• วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    (หมายเหตุ ผมดูหนังเรื่องนี้ตอนปลายโปรแกรม เพราะช่วงที่หนังเข้าโรง ผมยังนอนในโรงพยาบาล จึงรีวิวช้าไปหน่อย แต่มาช้าดีกว่าไม่มา ใช่ไหม?)

    เมื่อแรกที่ จอร์จ ลูคัส สร้างหนัง Star Wars เขาอาจไม่ได้คาดฝันว่า เขาได้สร้างจักรวาล Star Wars กว้างใหญ่ไพศาลกว่าหนังเรื่องใดๆ

    Star Wars สามารถแตกหน่อแตกแขนงได้เป็นหนังอีกล้านเรื่องสบายๆ

    นี่คงเป็นเหตุผลที่ดิสนีย์ยอมควักเงินสี่พันล้านดอลลาร์ซื้อลิขสิทธิ์ Star Wars ทั้งหมดจากลูคัส และคืนทุนในเวลาอันสั้น

    หลังจากนั้นก็รีบปั่นเรื่องสร้างหนังหาเงิน

    บางเรื่องไปได้ดี หลายเรื่องลงเหว แต่ส่วนมากโดนด่า

    หนึ่งในเรื่องแตกหน่อที่เป็นหนังซีรีส์เมื่อหลายปีก่อนคือ The Mandalorian ตัวเอกคือ Din Djarin สวมหน้ากากเหล็กตลอด

    Din Djarin มาจากดาวเคราะห์ Mandalore จึงเรียกพวกนี้ว่า Mandalorian

    ซีรีส์ The Mandalorian เดินเรื่องห้าปีหลังจากเรื่อง Return of the Jedi

    Din Djarin พบเด็กน้อยตระกูลโยดา ชื่อ Grogu หรือ Baby Yoda หน้าตาน่ารัก

    Din Djarin เกิดความผูกพันกับ Grogu ผจญภัยไปด้วยกันสามซีซั่น ซีรีส์ประสบความสำเร็จ สนุกมากมาย เจ้าของสตูดิโอก็บอกว่า ไปเล่นที่จอใหญ่ดีกว่า

    ก็เป็นที่มาของหนังโรง The Mandalorian and Grogu ที่กำลังฉาย

    คนสร้างหนังก็ยังเป็นเจ้าเดิมคือ Jon Favreau คนทำ Iron Man ที่ทำให้ Robert Downey Jr. ได้กลับคืนสู่วงการอีกครั้ง

    มองจากมุมของนายทุน The Mandalorian and Grogu ตอบโจทย์ทุกอย่าง หนังให้ความบันเทิงสูง สนุกสนาน คุ้มค่าตั๋ว

    แต่มองจากมุมของคนทำหนังที่ลึกกว่ารายได้ The Mandalorian and Grogu เป็นเพียงหนังที่ขายเรื่อง "ใครทำอะไรที่ไหน" เท่านั้น ไม่มีแก่นเรื่อง

    พูดง่ายๆ คือ หนังเต็มไปด้วยพล็อตมากมาย แต่ไม่มีคอนเส็ปต์ บางฉากเหมือนกำลังดู Blade Runner หลายฉากก็เหมือนรีเมกของเก่า

    มันเป็นหนัง play safe ของนายทุน

    มาถึงบรรทัดนี้ย่อมมีคนถามว่า แล้วจำเป็นหรือ?

