• วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    วันก่อนเล่าเรื่องการวางโครงเรื่องเป็นบทๆ ก่อนลงมือเขียน

    วงการเขียนบทหนังก็นิยมทำแบบนี้ เขียนเรื่องแต่ละท่อนบนการ์ดใบเล็กสักครึ่งฝ่ามือ การ์ดหนึ่งใบคือหนึ่งเหตุการณ์หรือหนึ่งฉาก คนเขียนบทก็เขียนสิ่งที่ต้องการให้อยู่ในหนังทั้งหมด แล้วนำการ์ดทั้งหมดมาเรียงกัน หากไม่ชอบตำแหน่งของฉากไหน ก็ย้ายสลับตำแหน่งจนพอใจ

    ยกตัวอย่าง เช่น การ์ด #1 "สมคิดปล้ำสมหญิง" การ์ด #2 "สมหญิงปล้ำสมฤดี" การ์ด #3 "สมสุขปล้ำสมคิด" ไล่ไปเรื่อยๆ อย่างนี้

    เอ! ไม่รู้เป็นอัลไล เอ๊ย! อะไร นี่มันพล็อตหนังเอ็กซ์นี่นา!

    ช่างเถอะ ขี้เกียจพิมพ์ใหม่ พอเข้าใจนะว่าเป็นยังไง

    ด้วยวิธีนี้เราจะรู้ว่าฉากไหนเป็นส่วนเกิน เพราะหากหยิบการ์ดใบไหนออกไปแล้ว ยังอ่านรู้เรื่อง ก็แสดงนั้นฉากนั้นไม่จำเป็นต้องมีอยู่ในเรื่อง

    นักเขียนใช้วิธีนี้ก็ได้ เพื่อจะเห็นภาพรวมชัด เหมือนพระเจ้าสร้างโลก มองจากเบื้องบนลงมาที่การ์ดทั้งหมด แล้วจะเห็นว่าจะเปิดฉากด้วยการ์ดใบกลางๆ เรื่องก่อน ค่อยไปเร่ิมการ์ดใบแรก หรือจะแฟลชแบ็คตรงไหนหรือไม่

    แต่ถ้าทำหนังโป๊ไม่ต้องทำการ์ดให้วุ่นวาย เพราะคนดูไม่สนใจเนื้อเรื่องอยู่แล้ว

    กลับมาเล่าเรื่อง จอห์น กริสชัม ต่อ

    กริสชัมมีอาชีพเป็นทนายความ เดิมไม่คิดจะเขียนนิยาย วันหนึ่งฟังเด็กหญิงคนหนึ่งให้การในศาลแล้วสะเทือนใจมาก กลับบ้านก็ลองเขียนเป็นนวนิยาย

    ก็คือที่มาของเรื่อง A Time to Kill เขาใช้เวลาเขียนสามปี โดยเจียดเวลาที่เหลือจากทำงานหลักทนายความมาเขียน

    เรื่องแรกขายไม่ดี แต่พอเขาเขียนเรื่องต่อมา The Firm ก็มีรายได้พอเลิกอาชีพทนายความได้เลย

    กริสชัมเปลี่ยนนิสัยเป็นตื่นตั้งแต่ตีห้าเพื่อเขียนหนังสือ และบอกตัวเองว่าต้องเขียนให้ได้อย่างน้อยวันละหนึ่งหน้า

    จอห์น กริสชัม บอกว่า ไม่มีใครบังคับให้ทำ แต่รู้ว่าถ้าไม่มีวินัยในตัวเองสูงมาก ไม่มีทางเกิด

    ตรงนี้ผมอนุญาตเล่าเรื่องตัวเองบ้าง เพราะรู้สึกว่าวิธีการทำงานของเขากับผมคล้ายกัน อายุก็ไล่เรี่ยกัน

    ผมก็ไม่เคยคิดเป็นนักเขียนมาก่อน ผมทำงานประจำมีเงินเดือน จนเมื่อเกิดไฟอยากเขียน ก็เปลี่ยนวิถีชีวิต ตื่นเช้าขึ้น เลิกดูทีวี กินข้าวเที่ยงแค่สิบนาที เอาเศษเวลาที่เก็บได้ในแต่ละวันมาเขียน และบอกตัวเองว่าจะเขียนทุกวัน ต่อให้วันนั้นคิดอะไรไม่ออก ก็จะกดแป้นพิมพ์สักสองสามคำเอาฤกษ์เอาชัย

