• วินทร์ เลียววาริณ
    0 วันที่ผ่านมา

    อาทิตย์ก่อนท่านตั้มขอเลื่อนการถล่มอิหร่านออกไปอีกห้าวัน ตามด้วยสิบวัน เพื่อรอให้การเจรจาสันติภาพเป็นไปด้วยดี

    หากเราดูพฤติกรรมเดิมๆ ของท่านตั้มจะพบว่า ทุกครั้งที่ยืดเวลา "เพื่อสันติภาพ" มักจะตามมาด้วยการเปิดศึกใหม่

    นักวิเคราะห์ทั้งหลายเชื่อว่านี่คือการซื้อเวลาอีกรอบ ห้าวันสิบวันนี้คือเตรียมระดมกำลัง ส่งทหารลงภาคพื้นดิน (ภาษาอังกฤษเรียก boots on the ground) เพราะการทิ้งระเบิดอย่างเดียวไม่อาจโค่นรัฐบาลอิหร่านได้

    ข่าว The Washington Post เมื่อวานนี้รายงานว่า นาวิกโยธินหลายพันนายเดินทางไปถึงตะวันออกกลางเรียบร้อยแล้ว เป็นหน่วย Special Operations และ conventional infantry troops

    ฝ่ายอิหร่านบอกว่า "ไหนว่าจะเจรจาสันติภาพไง"

    แต่ถ้าจะเปิดศึกใหม่ก็ "โน พรอเบลม"

    "ทหารหนึ่งล้านคนพร้อมแล้ว"

    นี่คือภาพเหตุการณ์ที่ตะวันออกกลาง

    แต่ภาพที่น่าสนใจกว่ากลับเป็นภาพเหตุการณ์ที่แผ่นดินสหรัฐฯ

    สื่อทั่วโลกรายงานข่าวโดยพร้อมเพรียงกันว่า เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา มีการเดินขบวนครั้งใหญ่ในเมืองต่างๆ ของสหรัฐฯ ประมาณสามพันจุดชุมนุมทั้งประเทศ อาจรวมกันถึงแปดล้านคน

    เรียกว่า No Kings movement หรือ No Tyrants protests

    เพราะชาวอเมริกันจำนวนมากเริ่มเห็นว่าท่านตั้มกำลังทำตัวเหมือนพระราชา รวบอำนาจเบ็ดเสร็จ จนตอนนี้ดูเหมือนสหรัฐฯกลายเป็นรัฐ authoritarianism (เผด็จการ) ไปแล้ว

    ชาวโลกไม่ได้เห็นภาพแบบนี้มานาน ครั้งใหญ่ที่สุดในอดีตคือการเดินขบวนต่อต้านสงครามเวียดนามในยุค 1970

    ครั้งนั้นนักแสดงสาว เจน ฟอนดา ออกมาร่วมต้านสงคราม

    ครั้งนี้ เจน ฟอนดา ในวัย 88 ก็ออกมาร่วมเช่นเคย

    การรบในสงครามเวียดนามยังพอมีเหตุผลอ้างกับชาวอเมริกันว่า ทำเพื่อหยุดยั้งพวกคอมมิวนิสต์ เพื่อไม่ให้เกิด domino effect ในเอเชียอาคเนย์และโลก

    แต่การก่อสงครามอิหร่านไม่สามารถอ้างเหตุผลอะไรได้เลย เพราะมันเป็น war of choice ไม่ทำก็ได้ เพราะอิหร่านไม่ใช่อันตรายโดยตรงต่อสหรัฐฯ

    แต่ในเมื่อท่านพ่อสั่งมา ก็ต้องทำ

    ในการต่อต้านสงครามเวียดนามเมื่อหลายสิบปีก่อน การเดินขบวนทรงพลังเพราะมีข่าวทหารอเมริกันตายไปหลายหมื่นคน

    หวังว่าประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอย ทหารตายไปโดยไม่จำเป็น

