• วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    เมื่อวานนี้ผมพูดเรื่อง Pale Blue Dot และเล่าว่า การกำเนิดตัวเราคือความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของจักรวาล! จากซากธุลีดาวกลายมาเป็นมนุษย์ ร่างกายของเราทุก ๆ คนในโลกมาจากการประกอบปรุงแต่งเข้าด้วยกันของอะตอมเดียวกับที่เคยเป็นดวงดาว เคยเป็นดาวเคราะห์ เคยเป็นดาวหาง เคยเป็นต้นไม้ ก้อนหิน แม่น้ำ มหาสมุทร อากาศ และปรุงแต่งต่อมาเป็นชีวิต ความคิด อารมณ์ จิตใจ และ ‘ตัวกู-ของกู’

    บางคนอาจคิดว่านี่เป็นอุปมาอุปไทย เปรียบเทียบ

    เปล่าเลย นี่เป็นการหมายความตามคำเป๊ะ

    แปลว่าเราทุกคนเคยเป็นดวงดาว เคยเป็นดาวเคราะห์ เคยเป็นดาวหาง เคยร่อนเร่ในอวกาศลึก เคยเป็นต้นไม้ ก้อนหิน แม่น้ำ มหาสมุทร อากาศงั้นหรือ?

    คำตอบคือใช่ครับ Yes

    เป็นไปได้อย่างไร?

    ตอนนี้ทองราคาดี ขอเล่าเรื่องทองก่อนก็แล้วกัน

    รู้ไหมว่าร่างกายคนเรามีทองอยู่ในตัวราวๆ 0.2 มิลลิกรัม มันอยู่ในเลือด ตับ ไต เส้นผม เล็บ

    ทองพวกนี้มาจากไหน? หนึ่งคำถามแต่มีหลายคำตอบ

    คำตอบแรกคือทองมาจากโลก มันกระจายอยู่บนโลก มันหาทางเข้ามาอยู่ในร่างกายเราจนได้

    คำตอบที่สองคือมันมาจากดวงดาวในอดีตกาล

    ทองก็เป็นธาตุชนิดหนึ่ง ตามตารางธาตุในวิชาเคมี มันอยู่ลำดับที่ 79 จัดว่าเป็นธาตุหนัก

    ลำดับของธาตุนับมาจากจำนวนโปรตอนในอะตอม เช่น ไฮโดรเจนได้รับหมายเลข 1 เพราะมีโปรตอนหนึ่งตัว ธาตุที่ไล่ตามหลังมาหนักขึ้นเรื่อยๆ เช่น คาร์บอนหมายเลข 6 (โปรตอน 6 ตัว) ออกซิเจนหมายเลข 8 ไล่ไปเรื่อยๆ

    ไฮโดรเจนเป็นธาตุแรก เกิดมาพร้อมกำเนิดจักรวาล หลังจากนั้นก็เปลี่ยนรูป เพ่ิมโปรตอนเป็นธาตุใหม่ๆ

    แต่เมื่อธาตุเริ่มหนักขึ้น อะตอมก็ไม่ได้มาง่ายๆ แล้ว มันจะเกิดมาจากดวงดาว เช่น ธาตุเหล็ก หมายเลข 26 เกิดในดวงดาว

    ทองหมายเลข 79 เกิดจากดวงดาวที่ตายแบบซูเปอร์โนวา

    เวลาดวงดาวมวลสูงๆ ดับ มันจะระเบิดอย่างรุนแรง เรียกว่าซูเปอร์โนวา

    ต้องใช้แรงอัดแรงระเบิดระดับนี้ จึงทำให้เกิดทอง

    ดังนั้นธาตุทองในร่างกายของเรา ก็มาจากซูเปอร์โนวาในอดีตกาลนานโพ้น

    ทุกครั้งที่ผมคิดถึงเรื่องนี้ ผมรู้สึกว่าน่าอัศจรรย์มากที่เราเคยเป็นดวงดาวมาก่อน เฮ้ย! อะตอมที่ปลายนิ้วกูเคยร่อนเร่ในดาราจักรมาก่อนว่ะ! น่าตื่นเต้นมากๆ

    ผมเขียนในเรื่องสั้น เดือนช่วงดวงเด่นฟ้า ดาดาว (2537) ดารันต์ ตัวละครหนึ่งพูดว่า "ทางไปสู่จุดหมายนั้นมีจริง แต่ท่านไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะค้นหามันด้วยตัวท่านเอง ความหมายของชีวิตคือความหมายของเอกภพ จงมองลึกเข้าไปในตัวท่านเอง ท่านจะพบกับจักรวาล และจงมองลึกเข้าไปในจักรวาล ท่านจะค้นพบตัวท่านเอง"

