• วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    ในชีวิตนี้ผมดูหนังมาก แต่ดูหนังผีน้อย

    ที่แปลกคือสมัยก่อนผมดูหนังผีได้สบายๆ ผีดุแค่ไหนก็ไม่หวั่น

    ตอนนี้ดูไม่ค่อยไหว

    หลายเรื่องเป็นหนังผีที่ดูมานานแล้ว แต่ยังจดจำได้ เช่น

    The Mephisto Waltz (1971) เรื่องวิญญาณย้ายร่าง

    The Omen (1976) ยังจำฉากแผ่นกระจกตัดหัวคนได้

    The Sixth Sense (1999) เรื่องนี้ดี ชอบมาก

    The Medusa Touch (1978) เรื่องการใช้พลังจิตก่อเรื่องร้าย เรื่องนี้ดีตรงที่จับประเด็นสังคม จัดเป็นหนังสยองขวัญที่มีสาระ

    ผมใช้แนวคิดแบบนี้ตอนเขียนเรื่องผีสองเล่ม คือ ประเทศผีสิง และ อุโมงค์

    นั่นคือเรื่องผีที่มีสาระทางความคิด สะท้อนสังคม หรือปรัชญา

    โจทย์แบบนี้ยาก แต่ค่อยท้าทายสมองหน่อย

    ใช่ กลัวผี แต่ก็เขียนเรื่องผี

    พรุ่งนี้จะเล่าที่มาของการเขียนงานตระกูลนี้

    และถือโอกาสป้ายยาขายของไปด้วย

    ดูหนังถี่แบบนี้ ต้องหารายได้เป็นค่าดูหนังหน่อย

    วินทร์ เลียววาริณ
    24-6-26

    0
    • 0 แชร์
    • 12
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    Obsession เป็นหนังทุนต่ำ ค่าถ่ายทำไม่ถึงหนึ่งล้านเหรียญ แต่กวาดเงินไป 300 กว่าล้านในเวลาสั้นๆ มากกว่าสองเท่าของ Disclosure Day ที่ลงทุนร้อยกว่าล้าน

    ปรากฏการณ์นี้น่าจะเป็นผลมาจากปากต่อปากและกระแสไวรัล

    ผมไปดูหนังเรื่องด้วยเหตุผลเดียวคืออยากรู้ว่า มันมีคอนเส็ปต์ใหม่ที่น่าสนใจอะไร ทำไมคนทั้งโลกจึงพูดถึง ทำไมคะแนนในทุกโพยสูงลิบแตะ 10/10

    ในความเห็นส่วนตัว นี่เป็นหนัง overhyped (กระแสดีเกินความเป็นจริง) หนังมีแง่มุมอะไรให้คิดก็จริง แต่ไม่ถึงขั้นใหม่สดหรือเป็นหนังสยองขวัญที่ดีที่สุด

    มาตรฐานหนังสยองขวัญที่ดีในความเห็นของผม ถ้าไม่มีคอนเส็ปต์ใหม่สด ก็ต้องให้สาระทางความคิด เช่น Get Out หรือ Sinner ที่มีเนื้อหาสะท้อนสังคมมากกว่า หรือที่เก่ากว่านั้นคือ The Medusa Touch (1978) เรื่องการใช้พลังจิตฆ่าคน นัยว่าเพื่อประโยชน์ต่อชาวโลก จัดเป็นหนังสยองขวัญที่มีสาระ

    Obsession ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คาด ไม่ต้องหลับตา ไม่ได้กระโดดกอดหญิงสาวใกล้ๆ  แต่บางอย่างในตัวหนังอาจฝังในจิตใต้สำนึก เพราะเมื่อคืนนี้กลางดึก เกิดอาการอึดอัดคล้ายกำลังจิตตก ภาพเลวร้ายในหนังปรากฏขึ้น ตื่นเช้าด้วยความเหน็ดเหนื่อยเหมือนโดนผีนั่งทับ จึงบอกกับตัวเองว่า ตั้งแต่นี้ข้าพเจ้าจะไม่ดูหนังแนวนี้อีกแน่นอน เพราะดูแล้วไม่มีความสุขเลย (หวังว่าตัวเองจะรักษาสัญญาได้ เพราะผิดสัญญามาหลายทีแล้ว!)

