• วินทร์ เลียววาริณ
    0 วันที่ผ่านมา

    ในปี 1970 ธนาคาร Crocker-Citizens National Bank ที่แคลิฟอร์เนีย บรี๊ฟเอเจนซีโฆษณาว่าอยากทำโฆษณาธนาคารหน่อย เป้าหมายคือคนหนุ่มสาว Hal Riney ครีเอถีฟเอเจนซีเสนอว่าอย่าทำโฆษณาแบบ "ธนาคารของเราดีกว่าธนาคารอื่น เพราะดอกเบี้ยของเราสูงกว่า บริการของเราดีกว่า" ฯลฯ มันจะกลืนหายไปกับทะเลโฆษณาที่พูดอย่างเดียวกันหมด

    ทำไมไม่ทำแบบ soft sale สร้างอารมณ์ให้เกิดความอยากใช้บริการธนาคารนี้ล่ะ โดยไม่ต้องมีคำโฆษณา

    Hal Riney เสนอว่าตัดประโยคขายตรงทิ้งไปให้หมด นำเสนอหนังชีวิตของคู่หนุ่มสาวที่เพิ่งแต่งงาน และกำลังจะเริ่มต้นเดินทางสายใหม่ และธนาคารก็พร้อมช่วยพวกเขา เดินไปด้วยกัน

    ใช้เพลงเล่าเรื่อง

    พวกเขาควานหานักแต่งเพลง จนได้ Paul Williams และ Roger Nichols ซึ่งทีแรกก็ไม่อยากทำเพลงประกอบโฆษณา แต่ก็ถูกหว่านล้อมจนยอมทำ

    หนังโฆษณาที่ออกมาเป็นภาพคนหนุ่มสาวที่แต่งงานใหม่ เริ่มต้นชีวิตใหม่ เดินเรื่องด้วยเพลง โฆษณาชิ้นนี้ประสบความสำเร็จทันที มันเปลี่ยนมุมมองของคนโฆษณาว่า ไม่จำเป็นต้องขายสินค้าตรงๆ ก็สำเร็จได้

    เรื่องก็คงจบแค่นั้น หากมิใช่วันหนึ่งเพลงโฆษณานี้ไปเข้าหูนักดนตรีคนหนึ่ง เขามองเห็นศักยภาพของเพลงนี้ว่า มันสามารถทำเป็นเพลงความยาวปกติได้ เขาติดต่อคนแต่งเพลง และตกลงขยายความยาวเพลงประกอบหนังโฆษณาชิ้นนี้เป็นเพลง

    มันกลายเป็นเพลงฮิตในยุค 70

    เพลงนี้ชื่อ We've Only Just Begun

    เรากำลังเพิ่งเริ่มต้นใหม่

    นักดนตรีผู้มองเห็นศักยภาพของเพลงคนนั้นคือ ริชาร์ด คาร์เพนเตอร์

    นักร้องคือ คาเรน คาร์เพนเตอร์ หลังจากนั้นจักรวาลเพลงของเธอก็ขยายตัวไม่หยุด ฉุดไม่อยู่

    เพลง We've Only Just Begun กลายเป็นเพลงฮิตไปทั่วโลก พิสูจน์ว่าถ้าเพลงดีจริง ไม่ว่าซ่อนอยู่ในหนังโฆษณาชิ้นเล็กๆ ก็เปล่งประกายจนได้

    ที่มาของเพลงนี้ทำให้นึกถึงนักร้องเด็กสาวภูเก็ตที่กำลังเปล่งประกายในขณะนี้ มุมเล็กๆ มุมหนึ่งในจังหวัดภูเก็ตที่เด็กสาวซ่อนตัวอยู่ไม่อาจบดบังความแรงของรัศมีได้

    เช่นเดียวกับชื่อเพลง จักรวาลเพลงของเธอกำลัง "Only Just Begun"

    วินทร์ เลียววาริณ
    10-7-26

    0
    • 0 แชร์
    • 11
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    สมัยที่คุณบริสุทธิ์เป็นเด็ก ในช่วงปิดเทอมจะไปใช้ชีวิตในไร่ของลุง

