเด็กคือ “ไม่ต้องอดก็พอแล้ว ไม่ต้องเลือก”

    พ่อแม่ผมมีลูกสิบคนกับช่างทำและซ่อมรองเท้าอีกคนสองคน ธุรกิจนี้เป็นงานฝีมือที่ไม่มีใครเห็นว่าควรจะตั้งราคาตามใจชอบ รายได้จึงจำกัด ค่าอาหารก็จำกัด ดังนั้นการทำอาหารเลี้ยงคนทั้งบ้านรวมช่าง จึงต้องคำนวณรายจ่ายให้น้อยที่สุด แต่อิ่มที่สุด

    นั่นคือเฉลี่ย 50 บาทต่อวัน สำหรับคนทั้งบ้านรวมสามมื้อ และเป็นหน้าที่ของแม่ไปจ่ายตลาด

    ทุกเช้าตรู่แม่ผมเดินไปตลาดสดกิมหยง หิ้วตะกร้าใบเขื่องไป แล้วกลับมาพร้อมของพะรุงพะรัง ไม่ขึ้นรถถีบสามล้อ เพราะเปลืองเงิน ถ้าวันไหนฝนตก (ซึ่งมักตกทั้งปี) ก็ขลุกขลักหน่อย

    ผมไม่ค่อยเล่าเรื่องแม่ให้ใครฟัง อาจเพราะเรื่องสั้นมาก สรุปชีวิตแม่ทั้งชีวิตได้ในบรรทัดเดียว คือ “แม่ศรีเรือน ทำงานหนัก รักลูก”

    แม่บ้านสมัย 50-60 ปีก่อนต้องทำงานทุกอย่าง ผมเห็นแม่ทำงานตั้งแต่รุ่งสางจนมืดค่ำ เก็บกวาดบ้าน ซักผ้า จ่ายตลาด ทำอาหารวันละสามมื้อ (โปรดอย่าลืมว่าเป็นอาหารสำหรับคนสิบกว่าคน) ล้างชาม (โปรดอย่าลืมว่าเป็นจานชามของคนสิบกว่าคน) ตัดเสื้อผ้าให้ลูก รีดผ้า เลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด ล้างส้วม ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ขายของหน้าร้าน และทำรองเท้าด้วย

    ตั้งแต่เกิดมาจนถึงหลักไมล์ท้าย ๆ ในชีวิต ผมยังไม่เคยเจอแม่บ้านที่ไหนทำงานหนักเท่านี้มาก่อน

    .....................

    เนื่องจากกับข้าวแพงกว่าข้าว อาหารทุกมื้อจึงหนักข้าวไว้ก่อน

    “กินข้าวแล้วอยู่ท้องกว่า”

    คนสมัยนั้นคงมองคนสมัยนี้ด้วยความพิศวงงงงวย เอะอะอะไรก็ low-carb ไม่กินข้าวไม่มีแรงทำงานหรอก

    การหุงข้าวในสมัยนั้นไม่มีหม้อหุงข้าวไฟฟ้า หุงด้วยหม้อขนาดใหญ่ด้วยเตาถ่าน

    การหุงข้าวด้วยเตาถ่านสำหรับสิบกว่าคนกิน ต้องใช้ฝีมือ หลังจากซาวข้าว ต้มน้ำ เทน้ำข้าวทิ้งบ้าง เกลี่ยไฟ แล้วปล่อยให้สุกพอดี

    หลังจากสิบกว่าชีวิตกินข้าวหมดแล้ว ก้นหม้อจะเหลือข้าวตังแห้ง ก็แกะข้าวก้นหม้อออกมาเก็บไว้กินต่างหาก

    ไม่เหลือให้หมูกิน!

    อาหารที่เรากินแม้จะธรรมดา แต่อร่อย แม่ผมเป็นคนทำอาหารอร่อยมาก (ความจริงใคร ๆ ก็มักเห็นว่าแม่ของตนเองทำอาหารวิเศษมาก!) แต่ฝีมือแม่ผมเป็นระดับ Michelin

    ออกเสียง “มิเฉลิ้น” แปลว่ารสต้องตรงลิ้น ไมงั้นพ่อไม่กิน

    พ่อเป็นคน ‘คิว.ซี.’ งานอย่างเข้มงวด กล่าวคือหากจานไหนไม่อร่อย แทบจะไม่แตะเลย ด้วยเหตุนี้อาหารของแม่จึงยอดเยี่ยมมาก ทุกจานที่แม่ทำสะอาด และอร่อยมาก และก็ขยันหาอะไรใหม่ ๆ มาทำ

    คิดแล้วสงสารแม่บ้านสมัย 50-60 ปีก่อน ทำงานเหนื่อยแสนสาหัส เอาใจสามียากเย็น คำว่า ‘แม่ศรีเรือน’ มีความหมายคล้าย ๆ คำว่า แม่แบกเรือน

    ตอนค่ำเวลาหิว แม่ก็ซื้อก๋วยเตี๋ยวราดหน้าให้ลูก ๆ กิน ลูกสิบคนก็สิบห่อใช่ไหม? ฝันไปเถอะ ซื้อมาห่อเดียวก็พอ เทข้าวเปล่าลงไปคลุก หนักข้าวไว้ก่อน ลูกหลายคน กินคนละสองสามคำ