    คำตอบคือไม่จำเป็น แต่หากต้องการให้หนังเรื่องหนึ่งเป็นที่จดจำนานกว่าสองชั่วโมงในโรง ก็ควรมีคอนเส็ปต์

    หมายความว่าทุกๆ พล็อตที่ใส่เข้ามามีความหมายของการดำรงอยู่ เพื่อนำเสนอไอเดียบางอย่าง

    ขณะที่ The Mandalorian ฉบับซีรีส์ทำได้ดี ฉบับหนังโรงกลับดูแบน ไม่มีอะไรสดใหม่ เราดูหนังแนวนี้มามากแล้ว ตัวละครผจญภัยไปเรื่อยๆ แล้วจบ

    ในบรรดาหนัง spinoff ของแฟรนไชส์ Star Wars เรื่องที่แข็งแรงที่สุดเท่าที่ผมดูน่าจะเป็น Rogue One คือมีคอนเส็ปต์ มีแก่นเรื่องน่าสนใจ

    แต่นี่เป็นเรื่องนานาจิตตัง และรสนิยมการดูหนังของแต่ละคนย่อมต่างกัน ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต

    นักอ่านที่ติดตามการรีวิวหนังของผม ย่อมรู้ว่าผมไม่ได้ให้คะแนนที่ความสนุก แต่ให้ที่ความสดใหม่ ความคิดสร้างสรรค์

    ดังนั้นแม้ The Mandalorian and Grogu ให้ความสนุกที่ระดับ 9/10 แต่คุณภาพหนังใน คหสต. ได้แค่ 7.7/10

    แต่ก็แนะนำให้ไปดูนะ Grogu น่ารักตลอดเรื่อง

    (ฉายทางโรงภาพยนตร์)

    วินทร์ เลียววาริณ 
    4-6-26

    วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)

    (มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)

    1
    • 0 แชร์
    • 13
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    มนุษย์เป็นสัตว์โลกชนิดเดียวที่มีกำหนดเวลาทำงานเป็นชั่วโมง นาที เป็นจำนวนปี และระบบเกษียณ เวลาทำงานครบเทอมของมนุษย์ปัจจุบันกำหนดที่ประมาณ 60 ปี

    ตัวเลขเกษียณของคนไทย จีน อินเดีย ขีดเส้นที่ตัวเลข 60  ชาวอังกฤษ แคนาดา เดนมาร์ก คือ 65 ชาวอเมริกันคือ 66

    ตัวเลขเกษียณสูงสุดน่าจะเป็นของชาวสิงคโปร์ กรีก ไอซ์แลนด์ คือ 67

    โดยเฉลี่ยก็ประมาณ 60-65 หลักหมุดแห่งชีวิตทำงานถึงจุดยุติ

    เมื่อกติกาโลกบอกว่าถึงเวลาหยุด คนส่วนใหญ่ก็หยุด ทั้งที่หลายคนยังแข็งแรงและเปี่ยมไฟสร้างสรรค์ อายุถึงกำหนด แต่ยังไม่ครบเทอมพลังแห่งชีวิต

    บางทีผู้กำหนดกติกานี้อาจเห็นว่าสมองคนอายุเกินหกสิบไม่น่าจะสร้างสรรค์อะไรพิสดารได้อีก ก็มิใช่ไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิงเพราะการคิดค้นใหญ่ ๆ ในประวัติศาสตร์โลกส่วนมากใช้เวลาไม่เกินครึ่งแรกของชีวิต เช่น ไอน์สไตน์พบทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษเมื่ออายุ 26 ปี ธอมัส เอดิสัน ประดิษฐ์หลอดไฟสำเร็จเมื่ออายุ 31 ปี อเล็กซานเดอร์ แกรห์ม เบลล์ ประดิษฐ์โทรศัพท์สำเร็จเมื่ออายุ 29 ปี พี่น้องตระกูลไรท์สร้างเครื่องบินสำเร็จเมื่ออายุ 29 และ 33 ปี ฯลฯ

    หากเราใช้จุด ‘พีค’ ของการงานเป็นจุดครบเทอม ก็เท่ากับว่าชีวิตนักคิดนักประดิษฐ์เหล่านี้ครบเทอมเมื่ออายุราวสามสิบเท่านั้น

    มีคนเคยถามผมว่า “ถึงจุดสูงสุดในชีวิตแล้วยัง?” หรือ “หนังสือเล่มนั้นคือจุดพีค?” ผมตอบว่ายังและไม่มี ชีวิตมีขึ้นมีลง ผลงานมีขึ้นมีลง ผมไม่คิดว่าจุดใดคือจุดสูงสุดซึ่งเมื่อไปถึงแล้ว โลกก็อนุญาตให้ตายได้

