• วินทร์ เลียววาริณ
    0 วันที่ผ่านมา

    แซงชั่น (sanction) เป็นมาตรการทางการเมืองโลก เป็นบทลงโทษอย่างหนึ่ง

    แซงชั่นที่แรงที่สุดคือแซงชั่นยี่ห้อสะหะรัดอเมริ-crow

    การถูกอเมริ-crow มหาอำนาจโลกแซงชั่น แปลว่าไม่มีใครทำธุรกรรมด้วย ไม่ใช่แต่เฉพาะอเมริ-crow เพราะอเมริ-crow จะกดดันให้ชาติอื่นๆ ร่วมแซงชั่นด้วย

    แซงชั่นแปลว่าไม่มีสินค้าเข้าออก ไม่มีการค้าขายตามปกติ ไม่มีข้าวของที่ตนเองผลิตไม่ได้เข้าประเทศ เศรษฐกิจถดถอย

    มันจึงเป็นอาวุธที่ทรงพลังอย่างหนึ่ง

    ชาติที่ถูกแซงชั่นนานที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติก็คืออิหร่าน นานถึง 47 ปี

    คำถามอิหร่านอยู่มาได้อย่างไรในการแซงชั่นนานขนาดนี้

    คำตอบคือความอดทนกับการดิ้นรน

    แม้ถูกกดดันจนหายใจลำบาก แต่อิหร่านยังสามารถทำการค้ากับ 170 ประเทศทั่วโลก อาจไม่ได้ทำการค้าโดยตรง แต่อยู่ในรูปการแลกสินค้า (barter) บ้าง ผ่านมือที่สามบ้าง ฯลฯ

    ในบรรดาประเทศต่างๆ จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ ค้าขายกับอิหร่านตามปกติ

    จีนลงทุนมหาศาลในอิหร่านเพื่อแลกกับน้ำมัน จีนซื้อน้ำมัน 90 เปอร์เซ็นต์ที่อิหร่านผลิตได้ และนำเข้าหนึ่งในสี่ของสินค้าทั้งหมดของอิหร่าน ทั้งหมดไม่ผ่านธนาคารอเมริ-crow

    ตุรกี คูเวต บัลแกเรีย บราซิล อินเดีย ฯลฯ ก็ค้าขายกับอิหร่าน

    แต่ที่สำคัญที่สุดของการที่อิหร่านอยู่รอดมายาวขนาดนี้คือ การเปลี่ยนนโยบายเป็นพึ่งพาตัวเอง ลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ

    การเมืองโลกในรอบหลายปีนี้เปลี่ยนไปมาก กรณีศึกษาที่ดีที่สุดในเรื่องพึ่งพาตัวเองคือจีน

    เมื่อจีนเติบโตหายใจรดต้นคอสะหะรัด อเมริ-crow ก็กดดันจีนด้วยมาตรการห้ามส่งสินค้าบางประเภท เช่น ไมโครชิพ

    จีนซึ่งพึ่งพาชิพจากตะวันตกมาตลอด ก็บรรลุซาโตริว่า เล่าฮูยืมจมูกชาติอื่นหายใจไม่ได้แล้ว เคี้ยกเคี้ยก

    ว่าแล้วก็รีบพัฒนาเทคโนโลยีชิพของตนทันที ตอนนี้กระบวนท่าชิพ(ไม่หาย)ยังตามหลังตะวันตกอยู่หลายกระบวนท่า แต่ช้าหรือเร็วจะทันแน่ เพราะจีนผลิตวิศวกรปีละ 1.5 ล้านคน

    อุดรูรั่วทุกจุดที่ต้องพึ่งพาชาติตะวันตก

    จีนสอนทุกชาติทางอ้อมว่า นโยบายพึ่งพาตัวเองนั้นสำคัญมาก

    ประเทศไทยก็ต้องระวัง เราอาจไม่ใช่คู่กรณีของสะหะรัดโดยตรง แต่ทุกครั้งที่เกิดวิกฤติระหว่างชาติอื่น เราโดนหางเลขเสมอ ล่าสุดก็คือน้ำมัน แล้วกระทบไปที่การท่องเที่ยว

