• วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    ผู้อ่านท่านหนึ่งจากหาดใหญ่ติดต่อมา บอกว่าขอให้ผมช่วยเขียน 'ชีวิตที่ดี ภาค 2' หน่อย

    เพราะอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับหาดใหญ่เพิ่มอีก

    ความจริงก็มีอีกหลายเรื่องเกี่ยวกับหาดใหญ่ที่ไม่ได้เขียนลงในเล่ม ชีวิตที่ดี เพราะเกรงว่าจะออกนอกเรื่องมากเกินไป เจตนาของหนังสือเล่มนี้คือเล่าเรื่องการเดินทางของเด็กชายหาดใหญ่คนหนึ่ง

    ความจริงผมเคยเขียนหนังสือเล่มหนึ่งมาก่อนหน้านี้ ชื่อ เดินไปให้สุดฝัน เผยเรื่องส่วนตัวในระดับหนึ่ง แต่แก่นเรื่องของเล่มนั้นคือเล่าประสบการณ์การทำงานศิลปะของผม

    บางคนคิดว่าแปลกที่ผมทำหนังสืองานศพล่วงหน้า ผมมองว่าไม่แปลกอะไร ไหนๆ ก็ต้องทำ ก็ทำให้เรียบร้อย

    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าภาพออกเงินตีพิมพ์หนังสืองานศพคือกระทรวงวัฒนธรรม ตามธรรมเนียม เมื่อศิลปินแห่งชาติเลิกหายใจ กระทรวงฯจะให้ค่าทำหนังสืองานศพด้วย ก็จัดการให้เรียบร้อย

    อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ผมนอนลืมตาปริบๆ ในโรงพยาบาล เกิดความคิดว่าน่าจะรวมหลายบทของ เดินไปให้สุดฝัน ใส่ใน ชีวิตที่ดี ฉบับงานศพ ด้วย เพื่อไม่ให้ข้อมูลกระจัดกระจาย

    แหม! นอนบนเตียงโรงพยาบาลแล้วยังห่วงเรื่องหนังสือ

    แต่น่าจะยังไม่ต้องรีบทำมั้ง

    วินทร์ เลียววาริณ
    22-5-26

    1
    • 0 แชร์
    • 18
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    บ้านผมอยู่ในมุมนี้ของหาดใหญ่เงียบ ๆ แต่กระนั้นก็เป็นครอบครัวที่อบอุ่น

    เป็นชีวิตวัยเด็กที่มีความสุข

    เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม

    นั่นคือยุคจีนอพยพ คนจีนจำนวนมากเดินทางมือเปล่ามาเมืองไทย เพราะที่เมืองจีนไม่มีอะไรกินจริง ๆ แผ่นดินไทยอุดมสมบูรณ์ ขอเพียงไม่เกียจคร้าน รับรองไม่อดตาย

    หลายครอบครัวก็สร้างตัวมาแบบนี้ ไม่มีการรวยทางลัด

    อดอยาก อดทน อดกลั้นจนได้ดี

    แม่ทำงานหนักทั้งชาติ แต่ไม่เคยมีเงินเก็บ แม่สอนให้ลูกรู้จักค่าของเงินและความลำบากโดยแสดงให้เห็นทุกวัน ภายใต้เบ้าหลอมแบบนี้ เราไม่มีทางเป็นคนกลัวงานหนัก หรือเป็นมนุษย์ขี้บ่น

    แม่โชคดีที่ลูกสิบคน ‘จื้ออ้าย’ เอาถ่านทุกคน

    เมื่อผมเริ่มทำงานได้เงินเดือน ผมส่งเงินข้ามประเทศไปให้แม่เรื่อย ๆ แต่แม่ก็ไม่ใช้ เก็บไว้ให้ลูก

    แม้จะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ทุกครั้งที่ไปเยี่ยมแม่ที่หาดใหญ่ เวลากลับบ้านค่ำ ๆ เดินย่องเข้าบ้าน ก็ได้ยินเสียงแม่ลอดออกมาจากห้องนอนว่า “กินอะไรมาแล้วยัง?” แค่ฟังเสียงฝีเท้าลูก แม่ก็รู้ว่าเป็นใคร

