-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
งานหนังสือจะเริ่มพรุ่งนี้ (26 มีนาคม - 6 เมษายน)
สถานที่เดิม ศูนย์สิริกิติ์ บูธไม่เดิม
หมายเลขบูธ F-32
ผมไปงานหนังสือทุกวัน เที่ยง 12.00 - 13.00 น. และเย็น 18.00 - 21.00 น. เวลาบวกลบนิดหน่อย
ยกเว้นจันทร์ที่ 30 ไปเฉพาะตอนเย็น
ผมจะได้จัดงานหนังสืออีกกี่ครั้งก็ไม่รู้ เพราะสังขารเริ่มร่วงโรย ใครว่างผ่านมาเจอหน้าเจอตา ก็ยินดี
ถ้าเจอก็ทักทาย ถ้าไม่เจอก็ไม่เจอ ชีวิตก็มีเท่านี้
วินทร์ เลียววาริณ
25-3-26ป.ล. ช่วงงานหนังสือคงไม่ได้นั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ ดังนั้นอาจไม่สามารถเขียนบทความสงครามอิหร่าน ยกเว้นถ้ามีเวลาพอหรือมีเรื่องสำคัญให้เขียน ก็จะหาเวลาเขียน
1- แชร์
- 34
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
คุณดูหนังสนุก สองชั่วโมงผ่านไป หนังก็จบ คุณบอกว่า “เวลาความสุขสั้นจัง”
คุณดื่มเหล้ากับเพื่อนฝูงอย่างเพลิดเพลิน ผ่านไปสามชั่วโมง คุณก็ต้องยุติ เพราะร้านจะปิดแล้ว คุณบอกว่า “เวลาความสุขสั้นจัง”
คุณเป็นนักแสดงมีชื่อเสียง ทุกคนดูหนังที่คุณเล่น ทุกคนรักคุณ ผ่านไปสามสิบปี คุณเลิกเล่นหนัง อาชีพการแสดงของคุณยุติ พลุแห่งชื่อเสียงดับแล้ว คุณบอกว่า “เวลาความสุขสั้นจัง”
ช่วงเวลาแห่งความสุข ความรุ่งเรือง และชื่อเสียงไม่ได้สั้นกว่าเดิม มันผ่านไปด้วยความเร็วเท่าเดิมนั่นแหละ มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และผ่านไป เป็นสัจธรรมของธรรมชาติ เป็นวิถีของจักรวาล
สรรพสิ่ง ร่างกาย ยศ ชื่อเสียง สมบัติ ล้วนมีจุดสิ้นสุด ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเรามักเรียกจุดสิ้นสุดนี้ว่า ความเสื่อม และมองว่ามันเป็นด้านลบของชีวิต
หากชำแหละโครงสร้างของเวลา จะพบว่าหนึ่งวินาทีดำรงอยู่แล้วผ่านไป หนึ่งวินาทีนั้นสิ้นสุดเสมอ แต่เนื่องจากมันเชื่อมต่อกับหนึ่งวินาทีถัดไปและถัดไป จึงดูเหมือนว่ามันไหลไม่สิ้นสุด และมองไม่เห็นชัดเหมือนการดูหนังหนึ่งเรื่องหรือตั้งวงดื่มเหล้าหนึ่งคืน
ความจริงการไหลของเวลาไม่ใช่ความเสื่อม มันเป็นธรรมชาติปกติธรรมดาของมันอย่างนี้
ในปรัชญาพุทธ วิถีชีวิตไม่มีด้านลบด้านบวก ไม่มีเสื่อมและไม่เสื่อม ไม่มีอะไรทั้งนั้น ทุกอย่างเป็นมายา
ประโยค “มีลาภก็มีเสื่อมลาภ มียศก็มีเสื่อมยศ” เป็นเพียงภาษาที่เราใช้เพื่อให้เข้าใจอนิจจังและไม่ยึดติด ไม่ใช่เพื่อให้เป็นทุกข์