    นั่นคือจักรวาลทั้งจักรวาลอยู่ในตัวเรา เป็นส่วนหนึ่งของเรา

    เมื่อเราละสังขาร (ชาวโลกเรียกว่าตายหรือ dead แต่ทางพุทธเรียกเลิกประชุม) ธาตุต่างๆ ก็หวนกลับสู่จักรวาล รอวันประชุมเป็นรูปใหม่อีกครั้ง

    ตัวละครในเรื่องนี้จึงพูดว่า "ความตายก็คือการเดินทางอีกครั้งหนึ่ง การดับก็คือการเกิด การเกิดก็คือการดับ..." เพราะข้ารู้แล้วว่าทุกสรรพสิ่งเกิดจากเหตุและปัจจัย ไม่มีที่ตั้งต้น ไม่มีที่สิ้นสุด การเกิดไม่เคยมีในเอกภพ มีแต่การเกิดชุมนุมร่วมกันธาตุต่าง ๆ ชั่วคราว และการตายชั่วคราว

    เหล็กในเส้นเหล็กที่ใช้ก่อสร้างบ้านเรือน กับเหล็กในเลือดเรา ก็เป็นอะตอมของธาตุเดียวกัน

    คน พืช สัตว์ สิ่งของ สรรพสิ่งใช้อะตอมแบบเดียวกัน แต่ต่างรูป

    นี่คือข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์

    ผมจึงเขียนว่าเราทั้งหลาย "เคยเป็นต้นไม้ ก้อนหิน แม่น้ำ มหาสมุทร อากาศ และปรุงแต่งต่อมาเป็นชีวิต ความคิด อารมณ์ จิตใจ และ ‘ตัวกู-ของกู’..."

    อะตอมหลายตัวในร่างกายเราอาจเคยอยู่ในร่างเจ็งกิสข่าน ฮิตเลอร์ ไปจนถึงแม่ชีเทเรซามาก่อน

    สรรพสิ่งคือสิ่งเดียวกัน ประกอบเป็นรูปต่างๆ ชั่วคราว

    มีแต่มนุษย์ที่ปรุงแต่งเองว่า เราเหนือกว่าสัตว์ เราเหนือกว่าทุกชีวิตในโลก

    และในหมู่ชาวมนุษย์ด้วยกัน บางคนก็ปรุงแต่งว่าตนเองเหนือกว่าคนอื่น ขาดเขาแล้วโลกจะหยุดหมุน

    ทั้งที่ความจริงเจ้านั่นก็เป็นแค่กลุ่มอะตอมที่บังเอิญมารวมตัวกันผิดรูป สร้างความเดือดร้อนต่อชาวบ้าน

    เสียเวลาอะตอมเปล่าๆ

    วินทร์ เลียววาริณ
    12-2-26

    1
    • 0 แชร์
    • 14
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    Mini Wabi-sabi เป็นหนังสือปรัชญาอย่างง่าย ชุดที่ 4 ต่อจาก Mini Zen, Mini Tao, Mini Stoic

    ปรัชญาญี่ปุ่นฉบับย่อความ หนังสือเล่มนี้อธิบายปรัชญาญี่ปุ่นแบบง่ายๆ ผสมรูปการ์ตูน เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย เช่น ปรัชญา วาบิ-ซาบิ ปรัชญาคินสึงิ ปรัชญาอิคิงะอิ ปรัชญาอิชิโกะอิชิเอะ เป็นต้น ทั้งหมดเป็นปรัชญาง่ายๆ ที่ใช้ในชีวิตจริงได้

    หนา 144 หน้า ขนาดประมาณ 14.5 x 21 ซม.
    ราคาปก 290 บาท

    วันนี้มีโปรโมชั่นคู่กับรวมเรื่องสั้นหักมุมจบ ฮานอย ฮิลตัน

    สั่งผ่านเว็บไซต์ วินทร์ เลียววาริณ กดลิงก์ https://www.winbookclub.com/store/detail/256/%E0%B8%AE%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%20%E0%B8%AE%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%99%20+%20Mini%20Wabi-sabi 

    ***สำคัญ*** ผู้ซื้อต้องกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน คือชื่อ / ที่อยู่จัดส่ง / โทร. / อีเมล 
    แล้วแนบหลักฐานการโอนไปที่ namol113@gmail.com มิฉะนั้นเราจะไม่รู้ว่าเป็นลูกค้าคนไหน และอาจส่งผลให้ไม่ได้จัดส่ง

