-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
สตีเวน สปิลเบิร์ก คือพ่อมดแห่งภาพยนตร์ เดวิด โคพพ์ คือมือเขียนบทแถวหน้าของฮอลลีวูด เมื่อสองคนนี้มารวมหัวกันทำหนังไซไฟสักเรื่อง ย่อมเป็นเหตุการณ์ที่ผู้คนติดตาม
นี่คือเรื่อง Disclosure Day หนังแนวไซไฟ-มนุษย์ต่างดาว
สปิลเบิร์กลุ่มหลงเรื่องแนวมนุษย์ต่างดาวมาอย่างน้อยก็ห้าสิบปีแล้ว เริ่มที่เรื่อง Close Encounters of the Third Kind (1977) มนุษย์ต่างดาวมาเยือนโลก มนุษย์ต่างดาวมีหน้าตาแบบคน สองแขนสองขาลีบ หัวโต ตาโต
ตามมาด้วย E.T. the Extra-Terrestrial (1982) มนุษย์ต่างดาวก็มีหน้าตาแบบคน สองแขนสองขาลีบ หัวโต ตาโตเหมือนเดิม
ในวงการวิทยาศาสตร์ โอกาสที่สิ่งมีชีวิตต่างดาวหน้าตาเหมือนคน หรือเป็นพวก humanoid นั้นเป็นเรื่องยาก แต่เอาเถอะ นี่เป็นหนัง ยอมหลับตาข้างหนึ่ง ดูซิว่าหนังจะนำเสนออะไรใหม่ๆ บ้าง
(มีสปอยเลอร์)
คำตอบคือมันเป็นหนังเซมเซม คนกลุ่มหนึ่งขโมยความลับของทางการเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาว หนีการตามล่าทั้งเรื่อง แล้วจบที่เผยแพร่ความลับนั้น
หนังเรื่องนี้เป็นตัวอย่างของการแต่งเรื่องให้ซับซ้อน มีองค์ประกอบมากมาย แต่เมื่อนำมารวมกันกลับเลอะ
ความจริงหนังมีองค์ประกอบบางอย่างที่น่าสนใจ เช่น การ 'ถอดร่าง' แต่เมื่อใส่ในโครงเรื่องหลักที่เซมเซม มันก็เป็นเพียงผงชูรสที่ไม่ทำให้หนังไปรอด
หนังเรื่องนี้ชี้ว่าผู้สร้างยังจมในกรอบคิดเดิม ยังยึดมั่นถือมั่นกับมนุษย์ต่างดาวสองแขนสองขาหัวโต ยังไม่สามารถเสนอประเด็นใหม่ในประเด็นเก่าอย่างมนุษย์ต่างดาวที่รอสเวล
ยังคงใช้โครงเรื่องเดิมคือมนุษย์ต่างดาวที่มีความสามารถเดินทางข้ามดาราจักร แต่ทำยานตกบนโลก ตกระกำลำบากบนโลก ปล่อยให้มนุษย์ทำการผ่าตัด
หนังขาดเหตุผล โดยเฉพาะฉากจบที่เมื่อเผยแพร่คลิปลับ ไม่มีสื่อใดสักสื่อในโลกทำการตรวจสอบ ไม่มีใครสักคนในโลกสักคนที่สงสัยว่ามันจริงหรือไม่จริง ทุกคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกเฟกนิวส์ทุกวี่ทุกวันเชื่อมันหมด
นี่เป็นงานเสียของ เป็นหนังน่าผิดหวังที่สุดเรื่องหนึ่งของสปิลเบิร์ก
Disappointment Day
5/10
(ฉายทางโรงภาพยนตร์)วินทร์ เลียววาริณ
12-6-26วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB
(มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)
0- แชร์
- 12
-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
1- แชร์
- 5
-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
แรนดี พอช เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่พิตต์สเบิร์ก สหรัฐอเมริกา ในปี 2007 อายุ 46 เขาพบว่าเขาเป็นมะเร็งที่ตับอ่อนและกำลังจะตายในหกเดือน เขาเลือกใช้เวลาช่วงสุดท้ายเล็กเชอร์นักศึกษา ชื่อหัวข้อ The Last Lecture: Really Achieving Your Childhood Dreams
หลังจากเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต มันกลายเป็นคลิปวิดีโอที่มีคนดูมาก เขาจึงเขียนหนังสือชื่อเดียวกันออกมา
ท่อนหนึ่งของหนังสือเขียนว่า “กำแพงอิฐอยู่ที่นั่นโดยมีเหตุผลบางอย่าง กำแพงอิฐมิได้ปิดกั้นเราออกไป กำแพงอิฐอยู่ที่นั่นเพื่อแสดงให้เราเห็นโอกาสว่า เราต้องการอะไรบางอย่างมากแค่ไหน”
คนเราล้วนต้องการประสบความสำเร็จ แต่คนส่วนมากเมื่อเจอกำแพงอิฐขวางหน้า ก็ถอย
หรือบ่นก่อนถอย
การบ่น การสาปแช่งชะตาฟ้าดินกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต หลายคนคิดว่าการบ่นเป็นกลไกระบายความเครียดตามธรรมชาติ ทำให้ชีวิตดีขึ้น
แต่บางคนอาจลืมไปว่า บ่นคนเดียวกับกำแพงหินต่างจากบ่นกับคนอื่น เพราะคนที่ได้ยินเสียงบ่นจะรับความเครียดนั้นมาโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่
กลายเป็นถังขยะรองรับความเครียดของคนบ่น
ความจริงมีวิธีอื่นที่เป็นกลไกการระบายความเครียดโดยไม่ทำร้ายคนอื่น เช่น การออกแรง การวิ่ง การร้องเพลง การฟังเพลง ฯลฯ แต่คนจำนวนมากรู้สึกว่าบ่นให้คนอื่นฟังได้ผลกว่าบ่นคนเดียว
มนุษย์จำนวนมากในโลกเกลียดงานที่ทำ เกลียดชีวิตของตน เกลียดสภาพแวดล้อมที่ตนอยู่ แล้วสรุปว่าเป็นความผิดของปัจจัยภายนอก ไม่ใช่ตัวเราเอง
แน่นอน บางปัจจัยมาจากภายนอกจริง แต่การที่เราจะทุกข์มากหรือน้อย หรือไม่ทุกข์ มาจากปัจจัยภายใน นั่นคือมันขึ้นอยู่ว่าเราจะปรุงแต่งให้เป็นทุกข์หรือไม่ปรุงแต่งมัน
นี่ก็คือวิธีคิดแบบพุทธซึ่งชี้ว่า ทุกข์เกิดจากการปรุงแต่ง ส่วนจะปรุงแต่งให้ทุกขั้นรสจัดแค่ไหน ก็ทำตามสบาย อย่างไรก็ตาม พุทธชี้ว่า เรายังมีทางเลือกที่จะไม่ปรุงแต่ง
ถ้าเกิดความทุกข์ ก็รับรู้ เพราะความทุกข์ก็อยู่ในธรรมชาติของจักรวาล เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
มนุษย์ทุกคนล้วนต้องเจอปัญหา แต่ที่แตกต่างคือทัศนคติในการจัดการกับปัญหา
นักปรัชญากรีกโบราณ เอพิคทีตัสกล่าวว่า “มนุษย์ไม่วิตกกับปัญหาจริงมากเท่าวิตกจริตจากปัญหาจริง”
ทัศนคติในการแก้ปัญหาสำคัญกว่าปัญหา
วินทร์ เลียววาริณ
11-6-26บางท่อนจากหนังสือ กอดหนาม
51 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 260 บาท = บทความละ 5 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้วhttps://www.winbookclub.com/store/detail/241/กอดหนาม
โปรโมชั่นคู่กับเล่มอื่น https://www.winbookclub.com/store/detail/243/%28S11%29%20กอดหนาม%20+%20ปฎิบัติการผ่าสมองไอน์สไตน์%20+%20Mini%20Tao
Shopee เดี่ยว https://s.shopee.co.th/qUBWxp70F
1- แชร์
- 48
-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
ช่วงนี้ผมเริ่มไปดูหนังในโรงภาพยนตร์
ไม่ใช่เพราะร่ายกายหายดีแล้ว แต่เพราะยังไม่หายดี จึงต้องไป
มันเป็นคำสั่งหมอ
เอ๊ะ! ยังไง?
