-
วินทร์ เลียววาริณ2 ปีที่ผ่านมา
เราอาจเคยได้ยินเรื่องของคนที่ดูแลสุขภาพอย่างดี กินแต่อาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอนหลับเต็มอิ่ม ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า แต่เป็นโรคมะเร็งร้ายหรือหัวใจวาย ตายเร็วกว่าคนที่ไม่ดูแลสุขภาพ
เรามักตั้งคำถามว่าทำไม แต่ในมุมของ Stoicism นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด
หนึ่งในปราชญ์ที่มีชื่อเสียงสายปรัชญา Stoicism คือ เอพิคทีตัส (Epictetus) เป็นทาสมาก่อน
Epictetus ไม่ใช่ชื่อคน คำนี้แปลว่าการซื้อ เพราะเขาเป็นทาสที่ถูกซื้อมา เขาเกิดที่ Hierapolis, Phrygia (ปัจจุบันคือตุรกี) เป็นคนฉลาด เมื่อได้รับอิสรภาพ เขาก็ไปอาศัยที่กรีก สอนหลักการ Stoicism แก่สานุศิษย์ เขียนหนังสือหลายเล่ม
อาจเพราะผ่านชีวิตทาสมาก่อน เอพิคทีตัสเห็นว่าปัจจัยภายนอกเป็นเรื่องที่เราคุมไม่ได้ ดังนั้นเราควรยอมรับมัน รับมือกับมันอย่างมีสติและเยือกเย็น
เอพิคทีตัสสอนหลักสโตอิกอย่างมีอารมณ์ขันว่า “ถ้าข้าฯต้องตายเดี๋ยวนี้ ข้าฯก็จะตายเดี๋ยวนี้ แต่ถ้าเป็นภายหลัง ข้าฯก็ขอกินอาหารเที่ยงก่อน”
ความหมายคือเขาคุมได้เฉพาะเรื่องอาหารเที่ยง ส่วนเรื่องความตาย เขาคุมไม่ได้
ในเมื่อคุมไม่ได้ ไยต้องปวดหัวกับมัน
ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องคุมไม่ได้ ก็ป่วยการเปลืองแรงไปกลุ้มใจ
ชีวิตมีสองด้าน ด้านที่คุมได้ กับที่คุมไม่ได้
คุมไม่ได้ก็ไม่ต้องเสียเวลากับมัน เราเรียกหลักนี้ว่า Dichotomy of Control
หลักนี้บอกว่าบางอย่างเราคุมได้ บางอย่างเราคุมไม่ได้
Stoicism มักยกตัวอย่างการยิงธนูมาอธิบายเรื่องนี้ สมมุติว่าเราเป็นพลธนูกรีกกำลังเข้าสู่สมรภูมิ เราอาจผ่านการฝึกฝนการยิงธนูมาอย่างหนัก เราเลือกธนูที่ดีที่สุด ลูกศรที่ดีที่สุด ตอนที่เราเล็งธนูไปที่ข้าศึก เราเล็งอย่างประณีตที่สุด แต่หลังจากเราปล่อยลูกธนูออกไปแล้ว เราคุมอะไรไม่ได้อีก
เราไม่เกี่ยวอะไรกับลูกธนูอีกต่อไป มันจะเข้าเป้าหรือไม่เข้าเป้าไม่ใช่เรื่องที่เราต้องกังวลหรือกลุ้มใจ เพราะเราคุมมันไม่ได้อีกแล้ว ลมอาจตีมาทำให้ลูกศรไม่เข้าเป้า ทหารข้าศึกอาจเคลื่อนตัวทันใด ทำให้เรายิงไม่ถูก ดังนั้นเราไม่ควรผูกตัวเองกับผลลัพธ์ แต่ผูกได้กับความพยายามของเรา
โลกเรามีสองเรื่องเท่านั้นคือสิ่งที่เราคุมได้กับสิ่งที่เราคุมไม่ได้ สิ่งที่เราคุมได้คือความคิดของเรา ความต้องการของเรา สิ่งที่เราคุมไม่ได้คือร่างกาย ทรัพย์สิน ชื่อเสียง
เราอาจพยายามคุมร่างกาย ชื่อเสียง แต่มันไม่แน่นอน เราทำได้เพียงแค่พยายามได้เต็มที่ ส่วนผลลัพธ์อาจคุมไม่ได้
