• วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    คนรุ่นใหม่คงไม่คุ้นชินเพลง 9,999,999 Tears ของ Dickey Lee เพราะมันเก่ามากแล้ว (ออกเมื่อ 1976)

    แต่อาจเคยได้ยินเพลง เก้าล้านหยดน้ำตา ร้องโดย ดอน สอนระเบียบ

    เก้าล้านหยดน้ำตา แปลงมาจากเพลง 9,999,999 Tears แปลงเนื้อเพลงค่อนข้างตรงกับชื่อต้นฉบับคือ เก้าล้าน + หยดน้ำตา

    เพลงดังระเบิด ทำให้เกิดภาพยนตร์เรื่อง เก้าล้านหยดน้ำตา ดอน สอนระเบียบ แสดงคู่กับ เศรษฐา ศิระฉายา

    ยกตัวอย่างเนื้อเพลงท่อนหนึ่ง

    “เก้าล้านความระกำ ช้ำชอกใจที่เธอทำไว้นั่น ฉันเค้นมันกลั่นออกเป็นน้ำตาล้นหลั่ง ให้ผิดหวังที่มันคั่งในอก”

    ภาษาสวยแบบนี้ต้องเป็นฝีมือครูเพลงรุ่นเก่า ใช่ เพลงนี้เขียนภาษาไทยโดย จงรัก จันทร์คณา

    จงรัก จันทร์คณา เป็นนักแต่งเพลงชั้นเซียนคนหนึ่ง เขาเป็นคนแต่งเพลงดัง จงรัก ทำไมถึงต้องเป็นเรา หนึ่งหญิง สองชาย ทำไมทำฉันได้

    เอาละ ทีนี้จะรู้ว่าผู้อ่านเป็นคอเพลงยุคไหน ก็ต้องถามว่า รู้จักเพลง 900 โรงจำนำ ไหม

    เพลง 900 โรงจำนำ ก็แปลงมาจากเพลง 9,999,999 Tears เหมือนกัน แต่เป็นคนละเวอร์ชั่น คนละอารมณ์

    เพลงนี้เขียนโดย สรวง สันติ เป็นเวอร์ชั่นเสียดสีสังคมอย่างเจ็บคัน ด้วยอารมณ์ขัน

    ลองฟังเนื้อเพลง

    “เก้าร้อยโรงจำนำ มันมากมายจนเกินจำเลยนั่น ฉันเห็นมันเก็บเอามาจำนำเสียเกลี้ยง เอาเงินมาเลี้ยงเพื่อให้ชื่นในอก

    จำนำคราวแรก ฉันเหนียม ใจกระเดียมอีตอนจำนำครก ดูตัวเราดั่งลูกนก ชื่นอกชื่นใจได้อาหาร ที่รักเธอเป็นคนดี ดีที่ช่วยกันผลาญ มาสิมา เดี๋ยวให้สนุกสนาน ของที่บ้านจำนำได้อีกนะ

    เก้าร้อยโรงจำนำ มันมากมายจนเกินจำเลยนั่น ฉันเห็นมันเก็บเอามาจำนำเสียเกลี้ยง เหลือแต่เขียงจะจำนำได้ไหม ถ้าไม่ได้ก็แย่

    เคยคุยถึงเรื่องอนาคต ถ้าฉันหมดสิ่งของจะจำนำ เธอเคยบอกจะช่วยค้ำ จะจำนำของของเธอบ้างละ

    มาวันนี้ดูเธอทำเฉยเมยหน้างอ เพราะฉันบ่จี๊ใช่ไหมจ๊ะ เธอเลยยอมพรากจากไปไกลเลยนะ ถึงฉันจะหมดตัวไม่แล

    เก้าร้อยโรงจำนำ มันมากมายจนเกินจำเลยนั่น ฉันเห็นมันเก็บเอามาจำนำเสียเกลี้ยง เหลือแต่เขียงจะจำนำได้ไหม ถ้าไม่ได้ก็แย่...” 
    คุยเรื่องเพลงเก่าๆ ดีกว่า น่าจะโยงเข้าการเมืองยาก

