• วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    นิยายเป็นเรื่องสะท้อนมนุษยชาติโดยปริยาย แต่มิได้หมายความว่ามันจะมีอยู่สายทางเดียว เป็นไปได้ไหมที่จะเขียนเรื่องมุมอื่น ๆ ของมนุษย์ เรื่องสังคม เรื่องมนุษยชาติ เรื่องจักรวาล

    อย่าคิดว่าจะเขียนแต่เรื่องสนุกหรือเรื่องลุ่มลึกทางใดทางหนึ่งแค่ทางเดียว นักเขียนควรเป็นอิสระจากกรอบคิด ก้าวข้ามกติกา ความเคยชิน ลองเขียนเรื่องที่ไม่เคยเขียนมาก่อนบ้าง จึงจะสนุก หากนักเขียนไม่สนุกกับการเขียนหนังสือ ผู้อ่านจะสนุกได้อย่างไร จำเป็นไหมว่าเรื่องสะท้อนสังคมต้องเป็นเรื่องของชาวบ้านถูกไล่ที่ สิ่งแวดล้อมเสียหาย มันอาจเป็นเรื่องมนุษย์ต่างดาว เรื่องนักสืบ เรื่องอิงประวัติศาสตร์ เรื่องแฟนตาซี ฯลฯ ก็ได้ อาจสามารถสะท้อนสังคมเหมือนกัน และอาจไปไกลกว่าแค่สะท้อนสังคมก็ได้

    ส่วนแนวทาง สไตล์ รูปแบบ ก็สามารถเปิดกว้างลองสิ่งใหม่ ๆ ได้เสมอ ถ้าลงมือขุดหา ก็จะเจอ

    แต่ข้อมูลคนเรามีจำกัด ดังนั้นนักเขียนจึงต้องเติมความรู้และความคิดใหม่ ๆ ให้ตัวเองด้วย ต้องตามโลกทัน นักเขียนต้องอ่านมาก ถ้าเป็นไปได้ควรอ่านหนังสือทุกประเภท นิตยสารต่าง ๆ อ่านเรื่องศาสตร์ต่าง ๆ ควรรับรู้เรื่องโลกภายนอก ควรรู้เรื่องการเมือง ปรัชญา สังคม ธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เพราะเราต้องทำงานด้านนั้น แต่การอ่านกว้างทำให้ความคิดกว้าง ทำให้เกิดการแตกหน่อทางความคิด พล็อตก็จะกว้างขึ้น

    อีกข้อหนึ่ง นักเขียนควรมีคุณสมบัติของการเป็นนักคิดด้วย คือไม่ใช่รอสิ่งที่เป็นข้อมูลชั้นสองที่ผู้อื่นพูดหรือเล่าให้ฟัง เราคิดริเริ่มขึ้นมาก่อนได้  เป็น เทรนด์เซ็ตเตอร์ (trendsetter) เดินนำหน้าผู้อ่านสักสองสามก้าวเสมอ

    นักเขียนยังควรมีทัศนคติที่ดีต่อชีวิต รักชีวิต รักมนุษยชาติ มิเช่นนั้นจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับมนุษยชาติทำไมให้เหนื่อย นักเขียนควรมอบสิ่งดีงามแก่ผู้อ่าน ไม่ใช่ใช้ตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาล เขียนหนังสือเพื่อสร้างชื่อเสียงหรือผลประโยชน์อย่างเดียว นี่คือความแตกต่างของนักเขียน ก. กับนักเขียน ข.

    นักเขียนไม่ควรให้ยาพิษแก่คนอ่าน มันไม่มีข้ออ้างใด ๆ ทั้งสิ้น อะไรก็ตามที่ทำให้คนอ่านอ่านแล้วโง่ลง ก็คือยาพิษทั้งนั้น ส่วนอะไรที่ทำให้คนอ่าน อ่านแล้วมีปัญญามากขึ้น ก็คือยาเสริมกำลังในชีวิต จรรยาบรรณของนักเขียนคือมอบปัญญาในรูปความบันเทิงให้คนอ่าน

    ปรมาจารย์นิยายจีนกำลังภายใน กิมย้ง กล่าวว่า “ผมหวังว่านวนิยายของผมจะช่วยให้เยาวชนมีสำนึกช่วยเหลือผู้อื่นและสังคม มีความคิดความอ่าน รู้จักผิดชอบชั่วดี”

    พนมเทียนให้สัมภาษณ์แก่ ประภัสสร เสวิกุล ตีพิมพ์ในหนังสือ ลึกจากลิ้นชัก เรื่องคำแนะนำต่อนักเขียนรุ่นหลัง เขาตอบว่า “ผมเห็นว่านักเขียนทุกคนเป็นเลือดเนื้อชีวิตเดียวกับผมทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าส่วนมากอาจจะอาวุโสน้อยกว่า สิ่งที่ผมอยากจะฝากไว้ให้นักเขียนรุ่นหลังก็คือ จงอย่าแสวงหาชื่อเสียงในเฉพาะการเขียน หรือทรัพย์สินอย่างเดียว จงให้สิ่งที่ดีงามแก่ผู้อ่านหรือสาธารณชนด้วย...

