-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
ช่วงนี้เล่าเรื่องจุกจิก สัพเพเหระบ่อย สำนวนกวนตีน ใส่มุขเหมือนตลกคาเฟ่
จึงไม่แปลกใจที่มีนักอ่านสงสัย ถามว่าใช่ผมเขียนหรือ
ให้โกสต์ไรเตอร์เขียนหรือเปล่า
โถ! ชาม! จาน! กะละมัง! ไม่หรอกครับ ลำพังตัวเองก็ไม่มีเงินใช้แล้ว จะเอาเงินที่ไหนมาจ้างโกสต์ไรเดอร์ เอ๊ย! ไรเตอร์ (เห็นมั้ย ปล่อยมุขมาเป็นชุด เหมือนไม่ใช่นักเขียนคนเดิม)
ความจริงจะเขียนสไตล์เดิม ภาษาเดิมที่ถนัดก็ได้ ไม่มีปัญหา แต่หากอยากเขียนเรื่องอารมณ์อื่น ก็อาจหนีไม่พ้นต้องปรับการใช้ภาษา
นักเขียนที่อยากเขียนเรื่องหลายแนว ต้องสามารถใช้ภาษาได้หลายแบบ ไม่งั้นจะมีปัญหา เพราะจะใช้ภาษาในงานวรรณกรรมเครียดๆ มาเขียนเรื่องขำๆ ย่อมแปลกๆ
นักเขียนใหม่อาจถามว่า แล้วจะทำยังไง
ก็ต้องรู้โทนเรื่องก่อนเขียน
เหมือนผู้กำกับหนัง ต้องรู้ก่อนว่าอารมณ์หนังหรือโทนหนังเรื่องที่กำลังสร้างเป็นอย่างไร
โทนหนังก็คือบรรยากาศ คืออารมณ์ของหนังทั้งเรื่อง เช่น หากทำเรื่อง Se7en จะใช้อารมณ์แบบ พี่มากพระโขนง หรือ โกยเถอะโยม ย่อมแปลกๆ ไม่ใช่ไม่ได้ แต่อารมณ์คนดูจะเปลี่ยนไป
ภาษาในการเขียนก็เหมือนกัน ถ้าใช้เป็น ใช้ถูก บางทีเรื่องไม่ขำ แต่สไตล์การใช้คำอาจทำให้ขำได้
นี่คือพลังของภาษา
นักเขียนต้องรู้ว่างานเขียนชิ้นนั้นๆ จะทำให้คนอ่านรู้สึกอย่างไร เกิดอารมณ์แบบไหน เศร้า ขำ รู้สึกดี ฮึกเหิม หรือหดหู่
ภาษาที่ดีกำหนดได้
ถ้ารู้ว่าจะสร้างโทนอะไร ก็จะกุมคนอ่านในมือได้
ถ้าไม่รู้ ก็อาจได้งานเซมเซมอีกชิ้นหนึ่ง
นี่ไม่ใช่ภาคบังคับว่านักเขียนต้องเขียนได้หลายแนว แต่ถ้าจะทำ ก็ต้องคุมโทนได้ทุกแนว
ผมเองเป็นมนุษย์จับฉ่าย เขียนเรื่องหลายแนว ดังนั้นหนีไม่พ้นต้องศึกษกาารใช้ภาษาทุกแนว อ่านลีลาของนักเขียนต่างๆ
เมื่อเข้าใจโจทย์ชัด เวลาเขียนเรื่องศาสนาก็แบบหนึ่ง เขียนเรื่องไซไฟก็แบบหนึ่ง วรรณกรรมก็แบบหนึ่ง เรื่องขำก็แบบหนึ่ง
ตอนที่ผมเขียน สี่ภพ ก็ต้องศึกษาสำนวนภาษากำลังภายในใหม่
ตอนนี้กำลังเขียนนิยายนักสืบสมัยรัชกาลที่ 5 ก็ต้องศึกษาการใช้ภาษาอีก
จบบทเรียนแล้ว อย่าลืมจ่ายค่าเล่าเรียนด้วยล่ะ
ต้องซื้อผงซักฟอกนะ
วินทร์ เลียววาริณ
8-7-261- แชร์
- 18
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
เมื่อวานนี้มีสองข่าวที่มาในเวลาใกล้เคียงกัน คือข่าวผู้นำสหรัฐฯกดดัน FIFA ให้ยกเลิกใบแดงนักฟุตบอลคนหนึ่ง กับข่าวศาลอาญาลงโทษจำคุกครูปรีชาและผู้สมรู้ร่วมคิด คดีลอตเตอรี 30 ล้าน ทั้งคู่ให้การสารภาพ จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง
"ความจริงก็คือความจริง"
ความจริงก็คือโลกเราทุกวันนี้วุ่นวายเพราะขาดหลักธรรม หิริ-โอตตัปปะ
สองคำนี้เรียนมาตั้งแต่เด็ก จำมาได้จนโต
หิริคือความละอายใจ ไม่กล้าทำชั่ว ทั้งต่อหน้าและลับหลัง
โอตตัปปะคือความเกรงกลัวต่อผลของการทำบาป
เราถูกสอนเรื่องหิริ-โอตตัปปะในบริบทของบาป เรื่องใหญ่ๆ เช่น ฆ่าคน ขโมยของ คดโกง โกหก
แต่ความจริงยังมีความละอายอีกรูปหนึ่งคือ ความหน้าบาง
เราคงเคยได้ยินข่าวคนญี่ปุ่นทำเรื่องผิด แล้วคว้านท้องตัวเอง
บ้านเราไม่มีธรรมเนียมนี้ เพราะมันเจ็บ
ส่วนอังกฤษมีอีกรูปแบบหนึ่ง เรียกว่า English gentleman (สุภาพบุรุษอังกฤษ)
ในสมัยโบราณ gentleman หมายถึงคนในระดับสูงกว่าชาวบ้านทั่วไป ร่ำรวย ไม่ต้องทำงานหนัก แต่ในยุคต่อมา gentleman หมายถึงคนที่มีมาตรฐานทางศีลธรรม ความอ่อนโยน ความสุภาพ มีศักดิ์ศรี รักษาคำพูด ถ่อมตน ไม่ใช้อำนาจในทางที่ผิด และอายเป็น
ในหนังเรื่อง The Last Emperor (1987) มีฉากหนึ่งที่จักรพรรดิปูยีในวัย 15 ถาม เรจินัลด์ จอห์นสตัน ครูชาวอังกฤษที่มาสอนพระองค์ว่า "อะไรคือ gentleman"
ครู (แสดงโดย Peter O'Toole) ทูลว่า gentleman คือคนที่รักษาคำพูด พูดจริงโดยไม่โกหก (say what you mean)
เรจินัลด์ จอห์นสตัน บอกว่า “If you cannot say what you mean, your majesty, you will never mean what you say. And a gentleman should always mean what he says.”
จักรพรรดิปูยีตรัสถาม "Are you a gentleman?" (คุณเป็น gentleman หรือเปล่า)
เรจินัลด์ จอห์นสตัน ตอบว่า "I would like to be a gentleman... I try to be." (ฉันอยากเป็นสุภาพบุรุษเหมือนกัน ฉันพยายามที่จะเป็น"
โลกวันนี้หา gentleman ยากขึ้นทุกที
ไม่ว่าเพราะไม่สนใจหลักหิริ-โอตตัปปะ ไม่เคยรู้เรื่อง English gentleman หรือเพราะอะไรก็ตามที แต่เรื่องของความอายนี่ ไม่รู้จะสอนกันยังไง
วินทร์ เลียววาริณ
7-7-261- แชร์
- 43
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
วันหนึ่งคุณบริสุทธิ์พาผู้หญิงที่เขาจะแต่งงานด้วยไปแนะนำตัวกับแม่
แม่ว่า “เอ้า! จะแต่งก็แต่ง ไม่ว่าอะไร น่าเสียดายที่พ่อแกไม่อยู่ จึงไม่ได้ร่วมแสดงความยินดีกับแก”
พ่อคุณบริสุทธิ์ตายเมื่อเขายังเป็นเด็ก คุณบริสุทธิ์จึงไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับพ่อมากนัก เพราะแม่ไม่ค่อยเล่าให้ฟัง
“แม่เล่าเรื่องพ่อหน่อยซี”
“พ่อแกเป็นคนสู้คน ใจใหญ่ กล้าหาญ ไม่กลัวใคร"
"ฝีมือประมาณเอเยนต์คิม?”