    วินทร์ เลียววาริณ
    13-2-26

    เก้าล้านหยดน้ำตา https://www.youtube.com/watch?v=lKIAfaWBB_Y&list=RDlKIAfaWBB_Y&start_radio=1 

    900 โรงจำนำ https://www.youtube.com/watch?v=i8QAvnzxNN4&list=RDi8QAvnzxNN4&start_radio=1 

    1
    • 0 แชร์
    • 16
    Regnarts
    เกิดทันทั้ง 2 เพลงนี้เลย 😅
    ดูความเห็น 1 รายการ ...
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    ผมพูดเสมอว่าอ่านอะไร ฟังอะไร ให้วิเคราะห์ก่อน คิดก่อนเชื่อ

    เรื่องวิเคราะห์สำคัญมากจนพระพุทธองค์ทรงสอนเรื่องนี้มาแต่สมัยพุทธกาล

    ธรรมที่ทรงสอนซึ่งเป็นที่รู้จักมากที่สุดก็คือ กาลามสูตร เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ชาวกาลามะ หมู่บ้านเกสปุตตนิคม แคว้นโกศล

    ดังนั้นมันจึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า เกสปุตตสูตร

    เชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงไม่ได้อ่านเรื่องนี้มาจากพระไตรปิฎก เพราะข้อความยาวเป็นพรืด จึงขอยกเอาแค่ท่อนเดียวมาให้อ่าน

    ขออนุญาตย่อหน้าและใส่เครื่องหมายคำพูด เพื่อให้อ่านง่ายขึ้น ไม่งั้นเชื่อว่าคงอ่านไม่ถึงบรรทัดท้ายๆ แน่!

    ....................

    สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในโกศลชนบทพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จถึงนิคมของพวกกาลามะชื่อว่า เกสปุตตะ

    พวกชนกาลามโคตร ชาวเกสปุตตนิคมได้สดับข่าวมาว่า พระสมณโคดมศากยบุตรทรงผนวชจากศากยสกุลแล้ว เสด็จมาถึงเกสปุตตนิคมโดยลำดับ ก็กิตติศัพท์อันงามของพระสมณโคดมพระองค์นั้นแล ขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ทรงเบิกบานแล้ว ทรงจำแนกธรรม พระองค์ทรงทำโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม พระองค์ทรงแสดงธรรมไพเราะในเบื้องต้น ไพเราะในท่ามกลางไพเราะในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง ก็การได้เห็นพระอรหันต์ทั้งหลายเห็นปานนั้น ย่อมเป็นความดีแล

    ครั้งนั้นชนกาลามโคตร ชาวเกสปุตตนิคมได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคจนถึงที่ประทับ บางพวกถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค

    ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกประนมมือไปทางพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกประกาศชื่อและโคตรแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกนั่งเฉยๆ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

    เมื่อต่างก็นั่งลงเรียบร้อยแล้ว จึงได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า

    “พระเจ้าข้า มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมายังเกสปุตตนิคม สมณพราหมณ์พวกนั้น พูดประกาศแต่เฉพาะวาทะของตัวเท่านั้น ส่วนวาทะของผู้อื่นช่วยกันกระทบกระเทียบ ดูหมิ่นพูดกด ทำให้ไม่น่าเชื่อ พระเจ้าข้า มีสมณพราหมณ์อีกพวกหนึ่งมายังเกสปุตตนิคม ถึงพราหมณ์พวกนั้น ก็พูดประกาศแต่เฉพาะวาทะของตนเท่านั้น ส่วนวาทะของผู้อื่นช่วยกันกระทบกระเทียบ ดูหมิ่น พูดกด ทำให้ไม่น่าเชื่อ พระเจ้าข้า พวกข้าพระองค์ยังมีความเคลือบแคลงสงสัยในสมณพราหมณ์เหล่านั้นอยู่ทีเดียวว่า ท่านสมณพราหมณ์เหล่านั้น ใครพูดจริง ใครพูดเท็จ”

    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ดูกรกาลามชนทั้งหลาย ก็ควรแล้วที่ท่านทั้งหลายจะเคลือบแคลงสงสัย และท่านทั้งหลายเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในฐานะที่ควรแล้ว มาเถิดท่านทั้งหลายท่านทั้งหลาย...

