-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
เพิ่งเห็นว่าหนังเรื่อง The Brutalist เข้าฉายทาง Netflix แล้ว สำหรับคอหนังจริงจัง ขอแนะนำ
และนี่คือรีวิวแบบจัดเต็ม
...................
The Brutalist: ชีวิตที่เปลือย ดิบ และหม่น
สมัยที่ผมเริ่มเข้าเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ในวัยไม่ถึง 20 อาจารย์เล่าเรื่องโรงเรียนสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงของโลกตะวันตกคือเบาเฮาส์ (Bauhaus) ที่เยอรมนี ก่อตั้งโดยสถาปนิก Walter Gropius ในยุคต้นศตวรรษที่ 20 เบาเฮาส์โด่งดังเพราะแหวกแนวออกจากขนบสถาปัตยกรรมเดิม มองว่าสถาปัตยกรรมที่เน้นความเรียบง่ายก็เป็นประติมากรรมที่งดงามได้
เบาเฮาส์กลายเป็นต้นแบบของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ นอกจากนี้มันยังส่งอิทธิพลต่องานศิลปะ กราฟิก ดีไซน์ การออกแบบฟอนต์หรือ fontography ก็ได้รับอิทธิพลของเบาเฮาส์ คือตัวหนังสือที่เรียบง่าย ไร้หาง (ที่เรียกว่าอักษร san serif)
เบาเฮาส์ยังส่งอิทธิพลต่อการออกแบบผลิตภัณฑ์ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องเรือนจำนวนมากของ IKEA ก็ได้รับอิทธิพลมาจากเบาเฮาส์
เบาเฮาส์ในเยอรมนีถึงจุดจบเมื่อนาซีครองอำนาจ สถาปนิกหลายคนเผ่นไปประเทศอื่น รวมทั้งสหรัฐฯ เช่น Marcel Breuer (คนออกแบบเก้าอี้สวยๆ ไว้หลายแบบ) หลายคนเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสายแนวคิดสถาปัตยกรรมใหม่ที่ต่อมาเรียกว่า Brutalism หรือ Brutalist architecture
คำว่า Brutalism ไม่ใช้คำอังกฤษ brutal ที่แปลว่าโหด แต่มาจากภาษาฝรั่งเศส beton brut แปลว่าคอนกรีตเปลือย
Brutalism เป็นสไตล์การออกแบบที่นิยมในยุค 1950 ใช้หลัก minimalism น้อยที่สุด เรียบง่ายที่สุด ใช้สัดส่วนเรขาคณิตง่ายๆ ธรรมดา ราคาถูกที่คนชั้นล่างก็มีได้ พูดง่ายๆ คือ มันเป็นสถาปัตยกรรมที่สร้างความเท่าเทียมในสังคม
Brutalism เน้นความเปลือย ดิบ เป็นธรรมชาติ หรือที่อาจารย์แสงอรุณ รัตกสิกร แห่งคณะสถาปัตย์ฯ จุฬาฯ ใช้คำว่า ‘สัจจะ’ นั่นคือถ้าเป็นอิฐ ไม้ ก็ไม่ทาสี ใช้วัสดุคอนกรีตมาก และเป็นคอนกรีตเปลือย คือไม่ทาสี ไม่ตกแต่ง สถาปัตยกรรมญี่ปุ่นก็มีลักษณะนี้มาก
แรกๆ ที่ผมเรียน รู้สึกว่างาน modern architecture พวกนี้แปลกๆ “มันเรียบง่ายเกินไปหรือเปล่า?” ตอนนั้นเรามีกรอบคิดว่า อาคารดีต้องดูเท่และมีลูกเล่นมากๆ แต่ผ่านพ้นชีวิตนิสิตมาหลายสิบปี และเริ่มรู้จักโลกของ minimalism ผมกลับมอง Brutalist architecture ด้วยสายตาคู่ใหม่ มันเรียบง่าย เป็น minimalism หรือ ‘น้อย’ คำที่สถาปนิกจำนวนไม่น้อยลืมไปแล้ว ไปยึดติดกับสไตล์และวัสดุ จนกลายเป็น “More is messy.”