    ลุงของคุณบริสุทธิ์มีลูกชายคนหนึ่งชื่อบริพัฒน์ โตเป็นหนุ่มแล้ว หน้าตาดี และค่อนข้างเจ้าชู้ แต่เขามีข้อดีอย่างหนึ่งคือช่วยงานพ่อโดยไม่เกี่ยงงอน

    ลุงเป็นเกษตรกร ทำไร่หลายชนิด ล้มลุกคลุกคลานมาหลายหน จนในที่สุดก็ลงตัวที่มาเลี้ยงวัวเพื่อเป็นพ่อพันธุ์ วัวของลุงเป็นพ่อพันธุ์คุณภาพสูง ลุงให้บริการรับผสมพันธุ์วัวให้ชาวไร่ในหลายจังหวัด

    คุณบริสุทธิ์ในเวลานั้นแม้จะเป็นเด็ก แต่ก็พยายามช่วยลุงทำงานให้มากที่สุด เรียนรู้งานทุกด้าน

    วันหนึ่งปิกอัพคันหนึ่งมาจอดที่ไร่ คุณบริสุทธิ์ออกไปต้อนรับ พบว่าเป็นผู้ใหญ่บ้าน หน้าตาแกบูดบึ้ง สีหน้าโกรธจัด

    ผู้ใหญ่บ้านถามคุณบริสุทธิ์ “ไอ้สุด”

    “ผมชื่อบริสุทธิ์ครับ”

    “ไอ้บริษัท”

    “บริสุทธิ์ครับ ไม่ใช่บริษัท ไม่ใช่คอมปะนี”

    “ไอ้บริสุทธิ์”

    “ผมชื่อบริสุทธิ์ครับ ไม่มีไอ้”

    “กูชักเหนื่อยแล้ว ไอ้บริสุทธิ์ พี่มึงไอ้บริพัฒน์อยู่หรือเปล่า?”

    “พี่บริพัฒน์ไม่อยู่ครับ เข้าเมืองไปซื้ออุปกรณ์ช่าง”

    “แล้วลุงมึงอยู่หรือเปล่า?”

    “ลุงก็ไม่อยู่ครับ ไปรับผสมพันธุ์วัวที่อีกจังหวัดนึง”

    “แล้วป้ามึงล่ะ?”

    “ไม่อยู่ครับ”

    “ไปผสมพันธุ์ด้วยหรือ?”

    “ป้าผมอายุมากแล้ว รังไข่ฝ่อแล้ว ไม่ผสมพันธุ์แล้วครับ”

    “ไอ้ทะลึ่ง กูถามว่าป้ามึงไปไหน”

    “ไปตลาดครับ”

    “ตกลงทั้งบ้านมีมึงอยู่คนเดียว?”

    “ใช่ครับ”

    คุณบริสุทธิ์มองตาผู้ใหญ่บ้าน ถามว่า “ผู้ใหญ่บ้านมาธุระอะไรหรือครับ? ผมพอจะช่วยได้มั้ย?”

    “ไม่ได้หรอกว่ะ เรื่องของผู้ใหญ่”

    “ผมก็โตแล้วนะครับ”

    “ไม่ได้ นี่เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย กูต้องพูดกับลุงมึงตัวต่อตัว”

    “เรื่องอะไรครับ?” คุณบริสุทธิ์ถามอีก

    ผู้ใหญ่บ้านเริ่มรำคาญ บอกว่า “เอ้า! บอกก็ได้ พี่มึงไอ้บริพัฒน์ทำลูกสาวกูท้อง อยากรู้ว่าลุงมึงคิดยังไง”

    คุณบริสุทธิ์ยิ้ม “โธ่! เรื่องแค่นี้ผมตอบให้ก็ได้ ปกติลุงผมคิดค่าผสมพันธุ์วัวตัวละพันห้า ผู้ใหญ่บ้านเป็นคนกันเอง คิดราคาแค่พันเดียวพอครับ”

    สวัสดีวันศุกร์

    วินทร์ เลียววาริณ
    10-7-26

    .........................