    หากท่านสั่งผ่านเว็บไม่ได้จริงๆ ก็สั่งทาง inbox นี้ได้

    1
    • 0 แชร์
    • 14
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    ร้านเหล้าพับผ่าหลังวันเลือกตั้งมีลูกค้ามาเยือนมากกว่าเดิม อาจเพราะเส้นกราฟตลาดหุ้นดูดีขึ้น ผู้คนจึงกล้าใช้จ่าย

    โดยเฉพาะแขกคนล่าสุดของข้าพเจ้า เขาสั่งค็อคเทลมาดื่มแก้วชนแก้ว ในเวลาไม่ถึงชั่วโมง เขาดวดไปสิบกว่าแก้ว

    เขาถามข้าพเจ้า "คุณเลือกพรรคไหน?"

    ข้าพเจ้ารู้ทันทีว่าลูกค้าคนนี้กำลังหาคนคุยเรื่องการเมือง

    ข้าพเจ้าตอบ "ผมเลือกพักผ่อนครับ อายุขนาดผมต้องพักบ่อยๆ ยิ่งต้องทำงานถึงดึกๆ ดื่นๆ"

    "แล้วคุณแก้หรือไม่แก้?"

    "ถ้าอาบน้ำก็แก้ ถ้าอยู่ในร้านก็ไม่แก้ แต่ผมไม่รังเกียจสาวสวยหุ่นดีแก้นะ"

    "ผมหมายถึงแก้รัฐธรรมนูญ"

    "ในเมื่อมีผลออกมาแล้ว ผมจะแก้หรือไม่แก้คงไม่สำคัญมั้ง"

    การเป็นบาร์เทนเดอร์ที่เจอคนหลากหลายอาชีพ วัยต่างๆ ทำให้ข้าพเจ้าถือหลักทางสายกลาง พูดกลางๆ ไม่เลือกฝ่าย มันไม่ดีต่อธุรกิจ

    แต่ลูกค้าคนนี้ไม่ยอมเลิก ถามต่อ "บาร์เทนเดอร์เห็นว่าเราควรนับใหม่ไหม?"

    "ควร เพราะหลังเลือกตั้ง คนไทยก็ควรนับหนึ่งใหม่ ควรลืมเรื่องโกรธแค้น ควรหันหน้าเข้าหากัน สร้างความปรองดอง แล้วช่วยกันเข็นประเทศต่อไป เพราะผมได้ยินคนพูดว่า ประเทศไทยเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย"

    "ผมหมายถึงนับบัตรเลือกตั้งใหม่ เราควรนับบัตรเลือกตั้งใหม่หรือเปล่า?"

    "อ้าว! นับใหม่เพราะมีการทุจริตหรือ?"

    "ได้ยินคนว่างั้น"

    "งั้นหรือ? คุณอยากให้นับใหม่หรือ?"

    "ความจริงนับใหม่ก็ไม่ยากอะไร เพื่อความสบายใจและยุติธรรม"

    "มันก็ขึ้นกับความสบายใจและยุติธรรมของใคร"

    "บาร์เทนเดอร์ไม่เห็นด้วย?"

    ข้าพเจ้าบอก "เปล่าๆ ถ้าทุกฝ่ายอยากนับใหม่ ก็ตามสบายเลย เพราะผมไม่ใช่คนนับ แต่ถ้านับใหม่แล้วผลแตกต่าง แล้วอีกฝ่ายขอนับใหม่บ้าง จะต้องนับกันกี่รอบ? แล้วถ้านักเรียนทั่วประเทศขอนับคะแนนใหม่ทุกครั้งที่สอบตก หรือสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ จะไม่ยุ่งหรือ"

    "อุ๊ย! บาร์เทนเดอร์ก็ไปซะไกล"

    ข้าพเจ้าหัวเราะ "ผมเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายน่ะ"

    "คิดเงินด้วย"

    ข้าพเจ้าบอก "ของคุณทั้งหมดสิบสองแก้ว ราคา 1,525 บาท"

    "อะไรนะ? ผมน่ะหรือดื่มถึง 12 แก้ว?"

    "ใช่ครับ"

    "ไม่ใช่ ผมดื่มไม่ถึงแน่ๆ"

    "ถึงครับ"

    "ไม่ถึง ผมขอนับใหม่ เพื่อความสบายใจและยุติธรรม"

    ข้าพเจ้าถอนใจ "เอางี้ คุณว่าคุณดื่มไปกี่แก้ว?"