เห็นชัดว่ารสนิยมการมองศิลปะของผมเปลี่ยนไป
สถาปนิกเบาเฮาส์และ Brutalism เชื่อว่า สถาปัตยกรรมไม่ใช่แค่ใช้เป็นที่อยู่อาศัย มันสามารถมีคุณค่าทางศิลปะได้เช่นกัน พวกเขาเชื่อว่าศิลปะแต่ละแขนงแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาดไม่ได้ มันเชื่อมจิตวิญญาณด้วยสายใยเดียวกัน ดังนั้นเวลาออกแบบอาคาร จะเหมือนทำงานประติมากรรมและจิตรกรรมไปพร้อมกัน
นี่คือมุมมองของ Brutalism ในการออกแบบ
ในหนังเรื่อง The Brutalist แนวคิด Brutalism ถูกนำไปใช้เปรียบเทียบกับชีวิต มันตั้งคำถามว่า ถ้าเปรียบคนเป็นตึก จะเป็นตึกแบบไหน เราใช้ตึก Brutalism แสดงสภาวะจิตและประสบการณ์ของคนได้หรือไม่
นี่เป็นคอนเส็ปต์ใหญ่และแปลก
ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ตัวละครเอกเรียนจบจากเบาเฮาส์ ถูกจับเข้าค่ายกักกันของนาซี เมื่อสงครามสงบ หลังจากหลุดรอดจากสงครามและความทรงจำเลวร้าย ตัวละครคนนี้เดินทางไปสหรัฐฯ เพื่อตั้งต้นชีวิตใหม่ แสวงหาความฝันอเมริกัน เพราะในกรณีนี้ American Dream ไม่ใช่อุดมคติ มันคือ survival mode
แต่ American Dream ไม่ได้เหมาะกับคนทุกคน American Dream มีราคาของมัน มันหมายถึงการเปลี่ยนตัวตนดั้งเดิมเป็น ‘ชาวอเมริกัน’ ที่มีวิถีชีวิตแบบหนึ่ง (ดังที่ลูกพี่ลูกลูกน้องของเขาเลือกที่จะเปลี่ยน) และสำหรับตัวละครหลัก มันอาจหมายถึงการต้องเปลี่ยนมุมมองของอุดมคติสถาปัตยกรรมที่เขาเชื่อ คือ Brutalism ที่ชาวอเมริกันจำนวนมากยังไม่รู้จัก ในฉากแรกๆ ของเรื่อง เราเห็นอาคารต่างๆ ในสหรัฐฯเป็นแบบสมัยนิยม เต็มไปด้วยส่วนเกินของการประดับประดา เฟอร์นิเจอร์ในร้านที่ตัวละครเอกทำงานก็เป็นแบบเก่าที่คนอเมริกันนิยม
แต่ตัวละครหลักใน The Brutalist เชื่อมั่นในศิลปะ Brutalism และหลังจากผ่านความลำบากแสนสาหัสในค่ายกักกันนาซี เขาก็มองว่าเขาเองเป็นตึกแบบ Brutalism แห้ง แกร่ง ดิบ ต้านแดดลม เป็นคนที่ถูกเปลือยตัวตนดิบ ห้องหัวใจของเขาแคบ อึดอัด เพดานสูง มีช่องแสงอยู่ด้านบน ราวกับต้องแหงนรอแสงสว่างที่สาดเข้ามาในช่องแคบเป็นระยะ
The Brutalist เป็นหนังเปลือยตัวตน สำรวจตัวตนของคนที่ผ่านสงคราม สถานการณ์เลวร้าย สิ้นหวัง มองโลกเป็นสีเทาหม่น ท้องฟ้าไม่มีวันสดใส
ในมุมนี้ The Brutalist จึงเป็นหนังอาร์ตที่เข้าสู่พื้นที่ของปรัชญาชีวิต ขณะเดียวกันก็สะท้อนสังคมอเมริกาที่ไม่ได้เหมาะสมกับทุกคน จนในที่สุด เมื่อตัวละครหลักตกผลึก ก็เลือกที่จะเดินทางจากประเทศนี้
