• วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    พหลโยธินรามาเป็นโรงหนังชั้นสองที่ผมไปเยือนบ่อยๆ ครั้งยังเป็นวัยรุ่นและเงินค่าดูหนังมีจำกัด

    พหลโยธินรามาตั้งอยู่ที่สะพานควาย ตรงข้ามมงคลรามา ถ้าเดินไปอีกทิศหนึ่งจะพบเฉลิมสิน ซึ่งฉายเฉพาะหนังไทย

    ถ้าเดินจากเฉลิมสินต่อไปอีกช่วงหนึ่ง จะพบประดิพัทธ์เธียเตอร์

    เยื้องๆ กับเฉลิมสิน ข้ามถนนมาอีกฝั่งจะพบโรงหนังนิวยอร์ค

    จำไม่ได้ว่าลงท้ายด้วยรามาหรือเธียเตอร์

    นี่เขียนจากความทรงจำอย่างเดียว

    พหลโยธินรามาฉายหนังจีนกำลังภายในเป็นหลัก

    หนังจีนกำลังภายในมักเป็นเรื่องจอมยุทธ์ที่วัยเด็กเป็นกำพร้า

    ตอนหลังเข้าใจว่าพหลโยธินรามาไปฉายหนังกำพร้าอีกแบบหนึ่ง จนตำรวจมาตรวจสอบ

    ก็ฉาย 5 เรื่องควบ คนเขาก็คิดว่าเป็นหนังสั้นล่ะมั้ง

    ทางเข้าโรงหนังเก่าโทรม ติดป้ายโปสเตอร์หนังสองสามใบ

    นานปีมาแล้ว ผมถ่ายรูปพวกนี้ก่อนโรงหนังพหลโยธินรามาจะหายไปจากจักรวาล

    เป็นที่ระลึกถึงความหลังครั้งยังเป็นคอหนังละอ่อน

    วินทร์ เลียววาริณ
    4-11-26

    1
    • 0 แชร์
    • 6
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    เมื่อวานนี้เล่าเรื่องอันตรายของน้ำผลไม้เมื่อบริโภคมากเกินไป

    ตัวอย่างเรื่องนี้คือ สตีฟ จ๊อบส์

    อาหารเช้าของ สตีฟ จ๊อบส์ คือผัก ผลไม้ และน้ำผลไม้ อาหารเที่ยงคือน้ำผลไม้ ผลไม้ กับผัก อาหารเย็นคือผลไม้ ผัก และน้ำผลไม้ อาหารว่างคือน้ำผลไม้

    เขากินอย่างนี้เป็นปี ๆ

    บางวันเพื่อแก้ความเบื่อ เขาก็เปลี่ยนจากผลไม้ ก.​เป็นผลไม้ ข. หรือจากผัก ค. เป็นผัก ง.

    สตีฟ จ๊อบส์ เป็นชาวมังสวิรัติแบบสุดโต่ง (มังสวิรัติ = มังสะ แปลว่าเนื้อสัตว์ + วิรัติ แปลว่างดเว้น เลิก)

    เขาไม่กินเนื้อสัตว์ กินแต่ผักผลไม้ และยังชอบอดอาหารเป็นระยะ

    สตีฟ จ๊อบส์ เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับอ่อน ในวัยเพียง 56 ปีหลายคนเชื่อว่าเป็นเพราะอาหารที่เขากิน

    จริงหรือไม่ที่การกินอาหารแบบฉบับของเขาทำให้เขาป่วยเป็นมะเร็งตับอ่อน และเสียชีวิตเร็วกว่าที่ควร?

    ในปี 2003 จ๊อบส์ได้รับแจ้งจากหมอว่าเขาป่วยเป็นมะเร็งตับอ่อน ปีต่อมาเขาก็ประกาศข่าวนี้ให้ลูกจ้างทั้งหมดรู้

    หมอแนะนำให้เขาเปลี่ยนอาหาร แต่ สตีฟ จ๊อบส์ ก็คือ สตีฟ จ๊อบส์ มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงกว่ามนุษย์ธรรมดา