    ที่ขันขื่นคือทหารอเมริกันต้องสังเวยชีพเพื่อปกป้องประเทศอื่น

    คนสั่งไม่ได้รบ คนรบไม่ได้สั่ง

    ท่านตั้มบอกเสมอว่า ทำสงครามอิหร่านเพื่อ "Regime change" (เปลี่ยนรัฐบาล)

    แต่คนที่ชุมนุมเมื่อวันเสาร์บอกว่า สหรัฐฯต่างหากที่ต้องมี Regime change ก่อนที่โลกทั้งใบจะพังทลาย

    วินทร์ เลียววาริณ
    30-3-26

    0
    • 0 แชร์
    • 3
  • วินทร์ เลียววาริณ
    0 วันที่ผ่านมา

    มียาหลายขนานสำหรับโรคมืดบอดทางปัญญา สำหรับคนที่อ่านแปดบรรทัด ก็รักษาตามอาการ 

    1
    • 0 แชร์
    • 7
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    สำนวนหนึ่งที่ผมเรียนมาจากฝรั่งหลังจากใช้ชีวิตในต่างประเทศพักใหญ่ก็คือ having no life

    ฝรั่งเรียกพวกที่ทำงานอย่างหนักทั้งวันยันค่ำ ไม่ยอมพักผ่อนหย่อนใจหรือไปเที่ยวเลยว่า “He has no life!”

    having no life แปลตรงตัวว่า ไม่มีชีวิต มีความหมายถึงคนที่ใช้ชีวิตแบบไม่เต็มที่ หรือเกิดมาแล้วไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นเลยนอกจากงาน

    แต่เส้นแบ่งระหว่างการใช้ชีวิตเต็มที่กับไม่เต็มที่วัดได้ยาก เพราะ ‘เต็มที่’ ไม่ได้หมายถึงการใช้ชีวิตผจญภัยสุดขั้ว ท่องไปทั่วโลก ลองของแปลกใหม่ทุกอย่างเสมอไป ชีวิตเต็มที่น่าจะเป็นชีวิตที่เจ้าของชีวิตใช้แล้วรู้สึกว่าคุ้มกับการเกิดมา หรือได้ใช้ชีวิตในระดับน่าพึงใจแล้ว

    ชีวิตเต็มที่คือชีวิตที่ไม่ ‘เต็มที’!

    ‘การไม่มีชีวิต’ ไม่ได้หมายถึงการไม่ได้ท่องทั่วโลก ไม่ได้กินของดี เพราะคนที่รวยมาก เดินทางมากก็อาจ ‘ไม่มีชีวิต’ ก็ได้

    เล่ากันว่า ปรมาจารย์ เล่าจื๊อ กับผองเพื่อนชอบคุยกันสบาย ๆ ในบางซอกบางมุมของเมือง ไม่เคยต้องเดินทางไปไหนไกล เล่าจื๊อเขียนไว้ในคัมภีร์ เต๋า เต็ก เก็ง ว่า “มิได้ออกจากบ้าน ก็รู้จักโลก มิได้สอดส่องมองออกหน้าต่าง ก็รู้จักวิถีแห่งฟ้า...” (สำนวนแปลของ โชติช่วง นาดอน)

    ความหมายของเล่าจื๊อไม่ได้บอกว่าให้ใช้ชีวิตโดยไม่ต้องออกนอกบ้านหรือไม่มองออกนอกหน้าต่าง แต่อยู่ที่การมองให้เห็น หรือถ้าออกนอกบ้านแล้วก็มองให้เห็น เมื่อนั้นถึงไม่ได้เดินทางไกล ก็รู้หมด และรู้สึกว่าใช้ชีวิตเต็มที่แล้วได้เช่นกัน

    ผมรู้จักคนไทยหลายคนที่ไปใช้ชีวิตในเมืองนอก แต่ทุกวันขลุกอยู่กับก๊วนคนไทยด้วยกัน ไม่เคยพูดกับฝรั่งที่ไหนเลย อยู่เมืองนอกห้าปี พูดไทยคล่องกว่าเดิม! อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้แปลว่า ‘ไม่มีชีวิต’ เพียงแต่สูญเสียโอกาสที่จะตักตวงศักยภาพของการเดินทางนั้นไป