    ผมใช้เวลาราวสามปีเขียนนวนิยายเรื่องแรกเช่นกัน คือ ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน โดยอาศัยเวลาที่เจียดมานี่แหละ

    ผมก็ทำงานโดยใช้วินัยในตัวเองสูง เพราะจับปลาสองมือนั้นเหนื่อยมาก ต้องจัดการเวลาเป็น

    บางคนคิดว่าการเขียนหนังสือโดยใช้เศษเวลาแบบนี้ไม่มีทางได้งานดี แต่ความจริงคือผมได้รับรางวัลทางวรรณกรรมทั้งหลาย รวมทั้งซีไรต์สองครั้ง ก็ตอนที่เป็นนักเขียนสมัครเล่นนี่แหละ

    หลังจากเป็นนักเขียนอาชีพ กริสชัมเขียนหนังสือเฉพาะช่วงเช้า หลังเที่ยงก็เลิกงาน เขียนราววันละ 2 พันคำ เขาบอกว่าช่วงเจ็ดโมงเช้าถึงสิบโมงเช้าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ความคิดผุดไหลออกมา สมองก็กำลังสดชื่น

    ผมเห็นตรงกันว่าช่วงเจ็ดโมงเช้าถึงสิบโมงเช้าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ผมก็เริ่มงานตอนเจ็ดโมงเช้าเช่นกัน จะทำงานที่ต้องสมองคิดในช่วงเช้า ช่วงบ่ายจะทำงานแบบไม่ต้องเค้นหัวมาก

    นานหลายปีติดต่อกัน ทุกวันตอนเจ็ดโมงเช้า ผมไปนั่งเขียนหนังสือที่ร้านกาแฟปากซอย เพราะร้านเปิดเจ็ดโมง ผมเข้าร้านเป็นคนแรกเสมอ ผมไปทุกวันจนร้านอนุญาตให้เก็บถ้วยกาแฟประจำตัวไว้ในร้าน เขียนอย่างนั้นอยู่หลายปี จนเลิกไปเมื่อโควิด-19 ระบาด ร้านปิดชั่วคราว ตามมาด้วยการปิดถาวร

    กิมย้งก็ทำงานแบบนี้ กำหนดชั่วโมงทำงานชัดเจน

    กิมย้งเขียนนิยายวันละ 1,200 คำ เขาจะจุดบุหรี่แล้วเริ่มเขียนไม่หยุด เขียนสามหน้ากระดาษรวดเดียว แล้วพัก

    เมื่อเขียนครบ 1,200 คำก็จบงานสำหรับวันนั้น เขาจะไม่เขียนเพิ่มเผื่อ และไม่ตรวจทาน น้อยครั้งมากที่เขาแก้ไขคำผิดในต้นฉบับ

    นักเขียนสองคนนี้ทำงานแบบพอดีๆ ไม่ลุยงาน จบชั่วโมงก็วางปากกา ไม่ลากยาวไม่หลับไม่นอนเหมือนผม

    (young มีต่อ)

    วินทร์ เลียววาริณ
    17-10-26

    ป.ล. แจ้งข่าวว่า พุ่มรัก พานสิงห์ เล่ม 10 คดีเปลนม ยังมีจำหน่ายนะครับ

    เว็บ
    https://www.winbookclub.com/store/detail/250/%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%A1%20%28%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%8A%E0%B8%95%29 

    Shopee
    https://s.shopee.co.th/1Amp77rcb 

    0
    • 0 แชร์
    • 16
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    วันก่อนเล่าเรื่องการวางโครงเรื่องเป็นบทๆ ก่อนลงมือเขียน

    วงการเขียนบทหนังก็นิยมทำแบบนี้ เขียนเรื่องแต่ละท่อนบนการ์ดใบเล็กสักครึ่งฝ่ามือ การ์ดหนึ่งใบคือหนึ่งเหตุการณ์หรือหนึ่งฉาก คนเขียนบทก็เขียนสิ่งที่ต้องการให้อยู่ในหนังทั้งหมด แล้วนำการ์ดทั้งหมดมาเรียงกัน หากไม่ชอบตำแหน่งของฉากไหน ก็ย้ายสลับตำแหน่งจนพอใจ