    หลังจากรู้ว่าเป็นมะเร็ง เขายังเชื่อว่าการกินผักผลไม้ช่วยรักษามะเร็งได้

    เขาไม่รักษาโรคตามแผนปัจจุบัน เขารักษาแพทย์ทางเลือก ช่วงเก้าเดือนต่อมา เขารักษาโดยวิถีธรรมชาติ ฝังเข็ม กินสมุนไพร และอดอาหาร

    ท้ายที่สุดร่างกายของเขาก็ไปไม่ไหว สตีฟ จ๊อบส์ ยอมรับการผ่าตัดในปี 2004 แต่ไม่ได้ฉายแสง ระหว่างนั้น ทิม คุก ดูแลบริษัท

    เขาบอก วอลเทอร์ ไอแซคสัน คนเขียนชีวประวัติของเขาว่า เขาเสียใจที่ตัดสินใจไม่รักษาตามแพทย์แผนปัจจุบัน

    สองปีต่อมา มะเร็งก็กลับมาอีก เขาอ่อนแอลง แต่ก็ยังทำงาน ออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง

    ในกลางปี 2008 Bloomberg ตีพิมพ์ข่าวรายงานความตายของเขา มันกลายเป็นข่าวไปทั่วโลก คนเริ่มเห็นว่าสุขภาพของเขาแย่ลงจริง ๆ แต่จ๊อบส์ก็ตอบข่าวลือนี้แบบขำ ๆ ในงานเปิดตัวสินค้าเมื่อเดือนต่อมาว่า “Reports of my death are greatly exaggerated.” (รายงานข่าวความตายของผมเว่อร์ไปมาก ๆ เลยนะ) เรียกเสียงฮาไปทั่วห้องประชุม

    เขามีคนรักมาก ไม่มีใครอยากให้เขาตาย

    แต่หลังจากนั้นดูเหมือนเขาโรยแรงลง เวลาเปิดตัวสินค้าใหม่ เขาก็มักไม่พูดคนเดียว กระจายบทให้คนอื่น ๆ พูดด้วย

    ในฤดูใบไม้ผลิปี 2008 สถานการณ์ของเขาแย่ลง กินได้ยากเย็น น้ำหนักหายไป 40 ปอนด์ ปีนั้นเขารับการผ่าตัดบางส่วนของตับอ่อน หมอสั่งให้เขากินโปรตีนบ้าง

    ขึ้นปี 2009 เขาก็ลางานหกเดือนเพื่อไปพักฟื้นสุขภาพ ระหว่างนั้น ทิม คุก ดูแลบริษัทแทน

    เนื่องจาก ทิม คุก กับจ๊อบส์มีกลุ่มเลือดหายากเหมือนกัน ทิม คุก เสนอสละตับส่วนหนึ่งให้จ๊อบส์ แต่จ๊อบส์ปฏิเสธบอกว่า “ผมไม่มีวันทำอย่างนั้นหรอก”

    ต่อมาจ๊อบส์ก็เข้าผ่าตัดเปลี่ยนตับ

    ในปี 2011 เขาก็ลาออกจากบริษัทที่เขาสร้างขึ้นมา เพราะรู้ตัวว่าไม่สามารถทำงานหนักและดูแลสุขภาพไปพร้อมกัน

    จดหมายลาออกของเขาเขียนถึงกรรมการว่า “ผมเคยพูดเสมอว่า ถ้าวันหนึ่งผมไม่สามารถบรรลุหน้าที่ของผมและความคาดหมายในตำแหน่งซีอีโอแอปเปิล ผมจะแจ้งให้พวกคุณทราบ โชคไม่ดี วันนั้นได้มาถึงแล้ว”

    ปี 2011 มะเร็งลามไปถึงกระดูก เขาเสียชีวิตในปีนั้น

    ไม่มีใครรู้แน่ว่าโรคมะเร็งตับอ่อนของเขาเกิดจากอะไร อาหาร? พันธุกรรม? ไลฟ์สไตล์? สิ่งแวดล้อม? หรือว่าการอยู่ใกล้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ที่เขาประดิษฐ์นานวันนานปี?