    ตอนแรกจึงคิดว่าจะไม่รีวิว แต่ไหนๆ ก็เล่ามาถึงตรงนี้แล้ว รีวิวให้จบก็แล้วกัน

    จะวิจารณ์หนังเรื่องนี้จำเป็นต้องเล่าเรื่อง จึงหนีไม่พ้นการมีสปอยเลอร์ หากใครคิดจะดูหนังเรื่องนี้ ก็อย่าเพิ่งอ่านต่อ

    โครงเรื่องย่อๆ ของ Obsession คือชายหนุ่ม (ชื่อแบร์) ชอบหญิงสาว (ชื่อนิกกี้) ในที่ทำงานเดียวกัน แต่ไม่กล้าบอกความในใจ เขามารู้ทีหลังว่านิกกี้เห็นเขาเหมือนน้องชายมากกว่า

    แบร์พึ่งอำนาจเหนือธรรมชาติ อธิษฐานว่าขอให้นิกกี้รักตนไปจนวันตาย และก็เป็นจริงตามนั้น นิกกี้ตามติดแบร์เหมือนเงาประจำตัว และเริ่มมีพฤติกรรมกระทำเรื่องสยองขวัญทุกวัน แบร์อยากเปลี่ยนคำอธิษฐาน แต่ทำไม่ได้

    แล้วทั้งเรื่องดำเนินไปโดยเล่าว่านิกกี้ก่อเรื่องสยองขวัญอะไรบ้าง ทำให้เรื่องเหมือนจะเดินอยู่กับที่

    เราค่อยๆ รับรู้ว่าคำอธิษฐานของแบร์มีราคาที่ต้องจ่าย อำนาจเหนือธรรมชาติหรือปิศาจหรืออะไรก็แล้วแต่ ครอบงำตัวตนที่แท้จริงของนิกกี้ และนิกกี้ก็ผีเข้าผีออก สลับไปมาระหว่างตัวตนจริงกับตัวตนที่ถูกอำนาจนั้นครอบงำ

    หนังเล่าเรื่องในมุมมองของแบร์ คนดูจึงเห็นพฤติกรรมเลวร้ายของนิกกี้ทั้งเรื่อง แต่หากมองในมุมของนิกกี้ จะพบว่าเธอต่างหากคือเหยื่อ ในบางช่วงที่เธออยู่ในตันตนที่แท้จริง เธอขอให้แบร์ฆ่าเธอให้พ้นจากความทรมาน เธอเป็นคนที่ต้องจ่ายราคาของคำอธิษฐานของแบร์ และนี่ก็คือความสยองขวัญของชีวิต

    ฮอลลีวูดใช้คอนเส็ปต์คำอธิษฐานในหนังหลายเรื่อง เช่น Big (1988) Liar Liar (1997) 13 Going on 30 (2004) เป็นต้น มันทำให้หนังเข้าไปในพื้นที่ของหนังแฟนตาซี และลดความสมจริง เรื่องนี้ก็เช่นกัน ต่างกันตรงที่ทำเป็นหนังสยองขวัญ และเราคนดูก็จะยอมหลับตาข้าหนึ่ง ยอมรับว่ามันเป็นหนัง what-if สมมุติว่าเราสามารถอธิษฐานอะไรก็ได้

    Obsession เป็นงาน plot-based เล่นกับพล็อตเป็นหลัก จบโดยใช้สูตรเดียวกับหนังไซไฟเรื่อง Life (2017) ที่ตัวละครสองคนพบจุดจบสลับกัน ทั้งสองพบว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นคือความสยองขวัญ และหนังก็จบด้วยเสียงหวีดร้องเหมือนกัน