    “อย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา...
    “อย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำสืบๆ กันมา 
    “อย่าได้ยึดถือโดยตื่นข่าวว่า ได้ยินอย่างนี้ 
    “อย่าได้ยึดถือโดยอ้างตำรา 
    “อย่าได้ยึดถือโดยเดาเอาเอง 
    “อย่าได้ยึดถือโดยคาดคะเน 
    “อย่าได้ยึดถือโดยความตรึกตามอาการ 
    “อย่าได้ยึดถือโดยชอบใจว่าต้องกันกับทิฐิของตัว 
    “อย่าได้ยึดถือโดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้ 
    “อย่าได้ยึดถือโดยความนับถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา

    “เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศลธรรมเหล่านี้มีโทษ ธรรมเหล่านี้ผู้รู้ติเตียน ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายควรละธรรมเหล่านั้นเสีย...” ฯลฯ

    เนื้อความในพระไตรปิฎกยาวกว่านี้มาก แต่อ่านเท่านี้เราก็คงพอเข้าใจคอนเส็ปต์เรื่องการวิเคราะห์จากพระโอษฐ์

    และเราก็คงรู้แล้วว่า การคิดเองเออเอง การเชื่อง่าย การคิดว่าสิ่งที่ตนคิดและเชื่อเหนือกว่าคนอื่น ฯลฯ เหล่านี้ มีมานานตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว

    ไม่ว่าจะเป็นคนโบราณหรือคนในยุคโซเชียล เน็ตเวิร์ก ปฏิบัติตนตามเกสปุตตสูตร จะปลอดภัยแน่นอน  

    วินทร์ เลียววาริณ
    13-2-26

    2
    • 0 แชร์
    • 23
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    เมื่อวานนี้ผมพูดเรื่อง Pale Blue Dot และเล่าว่า การกำเนิดตัวเราคือความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของจักรวาล! จากซากธุลีดาวกลายมาเป็นมนุษย์ ร่างกายของเราทุก ๆ คนในโลกมาจากการประกอบปรุงแต่งเข้าด้วยกันของอะตอมเดียวกับที่เคยเป็นดวงดาว เคยเป็นดาวเคราะห์ เคยเป็นดาวหาง เคยเป็นต้นไม้ ก้อนหิน แม่น้ำ มหาสมุทร อากาศ และปรุงแต่งต่อมาเป็นชีวิต ความคิด อารมณ์ จิตใจ และ ‘ตัวกู-ของกู’

    บางคนอาจคิดว่านี่เป็นอุปมาอุปไทย เปรียบเทียบ

    เปล่าเลย นี่เป็นการหมายความตามคำเป๊ะ

    แปลว่าเราทุกคนเคยเป็นดวงดาว เคยเป็นดาวเคราะห์ เคยเป็นดาวหาง เคยร่อนเร่ในอวกาศลึก เคยเป็นต้นไม้ ก้อนหิน แม่น้ำ มหาสมุทร อากาศงั้นหรือ?

    คำตอบคือใช่ครับ Yes

    เป็นไปได้อย่างไร?

    ตอนนี้ทองราคาดี ขอเล่าเรื่องทองก่อนก็แล้วกัน

    รู้ไหมว่าร่างกายคนเรามีทองอยู่ในตัวราวๆ 0.2 มิลลิกรัม มันอยู่ในเลือด ตับ ไต เส้นผม เล็บ

    ทองพวกนี้มาจากไหน? หนึ่งคำถามแต่มีหลายคำตอบ

    คำตอบแรกคือทองมาจากโลก มันกระจายอยู่บนโลก มันหาทางเข้ามาอยู่ในร่างกายเราจนได้

    คำตอบที่สองคือมันมาจากดวงดาวในอดีตกาล

    ทองก็เป็นธาตุชนิดหนึ่ง ตามตารางธาตุในวิชาเคมี มันอยู่ลำดับที่ 79 จัดว่าเป็นธาตุหนัก