    คนในวงการแพทย์หลายคนเชื่อว่าการรักษาโดยการแพทย์ทางเลือกเป็นการตัดสินใจผิดพลาดของเขา บอกว่ามันก็คือการฆ่าตัวตายทางอ้อม เพราะมะเร็งของเขายังพอมีทางรักษาได้ แต่บางคนก็ว่าตอบยากว่าเกี่ยวกับอาหารการกินหรือไม่

    จากหนังสือประวัติของเขาเขียนโดย วอลเทอร์ ไอแซคสัน ให้ข้อมูลว่า ตั้งแต่วัยรุ่น เขาชอบอาหารออร์กานิค พืชผักผลไม้

    เมื่อเขาเข้ามหาวิทยาลัย เขาเคยสูบกัญชา และเสพยาแอลเอสดี ทว่าตั้งแต่ปี 1979 เขาก็เลิกยาเสพติดทั้งหลาย

    เขาเริ่มกินผัก หลังจากรู้จักเซน เพราะศูนย์เซนที่เขาไปเยือนให้อาหารมังสวิรัติฟรี

    การกินของเขาได้รับอิทธิพลจากหนังสือหลายเล่ม เช่น Diet for a Small Planet โดย Frances Moore Lappe

    มันเป็นหนังสือดังในปี 1971 พูดถึงผลกระทบของการผลิตเนื้อสัตว์ต่อสิ่งแวดล้อมและการขาดแคลนอาหารในโลก ผู้เขียนเห็นว่ามนุษย์เราควรกินอาหารพืชผักมากกว่ากินเนื้อสัตว์

    หนังสือเล่มนี้ยังให้ตำราอาหารที่ปราศจากเนื้อสัตว์จำนวนมาก

    อิทธิพลของหนังสือทำให้เขาเลิกกินเนื้อสัตว์ และอดอาหาร เขาไม่กินอาหารขยะอีกเลย

    นอกจากนี้เขายังทึ่งไอเดียในหนังสือ The Mucusless Diet Healing System โดย Arnold Ehret ผู้เขียนเสนอว่าร่างกายมนุษย์เป็นเครื่องจักรธาตุลม เดินเครื่องดีที่สุดด้วยผลไม้และผักไร้แป้ง ผู้เขียนบอกว่าโปรตีนและไขมันนั้นไม่เป็นธรรมชาติ

    อิทธิพลจากการอ่านหนังสือเล่มนี้ทำให้จ๊อบส์เป็น fruitarian ไม่กินเนื้อ ไม่ดื่มนม ไม่กินธัญพืช

    ดูเหมือนเขาฝังหัวความคิดนี้ หลังจากนั้นก็กินแต่ผักผลไม้ และแทบไม่แตะโปรตีนกับไขมันเลยทั้งชีวิต เขากินผลไม้ซึ่งมีฟรุคโตสสูง เขากินแบบนี้มาตั้งแต่วัยรุ่น เขามีความเชื่อว่าการกินพืชผักป้องกันมะเร็งและโรคร้ายอีกหลายโรค

    บางครั้งกินผลไม้ชนิดเดียวทั้งอาทิตย์ เช่น แอปเปิล ผักที่เขากินต้องเป็นแบบไร้แป้งเท่านั้น เขาเชื่อว่าการกินแบบนี้ทำให้ร่างกายสะอาด

    เล่ากันว่าเขาตั้งชื่อคอมพิวเตอร์ที่เขาผลิตว่า Apple เพราะเพิ่งกลับมาจากไร่แอปเปิล

    ตอนเป็นวัยรุ่นเขายังชอบอดอาหาร วันสองวันบ้าง ทั้งอาทิตย์บ้าง แล้วกินผักใบเขียว เขาบอกว่าทำอย่างนี้แล้วรู้สึกดีมาก ร่างกายสดชื่น เขาพบว่าการอดอาหารสามารถทำให้เกิดภาวะสบาย ปีติยินดี เหนือโลก

    เขาเชื่อว่า ถ้ากินอาหารธรรมชาติ ก็ไม่ต้องหาหมอ ไม่ต้องอาบน้ำบ่อย ๆ เขาอาบน้ำอาทิตย์ละหน มีกลิ่นตัวจนคนรอบตัวบ่น

    คนรอบตัวบอกว่าเล็บของเขามีสีเหลืองจาง ๆ นอกจากนี้จ๊อบส์ยังดื่มน้ำแคร์รอตมากจนผิวกายของเขาอาบสีส้ม

    แม้มีคำเตือนจากหมอและผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารว่า การกินแบบนี้อาจไม่ดีต่อร่างกาย มีความเสี่ยงต่อการขาดสารอาหาร แต่เขาก็ยังคงเดินไปตามวิถีที่เขาเชื่อ

    เขาเชื่อว่าเขาฉลาดพอ

    (ยังมีต่อ)

    วินทร์ เลียววาริณ
    4-11-26

    (บางท่อนจาก หิน 15 ก้อนของ สตีฟ จ๊อบส์)

    1
    • 0 แชร์
    • 19
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    หายไปหลายอาทิตย์ มัวแต่ยุ่งกับเรื่องอื่นๆ วันนี้มาโม้เรื่องโรงหนังต่อ

    จะเล่าประสบการณ์ดูหนังของผมในยุค 50 ปีก่อน สมัยที่โรงหนังยังเป็นแบบ stand alone

    สุภาษิตจีนบอกว่า หากเหลือเงินสองเหรียญ เหรียญหนึ่งให้ซื้ออาหาร อีกหนึ่งเหรียญจงซื้อดอกไม้ ด้วยนัยว่าชีวิตนอกจากต้องอิ่มกายแล้ว ยังควรอิ่มใจด้วย

    สุภาษิตของผมในสมัยวัยรุ่นคือ หากเหลือเงินสองเหรียญ เหรียญหนึ่งให้ซื้ออาหาร อีกเหรียญหนึ่งให้ดูหนังความอิ่มใจของผมคือการเสพภาพยนตร์!

    เมื่อผมเดินทางมาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ในวัย 17 วิถีชีวิตอย่างหนึ่งของผมที่เปลี่ยนไปก็คือการดูหนัง สมัยเมื่ออยู่ที่ต่างจังหวัด โรงหนังมีจำกัด จำนวนภาพยนตร์ก็น้อย ครั้นพบว่ากรุงเทพฯอุดมด้วยโรงหนัง ผมก็กลายเป็น 'วัยรุ่นใจแตก' เสพติดการดูหนัง เช่นที่ห้ามใจมิให้อ่านนิยายในห้องเรียนไม่ได้

    การดูหนังในสมัยห้าสิบปีมาแล้วไม่ใช่เรื่องที่ทำได้สะดวกเช่นการดูดีวีดีเถื่อนในสมัยนี้ สำหรับผมหมายถึงการเดินทางออกจากบ้านด้วยรถเมล์ไปโรงภาพยนตร์ หากเป็นโรงหนังที่ไกลออกไป เช่น ฝั่งธนฯ หรือบางซื่อ ก็ต้องนั่งรถเมล์หลายทอด

    ผมไม่เคยนึกฝันว่ากรุงเทพฯมีโรงหนังมากเช่นนี้ ส่วนใหญ่เป็นโรงหนังแบบ 'ยืนเดี่ยว' (stand alone) ชื่อโรงหนังยุคนั้นมักลงท้ายด้วยคำว่า รามา,เธียเตอร์ เป็นหลัก หลายโรงหนังนิยมใช้ชื่อเมืองใหญ่ต่าง ๆ ในโลก เช่น เอเธนส์(พญาไท), นิวยอร์ค (สะพานควาย), ปารีส (สะพานขาว), ชิคาโก (เฉลิมพันธ์), ลอนดอน (สุขุมวิท), ลาสเวกัส (จรัญสนิทวงศ์) เป็นต้น

    ค่าดูหนังในโรงชั้นหนึ่งในกรุงเทพฯเมื่อห้าสิบปีก่อน เรื่องละ 10, 15, 20, 25, 30 บางโรงสูงสุดที่ราคา 40 บาท ขณะที่ราคาข้าวแกงจานละ 5-10 บาท (สมัยนั้นน้ำเปล่าฟรี) ที่นั่งชั้นสิบบาทมักมีเพียง 1-2 แถว ตามมาด้วย 15 บาทอีกสัก 2-3 แถว ดังนั้นเมื่อมีเงินน้อยแต่ชอบดูหนัง ทุกครั้งจะไปซื้อตั๋วแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้ได้ที่นั่งดี