    จากนวนิยาย เรื่องรักของคุณบริสุทธิ์กับนางสาวภุมรี ศจีรมย์ สมถวิล จินตหรา พารัก ปักเสน่ห์ เรวดี ศรีสกาว (ใช่ นิยายชื่อยาวๆ กวนตีนอย่างนี้แหละ Who will why)

    นี่เป็นนวนิยายแนวใหม่ที่นำขำขันตลกๆ ระดับ ‘ขำกลิ้ง’ 400 เรื่องมายำเป็นนวนิยาย

    ค่าคลายเครียดแค่ 330 บาท เฉลี่ยขำละ 80 สตางค์ หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว

    https://www.winbookclub.com/store/detail/188/เรื่องรักของคุณบริสุทธิ์กับนางสาวภุมรี%20ศจีรมย์%20สมถวิล%20จินตหรา%20พารัก%2520ปักเสน่ห์%20เรวดี%20ศรีสกาว 

    โปรโมชั่น https://www.winbookclub.com/store/detail/196/แพคเกจพิเศษ%203%20in%201 

    Shopee เดี่ยว https://s.shopee.co.th/1VjWGyXzed 

    https://s.shopee.co.th/9A8xPCjmLp 

    1
    • 0 แชร์
    • 34
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    โพสต์ก่อนเอารูปคนกางแขนมาลง ผู้อ่านคนหนึ่งถามว่า "ภาพร่างกายวิภาคของ ดา วินซี ภาพนี้ถือว่าสมบูรณ์แบบมั้ยครับ"

    แสดงว่ารู้จักงานของ ดา วินซี

    รูปสเก็ตช์คนกางแขนของ ดา วินชี รูปนี้ พวกเรียนมาทางสายศิลปะและออกแบบต้องเรียน แต่สมัยผมเรียน ก็ไม่รู้ที่มา มารู้ตอนจบไปนานแล้ว

    The Vitruvian Man เป็นความคิดว่า สรีระมนุษย์อาจใช้เป็นพื้นฐานของสัดส่วนของความสมบูรณ์ทั้งหลาย

    รูปคนในวงกลมและสี่เหลี่ยมมีความหมายอะไร?

    สี่เหลี่ยมจตุรัส = โลกภายนอก โลกวัตถุ (material world)

    วงกลม = โลกภายใน จักรวาล (spiritual world)

    ผมไม่รู้ว่าวงกลมที่ ดา วินชี ใช้ มีความเกี่ยวโยงกับปรัชญาตะวันออกหรือไม่ เพราะเรารู้ว่าโลกตะวันออกใช้สัญลักษณ์วงกลมมานานหลายพันปี ในงานเต๋าและเซน วงกลมหมายถึงนิรันดร์ ไม่มีจุดเริ่มต้น ไม่มีจุดสิ้นสุด อาจตีความว่าเป็นอนัตตา

    พูดถึงสัญลักษณ์สี่เหลี่ยมกับวงกลม ก็มีงานชิ้นหนึ่งของเซนที่หลายคนอาจเคยเห็น ชื่อภาพจักรวาล

    คนวาดเป็นพระเซนชื่อ กิบน เซนไก (Gibon Sengai / 仙厓義梵1750-1837) มีความเชี่ยวชาญเรื่องศิลปะหลายแขนง รวมทั้งจิตรกรรม

    บางทีเรียกภาพสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม วงกลม บางทีเรียกภาพจักรวาล

    วงกลม = ความไม่สิ้นสุด ความไร้รูป

    สามเหลี่ยม = จุดกำเนิดวัตถุ

    สี่เหลี่ยม = โลกวัตถุทั้งหลาย

    ไม่รู้อาจารย์กิบนจะหมายความตามนี้หรือเปล่า  เพราะท่านไม่ได้เขียนอธิบาย บางทีท่านอาจแค่ขีดรูปเรขาคณิตแก้กลุ้ม คนรุ่นหลังตีความเอง

    ส่วนสามเหลี่ยมใน The Da Vinci Code ของ แดน บราวน์ ก็เข้าข่ายจุดกำเนิดเหมือนกัน เขาให้สามเหลี่ยมเป็นสัญลักษณ์ของเพศชายและหญิง ถ้าปลายแหลมขึ้นคือชาย ปลายแหลมลงคือหญิง

