-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
ในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง คนส่วนมากคงตัดสินใจได้แล้วว่าจะเลือกใคร พรรคไหน นโยบายใด แต่บางคนก็อาจยังตัดสินใจไม่ได้ เพราะมอง ‘สินค้า’ ที่แต่ละพรรคขายเป็นเพียงพยับแดดลวงตา
สำหรับเรื่องแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญ ทั้งสองฝั่งต่างก็ให้เหตุผล ฝ่ายหนึ่งว่าถ้าไม่รื้อรัฐธรรมนูญ ประเทศพังแน่ เพราะมันสืบทอดเผด็จการ ฯลฯ อีกฝ่ายว่าถ้ามันปราบโกงด้วย จะไปรื้อทำไม ฯลฯ
ถกแบบนี้ยากจะได้บทสรุป เพราะเป้าหมายและมุมมองต่างกัน หรืออาจมีธงแห่งอคติตั้งไว้ก่อนแล้ว
นักอ่านหลายคนถามว่าผมจะเลือกพรรคไหน จะกาฉีกหรือไม่ฉีกรัฐธรรมนูญ ผมขออนุญาตบอกแค่วิธีเลือกของผมก็แล้วกัน
แต่ผมต้องบอกก่อนว่า ผมมีวิธีมองโลกในแบบของผม ผมเป็นพวก pragmatic (เน้นปฏิบัติ) ไม่แคร์ยี่ห้อระบอบ ผมไม่ได้มองโลกแบบ 1 + 1 = 2 แต่ไม่ว่าจะเป็น 1 + 1 = 2 หรือ 1 + 1 = 3 ก็ต้องมีธรรมนำ
นี่คือจุดยืนและจุดที่ใช้คิดมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
อีกไม่ถึงสองเดือน ผมจะมีอายุ 70 ผมผ่านเหตุการณ์การเมืองไทยมานาน ฉากแรกๆ ที่ผมเห็นตอนเด็กก็เป็นการเมืองเข้มข้นแล้ว จอมพลสฤษดิ์ยึดอำนาจจากจอมพล ป. จอมพลถนอมปฏิวัติตัวเอง
สิ่งที่ผมเห็นตลอดหลายสิบปีนี้วนเวียน ซ้ำซาก จนสรุปได้ดังนี้
1 นักการเมืองส่วนมากทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและกลุ่มของตน ส่วนน้อยมากทำเพื่อชาติ
2 ระบบการเมืองเป็นธุรกิจชนิดหนึ่ง มีการลงทุน มีการซื้อเสียง มีการตลาด มีการคืนทุน มีการแสวงหากำไร
3 เราใช้โควตาเป็นหลัก จึงค่อนข้างยากที่จะได้มืออาชีพในการปกครอง นานๆ จะโผล่มาสักคนสองคน เช่น ผู้ว่าธนาคารชาติ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นต้น
4 รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกับรัฐบาลจากรัฐประหารส่วนใหญ่เหมือนกัน คือต่างก็บริหารแบบเน้นผลระยะสั้น น้อยรัฐบาลนักที่คิดวางโครงสร้างประเทศในระยะยาว 20-30 ปี
5 ทั้งระบอบประชาธิปไตยและระบอบเผด็จการต่างก็สามารถทำให้ดีได้ และทำให้เลวได้พอๆ กัน
ประวัติศาสตร์บันทึกว่า ผู้นำจากการเลือกตั้งก็สามารถทำลายประเทศได้มโหฬาร บางคนใช้ระบบทุจริตเชิงนโยบาย โกงกินจนบ้านเมืองแทบพัง
ในทางตรงข้าม ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มือตงฉินที่สุดของแผ่นดิน กลับมาจากระบอบเผด็จการของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อานันท์ ปันยารชุน ก็มาจากคณะ รสช.
6 เผด็จการรัฐสภาร้ายกว่าเผด็จการรัฐประหาร ทำไม? ก็เพราะคนส่วนใหญ่รู้สึกว่าอะไรก็ตามที่ผ่านการเลือกตั้งมี ‘ความชอบธรรม’ กว่า ขณะที่เผด็จการรัฐประหารจะถูกด่าเช้าเย็นและถูกตรวจสอบตลอดเวลา โดยเฉพาะจากนานาชาติ จะทำอะไรก็ต้องระวังตัว เพราะสุ่มเสี่ยงต่อการตกจากหลังเสือ
ตัวอย่างของเผด็จการรัฐสภาแบบเงียบๆ คือทุจริตเชิงนโยบายทั้งหลาย แบบโฉ่งฉ่างหน่อยก็เช่นการลักหลับในสภาตอนตี 4 พวกนี้มาจากการเลือกตั้งทั้งสิ้น
7 เราอยู่ในกรอบคิดว่า แค่เปลี่ยนกฎบางข้อแล้วประเทศจะดีขึ้นในชั่วข้ามคืน ยกตัวอย่าง เช่น เราสามารถมีนายกฯคนนอกได้มาแต่ไหนแต่ไร จนเมื่อเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ทุกคนก็โยนความผิดไปที่ พล.อ. สุจินดา คราประยูร คนเดียว ในเมื่อ พล.อ. สุจินดาเป็นนายกฯคนนอก ง่ายนิดเดียว ก็แก้กฎหมายให้นายกฯต้องมาจากการเลือกตั้ง เท่านี้ประเทศก็เจริญขึ้นทันที!