    ยกตัวอย่าง เช่น การ์ด #1 "สมคิดปล้ำสมหญิง" การ์ด #2 "สมหญิงปล้ำสมฤดี" การ์ด #3 "สมสุขปล้ำสมคิด" ไล่ไปเรื่อยๆ อย่างนี้

    เอ! ไม่รู้เป็นอัลไล เอ๊ย! อะไร นี่มันพล็อตหนังเอ็กซ์นี่นา!

    ช่างเถอะ ขี้เกียจพิมพ์ใหม่ พอเข้าใจนะว่าเป็นยังไง

    ด้วยวิธีนี้เราจะรู้ว่าฉากไหนเป็นส่วนเกิน เพราะหากหยิบการ์ดใบไหนออกไปแล้ว ยังอ่านรู้เรื่อง ก็แสดงนั้นฉากนั้นไม่จำเป็นต้องมีอยู่ในเรื่อง

    นักเขียนใช้วิธีนี้ก็ได้ เพื่อจะเห็นภาพรวมชัด เหมือนพระเจ้าสร้างโลก มองจากเบื้องบนลงมาที่การ์ดทั้งหมด แล้วจะเห็นว่าจะเปิดฉากด้วยการ์ดใบกลางๆ เรื่องก่อน ค่อยไปเร่ิมการ์ดใบแรก หรือจะแฟลชแบ็คตรงไหนหรือไม่

    แต่ถ้าทำหนังโป๊ไม่ต้องทำการ์ดให้วุ่นวาย เพราะคนดูไม่สนใจเนื้อเรื่องอยู่แล้ว

    กลับมาเล่าเรื่อง จอห์น กริสชัม ต่อ

    กริสชัมมีอาชีพเป็นทนายความ เดิมไม่คิดจะเขียนนิยาย วันหนึ่งฟังเด็กหญิงคนหนึ่งให้การในศาลแล้วสะเทือนใจมาก กลับบ้านก็ลองเขียนเป็นนวนิยาย

    ก็คือที่มาของเรื่อง A Time to Kill เขาใช้เวลาเขียนสามปี โดยเจียดเวลาที่เหลือจากทำงานหลักทนายความมาเขียน

    เรื่องแรกขายไม่ดี แต่พอเขาเขียนเรื่องต่อมา The Firm ก็มีรายได้พอเลิกอาชีพทนายความได้เลย

    กริสชัมเปลี่ยนนิสัยเป็นตื่นตั้งแต่ตีห้าเพื่อเขียนหนังสือ และบอกตัวเองว่าต้องเขียนให้ได้อย่างน้อยวันละหนึ่งหน้า

    จอห์น กริสชัม บอกว่า ไม่มีใครบังคับให้ทำ แต่รู้ว่าถ้าไม่มีวินัยในตัวเองสูงมาก ไม่มีทางเกิด

    ตรงนี้ผมอนุญาตเล่าเรื่องตัวเองบ้าง เพราะรู้สึกว่าวิธีการทำงานของเขากับผมคล้ายกัน อายุก็ไล่เรี่ยกัน

    ผมก็ไม่เคยคิดเป็นนักเขียนมาก่อน ผมทำงานประจำมีเงินเดือน จนเมื่อเกิดไฟอยากเขียน ก็เปลี่ยนวิถีชีวิต ตื่นเช้าขึ้น เลิกดูทีวี กินข้าวเที่ยงแค่สิบนาที เอาเศษเวลาที่เก็บได้ในแต่ละวันมาเขียน และบอกตัวเองว่าจะเขียนทุกวัน ต่อให้วันนั้นคิดอะไรไม่ออก ก็จะกดแป้นพิมพ์สักสองสามคำเอาฤกษ์เอาชัย

    ผมใช้เวลาราวสามปีเขียนนวนิยายเรื่องแรกเช่นกัน คือ ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน โดยอาศัยเวลาที่เจียดมานี่แหละ

    ผมก็ทำงานโดยใช้วินัยในตัวเองสูง เพราะจับปลาสองมือนั้นเหนื่อยมาก ต้องจัดการเวลาเป็น

