-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
ผมยืนอยู่ที่ริมสนามฟุตบอล มองดูภาพเบื้องหน้าเป็นครั้งสุดท้าย ยกกระเป๋าเดินทางออกไปวางไว้นอกบ้าน และไปลาแม่ แม่ไม่ได้พูด ไม่ได้ร้องไห้ แต่ความรู้สึกห่วงใยของแม่ฉายชัดในนัยน์ตาคู่นั้น
ที่ริมหน้าต่างครัว มดสองสามตัวกำลังขนเมล็ดข้าวเดินทาง ผมก็กำลังเดินทาง อย่างที่พ่อบอก สักวันหนึ่งทุกคนต้องเดินไปตามทางของตัวเอง
ผมกำลังไปที่สถานีรถไฟ เดินทางจากบ้านเกิดริมสนามฟุตบอลไปยังเมืองหลวงเป็นครั้งแรก
ผมไม่เคยเดินทางไกลจากอ้อมอกแม่เช่นนี้มาก่อน แม้เราไม่ได้มีฐานะดี แต่ตลอดหลายปีนี้ อาหารทุกมื้อ เสื้อผ้าทุกตัวที่แม่ตัดเองไม่เคยขาดตกบกพร่องแม่เตรียมทุกอย่างพร้อมเสมอ แม้แต่การเก็บข้าวของใส่กระเป๋าสำหรับการเดินทางในวันนี้ ยังจัดการล่วงหน้าถึงสิบวัน
นึกถึงมดที่กำลังขนเมล็ดข้าวเดินทาง มันกลับรัง ผมจากรัง
เดินลัดสนามฟุตบอลไปยังสถานีรถไฟ พื้นที่สนามสีเขียวนี้เป็นสมบัติของการรถไฟแห่งประเทศไทย แต่ผมรู้สึกเสมอว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน
รถไฟเคลื่อนตัวออกจากสถานีเวลา 12.47 น. เป็นบทที่หนึ่งของการเดินทางสู่โลกกว้าง แม้ว่าผมเคยแอบหนีไปเที่ยวในบางจังหวัดใกล้เคียง แต่ครั้งนี้เป็น ‘การเดินทาง’ ที่แท้จริง
ผมเงียบตลอดการเดินทาง รู้สึกว่าตนเองเป็นเหมือนทารกน้อยที่กำลังออกจากท้องแม่ มองป้ายชื่อสถานีต่าง ๆ สะพาน อุโมงค์ลอดถ้ำ รอยตัดถนน ทุ่งนา บ้านเรือน เสาไฟฟ้า ไม่จบสิ้น ระยะทางระหว่างสองเมืองนี้ห่างไกลกันมากเหลือเกิน การเดินทางโดยใช้รางเหล็กคู่ เป็นเครื่องมือในสมัยนั้นกินเวลาถึงสิบแปดชั่วโมง บางครั้งก็ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง เหมือนการเดินทางไปสู่อนันตกาล
วันรุ่งขึ้นเมื่อรถไฟเทียบสถานีเมืองหลวง ผมก็ก้าวเข้าสู่สเกลของเมืองแปลกหน้าที่ใหญ่กว่าบ้านเกิดหลายเท่าตัว
หลังจากเรียนจบชั้น ม.ศ. 3 ซึ่งเป็นชั้นเรียนสูงสุดในหาดใหญ่เวลานั้น ผมมีสองทางที่จะเดิน หนึ่งคือเรียนต่อชั้น ม.ศ. 4-5 สองคือทำงานช่วยพ่อ
ว่าก็ว่าเถอะ ผมไม่มีปัญหากับการทำงาน เพราะไม่เคยคาดหวังอะไรในชีวิต ผมเคยหวังว่าจะได้เรียนชั้นมหาวิทยาลัย โลกของผมก็คือเมืองเล็กที่ผมเกิด ผมอยู่ต่อไปได้
แต่ดูเหมือนพ่อตัดสินใจให้ผมเรียนต่อ ก็เป็นภาคบังคับที่จะต้องเข้ากรุงเทพฯ จุดเดียวที่มีการศึกษาเกินชั้น ม.ศ. 3
ผมเข้าสอบคัดเลือก และสอบเข้าได้โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) โรงเรียนน้องของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
เวลานั้นโรงเรียนบดินทรเดชาเพิ่งมีอายุได้สามปี ยังไม่มีที่เรียนของตนเอง สองปีแรกใช้ห้องเรียนของโรงเรียนเตรียมฯ ถนนพญาไท