    สิ่งดีงามของผมหมายถึงด้านมนุษยธรรม ผมรักบูชามนุษยธรรมมากที่สุดครับ คนเราถ้ามีมนุษยธรรมแล้ว คุณธรรมก็จะตามมาครับ เมื่อคุณธรรมตามมาแล้ว ศีลธรรมก็จะตามมาอีก จริยธรรมก็จะตามมาทีหลัง แต่ก่อนอื่นขอให้ยึดหลักมนุษยธรรมไว้ก่อน อย่างไรก็ตาม มนุษยธรรมบางขณะก็ขัดด้านกับศีลธรรมบ้างเหมือนกัน มนุษยธรรมกับศีลธรรมไม่ได้ไปด้วยกันเสมอไป แต่จะมาตามกัน ขอให้คิดถึงมนุษยธรรมก่อน แล้วศีลธรรมก็จะ ตามมาทีหลังโดยอัตโนมัติ จงให้สิ่งนี้แก่ผู้อ่านของเรา...

    นอกเหนือจากสิ่งอื่นใด ขอให้ข้อเขียนของเราจงมีประโยชน์แก่สังคมบ้าง อย่าให้แต่เรื่องสิ่งเพลิดเพลินสนุกสนานอย่างเดียว ให้เขาเป็นคนดี มีศีลธรรม มีจริยธรรม มีมโนธรรม อย่าลืมเรื่องมนุษยธรรมครับ ไม่ว่าท่านจะเขียนเรื่องไปทำนองไหน นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะฝากนักเขียนรุ่นหลังทุกคนไว้”

    นักเขียน กฤษณา อโศกสิน กล่าวว่า “การเขียนหนังสือไม่ใช่เรื่องที่เราจะมาเขียนเล่น ๆ และเขียนอะไรไร้สาระได้ เพราะสิ่งที่เราจะเขียนต้องผ่านกระดาษของเราไปสู่สายตาของประชาชน จะมากหรือน้อยก็ถือว่าต้องไปสู่สาธารณะแล้ว ดิฉันจึงมีความรู้สึกว่า จะต้องให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์จากข้อเขียนของเราเต็มที่ ทุกวิถีทางที่จะทำได้ จึงตั้งเป้าในการเขียนไว้ว่า หนึ่ง ให้ความดี สอง ให้ความจริง สาม ให้ประโยชน์ สี่ให้ความคิดใหม่ ๆ และห้า ให้อารมณ์ใหม่ ๆ ดิฉันยึดห้าอย่างนี้เป็นหลักปฏิบัติ ฉะนั้นก็มีความสะดวกใจที่จะปรุงอาหารจานนี้ จานนั้น ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรืออุดมคติที่ตั้งไว้”

    นักเขียน ชาติ กอบจิตติ กล่าวว่า “สำหรับผม สิ่งที่เราจะให้กับคนอ่านคือ หนึ่ง ให้ความคิด คิดอะไรก็บอกคนอ่านไป สอง ให้ความรู้ เรื่องที่เราจะเขียนบอกคนอ่านนั้นเราต้องรู้จริง สาม ให้ความบันเทิง ไม่ได้หมายความว่าอ่านแล้วหัวเราะตลอดทั้งเล่ม แต่มันคือการอ่านแล้วไหลลื่น อ่านแล้ววางไม่ลงต้องติดตาม สามอย่างนี้ถ้าทำได้ก็สำเร็จ...

    “อาชีพนี้โอกาสฟลุคไม่มีเลย... เขียนหนังสือหนึ่งเรื่อง 100-200 หน้า มันไม่มีทางฟลุค การพิสูจน์ความเป็นตัวจริงอีกอย่างคือคุณต้องยืนระยะได้ ผมเคยพูดเปรียบคือ คุณต้องยืนครบยก อาชีพอย่างนี้มันใช่วิ่ง 100 เมตร มันคือการวิ่งมาราธอน ใช่ว่า 100 เมตรเข้าเส้นชัยแล้วเลิกเลย”

    > บางท่อนจาก เขียนไปให้สุดฝัน - วินทร์ เลียววาริณ (พิมพ์ครั้งแรก 2558)

    0
    • 0 แชร์
    • 9
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    ไม่มีใครชอบนาฬิกาปลุก แต่มนุษย์ในโลก พ.ศ. นี้ต้องพึ่งพามันอย่างเลี่ยงไม่ได้ เสียงที่ปลุกเราตื่นจากนิทรารมณ์แสนสุขและที่นอนอ่อนนุ่มอบอุ่นเป็นความโหดร้ายที่สุด!