    ช่างคิดนะ นักเขียนคนนี้ จึงถูกผมจับไปกวนตีนเล่นในนวนิยาย ผู้ชายที่ตามรักเธอทุกชาติ พิมพ์ครั้งที่ 85

    'พิมพ์ครั้งที่ 85' เป็นส่วนหนึ่งของชื่อเรื่องนะ เพราะกวนตีนเหมือนกัน

    วินทร์ เลียววาริณ
    9-7-26

    1
    • 0 แชร์
    • 28
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    ขำขันที่นิยมเล่ากันทางวิทยุในยุคที่ผมยังเป็นเด็กคือเรื่องนี้

    หญิงสาวสองคนคุยกัน คนหนึ่งชื่อสมศรี อีกคนหนึ่งชื่อ สมทรง (สองชื่อนี้เป็นชื่อตัวละครที่ฮิตมากในขำขันยุคนั้น)

    "ได้ยินว่าเธอพบ 'ชายเพอร์เฟ็คท์’ ของเธอแล้ว?"

    "พบแล้วจ้ะ"

    "แล้วทำไมยังไม่แต่งงาน?"

    "เพราะเขายังไม่พบ 'หญิงเพอร์เฟ็คท์' ของเขาน่ะซี"

    ขำขันยุคก่อนออกจะเชย ๆ อย่างนี้

    เรื่องนี้เป็นขำขันก็จริง แต่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริงของหลาย ๆ คนด้วย

    การหาคู่ครองที่ 'เพอร์เฟ็คท์' ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่กระนั้นหลายคนก็ประกาศว่า จะไม่ยอมแต่งงาน หากหาคนที่สมบูรณ์แบบไม่ได้

    คำถามคือ โลกนี้มีคนสมบูรณ์แบบจริงหรือ? อะไรคือความ 'เพอร์เฟ็คท์' ? และวัดค่า 'เพอร์เฟ็คท์' ด้วยมาตรฐานใด?

    ความเป็นจริงก็คือ 'เพอร์เฟ็คท์' ของแต่ละคนไม่เท่ากัน ของบางคนคือ รวย + หน้าตาดี + เก่ง ของบางคนคือ รวยอย่างเดียวก็พอ

    ความเป็นจริงก็คือหลายคนรักคนที่ถูกคนอื่นทิ้ง

    คุณค่าของคนจึงขึ้นกับมุมมองของแต่ละคน

    ความสมบูรณ์แบบก็คล้ายกับความงาม ขึ้นอยู่กับสายตาของคนมองเป็นสำคัญ หรือที่ฝรั่งชอบพูดว่า "Beauty is in the eyes of the beholders."

    เมื่อมองหาความสมบูรณ์แบบในงานศิลปะ เราพบว่าความหมายของความสมบูรณ์แบบก็คล้าย ๆ กัน คือเกิดจาก 'มุมมอง' มากกว่า 'ตัวงาน'

    ลองคิดดู หากเราปาดสีอีกสักสองสามแต้มเล็ก ๆ ลงบนฉากหลังของภาพ โมนา ลิซา ของ ดา วินชี หรืองานของ แวน โก๊ะห์ มันก็ไม่ทำให้ภาพ 'ไม่สมบูรณ์' กว่าเดิมสักเท่าไร เพราะแกนหลักของภาพนั้นงดงามแล้ว

    เมื่อมองประติมากรรมและจิตรกรรมชั้นดีของโลกนาน ๆ ก็มักสังเกตเห็นตำหนิเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ เช่นตำหนิจากเม็ดสีที่ไม่ได้คุณภาพเต็มร้อยทุกอณู ฯลฯ

    ยิ่งมองนานก็ยิ่งเห็นมาก

    ความสมบูรณ์แบบในวันหนึ่งอาจลดระดับลงมาเป็นความไม่ค่อยสมบูรณ์แบบในอีกวันหนึ่ง

    ทว่าศิลปินแต่ละคนจบงานแต่ละชิ้นเพียงแค่นั้น เพราะคิดว่ามัน 'พอแล้ว' สำหรับเขา

    นักเขียนสามารถแก้ไขขัดเกลางานของเขาได้อีกหลายสิบปี ก็ยังไม่ถึงขั้นที่แก้ไขต่อไปไม่ได้อีกแล้ว