    "ผมว่าผมดื่มไปแค่ 5 แก้ว"

    ข้าพเจ้ามองดูแก้วเปล่าสิบกว่าใบบนเคาน์เตอร์ ใช้นิ้วจิ้มไปทีละแก้วหลายรอบ

    "ทำไมนับช้าจัง?"

    "ผมแก่แล้ว ไม่ถนัดงานนับ ก็ได้ ผมนับใหม่ได้ 5 แก้ว"

    "ราคาเท่าไร?"

    "1,525 บาทครับ"

    "เอ๊ะ! ทำไมค่าเหล้า 5 แก้วกับ 12 แก้วเท่ากัน?"

    ข้าพเจ้ายิ้ม "ค่าเหล้าไม่เท่ากันหรอกครับ แต่ผมคิดค่านับใหม่ด้วย เพื่อความสบายใจและยุติธรรม"

    วินทร์ เลียววาริณ
    11-2-26

    พับผ่า! บาร์เทนเดอร์ (The Bartender Series 1) มีจำหน่ายแล้วในรูปอีบุ๊ค สนใจดูได้ในเว็บ The Meb

    1
    • 0 แชร์
    • 32
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    บทความโดยพี่เรืองเดช จันทรคีรี บรรณาธิการและผู้ผลิตหนังสือมาหลายสิบปี อ่านบทความก่อน ผมค่อยเสริมตอนท้าย

    .....................

    ทำไมสำนักพิมพ์ขนาดเล็กจึงรอดยาก
    ตั้งง่าย ตายง่าย ในโครงสร้างอุตสาหกรรมหนังสือไทย

    ผม (เรืองเดช จันทรคีรี)​ เคยให้ความเห็นหลายครั้งว่า ผู้ประกอบการสำนักพิมพ์เล็กในประเทศไทยต้องเผชิญกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้างหลายประการ ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต ความสามารถในการตั้งราคาหน้าปก และท้ายที่สุดคือความอยู่รอดในระยะยาว

    ปัญหาเหล่านี้มิได้เกิดจาก "ความไม่เก่ง" หรือ "การบริหารผิดพลาดเฉพาะราย" หากแต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของอุตสาหกรรมหนังสือไทยที่เอื้อต่อผู้เล่นรายใหญ่ และผลักผู้เล่นรายเล็กให้อยู่ในภาวะเปราะบางตั้งแต่ต้นน้ำ

    1. พิมพ์น้อย ต้นทุนต่อหน่วยสูง: กับดักของปริมาณการผลิต

    ปัจจัยที่มีผลต่อต้นทุนการผลิตหนังสือต่อหน่วยมากที่สุดคือ "ปริมาณการพิมพ์" ต้นทุนหลายรายการในกระบวนการผลิตเป็นต้นทุนคงที่ เช่น ค่าออกแบบปก ค่าจัดหน้า ค่าเพลท ค่าบรรณาธิการ ซึ่งไม่เพิ่มขึ้นตามจำนวนเล่ม แต่จะถูกเฉลี่ยลงตามปริมาณการพิมพ์

    สำนักพิมพ์ขนาดกลางและขนาดใหญ่ซึ่งสามารถพิมพ์ในปริมาณมาก จึงมีต้นทุนต่อหน่วยต่ำกว่าโดยธรรมชาติ

    ในทางตรงกันข้าม สำนักพิมพ์ขนาดเล็กซึ่งพิมพ์จำนวนน้อย ต้นทุนคงที่เหล่านี้จะถูกเฉลี่ยต่อเล่มในอัตราที่สูงกว่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตัวอย่างเช่น ค่าออกแบบปก 8,000 บาท หากพิมพ์ 1,000 เล่ม ต้นทุนค่าออกแบบปกอยู่ที่ 8 บาทต่อเล่ม แต่หากพิมพ์ 2,000 เล่ม ต้นทุนจะลดลงเหลือ 4 บาทต่อเล่มทันที

    แม้แต่ต้นทุนผันแปรบางประเภท เช่น ค่าลิขสิทธิ์ ซึ่งโดยทั่วไปคิดเป็นร้อยละของราคาปก ก็ยังมีลักษณะกึ่งคงที่ในทางปฏิบัติ เพราะสำนักพิมพ์ที่มีปริมาณการผลิตสูงย่อมมีอำนาจต่อรองมากกว่า สามารถเจรจาอัตราที่ต่ำลงได้ ในขณะที่สำนักพิมพ์ขนาดเล็กแทบไม่มีพื้นที่ต่อรองเลย