    สมัยผมเป็นเด็ก ชาวบ้านใช้เสียงไก่ขันเป็นนาฬิกาปลุก ถ้าอยู่ใกล้วัด ก็พึ่งเสียงย่ำฆ้องย่ำระฆังบอกเวลา เพราะสมัยนั้นนาฬิกามักจะมีเฉพาะตามวัดเท่านั้น พระจะตีกลองฆ้องระฆังบอกเวลาให้ชาวบ้านได้ยินทั่ว เช่น ตีระฆังตอนแปดโมงเช้าเพื่อทำวัตรเช้า ตอนสี่โมงเย็นทำวัตรเย็น ตีกลองเวลาสิบเอ็ดโมงบอกเวลาฉันเพล การย่ำกลองตอนหกโมงเย็นเรียกว่า ย่ำค่ำ หรือย่ำสนธยา ถ้ากระทำในเวลาราวหกโมงเช้า เรียกว่า ย่ำรุ่ง ช่วงในพรรษาจะตีระฆังในราวตีสี่ เพื่อปลุกพระขึ้นมาทำวัตรสวดมนต์ ไม่ปลุกไม่ได้ เดี๋ยวพระไม่ตื่น เพราะพระก็ง่วงนอนเหมือนกัน

    เมื่อมีนาฬิกาใช้กันทั่ว ประเพณีย่ำกลอง ย่ำฆ้อง ย่ำระฆัง ก็ค่อย ๆ จางหายไป

    นี่เป็น wake-up call แบบไทย ๆ

    นอกจากวัดแล้ว ในสมัย 30-40 ปีก่อน โรงแรมก็มีบริการ wake-up call แก่แขก เพราะนักเดินทางมักไม่พกนาฬิกาปลุกไปด้วย ผู้พักบอกทางโรงแรมว่าต้องการตื่นกี่โมง เมื่อถึงเวลา เจ้าหน้าที่โรงแรมก็โทร.ขึ้นมาปลุก บางที่ก็ใช้เครื่องปลุกอัตโนมัติซึ่งอัดเสียงล่วงหน้า

    มาถึงสมัยนี้ แทบทุกคนมีโทรศัพท์มือถือ สามารถตั้งเวลาปลุกได้โดยตรง แต่กระนั้นก็มีคนละเลยเสียงปลุกเสมอ

    ไม่มีใครชอบนาฬิกาปลุก

    คำว่า wake-up call นอกจากจะแปลว่า ‘ปลุกให้ตื่น’ แล้ว ยังมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ หมายถึงสัญญาณเตือน ‘อันตราย’ ที่อาจกำลังจะมาถึง ยกตัวอย่างเช่น เห็นเพื่อนร่วมงานถูกไล่ออก ก็เป็นสัญญาณเตือนว่าถึงเวลาอัพเกรดตัวเองได้แล้ว มิเช่นนั้นอาจถูกเชิญให้ออกเหมือนเพื่อน

    ไปซื้อของในตลาด แม่ค้าทักว่า “ตอนนี้ท้องกี่เดือนแล้วคะ?” ทั้งที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ ก็ถือเป็น wake-up call ว่า ตัวเองอ้วนเกินไปแล้ว จนคนอื่นเข้าใจผิดคิดว่าท้อง ได้เวลาลดน้ำหนักแล้ว

    อ่านข่าวนักศึกษาจบมาไม่มีงานทำ ก็คือ wake-up call บอกว่าต้องหาจุดแข็งของตัวเอง ไม่เช่นนั้นอาจหางานทำไม่ได้

    บางครั้ง wake-up call ก็ค่อนข้างหนักหนาเช่น เป็นมะเร็ง ถ้าไม่ได้เป็นหนักมากจนรักษาไม่หาย หรือเพิ่งเป็นและรักษาได้ ก็ถือว่าเป็น wake-up call ที่ทำให้ต้องปรับปรุงวิถีชีวิตของตนเองใหม่

    หากมองว่า wake-up call เป็นสัญญาณจากสวรรค์ มันก็เป็นสัญญาณจากสวรรค์จริง ๆ เพราะช่วยให้เราเลี่ยงพ้นปัญหาที่อาจเกิดขึ้นหากอยู่เฉย ๆ ไม่ทำอะไร คนที่เป็นมะเร็งหลายคนหายป่วยเพราะเปลี่ยนวิถีดำรงชีวิต และกลับมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