เสื้อนักเรียนปักอักษรย่อ บ.ด. และกลัดเข็มพระเกี้ยวเหนืออักษร ขณะที่นักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษากลัดแค่เข็มพระเกี้ยว
ปีที่ผมเข้าเรียน โรงเรียนก่อสร้างตึกเรียนใหม่เสร็จ ตั้งอยู่ที่ถนนลาดพร้าว ผมจึงเป็นนักเรียนรุ่นแรกที่ไปเรียนที่ลาดพร้าว
เวลานั้นถนนลาดพร้าวสภาพยังไม่เป็นถนนจริง ๆ ตลอดทางเป็นดินแดง ในฤดูร้อนฝุ่นแดงฟุ้งไปทั่วเมื่อรถผ่าน ในฤดูฝน มันก็กลายเป็นหลุมบ่อเกรอะกรัง
โรงเรียนไม่มีรั้ว มันตั้งอยู่กลางทุ่ง ใครคิดจะหนีเรียนก็จะพบว่าไม่มีอะไรที่นั้นเลยจริง ๆ
ผมผ่านสองปีนั้นเงียบ ๆ ในโรงเรียน นักเรียนทุกคนเรียนจริงจัง ประพฤติดี เรียบร้อย ไม่มีนักเรียนเหลวไหลเลยสักคนเดียว หลายคนเป็นเด็กต่างจังหวัดเหมือนผม ต้องการชีวิตที่ดีกว่าเช่นกัน ดังนั้นทุกคนจึงเรียนหนัก ตั้งเป้าจะสอบเข้าคณะดี ๆ ในมหาวิทยาลัย
ตลอดชีวิตนักเรียนนักศึกษา นักเรียนโรงเรียนบดินทรเดชายุคนั้นเป็นนักเรียนที่เรียนจริงจังที่สุด
เมื่อเรียนชั้น ม.ศ. 5 ผมเห็นประกาศประกวดเรียงความ คำขวัญ และโปสเตอร์ เนื่องในโอกาสปีประชากรแห่งโลก พ.ศ. 2517 ผมส่งงาน โปสเตอร์เข้าประกวด ได้รับรางวัลที่ 2 (ปีนั้นไม่มีรางวัลที่ 1) ได้รับเงินรางวัล 1,500 บาท อาจารย์ใหญ่โรงเรียนคือ คุณหญิงพรรณชื่น รื่นศิริ พาผมไปรับรางวัลที่กระทรวงศึกษาธิการ
มันเป็นจุดเปลี่ยนแปลงครั้งหนึ่ง มันทำให้ผมเกิดความหวังว่า บางทีตนเองอาจจะเลือกเรียนสายศิลปะได้ ซึ่งอาจจะคิดช้าไปนิด เพราะหากอยากทำงานเป็นนักวาด ไม่ควรเรียนต่อชั้นเตรียมอุดมศึกษาสายวิทย์ แต่ควรไปเรียนเพาะช่างเลย น่าจะดีกว่า อาจารย์ที่ปรึกษาก็ไม่สนับสนุนให้นักเรียนสายวิทย์เลือกคณะวิชาสายศิลป์ อย่าว่าแต่สายจิตรกรรม แต่ความรู้สึกบางอย่างบอกว่าน่าจะไปลอง
ผมใช้เวลาตลอดปีชั้น ม.ศ. 5 เตรียมสอบเอนทรานส์ ผมรู้มานานแล้วว่าผมจะสอบเข้าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ไม่ใช่เพราะอยากสร้างบ้าน แต่เพราะอยากวาดรูป สมัยนั้นยังไม่มีคณะวิชาด้านศิลปะมากมาย คณะสถาปัตย์ฯกับคณะจิตรกรรมฯน่าจะใกล้โลกที่ผมอยากเข้าไปที่สุด
เมื่อเรียนจบชั้น ม.ศ. 5 ก็ไปสอบเอนทรานส์เข้ามหาวิทยาลัย ผมเลือกคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ เป็นอันดับ 1 อันดับ 2 ผมเลือกคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
เมื่อเลือกทั้งคณะสายวิทย์และศิลป์แบบนี้ ก็ต้องสอบรวมสิบสามวิชา
วันที่ผมไปสอบวิชาวาดรูปที่คณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผมเป็นเด็กนักเรียนชั้นเตรียมอุดมคนเดียวที่ไปสอบวาดรูป ผู้สอบที่เหลือทั้งหมดมาจากสายเพาะช่าง
ทว่าหลังจากเตรียมสอบเข้มข้นมาทั้งปี เมื่อถึงวันสอบคัดเลือก ผมไม่ค่อยมีความกังวลอะไร สอบไปทีละวิชาจนครบ 13 วิชา แล้วกลับบ้านเกิดไปรอฟังผลสอบ