    บางคนคิดว่าการเขียนหนังสือโดยใช้เศษเวลาแบบนี้ไม่มีทางได้งานดี แต่ความจริงคือผมได้รับรางวัลทางวรรณกรรมทั้งหลาย รวมทั้งซีไรต์สองครั้ง ก็ตอนที่เป็นนักเขียนสมัครเล่นนี่แหละ

    หลังจากเป็นนักเขียนอาชีพ กริสชัมเขียนหนังสือเฉพาะช่วงเช้า หลังเที่ยงก็เลิกงาน เขียนราววันละ 2 พันคำ เขาบอกว่าช่วงเจ็ดโมงเช้าถึงสิบโมงเช้าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ความคิดผุดไหลออกมา สมองก็กำลังสดชื่น

    ผมเห็นตรงกันว่าช่วงเจ็ดโมงเช้าถึงสิบโมงเช้าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ผมก็เริ่มงานตอนเจ็ดโมงเช้าเช่นกัน จะทำงานที่ต้องสมองคิดในช่วงเช้า ช่วงบ่ายจะทำงานแบบไม่ต้องเค้นหัวมาก

    นานหลายปีติดต่อกัน ทุกวันตอนเจ็ดโมงเช้า ผมไปนั่งเขียนหนังสือที่ร้านกาแฟปากซอย เพราะร้านเปิดเจ็ดโมง ผมเข้าร้านเป็นคนแรกเสมอ ผมไปทุกวันจนร้านอนุญาตให้เก็บถ้วยกาแฟประจำตัวไว้ในร้าน เขียนอย่างนั้นอยู่หลายปี จนเลิกไปเมื่อโควิด-19 ระบาด ร้านปิดชั่วคราว ตามมาด้วยการปิดถาวร

    กิมย้งก็ทำงานแบบนี้ กำหนดชั่วโมงทำงานชัดเจน

    กิมย้งเขียนนิยายวันละ 1,200 คำ เขาจะจุดบุหรี่แล้วเริ่มเขียนไม่หยุด เขียนสามหน้ากระดาษรวดเดียว แล้วพัก

    เมื่อเขียนครบ 1,200 คำก็จบงานสำหรับวันนั้น เขาจะไม่เขียนเพิ่มเผื่อ และไม่ตรวจทาน น้อยครั้งมากที่เขาแก้ไขคำผิดในต้นฉบับ

    นักเขียนสองคนนี้ทำงานแบบพอดีๆ ไม่ลุยงาน จบชั่วโมงก็วางปากกา ไม่ลากยาวไม่หลับไม่นอนเหมือนผม

    (young มีต่อ)

    วินทร์ เลียววาริณ
    17-10-26

    ป.ล. แจ้งข่าวว่า พุ่มรัก พานสิงห์ เล่ม 10 คดีเปลนม ยังมีจำหน่ายนะครับ

    เว็บ
    https://www.winbookclub.com/store/detail/250/%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%A1%20%28%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%8A%E0%B8%95%29 

    Shopee
    https://s.shopee.co.th/1Amp77rcb 

    0
    • 0 แชร์
    • 10
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    คำถาม : 
    คุณวินทร์จัดการกับความโกรธอย่างไร
    เพลงหงส์

    คลิกลิงก์อ่าน https://www.blockdit.com/posts/6ad2174f8993d6efc33d121c 

    สนใจเรื่องใด เขียนมาถามได้ที่ inbox เพจเฟซบุ๊ค วินทร์ เลียววาริณ ช่วยแจ้งชื่อหรือนามปากกาด้วย ถ้าไม่แจ้งจะใส่ "ไม่ประสงค์จะออกนาม"

    1
    • 0 แชร์
    • 15
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    ในหนังโทรทัศน์ชุด Kung Fu (เดวิด คาร์ราดีน) ตอน In Uncertain Bondage ที่ฉายในปี 1974 พระวัดเส้าหลินนามไควเช็งเคน ผู้เดินทางผจญภัยไปทั่วอเมริกา จับพลัดจับผลูตกลงไปในหลุมลึกพร้อมหญิงสาวคนหนึ่ง นางถูกคนร้ายจับตัวไปเรียกค่าไถ่ ไควเช็งเคนช่วยไว้ แต่ถูกคนร้ายยิงบาดเจ็บ ตกลงไปในหลุมลึก เขาจะเอาตัวรอดจากอาการบาดเจ็บและขึ้นจากหลุมนั้นได้อย่างไร