8 คอร์รัปชั่นเป็นรากฐานของประเทศ และประชานิยมก็คือคอร์รัปชั่นอย่างหนึ่ง
เหล่านี้คือสิ่งที่ผมเห็นในบ้านเมืองเราในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา
แล้วจะแก้อย่างไร?
ก็ต้องปฏิรูประบบ
แต่ ‘ปฏิรูประบบ’ ในความหมายของผมไม่ใช่แก้รัฐธรรมนูญ มันหมายถึงแก้คน
............................
มองไปที่ประเทศเพื่อนบ้าน สิงคโปร์เป็นประชาธิปไตยที่เปลือก เป็นเผด็จการในเชิงปฏิบัติ แต่ลีกวนยูนำพาชาติไปเป็นประเทศชั้นหนึ่งได้เพราะเน้นคนซื่อสัตย์ ไม่เน้นระบอบ
ลีกวนยูบอกว่า เขาไม่สนใจเลยว่าสิ่งที่เขาทำเรียกว่าระบอบอะไร เขาพูดขำๆ ว่า ไอ้เรื่องทฤษฎีการปกครองนั่น ปล่อยให้พวกนักศึกษาปริญญาเอกไปทำวิจัยก็แล้วกัน ชีวิตจริงมันเป็นอีกเรื่อง
ลีกวนยูดึงสิ่งที่ดีของทุกระบอบมาใช้ มันไม่สำคัญที่ยี่ห้อระบอบ มันสำคัญที่ว่าประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นหรือไม่ต่างหาก เป้าหมายของการเมืองของเขาคือให้สิ่งที่ดีที่สุดต่อราษฎร นักการเมืองต้องสะอาดและมีคุณธรรม
นี่ก็คือ 1 + 1 = 3 ที่มีธรรมนำ
เมื่อเทียบกับเมืองไทยที่เปลี่ยนรัฐธรรมนูญมาหลายสิบฉบับแล้ว แต่ไม่มีฉบับไหนทำให้เราพัฒนาถึงขั้นสิงคโปร์ ทำไม? บางทีคำตอบไม่ได้อยู่ที่กฎ แต่อยู่ที่คนใช้กฎ
อ่านให้ดี! นี่ไม่ได้บอกว่าไม่ควรแก้รัฐธรรมนูญ แค่บอกว่าอย่าแก้เพราะไร้เดียงสาว่าแก้แล้วจะทำให้เมืองไทยเป็นสวรรค์ในพริบตา
ประเด็นที่ผมชี้คือระบอบไม่สำคัญเท่าคน ไม่ว่าเราจะเปลี่ยนไปใช้ระบอบอะไร ไม่ว่าจะปกครองด้วยประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี หรืออะไร ประเทศจะดีจะเลวขึ้นกับคน
และคนจะดีได้ ก็ด้วยจริยธรรม
เปลี่ยนระบอบโดยคนไร้จริยธรรมร้อยหน ก็พังร้อยหน ตัวอย่างมีนับไม่ถ้วน
ดังนั้นวิธีเลือกตั้งของผมคือ(พยายาม)เลือกคนที่มีจริยธรรม หรือคนที่พอมีจริยธรรมเหลืออยู่บ้าง
วิธีหนึ่งที่จะคัดคนไร้จริยธรรมออกไปคือดูพฤติกรรมการโกหก คนที่โกหกหน้าตาย พูดไม่เคยตรงกัน สามารถเปลี่ยนจุดยืน 180 องศาเพื่อให้ได้รับเลือก คือคนที่เราไม่ควรเลือก เพราะในประวัติศาสตร์การเมืองหลายสิบปีของเราชี้ชัดว่า คนโกหกไม่ทำชั่วไม่โกงกินไม่มี
คนมีกลิ่นตัวเปลี่ยนชุดใหม่อะไร ก็มีกลิ่นตัว
ท้ายที่สุดแล้ว ผู้อ่านควรมองภาพรวมของประเทศในอีก 10-20-30 ปีข้างหน้า อย่ามองสั้นๆ แค่ 4 ปีของวงจรเลือกตั้ง
เราเป็นหนี้ลูกหลานเหลนของเราที่จะส่งต่อประเทศไทยในสภาพสมบูรณ์เรียบร้อย ไม่ใช่รัฐล้มเหลว
วินทร์ เลียววาริณ
4 กุมภาพันธ์ 2569 / 4 วันก่อนวันเลือกตั้ง1- แชร์
- 21
ดูความเห็น 1 รายการ ...Regnartsตราบใดที่ให้ "สิทธิลงคะแนน" แบบอัตโนมัติเมื่ออายุถึง โดยที่คนคนนั้นยังไม่ได้ทำหน้าที่ให้กับประเทศชาติ เช่น เป็นทหาร จ่าย ภงด. เป็นอาสาฯให้กับชุมชนที่ตัวเองอยู่ ฯลฯ รับรองได้ว่าประเทศชาติล่มสลายแน่ครับ -
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
เซลล์ของมนุษย์ผลัดถ่ายใหม่เสมอ เซลล์เก่าร่วงโรย เซลล์ใหม่มาแทนที่ เป็นเช่นนี้ทั่วทั้งร่างกาย
โดยนัยนี้ เราเป็นคนใหม่ตลอดเวลา! หรืออาจพูดได้ว่าเรา 'เกิดใหม่' ตลอดเวลา