วินทร์ เลียววาริณ
23-6-26บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต
เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น สั่งได้จากShopee https://s.shopee.co.th/3B4WYil0CG
สั่งจากเว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี
ท่านที่สั่งซื้อหนังสือจากเว็บ หลังโอนเงินแล้ว ช่วยส่งภาพหลักฐานการโอนมาด้วย เพื่อเราจะรู้ว่าเป็นลูกค้าคนใด โดยส่งสลิปไปที่ order@winbookclub.com หรือปุ่ม "แจ้งการชำระเงิน" ในหน้าสั่งซื้อ1- แชร์
- 29
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
ฮาร์ลาน โคเบน เป็นนักเขียนนวนิยายแนวทริลเลอร์-ลึกลับที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง งานของเขาสร้างเป็นหนังและซีรีส์ ทั้งเวอร์ชั่นอเมริกัน อังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน โปแลนด์ อาร์เจนตินา บางเรื่องก็ดี บางเรื่องก็ธรรมดา
หนังสือแปลเป็นหลายสิบภาษา ขายไปร่วมร้อยล้านเล่ม
เฮ้อ! ถอนใจ ขออนุญาตแสดงความอิจฉาหนึ่งนาที
หลายปีก่อน โคเบนเซ็นสัญญากับ Netflix มูลค่าหลายล้าน (ดอลลาร์ไม่ใช่บาท) นำนวนิยาย 14 เรื่องของเขามาทำเป็นหนัง เริ่มตั้งแต่ปี 2020 มา
เรื่องล่าสุดที่เพิ่งลง Netflix คือ I Will Find You
ก่อนจะพูดถึงหนังเรื่องนี้ ขอเล่าย้อนอดีตเมื่อ 33 ปีก่อน
ปีนั้นคือ 1993 มีหนังทริลเลอร์เรื่องนี้ที่ไม่เพียงทำเงินถล่มทลาย นักแสดงยังได้รับรางวัลตุ๊กตาทองนักแสดงสมทบ อาจเป็นครั้งแรกที่หนังแนวนี้ได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง
เรื่องนั้นคือ The Fugitive ตัวเอก (แฮริสัน ฟอร์ด) เป็นนักโทษคดีฆาตกรรมภรรยา หนีการจับกุม ตำรวจศาลหรือ United States marshal (ทอมมี ลี โจนส์) ไล่ล่าไปติดๆ บทสนุก บทพูดสนุก เป็นเรื่องเกี่ยวกับวงการแพทย์
ทอมมี ลี โจนส์ ได้รับตุ๊กตาทองจากเรื่องนี้ ทำให้เขายินดีปรากฏตัวในภาคต่อ คือ U.S. Marshals (1998) โดยลอกพล็อตเดิมของตัวเอง ทำให้หนังตกหลุมความสำเร็จของตัวเอง
(สองย่อหน้าต่อไปมีสปอยเลอร์พล็อตนิดหน่อย)
I Will Find You ก็เป็นเรื่องการตามล่านักโทษ และเกี่ยวกับวงการแพทย์เช่นกัน
ชายคนหนึ่ง (Sam Worthington) ถูกจับเข้าคุกตลอดชีวิต ข้อหาฆ่าลูกชายวัย 5 หลังจากติดคุกไปห้าปี เขาได้รับข้อมูลว่าบางทีลูกของเขายังไม่ตาย
หนังแนวนี้มักสร้างตามสูตรสำเร็จ ตัวเอกคือคนที่เราลุ้นให้รอด ตัวเอกมีผู้ช่วยระหว่างทาง ตัวร้ายมักปรากฏตัวเป็นคนดีก่อน ตัวเอกมักถูกนักโทษคนอื่นรังแก เอฟบีไอหรือนักล่าฉลาด ตามรอยนักโทษไปแบบก้าวต่อก้าว มีการใช้ decoy (ตัวหลอก) เป็นระยะ ระหว่างทางต้องมีคนโดนลูกหลงโดนคนร้ายเก็บ แล้วโยนความผิดไปให้พระเอก ตอนท้ายเอฟบีไอพบความจริง ส่วนฉากเซ็กซ์มักไม่จำเป็น (เฮ้อ!)