    ‘การไม่มีชีวิต’ ก็คือการที่ไม่รู้ว่ามีชีวิตไปทำไม มองไม่เห็นความงามของการอยู่ในโลกนี้ ไม่เคยคิดปรับตัวปรับใจที่จะอยู่ต่อไป หรือพัฒนาคุณภาพชีวิตของตน โดยเฉพาะทางจิตใจ

    ‘การไม่มีชีวิต’ ก็คือการติดในพันธนาการที่ส่วนมากตนเองสร้างขึ้นมาเอง เช่น ตกอยู่ในบ่วงของอบายมุข การพนัน เหล้ายา กินเหล้าแบบให้เหล้ากินตัวเอง

    ‘การไม่มีชีวิต’ ก็คือการปล่อยให้คนอื่นใช้ชีวิตของตนเองแทนตน จะก้าวซ้ายก็ต้องขออนุญาต จะเดินขวาก็ต้องขอความเห็นชอบ

    ซูเปอร์แมนผู้พิการ คริสโตเฟอร์ รีฟ ประสบอุบัติเหตุร้ายแรงจนมันเปลี่ยนชีวิตเขาจากหน้ามือเป็นหลังมือ เขาเป็นคนที่จัดได้ว่า ‘ตายทั้งเป็น’ ไปแล้ว คือถูกพันธนาการในร่างกายของตนเองที่เคลื่อนไหวไม่ได้ แต่ชีวิตของเขาไม่สิ้นสุดเพียงแค่นั้น เขาใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ ทำกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย ทั้งที่พิการ

    เขากล่าวปาฐกถาในงานประชุมพรรคเดโมแครตปี 1996 ว่า “ความฝันมากมายของเราที่แรกดูเป็นไปไม่ได้ แต่เมื่อเรารวบรวมความมุ่งมั่น ในไม่ช้าความฝันเหล่านั้นก็เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่พ้นที่จะเป็นจริง”

    เมื่อใจเป็นอิสระ ก็มีชีวิต

    ชีวิตเป็นการรวมกันขององค์ประกอบย่อย ๆ บางชิ้นใหญ่ แต่ส่วนมากเป็นชิ้นเล็ก ๆ คนที่ใช้ชีวิตคือคนที่รู้จักหยิบชิ้นเล็ก ๆ เหล่านั้นมาใช้ และไม่ต้องรอถึงวันพรุ่งนี้

    ในเดือนมกราคม ปี พ.ศ. 2552 เครื่องบินพาณิชย์ลำหนึ่งร่อนลงจอดฉุกเฉินบนแม่น้ำฮัดสัน หลังจากเครื่องยนต์ทั้งสองดับ ด้วยฝีมือและการตัดสินใจที่ถูกต้องของกัปตัน ผู้โดยสารทั้งหมดรอดตายมาได้อย่างมหัศจรรย์ ผู้รอดตายคนหนึ่งกล่าวหลังเหตุการณ์นี้ว่า “จงใช้ชีวิตวันนี้ ไม่ใช่พรุ่งนี้”

    คนจำนวนมากพบสัจธรรมนี้เมื่อเฉียดความตาย และพบว่าชีวิตคนเรานั้นสั้นและบอบบางเหลือเกิน เผลอนิดเดียวก็ไม่ได้ใช้ชีวิตแล้ว

    having life กับ having no life อาจต่างกันตรงที่ว่าเรามองเห็นความไม่ถาวรของชีวิตหรือไม่

    เมื่อเห็นคุณค่าของชีวิตแล้ว สิ่งเล็ก ๆ  ก็อาจมีความหมายยิ่งใหญ่ได้ และการเปิดหน้าต่างมองฟ้าก็อาจเห็นไกลกว่าแค่ท้องฟ้า

    คาลิล ยิบราน เขียนว่า “จงอย่าลืมว่าโลกปีติยามสัมผัสฝ่าเท้าเปล่าของเจ้า และสายลมปรารถนาจะเล่นกับเส้นผมของเจ้า”

    ติช นัท ฮันท์ กล่าวว่า มหัศจรรย์ของชีวิตก็คือการย่ำเท้าบนยอดหญ้าง่าย ๆ เช่นนั้น

    หลายปีก่อน ผมพากลุ่มแขกต่างชาติไปนอนริมหาดชะอำ ครั้นยามดึกชวนบางคนไปดูดวงจันทร์เหนือทะเล คำตอบ (ในรูปคำถาม) ที่ทำให้ผมงันไปก็คือ “ดูไปทำไม?”

