• วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    หลายวันนี้มีข่าวสหรัฐฯเจรจา 'สันติภาพ' กับอิหร่านที่เจนีวา เป็นรอบที่เท่าไรก็จำไม่ได้

    นัยว่าสหรัฐฯเปิดโอกาสสุดท้ายให้อิหร่านกลับตัวกลับใจ

    ระหว่างที่เจรจาสันติภาพ สหรัฐฯก็ระดมแสนยานุภาพไปล้อมอิหร่าน จนชาวโลกงงเล็กส์น้อยส์ (ขออภัย ใช้ภาษาวิบัติ เพื่อให้เข้ากับสภาวะโลกวิบัติตอนนี้!) บอกว่าหากต้องการสันติภาพจริง ทำไมต้องส่งกองเรือรบ เครื่องบินรบมากมายขนาดนี้ไปเล่า

    ข่าววงในที่ CNN อ้างอิงบอกว่า การเจรจาสันติภาพเป็นแค่ฉากคั่นซื้อเวลา เป็นไตเติ้ลของหนังสงครามเรื่องใหม่ และจะใช้เป็นข้ออ้างของการจะทำสงครามว่า "เราลองวิถีการทูตแล้ว แต่อิหร่านไม่ร่วมมือ ไม่ยอมเจรจา เราไม่มีทางเลือก ต้องสั่งสอนอิหร่าน"

    เรื่องนี้ย้อนแย้งมาก เพราะความจริงอิหร่านยอมเจรจามาตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีโอบามา ยอมเซ็นสัญญา JCPOA  (The Joint Comprehensive Plan of Action) ซึ่งปิดทางอิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ โดยมีเจ็ดประเทศรับรองคือ จีน รัสเซีย ฝรั่งเศส เยอรมนี อังกฤษ และสหรัฐฯ ร่วมกับสหภาพยุโรป

    แต่ทรัมป์ฉีกสัญญา JCPOA ทันทีที่ขึ้นสู่อำนาจรอบแรก

    ทำไมจึงฉีก?

    เพราะท่านพ่ออิสราเอลสั่งมา

    ผู้อ่านอาจสงสัยว่าทำไมประเทศเล็กๆ อย่างอิสราเอล สามารถคุมสหรัฐฯได้ เหมือนปรสิตเกาะแน่น

    คำตอบคือมันเป็นยุทธศาสตร์ชั้นยอดของยิว เหมือนนกกาเหว่า นกปรสิตที่วางไข่ให้นกอื่นเลี้ยง

    องค์กร The American Israel Public Affairs Committee (AIPAC) คุมรัฐสภาสหรัฐฯทั้งสองฝั่ง และเป็นพวกที่ทำให้ประธานาธิบดีแต่ละคนขึ้นมาเป็นใหญ่

    นานปีมาแล้ว ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน เคยให้สัมภาษณ์ว่า พวกยิวเข้ามาคุมวอชิงตันนานแล้ว แต่หน้าที่ของประธานาธิบดีสหรัฐฯคือปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯก่อน

    เห็นชัดว่าตอนนี้ไม่ใช่แล้ว

    เมื่อปีสองปีก่อน สภาสหรัฐฯยืนปรบมือ (standing ovation) ให้ท่านพ่อเนทันยาฮู ผู้สั่งการฆ่าหมู่ในกาซา เป็นภาพที่นิกสันคงคาดไม่ถึง

    มีเรื่องเล่าว่า ก่อนหน้านิกสัน ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี พยายามกีดกันไม่ให้อิสราเอลครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ แต่เจอแรงต่อต้านจากคนรอบตัว รวมทั้งซีไอเอ และอาจเป็นเหตุผลที่เขาถูกลอบสังหาร (ถ้าเสิร์ชเรื่องนี้ใน Google แทบจะไม่มีข้อมูลนี้เลย)

    ....................

    ในสงคราม 12 วันเมื่อปีที่แล้ว สหรัฐฯก็ยอมให้อิสราเอลบอมบ์อิหร่านสองวันก่อนการเจรจาสันติภาพรอบที่หก

    อิสราเอลไม่ต้องให้มีสัญญาสันติภาพ อิสราเอลต้องการทำลายอิหร่านให้สิ้นซาก เหมือนซีเรีย

    ผู้คร่ำหวอดในวงการจึงเชื่อว่าสหรัฐฯจะบุกอิหร่านในสัปดาห์นี้

    เอาละ หากในสงคราม 12 วัน อิหร่านถล่มอิสราเอลจนต้องขอหยุดรบ ทำไมคราวนี้จึงมั่นใจว่าอิหร่านจะสู้ไม่ได้?