    2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม: ภาระที่ซ่อนอยู่ในต้นทุน

    แม้รัฐจะกำหนดให้หนังสือเป็นสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% เพื่อให้ราคาหน้าปกไม่สูงเกินไป แต่ในทางปฏิบัติ สำนักพิมพ์ยังคงต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มในทุกขั้นตอนของต้นทุนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นค่าพิมพ์ ค่าออกแบบ ค่ากระดาษ หรือค่าบริการอื่นๆ โดยไม่สามารถนำภาษีเหล่านี้ไปเครดิตคืนได้

    กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ อุตสาหกรรมหนังสืออยู่ในสภาวะ "มีภาษีขาเข้า แต่ไม่มีภาษีขาออก" ภาระภาษีดังกล่าวจึงถูกดูดซับเข้าไปในต้นทุน และสุดท้ายย่อมสะท้อนกลับมาในราคาหน้าปกไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

    สำหรับสำนักพิมพ์ขนาดเล็กที่ไม่สามารถสั่งซื้อปัจจัยการผลิตในปริมาณมากเพื่อเฉลี่ยภาระภาษีให้ต่ำลงได้ ภาระภาษีต่อหน่วยจึงสูงกว่าสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่โดยเปรียบเทียบ 
    นี่ไม่ใช่ปัญหาการจัดการ แต่เป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง

    3. Backlist ยังไม่ทันออกดอก

    ในทางทฤษฎี หนังสือที่สามารถพิมพ์ขายซ้ำได้ต่อเนื่อง หรือที่เรียกว่า Backlist คือหัวใจสำคัญของความมั่นคงทางการเงินของสำนักพิมพ์ เพราะช่วยลดต้นทุนต่อหน่วยลงอย่างต่อเนื่อง และสร้างรายได้ระยะยาว

    อย่างไรก็ตาม ความคุ้มค่าของ Backlist จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสำนักพิมพ์มีอายุการดำเนินกิจการยาวพอ และมีทุนหมุนเวียนเพียงพอที่จะรอผลตอบแทนในระยะยาว 
    สำนักพิมพ์ขนาดกลางและขนาดใหญ่ซึ่งมีสายป่านยาวย่อมได้เปรียบในจุดนี้
    ในขณะที่สำนักพิมพ์ขนาดเล็กจำนวนมากไม่สามารถอยู่รอดได้นานพอให้ Backlist ทำงาน หนังสือจึงยังไม่ทันกลายเป็นสินทรัพย์ ก็ต้องกลายเป็นภาระต้นทุนไปเสียก่อน

    4. สวมหมวกได้ใบเดียว กับต้นทุนที่สูงกว่าเสมอ

    สำนักพิมพ์ขนาดใหญ่จำนวนไม่น้อยสามารถลดต้นทุนและเพิ่มสภาพคล่องได้ด้วยการดำเนินกิจการแบบครบวงจร คือเป็นทั้งผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และร้านหนังสือในเวลาเดียวกัน

    เมื่อรายได้จากการขายเกิดขึ้นในเครือเดียวกัน เงินสดจึงสามารถหมุนกลับมาใช้ผลิตหนังสือล็อตถัดไปได้ทันที

    ตรงกันข้าม สำนักพิมพ์ขนาดเล็กส่วนใหญ่สวมหมวกได้เพียงใบเดียวในฐานะผู้ผลิต จำเป็นต้องพึ่งพาสายส่งและร้านหนังสือ ซึ่งมักหักส่วนแบ่งจากราคาปกในอัตรา 40–45% ภาระดังกล่าวทำให้สำนักพิมพ์ต้องตั้งราคาปกสูงขึ้นเพื่อให้โครงสร้างต้นทุนไม่ติดลบ
    ยิ่งไปกว่านั้น รายได้จากการขายหนังสือยังไม่ได้ไหลกลับมาทันที แต่ต้องรอรอบบัญชีของร้านหนังสือและสายส่ง ซึ่งอาจใช้เวลาหนึ่งเดือนหรือมากกว่า ปัญหาสภาพคล่องจึงกลายเป็นแรงกดดันซ้ำซ้อน โดยเฉพาะกับสำนักพิมพ์ที่มีทุนจำกัด

    บทสรุป: ไม่ใช่ตั้งง่ายเพราะใครก็ทำได้ แต่ตายง่ายเพราะโครงสร้างไม่รอใคร

    สำนักพิมพ์ขนาดเล็กในไทยไม่ได้ล้มเหลวเพราะขาดอุดมการณ์หรือความสามารถ 
    หากแต่ดำเนินกิจการอยู่ในโครงสร้างที่ต้นทุนสูง อำนาจต่อรองต่ำ สภาพคล่องตึงตัว และต้องแบกรับค่าโสหุ้ยที่มักถูกมองไม่เห็น