    เดี๋ยวค่อยเล่าต่อ

    (ย่อหน้าต่อไปเป็นสปอยเลอร์คอนเส็ปต์หนัง แต่ผู้อ่านคงรู้แล้วมั้ง)

    หนังใหม่สัปดาห์นี้ Whalefall แม้ผมจะหลีกเลี่ยงไม่อ่านข่าวใดๆ ก็ยังอุตส่าห์แหวกหูผมเข้ามาได้ว่าเป็นเรื่องคนถูกวาฬกิน จะเอาตัวรอดออกมาได้อย่างไร

    ดังนั้นจึงคาดว่านี่เป็นหนัง survival movie แนวคนหนีฉลาม หนีจระเข้ หนีไดโนเสาร์ หนีภูเขาไฟ ตอนจบก็ฆ่าฉลาม ฆ่าจระเข้ ฆ่าไดโนเสาร์ ฆ่าภูเขาไฟ เอ๊ย! ไม่ใช่แล้ว เอาเป็นว่าประมาณนั้น

    แต่เข้าโรงไปดูเพื่อคลายสมอง ไม่ตั้งใจว่าจะมีอะไรใหม่ไปกว่านี้ คาดว่ามีโอกาสเดินออกจากโรงก่อนด้วยซ้ำ

    แต่ผิดคาด Whalefall เป็นหนังดรามาเชิงปรัชญาที่ซ่อนในรูป survival movie

    มันเป็นส่วนผสมของ survival movie ทั่วไป บวกกับ The Old Man and the Sea, แม็คไกเวอร์, My Octopus Teacher และเรื่อง Kung Fu ที่เกริ่นในตอนต้น

    ระหว่างที่ไควเช็งเคนผู้บาดเจ็บจมในสภาวะครึ่งตื่นครึ่งฝัน จิตนึกถึงอาจารย์ของเขาที่วัดเส้าหลิน  คำสอนต่างๆ ของอาจารย์ปรากฏในห้วงคิด และเกิดซาโตริ เข้าใจและในที่สุดก็หนีออกพ้นหลุมลึกนั้นสำเร็จ

    Whalefall มีฉากที่ไม่น่าเชื่อหลายฉาก นอกจากนี้ยังต้องอาศัยความบังเอิญในการเดินเรื่องค่อนข้างมาก แต่หากไม่มีความบังเอิญเหล่านั้น เรื่องก็ไม่เดินหน้า ในภาพรวมถือว่าดี ดังนั้นเราจะยอมหลับตาให้ความบังเอิญและความเหลือเชื่อเหล่านั้น

    หนังตื่นเต้น น่าติดตาม สอดแทรกความซาบซึ้ง และปรัชญาที่มาแบบคาดไม่ถึง

    คำว่า Whalefall เป็นศัพท์ทางสมุทรศาสตร์ หมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวาฬตัวหนึ่งตายจมลงก้นสมุทร ซากของมันจะเป็นนิเวศแห่งใหม่ที่ให้ชีวิตอื่นๆ กำเนิดและอยู่ได้

    ในธรรมชาติ ไม่มีอะไรที่ไร้ประโยชน์ แม้แต่ซากศพ

    เมื่อชาวอินูอิตที่ขั้วโลกเหนือล่าวาฬได้ จะกินทุกส่วนของสัตว์ที่ฆ่า หลังจากนั้นจะสักบนร่าง เป็นสัญลักษณ์ของการเชื่อมกับธรรมชาติ

    ในทิเบต เมื่อมีคนตาย ศพถูกนำไปวางกลางแจ้งบนเขาสูง เพื่อให้ฝูงอีแร้งแทะกินซากศพจนเหลือแต่โครงกระดูก พิธีศพนี้เรียกว่า ฝังร่างในฟากฟ้า (Sky Burial)

