• วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์อาจฟังดูซับซ้อนเกินเข้าใจ แต่เมื่อมองในมุมการเข้าถึงธรรมของพุทธ จะเข้าใจได้ง่ายขึ้นมาก เพราะปรัชญาพุทธ อธิบายหลักการใช้ชีวิตให้มีทุกข์น้อยที่สุดได้โดยการละวางทวิลักษณ์ เนื่องจากมันเป็นมายา

    เป็นมายาอย่างไร?

    ชายคนหนึ่งเที่ยวรอบโลกอย่างสนุกสนานนานหกเดือน เขารู้สึกว่าเวลาหกเดือนสั้นอย่างยิ่ง แต่หากเขาต้องโทษจำคุกหกเดือน เวลาหกเดือนเท่ากันนั้นจะยาวนานอย่างยิ่ง

    นี่ก็คือสัมพัทธภาพ มันเกิดจากการเปรียบเทียบเวลาที่บวกความสุขกับเวลาที่บวกความทุกข์ ย่อมรู้สึกว่าแตกต่าง ทั้งที่เวลาเท่ากัน

    สมมุติว่าธรรมชาติสร้างให้มนุษย์ทั้งโลกมีอายุเฉลี่ย 30 ปี เราจะเคยชินกับตัวเลขนี้ และรู้สึกว่าถ้าใครอายุถึง 40 คือยืนยาวมาก

    แต่ใน พ.ศ. นี้ อายุเฉลี่ยของมนุษย์คือ 70-80 ปี ตัวเลข 40 ก็กลายเป็น ‘สั้น’ ขึ้นมาทันที ทั้งที่ระยะเวลาเท่ากัน

    ถ้าวันหนึ่งในอนาคต อายุเฉลี่ยของมนุษย์สูงขึ้นถึง 150 ปี ตัวเลข 80 ที่เรารู้สึกว่า ‘ยาว’ ในวันนี้ก็จะกลายเป็น ‘สั้น’ ขึ้นมา

    ความยาว-สั้นจึงเป็นสัมพัทธ์และเป็นมายา

    เมื่อเราเอามือแตะน้ำเดือด เรารู้สึกว่ามัน ‘ร้อน’ เมื่อแตะน้ำแข็ง เรารู้สึกว่า ‘เย็น’

    แล้วเราก็ตั้งเป็นกฎขึ้นมาว่า 100 องศาเซลเซียสคือร้อน 0 องศาคือเย็น

    ทว่าสัตว์น้ำหลายพันธุ์ซึ่งอาศัยบริเวณปล่องภูเขาไฟระอุใต้มหาสมุทรกลับอยู่ในน้ำเดือดปุด ๆ อย่างสบาย พวกมันไม่รู้สึกว่าบ้านน้ำเดือดของมันร้อนแต่อย่างไร เพราะพวกมันชินของพวกมันอย่างนั้น ถ้าพวกมันรู้สึก ‘ร้อน’ สุดทนทาน ก็คงย้ายบ้านไปอยู่ที่อื่นแล้ว

    ค่า ‘ร้อน’ จึงไม่สัมบูรณ์ ไม่ตายตัว ไม่ใช่ความจริงสูงสุด เพราะเราชาวมนุษย์กับสัตว์ใต้ทะเลพวกนั้นเห็นต่างกัน เราบอกว่าร้อนเพราะเราใช้มาตรฐานความเคยชินของเราวัด พวกมันบอกว่าไม่ร้อนเพราะใช้มาตรของพวกมันวัด

    ร้อน-เย็นจึงเป็นสัมพัทธ์และเป็นมายาเช่นเดียวกัน

    ทุกข์-สุขก็เป็นมายา ไม่ใช่ค่าตายตัว เป็นสัมพัทธภาพขององค์ประกอบต่าง ๆ ที่เราวัดด้วยความรู้สึกและอารมณ์ในแต่ละช่วงเวลา

    คนคนหนึ่งเห็นว่าเรื่องหนึ่งเป็นทุกข์มาก อีกคนหนึ่งมองเรื่องเดียวกันว่าทุกข์น้อยหรือไม่ทุกข์เลย มันไม่มีค่าสัมบูรณ์อย่างแท้จริง