    ผู้คร่ำหวอดในวงการเชื่อว่าสหรัฐฯจะต้องทำลายฐานยิงขีปนาวุธของอิหร่านทั้งหมดในการบุกระลอกแรก ก่อนที่อิหร่านจะมีโอกาสยิงสวน

    นอกจากนี้ก็ต้องจัดการสังหารผู้นำอิหร่านทั้งหมด ฆ่างูโดยตัดหัวทิ้ง และหวังว่าจะมีประชาชนที่ต่อต้านรัฐอิหร่านออกมาเดินขบวนขับไล่รัฐบาลพร้อมกัน

    แต่เกมนี้อาจไม่ง่ายเหมือนบุกจับประธานาธิบดีมาดูโรจากห้องนอนในทำเนียบที่เวเนซุเอลา เพราะ 'งู' ตัวนี้มีหลายหัว แน่ใจได้แค่ไหนว่าจะเด็ดหัวได้ครบ

    สื่อหลายประเทศรวมทั้งอิสราเอลรายงานว่า จีนส่งเรดาร์รุ่น YLC-8B ให้อิหร่าน  สามารถดักจับเครื่องบินล่องหน B2 ได้จากที่ไกล

    ส่วนรัสเซียก็ส่งอาวุธและเชื่อว่าน่าจะรวมการป้อนข้อมูลจากดาวเทียมแบบเรียลไทม์ให้อิหร่าน

    อิหร่านจะกลายเป็นยูเครนที่สอง แต่สำหรับอิหร่าน ไม่มีทางเลือกมาก เพราะนี่เป็น existential threat ถ้าไม่สู้ประเทศสลายตัวแน่

    สถานการณ์แบบนี้อันตรายต่อชาวโลกยิ่ง เพราะใครจะรู้ว่าเมื่อเข้าตาจน อิหร่านจะไม่ทำอะไรบุ่มบ่าม และอิสราเอลจะไม่ใช้อาวุธนิวเคลียร์

    ไม่ว่าจะเจรจาอีกกี่รอบ ก็ดูเหมือนจะไม่สำเร็จ เพราะนกพิราบแห่งสันติภาพถูกฆ่าตายไปนานแล้ว

    วินทร์ เลียววาริณ
    20-2-26

    0
    • 0 แชร์
    • 23
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    เคยได้ยินบทสนทนาแบบนี้ไหม? คนสองคนคุยกัน คนหนึ่งว่า เมื่อคืนเห็นแสงแปลก บนท้องฟ้า มันประหลาดมาก "ไม่รู้คืออะไร แต่เป็นมนุษย์ต่างดาวแน่เลย"

    นี่เป็นเรื่องย้อนแย้ง เพราะเมื่อเอ่ย "ไม่รู้คืออะไร" เรื่องก็จบในตัวมันเองแล้ว ทำไมหลังจากไม่รู้แล้ว ยังรู้อีกว่าเป็นมนุษย์ต่างดาว

    บางคนเดินไปในที่เปลี่ยว ได้เสียงแปลกๆ ตามมาด้วยลมแรง ไม่รู้คืออะไร แต่ฟันธงว่าเป็นเจ้าที่แถวนั้นออกฤทธิ์

    "ไม่รู้คืออะไร" ก็จบในตัวมันเองแล้ว ทำไมหลังจากไม่รู้แล้ว ยังรู้ว่าเป็นฝีมือเจ้าที่แถวนั้น

    นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราต้องใช้หลักวิทยาศาสตร์ในการดำเนินชีวิต

    เดี๋ยวก่อนๆ ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งบอก "วิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายความจริงทุกเรื่อง" เพราะหากคุณมีความคิดนี้ในหัว แสดงว่ายังไม่เข้าใจคำว่าวิทยาศาสตร์จริงๆ

    วิทยาศาสตร์คือกระบวนการค้นหาความจริง ดังนั้นประโยค "วิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายความจริงทุกเรื่อง" จึงแปลว่า "กระบวนการค้นหาความจริงไม่สามารถอธิบายความจริงทุกเรื่อง" ขัดแย้งกันนะครับ

    แน่ละ 'กระบวนการค้นหาความจริง' ยังไม่สามารถอธิบายทุกเรื่อง บางครั้งต้องรอจนวิทยาการบางอย่างเกิดขึ้นก่อน จึงอธิบายได้