    จุดเด่นที่สุดของ Obsession กลับอยู่ที่นักแสดงหญิง (Inde Navarrette) ทำให้อดเปรียบเทียบกับ แจ็ค นิโคลสัน ในเรื่อง The Shining ของ สแตนลีย์ คูบริก ไม่ได้

    The Shining เป็นหนังผี สร้างจากงานเขียนของ สตีเฟน คิง แจ็ค นิโคลสัน ในเรื่องนี้แสดงได้หลอนน่ากลัวมาก จนถือเป็นมาตรฐานงานหลอน

    เหตุที่โยงถึง The Shining เพราะทั้งสองเรื่องใช้นิทานเด็ก Hansel and Gretel ของ Brothers Grimm มาเสียบเหมือนกัน

    The Shining ใช้ Hansel and Gretel เป็นกรอบของเรื่อง เปรียบป่าเป็นโรงแรมในเรื่อง  ตัวละครหลักเปรียบเหมือนแม่มดในนิทาน ฯลฯ

    ส่วนใน Obsession เรื่อง Hansel and Gretel ถูกดัดแปลงเป็นว่า Gretel (อุปมาเป็นนิกกี้) พยายามจะชวนน้องชาย (อุปมาเป็นแบร์) ขึ้นเตียง ในตัวตนจริงนิกกี้มองแบร์เป็นเพียงน้องชาย การที่อำนาจเหนือธรรมชาติครอบงำบังคับให้เธอรักลุ่มหลงแบร์ จึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ผลที่ตามมาคือพฤติกรรมสยองขวัญทั้งหลาย

    โลกนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ แม้แต่คำอธิษฐานก็มีราคาของมัน

    และบ่อยครั้งคนจ่ายราคาของคำอธิษฐานมักเป็นคนอื่น

    7.666/10
    (ฉายทางโรงภาพยนตร์)

    วินทร์ เลียววาริณ 
    24-6-26

    วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB

    (มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)

    1
    • 0 แชร์
    • 20
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    หยาดน้ำหยดเล็กร่วงลงมาจากฟ้าแต่เช้ามืด เงยหน้าขึ้นมองเบื้องบน เมฆเทาเข้มครอบฟ้าอย่างนี้แสดงว่าเทวดาคงไม่หยุดเล่นน้ำไปอีกนาน ปกติท้องฟ้าสีเทาหม่นอย่างนี้แสดงว่าเมืองทั้งเมืองจะเปียกปอนทั้งวันทั้งคืนเช่นที่เป็นมาหลายวันแล้ว และจะเป็นอย่างนี้อีกวันอีกคืน และคงอีกวันอีกคืน

    ด้วยสภาพอากาศอย่างนี้ ผมคงเดินทางไปที่จุดหมายไม่ได้ แต่มันเป็นการเดินทางที่ไม่อาจเลื่อนได้ มันเป็นหลักไมล์ที่สำคัญที่สุดหลักหนึ่งของชีวิต

    แม้แต่ก้าวแรกที่จะไปดูผลการสอบเข้าสนามความฝัน ก็ยังมีอุปสรรค!

    ม.อ. หรือมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เป็นจุดเดียวในภาคใต้ที่นักเรียนไปดูผลสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ บ้านเกิดของผมอยู่หาดใหญ่ ทุกครั้งที่โรงเรียนปิดภาค ผมเลือกมาหลบมุมหาไออุ่นที่เมืองแห่งสายฝนนี้

    ครั้นถึงบ่ายท้องฟ้ายังคงเป็นสีเทาเข้ม ผมตัดสินใจฝ่าฝนไป ผมจับรถสองแถวไปลงที่ตลาดสด แล้วโดยสารรถสองแถวอีกคันหนึ่งซึ่งรับนักศึกษาไปส่งที่ ม.อ.