    สัมพัทธภาพในโลกนี้ก็คือทวินิยม ร้อน-เย็น ยาว-สั้น เหล่านี้เป็นสิ่งที่เรากำหนดให้ตัวเองรู้สึกเองทั้งสิ้น โดยใช้ตัวเองเป็นบรรทัดฐาน

    เวลาต่างกันก็ทำให้มายาเดิมส่งผลต่างกันได้ เช่น ทุกครั้งที่รถคันอื่นแซง เราจะรู้สึกโกรธ แต่หากวันนั้นได้รับโบนัสห้าเดือน ถูกรถแซง อาจไม่รู้สึกโกรธอย่างที่เคยเป็น สามารถฮัมเพลงอย่างสบายอารมณ์ด้วยซ้ำ

    ความรู้สึกที่เรียกว่า ‘ทุกข์’ มีหลายระดับ ขึ้นกับความรู้สึกและประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคน ไม่เหมือนกันทั้งที่เป็นเรื่องเดียวกัน

    ยึดมายาเป็นค่าสัมบูรณ์เมื่อไร เราก็ทุกข์เมื่อนั้น

    ความรู้สึกและความเคยชินทำให้เรามองข้ามข้อเท็จจริง แล้วติดฉลากสิ่งที่เราไม่ชอบว่า ‘ปัญหา’

    ชีวิตก็คือสัมพัทธภาพ ความยาว-สั้นของเวลาชีวิตเป็นเพียงมายา  จะอยู่ในโลกนานขึ้นอีกห้าปี สิบปี อาจไม่แตกต่างอะไร หากเวลาที่เรามีนั้นไร้คุณภาพหรือไร้ความหมาย ดังนั้นถ้าหลงคิดว่าตัวเลขอายุมาก ๆ คือดี ก็อาจหลงทาง มองคุณค่าของชีวิตผิดเพี้ยนไป

    ลองถามตัวเองว่าหากมีชีวิตยาวขึ้นอีกวันสองวัน ร้อยวัน สร้างความแตกต่างอะไรหรือไม่ หากไม่แตกต่าง จำนวนวันบนโลกก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เร็วหรือช้าไม่มีผลอะไรต่อโลกอีกแล้ว

    บางทีความยาวของชีวิตอาจไม่สำคัญเท่าว่าช่วงชีวิตที่มีลมหายใจ เจ้าของชีวิตทำอะไร ใช้ชีวิตอย่างไร ที่ทำให้การมีชีวิตอยู่บนโลกของเขานั้นดีกว่าการไม่มี

    เมื่อเข้าใจสัมพัทธภาพแห่งชีวิต เราก็จะเข้าใจมายาอื่น ๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึก และเมื่อนั้นเราก็อาจสามารถกำหนดชีวิตของเราได้เอง

    เมื่อพบทุกข์ ก็สามารถพิจารณาว่ามันเป็นเพียงระดับความรู้สึกที่เราสร้างขึ้นมาด้วยความเคยชินหรือด้วยประสบการณ์เก่า เมื่อเข้าใจเราก็อาจสามารถลดมาตรวัดความทุกข์ลง ทำให้รู้สึกแย่น้อยลงทั้งที่เป็น ‘ทุกข์’ อันเดิม

    ดังนั้นเวลาสุขอย่าลืมตอนทุกข์ เวลาทุกข์อย่าลืมตอนสุข เวลาเศร้าอย่าลืมตอนหัวเราะ เวลาหัวเราะอย่าลืมตอนเศร้า เวลามึนซึมอย่าลืมตอนสดชื่น เวลาเหงาอย่าลืมตอนมีเพื่อน ฯลฯ

    เพราะทุกอารมณ์เป็นเรื่องเดียวกัน ต่างที่ว่าจะไปจับตรงช่วงไหนของเรื่องนั้น

    วินทร์ เลียววาริณ
    1-9-26

    จาก ปฏิบัติการผ่าสมองไอน์สไตน์
    โปรโมชั่นพิเศษไอน์สไตน์ + เล่มอื่น
    https://www.winbookclub.com/store/detail/243/%28S11%29%20กอดหนาม%20+%20ปฎิบัติการผ่าสมองไอน์สไตน์%20+%20Mini%20Tao 