    คงเพราะทำงานหนักทั้งชีวิต แม่ป่วยด้วยโรคกระดูกนานราว 30 ปี จนในตอนท้ายกระดูกทั้งร่างบิดเบี้ยวผิดธรรมชาติ นิ้วมือทั้งสิบหงิกเบี้ยว ทุกครั้งที่อากาศเปลี่ยนแปลง ครึ้มฟ้าครึ้มฝน แม่จะเจ็บทรมานทั้งร่างราวกับเข็มนับหมื่นเล่มทิ่มแทงกระดูกพร้อมกัน อาการเจ็บของแม่จึงเป็นเครื่องมือพยากรณ์อากาศได้ดีกว่ากรมอุตุนิยมวิทยา เพียงเห็นแม่เจ็บ ก็รู้ทันทีว่าอากาศเปลี่ยนแปลง ฝนจะตกในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

    แม่จากโลกไปในวัยเพียงหกสิบกว่า หลังจากทำหน้าที่แม่ศรีเรือนมาทั้งชีวิต

    ครั้งสุดท้ายที่ผมพบแม่คือเมื่อผมไปเยี่ยมแม่ที่บ้านเกิด วันสุดท้ายที่ผมจะกลับกรุงเทพฯ สีหน้าแววตาแม่ยังคงเต็มไปด้วยความห่วงใย บอกตอนผมลาแม่ไปขึ้นรถไฟว่า เราคงไม่ได้พบกันอีก แม่คงรู้จากสภาพร่างกายว่านี่เป็นครั้งสุดท้ายที่เห็นลูก

    ชีวิตแม่ผมเป็นกระจกเงาสะท้อนชีวิตของ ‘แม่ศรีเรือน ทำงานหนัก รักลูก’ นับล้าน ๆ คนที่กระจายไปทั่วประเทศของเรา เป็นกระดูกสันหลังของชาติจริง ๆ

    แม่ศรีเรือน ศรีแห่งเรือน สิริมงคลแห่งชีวิต

    ในชีวิตนี้คงไม่มีผู้หญิงคนไหนในจักรวาลรักเราเท่าแม่อีกแล้ว

    วินทร์ เลียววาริณ
    22-5-26

    บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต

    เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น สั่งได้จากเว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี 

    หนังสือเหลือไม่มากแล้ว

    1
    • 0 แชร์
    • 22
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    ผมเติบใหญ่ในครอบครัวมีกิน

    ‘มีกิน’ เป็นคนละคำ คนละเรื่องกับ ‘มีอันจะกิน’

    มีกินคือไม่ได้อดอยาก แต่แค่มีกิน ไม่อาจเลือกกิน อีกทั้งไม่เคยกินอาหารในภัตตาคารใด ๆ

    ไม่มีน้ำอัดลม (ยกเว้นวันตรุษจีน) ไม่มีน้ำผลไม้ ไม่มีน้ำหวาน

    อาหารประเภทกุ้งไม่เคยอยู่ในเมนู เพราะเป็นอาหารแสลงต่อกระเป๋าเงิน ไก่ไม่ค่อยปรากฏตัวบนโต๊ะอาหาร เพราะในเวลานั้นไก่มีราคาแพงมาก ยังไม่มีการเลี้ยงไก่แบบอุตสาหกรรม

    คติวัยเด็กคือ “ไม่ต้องอดก็พอแล้ว ไม่ต้องเลือก”

    พ่อแม่ผมมีลูกสิบคนกับช่างทำและซ่อมรองเท้าอีกคนสองคน ธุรกิจนี้เป็นงานฝีมือที่ไม่มีใครเห็นว่าควรจะตั้งราคาตามใจชอบ รายได้จึงจำกัด ค่าอาหารก็จำกัด ดังนั้นการทำอาหารเลี้ยงคนทั้งบ้านรวมช่าง จึงต้องคำนวณรายจ่ายให้น้อยที่สุด แต่อิ่มที่สุด

    นั่นคือเฉลี่ย 50 บาทต่อวัน สำหรับคนทั้งบ้านรวมสามมื้อ และเป็นหน้าที่ของแม่ไปจ่ายตลาด

    ทุกเช้าตรู่แม่ผมเดินไปตลาดสดกิมหยง หิ้วตะกร้าใบเขื่องไป แล้วกลับมาพร้อมของพะรุงพะรัง ไม่ขึ้นรถถีบสามล้อ เพราะเปลืองเงิน ถ้าวันไหนฝนตก (ซึ่งมักตกทั้งปี) ก็ขลุกขลักหน่อย

    ผมไม่ค่อยเล่าเรื่องแม่ให้ใครฟัง อาจเพราะเรื่องสั้นมาก สรุปชีวิตแม่ทั้งชีวิตได้ในบรรทัดเดียว คือ “แม่ศรีเรือน ทำงานหนัก รักลูก”