"ประมาณนั้น"
“จริงหรือครับ?”
“จริงซี เรื่องนี้รู้กันทั้งอำเภอ คืนหนึ่งพ่อแกเดินกลับบ้านคนเดียวในซอยหลังวัด อันธพาลสิบคนมาดักรอ พร้อมอาวุธครบมือ แต่พ่อแกไม่หนี สู้ไม่ถอย ใจเด็ดจริง ๆ”
“โอ้โฮ! พ่อผมสุดยอดเลย แล้วไงครับ?”
“วันต่อมาคนทั้งอำเภอก็มากราบ”
คุณบริสุทธิ์ยืดอกด้วยความภูมิใจ
“พ่อผมสุดยอดจริง ๆ พวกนั้นมากราบขอเป็นลูกน้องใช่ไหมครับ?”
“เปล่า พวกนั้นมากราบศพพ่อแก”
สวัสดีวันพุธ
วินทร์ เลียววาริณ
8-7-26.........................
จากนวนิยาย เรื่องรักของคุณบริสุทธิ์กับนางสาวภุมรี ศจีรมย์ สมถวิล จินตหรา พารัก ปักเสน่ห์ เรวดี ศรีสกาว (ใช่ นิยายชื่อยาวๆ กวนตีนอย่างนี้แหละ Who will why)
นี่เป็นนวนิยายแนวใหม่ที่นำขำขันตลกๆ ระดับ ‘ขำกลิ้ง’ 400 เรื่องมายำเป็นนวนิยาย
ค่าคลายเครียดแค่ 330 บาท เฉลี่ยขำละ 80 สตางค์ หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
โปรโมชั่น https://www.winbookclub.com/store/detail/196/แพคเกจพิเศษ%203%20in%201
Shopee เดี่ยว https://s.shopee.co.th/1VjWGyXzed
1- แชร์
- 17
-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
ในปี ค.ศ. 1868 เมื่ออายุ 24 นักปรัชญาชาวเยอรมัน ฟรีดริค นีทเช่ ได้รับเสนอตำแหน่งศาสตราจารย์ ตอนนั้นเขาขายหนังสือไม่ได้ เพราะแนวคิดของเขาสวนทางกับขนบความคิดความเชื่อเดิม นีทเช่ประสบปัญหาครอบครัว ปัญหาเงิน ปัญหางาน
ณ จุดนั้นนีทเช่มีทางเลือกสองทาง ทางแรกคือทำงานประจำด้านวิชาการ มีรายได้ทุกเดือน มีคนนับถือ ทางหลังคือทำงานเขียนหนังสืออย่างโดดเดี่ยว เสนอความคิดที่ขายยากและไม่มีคนอ่าน
นีทเช่เลือกทางหลัง
หากเราเป็นนีทเช่ เราคงรีบรับตำแหน่งศาสตราจารย์ ทำงานวิชาการ เขียนหนังสือที่อ่านง่ายกว่านี้ ชีวิตจะไม่ต้องทุกข์แบบนั้น
แต่สำหรับนีทเช่ เขาไม่ได้มองว่ามันเป็นทุกข์ เขาเลือกที่จะโอบรับชีวิตที่เต็มไปด้วยปัญหาของเขา เขาเขียนว่า “ข้าฯเชื่อในชีวิต ร่างกาย ความคิดสร้างสรรค์ และความจริงของโลกใบที่เราอาศัยอยู่ มากกว่าที่จะเป็นชีวิตในโลกอื่นใด”
นีทเช่เขียนในหนังสือเล่มหนึ่งว่า “มีแต่ความเจ็บปวดสาหัสจึงปลดปล่อยจิตวิญญาณเป็นอิสระ ข้าฯสงสัยว่าความเจ็บปวดนั้นทำให้เราดีขึ้น แต่ข้าฯรู้ว่ามันทำให้เรารู้ลึกซึ้งมากขึ้น”