มองจากมุมของเซลล์แล้ว เราในวันนี้ก็ไม่ใช่เราเมื่อยี่สิบปีก่อน
สิ่งที่เป็น 'ตัวเรา' อาจจะเป็นเพียง 'ความเคยชิน' ที่สืบทอดมาเท่านั้น
ทั้ง ๆ ที่ความเคยชินหลายอย่างเป็นเรื่องไม่ดี แต่กระนั้นคนจำนวนมากก็ยังเลือกที่จะใช้เวอร์ชั่นเก่าไปจนวันตาย
แน่นอน ไม่ใช่เรื่องผิดที่จะใช้ชีวิตแบบเดิมที่เคยชิน แต่นาน ๆ ครั้ง เราก็สมควรพิจารณาตนเองว่า ควรอัพเกรดตัวเองหรือไม่ และที่จุดใด
การพิจารณาประเมินตัวเองทั้งทางกายและใจทำให้เรารู้ว่าตนเองกำลังยืนอยู่ตรงจุดไหน ชีวิตดีขึ้นหรือตกต่ำลงจากอดีต ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเศรษฐกิจเสมอไป
หลายคนอาจมีฐานะการเงินดีขึ้นกว่าเมื่อ 5-10 ปีก่อน แต่คุณภาพชีวิตอาจแย่ลงกว่าเดิม ไม่มีความสุขเหมือนเก่า
เมื่อประเมินตนเองได้ ก็ใช้ข้อมูลนี้ตัดสินใจว่าจะอัพเกรดตัวเองหรือไม่อย่างไร
แม้จะไม่รวยกว่าเดิม แต่อย่างน้อยที่สุดก็สมควรอัพเกรดตัวเองให้เป็นเวอร์ชั่นที่มีความสุขกว่าเดิม การปรับปรุงตัวเองอาจง่ายกว่าที่คิด เริ่มเปลี่ยนที่ทัศนคติ
ในทางกายภาพ อัพเกรดตัวเองให้ แข็งแรงขึ้น ให้เส้นรอบเอวลดลง ให้หัวใจเต้นดีขึ้น
ในทางความคิด เปิดกว้างมากขึ้น เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา ไม่ว่าจะหวนกลับเข้าห้องเรียนใหม่หรือไม่ก็ตาม
ในทางจิตใจ ลดความเครียด เติมน้ำดีเข้าไปในหัวใจ ลดความโลภ เพิ่มความพอเพียง บ่นน้อยลง ด่าคนน้อยลง มองด้านดีของคนอื่นมากขึ้น
การปรับเปลี่ยนเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ อาจทำให้เรา 'เกิดใหม่' เป็นคนใหม่ที่มีความสุขกว่าเดิม ซึ่งอาจจะดีกว่าการเปลี่ยนเซลล์เสียอีก
วินทร์ เลียววาริณ
4-2-26จากหนังสือเสริมกำลังใจ สองปีกของความฝัน
46 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 170 บาท = บทความละ 3.69 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/88/สองปีกของความฝันทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395
1- แชร์
- 19
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
หายไปราวสองอาทิตย์ ไม่ได้ลืม แต่ยุ่งกับข่าวการเมือง วันนี้กลับมาเล่าเรื่องเสียกรุงต่อ
หลังสงครามช้างเผือก พระราเมศวรถูกส่งไปเป็นตัวประกันที่กรุงหงสาวดี แต่สิ้นพระชนม์ระหว่างการเดินทาง พระมหาจักรพรรดิออกผนวช พระมหินทราธิราชพระชนมายุ ๒๕ พรรษาก็ขึ้นครองราชย์ต่อ
ด้วยความบาดหมางเก่าที่คาพระทัย สองกษัตริย์คือสมเด็จพระมหินทราธิราชกับพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชร่วมมือกันไปตีเมืองพิษณุโลก หมายกำจัดพระมหาธรรมราชา
ทัพอยุธยากับล้านช้างประชิดเมืองพิษณุโลก ทว่าตีเมืองไม่สำเร็จ เพราะทัพของพระเจ้าบุเรงนองมาช่วย ทัพทั้งสองก็ยกกลับ
ในปี พ.ศ. ๒๑๑๑ พระมหินทร์ฯอัญเชิญพระบิดาลาผนวชมาครองราชสมบัติเช่นเดิม
ต่อมาเมื่อสมเด็จพระมหาธรรมราชากับพระนเรศไปเข้าเฝ้าพระเจ้าบุเรงนองที่เมืองหงสาวดี พระมหาจักรพรรดิกับพระมหินทร์ฯก็ยกทัพไปพิษณุโลก ชิงตัวพระวิสุทธิกษัตรีย์กับพระเอกาทศรถมาเป็นตัวประกันที่กรุงศรีอยุธยา เพื่อปรามพระมหาธรรมราชาไม่ให้ทำการใด ๆ ต่อกรุงศรีอยุธยา