    ลำดับของธาตุนับมาจากจำนวนโปรตอนในอะตอม เช่น ไฮโดรเจนได้รับหมายเลข 1 เพราะมีโปรตอนหนึ่งตัว ธาตุที่ไล่ตามหลังมาหนักขึ้นเรื่อยๆ เช่น คาร์บอนหมายเลข 6 (โปรตอน 6 ตัว) ออกซิเจนหมายเลข 8 ไล่ไปเรื่อยๆ

    ไฮโดรเจนเป็นธาตุแรก เกิดมาพร้อมกำเนิดจักรวาล หลังจากนั้นก็เปลี่ยนรูป เพ่ิมโปรตอนเป็นธาตุใหม่ๆ

    แต่เมื่อธาตุเริ่มหนักขึ้น อะตอมก็ไม่ได้มาง่ายๆ แล้ว มันจะเกิดมาจากดวงดาว เช่น ธาตุเหล็ก หมายเลข 26 เกิดในดวงดาว

    ทองหมายเลข 79 เกิดจากดวงดาวที่ตายแบบซูเปอร์โนวา

    เวลาดวงดาวมวลสูงๆ ดับ มันจะระเบิดอย่างรุนแรง เรียกว่าซูเปอร์โนวา

    ต้องใช้แรงอัดแรงระเบิดระดับนี้ จึงทำให้เกิดทอง

    ดังนั้นธาตุทองในร่างกายของเรา ก็มาจากซูเปอร์โนวาในอดีตกาลนานโพ้น

    ทุกครั้งที่ผมคิดถึงเรื่องนี้ ผมรู้สึกว่าน่าอัศจรรย์มากที่เราเคยเป็นดวงดาวมาก่อน เฮ้ย! อะตอมที่ปลายนิ้วกูเคยร่อนเร่ในดาราจักรมาก่อนว่ะ! น่าตื่นเต้นมากๆ

    ผมเขียนในเรื่องสั้น เดือนช่วงดวงเด่นฟ้า ดาดาว (2537) ดารันต์ ตัวละครหนึ่งพูดว่า "ทางไปสู่จุดหมายนั้นมีจริง แต่ท่านไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะค้นหามันด้วยตัวท่านเอง ความหมายของชีวิตคือความหมายของเอกภพ จงมองลึกเข้าไปในตัวท่านเอง ท่านจะพบกับจักรวาล และจงมองลึกเข้าไปในจักรวาล ท่านจะค้นพบตัวท่านเอง"

    นั่นคือจักรวาลทั้งจักรวาลอยู่ในตัวเรา เป็นส่วนหนึ่งของเรา

    เมื่อเราละสังขาร (ชาวโลกเรียกว่าตายหรือ dead แต่ทางพุทธเรียกเลิกประชุม) ธาตุต่างๆ ก็หวนกลับสู่จักรวาล รอวันประชุมเป็นรูปใหม่อีกครั้ง

    ตัวละครในเรื่องนี้จึงพูดว่า "ความตายก็คือการเดินทางอีกครั้งหนึ่ง การดับก็คือการเกิด การเกิดก็คือการดับ..." เพราะข้ารู้แล้วว่าทุกสรรพสิ่งเกิดจากเหตุและปัจจัย ไม่มีที่ตั้งต้น ไม่มีที่สิ้นสุด การเกิดไม่เคยมีในเอกภพ มีแต่การเกิดชุมนุมร่วมกันธาตุต่าง ๆ ชั่วคราว และการตายชั่วคราว

    เหล็กในเส้นเหล็กที่ใช้ก่อสร้างบ้านเรือน กับเหล็กในเลือดเรา ก็เป็นอะตอมของธาตุเดียวกัน

    คน พืช สัตว์ สิ่งของ สรรพสิ่งใช้อะตอมแบบเดียวกัน แต่ต่างรูป

    นี่คือข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์

    ผมจึงเขียนว่าเราทั้งหลาย "เคยเป็นต้นไม้ ก้อนหิน แม่น้ำ มหาสมุทร อากาศ และปรุงแต่งต่อมาเป็นชีวิต ความคิด อารมณ์ จิตใจ และ ‘ตัวกู-ของกู’..."