    แม่บ้านสมัย 50-60 ปีก่อนต้องทำงานทุกอย่าง ผมเห็นแม่ทำงานตั้งแต่รุ่งสางจนมืดค่ำ เก็บกวาดบ้าน ซักผ้า จ่ายตลาด ทำอาหารวันละสามมื้อ (โปรดอย่าลืมว่าเป็นอาหารสำหรับคนสิบกว่าคน) ล้างชาม (โปรดอย่าลืมว่าเป็นจานชามของคนสิบกว่าคน) ตัดเสื้อผ้าให้ลูก รีดผ้า เลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด ล้างส้วม ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ขายของหน้าร้าน และทำรองเท้าด้วย

    ตั้งแต่เกิดมาจนถึงหลักไมล์ท้าย ๆ ในชีวิต ผมยังไม่เคยเจอแม่บ้านที่ไหนทำงานหนักเท่านี้มาก่อน

    .....................

    เนื่องจากกับข้าวแพงกว่าข้าว อาหารทุกมื้อจึงหนักข้าวไว้ก่อน

    “กินข้าวแล้วอยู่ท้องกว่า”

    คนสมัยนั้นคงมองคนสมัยนี้ด้วยความพิศวงงงงวย เอะอะอะไรก็ low-carb ไม่กินข้าวไม่มีแรงทำงานหรอก

    การหุงข้าวในสมัยนั้นไม่มีหม้อหุงข้าวไฟฟ้า หุงด้วยหม้อขนาดใหญ่ด้วยเตาถ่าน

    การหุงข้าวด้วยเตาถ่านสำหรับสิบกว่าคนกิน ต้องใช้ฝีมือ หลังจากซาวข้าว ต้มน้ำ เทน้ำข้าวทิ้งบ้าง เกลี่ยไฟ แล้วปล่อยให้สุกพอดี

    หลังจากสิบกว่าชีวิตกินข้าวหมดแล้ว ก้นหม้อจะเหลือข้าวตังแห้ง ก็แกะข้าวก้นหม้อออกมาเก็บไว้กินต่างหาก

    ไม่เหลือให้หมูกิน!

    อาหารที่เรากินแม้จะธรรมดา แต่อร่อย แม่ผมเป็นคนทำอาหารอร่อยมาก (ความจริงใคร ๆ ก็มักเห็นว่าแม่ของตนเองทำอาหารวิเศษมาก!) แต่ฝีมือแม่ผมเป็นระดับ Michelin

    ออกเสียง “มิเฉลิ้น” แปลว่ารสต้องตรงลิ้น ไมงั้นพ่อไม่กิน

    พ่อเป็นคน ‘คิว.ซี.’ งานอย่างเข้มงวด กล่าวคือหากจานไหนไม่อร่อย แทบจะไม่แตะเลย ด้วยเหตุนี้อาหารของแม่จึงยอดเยี่ยมมาก ทุกจานที่แม่ทำสะอาด และอร่อยมาก และก็ขยันหาอะไรใหม่ ๆ มาทำ

    คิดแล้วสงสารแม่บ้านสมัย 50-60 ปีก่อน ทำงานเหนื่อยแสนสาหัส เอาใจสามียากเย็น คำว่า ‘แม่ศรีเรือน’ มีความหมายคล้าย ๆ คำว่า แม่แบกเรือน

    ตอนค่ำเวลาหิว แม่ก็ซื้อก๋วยเตี๋ยวราดหน้าให้ลูก ๆ กิน ลูกสิบคนก็สิบห่อใช่ไหม? ฝันไปเถอะ ซื้อมาห่อเดียวก็พอ เทข้าวเปล่าลงไปคลุก หนักข้าวไว้ก่อน ลูกหลายคน กินคนละสองสามคำ

    ไม่อยากให้ลูกหิว แต่ไม่มีเงินมากพอ ตัวเองหิวไม่เป็นไร แต่ไม่ปล่อยให้ลูกหิว

    ผมเคยเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนชาวกรุงฟัง ก็พบประสบการณ์เดียวกัน เพราะพ่อแม่เธอซื้อก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชาม ขอน้ำแกงกับถั่วงอกเยอะ ๆ ถึงบ้านก็เทข้าวลงไปคลุก