นีทเช่เห็นว่าเราไม่จำเป็นต้องหนีจาก ‘เรื่องไม่ดี’ แล้วแสวงหา ‘โลกที่ดี’ ความสามารถที่จะยอมรับสิ่งดีและไม่ดีในชีวิตน่าจะเป็นหนทางที่ถูกต้อง มันอาจช่วยลดทุกข์
นี่ตรงกับแนวคิด ‘โอบกอดทุกข์’ ของตะวันออก แต่กรีกโบราณเรียกมันว่า Amor fati แปลตรงตัวว่า รักชะตากรรม หรือรักชะตาของตนเอง
ไม่หนีความทุกข์ ยอมรับมันอย่างสงบ
Amor fati เป็นวิธีมองชีวิต โดยไม่บ่น ไม่สาปแช่งโชคชะตา ยอมรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต เพราะมองว่าทุกอย่างเกิดขึ้นในชีวิตเรา ทั้งสุขและทุกข์ เราจึงโอบรับมันได้ ไม่ว่าสุขหรือทุกข์
คนไทยสมัยก่อนก็มีวิธีมองโลกคล้ายกัน มักพูดปลอบใจเมื่อเจอเรื่องร้ายว่า “ถือว่าชดใช้กรรมเก่าก็แล้วกัน”
บางคนว่า “อะไรที่เกิดขึ้นย่อมเป็นสิ่งดี”
แนวคิด Amor fati เห็นว่าอิสรภาพทางใจจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเรายอมรับส่วนที่เราหนีไม่พ้น เมื่อยอมรับโลกที่เป็นอยู่ ก็จะเป็นอิสระ แล้วจึงสามารถใช้ชีวิตอย่างเต็มที่
แม้ Amor fati บอกว่าเราควรยอมรับมัน ถึงขั้น ‘รัก’ มัน (amor แปลว่ารัก) แต่ไม่ได้สอนให้เราต้องฝืนทนกับมัน
‘ยอมรับมัน’ ไม่เหมือน ‘ฝืนทนกับมัน’
‘ยอมรับมัน’ คือเข้าใจมัน ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น ยอมรับว่าชีวิตมิได้มีแค่ความทุกข์ มันมีความสุขด้วย สุขทุกข์มาเป็นแพ็คเกจ เหมือนกินมะระยัดไส้หมู มีทั้งส่วนขมและส่วนหวาน
จะเห็นว่าทั้งปรัชญาพุทธ เซน และกรีกโบราณ มองตรงกันว่า เมื่อเกิดทุกข์ อย่าวิ่งหนีความทุกข์
วินทร์ เลียววาริณ
7-7-26ท่อนหนึ่งจาก กอดหนาม
51 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 260 บาท = บทความละ 5 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/241/กอดหนามโปรโมชั่นคู่กับเล่มอื่น https://www.winbookclub.com/store/detail/243/%28S11%29%20กอดหนาม%20+%20ปฎิบัติการผ่าสมองไอน์สไตน์%20+%20Mini%20Tao
Shopee เดี่ยว https://s.shopee.co.th/qUBWxp70F
1- แชร์
- 34
-
วินทร์ เลียววาริณ4 วันที่ผ่านมา
Kill Bill เป็นผลงานลำดับ 4 ของ เควนติน ทาแรนติโน ออกมาสองภาคคือ Volume 1 (2003) และ Volume 2 (2004) ก็ 23 ปีมาแล้ว