    Shopee คลิกลิงก์ https://shope.ee/6KgvYw47A4?share_channel_code=6 

    1
    • 0 แชร์
    • 8
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    โซเดียม (sodium) เป็นธาตุไวต่อปฏิกิริยาทางเคมี จะระเบิดเมื่อติดไฟเมื่อถูกน้ำหรือความชื้น ทำให้น้ำร้อนขึ้น หากเกิดขึ้นบนผิวเปียกบนตัวเรา ก็จะมีอันตราย

    เหตุที่เป็นธาตุอันตรายกับเรา เพราะอะตอมของธาตุนี้ไม่เสถียร

    คลอรีน (chlorine)​ ก็เป็นธาตุพิษที่ฆ่าคนได้ ทำให้เกิดการไหม้ หากสูดเข้าร่างกาย ทำให้หายใจไม่ออก

    ก๊าซคลอรีนทำปฏิกิริยากับความชื้น หากเจอความชื้นของจมูก นัยน์ตา ลำคอ ปอด ก็จะเกิดกรดพิษ ทำลายเซลล์เนื้อเยื่อ

    ในทางอุตสาหกรรมจึงใช้คลอรีนทำน้ำยาล้างจาน ฯลฯ หากผสมแบบเจือจางมากๆ ก็ใช้ฆ่าเชื้อโรคในสระว่ายน้ำ

    นี่แปลว่าเราต้องหลีกหนีทั้งสองธาตุนี้โดยเด็ดขาด ใช่หรือไม่? คำตอบกลับตรงกันข้าม

    เพราะโซเดียมเชื่อมกับคลอรีน จะกลายเป็นโซเดียมคลอไรด์ (NaCl) ในสภาวะเสถียร

    โซเดียมคลอไรด์ก็คือเกลือที่เราบริโภคทุกวัน

    วัตถุอันตรายสองอย่างมารวมกัน กลับกลายเป็นวัตถุใหม่ที่ชีวิตเราขาดไม่ได้

    เช่นกัน ธาตุไฮโดรเจนเป็นก๊าซไวไฟ อาจทำให้เกิดไฟไหม้บ้านได้ ออกซิเจนก็เป็นสารพิษสำหรับสิ่งมีชีวิตหลายชนิด และทำให้ติดไฟได้ง่าย

    แต่เมื่อนำไฮโดรเจนมาผสมกับออกซิเจน จะได้น้ำที่มีคุณอนันต์ เป็นหัวใจของการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย

    ธรรมชาติมีเรื่องประหลาดเช่นนี้เสมอ มันบอกเราว่าเมื่อเห็น 'สิ่งเลวร้าย' หนึ่ง อย่าเพิ่งสรุปว่ามันมีแต่ความเลวร้าย เพราะเมื่อธาตุอันตรายสองอย่างมาเจอกัน อาจเป็นธาตที่ปลอดภัยและมีประโยชน์

    พิษงูฆ่าคนได้ แต่เมื่อเจอเลือดม้า ก็กลายเป็นเซรุ่มช่วยชีวิตคน

    สารหนูเป็นพิษฆ่าคนได้ แต่ใช้ให้เป็น ก็รักษาโรงมะเร็งในคนไข้บางรายได้

    ธรรมชาติสอนเราทางอ้อมว่า ดีหรือไม่ดี ปลอดภัยหรืออันตราย อาจเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน

    หากเรามองเรื่องนี้ในทางธรรม ก็อาจทำให้เราไม่ชี้นิ้วตัดสินคนแบบเด็ดขาด เพราะในหลายกรณี คนทำเรื่องผิดก็กลายเป็นประโยชน์ได้

    องคุลิมาลฆ่าคนไปมากมาย เมื่อพบพระพุทธเจ้า ก็กลายเป็นพระอรหันต์

    โลกไม่มีอะไรที่มีคุณสมบัติถาวร เปลี่ยนแปลงไม่ได้

    สิ่งที่เราควรถามตัวเองคือ หากเราเป็นมนุษย์จำพวก 'โซเดียม' หรือ 'คลอรีน' หรือ 'ไฮโดรเจน' หรือ 'ออกซิเจน' ชอบทำให้คนอื่นเดือนร้อน หากเราคบเพื่อนดี บางทีเราอาจกลายเป็นเกลือที่มีประโยชน์ หรือน้ำที่ชำระล้างสิ่งรอบตัวให้สะอาดก็ได้