    ดังนั้นเรื่องใดที่เราไม่รู้จริง ก็หยุดแค่นั้น อย่าเพิ่งขยายความ อย่าเพิ่งโยง เพราะจะไปกันใหญ่ ถ้าทำบ่อยๆ มันจะพาตัวเราเดินเข้าไปในกล่องของความมืดบอดทางปัญญา

    ไม่รู้ไม่เป็นไร แต่ไม่รู้แล้วอย่าทำตัวเป็นคนรู้

    คุยเล่นได้ เช่น อำนาจโหราศาสตร์เกิดจากคนในมิติที่ 5 ฯลฯ แต่ขอให้รู้ว่าคุยเล่น

    คาร์ล เซเกน (คนเขียนเรื่อง Contact) จึงบอกเสมอว่า "Extraordinary claims require extraordinary evidence."

    จะอ้างว่ามีอำนาจอะไรกำหนดชีวิตเรา เป็นพลังงานลึกลับอะไร ให้นำหลักฐานมาแสดง อย่าพูดลอยๆ เพราะถ้าไม่รู้จริง ก็ไม่ต้องพูดอะไร รอจนกว่ามีคนค้นพบหลักฐาน จึงค่อยพูด

    ยิ่งเป็นทฤษฎีแหวกแนว ยิ่งต้องรองรับด้วยหลักฐานที่หนักแน่นขึ้น

    มันเป็นมาตรฐานที่เราใช้ตรวจสอบทฤษฎีต่างๆ

    วิเคราะห์ หาข้อมูลรองรับ โดยปราศจากอคติหรือความคิดปรุงแต่งล่วงหน้า จนชัดเจนแล้วจึงจะยอมรับหรือเชื่อ

    สำหรับคนที่ชอบโยงเรื่องไม่รู้เข้ากับสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือพระเจ้าบางองค์ ขอแถมคำคมจาก อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก (คนเขียนเรื่อง 2001 และผู้ให้กำเนิดดาวเทียม)

    เขากล่าวว่า พระเจ้าที่มีหน้าที่หลักคือดูแลมนุษย์ เป็นแค่พระเจ้าที่ไม่สำคัญอะไร

    (If there are any gods whose chief concern is man, they can't be very important gods.)

    วินทร์ เลียววาริณ
    20-2-26

    1
    • 0 แชร์
    • 19
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    เคยไปหาหมอดูไหม? หมอดูผูกดวงชะตาหรือดูลายมือแล้วบอกว่า “ช่วงนี้คุณมีปัญหาเรื่องงาน” / “ช่วงนี้การเงินอาจติดขัด” / “ช่วงนี้ใจไม่ค่อยสบายนัก”

    โอกาสที่สามประโยคนี้จะถูกมีสูงมาก เพราะมันกินความกว้างแบบเหวี่ยงแห มีโอกาสพลาดน้อย เพราะหากลูกค้าสบายใจดี ก็ไม่ไปหาหมอดูแน่

    ไม่มีหมอดูคนใดในโลกสามารถบอกว่า “พรุ่งนี้เช้าเวลา 07.45 น. กระถางต้นไม้จากคอนโดชั้น 19 จะหล่นใส่คุณ ต้องไปหาหมอเย็บแผล 17 เข็ม หมอเป็นผู้ชายอายุ 45 พยาบาลสาวอายุ 22 ค่ายา 1,545 บาท...”

    มักมีคำแย้งตามมาว่า นั่นเพราะหมอดูยังไม่เก่งพอ ถ้าเก่งพอจะสามารถทายได้แม่นยำ

    สมมุติว่าเป็นจริง หมอดูสามารถมองเห็นเหตุการณ์ในอนาคตจริง ก็แปลว่าเหตุการณ์ในอนาคตถูกกำหนดหรือลิขิตไว้แล้ว

    หากชะตาของเราถูกกำหนดมาแล้ว ก็แสดงว่าชีวิตขึ้นอยู่กับพรหมลิขิต (predestination) เส้นทางชีวิตของคนทุกคนถูกออกแบบมาหมดแล้วตั้งแต่เกิด หากอธิบายด้วยหลักวิทยาศาสตร์ ก็อาจแปลว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ในจักรวาลเกิดขึ้นมาแล้ว หรือเป็นโครงสร้างที่สลักไว้แล้ว

    ถ้าใช่ อะไรทำให้เป็นอย่างนั้น? เป็นแรงหรืออำนาจชนิดใด? ถ้าส่งแรงมาจากดาว มาได้อย่างไร? ดวงดาวส่งแรงและแรงนั้นส่งผลต่อชะตาชีวิตอย่างไร? หรือเป็นอำนาจของสิ่งทรงภูมิปัญญาต่างดาวพวกใด? หรือเทพองค์ใด? สถิตอยู่ที่ไหน? ทำไปทำไม?

