• วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    เฮ้อ! ซักผ้านานเลย หรือว่าซื้อเสื้อผ้าใหม่ดี?

    0
    • 0 แชร์
    • 5
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    ไก่ชนสองตัวเผ่นโผนโจนทะยานกลางสนาม ไล่จิกตีกันชุลมุน คนดูล้อมวงส่งเสียง เดือยต่อเดือย จะงอยต่อจะงอย คนชมต่อคนชม

    มันเป็นเวทีตีไก่ในราชสำนักพม่า ข้าราชการจำนวนหนึ่งล้อมวงดูไก่ชน เจ้าของไก่ชนทั้งสองเฝ้าดูเงียบ ๆ

    แทงเดือยกันพักหนึ่ง ไก่ตัวหนึ่งก็ไล่จิกอีกตัวหนึ่ง ไก่ตัวที่ไล่จิกอีกตัวมีสีเหลืองปนขาว ปากขาว ขนปีกขาว หางสีขาวยาวเหมือนฟ่อนข้าว แซมขนแดง เกล็ดขาวแกมเหลือง หน้าแหลมยาวคล้ายนกยูง ตัวยาว หางรัดชิด แข้งขาวอมเหลือง เดือยดํางอน เล็บขาว นิ้วยาวเรียว เรียกไก่เหลืองหางขาว

    ไก่เหลืองหางขาวไล่จิกแทงอีกตัวหนึ่งจนล้มกลิ้งวิ่งหนีไม่เป็นท่า แล้วส่งเสียงขันกังวานยาว

    เจ้าของไก่ที่หนีคือมังสามเกียด ขัดเคืองใจ เอ่ยว่า “ไก่เชลยตัวนี้เก่งจริงหนอ”

    เจ้าของไก่เหลืองหางขาวตอบกลับทันทีว่า “ไก่เชลยตัวนี้ตีพนันเอาบ้านเอาเมืองกันก็ยังได้”

    เจ้าของไก่เหลืองหางขาวคือพระองค์ดำหรือพระนเรศ พระโอรสในสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชและพระวิสุทธิกษัตรีย์ เป็นหนึ่งในเชลยที่ถูกนำตัวไปอยู่ในพม่า

    ...........................

    ทั้งพระองค์ดำและมังสามเกียดเติบโตขึ้นเป็นหนุ่มฉกรรจ์ มังสามเกียดได้รับแต่งตั้งเป็นพระมหาอุปราชา ส่วนพระองค์ดำเป็นทหาร ร่วมรบกับพม่า เข้าสู่สมรภูมิตั้งแต่ยังเยาว์

    ในปี พ.ศ. ๒๑๑๓ พระยาละแวกแห่งเขมรที่แต่เดิมเป็นเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยา ฉวยโอกาสที่อยุธยาบอบช้ำจากสงครามกับพม่า ยกทัพมาตี ทหารสองหมื่นคนรุกเข้าทางเมืองนครนายก ประชิดกรุงศรีอยุธยา

    สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชทรงบัญชาการรบ ทหารเขมรพยายามยกพลเข้าปล้นเมืองหลายวัน แต่ไม่บรรลุผล ในที่สุดก็ยกทัพกลับไป

    หลังสงครามครั้งนั้น กษัตริย์อยุธยาสั่งให้ขุดขยายคูเมืองด้านตะวันออก สร้างป้อมมหาชัย เตรียมรับศึกใหม่

    ในรอยต่อปี พ.ศ. ๒๑๑๗-๒๑๑๘ กองทัพกรุงศรีอยุธยาในฐานะประเทศราชยกไปช่วยหงสาวดีตีกรุงศรีสัตนาคนหุต พระยาละแวกฉวยโอกาสยกทัพเรือตีอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา เขมรตั้งทัพแถบตำบลขนอน บางตะนาวและวัดพนัญเชิง ลงเรือหลายลำออกปล้นชาวเมือง

    ทหารอยุธยายิงปืนใหญ่ใส่ที่ตั้งข้าศึก ลวงทหารเขมรออกมารบ แล้วถล่มด้วยปืนใหญ่ ทัพเขมรแตกพ่ายกลับไป

    เขมรก็ยังยกทัพมาตีอยุธยาเรื่อย ๆ เพราะเชื่อว่าสยามยังอ่อนแอ ในปี พ.ศ. ๒๑๒๓ เขมรยกทัพรุกหัวเมืองตะวันออก แล้วเดินหน้าต่อมาถึงเมืองสระบุรี

    เวลานั้นพระองค์ดำเสด็จมาเยี่ยมกรุงศรีอยุธยา ทรงยกกำลังสามพันคนไปต้านทัพเขมร แม้ทหารน้อยกว่า แต่ทรงอาศัยกลยุทธ์ศึกเหนือกว่า ตีทัพเขมรแตกพ่ายกลับไป แสดงให้แผ่นดินอื่นเห็นว่า แม้ในวัยเยาว์ พระปรีชาสามารถในเชิงยุทธ์และสงครามของพระองค์ดำเป็นเลิศ หลังจากนั้นเขมรก็ไม่กล้าบุกอยุธยาอีกเลย

    เมื่อพระชนมายุสิบเจ็ดพรรษา พระองค์ดำเสด็จกลับถึงกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. ๒๑๑๕ ได้รับพระราชทานนามว่า พระนเรศวร รับตำแหน่งพระมหาอุปราช ไปครองเมืองพิษณุโลก

    ในปี พ.ศ. ๒๑๒๔ พระเจ้าบุเรงนองสวรรคต หงสาวดีผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน ราชบุตรนันทบุเรงขึ้นครองราชย์ ทุกหัวเมืองประเทศราชส่งเครื่องราชบรรณาการไปถวายแก่พระเจ้าหงสาวดีตามราชประเพณี ยกเว้นเมืองคังที่แข็งเมือง

    หงสาวดีส่งพระมหาอุปราชาบุกเมืองคัง แต่ตีเมืองไม่สำเร็จ จึงส่งพระสังขฑัตโอรสเจ้าเมืองตองอู นำกำลังไปตีเมืองคังเป็นรอบที่สอง ก็ไม่สำเร็จอีก ครั้งนี้จึงส่งพระนเรศวรแห่งกรุงศรีอยุธยาไปปราบ

    กองทัพอยุธยาตีเมืองคังแตกในเวลาอันสั้น จนพระเจ้านันทบุเรงตกพระทัย ทรงปรึกษากับขุนทหาร

    “พระองค์ดำตีเมืองคังได้อย่างไรในเวลาสั้นเช่นนี้?”

    “พระองค์ดำเห็นว่าเมืองคังตั้งอยู่บนที่สูง ยุทธวิธีสมควรแตกต่างจากเมืองอื่น บุกตรง ๆ นั้นไม่ได้ผล พระองค์ดำจึงแบ่งทัพเป็นสองส่วน ใช้กำลังส่วนน้อยเข้าโจมตีด้านหน้า กำลังส่วนใหญ่เข้าตีด้านหลัง ผ่านทางลับเข้าสู่เมืองคัง”

    “เขารู้ทางลับได้อย่างไร?”