    มีคนไม่มากในโลกสามารถเงยหน้ามองอาทิตย์บนฟ้า หลายคนลืมไปแล้วว่ามีดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว อีกหลายคนมัวแต่ก้มมองพื้นดินจนลืมไปแล้วว่ามีท้องฟ้า!

    ดังนั้นการที่มนุษย์คนหนึ่งสามารถเงยหน้าขึ้นเบื้องบน และชื่นชมความงามของมัน ก็นับว่าเป็นวาสนาอย่างหนึ่ง

    การรู้จักเสพความงดงามก็คือการมีชีวิตอย่างหนึ่ง!

    การมีชีวิตไม่ใช่การมีท้องฟ้าสวย ๆ ให้มอง แต่อยู่ตรงที่การรู้จักเงยหน้าขึ้นเบื้องบนแม้ในคืนที่ฟ้าหม่นมัว!

    วินทร์ เลียววาริณ
    30-3-26

    จากหนังสือ คำที่แปลว่ารัก 
    ตอนนี้มีโปรโมชั่นชุด https://www.facebook.com/photo?fbid=1539189840903035&set=a.208269707328395 

    1
    • 0 แชร์
    • 19
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    (สัปดาห์ก่อนเล่าเรื่องอาจารย์ฮาคุอิน กับประโยค "เป็นเช่นนั้นหรือ?" วันนี้เล่าต่ออีกท่อน)

    ฮาคุอิน เอคาขุ ปรมาจารย์เซนสายรินไซแห่งญี่ปุ่น มีวิธีการสอนที่มักเป็นการแสดงมากกว่าการเทศน์ ครั้งหนึ่งทหารนามโนบุชิเกะมาหาอาจารย์ฮาคุอิน ถามท่านว่า"มีสวรรค์และนรกจริงหรือไม่?"

    "เจ้าเป็นใคร?" อาจารย์ถามเสียงราบเรียบ

    "ข้าพเจ้าเป็นซามูไร"

    "ที่แท้ก็เป็นทหาร เจ้านายประเภทใดกันที่ให้เจ้าเป็นทหาร หน้าตาของเจ้าดูเป็นขอทานมากกว่า"

    โนบุชิเกะโกรธจัด มือแตะดาบทันที

    "อา! ที่แท้เจ้าก็มีดาบ อาวุธของเจ้าคงทื่อจนไม่อาจตัดหัวอาตมา"

    โนบุชิเกะชักดาบออกมา ได้ยินเสียงราบเรียบของอาจารย์ฮาคุอินว่า "ประตูนรกเปิดแล้ว!"

    ได้ยินเช่นนั้น ซามูไรก็ได้สติ เสียบดาบคืนสู่ฝัก แล้วโค้งคำนับท่านอาจารย์

    "ประตูสวรรค์เปิดแล้ว!"

    วินทร์ เลียววาริณ
    29-3-26

    จาก มังกรเซน และ Mini Zen (เซนฉบับการ์ตูน)
    มังกรเซน Shopee คลิก https://shope.ee/2VUCymbmSh?share_channel_code=6 

    สั่งจากเว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/213/%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%202%20%E0%B9%81%E0%B8%96%E0%B8%A1%202 

    Mini Zen Shopee https://shopee.co.th/วินทร์-เลียววาริณ-ชุ 

    1
    • 0 แชร์
    • 20
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    วันหนึ่ง สรวง สันติ เดินหาครูมงคล บอกว่า อยากเป็นนักร้องแล้วละ