เมื่อเลือกไปมองว่ามันเป็นเรื่องไม่ดี ก็เกิดทุกข์ ยิ่งพยายามหลีกเลี่ยงมันสุดชีวิต ยิ่งเป็นทุกข์ เส้นผมขาวขึ้นหนึ่งเส้นก็กลุ้มใจไปสามวัน ตีนกาขึ้นหน่อยก็ต้องหาครีมสารพัดจากเจ็ดย่านน้ำมาใช้
บางครั้งไม่ได้กลุ้มใจที่มีรอยตีนกา แต่เมื่อคนรอบตัวทุกคนพูดว่ามันเป็นปัญหาใหญ่ ก็อาจเปลี่ยนใจขอกลุ้มใจด้วยคน
มีคนกล่าวว่า สุขคือทุกข์น้อย ทุกข์คือสุขน้อย แต่เราอาจมองในมุมของความเสื่อมได้ว่า สุขก็คือทุกข์ที่เสื่อม ทุกข์ก็คือสุขที่เสื่อม
คำว่า ‘เสื่อม’ ในที่นี้หมายถึง ‘กระบวนการเปลี่ยนแปลง’ ไม่ใช่ ‘จุดจบ’ มันแค่ชี้ให้เห็นการแปลงลักษณ์ซึ่งเป็นธรรมดาของโลก แต่เรามักไปกำหนดยึดมั่นถือมั่นเอาเองว่า เปลี่ยนแบบนี้คือสุข เปลี่ยนแบบนั้นคือทุกข์
มองแบบนี้จะเห็นว่าความเสื่อมก็คือมายาอย่างหนึ่ง และในเมื่อความเสื่อมเป็นมายา เราก็อาจเลือกมองมันในแง่ดีได้ เพราะขณะที่ความสุขไม่จีรังและผ่านพ้นไป ความทุกข์ก็ไม่จีรังและผ่านพ้นไปเช่นกัน
ขณะที่เกิดสภาวะที่เรียกว่า ‘ความทุกข์’ ก็ให้มีสติรับรู้ว่า เดี๋ยวมันก็ ‘เสื่อม’ ไปเอง
แปลว่า “เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนไปอีกแหละ ไม่ต้องกลุ้ม”
อย่างไรก็ตาม ความเสื่อมตามธรรมชาติมักเป็นเรื่องที่แก้ไขไม่ได้ เพราะมันมากับเวลา แต่ความเสื่อมทางจิตวิญญาณ อาจหยุดยั้งได้
ในโลกธุรกิจมีคำว่า depreciation หมายถึงการเสื่อมราคา คือค่าใช้จ่ายที่ตัดจากมูลค่าของสินทรัพย์ของกิจการหนึ่ง ๆ ทุกชิ้นมีความเสื่อมลงไปเรื่อย ๆ
มนุษย์ทุกคนมีค่าเสื่อมราคา ซึ่งเป็นได้ทั้งทางกายภาพและตัวตนภายใน แต่ต่างจากกายภาพ ราคาตัวตนภายในอาจจะเสื่อมหรือเพ่ิมก็ได้ แล้วแต่การกระทำของเรา หากทำเรื่องดีงาม เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ค่า depreciation ก็จะเปลี่ยนเป็นค่า appreciation หมายถึงมูลค่าที่เพิ่มสูงขึ้นตามกาลเวลา
ตามทัน ‘ความเสื่อม’ เป็นเรื่องดี ทำให้ไม่เป็นทุกข์
เปลี่ยนค่าเสื่อมราคาของตัวเองเป็นค่าเพิ่มราคาก็เป็นเรื่องดี ทำให้โลกสว่างขึ้น
วินทร์ เลียววาริณ
25-3-26จาก ความสุขเล็ก ๆ ก็คือความสุข
57 บทความกำลังใจสั้นและยาว ราคาเพียง 190 บาท = บทความละ 3.3 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/165/ความสุขเล็ก%2520ๆ%20ก็คือความสุขทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395
1- แชร์
- 18
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
ในอนาคต ชั้นเรียนวิชาการทหารของโลกคงจะรวมสงครามอิหร่านเป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน
เรื่องหนึ่งคือการทำสงครามแบบไร้รูปแบบตายตัว (asymmetric warfare)