ในเรื่องสุขภาพ เราสามารถพยายามดูแลตัวเอง แต่มันมีปัจจัยอีกมากมายที่อาจทำให้สุขภาพเราเสื่อมลงและอายุสั้น เช่น เชื้อโรค สารเคมีที่เราได้รับมาจากโรงงานใกล้บ้าน ควันบุหรี่ที่เราได้รับจากคนรอบตัว ฯลฯ
เรื่องการสมัครงานก็เช่นกัน เราพยายามได้ เตรียม resume อย่างดี แต่ที่เหลือเราคุมไม่ได้ เราอาจไม่ได้งานเพราะผู้สัมภาษณ์หงุดหงิดในวันนั้น เนื่องจากเช้านั้นคนสัมภาษณ์ทะเลาะกับเมีย หรือโดนคนขับรถปาดหน้า ฯลฯ
การหาคนรักก็เช่นกัน เราคุมให้ใครมารักเราไมไ่ด้ แต่เราทำตัวเองให้น่ารักได้
ดังนั้นเราไม่ด่าใครโทษใครในเรื่องที่เราคุมไม่ได้
เอพิคทีตัสจึงกล่าวว่า “ทางเดียวของความสุขคือยุติความกังวลเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ซึ่งอยู่เหนืออำนาจและเจตจำนงของเรา”
จากหนังสือ หิน 15 ก้อนของ สตีฟ จ๊อบส์ หนังสือเกี่ยวปรัชญา วิธีการมองชีวิต เพื่อความสุขของเรา มีจำหน่ายในงานหนังสือ บูธ L-35 และเว็บไซต์ winbookclub.com (คลิกตรง "ซื้อหนังสือ")
หรือสั่งซื้อทาง Shopee คลิกลิงก์ตามนี้ (ชุด 3 เล่ม S10) ชีวิตที่ดี + หิน 15 ก้อนฯ + เป่ย (ปก 660.- เหลือ 590.- พร้อมลายเซ็นนักเขียน) https://shope.ee/LL9SCqyRl?share_channel_code=6
0- แชร์
- 355
-

วันนี้ไปซ่อมสุขภาพ น่าจะหลายวัน
จันทร์ 11 พฤษภาคม 2569
0 วันที่ผ่านมา -

เจ้าโจวเดินทางท่องแผ่นดิน จนกระทั่งในวัยแปดสิบจึงตั้งรกรากที่วัดเก่าแห่งหนึ่งชื่อ กวนยินเหยียน ทางตอนเหนือของจีน แล้วสอนธรรมไปอีกสี่สิบปี
สายทางแนวคิดของเจ้าโจวขาดตอนไปในภายหลังอันเป็นผลมาจากสงครามและการทำลายล้างวัดวาอารามในช่วงนั้น แต่วิธีคิดของท่านแทงทะลุใจ
เจ้าโจวกล่าวว่า "เซนก็คือจิตในทุก ๆ วันของเจ้านั่นเอง"
พระใหม่รูปหนึ่งกล่าวกับอาจารย์เจ้าโจวว่า "ท่านอาจารย์ อาตมาเพิ่งมาใหม่ในวัดนี้ โปรดสั่งสอนอาตมาด้วย"
เจ้าโจวถามศิษย์ใหม่ว่า "เจ้ากินข้าวต้มแล้วหรือยัง?"
"กินแล้ว"
"เช่นนั้นก็จงไปล้างชามเสีย"
ด้วยประโยคนี้ ศิษย์ใหม่ก็บรรลุธรรม
บทสนทนานี้กลายเป็นโกอานที่มีผู้พูดถึงมากที่สุดบทหนึ่ง แม้ฟังดูง่าย แต่ก็มีการตีความหลายอย่าง เช่น วิถีเซนก็คือวิถีชีวิตสามัญธรรมดา ไม่มีอะไรพิเศษ ผู้รู้บางท่านตีความว่า ปริศนาธรรมนี้ว่าด้วยการอยู่กับปัจจุบัน การกินข้าวต้มเป็นอดีตไปแล้ว ให้อยู่กับปัจจุบันคือการล้างชาม นั่นคือเวลาไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต มีแต่เวลาที่เป็นอยู่ในตอนนี้ เป็นการใช้ชีวิตทีละนาที ไม่ข้ามขั้น
............................