    หากสังขารอนุญาต ผมก็อยากเกษียณในวันตาย

    และที่สำคัญ หากชีวิตมีจุดพีคหรือจุดครบเทอมจริง บางทีมันอาจมิได้วัดด้วยผลงาน และจุดจบของชีวิตก็อาจมิได้วัดที่ความตาย เพราะบุคคลจำนวนไม่น้อยซึ่งเสียชีวิตไปนานหลายร้อยหลายพันปี ก็ยังมี ‘ชีวิต’ อยู่ในตอนนี้

    ..........................

    ครบเทอมในความหมายหนึ่งคือ เรียนหนังสือ หางานทำ แต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝา มีลูก ทดแทนคุณพ่อแม่ เกิดมากินแล้วนอนแล้วสืบพันธุ์แล้วตาย ก็เรียกว่าครบเทอม แต่อาจยังไม่ ‘ครบเทอม’ ของการใช้ชีวิต

    ในอีกความหมายหนึ่งคือ การใช้เวลาทุกนาทีบนโลกเต็ม ๆ ครบครัน ไม่ทำลายเวลาทิ้งไปเปล่า ๆ

    หนึ่งวันของทุกคนคือยี่สิบสี่ชั่วโมง แต่เคยถามตัวเองไหมว่าในยี่สิบสี่ชั่วโมงนี้ เราใช้เวลาเป็นเรื่องเป็นราวจริง ๆ กี่ชั่วโมง กี่นาที

    วลี ‘เป็นเรื่องเป็นราว’ หมายถึงการใช้เวลานั้นแล้วรู้สึกว่าคุ้มค่า ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่ เช่น การนอนงีบสำหรับบางคนถือว่าไม่คุ้มค่า แต่สำหรับอีกบางคนคุ้มค่า เพราะพวกเขาจำเป็นต้องงีบ

    คนไม่น้อยทำงานหกสิบปีเท่ากับคนอื่นทำงานเพียงยี่สิบปีเพราะทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม บ้างก็เช้าครึ่งชามเย็นครึ่งชาม

    มีเวลาเจ็ดสิบปีบางคนใช้แค่ยี่สิบปี ที่เหลือละลายไปกับอบายมุข สิ่งเสพติด ความเกียจคร้าน

    ครบเทอมแต่ไม่ครบถ้วน

    ผู้ใหญ่ในสมัยก่อนมักให้ชายหนุ่มทุกคนบวชเพราะทำให้ ‘เต็มคน’

    ในโลกตะวันตก นายจ้างไม่น้อยมักจ้างคนที่แต่งงานแล้ว ด้วยเหตุผลว่าน่าจะมีความรับผิดชอบหรือเป็นผู้ใหญ่กว่า หรือ ‘เต็มคน’

    การอยู่ ‘ครบเทอม’ ยังหมายถึงการใช้ชีวิตครบถ้วน เข้าใจชีวิต และทำประโยชน์ให้โลก

    มันไม่มีสูตรสำเร็จ เราทุกคนมีเสรีภาพกำหนดมาตร ‘ครบเทอม’ ของเราเอง

    ตอบแทนคุณพ่อแม่ครูอาจารย์ คืนสิ่งดี  ๆ แก่โลกบ้าง มีส่วนช่วยสร้างโลกที่น่าอยู่ขึ้น สำหรับทุกชีวิต ไม่เฉพาะแค่คน แต่ต่อสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ร่วมโลก

    พูดง่าย ๆ คือ หากจะอยู่ต่อ ก็ทำตัวให้คุ้มค่าข้าวที่กิน

    เราอาจจากโลกไปก่อนเวลาเกษียณหรือไม่ได้ทำการใหญ่ แต่ไม่เป็นไร อย่างน้อยที่สุดก็ควรเกิดมากับความไม่รู้ และตายไปด้วยความเข้าใจ