    ปัญหาคือคนจำนวนมากมักรอให้เกิดแรงสะเทือนมาถึงตัวก่อนค่อยลงมือทำอะไรสักอย่าง นั่นคือการใช้ชีวิตอย่างประมาท ทำไมต้องรอให้เกิด wake-up call ขึ้นก่อนจึงเร่ิมขยับตัว? ลอง มองไปรอบตัวจะพบเห็น wake-up call ที่เกิดขึ้นกับคนอื่นมากมายนับไม่ถ้วน : นายรังสรรค์เป็นมะเร็งลำไส้ นายมาโนชเป็นเบาหวาน นางรัศมีเป็นโรคอ้วน นายพิเชษเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจตีบเป็นอัมพฤกษ์ นายสถิตถูกรถชนเป็นอัมพาต ลูกนายกรณ์ติดเกม ลูกนางสุภาติดยา  ลูกสาวนายโสภณท้องในวัยเรียน ฯลฯ

    เราอาจสามารถเลี่ยงปัญหาทั้งหมดนี้ได้พ้นโดยสิ้นเชิงตั้งแต่วันนี้โดยใช้ปัญหาจริงของคนอื่น ๆ เป็น ‘สัญญาณจากสวรรค์’ ของตัวเอง หาทางป้องกันแต่เนิ่น ๆ ไม่ให้มันเกิดขึ้น

    หลายคนดื่มเหล้าแล้วขับรถ หลายคนชอบใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างขับรถ บางคนชอบส่งข้อความระหว่างขับรถ หากดูสถิติอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากสองสามสาเหตุนี้ เราก็จะรู้ว่าควรทำอย่างไร

    ถึงจะเป็นคนที่ไม่สนใจชีวิตตนเอง ว่าง ๆ ก็ลองไปเยือนโรงพยาบาลรัฐสักแห่ง เห็นคนป่วยไข้โรคต่าง ๆ มากมายหลายร้อยคน บางคนมีท่อหายใจคาอยู่ บางคนหายใจพะงาบ ๆ บางคนร้องโอย ๆ ก็อาจบรรลุธรรมเห็น wake-up call ที่ทำให้หันมาเอาใจใส่สุขภาพตัวเอง

    เหล่านี้เป็น wake-up call ที่มิเพียงช่วยชีวิตเราได้ แต่อาจนำทางเราไปสู่ชีวิตที่มีคุณภาพและสุขสงบเต็มศักยภาพของเรา

    มีแต่คนโง่ที่มองไม่เห็นหรือเพิกเฉยสัญญาณจากสวรรค์ และดำเนินชีวิตแบบประมาทต่อไป

    ชีวิตเราเป็นของเรา เราเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว หากมันล้มเหลว ออกนอกลู่นอกทาง หรือพังพินาศ ก็เพราะสองเหตุผลเท่านั้น หนึ่งคือเราไม่รู้จริง ๆ สองคือเราตาบอด มองไม่เห็นสัญญาณจากสวรรค์รอบตัวเรา

    วินทร์ เลียววาริณ
    29-4-26

    บางท่อนจาก ชีวิตเป็นเรื่องชั่วคราว

    31 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 190 บาท = บทความละ 6.1 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
    หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
    เล่มเดี่ยว https://www.winbookclub.com/store/detail/137/ชีวิตเป็นเรื่องชั่วคราว 

    โปรโมชั่นพิเศษชุด https://www.winbookclub.com/store/detail/235/R4%20%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%204 

    https://shope.ee/Vj8bA8a4u?share_channel_code=6 

    1
    • 0 แชร์
    • 18
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    ลูกค้าในร้านพับผ่าในสองคืนนี้คุยแต่เรื่องฆ่าๆ แกงๆ

    ลูกค้าคนหนึ่งถามข้าพเจ้า "บาร์เทนเดอร์คิดว่าเป็นการจัดฉากหรือปล่า?"

    ข้าพเจ้าเลิกคิ้ว "คุณหมายถึงลิเกโรงไหนหรือ?"

    "หมายถึงความพยายามลอบสังหารประธานาธิบดีสหรัฐฯน่ะ"

    "อ๋อ! ได้ยินหลายคนบอกว่าเป็นลิเก"

    "แล้วบาร์เทนเดอร์คิดว่าเป็นลิเกหรือเปล่า?"

    ข้าพเจ้ายักไหล่

    "ผมไม่รู้หรอก อาจเป็นการตั้งใจฆ่าจริงๆ ก็ได้ เราไม่มีทางรู้ แต่เชื่อยังไงก็แล้วแต่คน เพราะคนส่วนใหญ่มีคำตอบอยู่ในใจแล้ว เหมือนไปดวงจันทร์น่ะ ถ้าเชื่อก็เชื่อ ถ้าไม่เชื่อก็ไม่มีทางเชื่อ"

    "แล้วบาร์เทนเดอร์คิดว่าไง?"