    นาน ๆ ทีแม่อาจให้รางวัลตัวเองและลูก ๆ ให้ผมข้ามถนนไปซื้อบัตเตอร์เค้กหนึ่งชิ้นที่ร้านกาแฟตรงข้าม ราคาชิ้นละหนึ่งบาท ถือว่าเป็นของฟุ่มเฟือยอย่างยิ่ง ต่อมาก็มีร้านเบเกอรีมาเปิด ชื่อร้านรอแยล มีขนมฝรั่งหลายอย่าง จัดว่าเป็นของฟุ่มเฟือยเช่นกัน

    แม่ไม่เคยฉลองวันเกิดให้สมาชิกในครอบครัว เดาว่าคงจำวันเกิดของลูกทั้งสิบคนไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องแปลก สมัยนั้นบ้านเราโดยเฉพาะครอบครัวจีน ยังไม่มีวัฒนธรรมฉลองวันเกิดและร้องเพลง Happy Birthday

    มีอยู่ปีหนึ่ง ผมเปรยว่าเป็นวันเกิดของผม แม่ก็ต้มไข่ให้หนึ่งฟอง

    แม่มีลูกสิบคน ดังนั้นงานจึงล้นมือ เวลาลูกคนไหนไม่สบาย (มักเป็นผม) ก็ดูแลลูกเป็นกรณีพิเศษ เจียดเงินซื้ออาหารบำรุงสุขภาพมาให้กิน ทั้งที่แพงแสนแพง

    ในวัยเด็ก ผมขี้โรค ป่วยเป็นเรื่องเป็นราวจริง ๆ บางครั้งนอนซม แม่ก็ป้อนข้าวให้ทีละคำ

    ความรักของแม่ยิ่งใหญ่ที่สุด ลูกต้องมาก่อนเสมอ

    (ยังมีต่อ)

    วินทร์ เลียววาริณ
    21-5-26

    บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต

    เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น สั่งได้จากเว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี 

    หนังสือเหลือไม่มากแล้ว

    2
    • 0 แชร์
    • 41
    pat edwards
    เพิ่งสั่งซื้อหนังสือเล่มนี้ไปวันนี้ เพราะมีความตั้งใจว่าจะเขียนประวัติของตัวเองไว้แจกในงานเช่นกัน ความทรงจำแจ่มชัดและงดงาม แต่ทำไมเขียนออกมาได้ไม่น่าอ่านเลย (เข้าใจนะคะว่าไม่ใช่นักเขียน แต่ก็เคยเขียนเรื่องสั้นๆ ได้น่าอ่านพอสมควร) อาจเป็นเพราะ "ตั้งใจ" มากเกินไป อยากจะถ่ายทอดแบบละเอียดและไม่กล้าตัดส่วนใดส่วนหนึ่งออกไป เลยทำให้ยิ่งไม่น่าอ่านยิ่งขึ้น กำลังพยายามหาวิธีอยู่ค่ะ เลยสั่งหนังสือเล่มนี้มาเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ (รอบที่ 100) 😊
    ดูความเห็น 1 รายการ ...
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    เราจะรู้ว่าถนนหนทางในกรุงเทพฯมีหลุมบ่อเยอะจริงๆ ก็ต่อเมื่อเราเป็นคนไข้ที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดใหญ่ นั่งรถสัญจรข้ามเมือง

    ใช่ คนที่มีแผลผ่าตัดใหม่ๆ รับแรงสะเทือนได้ไวเป็นพิเศษ ปกติโดยสารมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ผ่านถนนขรุขระ หลุม ร่อง รอยแตกต่างๆ ไม่มีปัญหา แต่หลังผ่าตัด เจอถนนไม่เรียบนิดหน่อย ก็สะเทือนถึงแผล

    ช่วงนี้ผมหมกตัวอยู่ในบ้าน ไม่ได้ไปไหน ไม่อยากกลับไปหาหมอเพื่อเย็บแผลใหม่

    ตอนนี้แผลกำลังเริ่มสมานตัว แต่น่าจะอีกเป็นเดือนกว่าจะสนิท

    เวลาขยับตัว ก็ยังเจ็บแผลนิดๆ

    โดนผ่ายาว 7 นิ้ว ก็น่าจะเจ็บหรอกนะ!