    เดี๋ยวก็กระทบไปที่จุดอื่นๆ เพราะเราผูกตัวเองไว้กับการท่องเที่ยว

    ราวสิบปีก่อนผมเขียนบทความเตือนเรื่องนี้แล้วว่า ระวังอย่าพึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นรายได้หลัก เพราะหากเกิดเหตุพลิกผันจากต่างประเทศ เราจะเดือดร้อนเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่

    โควิดก็ทีหนึ่ง คราวนี้ก็อีกที

    หากเราคิดเป็นแค่ขายของเก่ากิน ขายธรรมชาติ ขายบริการ นวดเท้านักท่องเที่ยว ตีหัวนักท่องเที่ยว และยังคิดจะสร้างกาศิโน ระวังว่าวันหนึ่งจะพบว่าเราไม่มีไพ่ตายในมือให้อยู่รอด การผลิตหมอนวดปีละ 2 หมื่นคนบริการนักท่องเที่ยว และเน้นต้มยำกุ้งกับผัดไทอาจไม่พอ

    วางแผนให้ดี กระจายความเสี่ยง พัฒนาคนทุกด้าน ระวังอย่าใส่ไข่ทั้งหมดในตะกร้าใบเดียว

    เพราะแซงชั่นจะเลวร้ายก็ต่อเมื่อเราไม่สามารถพึ่งพาตัวเอง

    วินทร์ เลียววาริณ
    21-4-26

    1
    • 0 แชร์
    • 10
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    แจ้งข่าวหนังสือครับ

    เดือนเมษายนนี้ ผมและสปอนเซอร์โครงการ เติมหัวใจใส่ห้องสมุด ได้ส่งมอบหนังสือเข้าห้องสมุดทั่วประเทศรอบใหม่ โดยผ่านสำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการ เรียบร้อยแล้ว

    รอบนี้มีหนังสือใหม่สองปกคือ ฮานอย ฮิลตันจำนวน 2,000 เล่ม มูลค่าหนังสือ 630,000.- บาท

    และ Mini Wabi-sabi จำนวน 1,500 เล่ม มูลค่าหนังสือ 435,000.- บาท

    ขอขอบคุณสปอนเซอร์ทั้งหลาย ทั้งขาประจำและขาจร ได้แก่

    บริษัท วินด์ชิลล์ จำกัด
    ครอบครัวคันธารวงสกุล
    ม.ล. ปรางทิพย์ เทวกุล
    แป้ง รูปขจร
    ป๋อมแป๋ม
    นายใจเทียน-นางเง็กลั้ง ไพบูลย์และครอบครัว
    ครอบครัวชเต๊ก
    อาจารย์นฎา กล้วยไม้
    ลัคนา คุ้มกัน และครอบครัว
    วนาวัลย์ - ทอมัส ดาตี้
    อรุณรัตน์ ตั้งกิจงามวงศ์
    อาจารย์นงนภัส ตาปสนันทน์
    รินทร์หทัย สิริศิรวิชญ์ 
    สุระเมษฐ์ สิริศิรวิชญ์
    เพลินพบ-เพลินพิพัฒน์ รัตนธนาวันต์
    มณีรัตน์ ศรีเสาวชาติ
    พวัสส์ สวัสดิ์ชัยเมธ และครอบครัว
    โสมสุดา จันทรา
    ครอบครัวจิรรุ่งโรจน์กุล
    พงษกร พงษ์วัฒนาสุข
    ครอบครัวสุทธิวรรณ
    รังสรรค์ สกุลยง
    วิชาญ ชูทิพย์
    ครอบครัวเสนีย์สถาพร
    ครอบครัวพุ่มพันธ์
    ครอบครัวสุดเสนาะ
    OMG Books
    บริษัท เทพบิซ จำกัด ในนามคุณธนเทพ
    วารินทร์ ภัทรกิจธรรม และครอบครัว
    ปฐมพงศ์ ฉิมนาม
    ทวีเกียรติ ฉัตรเฉลิมวิทย์
    Jean Paul
    ภิญญาพัชญ์
    สำนักพิมพ์ 113 
    และผู้ไม่ประสงค์ออกนามอีกหลายท่าน

    ทุกท่านจะได้รับจดหมายยืนยันจากกระทรวงฯในภายหลัง เพื่อความโปร่งใส

    จนถึงวันนี้ โครงการเติมหัวใจใส่ห้องสมุดได้บริจาคหนังสือไปแล้วรวม 265,940 เล่ม เป็นมูลค่าหนังสือ 59,544,900.- บาท