    "ก็เป็นไปได้ทั้งสองทาง ภาพลักษณ์ของท่านประธานาธิบดีเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา คะแนนนิยมก็ร่วงต่ำ ก็เป็นไปได้ที่จะสร้างฉาก แต่ก็เป็นไปได้ที่มีคนไม่พอใจที่เขาเอาเงินภาษีอเมริกันไปทำสงครามให้ชาติอื่น แทนที่จะมาช่วยประเทศตัวเอง"

    "ผมว่าหลักฐานมันชัดนะ ข้อหนึ่ง คนร้ายฝ่าด่านเข้าไปได้ยังไง"

    "เขาอาจเคยฝึกวิชาตัวเบา"

    "ข้อสอง ทำไมพวก secret service ไม่ช่วยประธานาธิบดีก่อน แต่กลับช่วยรองประธานาธิบดี เสร็จแล้วเหมือนนึกขึ้นมาได้ว่าลืมประธานาธิบดีไป"

    "รองประธานาธิบดีอยู่ใกล้กว่ามั้ง?"

    "ไม่ใช่ครับ เพราะหน้าที่ของ  secret service คือช่วยประธานาธิบดี คนอื่นจะตายไม่เป็นไร"

    "ข้อสาม?"

    "ข้อสาม ท่านประธานาธิบดีไม่ตื่นเต้นอะไรเลย"

    "ก็ท่านผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะแล้ว แล้วข้อสี่?"

    "สั่งเหล้าก่อนดีกว่า"

    "อยากดื่มอะไรครับ?"

    "มีอะไรเข้ากับอารมณ์ผมตอนนี้บ้าง?"

    ข้าพเจ้าเอ่ย "ผมว่าค็อคเทล Violet Assassin น่าจะเหมาะ"

    "ใช่ Assassin แปลว่านักฆ่า"

    "Violet Assassin ทำมาจาก Whitley Neill Parma Violet gin ผสมเชอร์รีไซรัป และน้ำมะนาวคั้นสด"

    ลูกค้าดื่ม Violet Assassin แล้วสั่งค็อคเทลแก้วใหม่

    ข้าเพเจ้าเอ่ย "แก้วต่อไปผมขอเสนอ Bullet to the Head"

    "ชื่อแรงนะ คล้ายๆ ชื่อ Headshot"

    "Headshot ไม่ใช่ชื่อค็อคเทล เป็นชื่อหนังของคุณเป็นเอก สร้างมาจากนวนิยายเรื่อง ฝนตกขึ้นฟ้า ของนักเขียนไทยคนนึง จำชื่อไม่ได้ แต่ชื่อคล้ายๆ วินมอเตอร์ไซค์"

    "อ๋อ! ผมดูแล้ว หนังดีนะ ฉากเซ็กซ์ดี"

    "อ้าว!"

    "Bullet to the Head ชื่อแรง เข้ากับสถานการณ์ตอนนี้"

    "รสก็แรงด้วย ทำด้วยเตกิลา ผสม Lager beer น้ำมะเขือเทศ Jalapeno และซอสรสแรง tabasco ผสมพริกไทยดำ"

    "น่าจะแรงจริงด้วย"

    เขาดื่ม Bullet to the Head แล้วว่า "เราคุยค้างที่ข้อสี่ ข้อสี่คือทำไมท่านประธานาธิบดีถูกยิงที่ใบหูคราวก่อน จึงไม่มีรอยแผลเป็นเลย"

    "น่าจะใช้ว่านหางจระเข้นะ ช่วยลบรอยแผลเป็น เพราะว่านหางจระเข้ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เร่งกระบวนการผลัดเซลล์ผิวใหม่"

    "ข้อห้า ทำไมคนร้ายถูกจับ ไม่ถูกยิง"

    ข้าพเจ้าเลิกคิ้ว "อ้าว! ทำไมต้องถูกยิง?"

    "หน้าที่ของหน่วย secret service คือเมื่อเห็นคนร้ายถือปืนเข้าใกล้ประธานาธิบดี จะไม่สั่งให้คนร้ายหยุดหรือคุยกับคนร้าย ยิงอย่างเดียว และต้องยิงทันที ไม่มีทางจับเป็นอย่างนี้"

    "จริงหรือ?"

    "จริงครับ ตั้งแต่ประธานาธิบดีเจเอฟเคถูกยิง หน่วย secret service ก็เพิ่มมาตรการต่างๆ เยอะ พอประธานาธิบดีเรแกนถูกยิงอีกรอบ คราวนี้ออกกฎมากมายเพื่อป้องกันภัยผู้นำ แต่หนนี้การรักษาความปลอดภัยหละหลวมผิดปกติ"

    "มัวแต่ไปรบกับอิหร่านจนเงินหมด ไม่ได้จ่ายเงินเดือน secret service หรือเปล่า"

    "มีเหล้าอะไรอีกไหม?"

    "ค็อคเทล Silver Bullet ดีไหมครับ?"

    "ทำด้วยอะไร?"