    เมื่อไม่เข้าใจหรือไม่นำค่าโสหุ้ยมาใส่ในโครงสร้างราคา การคำนวณจุดคุ้มทุนย่อมคลาดเคลื่อน และความอยู่รอดก็กลายเป็นเพียงภาพลวงตา

    สำนักพิมพ์ขนาดเล็กจึง "ตั้งง่าย" เพราะใครก็เริ่มได้ แต่ "ตายง่าย" เพราะโครงสร้างไม่เปิดโอกาสให้ลองผิดลองถูกได้นานพอ

    หากอุตสาหกรรมหนังสือไทยจะพูดถึงความยั่งยืนอย่างจริงจัง คำถามจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่ว่า ใครทำไม่ดีพอ แต่ควรถามต่อว่าโครงสร้างแบบใดที่ทำให้คนตัวเล็กมีโอกาสรอดได้จริง

    ........................

    หมายเหตุ วินทร์ เลียววาริณ :

    บทความของพี่เรืองเดชพูดถึงต้นทุนการผลิต ซึ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่อีกจุดหนึ่งที่ไม่ได้พูดถึงและส่งผลต่อวงการหนังสือ คือพฤติกรรมการอ่านและซื้อที่ลดลง ทำให้ราคาหนังสือสูงขึ้นมหาศาล

    ช่วงสองปีนี้ผมเปิดการขายแบบ pre-order ทำมาหลายรอบ เพราะเป็นทางรอดที่เหลืออยู่ แต่ดูจากตัวเลขหลายรอบที่ผ่านมายังต่ำอยู่ คาดว่าคงอยู่ได้อีกไม่นาน เพราะเมื่อยอดสั่งซื้อต่ำ ราคาก็ยิ่งสูง ราคายิ่งสูง ยอดซื้อก็ยิ่งต่ำ เป็นวงจรอ่อนใจ

    สำหรับงานของผม คนที่ไม่มีงบ สามารถอ่านจากห้องสมุดได้ฟรี (เรายังพยายามเข็นโครงการเติมหัวใจใส่ห้องสมุดไปจนกว่าจะหมดเงิน) ถ้ามีงบ ก็ควรอุดหนุนบ้าง เพราะนักเขียนแบกได้ถึงจุดจุดหนึ่งเท่านั้น

    อีกประการ เมื่อตัวเลขสั่งซื้อสูงขึ้น ราคาก็จะลงมาเอง

    เพจนี้ไม่เก็บเงินสมาชิก ให้อ่านงานจากหนังสือที่ตีพิมพ์ฟรีมาตลอด คัดสรรงานที่มีสาระมาให้เสพ ลงรูปประกอบที่จ่ายเงินมา ต้องอ่านข้อมูล ต้องรีเสิร์ช ต้องแปลมาให้อ่าน แต่หากนักอ่านยังอยากอ่านอยู่ ก็ต้องช่วยให้นักเขียนอยู่รอด ไม่งั้นก็ต้องเลิก

    นี่ไม่ได้ขู่ ไม่ได้ขอร้อง ไม่ได้น้อยใจ แค่บอกความจริงว่าตลาดหนังสือมาถึงจุดนี้แล้ว จะได้ไม่แปลกใจเมื่อนักเขียนคนนี้หายไป

    วินทร์ เลียววาริณ
    10 กุมภาพันธ์ 2569

    1
    • 0 แชร์
    • 29
    Regnarts
    ยุคที่ 1. คนเสพแต่ภาพเคลื่อนไหวแนวตั้ง 4 วินาทีในจอมือถือ 2. คนเหลือมือแค่มือเดียว เพราะอีกมือต้องจับมือถือไว้ตลอดเวลา 3. พ่อแม่ปู่ย่าตายายเอามือถือให้เด็กเล่นตั้งแต่ยังแบเบาะ 4. คนดูหน้าจอมือถือตลอดเวลาในห้องสมุด ผมคิดว่า ตราบใดที่ยังไม่มีกฏหมายบังคับใช้และลงโทษเจ้าของโซเชียลมีเดียแพลทฟอร์มอย่างจริงจังเป็นรูปธรรม คนอ่านหนังสือก็จะหายไปในเวลาไม่กี่ปีนี่ล่ะครับ
    ดูความเห็น 1 รายการ ...
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    บ่ายวันหนึ่งในปี ค.ศ. 1990 แคนดิซ แฮนเซน-โคฮาร์เช็ก นักวิทยาศาสตร์องค์การนาซานั่งทำงานในห้องทดลองของเธอที่ Jet Propulsion Lab แคลิฟอร์เนีย ศึกษาภาพถ่ายที่ยานอวกาศ วอเยเจอร์ 1 ส่งกลับมายังโลก ขณะนั้นยานอวกาศสำรวจระบบสุริยะอายุสิบสามปีอยู่ห่างจากโลกหกพันล้านกิโลเมตร