หมอบอกว่าให้เดินเยอะๆ จะฟื้นตัวเร็วขึ้น
ก็เชื่อฟังคำหมอ เดินไปที่โรงหนัง
ปกติการเดินทางจากบ้านไปโรงหนังก็โดยสารมอเตอร์ไซค์ แต่หมอยังห้ามนั่งยวดยานที่มีแรงสะเทือนสูง
การเดินไปโรงหนังก็เท่ากับยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ได้เดินและได้ดูหนัง
เดินไปกลับราว 2-3 กิโล ก็ถือว่าได้เดินตามที่หมอสั่ง
ถ้าหมอไม่เห็นด้วย ก็คงต้องเปลี่ยน...
เปลี่ยนหมอ
ช่วงหลังนี้ทำอะไรช้าลง เดินช้า และเดินอย่างระวัง มีสติกำกับตลอดทุกย่างก้าว เพราะรู้ว่าหากหกล้มหรือเจ็ดล้ม มีโอกาสกลับไปหาพยาบาลสาวๆ อีก
แต่ไม่ดีกว่านะ
อาทิตย์นี้หนังสปีลเบิร์กเข้าโรง (Disclosure Day) ก็คงได้เดินอีก เฮ้อ! ทำไงได้ หมอสั่งมา
วินทร์ เลียววาริณ
10-6-261- แชร์
- 35
-
วินทร์ เลียววาริณ4 วันที่ผ่านมา
อาทิตย์นี้ผมดูหนังโรงสองเรื่องคือ สตาร์ วอร์ส The Mandalorian and Grogu กับหนังซอมบี้เกาหลี Colony
บางคนอาจสงสัยว่าทำไมคะแนนเรื่องแรกห่างจากเรื่องที่สองมาก (7.7/10 กับ 9/10) ทั้งที่เรื่องแรกสนุกมาก
ประเด็นคือผมไม่ได้ให้คะแนนที่ความสนุก แต่ให้ที่ความสด
ผมเขียนรีวิวเรื่องแรกว่า มันมีพล็อตมากมาย แต่ไม่มีคอนเส็ปต์ (concept)
ส่วนเรื่องหลังมีคอนเส็ปต์ดี
ตรงนี้คงต้องขยายความ
คอนเส็ปต์คือไอเดียหลักของหนัง เป็นแก่นกลางที่ทั้งเรื่องเกาะยึดไว้ แล้วเดินหน้าไปตามนั้น ไม่มีองค์ประกอบส่วนเกินมาเกาะ (หรือมีน้อย)
ในเรื่อง The Mandalorian and Grogu ไม่มีแก่นกลาง มีแต่พล็อตซ้อนพล็อตซ้อนพล็อต หากตัดสักพล็อตทิ้ง ก็ไม่ทำให้ดูหนังไม่รู้เรื่อง
ตัดฉากสู้กับช้างเหล็ก เรื่องก็เดินหน้าได้
ตัดสัตว์ประหลาดไป เรื่องก็ไม่เสียหาย
พูดง่ายๆ คือเหมือนคนสร้างมีโจทย์มาก่อนว่า ต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้างในหนัง แล้วแต่งพล็อตสวม
แต่หนังที่มีคอนเส็ปต์จะคิดคอนเส็ปต์ก่อน แล้วค่อยคิดพล็อตและองค์ประกอบมาเสียบ
คำว่า concept หมายความถึงแค่ความคิดหลักของเรื่อง ไม่ได้บ่งว่ามันดีหรือไม่ดี แต่หากคอนเส็ปต์นั้นดีมาก แปลกใหม่ ดูแล้วอ้าปากค้าง ตื่นเต้น เราเรียกมันว่า high-concept มักใช้กับหนัง ในวงการโฆษณาและวงการเขียน เรานิยมใช้คำว่า big idea มากกว่า แต่ทั้งสองคำนี้มีความหมายเหมือนกัน ใช้แทนกันได้ หมายถึงความคิดใหม่สด แปลก หลุดโลก (“คิดได้ไง!”) จดจำง่าย จำได้นาน อยู่ข้ามกาลเวลา บางครั้งเป็นไอเดียที่สร้างความเปลี่ยนแปลง อาจถึงขั้นที่ส่งผลกระทบต่อสายธารงานศิลปะ
high-concept ไม่เกี่ยวกับความยาก อาจเป็นไอเดียง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน แต่แปลก ฉีกแนว บ่อยครั้งมาจากวิธีคิดแบบ “what if?”