    “การศึกต้องพึ่งการข่าว เห็นชัดว่าเขาทำได้ดี”

    “พระองค์ดำผู้นี้ช่างเก่งกาจยิ่ง”

    ปี พ.ศ. ๒๑๒๖ อังวะขัดแย้งกับหงสาวดีและแข็งเมือง พระเจ้าอังวะยังเกลี้ยกล่อมเจ้าเมืองอื่น ๆ ให้แข็งเมืองด้วย พระเจ้านันทบุเรงทรงสั่งให้เมืองแปร เมืองตองอู เมืองเชียงใหม่ และกรุงศรีอยุธยาไปตีอังวะ สมเด็จพระนเรศวรทรงรับคำสั่งจากพระบิดาก็ยกทัพไป

    สมเด็จพระนเรศวรทรงยกทัพออกจากเมืองพิษณุโลก ไปหยุดพักนอกเมืองแครง* เมื่อวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๖ ปีวอก พ.ศ. ๒๑๒๗ พระนเรศวรเสด็จไปเยี่ยมพระมหาเถรคันฉ่องผู้รู้จักกันดีมาก่อน

    พระมหาเถรคันฉ่องกล่าวว่า “อาตมามีเรื่องต้องแจ้งให้พระองค์ทราบ”

    “เรื่องอันใด?”

    “ตามอาตมามา”

    เจ้าอาวาสนำทางพระองค์ดำไปที่ด้านหลังวัด ที่นั่นนายทหารคนหนึ่งยืนรออยู่

    “ผู้นี้คือพระยาเกียรติพระราม พระองค์คงทรงรู้จักเขาดีแล้ว”

    “ใช่”

    อันพระยามอญผู้นี้มีกำลังพลที่เมืองแครง คุ้นเคยกับสมเด็จพระนเรศวรมาแต่กาลก่อน ต่างนับถือในฝีมือกันและกัน

    พระมหาเถรคันฉ่องบอกพระยาเกียรติพระราม “ท่านจงกราบทูลพระองค์ให้ทราบตามความเป็นจริงที่เล่าให้อาตมาฟังเถิด”

    พระยามอญกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเพิ่งเดินทางมาจากหงสาวดี ได้รับหน้าที่หนึ่งซึ่งทำให้ข้าพเจ้าอัดอั้นตันใจ จึงเล่าให้พระมหาฯฟัง ท่านบอกให้แจ้งต่อพระองค์”

    “เรื่องอันใดที่ทำให้ท่านอัดอั้นตันใจหรือ?”

    “พระองค์ดำตีเมืองคังได้ในครานี้ ทำให้พวกพม่าไม่สบายใจอย่างยิ่ง เบื้องบนเกรงว่าพระองค์จะเป็นหอกข้างแคร่ของหงสาวดี ฝีมือการยุทธ์ของพระองค์ทำให้พวกเขาระแวงว่าอยุธยาจะแข็งเมือง”

    “เช่นนั้นหรือ?”

    “ใช่ พระองค์ประทับอยู่ที่หงสาวดีถึงแปดปี จึงทรงรู้ตื้นลึกหนาบางของพม่า”

    “แล้วพวกเขาคิดการใดหรือ?”

    “ตัดไฟเสียแต่ต้นลม”

    “ท่านรู้ได้อย่างไร?”

    “พระเจ้านันทบุเรงทรงเรียกพระมหาอุปราชาไปพบ หลังจากนั้นพระมหาอุปราชาสั่งข้าพเจ้าให้เตรียมกำลัง สั่งว่าหากพระองค์ยกทัพจากเมืองพิษณุโลกขึ้นไปตีอังวะ พระมหาอุปราชาจะยกกำลังเข้าตีด้านหน้า ให้ข้าพเจ้านำทัพตีกระหนาบด้านหลัง กำจัดพระองค์ให้จงได้ ด้วยเหตุฉะนี้ข้าพเจ้าจึงอัดอั้นตันใจ”

    สดับแล้วทรงนิ่งไปนาน ทรงมาถึงทางสองแพร่งที่เกี่ยวพันกับชะตากรรม

    มิใช่ชะตากรรมของพระองค์ หากคือชะตากรรมของบ้านเมือง

    ถึงเวลาที่ไก่เชลยจะออกจากกรง

    จึงมีรับสั่งให้เรียกประชุมแม่ทัพนายกอง ทั้งฝ่ายอยุธยาและเมืองแครง ทั้งทหารไทยและทหารมอญ ตรัสประกาศว่า “ด้วยพระเจ้าหงสาวดีมิได้อยู่ในครองสุจริตมิตรภาพขัตติยราชประเพณี เสียสามัคคีรสธรรม ประพฤติพาลทุจริต คิดจะทำอันตรายแก่เรา...”

    ทรงหลั่งน้ำในน้ำเต้าทองคำลงสู่แผ่นดิน

    “...ตั้งแต่นี้ไป กรุงศรีอยุธยาขาดไมตรีกับกรุงหงสาวดี มิได้เป็นมิตรร่วมสุวรรณปฐพีเดียวกันสืบไปดุจดังกาลก่อน”

    สายน้ำรินหลั่งจากน้ำเต้าไหลต่อเนื่อง แต่สายน้ำใจขาดสะบั้น

    การตัดไมตรีหมายถึงสงคราม

    น้ำหยุดไหล ถึงเวลาโลหิตหลั่งริน

    (ยังมีต่อ)

    วินทร์ เลียววาริณ
    ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙

    ........................

    อ่านฉบับเต็มจาก ประวัติศาสตร์ที่เราลืม เล่ม 2

    ชุดโปรโมชั่น ประวัติศาสตร์ที่เราลืม เล่ม 1-5 (5 เล่ม) แถมวีรบุรุษที่เราลืม 
    เหมาะสำหรับเก็บประจำบ้าน ให้ลูกหลานประกอบการเรียน
    1,000 บาท จากราคาปก 1,605.-
    แต่ละเล่มหนา 256 หน้า (รวม 1,536 หน้า) 
    118 เรื่อง = เรื่องละ 8.4 บาท (ไม่คิดค่าส่ง) คุ้มที่สุดแล้ว
    ทุกเล่มมีลายเซ็นนักเขียน  เหมาะเป็นของขวัญ
    หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว

    สั่งทาง Shopee https://shope.ee/30QSjhDgNg?share_channel_code=6 

    สั่งทางเว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/176/%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%20%E0%B9%91-%E0%B9%95%20+%20%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%A9 

    1
    • 0 แชร์
    • 19
    Regnarts
    “...ตั้งแต่นี้ไป กรุงศรีอยุธยาขาดไมตรีกับกรุงหงสาวดี มิได้เป็นมิตรร่วมสุวรรณปฐพีเดียวกันสืบไปดุจดังกาลก่อน”
    ดูความเห็น 1 รายการ ...
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    ตอนนี้กำลังเปิดให้จองหนังสือรวมเรื่องสั้นหักมุมจบ ฮานอย ฮิลตัน และปรัชญาญี่ปุ่นฉบับการ์ตูน Mini Wabi-sabi

    ผู้อ่านบางท่านอาจไม่รู้ว่าเรื่องสั้นหักมุมจบ (twist-ending) เป็นยังไง

    เรื่องที่หักมุมเป็นระยะ ไม่ถือว่าเป็นหักมุมจบ เพราะ twist-ending ต้องหักมุมตอนจบเสมอ

    ขอยกตัวอย่างมาให้อ่านอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าท่านชอบเรื่องนี้ ก็มีโอกาสชอบ ฮานอย ฮิลตัน เช่นกัน เพราะเป็นงานแนวเดียวกัน สร้างความบันเทิงจากการหักมุม

    นี่คือเรื่องสั้นหักมุมจบเรื่อง หนี

    ........................