เรื่องหนึ่งคือการศึกษาการตีความคำพูดของคน หรืออ่านระหว่างบรรทัด (reading between the lines)
ทางการทูตระหว่างประเทศมีการใช้ภาษาเฉพาะ อ่านไม่ยาก แต่ในยุคใหม่นี้ ต้องตีความหลายชั้น ยกตัวอย่าง เช่น
"เรากำลังช่วยคนในประเทศนั้นให้มีประชาธิปไตย" = เรากำลังจะบุกประเทศนั้น
"พวกมันถล่มโรงเรียนของพวกมันเอง" = เรานั่นแหละถล่ม
"ตอนนี้การเจรจาคืบหน้าไปมาก" = เราไม่ได้คุยอะไรกันเลย
"เปิดช่องแคบภายใน 48 ชั่วโมง มิฉะนั้นเราจะถล่ม" = ไม่เปิดก็ไม่เปิด จะทำอะไรมันได้ล่ะ
"อิหร่านต้องการเจรจาสันติภาพกับเรา" = อิหร่านยังไม่รู้เรื่องเลย
"เรากำลังปลดปล่อยประเทศนั้นให้เป็นอิสระจากทรราช" = กูจะเอาน้ำมัน
"เราแค่ซ้อมรบตามปกติ" = เราบุกแน่
"เราได้ทำลายที่ตั้งศูนย์อาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านหมดสิ้นแล้ว" = เรากำลังจัดฉากหาทางลงสวยๆ
"เราอยากเจรจามากกว่ารบ" = เราอยากให้ราคาหุ้นขึ้นมาหน่อย
"เราจะรบไปถึงที่สุด" = เราจะใช้ภาษีประชาชนเป็นค่าอาวุธ
"เราเด็ดหัวผู้บัญชาการของอีกฝ่ายหมดแล้ว" = เขาก็เด็ดหัวผู้บัญชาการฝ่ายเราเหมือนกัน
"เราเหลือขีปนาวุธอีกเพียบ" = เพียบคือเพียบหนัก
"ผมจะไม่ซักผ้าอีกแล้ว" = "ที่รักจ๊ะ เก็บผงซักฟอกไว้ที่ไหนจ๊ะ?"
เอ๊ะ! ข้อสุดท้ายไม่เกี่ยว แต่ช่างเถอะ ขี้เกียจลบแล้ว
วินทร์ เลียววาริณ
24-3-261- แชร์
- 34
-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
นาทีนี้ท่านตั้มกำลังหาทางลง แต่ดูเหมือนจะเจอทางตัน
ทางที่ดูเหมือนง่ายที่สุดคือท่านตั้มแค่ประกาศว่าข้าพเจ้าชนะ(อีกแล้ว) แล้วถอยทัพ
แต่ปัญหาคือต่อให้ท่านตั้มถอย อิหร่านก็ยังไม่ยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ทำไม?
เพราะมันก็จะวนในวงกตเดิมของละครรีเมกคือ เมื่อพี่เนทันพร้อม ก็คงบุกอิหร่านอีกรอบ
เพราะคำสัญญาของท่านตั้มไม่มีความหมายอะไรอีกแล้ว ไม่มีใครเชื่อ
ผู้นำยุคก่อนรักษาสัญญา ผู้นำรุ่นนี้โกหกเป็นไฟ
อิหร่านต้องการ "ให้มันจบที่รุ่นเรา" นั่นคือต้องมีหลักประกันชัดเจนว่าสหรัฐฯไม่มีทางกลับมาอีก
ข้อเรียกร้องข้อหนึ่งของอิหร่านคือให้สหรัฐฯและอิษราเอรจ่ายค่าเสียหายทั้งหมด โทษฐานถล่มอิหร่านจนราบ
นี่เป็นราคาที่สูงมาก แต่ความจริงอาจไม่ยากอย่างที่คิด นั่นคืออิหร่านอาจเก็บค่าเสียหายจากเรือทุกลำที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ไม่จ่ายก็ไม่ต้องออก
อีกข้อเรียกร้องหนึ่งคือ สหรัฐฯต้องออกไปจากตะวันออกกลางอย่างถาวร
ขอมากไปไหม? เป็นไปได้จริงหรือ?