ตัวละครหลักพบว่าชีวิตในประเทศเสรีอย่างอเมริกา ก็เป็นประสบการณ์ ‘Brutalist architecture’ อย่างหนึ่ง ความดิบของความแตกต่างของชนชั้น สีผิว และความร่ำรวยกับความยากจน คนรวยกับคนที่รอคิวรับอาหารบริจาค นี่ก็อาจทำให้หนังฉายภาพเทพีเสรีภาพกลับหัวในฉากแรกๆ
การเปรียบเทียบสถาปัตยกรรม Brutalist กับคนและใช้สถาปัตยกรรมโยงกับประสบการณ์ของชีวิตในค่ายกักกัน เป็นคอนเส็ปต์ที่น่าสนใจ มีความสดใหม่
หนังความยาวสามชั่วโมงครึ่ง ด้วยธีมเรื่องยากๆ แบบนี้ น่าจะทำให้หลับได้ง่าย แต่ตรงข้าม หนังจับเราอยู่ตั้งแต่ฉากแรก โทนและอารมณ์หนังหม่น แต่จับเราอยู่ ดนตรีประกอบดี
ไตเติ้ลหนังใช้ตัวหนังสือแบบเบาเฮาส์ เรียบ ดิบ แข็ง วาง composition เป็นก้อนแบบตึก Brutalist architecture เป็นการออกแบบตัวหนังสือไตเติ้ลหนังที่สวย แปลกตา ครั้งสุดท้ายที่เห็นการออกแบบดีๆ อย่างนี้คือหนังเรื่อง Se7en ของ เดวิด ฟินเชอร์
นี่เป็นหนังที่มีความสดใหม่ มีความกล้า แตกต่าง และเป็นหนังชวนให้คิดต่อ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตกับศิลปะก็เป็นเรื่องเดียวกัน
10/10
ฉายทาง Netflixวินทร์ เลียววาริณ
4-8-26วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)
(มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)
0- แชร์
- 15
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
เมื่อวานนี้คุณบริสุทธิ์ไปต่างจังหวัด ตอนบ่ายก็ขับรถกลับกรุงเทพฯ ระหว่างทางรถยนต์คันหนึ่งแล่นมาเสยข้างรถของคุณบริสุทธิ์อย่างแรง รถทั้งสองคันไถลไปชนเสาไฟฟ้าริมทาง แล้วกระดอนตกลงไปในคูข้างล่าง โชคดีที่คูไม่มีน้ำและไม่ลึก
คุณบริสุทธิ์คลานออกจากซากรถที่ยับเยิน แลเห็นผู้หญิงคนหนึ่งออกจากรถของหล่อนเช่นกัน
คุณบริสุทธิ์รู้ว่าเป็นความผิดของหล่อน แต่นาทีนี้ไม่ใช่เวลาชี้นิ้วใส่ใคร
คุณบริสุทธิ์ถามหล่อน “เป็นอะไรไหมครับ?”
“ไม่เป็นไรค่ะ”
เราสองคนมองดูซากรถที่ยับเยิน คุณบริสุทธิ์ไม่อยากเชื่อว่าเรารอดมาได้อย่างปลอดภัยทั้งคู่
หล่อนบอกว่า “น่าอัศจรรย์จริง ๆ ค่ะ ไม่น่าเชื่อว่าเราสองคนรอดมาได้ สงสัยเราจะมีวาสนาต่อกัน”
หล่อนเป็นคนสวย อีกครั้งใจคุณบริสุทธิ์เต้นระทึก เอ่ยว่า “ผมก็เชื่ออย่างนั้น”
หล่อนหยิบไวน์ขวดหนึ่งออกมาจากซากรถ กล่าวว่า “นี่คุณดูสิ รถพัง แต่ไวน์ขวดนี้ไม่แตก เรามาดื่มฉลองกันดีมั้ยคะ?”