    แปลก! ระยะทางไม่ถึงสิบกิโลเมตรดูยาวเหลือเกิน นึกถึงผลสอบที่จะรู้ในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ใจก็อดเต้นแรงไม่ได้ ตลอดปีที่ผ่านมาผมเตรียมตัวสอบอย่างหนัก ตั้งเป้าว่าจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ เดิมพันคือหากสอบไม่ได้ พ่อแม่พี่ก็ต้องลำบากกว่าเดิม มีโอกาสสูงที่ผมต้องเลิกเรียน ไปค้าขาย

    ผมเลือกคณะวิชาทั้งทางสายวิทย์และศิลป์ เป็นหนึ่งในจำนวนน้อยคนที่ถูกประทับตรา ฉ. ผมสอบสิบสามวิชาขณะที่ผู้สมัครทั่วไปสอบเพียง 4-5 วิชาเท่านั้น การสอบจำนวนวิชาเท่านี้ตัดกำลังการเตรียมสอบมาก และเป็นความเสี่ยงที่ทุกคนแนะนำให้เลี่ยง

    ผมไม่คาดหวังว่าจะต้องสอบเข้าทางเลือกหมายเลข 1 ได้ ขอเพียงเข้ามหาวิทยาลัยรัฐสักแห่งได้ก็ดีพอแล้วสำหรับนักเรียนจากต่างจังหวัดครอบครัวฐานะไม่ดี และไม่เคยคิดว่าจะได้เรียนสูง...

    รถสองแถวจอดหน้า ม.อ. ผมเดินฝ่าฝนเข้าไปในโถง มองแวบเดียวก็รู้ว่าจุดหมายอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่สิบก้าวข้างหน้านี่เอง เห็นหลายคนเดินไปเดินมาระหว่างบอร์ดไม้ราวสิบบอร์ด จุดตัดสินอนาคตของนักเรียนทั้งประเทศพิมพ์บนกระดาษฟูลสแก็ป เรียงเป็นปึก ติดตรึงบนบอร์ดไม้

    มือสั่นเล็กน้อยขณะยืนหน้าบอร์ด ฉ. กวาดนิ้วไล่ดูเลขสอบเพียงไม่กี่นิ้วลงมาก็พบชื่อตัวเองและอักษร จ.ฬ. 11 ผมงงไปวูบใหญ่ จ.ฬ. คือรหัสจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยแน่นอน ไม่น่าเป็นไปได้! มันคือทางเลือกหมายเลข 1 ของผม

    ผมฝ่าฝนกลับบ้านไปบอกพ่อแม่ และฝังความทรงจำวันฝนตกแห่งปี พ.ศ. 2518 ไว้ในห้วงลึกของหัวใจ

    ทางไปสู่ความฝันมีเมฆฝนปกคลุมเสมอ แต่หากไม่หยุดก้าวไปข้างหน้า เมฆและฝนก็ทำอะไรเราไม่ได้

    อีกครั้งผมมองดูท้องฟ้าที่สายฝนยังคงโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย

    ไม่รู้อนาคตเป็นอย่างไร แต่ก็จะเดินไปให้สุดฝัน

    (ยังมีต่อ)

    วินทร์ เลียววาริณ
    24-6-26

    บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต

    เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น สั่งได้จากShopee https://s.shopee.co.th/3B4WYil0CG 

    สั่งจากเว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี 
    ท่านที่สั่งซื้อหนังสือจากเว็บ หลังโอนเงินแล้ว ช่วยส่งภาพหลักฐานการโอนมาด้วย เพื่อเราจะรู้ว่าเป็นลูกค้าคนใด โดยส่งสลิปไปที่ order@winbookclub.com หรือปุ่ม "แจ้งการชำระเงิน" ในหน้าสั่งซื้อ