    "Silver Bullet ทำด้วยเหล้าจิน ผสมสก็อตช์วิสกี้ lemon twist บางทีก็ใช้ว็อดกา"

    "ชื่อ silver bullet นี่คุ้นๆ นะ"

    "ปกติ silver bullet หมายถึงวิธีการแก้ปัญหายากๆ ที่ได้ผล"

    ลูกค้าสบตาข้าพเจ้ายิ้มๆ

    "บาร์เทนเดอร์หมายถึงการลอบสังหารเป็น silver bullet ที่แก้ปัญหาของอเมริกา? เปลี่ยนผู้นำแล้วทุกอย่างดีขึ้น?"

    "เปล่า ผมไม่โหดร้ายขนาดนั้น ผมใช้ silver bullet ขำๆ มากกว่า"

    "ขำยังไงครับ?"

    "ในหนังเกี่ยวกับมนุษย์หมาป่า กระสุนเงินเป็นสิ่งเดียวที่หยุดมนุษย์หมาป่าได้"

    "แล้วมันขำตรงไหน?"

    ข้าพเจ้าเอ่ยยิ้มๆ "คราวนี้เป้าหมายไม่ใช่มนุษย์หมาป่า แต่เป็นมนุษย์หมาบ้า silver bullet ใช้ไม่ได้ผล"

    "จริง ผมเข้าใจบาร์เทนเดอร์แล้ว 'silver bullet' ก็คือระเบียบโลกซึ่งตอนนี้โลกเราไม่มี แต่นี่มันไม่ขำ"

    เขาดื่มค็อคเทลกระสุนเงินจนหมดแก้ว จ่ายเงิน แล้วออกจากร้านไป

    ใช่ โลกที่เราอยู่ในตอนนี้ไม่มีอะไรน่าขำ

    วินทร์ เลียววาริณ
    28-4-26

    พับผ่า! บาร์เทนเดอร์ (The Bartender Series 1) มีจำหน่ายแล้วในรูปอีบุ๊ค สนใจดูได้ในเว็บ The Meb

    1
    • 0 แชร์
    • 30
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    นานมาแล้วการ์ตูนตลกชิ้นหนึ่งวาดรูปผู้ประกาศข่าวในจอโทรทัศน์แต่งกายชุดสูท ผูกเนกไท สิ่งที่อยู่นอกจอคือเขาไม่สวมกางเกง เพราะกล้องไม่ได้จับท่อนล่าง

    นี่ไม่ใช่เรื่องตลกที่เกินความจริงแต่อย่างไร ในชีวิตจริงเรามีสถานการณ์อย่างนี้เสมอ

    สมัยผมกับเพื่อนใช้ชีวิตในเมืองนอกนั้น พวกเราจะรีดผ้าเฉพาะส่วนที่มองเห็นภายนอกเท่านั้น เช่น ถ้าสวมเสื้อเชิ้ตสอดในกางเกง ก็ไม่ต้องรีดชายเสื้อ ถ้าสวมเสื้อแขนยาวแล้วพับปลายแขน ก็ไม่ต้องรีดปลายแขนเสื้อ

    ประหยัดทั้งเวลาและค่าไฟฟ้า!

    สมัยที่ใช้ชีวิตในเมืองหนาว ต้องสวมเสื้อหลายชั้นไปทำงาน ก็ไม่เคยรีดเสื้อตัวใน เพราะไม่มีใครเห็น

    เราเรียกมันว่า ‘practical’ แต่คนที่แต่งตัวแบบประณีตทุกตารางนิ้วคงรับนิสัย ‘ผักชีโรยหน้า’ แบบนี้ไม่ได้

    อย่างไรก็ตาม การสวมเสื้อรีดบางส่วนอาจไม่เสี่ยงเท่าสวมกางเกงในขาด ๆ หลายคนไม่ยอมทิ้งกางเกงในที่เปื่อยขาดด้วยเหตุผลความประหยัด และ “ไม่เป็นไร ไม่มีใครเห็น”

    แต่ผู้ใหญ่สอนมานานแล้วว่า จงสวมกางเกงในที่ใหม่สะอาดเสมอ อย่าสวมตัวที่เก่าขาดเพราะคิดว่าไม่มีใครมองเห็น คุณไม่มีทางรู้ว่าวันไหนออกจากบ้านแล้วจะเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้ชาวโลกเห็นด้านในของคุณหรือเปล่า อาจถูกมอเตอร์ไซค์เฉี่ยวกางเกงขาด หรือลมแรงพัดกระโปรงขึ้นเห็นถึงข้างใน เมื่อนั้นอาจขายหน้าชาวประชาอย่างยิ่ง!