    ในวัยขนาดนี้ ฟื้นตัวช้าลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ไม่ซีเรียส ยังหายใจได้ ก็เป็นบุญแล้ว

    อย่างไรก็ตาม ผมเป็นสายพันธุ์ที่อยู่เฉยๆ ไม่เป็น ให้นอนพักฟื้นอย่างเดียวไม่ไหว หงอยตายเลย

    การเขียนข้อความแม้ไม่ยาวมาก ก็เป็นกิจกรรมคลายความหงอยอย่างหนึ่ง

    จิ้มข้อความไม่ยาวมาก พอไหว แต่ถ้าให้ซักผ้าคงไม่ไหว แม้อยากจะซักใจจะขาด

    เคี้ยกเคี้ยก

    วินทร์ เลียววาริณ
    20-5-26

    1
    • 0 แชร์
    • 29
  • วินทร์ เลียววาริณ
    4 วันที่ผ่านมา

    ด้านหลังบ้านเลขที่ 113 ติดกับสนามฟุตบอลเป็นครัว ห้องอาบน้ำ ห้องส้วม และบ่อน้ำบาดาล ใช่ สมัยนั้นยังไม่มีระบบประปา ทุกบ้านใช้น้ำจากบ่อบาดาล

    บ่อน้ำลึกเอาการ คะเนว่าลึกราว 10 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางราวหนึ่งเมตร

    ช่างจะขุดหลุมแล้วตักดินขึ้นมา ยัดท่อปูนทรงกระบอกหล่อสำเร็จกว้างหนึ่งเมตรนี้ลงไป ต่อลงไปเรื่อยๆ จนถึงจุดที่มีน้ำใต้ดิน

    ในหน้าแล้ง น้ำใต้ดินจะอยู่ต่ำ ในฤดูฝน ระดับน้ำใต้ดินจะเอ่อขึ้นมา บางครั้งไต่ขึ้นมาถึงปากบ่อ

    การตักน้ำจากบ่อใช้ถังไม้หรือถังเหล็กผูกเชือก ชักขึ้นลงด้วยรอกที่แขวนเหนือบ่อ ปล่อยให้ถังจมใต้น้ำ แล้วดึงเชือกชักถังที่มีน้ำเต็มขึ้นมาเทใส่โอ่ง การใช้น้ำทุกอย่างไม่ว่าดื่ม อาบ ซักผ้า ต้องชักรอกขึ้นมาทีละถัง

    สมัยนั้นชาวบ้านยังไม่รู้จักคำว่าก๊อกน้ำ มีแต่โอ่งกับตุ่ม

    ถ้าเป็นฤดูฝน ก็ปล่อยน้ำจากหลังคาลงมาในโอ่ง ประหยัดเวลาชักรอกตักน้ำบาดาล น้ำฝนในยุคหกสิบปีก่อนใสสะอาด ไร้มลพิษ ดื่มกินได้สนิทใจ

    วันหนึ่งช่างคนหนึ่งปล่อยปลาช่อนตัวเล็กลงไปในบ่อน้ำ มันก็อาศัยอยู่ที่ก้นบ่ออยู่พักใหญ่ จนกลายเป็นปลาช่อนตัวใหญ่ วันดีคืนดี ช่างคนหนึ่งก็จับมันขึ้น ผมไม่รู้ว่าชะตากรรมของมันเป็นอย่างไร

    ครั้งหนึ่งได้ยินเสียงคนร้องลั่นบ้าน จึงรู้ว่ามีงูตัวหนึ่งเลื้อยเข้ามาจากหลังบ้าน สมัยนั้นหาดใหญ่ยังเป็นรกพงอยู่มาก เห็นงูอยู่หลายครั้ง

    ครั้งที่น่าตื่นเต้นที่สุดคืองูตัวหนึ่งเลื้อยมาป้วนเปี้ยนที่หลังบ้าน ปรากฏว่ามีแมวตัวหนึ่งสู้กับงู สัตว์ทั้งสองคุมเชิงกัน และไวเหลือประมาณ ชาวบ้านหลายคนมุงดูเหตุการณ์นั้น ไม่นานงูก็ยอมถอยจากไป

    นอกจากปลาช่อนและงูแล้ว หลังบ้านของเราก็มีมังกร

    ..........