    ก็ย่อมมีคนแย้งว่า มันเป็นอำนาจเหนือธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ยังไม่มีปัญญาพบ หรืออำนาจบางอย่างอยู่เหนือขีดความสามารถของมนุษย์ที่จะรู้ ที่ย้อนแย้งคือ แล้วเรารู้ได้อย่างไรว่ามันมีจริง ในเมื่อผู้ยืนยันก็เป็นมนุษย์? ไม่ต่างจากเราบอกว่าม้ายูนิคอร์นและนางเงือกมีอยู่จริง แต่อยู่เหนือความสามารถของมนุษย์ที่จะพิสูจน์

    แต่เพื่อประโยชน์ของการถกเถียง สมมุติว่าดวงดาวมีแรงบางอย่างที่กระทำต่อชะตาชีวิตของเรา เช่น ดาว ก. สามารถบันดาลให้กระถางต้นไม้หล่นใส่หัวเราในเวลา 09.00 น. เช้านี้ ถ้าดาว ก. อยู่ห่างจากโลกเราสองพันปีแสง ก็แปลว่าอำนาจพิเศษนั้นกำหนดมาล่วงหน้าถึงสองพันปี เพื่อให้แรงเดินทางจากดาว ก. มาถึงเราในเวลา 09.00 น. เช้านี้

    สมมุติว่ามันเป็นแรงร่วมของกลุ่มดาวราศี เช่น มีดาวในกลุ่มนี้สี่ดวงที่รับผิดชอบต่อการที่กระถางต้นไม้หล่นใส่หัวเราในวันนี้ สมมุติว่า ดาว ก. อยู่ห่างจากโลกเราสองพันปีแสง ดาว ข. อยู่ห่างจากโลกเราหนึ่งปีแสง ดาว ค. อยู่ห่างจากโลกเราห้าร้อยปีแสง ดาว ง. อยู่ห่างจากโลกเราหนึ่งร้อยปีแสง ก็แปลว่าดาวทั้งสี่ดวงนัดหมายกันเรียบร้อยล่วงหน้า ให้ทุกดวงส่งพลังพิเศษมาถึงโลกเราพร้อมกันในเวลา 09.00 น. เช้านี้ เพื่อให้กระถางต้นไม้หล่นใส่หัวเรา

    นี่คือเหตุการณ์เดียว ในวันเดียว ของคนคนเดียว

    มีการประเมินว่าตั้งแต่มีมนุษยชาติ จำนวนมนุษย์เท่าที่เคยปรากฏตัวบนโลกคือ 108 พันล้านคน ด้วยแรงจากดวงดาวจำนวนมหาศาล คงต้องอาศัยผู้จัดการแห่งจักรวาลที่ยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง ที่กำหนดนัดหมายให้ดาวแต่ละดวงจัดการชะตาชีวิตมนุษย์ทั้ง 108 พันล้านคน และที่จะตามมาในอนาคต

    ทำไปเพื่ออะไร? และทำได้จริงหรือ?

    หากสองพันปีก่อน ดวงดาวทั้งสี่เริ่มส่งพลังมุ่งมาที่โลกเรา ก็แสดงว่าพลังพิเศษทั้งสี่รู้ล่วงหน้าว่าโลกสองพันปีต่อมาเป็นอย่างไร จะเกิดสงครามกี่ครั้ง เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง เกิดระบบเศรษฐกิจ ระบบการปกครอง จนปัจจัยทั้งหมดเป็น cause-effect ให้เกิดเหตุให้เราเดินไปในตำแหน่งที่กระถางต้นไม้จะตกลงมาเวลา 09.00 น. เช้าวันนี้

    หากเป็นฝีมือของสิ่งทรงภูมิปัญญาพวกหนึ่ง ก็แสดงว่าพวกนี้ส่งแรงมากระทำเพื่อให้กระถางหล่นใส่หัวเราในเช้าวันนี้

