• วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    ปิดรับออร์เดอร์โปรโมชั่นชุดเต็มกล่อง วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน เพราะต้องส่งทางไปรษณีย์ก่อนงานเลิกวันที่ 6 เมษายน

    รายการหนังสือ

    1 รอยเท้าเล็ก ๆ ของเราเอง ราคาปก 195.-
    2 ความฝันโง่ ๆ ราคาปก 185.-
    3 เบื้องบนยังมีแสงดาว ราคาปก 185.-
    4 อาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก ราคาปก 185.-
    5 ท้องฟ้าไม่ปิดทุกวัน ราคาปก 195.-
    6 จุดเทียนทั้งสองปลาย ราคาปก 215.-
    7 สองแขนที่กอดโลก ราคาปก 215.-
    8 ชีวิตเป็นเรื่องชั่วคราว ราคาปก 215.-
    9 ในหลุมรัก ราคาปก 210.-
    10 ยาเม็ดสีแดง ราคาปก 210.-
    11 ความสุขเล็กๆ คือความสุข ราคาปก 
    12 สองปีกของความฝัน ราคาปก 190.-
    13 หลับถึงชาติหน้า ราคาปก 245.-
    14 บางครั้งเราก็ลืมรักตัวเราเอง ราคาปก 215.-
    15 1% ของความเป็นไปได้ ราคาปก 210.-
    16 รอยยิ้มใต้สายฝน ราคาปก 210.-
    17 คำที่แปลว่ารัก ราคาปก 190.-
    18 โลกด้านที่หันหลังให้ดวงอาทิตย์ ราคาปก 260.-

    ราคาปกรวม 3,620.- 
    แถม 2 เล่มคือ ปล่อยให้ความเปลี่ยนแปลงพาไป และ เศษกระดาษ

    มูลค่ารวมเล่มแถม = 4,010.-
    ลดเหลือ 2,200.- (รวมค่าส่งแล้ว)

    เฉลี่ยเล่มละ 110 บาทเท่านั้น

    สั่งซื้อได้ทางเดียวคือ inbox เฟซบุ๊คนี้
    โอนเงินไปที่บัญชี "วินทร์ เลี้ยววาริณ ธนาคารกสิกรไทย สาขาพัฒน์พงศ์ 018-2-85554-5"
    ส่งภาพหลักฐานการโอนมาด้วย เพื่อให้รู้ว่าเป็นลูกค้าคนใด

    หมายเหตุ หากเล่มใดขาด จะแทนด้วยเล่มที่มีมูลค่าใกล้เคียง

    0
    • 0 แชร์
    • 4
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา
    0
    • 0 แชร์
    • 4
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา
    0
    • 0 แชร์
    • 1
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    สงครามอิหร่านผ่านไปหนึ่งเดือน เสียเงินไปเท่าไรแล้ว?

    มีการประเมินว่า  สะหะรัดเสียเงินราวหนึ่งพันล้านดอลลาร์ต่อวัน เป็นค่าขีปนาวุธ ค่าใช้จ่าย ค่าดาวเทียม ค่าปฏิบัติการโดรน ค่าซ่อมส้วมตัน ฯลฯ

    ยิงจรวดแต่ละลูก คนอเมริกันต้องใช้หนี้กันหัวบาน

    แค่สองวันแรกของสงคราม ค่าอาวุธก็ปาเข้าไป 5 พันล้านดอลลาร์

    นอกจากนี้ยังมีค่าเครื่องบินที่ถูกยิงตก ค่าฐานทัพ ค่าสถานีเรดาร์สะหะรัดที่ถูกถล่มพินาศ ฯลฯ เงินทั้งนั้น

    หากยืดเยื้อไปอีกสองเดือน ก็คงยากจนลงไปเยอะ

    สำหรับประเทศในกลุ่ม GCC หนึ่งเดือนนี้หมดไปแล้ว 194 พันล้าน (ขออภัยใช้หน่วย billion เพราะคำนวณไม่ถูก)

    ค่าเสียหายของอิษราเอลก็มหาศาล แต่คนจ่ายเงินก็คืออเมริกันชนอีกนั่นแหละ

    เป็นเจ้าของสะหะรัดก็ดีอย่างนี้นี่เอง

    ส่วนค่าใช้จ่ายของอิหร่าน เมืองพังไปทั้งประเทศ ถ้าจะสร้างใหม่ ก็มหาศาลบานเบอะ ตรงนี้ต้องหามาเอง สะหะรัดไม่จ่ายแน่นอน

    ยังไม่รวมเศรษฐกิจที่ย่อยยับไปทั่วโลก และชีวิตคนที่ตายเปล่า

    ทั้งหมดนี้เพื่อสนองตัณหาของท่านเนทันและ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ของชาว J ที่เห็นด้วยกับการก่อสงคราม

    คนในรุ่น 50 ปีข้างหน้าคงอ่านประวัติศาสตร์โลกตอนนี้ด้วยความมึนงง "คนรุ่นนี้ทำอะไรของมันเนี่ย"

    ..........................