    เป็นปีที่ 22 ของโครงการ

    ดังที่บอกมาหลายครั้งแล้ว ถือโอกาสบอกอีกทีก็แล้วกัน

    ผมทำหนังสือมาทั้งขายและแจก ทุกครั้งที่ผลิตหนังสือใหม่ ผมจะส่งหนังสือใหม่นั้นเข้าห้องสมุดทั่วประเทศด้วย โดยแรงช่วยเหลือของสปอนเซอร์ที่ถือปรัชญา 'คืนกำไรให้สังคม' เหมือนกัน

    ใครไม่สะดวกซื้อ ก็อ่านฟรีได้จากห้องสมุดและเพจนี้ แต่หากใครมีปัญญาซื้อหนังสือได้ ก็ช่วยซื้อหน่อย เพื่อให้นักเขียนสามารถผลิตงานและทำโครงการห้องสมุดต่อไปได้

    เพราะโครงการเติมหัวใจใส่ห้องสมุดจะยืนหยัดเพื่อสังคมได้ นักเขียนต้องอยู่ได้ด้วย

    วินทร์ เลียววาริณ
    21 เมษายน 2569

    ......................

    ป.ล. ท่านที่สนใจร่วมโครงการ โครงการรอบต่อไปคือเดือนตุลาคม 2569 หากสนใจร่วม ก็ช่วยให้ชื่อ อีเมล โทรศัพท์ติดต่อ ส่งไปที่อีเมล namol113@gmail.com หรือแจ้งทาง inbox ก็ได้ครับ แต่ยังไม่ต้องส่งเงินมา ย้ำ ยังไม่ต้องส่งเงินมาตอนนี้

    ราวเดือนสิงหาคมหรือกันยายน เราจะติดต่อไปสอบถามว่า ยังสนใจหรือไม่ ถ้าสนใจค่อยบริจาคในตอนนั้น

    ทุกขั้นตอนโปร่งใส ผู้บริจาคทุกท่านจะได้รับใบตอบรับจากกระทรวงศึกษา หากให้ชื่อในนามบริษัท ก็สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ แต่หากเป็นชื่อบุคคลทั่วไป ก็ลดหย่อนภาษีไม่ได้

    1
    • 0 แชร์
    • 14
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    ผมแปลกใจกับตัวเองทีเดียว เมื่อพบว่าในรอบเดือนที่ผ่านมา ผมเขียนงานชุด Geopolitics แทบทุกวัน ซึ่งเป็นเรื่องไม่ปกติ

    ผมเริ่มคอลัมน์นี้เล่นๆ ราวปี 2565 เขียนประปราย กะปริบกะปรอย หากมีเหตุการณ์น่าสนใจ น่าพูดถึง ก็เขียนที

    บางครั้งก็ว่างเว้นไปพักใหญ่

    แต่ปีนี้เขียนถี่มาก

    ขนาดยังไม่ได้เขียนเรื่องกำเนิดอิษราเอร ตอนนี้ก็หนาพอรวมเล่มได้แล้ว

    อย่างไรก็ตาม ไม่เคยคิดว่าจะรวมเล่มเรื่องชุดนี้ เพราะคิดว่าคงขายไม่ออก

    ยังไม่ลืมประสบการณ์จากเล่มก่อนคือ สร้างชาติจากศูนย์ เรื่องเกี่ยวกับลีกวนยู เป็นเล่มที่ขายยาก ไม่ใช่เพราะคนอ่านไม่ชอบ แต่เพราะหลายคนเห็นว่าอ่านจากเพจแล้ว ไม่ต้องซื้อก็ได้

    นี่คือบทเรียนของการเขียนให้อ่านฟรี

    ดังนั้นหากคิดจะตีพิมพ์ Geopolitics เป็นเล่มจริง ก็ต้องรวมบทความที่ไม่ได้โพสต์ให้อ่านก่อนด้วย ไม่งั้นก็คงเจ็บตัวอีก

    Geopolitics เป็นงานแนวประวัติศาสตร์ เน้นประวัติศาสตร์โลก แนวคล้าย วีรบุรุษที่เราลืม + สร้างชาติจากศูนย์ แต่สโคปกว้างกว่ามาก