    1
    • 0 แชร์
    • 21
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    ผมยืนอยู่ที่ริมสนามฟุตบอล มองดูภาพเบื้องหน้าเป็นครั้งสุดท้าย ยกกระเป๋าเดินทางออกไปวางไว้นอกบ้าน และไปลาแม่ แม่ไม่ได้พูด ไม่ได้ร้องไห้ แต่ความรู้สึกห่วงใยของแม่ฉายชัดในนัยน์ตาคู่นั้น

    ที่ริมหน้าต่างครัว มดสองสามตัวกำลังขนเมล็ดข้าวเดินทาง ผมก็กำลังเดินทาง อย่างที่พ่อบอก สักวันหนึ่งทุกคนต้องเดินไปตามทางของตัวเอง

    ผมกำลังไปที่สถานีรถไฟ เดินทางจากบ้านเกิดริมสนามฟุตบอลไปยังเมืองหลวงเป็นครั้งแรก

    ผมไม่เคยเดินทางไกลจากอ้อมอกแม่เช่นนี้มาก่อน แม้เราไม่ได้มีฐานะดี แต่ตลอดหลายปีนี้ อาหารทุกมื้อ เสื้อผ้าทุกตัวที่แม่ตัดเองไม่เคยขาดตกบกพร่องแม่เตรียมทุกอย่างพร้อมเสมอ แม้แต่การเก็บข้าวของใส่กระเป๋าสำหรับการเดินทางในวันนี้ ยังจัดการล่วงหน้าถึงสิบวัน

    นึกถึงมดที่กำลังขนเมล็ดข้าวเดินทาง มันกลับรัง ผมจากรัง

    เดินลัดสนามฟุตบอลไปยังสถานีรถไฟ พื้นที่สนามสีเขียวนี้เป็นสมบัติของการรถไฟแห่งประเทศไทย แต่ผมรู้สึกเสมอว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน

    รถไฟเคลื่อนตัวออกจากสถานีเวลา 12.47 น. เป็นบทที่หนึ่งของการเดินทางสู่โลกกว้าง แม้ว่าผมเคยแอบหนีไปเที่ยวในบางจังหวัดใกล้เคียง แต่ครั้งนี้เป็น ‘การเดินทาง’ ที่แท้จริง

    ผมเงียบตลอดการเดินทาง รู้สึกว่าตนเองเป็นเหมือนทารกน้อยที่กำลังออกจากท้องแม่ มองป้ายชื่อสถานีต่าง ๆ สะพาน อุโมงค์ลอดถ้ำ รอยตัดถนน ทุ่งนา บ้านเรือน เสาไฟฟ้า ไม่จบสิ้น ระยะทางระหว่างสองเมืองนี้ห่างไกลกันมากเหลือเกิน การเดินทางโดยใช้รางเหล็กคู่ เป็นเครื่องมือในสมัยนั้นกินเวลาถึงสิบแปดชั่วโมง บางครั้งก็ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง เหมือนการเดินทางไปสู่อนันตกาล

    วันรุ่งขึ้นเมื่อรถไฟเทียบสถานีเมืองหลวง ผมก็ก้าวเข้าสู่สเกลของเมืองแปลกหน้าที่ใหญ่กว่าบ้านเกิดหลายเท่าตัว

    หลังจากเรียนจบชั้น ม.ศ. 3 ซึ่งเป็นชั้นเรียนสูงสุดในหาดใหญ่เวลานั้น ผมมีสองทางที่จะเดิน หนึ่งคือเรียนต่อชั้น ม.ศ. 4-5 สองคือทำงานช่วยพ่อ

    ว่าก็ว่าเถอะ ผมไม่มีปัญหากับการทำงาน เพราะไม่เคยคาดหวังอะไรในชีวิต ผมเคยหวังว่าจะได้เรียนชั้นมหาวิทยาลัย โลกของผมก็คือเมืองเล็กที่ผมเกิด ผมอยู่ต่อไปได้

