-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
งานหนังสือรอบก่อน ไม่มีโปรโมชั่นชุดเต็มกล่อง หลายคนถามหามา
รอบนี้จัดให้ตามคำเรียกร้อง
หนังสือเหล่านี้จะไม่ตีพิมพ์ใหม่อีก ดังนั้นนี่เป็นโอกาสท้ายๆ ที่จะได้เป็นเจ้าของในราคาพิเศษสุด
รอยเท้าเล็ก ๆ ของเราเอง ราคาปก 195.-
เบื้องบนยังมีแสงดาว ราคาปก 185.-
อาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก ราคาปก 185.-
ท้องฟ้าไม่ปิดทุกวัน ราคาปก 195.-
จุดเทียนทั้งสองปลาย ราคาปก 215.-
ชีวิตเป็นเรื่องชั่วคราว ราคาปก 215.-
ในหลุมรัก ราคาปก 210.-
ยาเม็ดสีแดง ราคาปก 210.-
สองปีกของความฝัน ราคาปก 190.-
หลับถึงชาติหน้า ราคาปก 245.-
1% ของความเป็นไปได้ ราคาปก 210.-
รอยยิ้มใต้สายฝน ราคาปก 210.-
คำที่แปลว่ารัก ราคาปก 190.-
โลกด้านที่หันหลังให้ดวงอาทิตย์ ราคาปก 260.-ราคาปกรวม 3,620.-
แถม 2 เล่มคือ ปล่อยให้ความเปลี่ยนแปลงพาไป และ เศษกระดาษมูลค่ารวมเล่มแถม = 4,010.-
ลดเหลือ 2,200.- (รวมค่าส่งแล้ว)เฉลี่ยเล่มละ 110 บาทเท่านั้น ถูกกว่ากาแฟหนึ่งถ้วย
ที่สำคัญ หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว เมื่อนั้นมันจะเป็น rare itemท่านที่ไม่สะดวกมางานหนังสือ หรืออยู่ต่างจังหวัด สามารถสั่งซื้อออนไลน์ได้ สะดวกและถูก
..........................
สั่งซื้อได้ทางเดียวคือ inbox เฟซบุ๊ค
โอนเงินไปที่บัญชี “วินทร์ เลี้ยววาริณ ธนาคารกสิกรไทย สาขาพัฒน์พงศ์ 018-2-85554-5”
ส่งภาพหลักฐานการโอนมาด้วย เพื่อให้รู้ว่าเป็นลูกค้าคนใดหมายเหตุ หากเล่มใดขาด จะแทนด้วยเล่มที่มีมูลค่าใกล้เคียง
0- แชร์
- 5
-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
(บทรีวิวมีสปอยเลอร์โครงเรื่องเล็กน้อย)
ในปี 1982 มีหนังไซไฟเรื่องหนึ่งทำเงินมหาศาล สุภาพบุรุษคนหนึ่งที่ผมรู้จักไปดูหนังเรื่องนี้แล้วร้องไห้เหมือนเด็ก
หนังเรื่องนี้คือ E.T. the Extra-Terrestrial หรือมักเรียกสั้นๆ ว่า E.T. ผลงานของพ่อมดความฝัน สตีเวน สปีลเบิร์ก เรื่องมิตรภาพของเด็กน้อยคนหนึ่งกับ 'มนุษย์ต่างดาว' ที่หลงทาง กำลังหาทางกลับบ้านที่ดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง
หนังเกือบไม่ได้เกิด เพราะสตูดิโอ Columbia Pictures มองไม่เห็นว่าเรื่องเข้าท่าตรงไหน โชคดีที่อีกเจ้าหนึ่งคือ Universal Pictures มองเห็นศักยภาพ หนังสร้างด้วยทุนสิบล้านเหรียญ ทำเงินเกือบ 800 ล้านดอลลาร์