แผนไม่ได้ผลและส่งปฏิกิริยาย้อนศร พระมหาธรรมราชาหันไปขอความช่วยเหลือจากหงสาวดี พระเจ้าบุเรงนองจึงถือโอกาสนี้รุกอยุธยาอีกครั้ง คราวนี้หมายยึดเมืองโดยสิ้นเชิง
ในเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๑๑๑ พระเจ้าบุเรงนองยาตราทัพเข้ารุกกรุงศรีอยุธยา ผ่านด่านแม่ละเมา เมืองตาก ประกอบด้วยเจ็ดทัพคือทัพพระมหาอุปราชา เมืองแปร เมืองตองอู เมืองอังวะ เมืองเชียงใหม่ เมืองเชียงตุง เมืองพิษณุโลกเข้าร่วมด้วย รวมพลกว่าห้าแสนคน
หลังสงครามช้างเผือก อยุธยาประเมินว่าอาจเกิดสงครามครั้งใหม่ ได้สร้างป้อมและหอรบเพิ่ม วางหอรบอยู่ห่างกันทุกแปดสิบก้าว เสริมสร้างกำแพงให้แข็งแรงขึ้น ตั้งปืนใหญ่บนกำแพงเมืองทุกยี่สิบก้าว
อยุธยาขอความช่วยเหลือจากล้านช้าง พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชก็ส่งกองทัพมาช่วยทันที พระมหาธรรมราชารู้ข่าวก็ทรงปลอมสาส์นแผ่นดิน ลวงให้กองทัพล้านช้างผ่านจุดที่ทหารพม่าซุ่มอยู่ กองทัพล้านช้างถูกตีแตกพ่ายกลับไป
รอยร้าวระหว่างพิษณุโลกกับอยุธยาลึกลงไปทุกที
ทัพพม่าตั้งค่ายบริเวณทุ่งลุมพลี พระยารามนายทหารอยุธยาสั่งการ “จงนำปืนนารายณ์สังหารยิงทัพหงสาวดี”
ฝ่ายอยุธยายิงปืนใหญ่นารายณ์สังหารถล่มทำลาย ทหารพม่าล้มตายจำนวนมาก ทหารพม่าจำต้องถอยทัพไปตั้งมั่นที่บ้านพราหมณ์เพื่อให้พ้นทางปืน
พระมหาอุปราชาเสนอในที่ประชุมนายทัพว่า “เราควรให้ยกทัพเข้าตีเมืองทุกด้านพร้อมกัน เรามีกำลังพอ”
บุเรงนองตรัสว่า “เราไม่เห็นด้วย จุดยุทธศาสตร์ของอยุธยาดีมาก มีน้ำล้อมรอบ หอรบแข็งแรงกว่าเดิม เราควรตีด้านตะวันออกด้านเดียว เป็นฝั่งที่คูเมืองแคบที่สุด ทำสะพานข้ามคูเมือง”
ทหารพม่าขนดินไปถมเป็นสะพาน ทหารอยุธยาที่รักษาด่านก็ยิงถล่มทหารพม่าที่ขนดิน ล้มตายไปมาก จนพม่าต้องถอยกลับไป
ระหว่างที่อยุธยาถูกปิดล้อม สมเด็จพระมหาจักรพรรดิประชวรหนักนานยี่สิบห้าวันก็สวรรคต
สมเด็จพระมหินทร์ฯทรงขึ้นครองราชย์อีกครั้ง ทว่าทรงไม่เอาพระทัยใส่ในการศึก มอบภาระการรบแก่พระยาราม
ทัพพม่าพยายามตีเมืองจนถึงเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๑๑๒ ก็ยังไม่สำเร็จ สูญเสียไพร่พลไปมาก แม่ทัพอยุธยาจัดกำลังป้องกันพระนครแบบกองกลาง กระจายกำลังทุกจุดรอบกำแพงเมือง กำลังส่วนกลางพร้อมเสริมด้านที่ถูกรุกหนัก นอกจากนี้ยังถล่มข้าศึกด้วยปืนใหญ่ ครั้งหนึ่งกระสุนปืนใหญ่มาตกหน้าพลับพลาพระเจ้าบุเรงนอง
ชัยชนะยังห่างไกล พระเจ้าหงสาวดีทรงเรียกประชุมการศึก
“ใครเป็นแม่ทัพอยุธยา? ฝีมือนายทหารผู้นี้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก”
“พระยารามหรือพระยารามรณรงค์ เดิมเป็นเจ้าเมืองกำแพงเพชร เมื่อสมเด็จพระมหินทร์ฯขึ้นครองราชย์ ทรงเรียกตัวพระยารามไปทำงานที่อยุธยา เลื่อนเป็นพระยาจันทบุรี ทรงไว้วางพระทัยพระยารามมาก เขาเป็นแม่ทัพสำคัญที่วางแผนคราวตีเมืองพิษณุโลก”
“เราต้องกำจัดเขาโดยเร็วที่สุด มิฉะนั้นการตีเมืองยากจักสำเร็จ”
“ทรงมีความคิดอ่านใด?”