    ถ้าเป็นเมื่อ 20 ปีก่อน ก็คงตีพิมพ์แน่นอน แต่ตอนนี้ไม่แน่ใจ

    เดี๋ยวนี้ตีพิมพ์หนังสือสักเล่มหนึ่ง กลัวว่าจะเจ็บตัว

    บางคนอาจบอกว่าก็ทำ pre-order ซี

    ก็ทำไปแล้ว แต่ pre-order ที่ผ่านมาหลายเล่ม ก็แค่ไม่ขาดทุนเท่านั้น ยังห่างไกลจากกำไรเลี้ยงบริษัท

    ก็ว่ากันไป ไหวก็ไปต่อ

    เรื่องการเมืองโลก ต้องอ่านทันเหตุการณ์จึงจะสนุก ถ้าอ่านช้าไป ก็เหมือนอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ที่ผ่านไปแล้ว

    ตรงนี้รักษาสมดุลได้ยาก ระหว่างส่วนที่ลงให้อ่านทันเหตุการณ์ กับส่วนที่จะพิมพ์เป็นเล่ม

    เฮ้อ! ไปเขียนเรื่องการเมืองเซ็กซ์ขายดีกว่า ชื่อคอลัมน์ Sexpolitics

    แต่คงเขียนทุกวันไม่ไหว มันเหนื่อย

    วินทร์ เลียววาริณ
    20-4-26

    1
    • 0 แชร์
    • 28
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    เคยถามตัวเองไหม หลังจากใช้ชีวิตมายาวนานระยะหนึ่งว่า หากเราสามารถย้อนเวลากลับคืนสู่วันที่เราตัดสินใจเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เราจะยังคงกระทำเรื่องนั้นหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น เราจะยังเลือกคณะวิชาที่เราเรียนจนจบไหม, จะยังปักหลักอยู่ที่ทำงานเดิมจนเกษียณไหม, จะยังแต่งงานกับใครคนหนึ่งซึ่งเราอยู่กินด้วยกันนานสามสิบปีไหม, จะยังใช้ชีวิตสไตล์ที่เราเคยชินนั้นไหม ฯลฯ

    ฝรั่งใช้คำว่า “Will I do it again?”

    คำถามนี้มีนัยว่า  เราเสียใจหรือรู้สึกว่าตัวเองคิดผิดต่อสิ่งที่เราได้กระทำมาหรือไม่

    มันยังมีนัยของความพอใจ ความสมหวังในชีวิต ซึ่งไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับการประสบความสำเร็จเสมอไป เพราะเรื่องที่กระทำสำเร็จบางเรื่องก็ไม่อยากทำใหม่ เช่น อยากเป็นนักข่าว แต่จับพลัดจับผลูกลายเป็นดาราหนังชื่อดัง ได้เงินได้ทองมากมาย แต่ไม่มีโอกาสเป็นนักข่าวสมใจฝัน

    “Will I do it again?” ครอบคลุมทุกเรื่องในชีวิต ตั้งแต่การเล่าเรียน โรงเรียนที่เลือก สายวิชาที่เรียน อาชีพการงานที่ทำ บริษัทที่ปักหลักทำงานอยู่ การคบเพื่อน การแต่งงาน การมีลูก ไปจนถึงการเลือกสไตล์การใช้ชีวิต

    หลังจากผ่านชีวิตถึงวัยกลางคน หากเราตอบว่า “I’ll do it again.” ก็แสดงว่าเราพอใจต่อสิ่งที่เราทำมากถึงมากที่สุด หากเกิดใหม่ก็อยากแต่งงานกับคนคนนี้ไปอีกสักร้อยชาติ หากต้องเลือกทำงานอีก ก็จะทำสายทางเดิม กับเจ้านายคนเดิมนี่แหละ

    หากเราตอบคำถามนี้ไม่ได้ หรือตอบว่า “I won’t do it again.” ก็บ่งว่าเราไม่พอใจต่อสิ่งที่ได้ทำมา ไปจนถึงระดับผิดหวัง

    อย่างไรก็ตาม บางคนตอบว่า “I won’t do it again.” ทั้งที่เขาประสบความสำเร็จในสิ่งที่ทำ! และบางคนตอบว่า “I’ll do it again.” ทั้งที่ล้มเหลวจากสิ่งที่ทำ

    วินเซนต์ แวน โก๊ะห์ เป็นจิตรกรไส้แห้ง ไม่มีใครซื้อรูปที่เขาวาด แต่เขาก็ไม่ยอมเลิกวาดรูป

    บางคนเล่นกีฬาเสี่ยงภัย เช่นปีนเขา ดิ่งพสุธา ฯลฯ ประสบอุบัติเหตุเอาชีวิตแทบไม่รอด เมื่อหายดีแล้วก็บอกว่า “I’ll do it again.”