หนังแบบนี้สร้างมาบ่อย ถ้าเรื่องดี บทดี ก็รอด แต่ I Will Find You (ฉบับหนัง) ไปไม่ถึง เป็นคนละเกรดกับ The Fugitive แม้ว่าในจุดหักมุม เหตุผลของการก่ออาชญากรรมจะน่าสนใจกว่า The Fugitive ด้วยซ้ำ
เนื่องจากหนังชุดนี้เดินไปในแนว The Fugitive ทำให้อดเปรียบเทียบกับเรื่องแรกไม่ได้
ปัญหาคือหนังยาวเกินไป มีน้ำมากกว่าเนื้อ ฉากต่างๆ คลิเช่มาก แต่จุดอ่อนที่สุดคือหนังอิงความบังเอิญทั้งเรื่อง คนนี้บังเอิญอยู่ตรงนี้ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ คนนั้นบังเอิญอยู่ตรงนั้น ทำให้เกิดเหตุการณ์นั้น ฯลฯ การใช้ความบังเอิญมากขนาดนี้ทำให้บทหนังอ่อนลง เพราะไม่น่าเชื่อ
จัดว่าเป็นงานระดับธรรมดาของโคเบน (หมายถึงหนัง เพราะไม่รู้ว่าหนังสือจะดีกว่าหรือไม่)
ข้อดีคือ แม้ว่าหนังจะอ่อน แต่กลับดูสนุกดี จับเราให้ดูจนจบได้ในเวลาวันกว่าๆ
ถ้าไม่มีอะไรทำ ก็ดูได้ ยังไงหนังก็ไม่ยืดเท่าเรื่องการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน
6.5/10
(ฉายทาง Netflix)วินทร์ เลียววาริณ
22-6-26วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)
(มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)
1- แชร์
- 38
-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
ตัวละครอาชญากร 'นีล แม็คคอลีย์' ในหนังเรื่อง Heat (1995) บอกตำรวจที่กำลังหาทางจับเขาว่า เขาถือหลักประจำชีวิตว่า ไม่ผูกมัดตัวเองกับใครหรืออะไร คนอย่างเขาต้องสามารถ "เดินออกไปภายใน 30 วินาที" เมื่อเขาสัมผัส 'ความร้อน' ใกล้ๆ คืออันตรายที่มาเยือน
หมายความว่าเขาสามารถทิ้งบ้านช่อง คนรัก และหนีไปทันทีที่สัมผัสอันตราย
ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องการผูกมัดตัวเองกับใคร
แต่ในที่สุดเขาก็ตกหลุมรัก แต่ก็เลือกหนีไปใน 30 วินาที แต่ท้ายที่สุด ก็นำไปสู่ความตายของเขา
แต่บางทีเราอาจใช้หลักคิด "เดินออกไปภายใน 30 วินาที" กับความตายของเราเองได้
'30 วินาที' นี้คือมรณานุสติ
ก่อนเราหลับไปในแต่ละคืน ให้ลองคิดว่ามันคือ 30 วินาทีสุดท้าย เรากำลังก้าวออกไปจากโลกใบนี้โดยไม่มีความผูกพัน จากครอบครัว จากคนรัก แต่จากไปด้วยความเข้าใจสัจธรรมของความตายที่มาเยือนเราทุกคน
จิตพ้นความยึดติด ยึดมั่นถือมั่น และเป็นอิสระ
มีคำสอนของอาจารย์เซนอย่างหนึ่งว่า ให้นอนหลับทุกคืนเสมือนหนึ่งเป็นการตาย ปล่อยวางทุกอย่าง
หากเราตายไปในคืนนั้น ก็จากโลกไปอย่างสงบ
หากเราตื่นขึ้นมาอีกในวันรุ่ง วันใหม่ก็คือโบนัสแห่งชีวิต
นี่ก็คือปรัชญาญี่ปุ่น อิคิงะอิ คือคุณค่าของการมีชีวิต
เมื่อได้ชีวิตมาอีกหนึ่งวัน ก็เห็นคุณค่าของวันใหม่นั้น และอยากทำอะไรดีๆ
ด้วยวิธีคิดแบบนี้ เราอาจมองโลกวันใหม่ด้วยความขอบคุณ มองเห็นทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในวันนั้นเป็นเรื่องสวยงาม เพราะเรามีเวลาบนโลกอีกแค่วันเดียว ก่อนที่เราจะก้าวเดินออกจากโลกใน 30 วินาทีอีกครั้ง
วินทร์ เลียววาริณ
22-6-261- แชร์
- 55