    อะตอมหลายตัวในร่างกายเราอาจเคยอยู่ในร่างเจ็งกิสข่าน ฮิตเลอร์ ไปจนถึงแม่ชีเทเรซามาก่อน

    สรรพสิ่งคือสิ่งเดียวกัน ประกอบเป็นรูปต่างๆ ชั่วคราว

    มีแต่มนุษย์ที่ปรุงแต่งเองว่า เราเหนือกว่าสัตว์ เราเหนือกว่าทุกชีวิตในโลก

    และในหมู่ชาวมนุษย์ด้วยกัน บางคนก็ปรุงแต่งว่าตนเองเหนือกว่าคนอื่น ขาดเขาแล้วโลกจะหยุดหมุน

    ทั้งที่ความจริงเจ้านั่นก็เป็นแค่กลุ่มอะตอมที่บังเอิญมารวมตัวกันผิดรูป สร้างความเดือดร้อนต่อชาวบ้าน

    เสียเวลาอะตอมเปล่าๆ

    วินทร์ เลียววาริณ
    12-2-26

    1
    • 0 แชร์
    • 28
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    Mini Wabi-sabi เป็นหนังสือปรัชญาอย่างง่าย ชุดที่ 4 ต่อจาก Mini Zen, Mini Tao, Mini Stoic

    ปรัชญาญี่ปุ่นฉบับย่อความ หนังสือเล่มนี้อธิบายปรัชญาญี่ปุ่นแบบง่ายๆ ผสมรูปการ์ตูน เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย เช่น ปรัชญา วาบิ-ซาบิ ปรัชญาคินสึงิ ปรัชญาอิคิงะอิ ปรัชญาอิชิโกะอิชิเอะ เป็นต้น ทั้งหมดเป็นปรัชญาง่ายๆ ที่ใช้ในชีวิตจริงได้

    หนา 144 หน้า ขนาดประมาณ 14.5 x 21 ซม.
    ราคาปก 290 บาท

    วันนี้มีโปรโมชั่นคู่กับรวมเรื่องสั้นหักมุมจบ ฮานอย ฮิลตัน

    สั่งผ่านเว็บไซต์ วินทร์ เลียววาริณ กดลิงก์ https://www.winbookclub.com/store/detail/256/%E0%B8%AE%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%20%E0%B8%AE%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%99%20+%20Mini%20Wabi-sabi 

    ***สำคัญ*** ผู้ซื้อต้องกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน คือชื่อ / ที่อยู่จัดส่ง / โทร. / อีเมล 
    แล้วแนบหลักฐานการโอนไปที่ namol113@gmail.com มิฉะนั้นเราจะไม่รู้ว่าเป็นลูกค้าคนไหน และอาจส่งผลให้ไม่ได้จัดส่ง

    หากท่านสั่งผ่านเว็บไม่ได้จริงๆ ก็สั่งทาง inbox นี้ได้

    1
    • 0 แชร์
    • 17
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    ร้านเหล้าพับผ่าหลังวันเลือกตั้งมีลูกค้ามาเยือนมากกว่าเดิม อาจเพราะเส้นกราฟตลาดหุ้นดูดีขึ้น ผู้คนจึงกล้าใช้จ่าย

    โดยเฉพาะแขกคนล่าสุดของข้าพเจ้า เขาสั่งค็อคเทลมาดื่มแก้วชนแก้ว ในเวลาไม่ถึงชั่วโมง เขาดวดไปสิบกว่าแก้ว

    เขาถามข้าพเจ้า "คุณเลือกพรรคไหน?"

    ข้าพเจ้ารู้ทันทีว่าลูกค้าคนนี้กำลังหาคนคุยเรื่องการเมือง

    ข้าพเจ้าตอบ "ผมเลือกพักผ่อนครับ อายุขนาดผมต้องพักบ่อยๆ ยิ่งต้องทำงานถึงดึกๆ ดื่นๆ"

    "แล้วคุณแก้หรือไม่แก้?"