    วินทร์ เลียววาริณ
    5-6-26

    บางท่อนจาก รอยยิ้มใต้สายฝน
    35 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 190 บาท = บทความละ 5 บาทเศษ
    หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
    https://www.winbookclub.com/store/detail/139/รอยยิ้มใต้สายฝน
    https://s.shopee.co.th/8Ke0htOJcm 
    โปรโมชั่นชุด https://www.winbookclub.com/store/detail/234/R3%20%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%203 

    https://s.shopee.co.th/8Ke0htOJcm
    ทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395 

    1
    • 0 แชร์
    • 26
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    heist film หรือ caper film เป็นตระกูลหนึ่งของภาพยนตร์ องค์ประกอบหลักของหนังคือการวางแผนปล้นหรือขโมย

    ฮอลลีวูดสร้างหนังแนว heist film มามากมายนับไม่ถ้วน บางเรื่องก็ฉีกแนวไปผสมกับตระกูลอื่น เช่น Inception ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน เป็น heist film ที่เข้าไปในพื้นที่ไซไฟ

    Army of the Dead ของ Zack Snyder ผสม heist film กับตระกูลหนังซอมบี้ ฯลฯ

    The Helicopter Heist เป็นหนังซีรีส์ heist film เรื่องใหม่จากสวีเดน

    ชื่อเรื่อง The Helicopter Heist ก็บอกหมดแล้วว่ามันเป็นการปล้นแบบไหน นั่นคือการใช้เฮลิคอปเตอร์ปล้น

    หนังสร้างอิงเหตุการณ์จริงของการปล้นที่สตอกโฮล์มในปี 2009 ดัดแปลงให้เป็นดรามาขึ้น แต่สาระหลักก็คือการเล่าที่มาที่ไปและวิธีการของการปล้นครั้งนั้น

    หนังสนุก ตื่นเต้น น่าติดตาม และหลายช่วงพาเราเข้าถึงอารมณ์ของตัวละคร หนังแสดงให้เห็นว่าคนร้ายก็เป็นคนธรรมดา มีเลือดเนื้อวิญญาณ

    heist film จำนวนมากวางแผนแบบไร้จุดโหว่ ตัวละครเกือบเป็นซูเปอร์แมน แต่ The Helicopter Heist สมจริงกว่าตรงที่แสดงให้เห็นว่าคนร้ายก็หลุดเรื่องนี้เรื่องนั้น ไม่ว่าวางแผนมาดีแค่ไหน ก็ยังมีจุดพลาด และปัญหาที่เจอตอนปล้นไม่ตรงกับที่วางแผนมา

    นี่ก็คงเป็นชีวิตจริงของเราส่วนใหญ่ ไม่มีอะไรตรงตามแผน

    8.5/10
    ฉายทาง Netflix

    วินทร์ เลียววาริณ 
    4-6-26

    วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)

    (มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)

    1
    • 0 แชร์
    • 29
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    เล่าเรื่องชีวิตหาดใหญ่วัยเด็กต่อ

    ย้อนรอยว่า อะไรทำให้โตขึ้นชอบเขียนหนังสือ

    ความจริงผมชอบขีด ๆ เขียน ๆ มาตั้งแต่เด็ก ผมชอบจดข้อความต่าง ๆ ที่อ่านมาและรู้สึกกินใจ รวมทั้งความรู้ต่าง ๆ เกร็ดต่าง ๆ แต่ไม่ได้บันทึกชีวิตส่วนตัวใด ๆ

    ผมเริ่มเขียนอนุทินบันทึกชีวิตตัวเองครั้งแรกในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2515 เป็นไดอารีปกแข็งสวยงาม จำไม่ได้ว่ามีคนมอบให้หรือซื้อเอง หน้าแรก ๆ ของไดอารีเป็นรายละเอียดจังหวัดต่าง ๆ ในเมืองไทย แบ่งหน้าละหนึ่งวัน ตีเส้นบรรทัดเรียบร้อย มีรายละเอียดวันทั้งพุทธศักราช คริสต์ศักราช จุลศักราช ไปจนถึง ร.ศ. จันทรคติ ฯลฯ อาจเพราะสวยงามและน่าใช้อย่างยิ่ง ผมจึงเริ่มเขียนไดอารีในวันแรกของปีนั้น