-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
เมื่อวานนี้ให้คะแนน ทนายปีศาจ 9/10 ตะลึงไปหลายคน บ้างว่าให้มากไป
ผู้อ่านอย่าไปจริงจังตัวเลขมากนัก ตัวเลข 8.7/10 หรือ 9/10 หรือ 9.2/10 มันก็อยู่ในพื้นที่เดียวกัน ถือว่าหนังดี
ช่วงหลังให้คะแนนแบบลงท้ายด้วย 5 หรือ 0 เหมาเอา
เหมือนทำอาหาร กะๆ เอา
คะแนน 9/10 นี่ธรรมดามากนะครับ ผมให้บ่อย
คะแนน 10/10 ผมก็ให้ไปนับร้อยเรื่อง ให้ง่ายๆ ขอเพียงเรื่องเข้าเกณฑ์
พูดง่ายๆ คือหากเรื่องมีคอนเส็ปต์สด ก็รับคะแนนไปตุนแล้ว 8 ถ้าเล่าดีและมีสาระ ก็ได้ 10/10
ถ้าเป็น original concept ก็มักรับไปก่อน 9-9.5
หนังของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ส่วนใหญ่จึงได้ 10/10
ไม่ขี้เหนียวคะแนนหรอก
ส่วนพวก 2/10 ถือเป็นสัญลักษณ์มากกว่า บอกว่าเป็นหนังตระกูล lazy writing
ต่อไปนี้คือรายการ 10/10 เท่าที่ผมมีบันทึกการรีวิว ประมาณ 80 เรื่อง ความจริงยังมีอีก
ใครดูหนังในรายการนี้แล้ว ไม่เห็นด้วยกับคะแนน ก็แสดงว่ารสนิยมการดูหนังเราต่างกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องถูกหรือผิด แค่ต่างกัน
ถ้าเห็นด้วยกับผมสัก 75% ก็แสดงว่าเรามีรสนิยมดูหนังตรงกัน
รายการหนังคะแนน 10/10 (เท่าที่รีวิว อาจตกหล่นไปบ้าง)
....................................
ภาพยนตร์
The Legend of 1900 (1998)
Green Book (2018)
Inception (2010)
Interstellar (2014)
Blade Runner 2049 (2017)
The Matrix (1999)
Ex Machina (2014)
Apocalypse Now (1979)
Roma (2018)
The Usual Suspects (1995)
The Last Emperor (1987)
Fight Club (1999)
Braveheart (1995)
Terminator 2: Judgment Day (1991)
มหา’ลัยเหมืองแร่ (2548)
Groundhog Day (1993)
Memento (2000)
The Godfather (1972)
The Godfather Part 2 (1974)
The Shawshank Redemption (1994)
Gladiator (2000)
The Irishman (2019)
Raiders of the Lost Ark (1981)
Blue Giant (2023)
The Whale (2022)
Dune: Part Two (2024)
12th Fail (2023) Fight Club (1999) Mad Max: Fury Road (2015)
Maharaja (2024)
The Man from Earth (2007)
Perfect Days (2023)
The Brutalist (2024)
Andhadhun (2018)
Asakusa Kid (2021)
Memories of Murder (살인의 추억 2003)
Every Day A Good Day (日日是好日 2018)
Drive My Car (ドライブ·マイ·カー 2021)
Joker (2019)
The Shape of Water (2017)
Saturday Night Fever (1977)
Contact (1997)
The Jungle Book (2016)
3 Idiots (2009)
Arrival (2016)
Once Upon a Time in the West (1968)
Das Boot (1981)
All Quiet on the Western Front (2022)
The Father (2020)
Oppenheimer (2023)
The Two Popes (2019)
A Serious Man (2009)
The Reader (2008)
Sin City (2005)
Tenet (2020)
Past Lives (2023)
In the Mood for Love (2000)
2046 (2004)
Train Dreams (2025)
One Battle After Another (2025)Pulp Fiction (1994)
Inglourious Basterds (2009)....................................