    นี่ย่อมแสดงว่าอนาคตถูกกำหนดมาแล้ว และการไปหาหมอดูหรือไม่หา ก็มีค่าเท่ากันคือหัวแตก เย็บ 17 เข็ม ค่ายา 1,545 บาท

    แต่ถ้าหมอดูทำนายแล้ว วันต่อมาเราไม่ออกจากบ้าน ไม่ถูกกระถางหล่นใส่ ก็แปลว่าชีวิตไม่ได้ถูกกำหนดมา แต่ละหนทางที่เราเลือกในแต่ละวัน แต่ละช่วง ส่งผลแตกต่าง เป็นทางเลือกนับไม่ถ้วน เช่น ถ้าเราเรียนสถาปัตย์ ชีวิตเป็นทางนี้ เรียนทนายความเป็นทางนั้น ทำงานที่บริษัท ก. ชีวิตเป็นอย่างนี้ รับราชการเป็นอย่างนั้น ถ้าเช่นนั้นคำทำนายก็ไร้ประโยชน์เช่นกัน

    ย่อมมีคนเถียงว่าการไปพบหมอดูเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดของอำนาจพิเศษเพื่อให้ไม่โดนกระถางหล่นใส่ตัว คำถามคือเพื่ออะไร? ทำไมอำนาจศักดิ์สิทธิ์ต้องทำอะไรซับซ้อนรุ่มร่ามขนาดนั้น? ทำไมไม่บันดาลให้กระถางไม่ตกเลย ในเมื่อมีอำนาจทำได้? ง่ายกว่าทำอะไรซับซ้อนหลายตลบ เช่น ถ้าเราจะเดินทางจากกรุงเทพฯไปเชียงใหม่ ทำไมต้องบินไปลงที่ออสเตรเลีย แล้วบินไปยุโรป ค่อยวกกลับมาที่เชียงใหม่? อย่าลืมว่าอำนาจศักดิ์สิทธิ์มีชาวโลกต้องดูแลอย่างน้อย 108 พันล้านคน (เฉพาะในโลกนี้) ทำไมจึงเพิ่มงานตัวเองโดยไม่จำเป็น?

    ถ้าสิ่งทรงภูมิปัญญาหรือดวงดาวทำให้แรงของอำนาจพิเศษสามารถกำหนดชีวิตมนุษย์ได้ แรงจากพืชมงคล แรงจากชื่อมงคล แรงจากวันมงคล ฯลฯ เหมือนเราขับรถเดินทางจากจุด ก. ไปจุด ข. แค่รถยนต์ก็เพียงพอให้เราไปถึงจุดหมายแล้ว ทำไมเราต้องเดิน วิ่ง คลานไปพร้อม ๆ กับการขับรถ?

    ถ้าอำนาจพิเศษกำหนดว่านาย ก. ต้องเจอเรื่องต่าง ๆ เช่น เดินชนคนที่เปลี่ยนชีวิตเขา มีคนแนะนำให้พบซินแสฮวงจุ้ยแล้วทำให้เขาแต่งบ้านเพื่อความมงคล ทำให้เขาเจริญ ไปพบพระที่เปลี่ยนชื่อให้เขา ทำให้เจริญ ทำไมอำนาจพิเศษที่มีปัญญากำหนดชะตาของนาย ก. ให้ทำเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ทำอะไรรุ่มร่ามเหมือนไม่แน่ใจ ถ้ามีอำนาจกำหนดให้นาย ก. ประสบความสำเร็จในธุรกิจ ทำไมต้องสั่งให้เขาไปวางฮวงจุ้ยที่ดี ทำไมต้องไปพบพระเพื่อเปลี่ยนชื่อให้เป็นมงคล เปลี่ยนสีรถมงคล ปลูกต้นไม้มงคล ฯลฯ ทำไมไม่กำหนดชะตานาย ก. ให้ไปอยู่ถูกที่ถูกเวลาเลยทีเดียว

    (ยังไม่จบ ไปอ่านตอนจบในหนังสือก็แล้วกัน มันยาวเกิน!)