    ข้อความว่า “วันนี้ตอนเช้าได้ขี่จักรยานไปยังสำนักงานเทศบาลเมืองหาดใหญ่ ซึ่งที่นั่นมีการจัดให้ประชาชนไปตักบาตร การตักบาตรวันปีใหม่นี้ เขาจัดเป็นประจำทุก ๆ ปี วันนี้มีคนไปตั้งเยอะแยะ พอจอดจักรยานไว้ข้างนอกแล้ว ก็เดินไปเที่ยวดู มีที่สำหรับวางของซึ่งประชาชนให้สำหรับวัดต่าง ๆ ของกินดูเต็มไปหมด เห็นพระสงฆ์เดินมาหลายรูป ข้างนอกมีตำรวจ 2-3 คนเฝ้าดูอยู่ที่ถนน เดินเล่นครู่หนึ่ง ก็ขี่จักรยานกลับบ้าน เห็นคนมาขายลูกโป่งเต็มไปหมด ใช้เวลาหลังจากนั้นทำการบ้านที่เหลืออยู่เกือบตลอดวัน พอตกกลางคืนถึง 7.00 น. ก็ไปดูภาพยนต์*กับน้องสมบูรณ์และเสถียร เรื่อง คนสองหัว ภาษาอังกฤษว่า The Incredible 2 Headed Transplant ฉายที่โรงภาพยนต์เฉลิมไทย หาดใหญ่ เสียเงินไปคนละ 6 บาท กลับมาบ้านก็ราว ๆ 9.00 น. หลังจากนั้นครู่หนึ่งก็เข้านอน”

    (* ต้นฉบับสะกดผิดอย่างนี้)

    ทั้งปีเขียนอยู่ได้แค่สามวัน ก็เลิก เพราะไม่มีอะไรจะเขียน ชีวิตเรียบเป็นเส้นตรง เช้าไปโรงเรียน บ่ายกลับมาทำการบ้าน ทวนวิชา แล้วนอน ไม่เคยไปเที่ยวที่ไหน ไม่มีโทรทัศน์ดู

    ไดอารีเล่มนั้นจึงเหมือนจักรวาล คือเป็นที่ว่างเป็นส่วนใหญ่! ใช้เป็นสมุดจดข้อความ สารคดี คำคมต่าง ๆ แทน ตอนนั้นอ่านเจออะไรก็จดไว้ แต่แล้วก็หยุดบันทึกไปหลายปี จนกระทั่งวันที่ 1 ธันวาคม 2519 เกิดเรื่องประหลาด ไม่รู้วิญญาณอะไรเข้าสิง อยู่ดี ๆ ก็หยิบปากกาขึ้นมาเขียนไดอารี คราวนี้เขียนอย่างจริงจัง และเขียนต่อเนื่องไปอีกหลายปีจนไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ ก็เขียนมาตลอดจนถึงสิ้นปี 2528 ก็หยุดเขียนไดอารี เข้าสู่โหมดเขียนงานวรรณกรรมเต็มตัว

    การเขียนอนุทินประจำวันเป็นเรื่องดี ช่วยหลายอย่าง เรื่องทบทวนความจำ แต่ที่สำคัญกว่าอาจเป็นการได้วิเคราะห์ชีวิตในแต่ละวันว่าทำอะไร ถูกผิดอย่างไร และเป็นการตกผลึกตอนจบวัน สรุปรวบยอดว่าวันนั้นเป็นอย่างไร