    พวกนั้นตามล่าเขามาสี่สิบแปดชั่วโมงแล้ว! ท้องฟ้ายามเที่ยงตรงมืดครึ้มเหมือนเป็นเวลาเย็น เมฆฝนแผ่คลุมเบื้องบนดังเกิดสุริยคราส ลมแรงกรรโชก หอบพัดเอาใบไม้บนพื้นปลิวกระจัดกระจาย มันลอยไปลอยมาอย่างไม่รู้ทิศทาง ไม่ต่างไปจากความรู้สึกในใจของเขาตอนนี้เท่าใดนัก

    เขาลุยโคลนข้ามลำธารสายเล็กที่ตื้นเขินแล้วไปยังฝั่งตรงข้าม กล้ามเนื้อทั่วร่างสั่นระริก เพราะไม่ได้หยุดพักมานานหลายชั่วโมง เสบียงกรังที่ติดตัวมาก็เปียกโชกตอนที่เขาลุยข้ามลำน้ำมา เหนื่อยก็เหนื่อย หิวก็หิว แต่ก็หยุดพักไม่ได้ ทุก ๆ นาทีที่ผ่านไป พวกนั้นตามล่าเขามาติด ๆ

    เขาจะต้องไปให้พ้นจากหุบเขานึ้ให้ได้ภายในวันนี้

    หยุดก้มลงผูกเชือกรองเท้าที่หลุดออก สายตากวาดไปทั่ว จำได้ว่ามีทางด่านสายเล็กลอดหุบเขานี้ออกไป ถ้าพ้นจากเขตนี้ไปได้ก็เท่ากับว่าเขาทำสำเร็จแล้ว

    เขาปาดเหงื่อกาฬบนใบหน้าออก กูคิดผิดหรือเปล่าที่เสือกแหกคุกออกมา? กูทำไปเพราะต้องการจะออกมาจริง ๆ หรือเพียงเพื่อจะเอาชนะคนพวกนั้น?

    เรื่องบ้า ๆ พวกนี้เริ่มต้นเมื่อสองวันก่อนนี่เอง...

    ......................

    “สามปี สี่เดือน กับอีกสิบสองวัน...” ฝนพูดขึ้นลอย ๆ พวกเขากำลังนั่งล้อมวงกินอาหารเย็น เมื่ออิ่มแล้วต่างคนต่างก็งัดบุหรี่ขึ้นมาจุดปล่อยควันโขมงไปทั่ววง “...กูเบื่อชีวิตในคุกนี่เต็มทีแล้วโว้ย!”

    “ถึงขนาดนับวันนับชั่วโมงเชียวรึ ไอ้ฝน?...” ธาดา หนุ่มวัยสามสิบเศษ หนวดเครารุงรังถาม

    “...อยากออกไปข้างนอกมากรึไง?”

    “ถุย! สภาพข้างนอกนั่นมันแย่กว่าในนี้อีก...” ปุ้ย เจ้าของร่างอ้วนเตี้ยอัดบุหรี่เต็มปอดก่อนพูดขึ้น “...มึงลองใช้ตีนก่ายหน้าผากตรองดูซิว่าหลายปีมานี้ เคยมีนักโทษหน้าไหนที่แหกคุกออกไปได้รอดซักคน”

    “ข้างนอกคุกนั่นมันป่าดิบดี ๆ นี่เอง...” ธาดาเสริม

    “...ไหนจะไข้ป่า ไหนจะทาก แล้วยังงูอีก น้ำในหนองก็กินไม่ได้ อย่าว่าแต่จะไม่มีปัญญาแหกคุกนี่ออกไปเลยวะ จริงแมะ?”

    “แหกคุกนี่มันจะยากเย็นอะไรวะ...” เขาเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก ละเลียดควันบุหรี่ออกมาช้า ๆ

    “...คุกนี่มีจุดบอดอยู่อย่างน้อยก็สามจุด ถ้าอยากหนีออกไปจริง ๆ ละก็ ไม่เห็นจะเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร”

    “อย่าโม้ไปหน่อยเลยวะ ไอ้แพน...” ปุ้ยขัดจังหวะ

    “...เหี้ย! กูมาอยู่นี่แปดปีแล้ว ยังไม่เคยมีใครไปพ้นหุบเขานี่รอดเลยซักราย”

    “นักโทษพวกนั้นไม่ใช้สมองนี่หว่า...” แพนตอบ “...ถ้าทำอย่างที่กูวางแผนไว้ รับรองไปรอดแน่”  

    “ถ้าเป็นมึงจะหนีออกไปยังไง?”

    “กูไม่บอกมึงหรอก”  

    “ชะ! ขี้โม้!”

    “พับผ่า! กูทำได้จริง ๆ ถ้าอยากทำ” น้ำเสียงของแพนเต็มไปด้วยความมั่นใจ

    “พิสูจน์ให้ดูหน่อยซิ ไอ้แพน”

    “แล้วกูจะได้อะไรขึ้นมา?”

    “อิสรภาพไง!...” ปุ้ยพูดยักคิ้ว ทั้งหมดหัวเราะเฮ

    “...เห็นใคร ๆ ที่นี่อยากได้มันจนตัวสั่นเหมือนจับไข้  หรือจะเอาเป็นเงินก็ได้  พวกเราที่นั่งอยู่นี่สี่คนยอมควักกระเป๋าให้คนละร้อย ถ้ามึงออกไปพ้นหุบเขานี้ได้โดยปลอดภัย จริงมั้ยพวก?”