ตัวอย่างของงาน high-concept เช่น การโคลนไดโนเสาร์ขึ้นมามีชีวิตใหม่ใน Jurassic Park, ความสามารถควบคุมความฝันของคนอื่นได้ใน Inception, โรงเรียนพ่อมดใน Harry Potter, การใช้ชีวิตวันหนึ่งซ้ำกันเรื่อย ๆ ใน Groundhog Day, โลกที่เรารู้จักเป็นเพียงภาพลวงตาใน The Matrix, โครงการตกปลากลางแผ่นดินทะเลทรายใน Salmon Fishing in the Yemen, มือปืนถูกยิงแล้วมองเห็นภาพกลับหัวใน ฝนตกขึ้นฟ้า, การต่ออวัยวะเป็นมนุษย์คนใหม่ใน Frankenstein เป็นต้น
สภาวะ high-concept ของไอเดียหนึ่งอาจถูกลดระดับเป็นแค่ concept เฉย ๆ หรือเป็นธีมก็ได้ เพราะความแปลกใหม่-สด-ฉีกแนวในยุคหนึ่งอาจไม่แปลกใหม่-สด-ฉีกแนวในอีกยุคหนึ่ง เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้เสมอ ซึ่งมักเกิดจากการใช้มาก
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อแรกที่ เอช. จี. เวลส์ เขียนเรื่อง The Time Machine โดยมาจากไอเดียว่า เกิดอะไรขึ้นหากเราสามารถเดินทางข้ามเวลาด้วยยานพาหนะ? เป็นที่มาของคอนเส็ปต์การเดินทางข้ามเวลาด้วยยานเวลา มันเป็น high-concept หรือ big idea ด้วย
ทว่าเมื่อคอนเส็ปต์นี้ถูกใช้มาก ๆ หลังจากผู้คนเคยชินกับการเดินทางข้ามเวลา มีหนังสือและหนังเกี่ยวกับเรื่องนี้มากมายนับไม่ถ้วน การเดินทางข้ามเวลาที่เคยเป็นกระแสหลักหรือสไตล์เฉพาะจึงลดสถานะความเป็น high-concept หรือ big idea ไปโดยปริยาย
เช่นกัน เมื่อแรกที่ แมรี เชลลี เขียนนวนิยายเรื่อง Frankenstein การต่ออวัยวะเป็นมนุษย์คนใหม่เป็น high-concept ต่อมามันก็กลายเป็นเรื่องธรรมดา จนกว่าจะมีคนคิดคอนเส็ปต์ใหม่เสียบเข้าไป
โดยส่วนตัว ผมมองว่าหนังในโลกนี้มีมากมาย ทำไมต้องดูเรื่องเซมเซม ไม่มีอะไรสดใหม่
นี่คือเหตุผลที่ให้คะแนนหนังที่มีคอนเส็ปต์ดีสูงเสมอ แม้ว่าการเดินเรื่องยังมีจุดบกพร่อง หรือแม้ว่าเรื่องจะไม่สนุก
วินทร์ เลียววาริณ
9-6-261- แชร์
- 34