“ส่งทูตไปเจรจาว่าเราขอหย่าศึก โดยมีข้อแม้ว่าให้ส่งตัวพระยารามแก่พระเจ้าหงสาวดี จะยอมเลิกทัพ”
สมเด็จพระมหินทร์ฯทรงปรึกษากับขุนทัพและเหล่าเสนา
“เราเหล่าเสนาเห็นพ้องกันว่าสมควรสงบศึก เพราะประชาราษฎร์ล้มตายกันมากพอแล้ว”
ขุนนางอีกคนหนึ่งว่า “ใช่ เพื่อเห็นแก่ราษฎร พระยารามควรเสียสละ”
พระยารามก็ยินยอมไปโดยไม่เกี่ยงงอน หนึ่งชีวิตแลกหนึ่งแผ่นดิน คุ้มค่ายิ่ง
อยุธยาส่งพระยารามไปถึงปากศัตรู
ทว่าสิ้นพระยารามแล้ว บุเรงนองก็ยังไม่ยกทัพกลับ
สมเด็จพระมหินทร์ฯพิโรธยิ่ง บริภาษ “บุเรงนองผู้นี้ไร้สัจจะ”
ทว่าอยุธยายังไม่สิ้นคนดี หลังพระยารามสิ้นบทบาท พระศรีเสาวราชอนุชาต่างชนนีของกษัตริย์ ก็ป้องกันเมืองด้วยความสามารถ
ขึ้นปี พ.ศ.๒๑๑๒ บุเรงนองทรงสั่งให้ขุดสนามเพลาะเชื่อมต่อกัน ขนดินถมแม่น้ำ และสร้างเขื่อนกั้นให้น้ำไหลช้าลง โดยใช้ไม้ตาลกั้นน้ำ เรียกว่า หัวรอ (หัวรอคือหลักปักกันกระแสน้ำ)
ใกล้เวลาน้ำหลาก บุเรงนองยังตีอยุธยาไม่ได้ สถานการณ์คาราคาซัง
แล้วสถานการณ์ก็พลิก อยุธยาได้รับข่าวดีเป็นครั้งแรก พระยาจักรีที่เป็นตัวประกันหนีออกจากค่ายกักกันพม่าได้ กลับมาถึงอยุธยา ตามมาด้วยข่าวพระเจ้าบุเรงนองสั่งตัดหัวผู้คุมที่เลินเล่อ ปล่อยให้พระยาจักรีหนีออกมาได้
สมเด็จพระมหินทร์ฯดีพระทัยยิ่ง ตรัสว่า “ท่านกลับมาได้นับว่าดียิ่ง ท่านจงเป็นแม่ทัพใหญ่บัญชาการรบแทนพระยารามเถิด”
วันหนึ่งพระศรีเสาวราชนำทหารกว่าหมื่นคนมาช่วยรบโดยพลการ พระยาจักรีทูลรายงานว่า “ข้าพระองค์พบความลับหนึ่ง”
“ความลับใด?”
“ยามที่ข้าพระองค์หนีมา ได้ยินพวกพม่าพูดกันว่าพระศรีเสาวราชเป็นไส้ศึกพม่า”
ด้วยข้อหานั้น พระศรีเสาวราชก็ถูกสำเร็จโทษ ณ วัดพระราม บรรดาทหารก็เสียใจ กองทัพอยุธยาอ่อนแอถึงขีดสุด เช่นเขื่อนปริร้าวที่ใกล้แตก
ในวันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๑๑๒ มหาดเล็กคนสนิทมาทูลรายงาน “พระยาจักรีเปิดประตูเมือง”
พระมหินทร์ฯพลันทรงเข้าพระทัย เห็นภาพทะลุปรุโปร่ง ทรงรู้ทันทีว่าพระยาจักรีทรยศ พม่าตั้งใจปล่อยตัวพระยาจักรีมาเป็นไส้ศึก กลยุทธ์ของบุเรงนองคือกำจัดพระยาราม แล้วส่งพระยาจักรีกลับมาแทน บ่อนทำลายจากภายใน การที่ทหารยามพม่าถูกตัดหัวเมื่อพระยาจักรีหนี ก็เป็นเพียงแผนที่ทำให้อยุธยาหลงกล
พระองค์น่าจะทรงเฉลียวพระทัยว่าเสียพระยาหนึ่ง ได้พระยากลับมาหนึ่ง เป็นเรื่องบังเอิญเกินไป
บัดนี้ทรงรู้แล้วว่าเหตุใดพระยาจักรีสับเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่ของทหารแต่ละหน่วย ตลอดจนความตายของพระศรีเสาวราช ก็เป็นส่วนหนึ่งของแผน เพื่อให้การป้องกันพระนครอ่อนแอลงนั่นเอง เมื่อเห็นว่าถึงเวลา ไส้ศึกก็เปิดประตูเมือง
แต่สายเกินไปแล้ว
หัวรออยุธยาทานกำลังน้ำป่าแห่งพุกามมิได้ อยุธยาไม่ได้ล้มเพราะศัตรูภายนอก หากด้วยคนภายใน
(ยังมีต่อ)
วินทร์ เลียววาริณ
๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙........................