หนังประสบความสำเร็จเพราะมันออกจากพื้นที่ไซไฟเข้าสู่หนังชีวิตที่ซาบซึ้ง มิตรภาพระหว่างสองสายพันธุ์ ประโยค "อี.ที. โฟน โฮม" ยังเป็นที่จดจำจนทุกวันนี้
พูดง่ายคือมันเป็น heartfelt sci-fi
44 ปีต่อมา หนังไซไฟอีกเรื่องหนึ่งมาแนวคล้ายกัน หนักไซไฟกว่า แต่ดูเหมือนได้ผลคล้ายกัน
คือ Project Hail Mary สร้างจากนวนิยายของ Andy Weir คนเขียน The Martian ที่ ริดลีย์ สกอตต์ สร้างเมื่อหลายปีก่อน
มันคล้าย E.T. + Sunshine นั่นคือรวมพล็อตแนวมิตรภาพต่างสายพันธุ์เข้ากับเรื่องปฏิบัติการกู้โลก
หนังเล่าแบบสองไทม์ไลน์ ไทม์ไลน์หนึ่งคือเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นในอวกาศลึก อีกไทม์ไลน์หนึ่งปูพื้นหลังของตัวละครหลักบนโลก นี่ทำให้หนังสร้างความอยากรู้ ทำให้น่าติดตาม
นี่เป็นนวนิยายเรื่องที่สองของ Andy Weir แต่โครงเรื่องนี้ก็มีกลิ่นของเรื่องแรก คือตัวเอกต้องแก้ปัญหาคนเดียวกลางอวกาศกว้าง
อย่างไรก็ตาม พล็อตเรื่อง (ในหนัง) แบบไปวัดดวงเอาข้างหน้า ทำให้เรื่องไม่ค่อยสมจริง และหนังยืดไปหน่อย หลายท่อนซ้ำๆ กัน หลายท่อนก็ไม่จำเป็นต่อเรื่อง
แต่ในส่วนของดรามา โดยเฉพาะท่อนท้าย ทำได้ดี โดยเฉพาะเมื่อตัวละครหลักต้องคิดว่าราคาของมิตรภาพนั้นคุ้มหรือไม่
หนังชี้จุดหนึ่งที่ต่างจากหนังภารกิจกู้โลกทั่วไปคือ แทบทุกเรื่องที่เราเคยดู ตัวเอกอาสาไปทำงานเพื่อโลก แต่หนังเรื่องนี้ชี้มุมตรงข้าม คือมุมความเสียสละตน
ในปลายสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นกำลังแพ้ จึงออกแบบภารกิจกามิกาเซ บินไปเที่ยวเดียว ไม่ต้องกลับ นักบินหลายคนไม่ได้อยากไปตาย แต่ก็ต้องไป
สุดท้ายตัวละครเอกก็ต้องตัดสินใจเรื่องความเสียสละตน
จุดเด่นของเรื่องคือการแตะความรู้สึกของคนดู เหมือนหนังชีวิตที่ใช้ฉากไซไฟมากกว่าหนังไซไฟซีเรียสเรื่องอื่นๆ ในแนวคล้ายกัน เช่น Arrival
ข้อสังเกตหนึ่งคือการออกแบบสิ่งมีชีวิตต่างดาว ต่อให้นักเขียนคิดรูปร่างหน้าตาของสิ่งมีชีวิตต่างดาวที่ต่างจากคนแค่ไหน เมื่อสร้างเป็นหนัง ก็หนีไม่พ้นการออกแบบอวัยวะที่เหมือนแขนขาคน เดินได้ พูดได้ ไม่เช่นนั้นคนดูก็ดูไม่รู้เรื่อง
แต่นี่เป็นรายละเอียดปลีกย่อย ท้ายที่สุดแล้ว เราก็วัดค่าของหนังที่หัวใจของมัน