    “ใช่!” เสียงพรรคพวกอีกสามคนขานรับ

    อิสรภาพเป็นสิ่งที่ทุกผู้คนได้รับมาแต่กำเนิด แต่บางคนกลับไม่ระวังทำมันหล่นหายในชีวิต เมื่อนั้นมันก็กลายเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดขึ้นมาทันที

    แต่สำหรับแพน อิสรภาพไม่ใช่สิ่งที่เขาปรารถนาในตอนนี้ ศักดิ์ศรีต่างหาก ทำไมพวกนั้นต้องท้าเขาด้วย เขารู้ว่าการพนันดูจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ชาวคุกทั้งหลาย ไม่ว่านักโทษหรือผู้คุมผ่านเวลาอันเงียบเหงานี้ไปได้

    เขานึกในใจ สี่ร้อยบาท! ไม่ใช่เงินจำนวนน้อยเลยในเวลาหลังสงครามเช่นนี้ แต่เงินไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เขาอยากออกไปจากที่นี่ เขารู้ว่าการแหกคุกออกไปมีทางทำได้ แต่ไม่เคยมีความอยากที่จะทำจนกระทั่งถึงวันนี้

    นาทีนี้เขาอยากพิสูจน์ให้คนพวกนี้เห็นว่า คนอย่างเขารู้จักใช้สมองมากกว่าใช้แรง

    ...............................

    ทัณฑนิคมแห่งนี้ตั้งขึ้นที่ชายป่าสักในภาคเหนือ หลังสงครามโลกครั้งที่สองไม่นาน ล้อมรอบด้วยปราการที่มนุษย์สร้างขึ้นและปราการธรรมชาติ ป่าดงดิบ ทาก งูพิษ ไข้ป่า น้ำที่เป็นพิษ นักโทษที่อยู่ที่นี่เป็นนักโทษคดีอุกฉกรรจ์

    ทุกวันพวกเขาต้องทำหน้าที่ตัดต้นไม้ ถางป่า และลำเลียงท่อนไม้ออกมาโดยใช้ช้างลาก ตลอดเวลาทำงานมีผู้คุมอยู่อย่างใกล้ชิด โทษของการหนีคือความตายสถานเดียว เพราะถึงจะรอดจากกระสุนปืนผู้คุมไปได้ ก็อาจตายในป่าด้วยไข้จับสั่น หรือหลงทางจนอดตาย ถึงกระนั้นก็ยังมีนักโทษเดนตายหนีออกไปเรื่อย ๆ พวกนั้นคงคิดว่าถ้ายังขืนอยู่ในคุกต่อไป ไม่ช้าไม่นานก็ต้องตายลงเพราะงานหนักหรือไข้ป่า สู้ไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า

    ฟ้าเริ่มสางแล้ว อากาศเย็นยะเยือก แพนรู้สึกหนาวลึกเข้าไปถึงกระดูก เขารู้ว่าพวกนั้นจะต้องตามมาในเวลาอันสั้น เขามีเวลาไม่มาก ผู้คุมทุกคนมีปืนลูกซอง อาหาร น้ำ และเสื้อกันหนาว แต่ละคนกระเหี้ยนกระหือรือในการทำหน้าที่เป็นผู้ล่า

    ตะวันสูงขึ้นเรื่อย ๆ จากยอดไม้เขามองเห็นพวกนั้นลิบ ๆ บนเนินเขา พวกผู้คุมตามมาเร็วกว่าที่เขาคาด เขามุ่งหน้าเดินต่อไป ระยะทางอีกสิบห้ากิโลเมตรกำลังรอเขาอยู่เบื้องหน้า ผู้หนีใช้มีดฟันพุ่มไม้ที่ขวางทางแล้วเดินลุยข้ามไป บางครั้งลำตัวของเขาครูดกับกิ่งไม้จนเสื้อขาดเป็นทางยาว แต่เขาก็ยังคงเดินหน้าอย่างอดทนต่อไปไม่หยุด ภาพของเงินสี่ร้อยบาทปรากฏขึ้นในใจของเขาสลับกับใบหน้าของคนพวกนั้น

    หลังเที่ยงเขางัดเสบียงขึ้นมากินอย่างรีบ ๆ แล้วก็หนีต่อไป ทางด่านเริ่มเปลี่ยนเป็นดินสีแดงแห้งกรัง เมื่อหลายปีก่อนบริเวณนี้เคยมีชาวป่ามาทำไร่เลื่อนลอย จนกระทั่งน้ำในห้วยตื้นเขินลงจึงอพยพจากไป ซากและร่องรอยของสิ่งปลูกสร้างยังคงเหลือให้เห็นอยู่บ้าง

    แพนลุยน้ำข้ามไปยังฝั่งตรงข้าม น้ำเป็นโคลนสีแดงดื่มไม่ได้ เขาพบว่าฝูงทากหลายสิบตัวเกาะติดขาทั้งสองของเขา เมื่อพ้นลำห้วยเขาทรุดตัวนั่งลงแกะทากออกทีละตัว เมื่อนั้นจึงพบว่าเสบียงกรังของเขาเปียกโชกไปด้วยน้ำโคลน

    “ไอ้ห่า” เขาสบถ อาหารที่เขาตั้งใจว่าจะใช้เป็นเสบียงสักสองสามวันเป็นอันต้องโยนทิ้งไป

    ตะวันเริ่มคล้อยต่ำลงไปทุกที ในชั่วโมงที่สามสิบเขาเริ่มหมดแรง เดินช้าลงเรื่อย ๆ สภาพของเขาตอนนี้เริ่มทรุดโทรมเพราะทั้งเหนื่อยทั้งหิว ระยำ! เขาสบถ กูควรจะยอมแพ้แล้วหันหน้ากลับไปตอนนี้ดีหรือไม่?

    นึกถึงสีหน้าของพวกนั้นที่จะต้องหัวเราะเยาะเขาหากเขายอมแพ้ เขาได้แต่ก้าวเดินต่อไป

    เที่ยงวันที่สองเขาเลียน้ำหยดสุดท้ายจากกระติก เหนื่อย! เหนื่อยเหลือเกิน! เขาทรุดตัวลงหอบ ขอบตาทั้งสองดำคล้ำ ตลอดคืนวานเขาแทบไม่ได้นอนหลับเลยเพราะฝูงยุงจำนวนหลายร้อยตัวบุกรบกวน

    ไม่ไหวแล้ว! นั่งพิงกับต้นไม้ และโดยไม่ตั้งใจเขาผล็อยหลับไป ไม่ได้ยินเสียงฟ้าคำรามมาแต่ไกล

    เม็ดฝนที่ตกเปาะแปะลงบนใบหน้าของเขาปลุกให้เขาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ฟ้ายามบ่ายปกคลุมไปด้วยเมฆฝน สายฝนเริ่มโปรยปรายลงมา หยาดน้ำไหลย้อยจากใบหน้าเขาลงมา ไม่รู้ว่ามันเป็นหยาดเหงื่อหรือหยาดฝน อ้าปากกว้างปล่อยให้น้ำฝนไหลเข้าปาก ดื่มจนเต็มอิ่มแล้วลุกขึ้น ได้เวลาหนีต่อไปอีกแล้ว!

    สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด รู้สึกดีขึ้นมาก ยังเหลือระยะทางอีกไม่ถึงสองกิโลเมตร เขาก็จะพ้นจากขุมนรกนี้แล้ว

    ก้าวขาวิ่งเหยาะ ๆ ออกไป บริเวณนี้เป็นป่าโปร่ง เขาปีนขึ้นไปบนยอดไม้ต้นหนึ่ง มองลงมา ครู่ใหญ่ต่อมาเขาก็เห็นพวกนั้นอยู่ในระยะไม่เกินหนึ่งร้อยเมตร กลุ่มนักล่าตามมาใกล้กว่าที่เขาคิด คงจะตามมาไม่หยุดในช่วงเวลาที่เขาหลับ

    สายตาของเขากวาดไปพบลำธารสายหนึ่งเบื้องหน้า มันถูกเศษใบไม้ทับถมจนตื้นเขิน แต่ยังมีน้ำไหลอยู่บ้าง ดินโดยรอบเป็นโคลนเลน เขาก้าวขาตั้งใจเดินลุยข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง พื้นดินยุบลงไปเห็นรอยเท้าของเขาชัดเจน

    เขาชะงัก ความคิดหนึ่งผุดวาบขึ้นในสมอง มองไปรอบตัว สายตาหยุดที่ต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่งที่แผ่กิ่งก้านสาขาข้ามไปถึงฝั่งตรงข้าม เม้มริมฝีปากแล้วปีนขึ้นต้นไทรใหญ่นั้น ค่อย ๆ ไต่ไปตามกิ่งที่ทอดข้ามไปจนถึงฝั่งตรงข้าม และกระโดดลงมา

    เขาถอดเสื้อที่ขาดเหวี่ยงลงกับพื้น ปลดกระติกน้ำทิ้งไว้ใกล้ ๆ เดินถอยหลังข้ามฝั่งกลับมาทางเดิม ปีนขึ้นไปซ่อนตัวอยู่บนคบไม้ประดู่ยักษ์ที่ห่างออกไปราวสามสิบเมตร และรอคอยอย่างใจเย็น

    เขาหวังว่าพวกนั้นจะตามรอยเท้าเขาไปยังฝั่งตรงข้าม เสื้อผ้าและกระติกน้ำที่เขาทิ้งไว้บนทาง คงช่วยทำให้พวกนั้นคิดว่าตามรอยเท้าไปถูกทางแล้ว

    แต่ละวินาทีผ่านไปอย่างเชื่องช้า และแล้วเสียงฝีเท้าแหวกพงหญ้าก็ดังลอดออกมา จากที่ซ่อนเขามองเห็นชายสามคนนั้นอย่างชัดเจน ผู้คุมทุกคนถือปืนลูกซองในมือ หนึ่งในนั้นกวาดสายตาไปโดยรอบ เขาหลบวูบ ไม่กล้าโผล่หน้าออกไปดูอีก

    “เห็นรอยเท้านั่นมั้ย?” เสียงผู้คุมนายหนึ่งลอยแว่วมา

    “ใช่รอยเท้าไอ้แพนมันแน่” อีกคนหนึ่งตอบ

    “รอยยังใหม่อยู่ ตามมันไปเลย มันคงยังไปได้ไม่ไกล”

    “เดี๋ยวก่อน! อย่าเพิ่ง! ไอ้แพนนี่มันฉลาด มีลูกเล่นมากน่าดู ไม่แน่ว่ามันจะมีแผนอะไร...”

    “ปัดโธ่! ข้าได้กลิ่นมันอยู่แค่เอื้อมนี่แล้ว”

    เสียงฝีเท้าทั้งสามคู่ค่อย ๆ เงียบหายไป

    ครู่หนึ่งมีเสียงร้องแว่วมา “นั่นไงเสื้อของมัน เราตามมาถูกทางแล้ว...”

    แล้วทุกอย่างก็เงียบลง

    เขานอนซ่อนตัวอยู่อีกสิบห้านาที ก่อนปีนลงมาช้า ๆ พวกนั้นหลงกลเขาแล้ว ตอนนี้เขาจะเผ่นไปในอีกทิศทางหนึ่ง

    สลัดแข้งสลัดขาแล้วก้าวยาว ๆ ออกไป พักใหญ่ก็ผ่านดงต้นสักใหญ่  ขนาดหลายคนโอบ ฝนหยุดตกแล้ว บรรยากาศภายนอกเงียบสงบ เงียบจนผิดสังเกต!

    กริ๊ก!

    เขาหยุดนิ่ง หันหน้ากลับมา

    ผู้คุมสามคนนั้นยืนตระหง่านอยู่ในดงต้นสัก ปืนลูกซองสามกระบอกเรียงหน้ากระดานเล็งมาที่เขา พวกนั้นแกล้งตามรอยเขาไปแล้วย้อนกลับมาดักรอเขาที่นี่!

    ผู้คุมทั้งสามแสยะยิ้ม “เป็นไงวะ ไอ้แพน... แผนสูงนะเราน่ะ..”

    เขาเงียบ

    “...แต่จะแน่แค่ไหน กูก็เดาแผนมึงออก เพราะกูรู้จักมึงดี”

    เงียบ!

    “เห็นรึยังว่าไม่เคยมีใ่ครแหกคุกนี้ออกไปได้ซักคน แต่ยังไงก็นับว่ามึงเก่งเหมือนกันที่รอดมาได้นานตั้งสามวัน ตอนนี้ยอมแพ้แล้วยังวะ?”

    เขามองหน้าผู้คุมทั้งสาม ทรุดตัวลงกับพื้นแล้วตอบอย่างหมดแรง

    “เออ! ยอมแพ้แล้ว!”

    ผู้คุมลดปืนลงก่อนพูดขึ้นว่า “เอาละ เลิกสนุกกันได้แล้วพวก! ไอ้แพนมันแพ้แล้ว ไอ้ฝนเอาข้าวที่เหลือให้มันกิน ไอ้ปุ้ยเอาชุดพัสดีใหม่ให้มันใส่ด้วย จุ๊! จุ๊! ดูสภาพมันซีวะ ต่อให้ชนะพนันก็ไม่คุ้มกันเล้ย พับผ่า! เป็นผู้คุมอยู่ดี ๆ ไม่ชอบ เสือกอยากลองเป็นนักโทษซะนี่”

    ......................................