    ไม่อยากให้ลูกหิว แต่ไม่มีเงินมากพอ ตัวเองหิวไม่เป็นไร แต่ไม่ปล่อยให้ลูกหิว

    ผมเคยเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนชาวกรุงฟัง ก็พบประสบการณ์เดียวกัน เพราะพ่อแม่เธอซื้อก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชาม ขอน้ำแกงกับถั่วงอกเยอะ ๆ ถึงบ้านก็เทข้าวลงไปคลุก

    นาน ๆ ทีแม่อาจให้รางวัลตัวเองและลูก ๆ ให้ผมข้ามถนนไปซื้อบัตเตอร์เค้กหนึ่งชิ้นที่ร้านกาแฟตรงข้าม ราคาชิ้นละหนึ่งบาท ถือว่าเป็นของฟุ่มเฟือยอย่างยิ่ง ต่อมาก็มีร้านเบเกอรีมาเปิด ชื่อร้านรอแยล มีขนมฝรั่งหลายอย่าง จัดว่าเป็นของฟุ่มเฟือยเช่นกัน

    แม่ไม่เคยฉลองวันเกิดให้สมาชิกในครอบครัว เดาว่าคงจำวันเกิดของลูกทั้งสิบคนไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องแปลก สมัยนั้นบ้านเราโดยเฉพาะครอบครัวจีน ยังไม่มีวัฒนธรรมฉลองวันเกิดและร้องเพลง Happy Birthday

    มีอยู่ปีหนึ่ง ผมเปรยว่าเป็นวันเกิดของผม แม่ก็ต้มไข่ให้หนึ่งฟอง

    แม่มีลูกสิบคน ดังนั้นงานจึงล้นมือ เวลาลูกคนไหนไม่สบาย (มักเป็นผม) ก็ดูแลลูกเป็นกรณีพิเศษ เจียดเงินซื้ออาหารบำรุงสุขภาพมาให้กิน ทั้งที่แพงแสนแพง

    ในวัยเด็ก ผมขี้โรค ป่วยเป็นเรื่องเป็นราวจริง ๆ บางครั้งนอนซม แม่ก็ป้อนข้าวให้ทีละคำ

    ความรักของแม่ยิ่งใหญ่ที่สุด ลูกต้องมาก่อนเสมอ

    (ยังมีต่อ)

    วินทร์ เลียววาริณ
    21-5-26

    บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต

    เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น สั่งได้จากเว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี 

    หนังสือเหลือไม่มากแล้ว

    2
    • 0 แชร์
    • 45
    pat edwards
    เพิ่งสั่งซื้อหนังสือเล่มนี้ไปวันนี้ เพราะมีความตั้งใจว่าจะเขียนประวัติของตัวเองไว้แจกในงานเช่นกัน ความทรงจำแจ่มชัดและงดงาม แต่ทำไมเขียนออกมาได้ไม่น่าอ่านเลย (เข้าใจนะคะว่าไม่ใช่นักเขียน แต่ก็เคยเขียนเรื่องสั้นๆ ได้น่าอ่านพอสมควร) อาจเป็นเพราะ "ตั้งใจ" มากเกินไป อยากจะถ่ายทอดแบบละเอียดและไม่กล้าตัดส่วนใดส่วนหนึ่งออกไป เลยทำให้ยิ่งไม่น่าอ่านยิ่งขึ้น กำลังพยายามหาวิธีอยู่ค่ะ เลยสั่งหนังสือเล่มนี้มาเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ (รอบที่ 100) 😊
    ดูความเห็น 1 รายการ ...
  • วินทร์ เลียววาริณ
    4 วันที่ผ่านมา

    เราจะรู้ว่าถนนหนทางในกรุงเทพฯมีหลุมบ่อเยอะจริงๆ ก็ต่อเมื่อเราเป็นคนไข้ที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดใหญ่ นั่งรถสัญจรข้ามเมือง

    ใช่ คนที่มีแผลผ่าตัดใหม่ๆ รับแรงสะเทือนได้ไวเป็นพิเศษ ปกติโดยสารมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ผ่านถนนขรุขระ หลุม ร่อง รอยแตกต่างๆ ไม่มีปัญหา แต่หลังผ่าตัด เจอถนนไม่เรียบนิดหน่อย ก็สะเทือนถึงแผล

    ช่วงนี้ผมหมกตัวอยู่ในบ้าน ไม่ได้ไปไหน ไม่อยากกลับไปหาหมอเพื่อเย็บแผลใหม่

    ตอนนี้แผลกำลังเริ่มสมานตัว แต่น่าจะอีกเป็นเดือนกว่าจะสนิท

    เวลาขยับตัว ก็ยังเจ็บแผลนิดๆ

    โดนผ่ายาว 7 นิ้ว ก็น่าจะเจ็บหรอกนะ!

    ในวัยขนาดนี้ ฟื้นตัวช้าลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ไม่ซีเรียส ยังหายใจได้ ก็เป็นบุญแล้ว

    อย่างไรก็ตาม ผมเป็นสายพันธุ์ที่อยู่เฉยๆ ไม่เป็น ให้นอนพักฟื้นอย่างเดียวไม่ไหว หงอยตายเลย

    การเขียนข้อความแม้ไม่ยาวมาก ก็เป็นกิจกรรมคลายความหงอยอย่างหนึ่ง

    จิ้มข้อความไม่ยาวมาก พอไหว แต่ถ้าให้ซักผ้าคงไม่ไหว แม้อยากจะซักใจจะขาด

    เคี้ยกเคี้ยก

    วินทร์ เลียววาริณ
    20-5-26

    1
    • 0 แชร์
    • 32