    วินทร์ เลียววาริณ
    31-8-26

    1
    • 0 แชร์
    • 26
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    วันก่อนมีผู้อ่านแสดงความประหลาดใจที่ผมเดินออกจากโรงหนังกลางคัน

    นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ผมเดินออกจากโรงหนังบ่อยๆ

    เรื่องนี้มีสองคำอธิบาย

    หนึ่ง ผมดูหนังไม่เลือก (ยกเว้นหนังผีกับรักหวานแหวว) ดูเพื่อให้เกิดความคิด ไอเดีย ผ่อนคลาย ดังนั้นทุกสัปดาห์เมื่อหนังใหม่เข้า ผมก็มักเข้าไปด้วย

    สอง ผมไม่ดู trailer โดยสิ้นเชิง ไม่ต้องการรู้อะไรเกี่ยวกับหนังทั้งสิ้น

    ข้อดีคือได้รับความแปลกใจเต็มที่หากหนังดี

    ข้อเสียคือไม่สามารถคาดเดาก่อนว่าหนังอาจห่วย

    การดูหนังสำหรับผมก็เหมือนเข้าร้านอาหาร สั่งเมนูใหม่ๆ ไม่รู้หรอกว่ารสชาติเป็นอย่างไร แต่ถ้าไม่ชอบก็หยุดกิน ไม่ทน

    เหตุที่เดินออกจากโรงเพราะเสียดายเวลามากกว่าเสียดายเงิน

    เวลามีค่า หากดูแล้วทรมาน ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะสละเวลาไปทรมานตัวเอง

    แต่ถ้าหนังมีบทเซ็กซ์เยอะ ถึงจะห่วย ก็ต้องดู ถือโอกาสฝึกสมาธิจิตให้มั่นคง

    เคี้ยกเคี้ยก

    วินทร์ เลียววาริณ
    30-8-26

    1
    • 0 แชร์
    • 21
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    ฟอสซิล 2

    วินทร์ #1001 : “ทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วินแสดงหลักฐานชัดเจนว่า ธรรมชาติก็ทำเรื่องซับซ้อนอย่างนี้ได้ เมื่อดูวิวัฒนาการแต่ละช่วง เราพบว่าแต่ละความซับซ้อนนั้นเริ่มจากความหยาบ แล้วอัพเกรดทีละขั้น ๆ จนกระทั่งซับซ้อน ฟังดูเป็นไปไม่ได้ แต่นั่นเพราะพวกเขาลืมปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งคือเวลา คุณเห็นก้อนหินกลม ๆ เรียบเกลี้ยงบนหาดทรายทั่วไปไหม? มันกลมเรียบเหมือนมีใครสร้าง ก็มีคนยกให้เป็นผลงานของอำนาจเหนือธรรมชาติแน่นอนก้อนหินไม่เกิดมากลมเกลี้ยงอย่างที่เราเห็น แต่ผ่านการขัดสีตามธรรมชาติมานานเป็นล้านปีจนกลมเกลี้ยงดังที่เห็น คำตอบคือเวลา งานสร้างนัยน์ตาและสมองละเอียดอย่างนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้หากมีเวลาแค่หกวัน แต่ระยะเวลาทั้งหมดของโลกยาวพอที่จะเกิดวิวัฒนาการจนซับซ้อนได้ ลองคิดดูว่าแค่หนึ่งล้านปีก็ยาวพอเปลี่ยนอะไรต่ออะไรได้มากมาย ระยะเวลาหนึ่งร้อยล้านปีสามารถแยกทวีปแอฟริกากับทวีปอเมริกาที่ติดกันออกจากกันได้อย่างที่ปรากฏอยู่บนแผนที่โลกตอนนี้ สายพันธุ์มนุษย์ปัจจุบันยังกินเวลาไม่ถึงหนึ่งในสี่ของหนึ่งล้านปีเลย เอาละ ถ้าพูดลอย ๆ ก็คงไม่มีใครเชื่อ แต่มันมีหลักฐานคือซากฟอสซิลยืนยันชัดเจน นี่ทำให้ยังไม่มีใครสามารถยิงทฤษฎีนี้ตก...