    เรื่องที่ท่านอ่านจบนี้มาจากรวมเรื่องสั้นชุด สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง เล่มที่ 1 ของชุดนี้

    ตอนนี้กำลังเปิด pre-order พร้อมโปรโมชั่น เล่มที่ 4 - ฮานอย ฮิลตัน จะเปิดจองอีกหนึ่งสัปดาห์ หลังจากนั้นจะไม่มีการลดในราคาพิเศษขนาดนี้

    ฮานอย ฮิลตัน งานเรื่องสั้นหักมุมจบชุดที่ 4 ต่อจาก สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง, ร้อยคม และ แมงโกง เป็นงานบันเทิง ให้ความพึงใจในตอนจบซึ่งเป็นคุณลักษณ์ของงานเขียนตระกูลนี้

    หนา 216 หน้า ขนาดประมาณ 14.5 x 21 ซม.
    จำนวนเรื่องสั้น 22 เรื่อง ราคาปก 315 บาท

    pre-order พร้อมโปรโมชั่น ผ่านเว็บไซต์ วินทร์ เลียววาริณ กดลิงก์ https://www.winbookclub.com/store/detail/256/%E0%B8%AE%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%20%E0%B8%AE%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%99%20+%20Mini%20Wabi-sabi 

    ***สำคัญ*** ผู้ซื้อต้องกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน คือชื่อ / ที่อยู่จัดส่ง / โทร. / อีเมล 
    แล้วแนบหลักฐานการโอนไปที่ namol113@gmail.com มิฉะนั้นเราจะไม่รู้ว่าเป็นลูกค้าคนไหน และอาจส่งผลให้ไม่ได้จัดส่ง

    หากท่านสั่งผ่านเว็บไม่ได้จริงๆ ก็สั่งทาง inbox นี้ได้

    1
    • 0 แชร์
    • 25
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    ตอนเด็ก ๆ ผมมีนิสัยแปลกอย่างหนึ่งคือ เวลากินขนมสอดไส้ จะกินเนื้อแป้งให้หมดก่อน แล้วจึงค่อยกินไส้มะพร้าวหวานอร่อย เพราะอยากกินของหวานทีหลังสุด

    นิสัยนี้ยังติดไปถึงการเรียน เมื่อโรงเรียนปิดภาคเล็กราวหนึ่งเดือน ครูให้การบ้านนักเรียนไปทำช่วงปิดภาค แล้วให้มาส่งตอนเปิดภาคใหม่ ผมจะทำการบ้านทั้งหมดให้เสร็จในวันที่ได้การบ้านมา เพื่อจะได้ใช้เวลาปิดภาคเล่นอย่างเดียวโดยไม่มีอะไรมากวนใจ

    นโยบาย ‘ทำงานก่อนเล่น’ หรือ ‘ขยันก่อนขี้เกียจ’ ติดตัวมานานหลายปี แก้ไม่หาย! กลายเป็นคนมีนิสัยไม่ชอบให้มีอะไรค้างคาใจ งานค้างเหมือนเสี้ยนเล็ก ๆ ตำอยู่ในเนื้อ ต้องเอาออกทันที

    อย่างไรก็ตาม เมื่ออายุมากขึ้นจึงค่อยเรียนรู้ว่า ชีวิตไม่ใช่เรื่องที่ต้องทนทุกข์ก่อนแล้วค่อยสุข เพราะวันสุขอาจมาไม่ถึง เราสามารถกิน ‘เนื้อแป้ง’ กับ ‘ไส้หวาน’ ไปพร้อมกัน หรือสลับกันไป ไม่ต้องแยก ‘ทุกข์’ กับ ‘สุข’ ออกจากกันโดยเด็ดขาด ซึ่งเป็นการใช้ชีวิต แบบสุดโต่งอย่างหนึ่ง

    วิธีคิดแบบตะวันตกซึ่งชอบชำแหละทุกอย่างออกเป็นส่วน ๆ นั้นอาจทำให้เราติดนิสัยชอบแยกแยะว่าส่วนนี้คือทุกข์ ส่วนนั้นคือสุข ทว่าในชีวิตจริงยากนัก ที่จะแยกทุกข์กับสุขออกจากกันเป็นส่วน ๆ เพราะชีวิตเป็นส่วนผสมของทุกข์กับสุข ปนกันเป็นสีเทา ในความสุขมีความทุกข์ และในความทุกข์มีความสุข

    พระพุทธเจ้าก่อนจะตรัสรู้ ก็ทรงใช้ชีวิตแบบสุดโต่งเหมือนกัน ทางสายแรกคือ กามสุขัลลิกานุโยค หมกมุ่นอยู่ในกามสุข ทางสายที่สองคือ อัตตกิลมถานุโยค ทรมานตนให้ลำบากและหมกมุ่นอยู่ในความทุกข์ จนกระทั่งทรงพบมัชฌิมาปฏิปทา คือทางสายกลาง

    นี่เป็นเรื่องที่เรารู้อยู่แล้ว เรียนและท่องจำมาแต่เด็ก แต่น้อยคนนำไปปฏิบัติ

    การแบ่งขนมสอดไส้ออกเป็นสองส่วนอย่างเด็ดขาดคือลักษณะของนิสัยขีดเส้นหรือยึดติดว่า ความทุกข์คือความเจ็บปวด น้ำตา ความเศร้า ความสุขคือการเที่ยว การนอน การเล่น การดูหนังฟังเพลง วันทำงานคือวันทุกข์ ถึงเย็นวันศุกร์ก็สุข เมื่อถึงวันจันทร์ก็ทุกข์ขึ้นมาทันทีเหมือนกดปุ่ม ถึงวันอาทิตย์ก็สุขโดยพลัน

    ประหลาดไหม? มันเป็นโหมดอารมณ์ที่เราสร้างขึ้นมากำหนดวิถีชีวิตของเราเอง!

    การแบ่งแยกทุกข์-สุขออกจากกันโดยเด็ดขาดทำให้เกิดค่านิยมว่า เวลามีคนตาย ต้องตีหน้าเศร้าตลอด จะหัวเราะก็รู้สึกไม่เหมาะสม

    เวลาถ่ายรูปในงานศพ หลายคนยิ้มโดยอัตโนมัติ

    แต่ชีวิตไม่ใช่สูตรคณิตศาสตร์ เพราะเรื่องส่วนใหญ่ในชีวิตเราเป็นอัตวิสัย ไม่สามารถจัดหมวดหมู่ขาว-ดำได้

    บางคนได้ข่าวแม่ตายแล้วรู้สึกเศร้าเสียใจ แต่ในขณะเดียวกันก็ยินดีที่แม่ไม่ต้องทนทุกข์จากโรคร้ายที่รุมเร้าอีกต่อไป

    ถูกไล่ออกจากงานเป็นความทุกข์ แต่ก็อาจมีความสุขเจืออยู่ที่ไม่ต้องทนเห็นหน้าเจ้านายมหาโหดอีกต่อไป

    ชีวิตก็เหมือนการต้มไข่ ต้มสุกแค่ไหนขึ้นกับความพึงใจ ลิ้นรับความอร่อยของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนชอบแบบครึ่งสุก บางคนชอบแบบสุกเต็มที่ และถึงชอบแบบครึ่งสุกก็ยังแบ่งย่อยออกเป็นระดับอีกมากมาย สุก 52 เปอร์เซ็นต์ สุก 56.125 เปอร์เซ็นต์ สุก 57.54 เปอร์เซ็นต์