ขึ้นอยู่กับสหรัฐฯมีทางเลือกไหม
สหรัฐฯเคยทำอย่างนี้หรือเปล่า?
คำตอบคือเคย
ในเดือนตุลาคม ปี 1962 ช่วงสงครามเย็น สหรัฐฯยุคประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี เผชิญหน้ากับสหภาพโซเวียตยุค นิกิตา ครุสเชฟ เกือบเกิดสงครามโลกครั้งที่สาม
เรื่องมีอยู่ว่าสหรัฐฯไปตั้งฐานหัวรบนิวเคลียร์ที่อังกฤษในปี 1959 สองปีต่อมาก็ไปตั้งฐานที่อิตาลีและตุรกี จ่อคอหอยโซเวียต
โซเวียตก็ไปตั้งฐานขีปนาวุธนิวเคลียร์ที่คิวบา จ่อคอหอยสหรัฐฯ เครื่องบินสายลับ U-2 ของอเมริกันถ่ายรูปฐานนั้นได้
เคนเนดีส่งเรือรบไปปิดล้อมคิวบา พร้อมชน
ทีแรกซีไอเอคิดส่งคนไปล้มรัฐบาลคิวบา แต่เคนเนดีบอกแค่ล้อมคิวบาก็พอ
วิกฤติครั้งนี้เรียกว่า The Cuban Missile Crisis กินเวลาสิบสามวัน (ใครสนใจดูหนังเรื่อง Thirteen Days ของ Roger Donaldson นักแสดง Bruce Greenwood เล่นเป็นประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี หนังตื่นเต้นดี)
ทั้งสองฝ่ายเจราจากัน โซเวียตยอมถอย โดยมีข้อแม้ เพราะถ้าถอยไปเฉยๆ ก็เสียเชิงและเสียฐานการเมือง
โซเวียตยอมรื้อฐานขีปนาวุธที่คิวบา แลกกับการที่สหรัฐฯถอนฐานขีปนาวุธที่ตุรกี และคำสัญญาว่าจะไม่บุกคิวบาอีก
มันไม่มีอะไรได้อย่างเดียว ต้องเปิดทางให้อีกฝ่ายมีทางหนีอย่างสง่างามในระดับหนึ่ง
ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี กลายเป็นพระเอก ส่วนครุสเชฟก็หมดอำนาจทางการเมือง เพราะคนมองว่าเขาเสียเชิงแก่สหรัฐฯ เนื่องจากไม่มีข่าวเรื่องสหรัฐฯยอมถอนฐานขีปนาวุธเช่นกัน
สหรัฐฯไม่เคยเรียนรู้ประวัติศาสตร์ เพราะหลายสิบปีต่อมา เมื่อขยาย NATO ไปที่ยูเครน ก็ซ้ำรอยเดิมครั้งขยายไปที่อิตาลีและตุรกี ปูตินก็สั่งบุกยูเครน
มาถึงวันนี้ สหรัฐฯส่งเรือรบไปล้อมอิหร่านคล้ายกัน แต่ทำอะไรอิหร่านไม่ได้ เพราะฉากของสงครามต่างกัน ครั้งนี้มีภูมิประเทศมาเกี่ยว และมันกำหนดยุทธศาสตร์ของอิหร่าน
ถ้าไม่มีช่องแคบฮอร์มุซ ป่านนี้อิหร่านคงพังไปแล้ว เพราะไม่มีกระบวนท่าไม้ตาย
มีความเป็นไปได้สูงที่หลังจบสงคราม รัฐ GCC ทั้งหลายอาจต้องพิจารณาว่าจะต่อสัญญาจ้างยามรักษาหมู่บ้านแก่บริษัทตั้มจำกัดอีกหรือไม่