    ความพอใจของคนเหล่านี้อยู่ที่การได้ทำ ไม่ใช่ความสำเร็จ

    นี่คือความแตกต่างระหว่างความอยากทำแบบปกติ กับความอยากทำระดับ ‘ไม่ได้ทำขอตายดีกว่า’

    “I’ll do it again.” กับ “I won’t do it again.” เป็นแค่ดัชนีวัด ‘ผลประกอบการ’ ในงานหนึ่ง ๆ เท่านั้น หากอ่านมันออก เราก็อาจสร้างโอกาสปรับตัว ปรับปรุงชีวิต หรือปรับทิศทางเพื่อให้มีชีวิตที่ดีสมใจมากขึ้น

    จุดที่น่าสนใจกว่าคือกรณีของคนที่ตอบว่า “ฉันจะไม่ทำอีก” ทั้งที่พวกเขาประสบความสำเร็จ มันแสดงทัศนคติของคนที่มองโลกอีกแบบหนึ่ง นั่นคือการอยากลองทางสายอื่นดูบ้าง

    นาย ก. ประสบความสำเร็จในการงาน เป็นถึงประธานบริษัท รายได้มหาศาล มีชื่อเสียง ได้รับการยอมรับทั่วโลก แต่กระนั้นนาย ก. ก็คิดว่า ชาติหน้าหากเกิดใหม่จริง ก็อาจลองทำอย่างอื่นบ้าง ไม่อยากซ้ำรอยความสำเร็จเดิม ๆ อีกหลาย ๆ ครั้ง

    คนแบบนี้เห็นว่าการเกิดมาเป็นมนุษย์เป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ จึงน่าลองทำหลาย ๆ เรื่อง เพราะเราไม่สามารถทำทุกอย่างได้หมดในชาติเดียว ดังนั้นสมมุติว่ามีชาติหน้า ก็อยากลองทำอย่างอื่นบ้าง พวกเขาเห็นว่าประสบความสำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง จะเป็นไร เพราะชีวิตเป็นส่วนผสมของทั้งสองอย่าง แม้ในสถานการณ์ที่แย่ที่สุด เราก็อาจมีความสุขได้

    ทัศนคติการใช้ชีวิตแบบนี้หลุดพ้นจากกรอบของความสำเร็จ-ความล้มเหลวไปทันที

    พวกเขาเห็นว่า สิ่งที่สำคัญกว่าคำตอบ I’ll do it again. หรือ I won’t do it again. ก็คือการเรียนรู้จากบทเรียน ทั้งจากความสำเร็จและความล้มเหลว ทั้งจากวันดีและวันไม่ดี

    คนเหล่านี้เปลี่ยนโจทย์จากการไปถึงจุดหมายเป็นการได้ออกเดินทางไปยังจุดหมาย ไหน ๆ ก็เกิดมาในโครงสร้างชีวิตแบบคนแล้วก็ใช้ชีวิตแบบคนให้สุด ๆ ไปเลย

    หากชาติหน้าเกิดเป็นหมา ลิง ปลาดุก ก็จะใช้ชีวิตให้สุด ๆ แบบหมา ลิง ปลาดุก

    เพราะเกิดเป็นอะไรไม่สำคัญเท่าเกิดมาแล้วได้ใช้ชีวิตให้เต็มเปี่ยมหรือเปล่า

    วินทร์ เลียววาริณ
    20-4-26

    จาก ท้องฟ้าไม่ปิดทุกวัน 
    36 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 175 บาท = บทความละ 4.86 บาท  (ไม่คิดค่าส่ง)
    หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
    https://www.winbookclub.com/store/detail/110/ท้องฟ้าไม่ปิดทุกวัน 

    ทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395 

    1
    • 0 แชร์
    • 31
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    อาทิตย์ก่อนช่องแคบฮอร์มุซก็เหมือนกล่องใส่แมว

    แมวของเชรอดิงเออร์ (Schrödinger's cat)

    เออร์วิน เชรอดิงเออร์ เป็นนักฟิสิกส์ที่มีชื่อเสียงของโลก ระดับรางวัลโนเบล เขามีชื่อเสียงจาก thought experiment หนึ่ง สมมุติว่ามีกล่องที่ปิดสนิททุกด้าน ภายในกล่องใส่สารกัมมันตภาพรังสี เครื่องวัดการแผ่รังสี ขวดยาพิษไซยาไนด์ และแมวหนึ่งตัว

    สมมุติว่าสารกัมมันตภาพรังสีสลายตัว เครื่องไกเกอร์ เคาน์เตอร์ จะตรวจจับได้ และกลไกจะทำงานโดยปล่อยค้อนลงมาทุบขวดบรรจุยาพิษแตก แมวจะตาย แต่ถ้าสารรังสีไม่สลายตัว แมวก็รอด

    ในสายตาของเราซึ่งเป็นผู้ดูเหตุการณ์ เราไม่มีทางรู้ ‘ความจริง’ จนกว่าในชั่วขณะจิตที่เราเปิดกล่อง แต่ก่อนหน้าที่เราเปิดกล่อง แมวตัวนั้นมีสิทธิ์ที่จะอยู่หรือตายเท่าๆ กัน

    ใช่ อาทิตย์ก่อน ช่องแคบฮอร์มุซเปิดและปิดพร้อม เพราะสหรัฐฯและอิหร่านผลัดกันเปิดและปิด

    จนเมื่อวานนี้ อิหร่านก็เปิดช่องแคบ

    ผ่านไปไม่ถึง 24 ชั่วโมงก็ปิดอีก

    แค่วันเดียวสถานการณ์เปลี่ยนไป 180 องศา

    เราคนนอกที่มองดู 'กล่องใส่แมว' ไม่รู้เหตุผลที่แน่ชัดว่าทำไมอิหร่านทำอย่างนั้น

    สื่อรัฐของอิหร่านบอกตอนเปิดว่า ยอมเปิดช่องแคบ "ตามสัญญาหยุดยิง"

    และบอกตอนปิดรอบสองว่าเพราะ "สหรัฐฯไม่ทำตามสัญญา"

    แต่เราไม่รู้ว่าเหตุผลจริงๆ คืออะไร เพราะการที่สหรัฐฯปิดก็เหมือนไม่ปิด เพราะเรือรบอยู่ไกลมาก

    เป็นไปได้ไหมที่อิหร่านมองดูสหรัฐฯส่งทหารเข้าไปอีกหนึ่งหมื่นคน เพิ่มจากที่มีอยู่เดิมห้าหมื่นคน ในช่วงที่หยุดยิง เพื่อเตรียมสงครามรอบใหม่? และปิดช่องแคบเพื่อเตรียมพร้อม? เพราะสหรัฐฯมีนิสัยชอบบุกตอนเจรจาสันติภาพ

    เราไม่รู้

    เดี๋ยวก็รู้

    ...................

    thought experiment ของเชรอดิงเออร์เกี่ยวกับโลกควอนตัม โลกของอนุภาคที่อธิบายด้วยสามัญสำนึกไม่ได้ วิถีของอนุภาคคาดเดาไมไ่ด้ ทุกอย่างเป็นไปได้

    การทดลองทางความคิดนี้อาจอยากบอกว่า บางทีเบื้องนอกโน้นอาจมีหลายจักรวาล โลกหนึ่งแมวเป็น โลกหนึ่งแมวตาย

    โลกหนึ่งไม่มีสงครามอิหร่าน โลกหนึ่งมีสงคราม

    โลกหนึ่งอิษราเอรเป็นพวกรักสันติ อยู่อย่างสงบเสงี่ยม อีกโลกหนึ่งก่อสงครามไปทั่ว

    น่าเสียดายที่ในจักรวาลของเรา เราอยู่ในโลกใบหลัง

    โลกที่แมวตาย โลกที่เกิดสงครามไม่หยุดหย่อน

    วินทร์ เลียววาริณ
    19-4-26

    1
    • 0 แชร์
    • 39