    ไม่มีสูตรว่า เท่านี้คือสุข เท่านั้นคือทุกข์ มันปน ๆ กัน

    ชีวิตไม่ใช่ขนมสอดไส้ที่แบ่งพื้นที่สุข-ทุกข์ออกจากกันชัดเจน ชีวิตคือข้าวสารที่มีข้าวเนื้อดีและกรวดปนมาด้วย

    เคยไหมที่เราอยู่ในโมงยามแห่งความสุข แต่จิตนึกถึงเรื่องทุกข์ที่ยังไม่เกิดขึ้น? ในที่สุดมันก็กลายเป็นชั่วโมงของความทุกข์ไป เช่นกัน บางโอกาสที่เราอยู่ในห้วงยามของความทุกข์ แต่กลับรู้สึกอบอุ่นพร้อมที่จะเผชิญปัญหา เปี่ยมด้วยกำลังใจ ถึงแม้เกิดเรื่องร้าย ก็ไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกชั่วขณะนั้นอยู่ในโหมดทุกข์

    ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากการเลือกของเราเอง

    ยามทุกข์ใจ ก็ไม่จำเป็นต้องละทิ้งส่วนที่เป็นสุขเสียทั้งหมด ไม่จำเป็นต้องหน้าบึ้งตึงเครียด ยามทุกข์ก็สามารถกินไอศกรีมหรือดูหนังได้ ยามสุขก็ไม่หลงระเริงกับรสชาติของความสบายกายสบายใจจนลืมไปว่ามันไม่ยั่งยืนอยู่ตลอดไป เพราะเวลาก็คือเวลา สุขทุกข์ไม่ได้อยู่ที่ว่าวันนั้นเป็นวันจันทร์หรือวันอาทิตย์ เป็นโอกาสอะไร สุขหรือทุกข์อยู่ที่เราปรุงแต่งมันขึ้นมา

    ในห้วงยามแห่งทุกข์ก็สามารถสุขได้ ยากจนก็ยิ้มได้ หิวข้าวก็ยิ้มได้ เป็นโรคร้ายก็ยังยิ้มได้

    ความสุขไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นได้เฉพาะในโอกาสที่เหมาะสมกับความสุข ความสุขเกิดขึ้นในเวลาที่เราเปิดโอกาสให้ความทุกข์กลายเป็นความสุข

    ชีวิตก็คือขนมสอดไส้ ความสุขซ่อนอยู่ภายในความทุกข์รอเราค้นหาและแตะต้องมัน แม้ยามที่ชีวิตกำลังทนทุกข์ทรมาน

    วินทร์ เลียววาริณ
    6-2-26

    จากหนังสือกำลังใจ ชีวิตเป็นเรื่องชั่วคราว
    31 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 190 บาท = บทความละ 6.1 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
    หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
    เล่มเดี่ยว https://www.winbookclub.com/store/detail/137/ชีวิตเป็นเรื่องชั่วคราว 
    โปรโมชั่นพิเศษชุด https://www.winbookclub.com/store/detail/235/R4%20%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%204 
    https://shope.ee/Vj8bA8a4u?share_channel_code=6 

    1
    • 1 แชร์
    • 17
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    คาดไม่ถึงว่าโพสต์เรื่องเลือกตั้งเมื่อวานนี้กลายเป็นกระทู้ร้อน 

    อาจเพราะตอนนี้คนยังอินกับการเมือง การเลือกตั้ง และการทะเลาะกัน

    ใจเย็นๆ ครับ เราคนไทยด้วยกัน เชื่อว่าต่างก็หวังดีต่อประเทศ เพียงแต่วิธีการอาจไม่ตรงกัน ก็ถกกันได้

    หัวข้อถกข้อหนึ่งที่น่าสนใจที่เกิดจากโพสต์นี้คือคำถามว่า "อะไรควรมาก่อน ระบอบหรือคน?"

    บางความเห็นบอกว่า "หากวางระบอบดี แล้วทุกอย่างก็จะดีเอง"

    ข้อนี้มองได้สองมุม โดยทฤษฎีก็ใช่ แต่ในทางปฏิบัติไม่แน่ว่าจะใช่เสมอไป

    เราสามารถดูตัวอย่างจริง นั่นคือสหรัฐอเมริกา ประเทศเสาหลักประชาธิปไตยของโลก

    สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่วางระบบการเมืองไว้มั่นคงมาก มีประธานาธิบดีปกครอง มีรัฐสภาคุม มีการตรวจสอบเข้มข้น เป็นเจ้าแห่งหลักการ

    แต่เมื่อเจอบุรุษชื่อทรัมป์ ระบบที่ว่าดีก็ไปต่อไม่เป็น

    ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีต่อประเทศต่างๆ วันต่อวันตามใจชอบ ขู่ยึดประเทศนั้นประเทศนี้ ส่งทัพไปบุกที่นั่นที่นี่ ทิ้งระเบิดที่นั่นที่โน่น ทั้งหมดทำโดยไม่ผ่านรัฐสภา ซึ่งจัดว่าผิด เข้าข่ายใช้อำนาจมิชอบ แต่พวกที่อยู่ในสภาก็ลืมตาปริบๆ อ้าปากพะงาบๆ ทำอะไรเขาไม่ได้

    นี่ก็คือตัวอย่างว่า ระบอบดีเมื่อเจอผู้นำบางประเภท ระบอบก็ไม่เป็นระบอบเหมือนกัน

    สหรัฐฯต่อต้านรัฐประหารทั่วโลก และชอบลงโทษรัฐบาลที่ก่อรัฐประหาร (ยกเว้นได้ไฟเขียวจากวอชิงตันก่อน) แต่ในวันที่ 6 มกราคม 2021 หลังจากทรัมป์แพ้เลือกตั้ง กลุ่มสนับสนุนทรัมป์บุกอาคารรัฐสภา ก่อ 'รัฐประหาร' แต่ไม่สำเร็จ ถูกจับไปหลายพันคน แต่พอทรัมป์ขึ้นมาครองอำนาจรอบใหม่ เซ็นแกร๊กเดียว ปล่อยกบฏออกจากคุกหมด

    นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างของระบอบที่ดี แต่ถูกบิดเบี้ยวได้อย่างไม่น่าเชื่อ

    ถ้าในวันเกิดกบฏที่วอชิงตัน ลีกวนยูยังมีชีวิตอยู่ เขาคงหัวเราะเสียงดัง เพราะเขาเป็นคนที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นกับระบอบ

    ลีกวนยูบอกว่า เป็นเรื่องตลกที่โลกตะวันตกพยายามส่งออกสินค้าที่เรียกว่า ‘ประชาธิปไตย’ “เพราะโครงสร้างแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน แต่ละสังคมมีวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ รากเหง้าต่างกัน”

    เขาเห็นว่าฝ่ายตะวันตกกำลังกอดหลักการประชาธิปไตยแบบ “ถูกต้อง” และตัดสินสังคมอื่นที่ไม่เดินตามตนว่าเป็นโลกที่ล้าหลัง ยังไม่พัฒนา และ “ไม่ถูกต้อง”