ที่ผ่านมาทำงานไม่คุ้มเงินเดือน เพราะรับเงินจากหมู่บ้านนี้ แต่ไปเฝ้าอีกหมู่บ้าน
วินทร์ เลียววาริณ
23-3-261- แชร์
- 42
-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
ตอนผมเป็นเด็กนักเรียน การเขียนหนังสือ ทำการบ้าน ทุกอย่างทำด้วยดินสอเป็นหลัก
เด็กทุกคนจึงต้องมีกบเหลาติดตัว
กบเหลาที่เราใช้เมื่อห้าสิบปีก่อนไม่ต่างจากตอนนี้ ไม่ได้วิวัฒนาการไปจากเดิมเท่าไร เป็นแท่งเล็ก ๆ ฝังใบมีด มีรูให้เสียบปลายดินสอ ด้านหนึ่งเป็นช่องให้ไส้ดินสอออกมา
ผมในวัยเด็กมักทึ่งว่ามันเป็นกลไกที่น่าอัศจรรย์ เสียบดินสอเข้าไปแล้วหมุนดินสอหรือกบ ไส้ดินสอก็ออกมาทางหนึ่ง ความแหลมเท่ากันทุกครั้ง
ต่อมาเห็นเพื่อนที่มีฐานะใช้กบเหลาแบบใหญ่ เป็นฐานมั่นคง มีที่เสียบดินสอ ก้านหมุน เวลาใช้ก็เสียบดินสอ ยึดไว้ด้วยตัวหนีบ หมุนก้านเหลา เศษดินสอตกลงไปในกล่องใส เมื่อเต็มก็นำไปเททิ้ง
เป็นกบเหลาที่เข้าท่ามาก เห็นแล้วอยากได้ แต่ไม่มีปัญญาซื้อ
กบเหลาชนิดนี้ก็ไม่ได้วิวัฒนาการต่างจากเดิม
บ้านผมเป็นร้านทำและซ่อมรองเท้า มีเครื่องมือมากมาย หนึ่งในนั้นเป็นมีดตัดรองเท้าทรงตัว L ใช้ตัดหนัง ด้ามจับไม้กับแผ่นมีดยาวแบนตั้งฉากกัน
ตอนเด็กผมซนเอาการ ชอบเล่นเครื่องมือต่าง ๆ มักใช้มีดชนิดนี้เหลาดินสอ ทั้งที่มันไม่ได้ออกแบบมาให้ทำหน้าที่เหลาดินสอ
วันหนึ่งเหลาอย่างไรไม่รู้ ไส้ดินสอแทงทะลุเล็บนิ้วหัวแม่มือ หักคาฝังอยู่ใต้เล็บ
ยื่นมือให้พ่อแม่ดู ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับไส้ดินสอที่ฝังในเล็บและเด็กจอมซนคนนี้ดี
ในที่สุดก็ต้องไปหาหมอ หมอบอกว่าไม่ต้องทำอะไร รอให้ขึ้นหนองก่อน
ผ่านไปราวหนึ่งสัปดาห์ ก็เกิดหนองใต้เล็บสมดั่งคำพยากรณ์ของหมอ! คราวนี้เจ็บมาก นิ้วบวม กลับไปหาหมออีกครั้ง
หมอไม่พูดพล่ามทำเพลง คว้ากรรไกรขนาดเล็กที่คมมาก ตัดเล็บฉับ ๆ โดยไม่มีคำปลอบโยน ไม่มียาชาใด ๆ ตัดเล็บอย่างไม่รู้ไม่ชี้ ไม่มองหน้าเด็กที่ตาละห้อยอยู่ ความเจ็บไม่ต้องพูดถึง รู้ตัวอีกทีเล็บหายเกลี้ยงไปจากนิ้วหัวแม่มือ ยังไม่หมดเวรกรรม หมอขูดหนองออก แล้วใส่ยา พันผ้าไว้