อ่านฉบับเต็มจาก ประวัติศาสตร์ที่เราลืม เล่ม 2
ชุดโปรโมชั่น ประวัติศาสตร์ที่เราลืม เล่ม 1-5 (5 เล่ม) แถมวีรบุรุษที่เราลืม
เหมาะสำหรับเก็บประจำบ้าน ให้ลูกหลานประกอบการเรียน
1,000 บาท จากราคาปก 1,605.-
แต่ละเล่มหนา 256 หน้า (รวม 1,536 หน้า)
118 เรื่อง = เรื่องละ 8.4 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
ทุกเล่มมีลายเซ็นนักเขียน เหมาะเป็นของขวัญ
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้วสั่งทาง Shopee https://shope.ee/30QSjhDgNg?share_channel_code=6
1- แชร์
- 25
-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
สมัยผมเป็นเด็ก ผมชอบตัด เก็บ และจดคำคมต่างๆ ไว้ในสมุดโน้ตเป็นประจำ
มีข้อความหนึ่งที่ผมตัดมาแปะไว้ในสมุดโน้ตปี 2513 และยังจดจำได้จนวันนี้ เป็นคำพูดของหลินยู่ถัง (林語堂) นักเขียนจีนต้นศตวรรษที่ 20
"การหาความเพลิดเพลินจากการอ่าน ได้รับยกย่องว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของชีวิตที่เจริญแล้ว"
วิธีการเสพนิยายของคนยุคนี้อาจต่างจากสมัยผมเป็นเด็ก สมัยนี้เป็นเรื่องปกติที่อ่านเรื่องสั้นหรือบทความย่อหน้าแรกแล้วข้ามห้วยไปอ่านย่อหน้าสุดท้าย แล้วก็จบแค่นั้น
เรื่องแบบนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นในสมัย 50-70 ปีก่อน เพราะในสมัยนั้นคนไทย "หาความเพลิดเพลินจากการอ่าน" จริงๆ นิยายยิ่งยาวยิ่งชอบ
สมัยนี้คนจำนวนมากอ่านแบบเก็บบทสรุป พอให้ไม่ตกข่าว ลืมไปว่ายังมีการอ่านอีกแบบหนึ่งที่เป็น 'เสน่ห์อย่างหนึ่งของชีวิตที่เจริญแล้ว'
นี่ไม่ใช่เรื่องผิดหรือถูก เป็นเพียงการตั้งข้อสังเกตพฤติกรรมของคนอ่านยุคใหม่
มันอาจเกิดจากการที่เราอยู่ในโลกที่มัวแต่เสพข่าว เสพเรื่องชาวบ้าน สนใจแต่ว่าใครทำอะไรที่ไหน จนอาจลืมไปว่า ยังมีงานเขียนที่สร้างความบันเทิง เหมือนไปดูหนังสักเรื่องเพื่อผ่อนคลายสมอง
สมัยนี้ไปดูหนังในโรง ยังเล่นมือถือ
เรื่องสั้นหักมุมจบที่ผมโพสต์ให้อ่านฟรีถึงมือท่านก็เช่นกัน มันก็เป็นเหมือนไอติมหนึ่งถ้วย หรือขนมอร่อยๆ หนึ่งจาน ที่นักเขียนบรรจงสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อมอบความบันเทิงเริงรมย์ของชีวิตของคนอ่าน
เขียนไว้ให้ "เอนจอย" ไม่ใช่เขียนไว้เพื่อให้ "รับทราบ"
และจะเอนจอยได้ ก็ต้องอ่านทั้งเรื่อง ไม่ใช่บางท่อน (ยกเว้นเขียนไม่ดีก็ว่าอีกอย่าง) เพราะเรื่องสั้นที่ดี ทุกๆ คำในเรื่องมีเหตุผลของการดำรงอยู่ อ่านข้ามแล้วจะเสียอรรถรส เหมือนกินไอติม เรากินทั้งถ้วยจึงจะดื่มด่ำกับรสชาติของมัน
โลกเรามีทั้งเรื่องที่ต้องการแค่ให้เรา "รับทราบ" เรื่องที่ให้เรา "มีความสุขในการเสพ" และเรื่องที่มีไว้ "ให้เราคิด" เพื่อพัฒนาสมอง
นักปรัชญาอังกฤษ ฟรานซิส เบคอน เขียนว่า "หนังสือบางเล่มมีไว้ชิมรส บางเล่มมีไว้กลืน และน้อยเล่มเอาไว้เคี้ยวและย่อย นั่นคือหนังสือบางเล่มมีไว้สำหรับอ่านบางส่วน เล่มอื่นๆ สำหรับอ่านแต่ไม่ถึงขนาดกระตุ้นความสงสัย และน้อยเล่มต้องอ่านทั้งหมด ด้วยความอุตสาหะและตั้งใจ"
(Some books are to be tasted, others to be swallowed, and some few to be chewed and digested; that is, some books are to be read only in parts; others to be read, but not curiously; and some few are to be read wholly, and with diligence and attention.”)