    “ยังมีอวัยวะที่น่ามหัศจรรย์อีกหลายอย่างก็เกิดขึ้นมาด้วยเหตุผลเดียวกันคือ ความจำเป็นและเวลา อย่างเช่น ปีกของนก หรือสมอง ลองเปรียบง่าย ๆ ปีกของนกกับปีกของค้างคาวเป็นปีกเพื่อการใช้งานเช่นเดียวกัน แต่วิวัฒนาการมาต่างสายกัน ความจำเป็นทำให้เกิดเป็นปีกด้วยกันทั้งคู่ เรารู้ว่าปีกของสัตว์ชนิดต่าง ๆ วิวัฒนาการมาอย่างเอกเทศอย่างน้อยสี่ครั้ง นกไม่ใช่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่างค้างคาว ปีกของค้างคาวก็คือนิ้วมือของมัน อย่างนิ้วมือของคนเรา ทั้ง ‘นิ้วมือ’ ของค้างคาวและคนก็มาจากต้นกำเนิดเดียวกันคือปลาในยุคดีโวเนียน ซึ่งมีกระดูกครีบข้างละห้าเส้น รวมเป็นสิบ จะเห็นว่าหลักฐานฟอสซิลเชื่อมกันหมดชัดเจน...”

    วินทร์ #7745 : “คนมาจากปลา?”

    วินทร์ #1001 : “ใช่ เรามาจากปลา”

    วินทร์ #7745 : “อ้าว! ผมเข้าใจว่าคนมาจากลิงเสียอีก”

    วินทร์ #1001 : “คนไม่ได้มาจากลิง แต่มีบรรพบุรุษร่วมกับลิง ทว่าทั้งคนและลิงก็แปลงมาจากปลา แต่ไม่ได้แปลงจากปลาเป็นลิงหรือคนในทีเดียว ปลาเริ่มมีขาและแปลงกายเป็นสัตว์อื่น ๆ ก่อน แล้วค่อย ๆ วิวัฒนาการแตกแขนงมาเรื่อย ๆ มาจนถึงคิววานร จากวานรก็เป็นมนุษย์วานรพันธุ์ต่าง ๆ จนมาเป็น โฮโม ซาเปียนส์ หรือมนุษย์ปัจจุบัน กินระยะเวลาจากปลามาสู่คนราวสี่ร้อยล้านปี ซึ่งยาวนานพอสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดูไม่น่าเป็นไปได้...

    “แต่เอาเถอะ ต่อให้กลุ่ม Creationism ยอมเปลี่ยนจุดยืนยอมรับว่าจักรวาลและโลกไม่ได้เกิดขึ้นในหกวัน พระเจ้าสร้างจักรวาลเมื่อ 13.79 พันล้านปีก่อน ก็ยังมีคำถามมากมายที่ Intelligent Design ต้องตอบให้ได้ว่าทำไมพระเจ้าเป็นผู้รับผิดชอบงานนี้ หากโลกถูกสร้างเพื่อให้คนครอบครอง ทำไมผู้สร้างจึงสร้างมนุษย์ทีหลังสุด? ทำไมรอจนสี่พันกว่าล้านปี หลังจากสัตว์ 99 เปอร์เซ็นต์เกิดและตายไปแล้ว จึงค่อยสร้างมนุษย์ ทำไมไม่สร้างทุกอย่างทันที? ทำไมต้องรอนานถึงหมื่นล้านปีค่อยสร้างโลก แล้วรออีกสี่พันล้านปีเพื่อเกิดมนุษย์? ทำไมต้องรอจนไดโนเสาร์ตายไปกับอุกกาบาตซึ่งเป็นตัวแปรที่ไม่แน่นอน จึงเปิดโอกาสให้สายพันธุ์มนุษย์ปรากฏขึ้นบนโลก? ทำไมการออกแบบจึงไม่สมบูรณ์? ทำไมจึงออกแบบโฮโมเซ็กชวล เกย์ เลสเบียน ในเมื่อพวกเขาไม่สามารถสืบสายพันธุ์ต่อไปได้ด้วยวิธีนี้? ทำไมจึงออกแบบยีนขยะ? ทำไมออกแบบโรคร้ายที่ทำลายมนุษย์ตั้งแต่แรกเกิด? ทำไมออกแบบอย่างสิ้นเปลือง? เช่น อสุจิจำนวนมหาศาล แต่ใช้เพียงตัวเดียว? ทำไมสร้างไตสองข้าง เพราะมีข้างเดียวก็อยู่ได้ นอกจากนี้สร้างไส้ติ่งมาทำไม ในเมื่อถึงไม่มีไส้ติ่ง ก็ไม่ตาย ทำไมออกแบบสถานที่ที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัย? ทำไมออกแบบให้คนฆ่าตัวตาย? ทำไมออกแบบสงครามและความชั่วร้ายต่าง ๆ ในโลกนี้? และอีกมากมาย”