    การบันทึกอนุทินมีข้อดีสองข้อ ข้อหนึ่งคือฝึกความจำ ข้อสองคือศึกษาชีวิตตนเองและคนอื่นผ่านกิจกรรมในหนึ่งวัน ทำให้เราได้สติ และเดินหน้าวันรุ่งขึ้นด้วยความพร้อม

    และสำหรับผม ได้รับของแถมข้อดีข้อที่สามคือ ช่วยเรื่องการฝึกภาษาและการลำดับความ ลงท้ายด้วยการเขียนนิยาย

    ผมไม่รู้ว่าการเขียนไดอารีทำให้อยากเขียนนิยายหรือความอยากเขียนนิยายผลักดันให้เขียนไดอารี แต่หากปราศจากสมุดบันทึกเล่มแรกเล่มนั้น บางทีชีวิตอาจไม่ได้เข้าสู่โลกของการเขียน

    อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก เคยเขียนว่า กล้องถ่ายรูปก็คือยานเวลา บันทึกอดีตไว้ ดูเมื่อไรก็ย้อนกลับสู่อดีตอีกครั้ง

    ไดอารีก็เป็นยานเวลาเช่นกันที่ใช้ตัวหนังสือเป็นเชื้อเพลิง แต่มันมิเพียงพาเราสู่อดีต ยังช่วยให้เราศึกษาตัวเองได้ด้วย จึงสามารถมองเห็นอนาคตของตนชัดขึ้น และท้ายที่สุดก็อาจสามารถเปลี่ยนอนาคตได้

    เราทุกคนได้รับอนุทินแห่งชีวิตทุกปี ปีละหนึ่งเล่ม กระดาษทุกหน้าว่างเปล่า รอให้เราจดจารและเปลี่ยนชีวิตของเราเอง

    วินทร์ เลียววาริณ
    4-6-26

    บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต

    เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น สั่งได้จากเว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี 

    Shopee https://s.shopee.co.th/3B4WYil0CG 

    1
    • 0 แชร์
    • 25
  • วินทร์ เลียววาริณ
    4 วันที่ผ่านมา

    นายกมลเที่ยวรอบโลกสองรอบ ใช้ชีวิตในห้าสิบเอ็ดประเทศ แต่งงานสามครั้งกับสาวสวยระดับนางงาม เราบอกว่า “เขาใช้ชีวิตคุ้มจริง ๆ”

    นายวิโรจน์ผ่านการรบในสมรภูมิ เข้าป่าถูกควายป่าไล่ขวิด ถูกมนุษย์กินคนจับไป ขึ้นรถเมล์เจอระเบิดขวด แต่รอดมาได้และอยู่จนแก่ตาย เราบอกว่า “เขาใช้ชีวิตคุ้มเหลือเกิน”

    นายรองได้ควงสาวสวยยี่สิบคน กินอาหารอร่อยทั่วประเทศ ชิมไวน์ชั้นเลิศจากทั่วโลก เราบอกว่า “เขาใช้ชีวิตคุ้มมาก”

    หากมองด้วยตัวอย่างเหล่านี้ ‘ใช้ชีวิตคุ้ม’ คือการเสพสุขหรือการได้รับประสบการณ์ที่ดี ๆ มาก ๆ หรือประสบการณ์ชีวิตที่เข้มข้น ตื่นเต้น มีสีสัน สนุกสนาน และแปลก

    ชีวิตเหล่านี้ถ้าเป็นกะทิก็คือหัวกะทิ ถ้าเป็นกาแฟก็คือเอสเปรสโซ ถ้าเป็นเครื่องแกงก็เข้มข้นจัดจ้าน

    ทั้งหมดนี้ดูจะเป็นเรื่องประสบการณ์ทางกายภาพมากกว่าจิตใจ เราไม่เรียกนักบวชที่นั่งสมาธิเข้าถึงรสธรรมหรือพ่อค้านั่งหงิม ๆ ในร้านทั้งชีวิตว่าคุ้ม

    ดังนี้ ‘คุ้ม’ ในค่านิยมของคนทั่วไปก็มีนัยของโชคชะตา เหมือนซื้อลอตเตอรี ไม่ใช่ทุกคนมีโอกาสถูก ‘ลอตเตอรี’