เมื่อเราแยกแยะมันได้ ก็จะสามารถพัฒนาตัวเราเอง เพราะรู้ว่าเมื่อไรอ่านเพื่อรับทราบ เมื่อไรอ่านเพื่อบันเทิง และเมื่อไรอ่านเพื่อความรู้และปัญญา
วินทร์ เลียววาริณ
3 กุมภาพันธ์ 25691- แชร์
- 29
-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
ช่วงนี้มัวแต่ติดตามข่าวการเลือกตั้งในบ้านเรา ไม่ได้คุยเรื่องการเมืองโลก ทั้งที่มีเรื่องน่าสนใจและน่าเป็นห่วงกว่านโยบายแต่งงานกับมนุษย์ต่างดาว หรือนโยบายขยายองคชาติของคุณเต้ เอ๊ย! ขออภัย! เรียงคำผิด นโยบายของคุณเต้เรื่องขยายองคชาติ
เรื่องที่เป็นข่าวใหญ่ที่สุดคือสหรัฐฯส่งกองเรือรบ Armada ไปที่อ่าวเปอร์เซีย เตรียมถล่มอิหร่าน
(ทรัมป์ใช้คำว่า Armada มาจากคำละติน armāta หมายถึงกองเรือรบขนาดใหญ่ เช่น กองเรือรบของสเปนสมัยโบราณ มีนัยของความยิ่งใหญ่อลังการงานสร้าง เช่น ในหนังเรื่อง Elizabeth: The Golden Age)
อย่าไปสนใจเหตุผลเลย ถ้าอยากถล่ม ก็ถล่ม
อิหร่านรู้ตัวมาตั้งแต่สหรัฐฯบุกอิรักและอัฟกานิสถานแล้วว่า ช้าหรือเร็วจะโดนบ้าง จึงเตรียมพร้อมตั้งแต่นั้นแล้ว แต่ก็พยายามยื้อมาเรื่อย จนเซ็นสัญญา JCPOA (Joint Comprehensive Plan of Action) กับสหรัฐฯในสมัยโอบามา แต่แล้วถูกทรัมป์ฉีกสัญญาทิ้งในปี 2018 เพราะอิสราเอลไม่เห็นด้วย
เมื่อกลางปีก่อน (2025) สหรัฐฯนัดหมายอิหร่านไปเจรจาสันติภาพ แต่ไม่ทันได้เจรจา อิสราเอลก็ถล่มอิหร่าน เป็นที่มาของสงคราม 12 วัน (13-24 มิถุนายน 2025)
อิหร่านยิงกลับ ขีปนาวุธฝ่า Iron Dome ของเลื่องชื่อของอิสราเอลได้สำเร็จ
ผ่านไปหลายวัน อิสราเอลกระซิบบอกสหรัฐฯให้บอกอิหร่านว่าขอเจรจาหยุดรบ อิหร่านยอม
ช่วงท้ายของสงคราม 12 วัน (22 มิถุนายน 2025) สหรัฐฯส่งขีปนาวุธ 'bunker buster' สามลูกไปถล่มสถานที่ตั้งการสร้างระเบิดนิวเคลียร์ของอิหร่าน ในปฏิบัติการ Operation Midnight Hammer เป็นการถล่มเชิงสัญลักษณ์ เพราะใครๆ ก็รู้ว่าที่นั่นไม่มีอะไร
หลังจากนั้นอิหร่านก็ถล่มฐานสหรัฐฯในตะวันออกกลาง ก่อนยิงก็แจ้งให้สหรัฐฯอพยพคนหนีไป ก็เป็นสงครามสัญลักษณ์อีกเช่นกัน
มาปีนี้ หลังจากจัดการกับเวเนซุเอลา สหรัฐฯก็เคลื่อนป้อมบินลอยน้ำไปที่อิหร่าน นี่คือหนังเรื่อง สงคราม 12 วัน ภาคสอง อลังการงานสร้างกว่าภาคแรก
อิหร่านบอกว่า คราวนี้ไม่ขอเล่นสงครามสัญลักษณ์แล้วนะ เบื่อแล้วละ
หากเที่ยวนี้โดนสหรัฐฯถล่ม ไม่ว่าจะเป็นสัญลักษณ์หรือไม่ อิหร่านจะถือว่านี่เป็นการประกาศสงคราม จะยิงขีปนาวุธใส่ฐานทัพสหรัฐฯในตะวันออกกลาง บวกอิสราเอล บวกประเทศในตะวันออกกลางทุกประเทศที่ยอมให้สหรัฐฯ-อิสราเอลใช้น่านฟ้าตนในการถล่มอิหร่าน
ทำไมอิหร่านกร้าวอย่างนี้?