    มันดูแปลก แต่ความจริงไม่ต่างจากฝังศพในดิน เพราะศพในดินเป็นอาหารของหนอนและจุลชีพ วางไว้บนภูเขา ก็เป็นอาหารของวิหค

    คืนสู่ธรรมชาติเหมือนกัน  ดังนั้นในมุมมองของคนที่ชาวเมืองว่า 'คนป่าเถื่อน' กลับเข้าใจธรรมชาติอย่างดี

    เพราะสรรพชีวิตไม่ว่าเป็นผู้ล่าหรือผู้ถูกล่า มีความผูกพันกัน ส่วนหนึ่งของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ และนี่ทำให้หนังเปิดเรื่องด้วยการคืนร่างกายสู่ธรรมชาติ

    8.5/10
    (ฉายทางโรงภาพยนตร์)

    วินทร์ เลียววาริณ 
    16-10-26

    วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่ The MEB

    (มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)

     

    2
    • 0 แชร์
    • 21
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    Verity - ผมดูเรื่องนี้ไปได้สิบกว่านาที เกิดอาการ เดจา วู เหมือนดูหนังซ้ำ

    ไม่แปลก องค์ประกอบและวิธีเดินเรื่องของ Verity คล้ายกับ The Housemaid ที่ผมเพิ่งดูเมื่อต้นปีนี้

    ไอเดียเรื่อง The Housemaid คือหญิงสาวคนหนึ่งถูกจ้างเป็นแม่บ้านในบ้านใหญ่สวยมากหลังหนึ่ง บ้านนี้มีสามี (หล่อมาก) ภรรยา (นิสัยประหลาด) ลูกที่ยังเป็นเด็ก เธอได้ห้องนอนสวยมากห้องหนึ่ง

    ไอเดียเรื่อง Verity คือหญิงสาวคนหนึ่งถูกจ้างไปทำงานในบ้านใหญ่สวยมากหลังหนึ่ง บ้านนี้มีสามี (หล่อมาก) ภรรยา (นิสัยประหลาด) ลูกที่ยังเป็นเด็ก เธอได้ห้องนอนสวยมากห้องหนึ่ง

    ความแตกต่างคืองานที่หญิงสาวตัวเดินเรื่องใน Verity ทำไม่ใช่แม่บ้าน

    ทั้งสองเรื่องยังเหมือนกันตรงใช้แนวทริลเลอร์ พล็อตสร้างความสงสัย ความอยากรู้อยากเห็นของคนดู ตามมาด้วย... ใช่ เซ็กซ์!

    และจบแบบหักมุม

    The Housemaid ทำเงินไป 400 ล้านเหรียญ และแน่นอน รีบสร้างภาคสองทันที

    Verity ทำเงินจนถึงวันนี้ราว 119 ล้านเหรียญ (สูงกว่า Digger สามเท่า)

    Verity เป็นหนังทริลเลอร์ที่มีโครงเรื่องที่มีศักยภาพ แต่ความสมจริงต่ำ การเดินเรื่องจัดว่าช้ามากสำหรับงานแนวนี้ อย่างไรก็ตาม ผมก็อดทนดูจนจบ เพราะมีฉากนางเอกอาบน้ำอยู่สองรอบ ฉากเซ็กซ์อีกหลายฉาก (จำจำนวนฉากไม่ได้ สงสัยต้องกลับไปดูใหม่เพื่อให้แน่ใจ)

    แต่ฉากเซ็กซ์ใน Verity สู้ The Housemaid ไม่ได้ เหตุผลน่าจะเป็นเพราะนักแสดงเกรด A อย่าง Anne Hathaway ไม่เปลือยหมดแน่ เราจึงเจอเรื่อง เดจา วู อีกเรื่องหนึ่งคือ มันเหมือนบทเซ็กซ์ในซีรีส์ ทนายปีศาจ คือสวมชุดครบ

    ไม่สมจริงอย่างนี้ก็รับคะแนนไปแค่ 4/10 ก็แล้วกัน เพิ่มอีกสองคะแนนสำหรับฉากเซ็กซ์

    รวมเป็น 6/10
    (ฉายทางโรงภาพยนตร์)

    วินทร์ เลียววาริณ 
    16-10-26

    วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่ The MEB

    (มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)

    1
    • 0 แชร์
    • 17