    อย่างไรก็ตาม ผมค้นพบด้วยความรื่นรมย์ว่า กรุงเทพฯมีสิ่งมหัศจรรย์อันดับที่เจ็ดของโลก นั่นคือ 'โรงหนังชั้นสอง' เป็นขวัญใจคนเบี้ยน้อย ส่วนใหญ่ฉายหนังสองเรื่องควบในราคาประหยัด บางโรงก็ฉายถึง 3-5 เรื่องควบ คุ้มกว่าคุ้ม

    ราคาตั๋วโรงหนังชั้นสองมีหลายราคา เช่น 10, 12.50, 15, 20 บาท มักแบ่งชั้นตามโครงสร้างของโรงหนัง เช่น ชั้นล่าง 10 บาท ชั้นบน 20 บาท เป็นต้น เมื่อเทียบกันแล้ว ก็ยังประหยัดกว่าการดูหนังในโรงชั้นหนึ่งมาก

    โรงหนังชั้นสองขายตั๋วทั้งวันไม่มีเวลาเฉพาะ เนื่องจากคนเข้าออกตลอดเวลา บ่อยครั้งผมเดินเข้าโรงหนังดูหนังกลางเรื่อง แล้วค่อยดูต้นเรื่องเมื่อมันเวียนมาถึงอีกรอบ

    โรงหนังชั้นสองสมัยนั้นเป็นโรงที่สะอาด ที่นั่งหุ้มเบาะอย่างดี หลายโรงยังไม่เปลี่ยนไปฉายหนังโป๊เหมือนปัจจุบัน โดยทั่วไปเริ่มฉายหนังเรื่องแรกเวลาสิบโมงเช้า เรื่องที่สองราวเที่ยง หลังจากนั้นก็มีโฆษณาบ้างตามสมควร ก่อนเริ่มฉายเรื่องแรกอีกที ไล่ไปเรื่อย ๆ ยันเที่ยงคืน

    บ่อยครั้งที่หนังฉายไปได้ครึ่งเรื่อง ภาพบนจอก็ดับวูบ พร้อมตัวอักษร "ขออภัย หนังมาไม่ทัน" คนดูก็ต้องทำใจ เพราะหนังในโรงชั้นสองมักเป็นหนังวิ่ง ฉายหลายโรง มีเด็กขี่มอเตอร์ไซค์วิ่งรอก นำม้วนหนังจากโรงหนึ่งไปอีกโรงหนึ่ง ในโปรแกรมที่สนุกมากและถูกขัดจังหวะ คนดูก็ส่งเสียงตะโกนลั่นโรงว่า "ฉายซักทีสิโว้ย!" ด้วยความหงุดหงิด

    ก็น่าจะหงุดหงิดจริง กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม มาขัดจังหวะเสียได้!

    ตั๋วโรงหนังชั้นสองไม่มีเลขที่นั่ง จะนั่งที่ใดก็ได้ จะเข้าออกเวลาใดก็ได้ จะดูกี่เที่ยวก็ได้ นี่จึงเป็นช่องโหว่ที่ทำให้โรงหนังชั้นสองใช้ตั๋วเดิมที่เก็บจากคนดูไปขายซ้ำ เรียกว่า ตั๋วเวียน เหตุผลง่าย ๆ ก็เพื่อเลี่ยงภาษี คนดูก็ไม่ว่าอะไร ในเมื่อไม่ได้ใช้ประโยชน์จากตั๋วนั้นอยู่แล้ว แต่ทางราชการไม่ชอบใจ

    ไม่นานเกินรอรัฐบาลก็แก้ลำโดยการออกตั๋วหนังแบบ 'หวยภาพยนตร์' นั่นคือ หางตั๋วหนังทุกใบสามารถนำไปตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาลได้ หากเลขท้ายตรงกับรางวัลของหวยรัฐ ก็เอาไปขึ้นเงินได้ 500 บาท เมื่อเป็นเช่นนี้คนดูก็ไม่ยอมให้โรงหนังเก็บตั๋วของตนไปขายเวียนอีก

    วินทร์ เลียววาริณ
    3-11-26

    (ป.ล. รูปทั้งหมดนี้ผมตระเวนถ่ายไว้ก่อนโรงหนังโดนทุบทิ้ง)