    วินทร์ #2009 : “ขอมองนอกกรอบหน่อยนะ ทำไมการออกแบบต้องทำแต่เรื่องดี สมบูรณ์ด้วย? ออกแบบอย่างแย่ ๆ ไม่ได้หรือ สมมุติว่าผู้ออกแบบยังไม่มีฝีมือดีเยี่ยม สมมุติว่าผู้ออกแบบไม่แคร์”

    วินทร์ #1001 : “ก็เป็นมุมมองที่น่าสนใจ ผมตอบคุณไม่ได้”

    วินทร์ #9299 : “แต่คนจำนวนมากก็ไม่เชื่อทฤษฎีของดาร์วินรวมทั้งหลักฐานทางจักรวาลวิทยาพวกนี้”

    วินทร์ #1001 : “ปัญหาคือการเปลี่ยนความเชื่อเรื่องศาสนาเป็นเรื่องยากมาก โดยเฉพาะเมื่อเป็นความศรัทธาและเกี่ยวกับอำนาจเหนือธรรมชาติ มิฉะนั้นไสยศาสตร์ก็คงไม่รุ่งเรืองอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ มันก็มาสู่ประเด็นที่ว่า เราจะยอมใช้วิทยาศาสตร์เป็นมาตรวัดหรือเครื่องมือค้นหาความจริงรึเปล่า คนส่วนใหญ่ยอมรับว่า 1 บวก 1 เท่ากับ 2, น้ำประกอบด้วยไฮโดรเจนกับออกซิเจน, โลกมีสนามแม่เหล็ก มีไฟฟ้า มีแม่เหล็กไฟฟ้า ทั้งหมดนี้มีหลักฐานพิสูจน์ได้เป็นรูปธรรมชัดเจน แต่คนกลุ่มเดียวกันนี้กลับปฏิเสธหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ซึ่งชี้ไปในทิศทางว่าอำนาจเหนือธรรมชาติไม่ได้สร้างโลกและจักรวาลเหมือนเลือกที่รักมักที่ชัง ยอมรับหลักฐานเฉพาะบางชิ้นที่ตนเองชอบ”

    วินทร์ #2009 : “ถามจริง ๆ คุณร่ายยาวมาขนาดนี้ คุณแอนตี้ศาสนาคริสต์หรือ?”

    วินทร์ #1001 : “เปล่าเลย ผมไม่ได้ต่อต้านศาสนาเทวนิยมเลย หลักการเรื่องความรักของศาสนาคริสต์ยังใช้การได้ดี มันยังเป็นศาสนาที่ทำงานได้ผลอยู่ ผมเพียงแค่ชี้ให้เห็นว่าในส่วนที่เป็นความเชื่อคือเรื่องพระเจ้าสร้างจักรวาลขัดแย้งกับความจริงยังไง แทบทุกศาสนามีความเชื่อขัดแย้งกับความจริง แม้ในศาสนาพุทธก็เถอะ อย่างเช่น ความเชื่อว่าพระพุทธเจ้าประสูติมาแล้วดำเนินได้เจ็ดก้าว ไปจนถึงอภินิหารอื่น ๆ”

    วินทร์ #2009 : “ความเชื่อเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องการ และจำเป็นต้องมี”

    วินทร์ #1001 : “ผมเข้าใจ เรื่องนี้พูดยากจริง ๆ ผมเคยคิดว่าตรรกะและวิทยาศาสตร์เป็นภาษากลางที่ทุกสังคมพูดกันรู้เรื่อง หรือยอมรับกัน ผมเคยคิดว่าคนคนหนึ่งจะเปลี่ยนความเชื่อทางศาสนาได้ด้วยวิธีเดียวคือการอิงด้วยหลักฐาน นี่ก็คือกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย ผู้คนยังยินดีเชื่อเรื่องที่พวกเขาอยากเชื่อ แม้แต่นักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งก็ยังเชื่อเรื่องที่ค้านกับหลักฐานที่เห็นโทนโท่...”