    "ถ้าอาบน้ำก็แก้ ถ้าอยู่ในร้านก็ไม่แก้ แต่ผมไม่รังเกียจสาวสวยหุ่นดีแก้นะ"

    "ผมหมายถึงแก้รัฐธรรมนูญ"

    "ในเมื่อมีผลออกมาแล้ว ผมจะแก้หรือไม่แก้คงไม่สำคัญมั้ง"

    การเป็นบาร์เทนเดอร์ที่เจอคนหลากหลายอาชีพ วัยต่างๆ ทำให้ข้าพเจ้าถือหลักทางสายกลาง พูดกลางๆ ไม่เลือกฝ่าย มันไม่ดีต่อธุรกิจ

    แต่ลูกค้าคนนี้ไม่ยอมเลิก ถามต่อ "บาร์เทนเดอร์เห็นว่าเราควรนับใหม่ไหม?"

    "ควร เพราะหลังเลือกตั้ง คนไทยก็ควรนับหนึ่งใหม่ ควรลืมเรื่องโกรธแค้น ควรหันหน้าเข้าหากัน สร้างความปรองดอง แล้วช่วยกันเข็นประเทศต่อไป เพราะผมได้ยินคนพูดว่า ประเทศไทยเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย"

    "ผมหมายถึงนับบัตรเลือกตั้งใหม่ เราควรนับบัตรเลือกตั้งใหม่หรือเปล่า?"

    "อ้าว! นับใหม่เพราะมีการทุจริตหรือ?"

    "ได้ยินคนว่างั้น"

    "งั้นหรือ? คุณอยากให้นับใหม่หรือ?"

    "ความจริงนับใหม่ก็ไม่ยากอะไร เพื่อความสบายใจและยุติธรรม"

    "มันก็ขึ้นกับความสบายใจและยุติธรรมของใคร"

    "บาร์เทนเดอร์ไม่เห็นด้วย?"

    ข้าพเจ้าบอก "เปล่าๆ ถ้าทุกฝ่ายอยากนับใหม่ ก็ตามสบายเลย เพราะผมไม่ใช่คนนับ แต่ถ้านับใหม่แล้วผลแตกต่าง แล้วอีกฝ่ายขอนับใหม่บ้าง จะต้องนับกันกี่รอบ? แล้วถ้านักเรียนทั่วประเทศขอนับคะแนนใหม่ทุกครั้งที่สอบตก หรือสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ จะไม่ยุ่งหรือ"

    "อุ๊ย! บาร์เทนเดอร์ก็ไปซะไกล"

    ข้าพเจ้าหัวเราะ "ผมเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายน่ะ"

    "คิดเงินด้วย"

    ข้าพเจ้าบอก "ของคุณทั้งหมดสิบสองแก้ว ราคา 1,525 บาท"

    "อะไรนะ? ผมน่ะหรือดื่มถึง 12 แก้ว?"

    "ใช่ครับ"

    "ไม่ใช่ ผมดื่มไม่ถึงแน่ๆ"

    "ถึงครับ"

    "ไม่ถึง ผมขอนับใหม่ เพื่อความสบายใจและยุติธรรม"

    ข้าพเจ้าถอนใจ "เอางี้ คุณว่าคุณดื่มไปกี่แก้ว?"

    "ผมว่าผมดื่มไปแค่ 5 แก้ว"

    ข้าพเจ้ามองดูแก้วเปล่าสิบกว่าใบบนเคาน์เตอร์ ใช้นิ้วจิ้มไปทีละแก้วหลายรอบ

    "ทำไมนับช้าจัง?"

    "ผมแก่แล้ว ไม่ถนัดงานนับ ก็ได้ ผมนับใหม่ได้ 5 แก้ว"

    "ราคาเท่าไร?"

    "1,525 บาทครับ"

    "เอ๊ะ! ทำไมค่าเหล้า 5 แก้วกับ 12 แก้วเท่ากัน?"

    ข้าพเจ้ายิ้ม "ค่าเหล้าไม่เท่ากันหรอกครับ แต่ผมคิดค่านับใหม่ด้วย เพื่อความสบายใจและยุติธรรม"

    วินทร์ เลียววาริณ
    11-2-26

    พับผ่า! บาร์เทนเดอร์ (The Bartender Series 1) มีจำหน่ายแล้วในรูปอีบุ๊ค สนใจดูได้ในเว็บ The Meb

    1
    • 2 แชร์
    • 37