โก้วเล้งเคยบอกว่า นิยายกำลังภายในมีมากมาย แต่ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องคุณธรรมน้ำมิตรก็เป็นแกนหลักที่สำคัญที่สุด
8.5/10
ฉายในโรงภาพยนตร์วินทร์ เลียววาริณ
26-3-26วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)
(มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)
1- แชร์
- 24
-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
ผมเริ่มไปเปิดบูธงานหนังสือครั้งแรกน่าจะราว ๆ ปี 2545-2546 หลังจากริเป็นนักเขียนอาชีพ ก็ยี่สิบกว่าปีแล้ว
ไม่น่าเชื่อว่าเวลาผ่านไปนานขนาดนี้
บทบาทการขายหนังสือเป็นส่วนหนึ่งของแพ็คเกจชีวิตนักเขียนอาชีพแบบ ‘พิมพ์เองขายเอง’
สมัยเด็ก ผมต้องช่วยพ่อแม่ขายรองเท้า เป็นงานที่เกลียดที่สุด ไม่ชอบเรื่องค้าขายเลย ตอนนั้นคิดแต่ว่า ในชีวิตนี้จะทำงานประเภทที่ไม่ต้องติดต่อกับใครเลย
นักเขียนก็ดูจะเป็นอาชีพที่ไม่ต้องเจอหน้าใคร
แต่ที่ไหนได้ เป็นนักเขียนแล้วจึงพบสัจธรรมว่า หากจะรอดตายจากอาชีพนี้ในประเทศนี้ ก็ต้องสวมหมวกขายของด้วย
ยี่สิบปีนี้ จัดงานหนังสือปีละสองครั้ง ครั้งละประมาณ 12-14 วัน ก็ราว 24-26 วันต่อปี รวมการเตรียมตัวจัดการ ก็ใช้เวลาประมาณปีละเดือน
จัดมา 20 ปี ก็ 20 เดือน นั่นคือใช้เวลากว่าปีครึ่งของชีวิตอยู่ในงานหนังสือ ไม่น่าเชื่อ!
ความจริงการจัดงานหนังสือก็คือโอกาสที่จะพบปะพูดคุยกับผู้อ่าน แต่ดูเหมือนกิจกรรมหลักจะเป็นการเซ็นชื่อ
นึกไม่ออกว่าในชีวิตนี้เซ็นชื่อบนหนังสือมาแล้วกี่ครั้ง ถ้ารวมกิจกรรมทั้งหมดในระยะ 40 ปีของชีวิตนักเขียน ก็น่าจะเป็นแสนครั้ง วัดจากจำนวนปากกา ที่พังไปสิบกว่าด้ามแล้ว
ปกติการไปเจอคนมาก ๆ ในสถานที่พลุกพล่านอย่างงานหนังสือเป็นเรื่องยากสำหรับมนุษย์สายพันธุ์ super introvert อย่างผม แต่ในกรณีงานหนังสือ ถือเป็นข้อยกเว้น เพราะเป็นเรื่องดีที่ได้พบปะสนทนากับผู้อ่าน แม้ว่าส่วนใหญ่จะพูดสั้น ๆ มีแต่ส่วนน้อยที่มานั่งคุยยาว ๆ และบางคนก็มาเรียนวิชาเขียนหนังสือด้วย
ก็ทำอย่างนี้มายี่สิบปี ไม่รู้จะมีแรงทำอย่างนี้ได้อีกกี่ครั้ง
แปลกนะ ตอนเด็กพยายามหนีบางสิ่ง แต่ตอนโตกลับทำเต็มตัว
ชีวิตก็เป็นอย่างนี้แหละ คาดหวังอย่างหนึ่ง ได้ทำอย่างหนึ่ง แต่มองให้ดี มองให้เข้าใจ ทุกอย่างก็มีจุดดีของมัน
วินทร์ เลียววาริณ
26 มีนาคม 2569....................