    1
    • 0 แชร์
    • 27
    Regnarts
    เด็กบ้านนอกเข้ากรุงปี '29 ก็ได้ดูโรงหนังชั้นสองที่ฉาย 2 เรื่องควบเหมือนกัน แถวหอพักที่มีก็ นครนนท์ นนทบุรีรามา(แต่ก๊วนผมเรียกนนทบุรีลามกเพราะหนังที่ฉายส่วนใหญ่นั้น😅) และศรีพรสวรรค์ เสียดายที่ปัจจุบันเจ๊งไปหมดทุกโรงแล้ว😰
    ดูความเห็น 1 รายการ ...
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    คนสูงอายุเมื่อจับกลุ่มคุยกัน ก็หนีไม่พ้นเรื่องสุขภาพ

    วันก่อนผมคุยกับเพื่อนๆ เรื่องการดื่มน้ำผลไม้ เพื่อนคนหนึ่งเปรยว่าดื่มน้ำผลไม้สำเร็จรูปเป็นอาหารเช้า เชื่อว่าดีต่อสุขภาพ เพราะบนกล่องพิมพ์ว่า "ไม่ใส่น้ำตาล"

    ผมเคยได้ยินคนตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมน้ำผลไม้สำเร็จรูปทุกกล่องจึงมีรสชาติเหมือนกัน อดคิดไม่ได้ว่า หากคั้นสดจากผลไม้ซึ่งในแต่ละฤดูกาล รสจะไม่เหมือนกันเป๊ะ ทำไมรสทุกกล่องยังเหมือนกันได้ เป็นไปได้ไหมว่ามีการใช้กระบวนการผลิตบางอย่างที่ไม่ใช่ธรรมชาติ ทำให้รสทุกกล่องเหมือนกัน?

    ผมไม่รู้

    แต่เมื่อเพื่อนตรวจดูข้างกล่อง พบว่ายี่ห้อที่พิมพ์ว่า "ไม่ใส่น้ำตาล" เติมสารให้ความหวานแทนน้ำตาล

    มันไม่ใช่หวานธรรมชาติ แต่ติดป้ายโฆษณาว่าธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์

    ปัจจุบันน้ำผลไม้สำเร็จรูปแทบทุกยี่ห้อเขียนบนกล่องว่าไม่ใส่น้ำตาล หมายความว่า "ไม่ใส่น้ำตาลเพิ่ม" แต่ในกล่องยังอุดมด้วยน้ำตาล เพราะบางยี่ห้อใส่สารให้ความหวานแทนน้ำตาลเข้าไปอีก

    จากรีเสิร์ชที่อ่านมาจำนวนมากในรอบหลายปีนี้ ล้วนบอกว่าสารให้ความหวานแทนน้ำตาลอันตรายกว่าน้ำตาลอีก

    เรามีภาพฝังหัวว่า พืชผักผลไม้เป็นสิ่งดี บริโภคเท่าไรก็ได้

    ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจใหม่ โดยเฉพาะเรื่องผลไม้

    ผลไม้ในระดับเหมาะสมมีประโยชน์ต่อร่างกายจริง โดยเฉพาะเมื่อบริโภคผลสด กินกากใยด้วย

    แต่ถ้าคั้นน้ำมาดื่ม ก็บริโภคพอประมาณ เพราะน้ำผลไม้นั้นมีระดับน้ำตาลสูงกว่า

    น้ำตาลที่ว่านี้ไม่ใช่กลูโคสซูโครสอย่างในน้ำตาลทรายขาว บริโภคไปเท่าไร ตรวจเลือดค่าน้ำตาล (glycemic index) ก็พบว่าไม่เป็นไร แล้วได้ใจ ดื่มต่อไม่จำกัดปริมาณ

    เหตุที่ตรวจ glycemic index ปกติ เพราะน้ำตาลในผลไม้คือฟรุคโตส ไม่ใช่กลูโคสหรือซูโครสที่ตรวจกันในโรงพยาบาล

    ฟรุคโตสคืออะไร?