    แต่การที่ผู้นำสหรัฐฯในวันนี้กระทำเรื่องที่ไม่น่าจะเรียกว่า ‘ประชาธิปไตย’ ก็ชี้ว่า บางที ‘ประชาธิปไตย’ เป็นแค่หลักการที่พูดให้ฟังดูดีเท่านั้น ในทางปฏิบัติ ใครมีอำนาจ ก็คือเจ้าของประเทศ

    ลีกวนยูพูดว่า “ผมไม่เคยเป็นนักโทษของทฤษฎีใด สิ่งที่นำทางผมคือเหตุผลและความจริง บททดสอบความสำเร็จที่ผมประยุกต์กับทุกทฤษฎีหรือโครงการคือ ‘มันใช้ได้ผลหรือเปล่า?’ บททดสอบความสำเร็จคือผลงาน ไม่ใช่คำสัญญา”

    เขาไม่สนใจวิธีคิดแบบระยะสั้นของนักการเมืองตะวันตก บางคนหลีกเลี่ยงหรือเลื่อนนโยบายที่ประชาชนไม่ชอบออกไป เขามองไปไกล ๆ เสมอ

    ลีกวนยูบอกว่า “ถ้าคุณต้องการเป็นที่นิยมตลอดเวลา คุณจะปกครองผิดพลาด ผมไม่เคยหมกมุ่นกับโพลความเห็นใด ๆ หรือโพลความนิยม ผมคิดว่าผู้นำที่สนใจเรื่องเหล่านี้ เป็นผู้นำที่อ่อนแอ”

    ลีกวนยูพูดเรื่อง ‘oriental values’ เสมอ เขามองว่า สังคมคิดแบบขงจื๊อยังใช้ได้ เช่น ครอบครัวเป็นศูนย์กลางของเสถียรภาพทางการเมืองและสังคม นี่ทำให้เขาสร้างบ้านสำหรับทุกคน

    เขาเชื่อเรื่องการยึดมั่นในความถูกต้อง ความซื่อสัตย์ ศักดิ์ศรี การอุทิศตนเพื่องาน นี่เป็นคุณค่าของ ‘จินจื่อ’ (君子แปลว่าสุภาพชน)

    หลักการของขงจื๊อคือ ประเทศต้องมาก่อน ไม่ใช่ผลประโยชน์ส่วนตน ขงจื๊อพูดเรื่องนี้มากว่าสองพันปีแล้ว นั่นคือการสร้างคนดีเริ่มที่การศึกษาอบรมที่ดี

    คนไทยยุคก่อนใช้คำว่า ‘ศึกษาอบรม’ ครอบคลุมทุกอย่าง

    ศึกษาคือปัญญา อบรมคือจริยธรรม

    การสร้างคนในอุดมคติมีรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย แต่โดยหลักการมีเพียงสองอย่างนี้เท่านั้น คือปัญญากับจริยธรรม

    ปัญญาคือรู้เรื่องความเป็นไปของสังคมและโลก รู้ว่าเรามาทำอะไรในโลกนี้ ในสังคมนี้ รู้บทบาทของเราในฐานะฟันเฟืองหนึ่งของสังคม

    จริยธรรมคือความสมบูรณ์ทางจิตวิญญาณ ความละอายต่อบาป ละอายต่อการทำชั่ว

    ดังนั้นการปฏิรูปเพื่อสร้างคนตามแนวคิดของขงจื๊อก็คือการสร้างระบบ เช่น ในด้านการศึกษา สอนคนให้รู้จักคิด วิเคราะห์

    .......................

    โลกเรามีนักการเมืองสองประเภท ประเภทแรกสร้างความนิยมให้ตนเอง ทำอะไรนิดหน่อยก็ออกมาพูดๆๆ โชว์ผลงาน

    ประเภทที่สองทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติในระยะยาว โดยไม่สนใจว่าสังคมหรือโลกมองตนอย่างไร แต่ทำงานจริงๆ

    ประเภทแรกเป็นนักการเมือง ประเภทที่สองเป็นรัฐบุรุษ

    นี่ก็คือเหตุผลที่ผมบอกว่า ถ้าเมืองไทยจะเปลี่ยนแปลงอะไร เปลี่ยนคนก่อนดีกว่า

    แน่ละ บางคนแสดงความเห็นว่า คนอย่างลีกวนยูหายาก จะไปฝันว่าเมืองไทยจะมีคนอย่างนี้ได้อย่างไร

    คิดอย่างนี้หดหู่เกินไป เพราะเท่ากับยอมรับว่าประเทศไทยไม่สามารถหลุดพ้นจากน้ำครำ ต้องรอเทวดามาโปรดอย่างเดียว

    ความจริงคนเก่งแบบนี้มีในเมืองไทย แต่ไม่มีโอกาสขึ้นมาปกครองประเทศ หรือไม่ชอบการเมืองน้ำครำ

    จึงเป็นหน้าที่ของเราประชาชน ค่อยๆ ช่วยกันใส่น้ำดีเข้าไปในน้ำครำ ที่สำคัญไม่เติมน้ำครำลงไปเพิ่ม วันหนึ่งน้ำครำก็เริ่มเปลี่ยนเป็นใสขึ้นบ้าง ค่อยๆ ไป ค่อยๆ ไป

    เพราะถ้าเราหวังรอให้นักการเมืองแก้รัฐธรรมนูญ ออกกฎหมายให้บทลงโทษการคอร์รัปชั่นคือโทษประหารด้วยเครื่องประหารหัวสุนัข คงต้องรอ next life afternoon

    วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ คิดสักนิดก่อนเทน้ำลงไปในหีบเลือกตั้ง ดูให้ชัดว่ามันเป็นน้ำดีหรือน้ำครำ

    และถอดแว่นตาดำออกก่อนดู

    วินทร์ เลียววาริณ
    5-2-26
    ..................................

    อ่านเกร็ดความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำงานของลีกวนยูและการสร้างชาติของเขา ได้จากหนังสือ สร้างชาติจากศูนย์
    สารคดีเกี่ยวกับชีวิตและผลงานของลีกวนยู ที่เหมาะสำหรับผู้นำองค์กร ผู้บริการ นักการเมือง
    เว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/248/สร้างชาติจากศูนย์ 
    Shopee https://shopee.co.th/product/90206829/29061345680/ 

    1
    • 2 แชร์
    • 32
    Regnarts
    ยังคงมีความเห็นเหมือนเดิมครับ ว่าตราบใดที่ให้ "สิทธิลงคะแนน" แบบอัตโนมัติเมื่ออายุถึง โดยที่คนคนนั้นยังไม่ได้ทำหน้าที่ให้กับประเทศชาติ เช่น เป็นทหาร จ่าย ภงด. เป็นอาสาฯให้กับชุมชนที่ตัวเองอยู่ ฯลฯ รับรองได้ว่าประเทศชาติล่มสลายแน่ครับ
    ดูความเห็น 1 รายการ ...