    ถ้าไม่เกิดสงครามอิหร่าน และแต่ละชาติใช้เงินเหล่านี้ เราจะทำอะไรได้บ้าง?

    ลองเทียบกับสงครามเย็นดู

    คาร์ล เซเกน และ แอนน์ ดรูแยน ประเมินราคาของสงครามเย็นในหนังสือ Billions and Billions (1997) ว่า

    สงครามเย็นเริ่มในปี 1946 ยุติเมื่อ 1989 สหรัฐอเมริกาได้จ่ายเงิน (เทียบค่าเงินปี 1989) มากกว่าสิบล้านล้านดอลลาร์ ในการต่อสู้กับสหภาพโซเวียต ในจำนวนนี้มากกว่าหนึ่งในสามถูกนำไปใช้ในยุคประธานาธิบดีเรแกน ซึ่งสร้างหนี้ให้กับชาติมากกว่าทุก ๆ รัฐบาลตั้งแต่สมัย จอร์จ วอชิงตัน รวมเข้าด้วยกัน

    “เงินจำนวนนี้ทำอะไรได้บ้าง? (ไม่ต้องทั้งหมด เพราะงบประมาณเพื่อความมั่นคงของชาติยังเป็นสิ่งจำเป็น แต่ - เอาแค่ครึ่งเดียวก็พอ) เงินมากกว่าห้าล้านล้านดอลลาร์เล็กน้อย ถ้าใช้ให้ดี สามารถสร้างความก้าวหน้าอย่างมากมายในการกำจัดความความหิวโหย การไร้บ้าน โรคติดต่อ การเขียนอ่านหนังสือไม่ออก ความไม่รู้ ความยากจน การทำลายสิ่งแวดล้อมไม่ใช่แค่เฉพาะในสหรัฐอเมริกา หากแต่ทั่วทั้งโลก เราสามารถที่จะช่วยทำให้ดาวเคราะห์ดวงนี้มีความเพียงพอด้านการเกษตร และกำจัดสาเหตุมากมายของความรุนแรงและสงคราม จะสร้างประโยชน์มหาศาลต่อเศรษฐกิจอเมริกัน แก้ปัญหาหนี้ของชาติ เพียงเสี้ยวเดียวของเงินจำนวนนี้ เราสามารถรวมคนเพื่อโครงการนานาชาติระยะยาวในการส่งคนไปสำรวจดาวอังคาร สามารถช่วยสนับสนุนคนเก่งในด้านประดิษฐกรรมของมนุษย์ในด้านศิลปะ สถาปัตยกรรม การแพทย์ และวิทยาศาสตร์เป็นเวลาหลายสิบปี”

    ใช่ เงินที่เสียไปกับสงครามอิหร่านสามารถสร้างคุณแก่โลกได้มหาศาล

    แต่ซาตานสงครามไม่ใช่คนที่แยแสสิ่งดีๆ ที่จะเกิดขึ้นกับชาวโลก

    มันเป็นเช่นนั้นเอง

    วินทร์ เลียววาริณ
    2-4-26

    1
    • 0 แชร์
    • 34
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    ผมเริ่มต้นชีวิตสถาปนิกในต่างประเทศ ทำงานในสำนักงานสถาปนิกแห่งหนึ่ง เป็นบริษัทขนาดกลางที่มีสถาปนิกสี่คนเป็นหุ้นส่วน แต่ละคนจึงมีศักดิ์เป็นเจ้านายของผมโดยเท่าเทียมกัน

    แทบทุกวันเจ้านายแต่ละคนเข้ามาดูความคืบหน้าของแบบร่างก่อนนำเสนอลูกค้า วิจารณ์งาน และขอ (ก็คือสั่ง) ให้ผมแก้ตาม 'คำแนะนำ' นั้น

    หลังจากแก้งานตามคำวิจารณ์ของเจ้านายคนหนึ่งแล้ว เจ้านายอีกคนหนึ่งก็เวียนเข้ามาวิจารณ์งานในอีกแง่มุมหนึ่ง และงานก็ถูกสั่งให้แก้อีกครั้ง

    สี่คน สี่ความเห็น สี่รอบที่แก้ไขงาน

    ผลก็คืองานเลอะ

    เจ้านายคนหนึ่งหัวเราะ บอกว่า "คุณเอาใจทุกคนไม่ได้หรอก ใช้สมองคิดเอา ตัดสินใจทำในสิ่งที่เราเห็นว่าดีที่สุด"

    .............................