    แต่ดูเหมือนพ่อตัดสินใจให้ผมเรียนต่อ ก็เป็นภาคบังคับที่จะต้องเข้ากรุงเทพฯ จุดเดียวที่มีการศึกษาเกินชั้น ม.ศ. 3

    ผมเข้าสอบคัดเลือก และสอบเข้าได้โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) โรงเรียนน้องของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

    เวลานั้นโรงเรียนบดินทรเดชาเพิ่งมีอายุได้สามปี ยังไม่มีที่เรียนของตนเอง สองปีแรกใช้ห้องเรียนของโรงเรียนเตรียมฯ ถนนพญาไท

    เสื้อนักเรียนปักอักษรย่อ บ.ด. และกลัดเข็มพระเกี้ยวเหนืออักษร ขณะที่นักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษากลัดแค่เข็มพระเกี้ยว

    ปีที่ผมเข้าเรียน โรงเรียนก่อสร้างตึกเรียนใหม่เสร็จ ตั้งอยู่ที่ถนนลาดพร้าว ผมจึงเป็นนักเรียนรุ่นแรกที่ไปเรียนที่ลาดพร้าว

    เวลานั้นถนนลาดพร้าวสภาพยังไม่เป็นถนนจริง ๆ ตลอดทางเป็นดินแดง ในฤดูร้อนฝุ่นแดงฟุ้งไปทั่วเมื่อรถผ่าน ในฤดูฝน มันก็กลายเป็นหลุมบ่อเกรอะกรัง

    โรงเรียนไม่มีรั้ว มันตั้งอยู่กลางทุ่ง ใครคิดจะหนีเรียนก็จะพบว่าไม่มีอะไรที่นั้นเลยจริง ๆ

    ผมผ่านสองปีนั้นเงียบ ๆ ในโรงเรียน นักเรียนทุกคนเรียนจริงจัง ประพฤติดี เรียบร้อย ไม่มีนักเรียนเหลวไหลเลยสักคนเดียว หลายคนเป็นเด็กต่างจังหวัดเหมือนผม ต้องการชีวิตที่ดีกว่าเช่นกัน ดังนั้นทุกคนจึงเรียนหนัก ตั้งเป้าจะสอบเข้าคณะดี ๆ ในมหาวิทยาลัย

    ตลอดชีวิตนักเรียนนักศึกษา นักเรียนโรงเรียนบดินทรเดชายุคนั้นเป็นนักเรียนที่เรียนจริงจังที่สุด

    เมื่อเรียนชั้น ม.ศ. 5 ผมเห็นประกาศประกวดเรียงความ คำขวัญ และโปสเตอร์ เนื่องในโอกาสปีประชากรแห่งโลก พ.ศ. 2517 ผมส่งงาน โปสเตอร์เข้าประกวด ได้รับรางวัลที่ 2 (ปีนั้นไม่มีรางวัลที่ 1) ได้รับเงินรางวัล 1,500 บาท อาจารย์ใหญ่โรงเรียนคือ คุณหญิงพรรณชื่น รื่นศิริ พาผมไปรับรางวัลที่กระทรวงศึกษาธิการ

    มันเป็นจุดเปลี่ยนแปลงครั้งหนึ่ง มันทำให้ผมเกิดความหวังว่า บางทีตนเองอาจจะเลือกเรียนสายศิลปะได้ ซึ่งอาจจะคิดช้าไปนิด เพราะหากอยากทำงานเป็นนักวาด ไม่ควรเรียนต่อชั้นเตรียมอุดมศึกษาสายวิทย์ แต่ควรไปเรียนเพาะช่างเลย น่าจะดีกว่า อาจารย์ที่ปรึกษาก็ไม่สนับสนุนให้นักเรียนสายวิทย์เลือกคณะวิชาสายศิลป์ อย่าว่าแต่สายจิตรกรรม แต่ความรู้สึกบางอย่างบอกว่าน่าจะไปลอง