    จิตรกรเอก เดอลาครัวซ์ จึงกล่าวว่า "ศิลปินผู้แสวงหาความสมบูรณ์แบบในทุกอย่างคือพวกที่ไม่สามารถประสบความสำเร็จในการได้มันมาในสิ่งใด ๆ"

    ศิลปินงานเหนือจริง ผู้มีจินตนาการกว้างไกล ซาลวาดอร์ ดาลี กล่าวย้ำว่า "อย่ากลัวความสมบูรณ์แบบเลย คุณไม่มีทางเข้าถึงมันหรอก"

    คนที่ชอบมองหาจุดผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ โดยไม่สามารถมองข้ามมันไปได้นั้น เป็นคนที่ไม่สามารถเป็นสุขเท่าที่ควร

    โต๊ะทำงานต้องสะอาดเรียบ เอกสารวางเป็นระเบียบตามวันที่ ปากกาวางด้านขวา ยางลบวางบนแท่นเสมอ ฯลฯ มิเช่นนั้นก็จะหงุดหงิดทั้งวัน และหากยิ่งชอบมองเปรียบเทียบกับ 'ความสมบูรณ์แบบ' ของคนอื่น ๆ ก็ยิ่งไม่มีความสุข

    บ้านของเขาใหญ่กว่าของเรา แฟนของเขาสวยกว่าของเรา ฉลาดกว่า เก่งกว่า ไม่นานก็พบว่าคู่ครองข้างกายที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นคนที่ 'โคตรจะเพอร์เฟ็คท์เลย' ชักลดระดับความเพอร์เฟ็คท์ลง

    หลายคนเชื่อว่างานของธรรมชาติเป็นงานที่สมบูรณ์แบบยิ่ง เมื่อเราดูรูปทรงลวดลายใบไม้ วงหมุนของเปลือกหอย เส้นประสาท ไปจนถึงระบบชีวิตต่าง ๆ เราจะพบความละเอียดซับซ้อนในผลงานเหล่านี้ จนหลายคนอดเชื่อไม่ได้ว่ามันต้องเป็นผลงานของ 'พระเจ้า'

    แต่เมื่อเราศึกษาฟอสซิลพืชสัตว์ที่จมดินมาหลายพันล้านปี เราจะพบว่าธรรมชาติก็ไม่สมบูรณ์แบบ 'ความสมบูรณ์แบบ' ที่เราเห็นในวันนี้เกิดมาจากกระบวนการวิวัฒนาการไปอย่างช้า ๆ ไปในทิศทางที่เหมาะสมขึ้นกับการมีชีวิต

    เราไม่สามารถบอกว่า สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนคือความสมบูรณ์แบบ (เพราะมีสติปัญญา) หรือสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวไม่สมบูรณ์แบบ

    ในทุก ๆ นาทีที่ผ่านไป ธรรมชาติยังเปลี่ยนแปลง พืช สัตว์ กระทั่งคนก็มีการเปลี่ยนแปลง

    บางทีสิ่งที่พระพุทธองค์สอนอาจเหมาะสมที่สุด : จงหัดพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่

    เพราะโลกนี้ไม่เคยมีความสมบูรณ์แบบ

    และเพราะความสมบูรณ์แบบเกิดขึ้นเมื่อเรารู้สึก 'พอแล้ว'

    วินทร์ เลียววาริณ
    9-7-26

    จากหนังสือ ความฝันโง่ ๆ 
    รวมบทความเสริมสร้างกำลังใจชุดที่ 2
    46 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 165 บาท = บทความละ 3.5 บาท
    ถูกไม่น่าเชื่อ เหลือไม่มากด้วย
    หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว

    https://www.winbookclub.com/store/detail/83/ความฝันโง่ๆ 

    หลังโอนเงินแล้ว ช่วยส่งภาพหลักฐานการโอนมาด้วย เพื่อเราจะรู้ว่าเป็นลูกค้าคนใด โดยส่งสลิปไปที่ order@winbookclub.com หรือปุ่ม "แจ้งการชำระเงิน" ในหน้าสั่งซื้อ

    1
    • 0 แชร์
    • 29
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    ช่วงนี้เล่าเรื่องจุกจิก สัพเพเหระบ่อย สำนวนกวนตีน ใส่มุขเหมือนตลกคาเฟ่