ยัง! ยังไม่หมดเวรกรรมเท่านั้น หลังจากนั้นทุกวันหลังเลิกเรียน ก็แวะร้านหมอเปลี่ยนผ้าพันแผล แรก ๆ ทุกครั้งที่แกะผ้าออก ก็ร้องโอย ๆ เพราะผ้าเกาะติดกับแผล ผ่านไปนับเดือนแผลจึงแห้ง หลังจากนั้นก็รอเล็บใหม่งอก กินเวลาหลายเดือนกว่าเล็บจะเข้าที่
ตั้งแต่นั้นมาก็เลิกยุ่งกับ ‘กบเหลา’ แบบนี้ไปจนตาย
กบเหลาแบบต่อมาที่ผมทึ่งคือกบเหลาไฟฟ้า เสียบปลายดินสอเข้าไปปุ๊บ แหลมปั๊บ เหมือนเนรมิต
ช่างเป็นประดิษฐกรรมที่ยอดเยี่ยมอะไรเช่นนี้
เมื่อเรียนสถาปัตย์ ดินสอไม้กลายรูปเป็นดินสอกดไส้ แต่กระนั้นก็ยังต้องเหลา หน้าตากบเหลาเป็นกระปุก ด้านบนมีรูให้เสียบปลายไส้ดินสอ สามารถยึดกับโต๊ะ เวลาเหลาก็เสียบไส้ลงไป แล้วหมุนปากกาเป็นวง ก็เข้าท่าเหมือนกัน
เมื่อเข้าสู่โลกของการออกแบบโฆษณาและกราฟิก ดีไซน์ ก็ ‘back to basic’ หวนกลับมาใช้ดินสอไม้ตามเดิม คราวนี้ใช้มีดคัตเตอร์ธรรมดาเหลา
ผมรู้สึกว่าการเหลาดินสอเป็นการทำสมาธิที่ดีอย่างหนึ่ง ค่อย ๆ ปาดใบมีดไป แล้วหมุนดินสอ เพ่งอยู่ที่ปลาย มิเช่นนั้นอาจบาดเจ็บได้
ดินสอเป็นประดิษฐกรรมที่ยอดเยี่ยมชนิดหนึ่งของมนุษย์ ง่าย และใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ จึงไม่แปลกที่แทบไม่มีวิวัฒนาการของดินสอ มันสมบูรณ์แบบมาตั้งแต่แรกแล้ว
ชีวิตก็เหมือนดินสอ ใช้ไปนาน ๆ ก็สั้นลง ๆ
ชีวิตคนเราสำคัญที่หัวและหัวใจ
หัวใจต้องอ่อนโยน แต่หัวต้องแหลมคมเสมอ
นี่คือเหตุผลที่เราต้อง ‘เหลา’ หัวเป็นระยะ ให้สมองคมเสมอ
หาความรู้ เปิดรับความรู้ใหม่ ๆ ครุ่นคิดพิจารณา วิเคราะห์เพื่อต่อความความคิดออกไป
คนที่ปล่อยชีวิตไหลไปเรื่อย ๆ โดยไม่คิดเรียนรู้อะไรใหม่ ก็เท่ากับปล่อยชีวิตให้ทู่ ขีดเขียนอะไรก็ไม่แหลมคม
และไม่มีสิ่งใดน่าเบื่อเท่าลายเส้นชีวิตที่ทู่แสนทู่
วินทร์ เลียววาริณ
24-3-26จาก 1 เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้
61 บทความ 190.- บทความละ 3.1 บาท
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/150/1%20เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้ทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395
1- แชร์
- 22