    โอ่งใส่น้ำอาบเป็นโอ่งมังกร มันมีขนาดใหญ่สูงราวๆ เอวผู้ใหญ่ เป็นมังกรที่เฝ้าบ้านอย่างซื่อสัตย์มานานหลายปี

    ครั้นใช้ไปนานเข้า โอ่งก็มีรอยแตกร้าว เพื่อความประหยัดเราก็ใช้ลวดรัดมันไว้

    วันหนึ่งขณะที่ช่างคนหนึ่งอาบน้ำ ได้ยินเสียงร้องลั่น ปรากฏว่าโอ่งเจ้ากรรมแตกตอนที่เขาอาบน้ำ คมโอ่งดินเผาที่แตกเป็นชิ้นๆ บาดขาเขาเลือดทะลัก เลือดไหลไม่หยุด

    แม่ผมมีสติดี และไวมาก คว้าถ้วยใส่พริกไทยในครัวมา กำพริกไทยเต็มมือ เทพรวดเดียวที่บาดแผล

    เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นเรื่องอัศจรรย์ พริกไทยหยุดเลือดได้ชะงัด

    หลังจากนั้นผู้ใหญ่ก็พาคนบาดเจ็บขึ้นรถจักรยานสามล้อไปที่โรงหมอ หมอเย็บแผลไปหลายสิบเข็ม หมอชมแม่ว่า หยุดเลือดเก่งมาก ไม่เคยเห็นการหยุดเลือดได้ขนาดนี้

    ช่างคนนั้นนอนพักอยู่ราวสองเดือน เป็นโรค dragon phobia ไปนาน (โรคกลัว(โอ่ง)มังกร)

    หลังจากเหตุการณ์นั้น เราก็เลิกใช้โอ่งมังกร แต่หล่อปูนเป็นที่เก็บน้ำแทน

    ..........

    ข้างห้องอาบน้ำเป็นเตาขนาดใหญ่ เป็นเตาขนาดใหญ่เทอะทะ สร้างโดยตั้งโครงไม้แล้วเทปูนลงไปเป็นเตาสี่เหลี่ยม เว้นช่องเป็นที่วางเตาสามช่อง ฝีมือสร้างเตาหยาบตามงบประมาณ

    เตาแรกใหญ่มาก สำหรับหุงข้าวด้วยหม้อขนาดใหญ่

    ข้างๆ เตาเป็นลังไม้เก็บถ่าน บนพื้นวางตุ่มใส่ขี้ไต้สำหรับจุดไฟ ไต้นี้ทำเอง โดยใช้เศษยางพาราที่มีเหลือเฟือในภาคใต้ ใส่ตุ่ม เทน้ำมันก๊าดเข้าไป ยางจะถูกละลายกลายเป็นยางเหนียวหนึบ ติดไฟง่าย

    เวลาก่อไฟ ก็ใช้เศษฟืนจุ่มไต้นิดหน่อย วางบนเตา วางถ่านสองสามก้อนทับ จุดไม้ขีด พอไฟลุก ก็ใช้พัดโบกไปมาเพื่อเพิ่มออกซิเจนให้ไฟ จนกระทั่งถ่านติดไฟ เมื่อถ่านก้อนแรกคุไฟแดง ก็พอดีกับที่ฟืนไหม้หมด

    เตายักษ์นี้นอกจากใช้ทำอาหารแล้ว ยังมีหน้าที่อีกอย่างคือใช้ผึ่งของ ภาคใต้ฝนตกทั้งปี บ่อยครั้งเด็กๆ กลับจากโรงเรียนมาตัวเปียก รองเท้าเปียกโชก แม่จึงวางรองเท้าไว้ข้างเตาที่มีถ่านคุไฟก้อนเล็กๆ เพื่อผึ่งให้มันแห้งทันเช้าวันใหม่

    ที่บ้านผมทำรองเท้า ผมจึงสวมรองเท้าหนังเป็นประจำ เมื่อรองเท้าเปียกน้ำ ผ่านการผึ่งจนแห้ง มันจะแปรสภาพเป็นรองเท้าหิน สวมไม่สบาย ทำให้นึกอิจฉาเพื่อนๆ ที่สวมรองเท้าผ้าใบ

    บางครั้งเมื่อถ่านดับแล้ว ยังมีขี้เถ้าที่ร้อนคุมาทั้งวัน แม่ก็ยัดใส่มันสำปะหลังหรือมันเทศในกองขี้เถ้า ทิ้งไว้อย่างนั้นเป็นชั่วโมง ก็จะได้มันที่อร่อยที่สุดในโลก

    นั่นคือความทรงจำของผมเกี่ยวกับครัวสารพัดประโยชน์ และสารพันเหตุการณ์ซึ่งมีมังกรมาเกี่ยวข้องด้วย

    วินทร์ เลียววาริณ
    20-5-26

    บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต

    เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น สั่งได้จากเว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี 

    หนังสือเหลือไม่มากแล้ว

    1
    • 0 แชร์
    • 29