    ว่าก็ว่าเถอะ เกิดมาด้วยฐานะดี ก็มีโอกาสรับการศึกษาสูงกว่า มีโอกาสได้เดินทาง เสพไวน์มากกว่า

    คำถามคือ นี่เป็นมาตรวัดที่ถูกต้องแล้วหรือไม่ เราใช้มาตรใดวัดว่าชีวิตหนึ่งคุ้ม อีกชีวิตหนึ่งไม่คุ้ม ถ้าหาก ‘คุ้ม’ มีความหมายถึงการได้รับมากกว่าหรือเข้มข้นกว่า เราจะอธิบายคนที่ทำงานตลอดชีวิตอย่างเหน็ดเหนื่อย ไม่เคยไปเที่ยวที่ไหนว่าคุ้มได้หรือไม่ หากไม่มีเงินไปเที่ยวรอบโลก หรืออาจไม่ได้ออกจากชนบทที่อาศัยอยู่เลยตลอดชีวิต แปลว่า ‘ไม่คุ้ม’ หรือ?

    ญาติคนหนึ่งของผมใช้ชีวิตในต่างจังหวัดไกล เมื่อเขาพบว่าเป็นมะเร็งระยะปลาย เขาบอกว่า ถึงตายไปในวันนี้ก็ไม่เป็นไร เพราะพอใจชีวิตที่ผ่านมาแล้ว

    เขารู้สึกว่าชีวิตของเขาคุ้มแล้ว ทั้งที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายตั้งแต่เกิด ตลอดชีวิตไม่ได้เดินทางไปไหน ไม่ได้ถูกควายป่าขวิด ไม่ได้ถูกมนุษย์กินคนจับตัวไป และไม่ได้ชอบไวน์ชั้นเลิศแต่อย่างไร เขาพอใจชีวิตเรียบง่ายแบบนี้ ถ้าย้อนเวลากลับไปเลือกใหม่ ก็จะยังเลือกทางเดินสายเดิมนี้

    ดังนี้อาจพูดได้ว่า คุ้มคือความพึงใจรสชาติของชีวิต ใช้ชีวิตได้สมใจปรารถนา

    ศิลปินนักเขียนผู้สร้างผลงาน ‘มาสเตอร์พีซ’ มักรู้สึกว่าชีวิตของตนคุ้มแล้ว นั่นคือเต็มแล้ว เพราะได้สร้างงานที่ตนเองพึงใจ ทั้งที่ตลอดชีวิตเขาทำงานหนักและเหนื่อย แต่งานที่ทำเป็นความสุขของเขา

    ดังนี้อาจพูดได้ว่า คุ้มก็คือการเติมเต็มชีวิตของตน ได้ทดลองเดินไปตามทางที่ฝัน

    คุ้มจึงเป็นเรื่องของความพอใจด้วย พอใจเมื่อไร ก็คือคุ้มแล้ว

    ถ้า ‘คุ้ม’ เป็นเรื่องของความพอใจ มันก็เป็นอัตวิสัย

    และบางทีเรานิยามคำว่าคุ้มโดยใช้ตัวเราเป็นหลัก

    ลองนึกดู ถ้าใครคนหนึ่งเกิดมามีฐานะดี เรียนสูง ทำงานดี มีตำแหน่งสูง แต่ฉ้อราษฎร์บังหลวง ทำให้แผ่นดินเสียหาย อย่างนี้ ‘คุ้ม’ ของเขาก็คือ  ‘ไม่คุ้ม’ ของคนทั้งแผ่นดิน นี่ยังสามารถจะเรียกว่าใช้ชีวิตคุ้มได้หรือ?