    เคยสังเกตบานตู้เครื่องเรือนไหม ช่างจะไม่ลงสีด้านหลังตู้ ขอบบานส่วนที่อยู่บนสุดและล่างสุดซึ่งตามองไม่เห็น เพราะถือว่าไม่เห็นตลอดอายุการใช้งานของมัน

    หลายคนใช้ชีวิตแบบ ‘รีดผ้าเฉพาะส่วนที่เห็น’ ทำความสะอาดบ้านเฉพาะส่วนที่เห็น กินอาหารที่ซื้อมาจากข้างนอก หากมีแขกมาเยี่ยมบ้าน ก็เอาข้าวถุงข้าวห่อใส่ถ้วยจานชามสวยงาม แต่หากอยู่คนเดียว ก็จะกินจากห่อหรือกล่องที่ใส่มา

    ผักชีโรยหน้าทางกายภาพไม่ใช่เรื่องใหญ่โต ผักชีโรยหน้าทางใจต่างหากที่น่าเป็นห่วง หลายคนทำดีพูดดีเพราะมีกล้องโทรทัศน์จ่อหน้าอยู่ ทำดีเฉพาะเวลาที่มีคนเห็น หากมีคนมอบซองกฐินต่อหน้าคนมาก ๆ ก็ใส่เงินให้ทั้งที่ใจไม่อยากเลย

    เวลาเจ้านายอยู่ ทำตัวขยันผิดปกติ พูดสุภาพกับคนอื่น ๆ ได้ทุกคน แต่พูดจาไม่มีหางเสียงกับลูกเมีย

    เมื่อติดนิสัยผักชีโรยหน้า มันจะกำหนดพฤติกรรมของเรา แล้วพฤติกรรมเหล่านี้ก็ลามไปกำหนดระบบสังคมและประเทศ ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนก็คือเมื่อมีแขกเมืองมาเยี่ยม รัฐบาลมักสั่งทำรั้วกั้นพื้นที่สลัม ทาสีสวย ๆ เอากระถางต้นไม้มาเรียง เมื่อแขกเมืองกลับก็รื้อป้าย ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพเดิม

    นิยายหลายเรื่องมีตัวละครประเภท ‘วีรบุรุษจอมปลอม’ หมายถึงตัวละครผู้ดีหรือคนมีคุณธรรมเพราะสร้างภาพอย่างนั้นกับสังคม ทำให้ต้องรักษาภาพดี ๆ นั้น เจอหน้าใครก็ต้องยิ้มเสมอ พูดจาอะไรก็ต้อง “เพื่อสังคม” ไว้ก่อน นี่เป็นชีวิตที่เราสร้างโซ่ตรวนมาพันธนาการตัวเอง

    นี่ไม่ได้ชี้ว่าถูกหรือผิด แต่ชีวิตที่งดงามน่าจะเป็นชีวิตที่ไม่ต้องกังวลเรื่องเปลือกภาพลักษณ์จนไม่มีความสุข

    ชีวิตคงเหนื่อยเอาการถ้าต้องสวมหน้ากากทุกวัน

    คนดีทำดีประพฤติดีแม้ไม่มีใครเห็นสิ่งที่ทำ

    เราเองรู้ดีว่าเสื้อที่สวมรีดทั้งตัวหรือไม่

    ลองสร้างนิสัยเรียบร้อยทั้งภายนอกและภายใน เสมอต้นเสมอปลาย จะพบความแตกต่าง เพราะเมื่อประพฤติตนเสมอต้นเสมอปลาย เปลือกนอกเหมือนแก่นใน นิสัยภายในเหมือนภาพลักษณ์ภายนอก ก็ไม่ต้องวิตกและเหนื่อยกับการสร้างภาพ เพราะไม่ว่าเปลือกนอกหรือแก่นในล้วนเป็นภาพจริง ตัวตนจริง

    สบายกว่ากันเยอะเลย

    วินทร์ เลียววาริณ
    28 เมษายน 2569

    ........................
    จาก ชีวิตเป็นเรื่องชั่วคราว
    31 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 190 บาท = บทความละ 6.1 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
    หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
    เล่มเดี่ยว https://www.winbookclub.com/store/detail/137/ชีวิตเป็นเรื่องชั่วคราว 

    โปรโมชั่นพิเศษชุด
    https://www.winbookclub.com/store/detail/235/R4%20%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%204 

    https://shope.ee/Vj8bA8a4u?share_channel_code=6 

    1
    • 2 แชร์
    • 30
  • วินทร์ เลียววาริณ
    8 วันที่ผ่านมา

    แซงชั่น (sanction) เป็นมาตรการทางการเมืองโลก เป็นบทลงโทษอย่างหนึ่ง

    แซงชั่นที่แรงที่สุดคือแซงชั่นยี่ห้อสะหะรัดอเมริ-crow

    การถูกอเมริ-crow มหาอำนาจโลกแซงชั่น แปลว่าไม่มีใครทำธุรกรรมด้วย ไม่ใช่แต่เฉพาะอเมริ-crow เพราะอเมริ-crow จะกดดันให้ชาติอื่นๆ ร่วมแซงชั่นด้วย