วันก่อนเหลือบเห็นเรื่องนี้ปรากฏตัวใน Netflix จึงดูอีกรอบ
ดูไปได้นิดเดียว ก็พอดีอ่านข่าวเจอว่า เมืองไทยกำลังนำ Kill Bill: The Whole Bloody Affair เข้ามาฉาย จึงเหยียบเบรกแทบไม่ทัน หยุดดูทันที
ไม่ดูจอเล็กแล้ว รอดูในโรงอีกรอบก็แล้วกัน
Kill Bill: The Whole Bloody Affair เป็นการนำสองภาคมารวมกัน หนังยาวสี่ชั่วโมงกว่า มีพักครึ่งเวลา แต่สำหรับชายชราต่อมลูกหมากโต คงต้องเบรกมากครั้งกว่านั้น
หนังเรื่องนี้เป็นส่วนผสมของหนังหลายตระกูล แต่เปิดฉากแรกด้วยตรา ชอว์ บราเดอร์ส ก็สุดยอดแล้ว อุทานว่า "เควนติน อย่างนี้ก็ได้หรา"
พอเสียบหนังแอนิเมชั่นแบบญี่ปุ่นเข้าไปอีก พร้อมดนตรีประกอบจากหนังคาวบอย สปาเก็ตตี ก็ร้องว่า "เควนติน นี่เธอทำอะไรลงไป"
คอหนังที่ดูหนังไม่เลือกย่อมจะจับออกว่า เควนติน ทาแรนติโน สนุกสนานกับการทำงานชิ้นนี้ แค่ให้นางเอกพกดาบซามูไรขึ้นเครื่องบิน ก็ร้องวาวแล้ว
มาถึงบรรทัดนี้ ขออนุญาตออกนอกเรื่องก่อนลืม
เพราะฉากนี้น่าจะเกาะกุมหัวผมนานมาก จนหลายปีก่อนผมคิดจะเขียนนิยายกำลังภายในที่ใช้ฉากปัจจุบัน ลองจินตนาการโลกคู่ขนานที่กรุงเทพฯที่ไม่มีรถยนต์ แต่มีตึกสูงๆ มีลิฟต์ มีร้านสตาร์บัคส์ เหมือนปัจจุบัน ผู้คนเดินทางด้วยม้าและรถม้า พระเอกขี่ม้าไปที่ตึกสูงร้อยชั้น สะพายกระบี่ขึ้นลิฟต์ไปฆ่าคนในสำนักหนึ่งตามใบสั่ง
พระเอกถูกคนร้ายล้อมบนดาดฟ้า ประกายกระบี่วูบวาบ ร่างคนร้ายร่วงจากตึกร้อยชั้นลงมาทีละคนกลางม่านฝุ่น PM 2.5 โห! โหดจิงๆ เอ๊ย! จริงๆ
เชื่อว่าไอเดียนี้น่าจะได้รับอิทธิพลจากหนังฉากนี้แน่ๆ
อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่ได้เขียนสักที
เอ้า! เข้าเรื่องตามเดิม
เควนตินใช้ลูกเล่นลูกชนทั้งเรื่อง ฉากไหนมีเลือดมาก ก็ทำเป็นภาพขาวดำเสียเลย
จุดโดดเด่นของ Kill Bill คือดนตรี ทาแรนติโนเก่งมากที่นำดนตรีที่ดูไม่เข้ากับหนังซามูไรมาใส่ในหนัง เช่น ดนตรีจากหนังคาวบอยสปาเกตตี The Grand Duel (Parte Prima) โดย Luis Bacalov ใส่ในฉากซามูไร
ผมยังไม่เคยรีวิวหนังเรื่องนี้ ไว้ได้ดูฉบับ The Whole Bloody Affair ก่อน แล้วค่อยรีวิวนะจ๊ะ เตง
วินทร์ เลียววาริณ
5-7-261- แชร์
- 43