ป.ล. งานหนังสือเริ่มวันนี้ (26 มีนาคม - 6 เมษายน)
สถานที่เดิม - ศูนย์สิริกิติ์ หมายเลขบูธ F-32
ผมไปงานหนังสือทุกวัน เที่ยง 12.00 - 13.00 น. และเย็น 18.00 - 21.00 น. เวลาบวกลบนิดหน่อย ยกเว้นจันทร์ที่ 30 ไปเฉพาะตอนเย็น
1- แชร์
- 17
-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
งานหนังสือจะเริ่มพรุ่งนี้ (26 มีนาคม - 6 เมษายน)
สถานที่เดิม ศูนย์สิริกิติ์ บูธไม่เดิม
หมายเลขบูธ F-32
ผมไปงานหนังสือทุกวัน เที่ยง 12.00 - 13.00 น. และเย็น 18.00 - 21.00 น. เวลาบวกลบนิดหน่อย
ยกเว้นจันทร์ที่ 30 ไปเฉพาะตอนเย็น
ผมจะได้จัดงานหนังสืออีกกี่ครั้งก็ไม่รู้ เพราะสังขารเริ่มร่วงโรย ใครว่างผ่านมาเจอหน้าเจอตา ก็ยินดี
ถ้าเจอก็ทักทาย ถ้าไม่เจอก็ไม่เจอ ชีวิตก็มีเท่านี้
วินทร์ เลียววาริณ
25-3-26ป.ล. ช่วงงานหนังสือคงไม่ได้นั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ ดังนั้นอาจไม่สามารถเขียนบทความสงครามอิหร่าน ยกเว้นถ้ามีเวลาพอหรือมีเรื่องสำคัญให้เขียน ก็จะหาเวลาเขียน
1- แชร์
- 40
-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
คุณดูหนังสนุก สองชั่วโมงผ่านไป หนังก็จบ คุณบอกว่า “เวลาความสุขสั้นจัง”
คุณดื่มเหล้ากับเพื่อนฝูงอย่างเพลิดเพลิน ผ่านไปสามชั่วโมง คุณก็ต้องยุติ เพราะร้านจะปิดแล้ว คุณบอกว่า “เวลาความสุขสั้นจัง”
คุณเป็นนักแสดงมีชื่อเสียง ทุกคนดูหนังที่คุณเล่น ทุกคนรักคุณ ผ่านไปสามสิบปี คุณเลิกเล่นหนัง อาชีพการแสดงของคุณยุติ พลุแห่งชื่อเสียงดับแล้ว คุณบอกว่า “เวลาความสุขสั้นจัง”
ช่วงเวลาแห่งความสุข ความรุ่งเรือง และชื่อเสียงไม่ได้สั้นกว่าเดิม มันผ่านไปด้วยความเร็วเท่าเดิมนั่นแหละ มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และผ่านไป เป็นสัจธรรมของธรรมชาติ เป็นวิถีของจักรวาล
สรรพสิ่ง ร่างกาย ยศ ชื่อเสียง สมบัติ ล้วนมีจุดสิ้นสุด ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเรามักเรียกจุดสิ้นสุดนี้ว่า ความเสื่อม และมองว่ามันเป็นด้านลบของชีวิต
หากชำแหละโครงสร้างของเวลา จะพบว่าหนึ่งวินาทีดำรงอยู่แล้วผ่านไป หนึ่งวินาทีนั้นสิ้นสุดเสมอ แต่เนื่องจากมันเชื่อมต่อกับหนึ่งวินาทีถัดไปและถัดไป จึงดูเหมือนว่ามันไหลไม่สิ้นสุด และมองไม่เห็นชัดเหมือนการดูหนังหนึ่งเรื่องหรือตั้งวงดื่มเหล้าหนึ่งคืน
ความจริงการไหลของเวลาไม่ใช่ความเสื่อม มันเป็นธรรมชาติปกติธรรมดาของมันอย่างนี้
ในปรัชญาพุทธ วิถีชีวิตไม่มีด้านลบด้านบวก ไม่มีเสื่อมและไม่เสื่อม ไม่มีอะไรทั้งนั้น ทุกอย่างเป็นมายา