    ครูมงคลบอกว่าจะเป็นนักร้องก็ต้องเริ่มใหม่หมด เป็นเด็กรับใช้คนในวง ต้องแบกหาม ซื้อโอเลี้ยงให้รุ่นพี่ ๆ ที่อยู่มาก่อน

    ความอยากเป็นนักร้องมากทำให้เขายอม

    ก็ทำงานแบกหาม ซื้อโอเลี้ยงให้รุ่นพี่กิน ไม่ได้ร้องเพลงสักที

    จนวันหนึ่ง วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2509 เมื่อคิวอัดเสียงมีช่องว่าง ครูมงคลก็อนุญาตให้เขาอัดแผ่นเสียงเพลงแรก ชื่อเพลง แฟนใครแฟนมัน สรวง สันติ ก็เป็นที่รู้จัก

    สรวง สันติ อยู่กับวงจุฬารัตน์หกปี วงก็ยุบตัว จึงตั้งวงเอง ชื่อวงเดอะบัฟฟาโล่ ร้องเพลงเอง สร้างความแตกต่างโดยผสมผสานดนตรีฮาร์ดร็อคเข้าไปในเพลงลูกทุ่ง

    เขามีลีลาไม่เหมือนนักร้องเพลงลูกทุ่งอื่น ๆ เหมือนวงร็อค เพราะมีการทุบ เผากีตาร์ เผากลอง ฟาดกีตาร์

    ตั้งวงได้สามปี สรวงก็หันมาแต่งเพลงอย่างเดียว มีฝีมือแต่งเพลงได้หลายแนว เพลงลูกทุ่ง ลูกกรุง สตริง

    สรวง สันติ แต่งเพลงมากมาย ทั้งปริมาณและความหลากหลาย แต่งให้นักร้องคนอื่นมากมาย เช่น เพลง ข้อยเว้าแม่นบ่ แต่งให้ นันทิดา แก้วบัวสาย

    “เมื่อยามกิน มันก็บ่ได้นอน เมื่อยามนอน มันก็บ่ได้กิน
    เมื่อยามมา มันก็บ่ได้ไป เป็นยังไง ถึงได้เป็นอย่างนี้
    เมื่อยามรัก มันก็บ่ได้ชัง ยามผิดหวัง น้ำตาไหลปรี่
    ยามยากจน มันก็ยังบ่มี ถ้าหากดวงดี มันคงมีแม่นบ่
    เว้าแม่นบ่ ข้อยเว้าแม่นบ่”

    เพลงนี้ทำนองสนุก ติดหู

    อีกเพลงที่แต่งให้ นันทิดา แก้วบัวสาย คือ เอาใจฉันตั้งแต่วันนี้

    เพลงฮิตเพลงหนึ่งของ สรวง สันติ คือ โอ๊ย มันบ่แน่

    “เกิดเป็นคน ต้องดิ้นรนบ่หยุด โลกมนุษย์ล่ะมันบ่แน่บ่นอน สิ่งที่แท้ก็คือกองฟอน ถ้าหากได้นอน แล้วบ่หน่ายบ่แหนง

    บ้างมีเงิน เที่ยวเสียเพลินสนุก ถึงคราวติดคุก แล้วต้องกิน ข้าวแดง บ้างมีรถรา ราคาแพงแพง ชอบขับแรงแรงเลยไปชนกันตาย โอ๊ย มันบ่แน่ดอกนาย”

    นอกจากเพลงอิงน้ำมันขาดแคลนด้วยอารมณ์ขันแล้ว อีกตัวอย่างหนึ่งคือการที่รัฐบาลกำหนดเวลาเข้าเมืองของรถบรรทุกสิบล้อ

    เป็นที่มาของเพลง รักสิบล้อต้องรอสิบโมง

    “รักสิบล้อต้องรอสิบโมง แม่คิ้วโก่งขวัญใจสิบล้อ รักจริงต้องอดใจรอ รักสิบล้อต้องรอสิบโมง”