    ในทางตรงข้าม พระที่ใช้ชีวิตทั้งชีวิตในวัด ไม่เคยเดินทางไปเที่ยวที่ไหน ไม่เคยกินอาหารพิสดารของพ่อครัวห้าดาว แต่สอนชาวบ้านให้เป็นคนดี การดำรงอยู่ของพระรูปนี้ย่อมดีกว่าการไม่มีพระรูปนี้ ดังนี้เราก็น่าจะบอกว่า ชีวิตของพระรูปนี้คุ้มแล้ว เพราะสำหรับคนทั้งหมู่บ้าน ชีวิตของพวกเขาคุ้มเพราะพระรูปนี้

    ชาวบ้านเดินดินที่ใช้เวลาทั้งชีวิตช่วยเหลือคนอื่น ชายผู้ปลูกต้นไม้ไปทั่วจังหวัด หมอที่เปิดคลินิกรักษาคนไข้ฟรี แต่ตัวเองใช้ชีวิตง่าย ๆ ฯลฯ คนเหล่านี้ให้คนอื่นมากกว่าให้ตัวเอง คนเหล่านี้ทำให้ชีวิตคนอื่น ‘คุ้ม’

    บางทีชีวิตที่คุ้มที่สุดก็คือชีวิตที่ทำให้ชีวิตอื่นคุ้ม มากกว่าตัวเราคุ้ม

    ดังนั้น “ใช้ชีวิตคุ้ม” น่าจะกว้างกว่าแค่มีประสบการณ์ชีวิตเข้มข้นหรือการที่เราได้มากกว่าคนอื่น หรือเกินศักยภาพของเรา

    ไม่ใช่ทุกคนสามารถทำให้ชีวิตตนเองคุ้มกับการดำรงอยู่ในโลกนี้

    บางทีชีวิตที่คุ้มคือชีวิตที่มีความรัก ความเมตตา ความรู้ ความเข้าใจโลก ความสันโดษ ความพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่

    บางที ‘คุ้ม’ มิได้อยู่ที่สิ่งดี ๆ ที่เราเป็น แต่คือสิ่งดี ๆ ที่เราทำ ไม่สร้างปัญหาให้ใคร ไม่เบียดเบียนใคร ทำให้สังคมดีขึ้น พูดง่าย ๆ คือหากการปรากฏตัวของเราในโลกนี้มีคุณมากกว่าโทษ ก็อาจนับว่าเราใช้ชีวิตคุ้มแล้ว

    ปราชญ์กรีกโบราณ โสเครติส กล่าวว่า “ชีวิตที่ไม่ถูกสำรวจตรวจตราไม่ใช่ชีวิตที่น่าอยู่”

    ชีวิตก็เหมือนเส้นทางที่ยังไม่ได้สำรวจ เราทุกคนเกิดมาพร้อมเส้นทางสายหนึ่ง เรามีเวลา 70-80 ปีสำรวจมันให้ทั่ว

    บางคนก็สำรวจทุกซอกทุกมุม บางคนก็ไม่สำรวจมันเลย

    การสำรวจมันไม่ได้แปลว่าจะชอบสิ่งที่พบเห็นตามทาง แต่ก็อาจมีโอกาสพบเห็นเรื่องที่มีสีสันมากกว่าการไม่สำรวจเส้นทางเลย

    เราเรียกการสำรวจเส้นทางนี้ว่าการใช้ชีวิต

    แน่ละ ไม่มีกฎกติกาใดที่บังคับให้เราต้องสำรวจเส้นทาง

    เราอาจได้รับของขวัญชิ้นหนึ่ง แต่มีสิทธิ์ที่จะเลือกไม่เปิดกล่องของขวัญนั้น

    แต่เกิดมาแล้วมีสองขา ก็น่าจะลองเดินสำรวจทางชีวิตของตัวเอง

    คุ้มหรือไม่คุ้มก็ไม่เป็นไร

    วินทร์ เลียววาริณ
    3-6-26

    จาก 1 เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้
    61 บทความ 190.- บทความละ 3.1 บาท
    หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
    https://www.winbookclub.com/store/detail/150/1%20เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้ 

    ทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395 

    1
    • 0 แชร์
    • 56