ประโยค “มีลาภก็มีเสื่อมลาภ มียศก็มีเสื่อมยศ” เป็นเพียงภาษาที่เราใช้เพื่อให้เข้าใจอนิจจังและไม่ยึดติด ไม่ใช่เพื่อให้เป็นทุกข์
เมื่อเลือกไปมองว่ามันเป็นเรื่องไม่ดี ก็เกิดทุกข์ ยิ่งพยายามหลีกเลี่ยงมันสุดชีวิต ยิ่งเป็นทุกข์ เส้นผมขาวขึ้นหนึ่งเส้นก็กลุ้มใจไปสามวัน ตีนกาขึ้นหน่อยก็ต้องหาครีมสารพัดจากเจ็ดย่านน้ำมาใช้
บางครั้งไม่ได้กลุ้มใจที่มีรอยตีนกา แต่เมื่อคนรอบตัวทุกคนพูดว่ามันเป็นปัญหาใหญ่ ก็อาจเปลี่ยนใจขอกลุ้มใจด้วยคน
มีคนกล่าวว่า สุขคือทุกข์น้อย ทุกข์คือสุขน้อย แต่เราอาจมองในมุมของความเสื่อมได้ว่า สุขก็คือทุกข์ที่เสื่อม ทุกข์ก็คือสุขที่เสื่อม
คำว่า ‘เสื่อม’ ในที่นี้หมายถึง ‘กระบวนการเปลี่ยนแปลง’ ไม่ใช่ ‘จุดจบ’ มันแค่ชี้ให้เห็นการแปลงลักษณ์ซึ่งเป็นธรรมดาของโลก แต่เรามักไปกำหนดยึดมั่นถือมั่นเอาเองว่า เปลี่ยนแบบนี้คือสุข เปลี่ยนแบบนั้นคือทุกข์
มองแบบนี้จะเห็นว่าความเสื่อมก็คือมายาอย่างหนึ่ง และในเมื่อความเสื่อมเป็นมายา เราก็อาจเลือกมองมันในแง่ดีได้ เพราะขณะที่ความสุขไม่จีรังและผ่านพ้นไป ความทุกข์ก็ไม่จีรังและผ่านพ้นไปเช่นกัน
ขณะที่เกิดสภาวะที่เรียกว่า ‘ความทุกข์’ ก็ให้มีสติรับรู้ว่า เดี๋ยวมันก็ ‘เสื่อม’ ไปเอง
แปลว่า “เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนไปอีกแหละ ไม่ต้องกลุ้ม”
อย่างไรก็ตาม ความเสื่อมตามธรรมชาติมักเป็นเรื่องที่แก้ไขไม่ได้ เพราะมันมากับเวลา แต่ความเสื่อมทางจิตวิญญาณ อาจหยุดยั้งได้
ในโลกธุรกิจมีคำว่า depreciation หมายถึงการเสื่อมราคา คือค่าใช้จ่ายที่ตัดจากมูลค่าของสินทรัพย์ของกิจการหนึ่ง ๆ ทุกชิ้นมีความเสื่อมลงไปเรื่อย ๆ
มนุษย์ทุกคนมีค่าเสื่อมราคา ซึ่งเป็นได้ทั้งทางกายภาพและตัวตนภายใน แต่ต่างจากกายภาพ ราคาตัวตนภายในอาจจะเสื่อมหรือเพ่ิมก็ได้ แล้วแต่การกระทำของเรา หากทำเรื่องดีงาม เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ค่า depreciation ก็จะเปลี่ยนเป็นค่า appreciation หมายถึงมูลค่าที่เพิ่มสูงขึ้นตามกาลเวลา
ตามทัน ‘ความเสื่อม’ เป็นเรื่องดี ทำให้ไม่เป็นทุกข์
เปลี่ยนค่าเสื่อมราคาของตัวเองเป็นค่าเพิ่มราคาก็เป็นเรื่องดี ทำให้โลกสว่างขึ้น
วินทร์ เลียววาริณ
25-3-26จาก ความสุขเล็ก ๆ ก็คือความสุข
57 บทความกำลังใจสั้นและยาว ราคาเพียง 190 บาท = บทความละ 3.3 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/165/ความสุขเล็ก%2520ๆ%20ก็คือความสุขทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395
1- แชร์
- 26