    รักสิบล้อต้องรอสิบโมง ดังระเบิด แม้แต่นายกรัฐมนตรี  ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ยังนำไปใช้ในสภา เตือนให้ ส.ส. ที่กำลังอภิปรายให้ “ใจเย็น ๆ รักสิบล้อต้องรอสิบโมง” เรียกเสียงฮาไปทั่วสภา

    ตามมาด้วย สวยในซอย อีกเพลงฮิตในยุคนั้น

    “สวยในซอย สวยในซอย สวยที่สุด สวยที่สุด สวยที่สุด สวยในซอย สวยในซอย สวยในซอย สวยที่สุด สวยที่สุด สวยที่สุด สวยในซอย”

    ทั้งเพลง รักสิบล้อต้องรอสิบโมง และ สวยในซอย แต่งให้วงรอยัลสไปรท์ส ซึ่งเป็นปรากฏการณ์แปลก เพราะรอยัลสไปรท์สเป็นวงดนตรีสตริงคอมโบ แบบเดียวกับวงดิอิมพอสซิเบิ้ล

    หัวหน้าวงรอยัลสไปรท์สคือ อำนาจ ศรีมา มือกีตาร์ นักร้องนำคือ สุนทร สุจริตฉันท์ อดิศักดิ์ ประคุณหังสิต ต่อมาแทนที่ด้วย สุนทร สุจริตฉันท์

    เป็นวงที่ร้องเพลงหลายแนว

    เส้นทางวงดนตรีรอยัลสไปรท์สก็คล้าย ๆ วงดิอิมพอสซิเบิ้ลเริ่มเล่นตามไนต์คลับ และเข้าประกวดสตริงคอมโบชิงถ้วยพระราชทาน แต่ได้ตำแหน่งรองแชมป์ พ่ายแพ้ให้กับวงดิอิมพอสซิเบิ้ล

    มีผลงานอัลบั้มครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2522 มีเพลงดังคือ เจ็งกิสข่าน แปลงเพลงของวง Dschinghis Khan จากเยอรมนี เป็นภาษาไทย

    เพลง จีบจู๋จี๋ ใช้ทำนองเพลง Itsy Bitsy Teenie Weenie Yellow Polka Dot Bikini ของ Brian Hyland

    เพลง น่าอาย ใช้ทำนองเพลง Two Faces Have I ของ Lou Christie ฯลฯ

    .........................

    ห้าทุ่มวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2525 สรวง สันติ เดินทางไปจังหวัดปราจีนบุรี กับหมอเอื้อ อารีย์ นักวิ่งเชียร์แผ่นเสียงผู้มีชื่อเสียงในวงการ ศักดิ์รินทร์ วัชระศักดิ์ และผู้หญิงอีกคนหนึ่ง เพื่อไปแจกแผ่นเสียงของนักร้องใหม่ ชิตณรงค์ ไผ่ทอง ระหว่างทางรถประสานงากับรถสิบล้อ ทำให้ เอื้อ อารีย์ ศักดิ์รินทร์ วัชรศักดิ์ และผู้หญิงที่นั่งไปด้วยเสียชีวิตคาที่ สรวง สันติ ไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล อายุแค่ 37 ปิดฉากนักแต่งเพลงมือดีคนหนึ่งของเมืองไทย

    เป็นเรื่องแปลกแต่จริง สุรพล สมบัติเจริญ ก็ตายตอนอายุ 37 ปีเช่นกัน

    หลังจาก สุรพล สมบัติเจริญ ตายในปี 2511 มิตร ชัยบัญชา ตายปี 2513 ครูไพบูลย์ บุตรขัน ก็แต่งเพลง ยมบาลเจ้าขา คล้ายจะตั้งคำถามว่า ทำไมคนดี ๆ จึงตายเร็ว

    บางทีคำตอบก็อาจเป็นชื่อเพลงของ สรวง สันติ

    โอ๊ย มันบ่แน่ดอกนาย

    วินทร์ เลียววาริณ
    29-3-26

    1
    • 0 แชร์
    • 21