    คาร์ล เซเกน #1001 : “ถ้าพระเจ้าต้องการส่งสารให้เรา และจารึกโบราณเป็นหนทางเดียวที่พระองค์ทรงคิดออก พระองค์ก็น่าจะทำงานได้ดีกว่านี้ นี่ผมพูดขำ ๆ นะ”

    วินทร์ #1001 : “ตัวละคร แอลลี แอร์โรเวย์ ในนวนิยายเรื่อง Contact ของเซเกนพูดว่า ‘คุณไม่อาจโน้มน้าวใจอะไรได้ทั้งนั้นกับคนที่ยึดมั่นถือมั่น เพราะความเชื่อของพวกเขาไม่ได้วางบนหลักฐาน มันวางบนความต้องการยิ่งยวดที่จะเชื่อ’...”

    คาร์ล เซเกน #1001 : “ใช่ มันเป็นอย่างนี้จริง ๆ ที่ผมรู้สึกเศร้าใจเพราะชีวิตมนุษย์ยาวเพียงแค่การมองชั่วแวบเดียวในความมหัศจรรย์ของจักรวาล และมันน่าเศร้าที่เห็นคนจำนวนมากฝันเฟื่องเรื่องเพ้อฝันทางจิตวิญญาณ”

    วินทร์ #1851 : “คุณอาจรู้สึกเศร้า แต่คนที่เชื่อมีความสุขดี”

    วินทร์ #1001 : “ผมรู้สึกว่าความสุขก็อยู่บนฐานของความไม่รู้ มันตื้นไปนิดผมคิดว่าคนเราควรเชื่อหลังจากรู้ความจริงแล้วมากกว่า แต่อีกนั่นแหละ มันเป็นสิทธิเสรีภาพของแต่ละคนที่จะเลือกทางเดินของเขาเอง ผมรู้ว่ามันยากมากที่จะเปลี่ยนความเชื่อความศรัทธาของคน จำได้มั้ยตอนที่นวนิยาย The Da Vinci Code ของ แดน บราวน์ ออกมาบอกว่าพระเยซูมีภรรยาและลูก คนจำนวนมากก็รับไม่ได้ อีกเรื่องหนึ่งเป็นหนังคือ The Last Temptation of Christ ก็เล่นกับประเด็นเดียวกัน โชคดีที่ผู้เขียนเรื่องทั้งสองนี้เป็นฝรั่งอยู่ในสังคมตะวันตก และเขียนในรูปนิยาย ไม่ใช่สารคดี จึงแค่ถูกด่า แต่ไม่โดนฆ่า จำนวนิยายเรื่อง The Satanic Verses ของ ซัลมาน รัชดี ได้มั้ย? ฮือฮามากเมื่อเกือบสามสิบปีก่อน นวนิยายเรื่องนี้เขียนในแนว magical realism มีบางส่วนที่โยงถึงศาสดามุฮัมหมัด ชาวมุสลิมจำนวนมากรับไม่ได้ จนผู้นำอิหร่าน อยาโตลาห์ โคไมนี ออกคำสั่งประหารชีวิต สั่งให้ชาวมุสลิมทั่วโลกตามฆ่านักเขียน คนพิมพ์งาน และนักแปลเรื่องนี้เป็นภาษาอื่น ๆ ก็มีชาวมุสลิมหลายคนพยายามจะฆ่ารัชดีจริง ๆ จนเขาต้องขอให้ตำรวจคุ้มครองความปลอดภัยให้ แต่คนอื่นไม่ปลอดภัยอย่างเขา นักแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นถูกแทงตาย นักแปลเป็นภาษาอิตาเลียนถูกแทงบาดเจ็บสาหัส ผู้พิมพ์ในนอร์เวย์ถูกยิง นักแปลเป็นภาษาตุรกีตกเป็นเป้าสังหาร ทำให้มีชาวบ้านตายไปด้วยรวมสามสิบเจ็ดคน”