คุณบริสุทธิ์ว่า “ดีครับ”
“เชิญคุณดื่มก่อนค่ะ”
คุณบริสุทธิ์ดื่มแล้ว ก็ยื่นขวดให้หล่อน หล่อนว่า “ดื่มอีกหน่อยซีคะ นี่เป็นไวน์ดีนะคะ ขวดละสองหมื่น”
“มิน่ารสชาติดี”
“งั้นดื่มอีกนิดนะคะ”
คุณบริสุทธิ์ดื่มไปอึกใหญ่ แล้วคืนขวดไวน์ให้หญิงสาว
“ฉันเปลี่ยนใจแล้วค่ะ ฉันไม่ดื่มดีกว่า เดี๋ยวเรารอตำรวจมาก่อนดีกว่านะคะ”
วินทร์ เลียววาริณ
4-8-26.........................
จากนวนิยาย เรื่องรักของคุณบริสุทธิ์กับนางสาวภุมรี ศจีรมย์ สมถวิล จินตหรา พารัก ปักเสน่ห์ เรวดี ศรีสกาว (ใช่ นิยายชื่อยาวๆ กวนตีนอย่างนี้แหละ Who will why)
นี่เป็นนวนิยายแนวใหม่ที่นำขำขันตลกๆ ระดับ ‘ขำกลิ้ง’ 400 เรื่องมายำเป็นนวนิยาย
ค่าคลายเครียดแค่ 330 บาท เฉลี่ยขำละ 80 สตางค์ หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้วโปรโมชั่น https://www.winbookclub.com/store/detail/196/แพคเกจพิเศษ%203%20in%201
Shopee เดี่ยว https://s.shopee.co.th/1VjWGyXzed
https://s.shopee.co.th/9A8xPCjmLp
ท่านที่สั่งซื้อทางเว็บและโอนเงินแล้ว อย่าลืมส่งหลักฐานไปที่อีเมล order@winbookclub.com มิเช่นนั้นเจ้าหน้าที่อาจไม่รู้ว่ามีการสั่งซื้อ หลังจากนั้นจะได้รับคำยืนยันจากสำนักพิมพ์ว่าได้รับเงิน
1- แชร์
- 18
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
ชายวัยหกสิบกว่าผู้หนึ่งดื่มเหล้าไม่หยุด จนบาร์เทนเดอร์บอกเขา “คุณอย่าดื่มมากเกินไปนะครับ”
ลูกค้าคนนั้นกล่าว “วันนี้กลุ้มว่ะ”
บาร์เทนเดอร์ถาม “กลุ้มอะไรครับ?”
“วันนี้ควรจะเป็นวันดี เพราะมีชายหนุ่มสามคนมาสู่ขอลูกสาวผม ผมถามแต่ละคนว่า ‘ลูกสาวผมแต่งงานแล้วจะต้องไม่ลำบาก พวกคุณมีทรัพย์สินอะไรบ้าง?’ ชายหนุ่มคนแรกชื่อสมานมิตร เป็นเศรษฐีตั้งแต่หนุ่ม บอกว่าเขามีเงินยี่สิบล้าน...
"คนที่สองชื่อสมานฉันท์ บอกว่าเขามีที่ดินมูลค่าหลายสิบล้าน...”
บาร์เทนเดอร์บอกว่า “อ้าว! ก็มีตัวเลือกแล้วนี่นา ลูกสาวคุณแต่งงานแล้วไม่ลำบากแน่นอน”
ชายวัยกลางคนถอนใจ เล่าต่อว่า
“ผมก็ถามชายหนุ่มคนที่สามชื่อบริสุทธิ์ว่า ‘คุณมีทรัพย์สินอะไร?’ ไอ้บริสุทธิ์คนนี้ตอบว่า ‘ไม่มีทรัพย์สินครับ แต่ผมมีลูกคนหนึ่งที่อยู่ในท้องลูกสาวคุณ’ เท่านี้เองหนุ่มสองคนแรกก็หายตัวไป”
วินทร์ เลียววาริณ
3-8-26
.........................