    ผมเริ่มต้นชีวิตคนโฆษณาในประเทศ ทำงานในสำนักงานแห่งหนึ่งซึ่งเป็นบริษัทขนาดกลาง จับงานของลูกค้าขนาดเล็กเป็นส่วนใหญ่

    ประสบการณ์การทำงานในวงการพาณิชยศิลป์มานานหลายปีสอนผมว่า ศิลปะมักเดินตามหลังความต้องการของลูกค้า

    ทว่ามีแต่คนที่ทำงานในวงการพาณิชยศิลป์ที่เข้าใจดีว่า บ่อยครั้งคนที่เราต้องขายงานให้ผ่านไม่ใช่ลูกค้า หากคือคนในองค์กรนั่นเอง

    ในเอเจนซีโฆษณาบางแห่ง ผู้มีอำนาจตัดสินให้นำงานชิ้นหนึ่ง ๆ ไปเสนอลูกค้าหรือไม่คือฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์และการตลาด ไม่ใช่ฝ่ายสร้างสรรค์

    การแก้ไขงานในเงื่อนไขทางการตลาดเป็นสิ่งที่ทำความเข้าใจได้ไม่ยาก และอาจทำให้งานดีขึ้น (อย่างน้อยก็ในเชิงการตลาด) แต่ไม่เสมอไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้มีอำนาจที่ไม่มีประสบการณ์และรสนิยมสั่งการให้แก้ไข

    ตัวอย่างคลาสสิกที่พบเสมอคือ การที่ลูกค้าขอให้ฝ่ายศิลป์ขยายขนาดสินค้าในโฆษณาให้ใหญ่ขึ้น ขยายคำโปรยให้ใหญ่ที่สุด เขียนสรรพคุณสินค้ามากที่สุด

    รองรับด้วยเหตุผลคลาสสิก : "ก็ยังมีพื้นที่ว่างไง"

    ผลลัพธ์จากการแก้งานตามคำวิจารณ์ทั้งของลูกค้า (บางครั้งรวมญาติของลูกค้า) ฝ่ายการตลาด และฝ่ายสร้างสรรค์พร้อม ๆ กัน มักออกมาคล้าย ๆ กันคือ เลอะและเละ

    จุดหนึ่งที่เราอาจยอมเอาใจทุกคน ทั้งที่รู้ว่าผลลัพธ์ออกมาเลอะก็คือ วัฒนธรรมเกรงใจ

    คำว่า 'เกรงใจ' เป็นดาบสองคม ทำให้สังคมอยู่อย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย แต่เมื่อใช้ในการสร้างสรรค์งาน ก็สามารถทำให้ถอยหลังลงคลองได้เช่นกัน

    เมื่อดูตัวอย่างอาชีพบริการทั่วโลก ก็พบว่าไม่มีใครเลยที่ประสบความสำเร็จจากการเอาใจทุกคน

    เสื้อผ้า น้ำหอม หนังสือ นิตยสาร ล้วนเข้าไปในทิศทางที่เข้าหาปัจเจกมากขึ้นในการใช้ชีวิตวันต่อวัน คุณอาจประสบหลายสถานการณ์ที่ชวนอึดอัด
    ไปกินอาหารที่ตนเองไม่ชอบกับลูกค้า กินเหล้าเพื่อเข้าสังคม ไม่ใช่เพราะชอบ ฯลฯ

    สมมุติว่าคุณไปดูหนังที่คุณไม่ชอบเลยกับคนรัก ออกจากโรงหนัง คนรักของคุณเอ่ยว่า "หนังสนุกมาก..."

    หากคุณพยักหน้ารับ ก็มีโอกาสอย่างสูงที่คุณต้องไปดูหนังที่คุณไม่ชอบกับเขาหรือเธออีก

    มนุษย์ในโลกนี้มีเจ็ดพันล้านคน เราไม่สามารถเอาใจคนส่วนใหญ่ได้

    ทว่าการไม่พยายามเอาใจทุกคนไม่ได้หมายความให้เอาแต่ใจตนเองถ่ายเดียว

    จริงใจ ยอมรับความแตกต่างของคนอื่น และหาทางอยู่กับคนอื่นอย่างกลมกลืน

    วินทร์ เลียววาริณ
    2-4-26

    จากหนังสือ ความฝันโง่ ๆ
    ตอนนี้มีโปรโมชั่นชุดรวม https://www.facebook.com/photo?fbid=1539189840903035&set=a.208269707328395 

    1
    • 0 แชร์
    • 28