    วินทร์ #3365 : “ไม่น่าเชื่อนะครับ ความเชื่อทางศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและแตะต้องไม่ได้ถึงขนาดนี้”

    (ยังมีต่อ)

    วินทร์ เลียววาริณ
    30-8-26

    จากหนังสือ วินทร์-วินทร์ Situation
    สารคดีเกี่ยวกับปรัชญา ศาสนา วิทยาศาสตร์ 
    อ่านฟรีที่เพจนี้ก็ได้ แต่ถ้าเก็บไว้เป็นเล่ม ก็อ่านได้ถึงลูกหลาน 
    ราคาแค่ 225.- เท่านั้น หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว

    สั่งซื้อได้ที่ https://www.winbookclub.com/store/detail/141/วินทร์-วินทร์%20Situation 

    ท่านที่สั่งซื้อทางเว็บและโอนเงินแล้ว อย่าลืมส่งหลักฐานไปที่อีเมล order@winbookclub.com  มิเช่นนั้นเจ้าหน้าที่อาจไม่รู้ว่ามีการสั่งซื้อ หลังจากนั้นจะได้รับคำยืนยันจากสำนักพิมพ์ว่าได้รับเงิน

    1
    • 0 แชร์
    • 12
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    ถ้ายูโธเปีย (utopia) คือโลกอุดมคติ ดิสโทเปีย (dystopia) ก็เป็นโลกฝั่งตรงข้าม

    dystopia คือโลกล่มสลาย มนุษย์อาศัยในความหวาดกลัว สภาพแวดล้อมถูกทำลาย

    หนังตระกูลนี้จึงเรียกว่า dystopian movies

    ฉากของเรื่องมักเป็นโลกหลังสงคราม ระเบิดนิวเคลียร์ลง ไวรัสฆ่าคนไปเกือบหมดโลก มนุษย์ต่างดาวบุกทำลาย ซอมบี้ครองโลก เครื่องจักรครองโลก สารพัดจะคิดมาขาย

    หนัง dystopian movies ที่ดีมีหลายเรื่อง เท่าที่นึกออก เช่น The Road, Children of Men, Mad Max: Fury Road ส่วนเรื่อง Blade Runner 2049, The Matrix กับ The Terminator ก็พอกล้อมแกล้มจัดเป็นหนังตระกูลนี้

    ซีรีส์โทรทัศน์ก็เช่น The Last of Us (จนถึงตอนที่ฆ่าพระเอกตาย ก็เลิกดู)

    The Dog Stars งานล่าสุดของ ริดลีย์ สก็อตต์ ก็เป็นงานแนว dystopian

    หากเรื่องนี้ออกมาเมื่อ 30 ปีก่อน ก็จัดว่าดี แต่ออกมาตอนนี้ ก็เห็นร่องรอยของการยำหนังเก่ามาไว้ในเรื่องเดียว

    The Dog Stars ก็คือ 28 Days Later + I Am Legend + Soylent Green

    สิ่งเดียวที่แตกต่างจากหนัง dystopian อื่นๆ คือ ตัวเอกใช้พาหนะเครื่องบิน

    หนังวิวสวยโดยเฉพาะฉากจากมุมสูง แต่เนื่องจากสารตั้งต้นของเรื่องไม่มีอะไรใหม่ (เพราะเราเคยดูมาหมดแล้ว) ในภาพรวมจึงเป็นหนังเอื่อยๆ ไม่รู้จะไปทิศไหน ไม่รู้จะเป็นหนังชีวิตหรือหนังแอ็คชั่น ทำให้ขาดพลังในการเล่าเรื่อง

    ไม่ชัดเจนเหมือน 28 Days Later

    นี่เป็นบทพิสูจน์ว่า ผู้กำกับเก่งแค่ไหน ถ้าเรื่องไม่ดีพอหรือไม่สดพอ ก็เหมือนเครื่องบินเติมน้ำมันนิดเดียว นักบินเก่งแคไหน บินไปนิดหน่อยก็ต้องลงจอดเพราะน้ำมันหมด

    6/10
    (ฉายทางโรงภาพยนตร์)

    วินทร์ เลียววาริณ 
    29-8-26

    วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่ The MEB

    (มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)

    1
    • 0 แชร์
    • 22