    หนึ่งในภาพถ่ายที่ส่งมาเป็นรูปห้วงอวกาศว่างเปล่า ภาพค่อนข้างมัว กลางภาพนั้นมีจุดเล็ก ๆ สีฟ้าอ่อนจุดหนึ่ง ขนาดจุดนั้นเล็กกว่าหนึ่งพิกเซล จุดนั้นคือโลก ถ่ายจากที่ไกล 43 เท่าของระยะทางโลกกับดวงอาทิตย์ จังหวะของรูปถ่ายเหมาะเจาะ เนื่องจากระดับแสงกำลังพอดี เธอเป็นคนแรกในโลกที่เห็นภาพนี้

    นี่เป็นภาพถ่ายที่เกิดจากการ ‘กัดไม่ปล่อย’ ของนักวิทยาศาสตร์-นักเขียน คาร์ล เซเกน เมื่อโครงการวอเยเจอร์ 1 เริ่มต้นไม่นาน เขาล็อบบี้องค์การนาซาให้หันกล้องถ่ายรูปกลับมาถ่ายภาพโลก แต่เบื้องบนไม่ยอม กลัวว่าการถ่ายรูปสวนแสงอาทิตย์อาจทำลายเลนส์ของกล้อง สำหรับเซเกน นี่ไม่ใช่ภาพถ่ายเพื่อประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ มันเป็นภาพทางจิตวิญญาณมากกว่า

    ความคิดถ่ายภาพโลกถูกดองนานหลายปี จนเมื่อยานวอเยเจอร์ 1 เดินทางเกือบข้ามระบบสุริยะ ส่งภาพดาวเคราะห์ต่าง ๆ มามากมาย ทำหน้าที่ของมันเกือบจบแล้ว ในปี 1989 คาร์ล เซเกน ขอร้องนาซาอีกครั้งหนึ่งให้ถ่ายภาพโลกก่อนที่ยานจะมองไม่เห็นโลกอีกต่อไป ในที่สุดคำขอก็ได้รับอนุมัติ

    ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 1990 วอเยเจอร์ 1 ก็หันกล้องกลับไปยังโลก และเป็นที่มาของภาพจุดสีฟ้าอ่อนนี้ และหนังสือของ คาร์ล เซเกน ชื่อ Pale Blue Dot : A Vision of the Human Future in Space สี่ปีให้หลัง

    เซเกนเขียนท่อนหนึ่งในหนังสือว่า “มองจุดนั้นอีกครั้ง นั่นคือที่นี่ นั่นคือบ้าน นั่นคือเรา บนจุดนั้นทุกทุกคนที่คุณรัก ทุก ๆ คนที่คุณรู้จัก ทุก ๆ คนที่คุณเคยได้ยินได้ฟัง มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะเป็นใครถือกำเนิดและได้ใช้ชีวิต ผลรวมของความสุขและความทุกข์ของเรา ศาสนา แนวคิด ทฤษฎีเศรษฐกิจนับพัน ๆ แนวทาง นักล่าและคนหาอาหารทุกคน วีรบุรุษและคนขลาดทุกคน ผู้สร้างสรรค์และผู้ทำลายอารยธรรมทุกคน ราชาและชาวนาทุกผู้ หนุ่มสาวในห้วงรักทุกคู่ แม่และพ่อ เด็ก นักประดิษฐ์และนักสำรวจ ครูแห่งจริยธรรม นักการเมืองฉ้อฉล ดารา ผู้นำ นักบุญ คนบาปทุกคนในประวัติศาสตร์ของสายพันธุ์ของเรา อาศัยอยู่ที่นั่น บนธุลีหนึ่งใต้แสงอาทิตย์”

    ในดาราจักรทางช้างเผือกมีดวงดาวหลายแสนล้านดวง หนึ่งในนั้นคือดวงอาทิตย์ของเรา อาศัยอยู่แถบ ‘ชานเมือง’ ของทางช้างเผือก อายุของมันคือห้าพันล้านปี ถือกำเนิดมาจากธุลีดาวที่เป็นซากศพของบรรพบุรุษดวงดาวนับหมื่นล้านปีก่อนหน้า ถักทอขึ้นเป็นดวงอาทิตย์ รายล้อมด้วยเศษซากเก่าของดวงดาวซึ่งกระทบชนกันตลอดเวลาในช่วงวัยทารกของระบบสุริยะ ในที่สุดก็เหลือเพียงไม่กี่กลุ่มก้อนซึ่งค่อย ๆ เกาะกลุ่มใหญ่ขึ้น ประกอบเป็นดาวเคราะห์ดวงต่าง ๆ หมุนวนรอบดวงอาทิตย์ โลกเราเป็นหนึ่งในนั้น