    วินทร์ เลียววาริณ
    20-2-26

    ท่อนหนึ่งจาก หลับถึงชาติหน้า
    รวมบทความต้านโหราศาสตร์และไสยศาสตร์
    28 บทความ ราคา 220 = บทความละ 7.8 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
    220 บาทนี้จะทำให้คุณประหยัดค่างมงายไปตลอดชีวิต

    หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
    https://www.winbookclub.com/store/detail/168/หลับถึงชาติหน้า
    โปรโมชั่นคู่กับเล่มอื่น https://shope.ee/Vj8bA8a4u?share_channel_code=6 

    1
    • 0 แชร์
    • 27
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    Simon กับ Meret Schäfer เป็นคู่สามีภรรยา หน้าฉากเปิดร้านอาหารที่เบอร์ลิน หลังฉากมีงานอีกอย่างหนึ่งคือเปิดเซฟเฮาส์ให้คนในวงการใช้บริการ เช่น ถูกทำร้ายบาดเจ็บ ก็โทร.เรียกมาพาตัวไปรักษาและหาที่พักพิง โดยมีค่าบริการ

    แต่วันหนึ่งหน้าฉากของทั้งสองก็ถูกฉีกออก เมื่ออดีตตามหลอนทั้งสองถึงที่

    ทั้งเรื่องจึงเป็นการตามล่า การต่อสู้เอาตัวรอดของคนในวงการสายลับ แบบคมเฉือนคม ตัวละครก็ประกอบด้วยสายลับ นักฆ่า ขณะที่หนังผูกดรามาครอบครัวเข้าไป

    นี่ก็คือ Unfamiliar ซีรีส์สายลับหกตอน สัญชาติเยอรมัน

    หนังเดินค่อนข้างฉับไว หักมุมเป็นระยะตามสไตล์หนังแนวนี้ บางช่วงดีมาก บางช่วงเอื่อย แต่มีเรื่องให้อ้าปากค้างอยู่ทุกตอน

    ก็ดูได้เพลินๆ อย่างน้อยก็ไม่แหวะเท่า Bone Temple

    เล่าอะไรมากไม่ได้ เพราะจะสปอยล์เรื่อง

    น่าเสียดายนิดที่จบไม่สุด รู้ว่าต้องการต่อภาคสอง แต่จบให้มันเข้มกว่านี้ได้

    7.8/10
    ฉายทาง Netflix

    วินทร์ เลียววาริณ 
    19-2-26

    วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)

    (มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)

    1
    • 0 แชร์
    • 32
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    ผมชอบดูนาฬิกาสวยๆ ที่ออกแบบดี

    ดูที่ดีไซน์อย่างเดียว แต่บังเอิญเรือนที่ชอบมักจะมีราคาแพงหลายล้านดอลลาร์

    รสนิยมแพงเหมือนกัน!

    แต่โชคดีที่ไม่เคยมีความคิดอยากได้มาครอบครอง แค่ชอบดูเฉยๆ

    ได้มาก็ไร้ประโยชน์ เพราะ minimalist อย่างผมไม่สวมนาฬิกาข้อมือมานานหลายสิบปีแล้ว

    แต่ไม่เคยไปนัดสาย

    เหตุผลเพราะมักไปก่อนเวลานัดอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง ทำจนเป็นนิสัยไปแล้ว

    บางคนเห็นว่าการไปก่อนเวลานัดเป็นการ 'เสียเวลา' หรือ 'ขาดทุน' ผมว่ามันขึ้นกับมุมมอง

    เพราะผมไม่เคยขาดทุนเวลาสักนาทีในชีวิต เมื่อไปก่อนนัด ก็หาที่เงียบๆ นั่งทำงานไป

    เหมือนย้ายสำนักงานจากบ้านไปที่จุดนัด

    ดังนั้นไปนัดก่อนเวลาไม่ใช่การเสียเวลา

    ไปนัดก่อนเวลาแต่ไม่เคยเสียเวลา

    ถ้าคนที่เรานัดมาสาย ก็เป็นเรื่องของเขา เราแค่ปรับตัวไปตามสถานการณ์ แต่ไม่เสียเวลา

    จะทำอย่างนี้ได้ต้องรู้วิธีจัดการเวลา (time management)

    คนเราจะเสียเวลาหรือไม่ขึ้นกับการจัดการเวลา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก

    การไปนัดก่อนเวลาบ่อยๆ จะทำให้คนเรานัดเชื่อถือว่า เรารักษาคำพูดเป๊ะ

    ทำไปนานๆ เวลานัดก็จะเป็นเวลานัดจริงๆ

    แต่ถ้าคนที่มาสายเป็นสาวสวยหุ่นดีฉวีวรรณ ก็รอได้เสมอ

    วินทร์ เลียววาริณ
    19-2-26

    1
    • 0 แชร์
    • 42