คำตอบคืออิหร่านไม่มีทางถอยแล้ว การเดินขบวนเมื่อธันวาคม-มกราคมที่ผ่านมา สหรัฐฯและอิสราเอลไม่เคยปิดบังว่าตนมีส่วนเกี่ยวข้อง ทำให้มีคนตายไปมากมาย อิสราเอลไม่มีทางเลิกคิดทำลายอิหร่าน งั้นทำไมไม่สู้แตกหักไปเลย
"ให้มันจบที่รุ่นเรา"
คำว่า 'จบ' มีนัยว่า ถ้าจะพัง ก็ขอทำลายอิสราเอลให้ราบทั้งประเทศไปด้วย
ผลคือซาอุดิอาระเบีย กาตาร์ และ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประกาศว่า จะไม่ให้ใครใช้น่านฟ้าในศึกใหม่ครั้งนี้
กองทัพสหรัฐฯยังเหนือกว่าอิหร่านหลายขุม แต่การที่สหรัฐฯยังเงื้อง่าอยู่ นักวิเคราะห์การเมืองโลกเชื่อว่าเพราะอิสราเอลยังไม่แน่ใจผลที่ตามมา
หากขีปนาวุธอิหร่านฝ่า Iron Dome มาได้ในรอบก่อน แสดงว่าอิหร่านมีศักยภาพที่จะทำลายอิสราเอลราบไปพร้อมกัน เราไม่รู้ว่าครึ่งปีนี้ รัสเซียกับจีนส่งอาวุธอะไรมาช่วย
แต่เรารู้ว่าในการเดินขบวนเมื่อเดือนก่อน เมื่ออิหร่านตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตทั้งประเทศ อีลอน มัสก์ ยังให้บริการ Starlink เหนือท้องฟ้าอิหร่าน และเป็นรัสเซียกับจีนที่ส่งเครื่องมือมาบล็อกสัญญาณ Starlink สำเร็จ
นาทีนี้เราจึงได้ยินทรัมป์บอกว่า อิหร่านต้องการเจรจา และตอนนี้เปิดโอกาสมีการเจรจา 'ดีล' สุดท้ายอยู่
สหรัฐฯยกทัพมาถึงหน้าบ้านศัตรู แล้วถอยไปง่ายๆ ย่อมเสียเชิง แต่จะรบกัน ก็อาจพังไปหมด น้ำมันจากช่องแคบฮอร์มุซจะหยุดไปนาน เศรษฐกิจโลกจะพังไปพร้อมกัน เพียงเพราะอิสราเอลอยากถล่มอิหร่าน
แต่ทรัมป์ไม่ใช่สุมาอี้ เมื่อยกทัพไปถึงหน้าเมืองแล้วเห็นขงเบ้งดีดพิณบนเชิงเทิน ก็ยอมถอยกลับ ถ้าสุมาอี้ไม่มั่นใจเต็มร้อย ก็ยอมถอย ไม่กลัวเสียหน้า
ทางลงที่ดีที่สุดหากสหรัฐฯเห็นว่ารบแล้วไม่คุ้มคือ ทรัมป์ประกาศต่อชาวโลกว่า "กูชนะอีกแล้วว่ะ อิหร่านยอมทำตามแรงบีบของสหรัฐฯแล้ว อีกประการเราทำเพื่อเห็นแก่สันติภาพในภูมิภาคนี้ แล้วอย่าลืมรางวัลโนเบลปีหน้านะ" แล้วถอยทัพไปเงียบๆ
ต่อให้โลกรู้ว่าทรัมป์โกหก ก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยที่สุดนาฬิกาวันสิ้นโลก (Doomsday Clock) ก็ยังยืนอยู่ที่ 85 วินาทีก่อนเที่ยงคืน
แต่อีกนั่นแหละ เราไม่มีทางรู้ว่าตัวแปรอย่าง Epstein files ที่เพิ่งโผล่ใหม่อีกรอบ จะกระตุ้นให้เกิดสงครามเบี่ยงเบนความสนใจเร็วขึ้นหรือไม่
ทุกอย่างในโลกเชื่อมโยงกัน
วินทร์ เลียววาริณ
2-2-26ป.ล. 1 Doomsday Clock เป็นโครงการของนักวิทยาศาสตร์ ตำแหน่งเข็มนาฬิกาจะชี้ว่าโลกในตอนนั้นใกล้สงครามนิวเคลียร์แค่ไหน
ป.ล. 2 The Epstein files เป็นแฟ้มความลับฉาวโฉ่โดย Jeffrey Epstein เป็นเอกสารหนา 6 ล้านหน้า บวกรูปถ่ายและวิดีโอ เก็บหลักฐานด้านเซ็กซ์ของคนดังทั่วโลก รวมทั้งทรัมป์ มันจะเป็นหลักฐานที่ส่งพิษต่อคนสำคัญและนักการเมืองทั่วโลก ระดับประธานาธิบดีหลายคน นายกฯ ราชวงศ์อังกฤษ ฯลฯ
1- แชร์
- 51