จากนวนิยาย เรื่องรักของคุณบริสุทธิ์กับนางสาวภุมรี ศจีรมย์ สมถวิล จินตหรา พารัก ปักเสน่ห์ เรวดี ศรีสกาว (ใช่ นิยายชื่อยาวๆ กวนตีนอย่างนี้แหละ Who will why)
นี่เป็นนวนิยายแนวใหม่ที่นำขำขันตลกๆ ระดับ ‘ขำกลิ้ง’ 400 เรื่องมายำเป็นนวนิยาย
ค่าคลายเครียดแค่ 330 บาท เฉลี่ยขำละ 80 สตางค์ หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้วโปรโมชั่น https://www.winbookclub.com/store/detail/196/แพคเกจพิเศษ%203%20in%201
Shopee เดี่ยว https://s.shopee.co.th/1VjWGyXzed
https://s.shopee.co.th/9A8xPCjmLp
ท่านที่สั่งซื้อทางเว็บและโอนเงินแล้ว อย่าลืมส่งหลักฐานไปที่อีเมล order@winbookclub.com มิเช่นนั้นเจ้าหน้าที่อาจไม่รู้ว่ามีการสั่งซื้อ หลังจากนั้นจะได้รับคำยืนยันจากสำนักพิมพ์ว่าได้รับเงิน
1- แชร์
- 29
-
วินทร์ เลียววาริณ4 วันที่ผ่านมา
หมายเหตุ : เมื่อต้นปีนี้ผมรีวิวซีรีส์ Fargo ซีซั่น 5 โดยไม่รู้ว่า Netflix ฉายซีซั่น 1-4 ด้วย จึงย้อนกลับไปเริ่มดูตั้งแต่ซีซั่น 1-4 ตอนนี้ดูครบแล้ว จึงขอรีวิวใหม่ เป็นภาพรวม 1-5
.......................
Fargo เป็นชื่อเมืองในรัฐนอร์ธ ดาโกตา แต่ก็เป็นชื่อของหนังปี 1996 และซีรีส์ช่วง 2014-2024
หนังต้นฉบับเป็นผลงานของพี่น้องโคเอน คนสร้าง No Country for Old Men หนังประสบความสำเร็จ ได้ทั้งเงินและกล่อง ระดับรางวัล Best Director Award
จึงมีการสร้างซีรีส์ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ผ่านไปร่วม 20 ปีก็สร้างซีรีส์อีกรอบ คราวนี้ประสบความสำเร็จ สร้างถึง 5 ซีซั่น แต่ละซีซั่นเป็นเรื่องเอกเทศ ซีซั่น 1-2 มีการเชื่อมโยงกันบ้าง
มาว่ากันที่ไตเติ้ลก่อน ทุกตอนของเรื่องมีข้อความว่า "This is a true story." เน้นคำว่า true ชัดๆ แต่เมื่อดูไปสักพัก ก็รู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง เพราะเรื่องแปลกเกินไปที่จะเป็นเรื่องจริง เช่น เล่าว่า 500 ปีก่อน เกิดอะไรขึ้นกับตัวละครคนหนึ่ง มันเป็นลูกเล่นของหนัง มันไม่ใช่เรื่องจริง มันล้อเลียนความเชื่อง่ายของคนดูต่างหาก
Fargo 1 เป็นเรื่องนักฆ่ามืออาชีพนาม Lorne Malvo วันหนึ่งเขาบังเอิญพบกับตัวละครเซลส์แมนขายประกันชื่อ Lester Nygaard เซลส์แมนเล่าว่าโดนเพื่อนเก่าสมัยนักเรียนรังแก และบทสนทนาก็เป็นการพูดเล่นๆ ว่า น่าจะฆ่าคนรังแก วิถีทางของทั้งสองก็เปลี่ยนไป เพราะ Lorne Malvo ไม่ชอบพูดเล่น
Fargo 2 ย้อนเวลากลับไปในปี 1979 เรื่องของคู่สามีภรรยาที่ต้องการปกปิดคดีขับรถชนคนตายแล้วหนี แล้วโยงเข้าหาตัวละครใน Fargo 1 เรื่องก็อินุงตุงนังเลือดสาด