    จึงไม่แปลกใจที่มีนักอ่านสงสัย ถามว่าใช่ผมเขียนหรือ

    ให้โกสต์ไรเตอร์เขียนหรือเปล่า

    โถ! ชาม! จาน! กะละมัง! ไม่หรอกครับ ลำพังตัวเองก็ไม่มีเงินใช้แล้ว จะเอาเงินที่ไหนมาจ้างโกสต์ไรเดอร์ เอ๊ย! ไรเตอร์ (เห็นมั้ย ปล่อยมุขมาเป็นชุด เหมือนไม่ใช่นักเขียนคนเดิม)

    ความจริงจะเขียนสไตล์เดิม ภาษาเดิมที่ถนัดก็ได้ ไม่มีปัญหา แต่หากอยากเขียนเรื่องอารมณ์อื่น ก็อาจหนีไม่พ้นต้องปรับการใช้ภาษา

    นักเขียนที่อยากเขียนเรื่องหลายแนว ต้องสามารถใช้ภาษาได้หลายแบบ ไม่งั้นจะมีปัญหา เพราะจะใช้ภาษาในงานวรรณกรรมเครียดๆ มาเขียนเรื่องขำๆ ย่อมแปลกๆ

    นักเขียนใหม่อาจถามว่า แล้วจะทำยังไง

    ก็ต้องรู้โทนเรื่องก่อนเขียน

    เหมือนผู้กำกับหนัง ต้องรู้ก่อนว่าอารมณ์หนังหรือโทนหนังเรื่องที่กำลังสร้างเป็นอย่างไร

    โทนหนังก็คือบรรยากาศ คืออารมณ์ของหนังทั้งเรื่อง เช่น หากทำเรื่อง Se7en จะใช้อารมณ์แบบ พี่มากพระโขนง หรือ โกยเถอะโยม ย่อมแปลกๆ ไม่ใช่ไม่ได้ แต่อารมณ์คนดูจะเปลี่ยนไป

    ภาษาในการเขียนก็เหมือนกัน ถ้าใช้เป็น ใช้ถูก บางทีเรื่องไม่ขำ แต่สไตล์การใช้คำอาจทำให้ขำได้

    นี่คือพลังของภาษา

    นักเขียนต้องรู้ว่างานเขียนชิ้นนั้นๆ จะทำให้คนอ่านรู้สึกอย่างไร เกิดอารมณ์แบบไหน เศร้า ขำ รู้สึกดี ฮึกเหิม หรือหดหู่

    ภาษาที่ดีกำหนดได้

    ถ้ารู้ว่าจะสร้างโทนอะไร ก็จะกุมคนอ่านในมือได้

    ถ้าไม่รู้ ก็อาจได้งานเซมเซมอีกชิ้นหนึ่ง

    นี่ไม่ใช่ภาคบังคับว่านักเขียนต้องเขียนได้หลายแนว แต่ถ้าจะทำ ก็ต้องคุมโทนได้ทุกแนว

    ผมเองเป็นมนุษย์จับฉ่าย เขียนเรื่องหลายแนว ดังนั้นหนีไม่พ้นต้องศึกษกาารใช้ภาษาทุกแนว อ่านลีลาของนักเขียนต่างๆ

    เมื่อเข้าใจโจทย์ชัด เวลาเขียนเรื่องศาสนาก็แบบหนึ่ง เขียนเรื่องไซไฟก็แบบหนึ่ง วรรณกรรมก็แบบหนึ่ง เรื่องขำก็แบบหนึ่ง

    ตอนที่ผมเขียน สี่ภพ ก็ต้องศึกษาสำนวนภาษากำลังภายในใหม่

    ตอนนี้กำลังเขียนนิยายนักสืบสมัยรัชกาลที่ 5 ก็ต้องศึกษาการใช้ภาษาอีก

    จบบทเรียนแล้ว อย่าลืมจ่ายค่าเล่าเรียนด้วยล่ะ

    ต้องซื้อผงซักฟอกนะ

    วินทร์ เลียววาริณ
    8-7-26

    1
    • 0 แชร์
    • 28