    ฟรุคโตสคือน้ำตาลชนิดหนึ่ง พบในผลไม้ น้ำผึ้ง ผักบางชนิด ต่างจากน้ำตาลทรายที่เราบริโภค (ซูโครส) ฟรุคโตสไม่ได้ย่อยโดยลำไส้ แต่ย่อยโดยตับ ตับจะเปลี่ยนฟรุคโตสเป็นกลูโคสเพื่อไปใช้งาน ส่วนที่ไม่ได้ใช้ก็เก็บไว้ในตับ หากมีมากเกินไป ก็กลายเป็นไขมันพอกตับ

    ดังนั้นการบริโภคผลไม้ในปริมาณมากจะทำให้ระดับฟรุคโตสสูง อาจทำให้ตับและตับอ่อนทำงานหนัก

    ตัวอย่างคนที่กินแบบนี้จนป่วยเป็นมะเร็งตับอ่อนคือ สตีฟ จ๊อบส์ เขากินอาหารทุกมื้อเป็นผักผลไม้

    ตอนที่นักแสดง แอชตัน คุทเชอร์ รับบท สตีฟ จ๊อบส์ ในเรื่อง Jobs เขาลองใช้ชีวิตแบบจ๊อบส์จริง ๆ เขาลองดื่มน้ำแคร์รอตทั้งวัน ปรากฏว่าเขาถูกหามส่งเข้าโรงพยาบาล เพราะเกิดอาการปวดหลังอย่างแรง หมอวินิจฉัยแล้วบอกว่าเป็นโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน (pancreatitis)

    งานวิจัยใน American Journal of Clinical Nutrition เดือนพฤศจิกายน 2007 ชี้ว่า มีหลักฐานว่าการบริโภคผลไม้และน้ำผลไม้มากเกินไปทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับอ่อน

    ใน Cancer Research ฉบับสิงหาคม 2010 Dr. Anthony Healy แห่ง UCLA’s Jonsson Cancer Center ชี้ว่าการกินฟรุคโตสมาก ๆ เป็นการให้อาหารต่อเซลล์มะเร็ง

    สรุปคือผลไม้มีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะอุดมด้วยแร่ธาตุสารอาหาร เส้นใยอาหาร วิตามิน และช่วยลดความเสี่ยงต่อมะเร็ง แต่หากบริโภคมากเกินไป อาจได้ผลตรงกันข้าม  ก็กินดื่มผลไม้ด้วยหลักทางสายกลางนะครับ หากสามารถเลี่ยงอาหารที่ผ่านโรงงาน ใส่สารเคมีชื่อประหลาดๆ เข้าไป ก็เลี่ยงเสีย

    หากใครอ่านมาไม่ถึงบรรทัดนี้ ก็ช่วยไม่ได้ เพราะติดนิสัยกินของอร่อยมากเกินพอดี กับนิสัยอ่านไม่กี่บรรทัด ก็อันตรายพอกัน

    วินทร์ เลียววาริณ
    3-11-26

    1
    • 0 แชร์
    • 29
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    จบงานหนังสือหนึ่งรอบ ก็ต้องพักฟื้น

    วิธีพักฟื้นของผมไม่ใช่นอน แต่คือดูหนัง กินไอติม

    ใครคนหนึ่งเคยบอกผมนานปีมาแล้วว่า ชีวิตมนุษย์ในแต่ละวันควรแบ่งเป็นสามส่วนเท่ากัน ส่วนละ 8 ชั่วโมง

    ทำงาน นอนหลับ และพักผ่อน (recreation)

    ในความหมายนี้ นอนหลับกับพักผ่อนไม่เหมือนกัน

    นอนหลับคือการพักผ่อนตอนที่ร่างกายหลับ

    recreation คือการพักผ่อนตอนที่ร่างกายตื่น

    ผมไม่รู้ว่าวิธีคิดแบบนี้ถูกต้องไหม แต่จากประสบการณ์ หากคืนไหนนอนโดยไม่พักผ่อนทางใจก่อน มักนอนไม่ดี

    พักผ่อนทางใจอาจเป็นเรื่องง่ายๆ เช่น ฟังดนตรีเบาๆ ก่อนนอน ก็ช่วยได้มาก

    ทำสมาธิก็น่าจะจัดเป็นการพักผ่อนตอนที่สมองยังตื่น

    เอาละ นาทีนี้ดวงตะวันยังเจิดจ้า ก็ถึงเวลาพักผ่อนแบบตื่น

    เริ่มที่ไอติม

    ต่อด้วยไอติม

    และตามด้วยไอติม

    วินทร์ เลียววาริณ
    2-11-26

    1
    • 0 แชร์
    • 35