หนังโทรทัศน์ / ซีรีส์ / หนังสั้น
Chernobyl (2019)
The Queen’s Gambit (2020)
Love Death + Robots 1 (2019)
The Terror (2018)
The Crown (2016-2023)
Delhi Crime (2019)
Game of Thrones (2011-2019)
Kingdom 1-2 (2019-2020)
The Summit of the Gods (2021)
Dinner for Few (2014)
Two Strangers Who Meet Five Times (2017)
If Anything Happens I Love You (2020)
The Present (2020)
Zima Blue (2019)
True Detective (2014-2019)
American Primeval (2025)
Breaking Bad (2008-2013)
Better Call Saul (2015-2022)....................................
สารคดี
The Bee Gees: How Can You Mend a Broken Heart (2020)
My Octopus Teacher (2020)....................................
วินทร์ เลียววาริณ
21-6-26วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)
(มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)
1- แชร์
- 45
-
วินทร์ เลียววาริณ4 วันที่ผ่านมา
หม่าจู่เต้าอี้ หรือที่นิยมเรียกสั้น ๆ ว่า หม่าจู่ (แปลว่าอาจารย์หม่า) ญี่ปุ่นเรียกว่า บะโซ (709-788) เป็นศิษย์ของปรมาจารย์ฮุ่ยเหนิง เมื่อท่านฮุ่ยเหนิงมรณภาพ ก็ได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของอาจารย์หนานเยี่ยหัวรั่งที่หนานซาน หนึ่งในห้าภูเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งแผ่นดินจีน
ครั้งหนึ่งหม่าจู่นั่งทำสมาธิอย่างเคร่งเครียด อาจารย์หนานเยี่ยหัวรั่งเห็นเข้าก็ถามว่า "เจ้านั่งสมาธิเพื่ออะไร?"
"ศิษย์ต้องการเป็นพุทธะ"
อาจารย์ของเขาได้ยินเช่นนั้นก็ก้มลงหยิบแผ่นกระเบื้องแผ่นหนึ่งขึ้นมาจากพื้น ใช้หินก้อนหนึ่งขัดกระเบื้องแผ่นนั้นเงียบ ๆ
"อาจารย์กำลังทำอะไร?"
"ขัดแผ่นกระเบื้องให้เป็นกระจกเงา"
"อาจารย์จะขัดแผ่นกระเบื้องให้เป็นกระจกเงาได้เช่นไร?"
"แล้วเจ้าจะกลายเป็นพระพุทธได้เช่นไรด้วยการนั่งสมาธิ?"
................
อธิบาย : ความหมายของอาจารย์คือมองไม่เห็นว่า คนเราจะเกิดพุทธภาวะได้อย่างไรจาก 'การขัด' หรือทำใจให้บริสุทธิ์ จริงอยู่การนั่งสมาธิช่วยในการรวมศูนย์ แต่การยึดติดกับการนั่งสมาธิก็เป็นอุปสรรคต่อการรู้แจ้งเช่นกัน
ในเรื่องนี้หม่าจู่ถามอาจารย์ต่อ "เช่นนั้นศิษย์ควรทำเช่นไร?"
อาจารย์เอ่ย "เมื่อวัวลากเกวียน หากเกวียนไม่ขยับ เจ้าจะหวดเกวียนหรือจะหวดวัว? เจ้านั่งสมาธิเพื่อฝึกเซนหรือว่านั่งสมาธิเพื่อจะเป็นพระพุทธ? หากเจ้านั่งสมาธิเพื่อฝึกเซน เซนนั้นไม่เกี่ยวกับการนั่งหรือนอน หากเจ้านั่งสมาธิเพื่อจะเป็นพระพุทธ พระพุทธก็ไม่มีท่าร่างที่ตายตัว เจ้าไม่ควรยึดติดกับสิ่งใด หากเจ้านั่งสมาธิเพื่อเลียนแบบพุทธองค์ ก็คือการฆ่าพุทธองค์ การยึดติดท่านั่งก็คือการออกไปจากหลักการเดิม"
ต่อมาหม่าจู่ก็กลายเป็นมังกรเซนองค์สำคัญอีกท่านหนึ่ง
............................
วินทร์ เลียววาริณ
21-6-26จาก มังกรเซน และ Mini Zen (เซนฉบับการ์ตูน)
มังกรเซน Shopee คลิก https://shope.ee/2VUCymbmSh?share_channel_code=6Mini Zen Shopee https://shopee.co.th/วินทร์-เลียววาริณ-ชุ
1- แชร์
- 29