    ในช่วงอายุสี่พันหกร้อยล้านปีของโลก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเพิ่งถือกำเนิดไม่กี่ร้อยล้านปีนี้เอง มนุษย์วานรตัดสินใจลุกขึ้นยืนและเดินสองขาเมื่อไม่กี่ล้านปีก่อน ส่วนมนุษย์สมัยใหม่เพิ่งถือกำเนิดเพียงสองแสนปีนี้เอง และเริ่มสร้างอารยธรรมราวหนึ่งหมื่นปีก่อน

    การกำเนิดตัวเราคือความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของจักรวาล! จากซากธุลีดาวกลายมาเป็นมนุษย์ ร่างกายของเราทุก ๆ คนในโลกมาจากการประกอบปรุงแต่งเข้าด้วยกันของอะตอมเดียวกับที่เคยเป็นดวงดาว เคยเป็นดาวเคราะห์ เคยเป็นดาวหาง เคยร่อนเร่ในอวกาศลึก เคยเป็นต้นไม้ ก้อนหิน แม่น้ำ มหาสมุทร อากาศ และปรุงแต่งต่อมาเป็นชีวิต ความคิด อารมณ์ จิตใจ และ ‘ตัวกู-ของกู’

    นี่เป็นประสบการณ์ที่ไม่ทุกชีวิตในจักรวาลพานพบ เราแต่ละคนคือปาฏิหาริย์แห่งจักรวาล เราแต่ละคนมีโอกาสใช้ชีวิตแบบที่สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในโลกอื่นหรือดาราจักรอื่น ๆ ไม่มี

    ในจักรวาลนี้ มีแต่มนุษย์ที่มีรูปแบบชีวิตเป็นเอกลักษณ์เช่นที่เป็นอยู่นี้ และในบรรดามนุษย์ร่วมเจ็ดพันล้านคน มี ‘ตัวเรา’ เพียงคนเดียวที่มีเอกลักษณ์อย่างนี้ เราคือปาฏิหาริย์!

    และในเมื่อเราแต่ละคนคือปาฏิหาริย์ เราทุกคนทุกชีวิตเป็นญาติพี่น้องกัน เราจงยินดีกับการมีชีวิตของเรา เราสมควรเฉลิมฉลองการดำรงอยู่ของเรา มองโลกอย่างรื่นรมย์ ไม่ใช่บ่นทุกสิ่งที่ขวางหน้า เรารักสรรพสิ่งรอบตัว อากาศที่เราหายใจ อาหารที่เรากิน ภาพต่าง ๆ ที่เรามองเห็น เสียงต่าง ๆ ที่เราได้ยิน

    เรารักษาโลกเพราะโลกของเราเกิดขึ้นอย่างนี้เพียงครั้งเดียว และมันเป็นบ้านของเรา เราใช้ทุก ๆ วินาทีบนโลกนี้ ในรูปแบบชีวิตเช่นนี้อย่างดีที่สุด เพราะนี่เป็นโอกาสเดียวของเราในมหาจักรวาล หมดแล้วหมดเลย

    ชีวิตหน้าหรือ ‘ชาติหน้า’ ของเราอาจจะเป็นมด แมลง ปลา แบคทีเรีย ริดสีดวงทวาร ก้อนอิฐ หรือกระทั่งมนุษย์ต่างดาว เราฉลองวันเกิดของเราเพื่อระลึกถึงการดำรงอยู่ชั่วคราวของเราบนโลกนี้ ในรูปแบบชีวิตนี้ เพราะนี่เป็นโอกาสที่พิเศษสุดจริง ๆ

    เมื่อมองโลกด้วยสายตาของจักรวาล เราก็คือปาฏิหาริย์!

    วินทร์ เลียววาริณ
    11-2-26

    จากหนังสือ ชีวิตคือปาฏิหาริย์! รวมบทความเสริมกำลังใจ ชุดที่ 8
    36 บทความกำลังใจ
    175.- บทความละ 4.8 บาท
    https://www.winbookclub.com/store/detail/103/ชีวิตคือปาฏิหาริย์ 

    1
    • 0 แชร์
    • 27