    แซงชั่นแปลว่าไม่มีสินค้าเข้าออก ไม่มีการค้าขายตามปกติ ไม่มีข้าวของที่ตนเองผลิตไม่ได้เข้าประเทศ เศรษฐกิจถดถอย

    มันจึงเป็นอาวุธที่ทรงพลังอย่างหนึ่ง

    ชาติที่ถูกแซงชั่นนานที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติก็คืออิหร่าน นานถึง 47 ปี

    คำถามอิหร่านอยู่มาได้อย่างไรในการแซงชั่นนานขนาดนี้

    คำตอบคือความอดทนกับการดิ้นรน

    แม้ถูกกดดันจนหายใจลำบาก แต่อิหร่านยังสามารถทำการค้ากับ 170 ประเทศทั่วโลก อาจไม่ได้ทำการค้าโดยตรง แต่อยู่ในรูปการแลกสินค้า (barter) บ้าง ผ่านมือที่สามบ้าง ฯลฯ

    ในบรรดาประเทศต่างๆ จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ ค้าขายกับอิหร่านตามปกติ

    จีนลงทุนมหาศาลในอิหร่านเพื่อแลกกับน้ำมัน จีนซื้อน้ำมัน 90 เปอร์เซ็นต์ที่อิหร่านผลิตได้ และนำเข้าหนึ่งในสี่ของสินค้าทั้งหมดของอิหร่าน ทั้งหมดไม่ผ่านธนาคารอเมริ-crow

    ตุรกี คูเวต บัลแกเรีย บราซิล อินเดีย ฯลฯ ก็ค้าขายกับอิหร่าน

    แต่ที่สำคัญที่สุดของการที่อิหร่านอยู่รอดมายาวขนาดนี้คือ การเปลี่ยนนโยบายเป็นพึ่งพาตัวเอง ลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ

    การเมืองโลกในรอบหลายปีนี้เปลี่ยนไปมาก กรณีศึกษาที่ดีที่สุดในเรื่องพึ่งพาตัวเองคือจีน

    เมื่อจีนเติบโตหายใจรดต้นคอสะหะรัด อเมริ-crow ก็กดดันจีนด้วยมาตรการห้ามส่งสินค้าบางประเภท เช่น ไมโครชิพ

    จีนซึ่งพึ่งพาชิพจากตะวันตกมาตลอด ก็บรรลุซาโตริว่า เล่าฮูยืมจมูกชาติอื่นหายใจไม่ได้แล้ว เคี้ยกเคี้ยก

    ว่าแล้วก็รีบพัฒนาเทคโนโลยีชิพของตนทันที ตอนนี้กระบวนท่าชิพ(ไม่หาย)ยังตามหลังตะวันตกอยู่หลายกระบวนท่า แต่ช้าหรือเร็วจะทันแน่ เพราะจีนผลิตวิศวกรปีละ 1.5 ล้านคน

    อุดรูรั่วทุกจุดที่ต้องพึ่งพาชาติตะวันตก

    จีนสอนทุกชาติทางอ้อมว่า นโยบายพึ่งพาตัวเองนั้นสำคัญมาก

    ประเทศไทยก็ต้องระวัง เราอาจไม่ใช่คู่กรณีของสะหะรัดโดยตรง แต่ทุกครั้งที่เกิดวิกฤติระหว่างชาติอื่น เราโดนหางเลขเสมอ ล่าสุดก็คือน้ำมัน แล้วกระทบไปที่การท่องเที่ยว

    เดี๋ยวก็กระทบไปที่จุดอื่นๆ เพราะเราผูกตัวเองไว้กับการท่องเที่ยว

    ราวสิบปีก่อนผมเขียนบทความเตือนเรื่องนี้แล้วว่า ระวังอย่าพึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นรายได้หลัก เพราะหากเกิดเหตุพลิกผันจากต่างประเทศ เราจะเดือดร้อนเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่

    โควิดก็ทีหนึ่ง คราวนี้ก็อีกที

    หากเราคิดเป็นแค่ขายของเก่ากิน ขายธรรมชาติ ขายบริการ นวดเท้านักท่องเที่ยว ตีหัวนักท่องเที่ยว และยังคิดจะสร้างกาศิโน ระวังว่าวันหนึ่งจะพบว่าเราไม่มีไพ่ตายในมือให้อยู่รอด การผลิตหมอนวดปีละ 2 หมื่นคนบริการนักท่องเที่ยว และเน้นต้มยำกุ้งกับผัดไทอาจไม่พอ

    วางแผนให้ดี กระจายความเสี่ยง พัฒนาคนทุกด้าน ระวังอย่าใส่ไข่ทั้งหมดในตะกร้าใบเดียว

    เพราะแซงชั่นจะเลวร้ายก็ต่อเมื่อเราไม่สามารถพึ่งพาตัวเอง

    วินทร์ เลียววาริณ
    21-4-26

    1
    • 0 แชร์
    • 79