    ผมใช้เวลาตลอดปีชั้น ม.ศ. 5 เตรียมสอบเอนทรานส์ ผมรู้มานานแล้วว่าผมจะสอบเข้าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ไม่ใช่เพราะอยากสร้างบ้าน แต่เพราะอยากวาดรูป สมัยนั้นยังไม่มีคณะวิชาด้านศิลปะมากมาย คณะสถาปัตย์ฯกับคณะจิตรกรรมฯน่าจะใกล้โลกที่ผมอยากเข้าไปที่สุด

    เมื่อเรียนจบชั้น ม.ศ. 5 ก็ไปสอบเอนทรานส์เข้ามหาวิทยาลัย ผมเลือกคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ เป็นอันดับ 1 อันดับ 2 ผมเลือกคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

    เมื่อเลือกทั้งคณะสายวิทย์และศิลป์แบบนี้ ก็ต้องสอบรวมสิบสามวิชา

    วันที่ผมไปสอบวิชาวาดรูปที่คณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผมเป็นเด็กนักเรียนชั้นเตรียมอุดมคนเดียวที่ไปสอบวาดรูป ผู้สอบที่เหลือทั้งหมดมาจากสายเพาะช่าง

    ทว่าหลังจากเตรียมสอบเข้มข้นมาทั้งปี เมื่อถึงวันสอบคัดเลือก ผมไม่ค่อยมีความกังวลอะไร สอบไปทีละวิชาจนครบ 13 วิชา แล้วกลับบ้านเกิดไปรอฟังผลสอบ

    วินทร์ เลียววาริณ
    23-6-26

    บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต

    เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น สั่งได้จากShopee https://s.shopee.co.th/3B4WYil0CG 

    สั่งจากเว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี 
    ท่านที่สั่งซื้อหนังสือจากเว็บ หลังโอนเงินแล้ว ช่วยส่งภาพหลักฐานการโอนมาด้วย เพื่อเราจะรู้ว่าเป็นลูกค้าคนใด โดยส่งสลิปไปที่ order@winbookclub.com หรือปุ่ม "แจ้งการชำระเงิน" ในหน้าสั่งซื้อ

    1
    • 0 แชร์
    • 43
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    ฮาร์ลาน โคเบน เป็นนักเขียนนวนิยายแนวทริลเลอร์-ลึกลับที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง งานของเขาสร้างเป็นหนังและซีรีส์ ทั้งเวอร์ชั่นอเมริกัน อังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน โปแลนด์ อาร์เจนตินา บางเรื่องก็ดี บางเรื่องก็ธรรมดา

    หนังสือแปลเป็นหลายสิบภาษา ขายไปร่วมร้อยล้านเล่ม

    เฮ้อ! ถอนใจ ขออนุญาตแสดงความอิจฉาหนึ่งนาที

    หลายปีก่อน โคเบนเซ็นสัญญากับ Netflix มูลค่าหลายล้าน (ดอลลาร์ไม่ใช่บาท) นำนวนิยาย 14 เรื่องของเขามาทำเป็นหนัง เริ่มตั้งแต่ปี 2020 มา

    เรื่องล่าสุดที่เพิ่งลง Netflix คือ I Will Find You

    ก่อนจะพูดถึงหนังเรื่องนี้ ขอเล่าย้อนอดีตเมื่อ 33 ปีก่อน

    ปีนั้นคือ 1993 มีหนังทริลเลอร์เรื่องนี้ที่ไม่เพียงทำเงินถล่มทลาย นักแสดงยังได้รับรางวัลตุ๊กตาทองนักแสดงสมทบ อาจเป็นครั้งแรกที่หนังแนวนี้ได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง

    เรื่องนั้นคือ The Fugitive ตัวเอก (แฮริสัน ฟอร์ด) เป็นนักโทษคดีฆาตกรรมภรรยา หนีการจับกุม ตำรวจศาลหรือ United States marshal (ทอมมี ลี โจนส์) ไล่ล่าไปติดๆ บทสนุก บทพูดสนุก เป็นเรื่องเกี่ยวกับวงการแพทย์

    ทอมมี ลี โจนส์ ได้รับตุ๊กตาทองจากเรื่องนี้ ทำให้เขายินดีปรากฏตัวในภาคต่อ คือ U.S. Marshals (1998) โดยลอกพล็อตเดิมของตัวเอง ทำให้หนังตกหลุมความสำเร็จของตัวเอง

    (สองย่อหน้าต่อไปมีสปอยเลอร์พล็อตนิดหน่อย)

    I Will Find You ก็เป็นเรื่องการตามล่านักโทษ และเกี่ยวกับวงการแพทย์เช่นกัน

    ชายคนหนึ่ง (Sam Worthington) ถูกจับเข้าคุกตลอดชีวิต ข้อหาฆ่าลูกชายวัย 5 หลังจากติดคุกไปห้าปี เขาได้รับข้อมูลว่าบางทีลูกของเขายังไม่ตาย

    หนังแนวนี้มักสร้างตามสูตรสำเร็จ ตัวเอกคือคนที่เราลุ้นให้รอด ตัวเอกมีผู้ช่วยระหว่างทาง ตัวร้ายมักปรากฏตัวเป็นคนดีก่อน ตัวเอกมักถูกนักโทษคนอื่นรังแก เอฟบีไอหรือนักล่าฉลาด ตามรอยนักโทษไปแบบก้าวต่อก้าว มีการใช้ decoy (ตัวหลอก) เป็นระยะ ระหว่างทางต้องมีคนโดนลูกหลงโดนคนร้ายเก็บ แล้วโยนความผิดไปให้พระเอก ตอนท้ายเอฟบีไอพบความจริง ส่วนฉากเซ็กซ์มักไม่จำเป็น (เฮ้อ!)

    หนังแบบนี้สร้างมาบ่อย ถ้าเรื่องดี บทดี ก็รอด แต่ I Will Find You (ฉบับหนัง) ไปไม่ถึง เป็นคนละเกรดกับ The Fugitive แม้ว่าในจุดหักมุม เหตุผลของการก่ออาชญากรรมจะน่าสนใจกว่า The Fugitive ด้วยซ้ำ

    เนื่องจากหนังชุดนี้เดินไปในแนว The Fugitive ทำให้อดเปรียบเทียบกับเรื่องแรกไม่ได้

    ปัญหาคือหนังยาวเกินไป มีน้ำมากกว่าเนื้อ ฉากต่างๆ คลิเช่มาก แต่จุดอ่อนที่สุดคือหนังอิงความบังเอิญทั้งเรื่อง คนนี้บังเอิญอยู่ตรงนี้ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ คนนั้นบังเอิญอยู่ตรงนั้น ทำให้เกิดเหตุการณ์นั้น ฯลฯ การใช้ความบังเอิญมากขนาดนี้ทำให้บทหนังอ่อนลง เพราะไม่น่าเชื่อ

    จัดว่าเป็นงานระดับธรรมดาของโคเบน (หมายถึงหนัง เพราะไม่รู้ว่าหนังสือจะดีกว่าหรือไม่)

    ข้อดีคือ แม้ว่าหนังจะอ่อน แต่กลับดูสนุกดี จับเราให้ดูจนจบได้ในเวลาวันกว่าๆ

    ถ้าไม่มีอะไรทำ ก็ดูได้ ยังไงหนังก็ไม่ยืดเท่าเรื่องการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน

    6.5/10
    (ฉายทาง Netflix)

    วินทร์ เลียววาริณ 
    22-6-26

    วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)

    (มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)

    1
    • 0 แชร์
    • 44