Fargo 3 เกิดขึ้นในปี 2010 เรื่องของพี่น้องฝาแฝดที่มีวิถีชีวิตต่างกันคนละโลก มาโยงกันด้วยเรื่องอาชญากรรม โดยมีตัวละครปริศนา V.M. Varga มาบงการ
Fargo 4 แหกคอกออกไปเป็นหนังการชิงอำนาจของมาเฟียสองค่าย ฉากคือแคนซัส ซิตี ปี 1950
Fargo 5 เรื่องของแม่บ้านคนหนึ่งชื่อ Dot Lyon ที่ความหลังตามมาไล่ล่า
Fargo 1 ทำได้ดี รักษาอารมณ์และโทนเรื่องดี ตัวละครนักฆ่า Lorne Malvo น่าสนใจ อาจเป็นนักฆ่าที่มีความลึกที่สุดคนหนึ่งในโลกภาพยนตร์ หนังอยู่ในเกรด 10/10
Fargo 2 ก็ยังดี แต่แผ่วลงไปบ้าง
Fargo 3 ก็ยังดี แต่แผ่วลงไปอีก
Fargo 4 มีซับพล็อตมากเกินไป ตัวละครมาก ทำให้เยิ่นเย้อไปบ้าง แต่ยังคุมหนังได้อยู่
Fargo 5 ใช้องค์ประกอบบางอย่างของ Fargo ต้นฉบับ ซึ่งเป็นเรื่องของคนที่จ้างคนร้ายไปจับคนในครอบครัวตัวเองเรียกค่าไถ่ แต่โทนเรื่องดำหม่นกว่ามาก
หนังรักษาความตื่นเต้น ความน่าสงสัยได้แทบตลอด จุดเด่นอยู่ที่ตอนจบซึ่งเล่าเรื่องเกือบครึ่งตอนในมุมปรัชญา คล้ายฉากจบของ No Country for Old Men แต่ยาวกว่า และทรงพลัง จบสวย
หนังโหด ดิบ เถื่อน หลายช่วงสร้างความสะใจ แต่ขณะเดียวกัน ก็เล่น emotion ได้ดี แทรกอารมณ์ขันร้าย บทหนังสามารถทำให้ในตอนหนึ่งเราเกลียดคนร้าย อีกตอนหนึ่งเราลุ้นให้เขารอด
Fargo 5 ค่อยตีตื้น สู้สีกับ Fargo 1
แต่ในบรรดานี้ Fargo 1 น่าจะดีที่สุด มือปืนกวนตีนที่สุด
เรื่องส่วนใหญ่ ตัวละครแต่ละคนน่าสนใจ มีความลึก และความขัดแย้ง หนังคล้ายจะบอกเราว่า อย่าจริงจังกับหนัง ชีวิตจริงของเราที่เป็น true story ก็อาจดูไม่ใช่
โดยรวมเป็นหนังทริลเลอร์อาชญากรรมที่น่าสนใจและทำได้ดีเรื่องหนึ่ง พี่น้องโคเอนคงพอใจ
บางซีซั่นดีระดับ 10/10 บางซีซั่นก็แผ่วลงมาประมาณ 9/10 เอาเป็นว่าเหมารวมเป็น 9.5/10 ก็แล้วกัน
ฉายทาง Netflix
วินทร์ เลียววาริณ
1-8-26วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)
(มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)
1- แชร์
- 62
-
วินทร์ เลียววาริณ4 วันที่ผ่านมา
คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ
เมื่อมีคนทำร้ายจิตใจเรา ควรให้อภัยเขาไหม เพราะถ้าให้อภัย เขาก็อาจทำอีก
อ่านคำตอบได้จากลิงก์นี้ https://www.blockdit.com/posts/6a6ccce441e22d12a0c88e07
ผู้อ่านสามารถคุยหรือตั้งคำถามกับผู้เขียนได้ เขียนคำถามมาได้ที่ inbox เพจเฟซบุ๊ค วินทร์ เลียววาริณ ช่วยแจ้งชื่อหรือนามปากกาด้วย ถ้าไม่แจ้งจะใส่ "ไม่ประสงค์จะออกนาม"
1- แชร์
- 31