วินทร์ เลียววาริณ
10-5-26จาก มังกรเซน และ Mini Zen (เซนฉบับการ์ตูน)
มังกรเซน Shopee คลิก https://shope.ee/2VUCymbmSh?share_channel_code=6Mini Zen Shopee https://shopee.co.th/วินทร์-เลียววาริณ-ชุ
0 วันที่ผ่านมา -

ช่วงนี้มีข่าวเกี่ยวพะงัน ปาย เยอะ ก็คงรู้นะว่ากำลังพูดเรื่องอะไร ไม่อยากเอ่ยบางชื่อบางประเทศ เดี๋ยวถูกมิสเตอร์อัลกอรึธึมเพ่งเล็ง
สมัยผมเป็นเด็ก มีหนังฝรั่งเรื่องหนึ่งชื่อ Exodus มาฉายบ้านเรา เด็กๆ ไม่รู้หรอกว่าเป็นหนังอะไร แต่พระเอก พอล นิวแมน หล่อ นางเอกสวย เพลงไพเราะมาก เท่านี้ก็พอแล้ว
เพลงประกอบหนังชื่อ Theme of Exodus หรือ This land is mine ไพเราะ เด็กนักเรียนบางคนนำไปร้องในชั้นเรียนวิชาดนตรี
เนื้อเพลงท่อนเปิดคือ
This land is mine, God gave this land to me
This brave, this ancient land to me
And when the morning sun reveals her hills and plains
Then, I see a land where children can run freeExodus เป็นเรื่องเกี่ยวกับการสร้างรัฐใหม่อิสราเอล อาจเรียกว่าเป็นการ 'ให้การศึกษา' คนดูทั่วโลกให้รู้จักรัฐใหม่นี้ โดยใช้ภาพยนตร์เป็นหัวหอก
หลายปีต่อมา พอล นิวแมน ให้สัมภาษณ์ว่าเขาเสียใจที่เล่นหนังเรื่องนี้
ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองพวกยิวถูกนาซีฆ่า ชาวยิวสองหมื่นคนหนีไปลี้ภัยที่เซี่ยงไฮ้ เพราะทางการจีนอนุญาตคนหนีร้อนมาพึ่งเย็น พื้นที่ที่พวกลี้ภัยอยู่เรียกว่า The Shanghai Ghetto
เมืองไทยก็เช่นกัน คนไทยไม่ใช่คนไร้เมตตา ใครตกทุกข์ได้ยาก ก็มาพึ่งพระบรมโพธิสมภารเสมอ
แต่ถ้ามายุ่งวุ่นวาย ป่วน คิดว่าเมืองไทยเป็นของตาย จะทำอะไรก็ได้ หรือเอ่ยประโยค "This land is mine" คนไทยส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยสบายใจ
โดยเฉพาะทัศนคติคนอิษราเอร 82 เปอร์เซ็นต์เห็นด้วยกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ปาเลสไตน์ และเห็นด้วยกับการก่อสงครามอิหร่าน ฆ่าเด็กไม่กี่ขวบ เพื่อจะขยายดินแดนโดยอ้างพระคัมภีร์ว่าเป็น 'แผ่นดินพันธสัญญา' บอกตรงๆ เราไม่อยากต้อนรับคนไร้หัวใจแบบนี้ ไม่ว่าจะมีเงินมากแค่ไหน
เมืองไทยกับนโยบายฟรีวีซ่าเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวสายพันธุ์กเฬวรากมารวมกันที่นี่ คนไทยกลุ่มหนึ่งต้องการแต่เงิน หลับตาไม่มองภาพรวม
ผมไม่ได้กลัวคนพวกนี้มายึดบ้านเราหรอก ผมกลัวคนไทยสายพันธุ์โลภมากกว่า
ถ้าไม่ระวัง วันหนึ่งเราคงได้ดูหนังเรื่อง แผ่นดินพะงันธสัญญา
เพลงประกอบเริ่มต้นว่า "Thailand is mine, Thais gave this land to me"
วินทร์ เลียววาริณ
8-5-260 วันที่ผ่านมา -

ในบันทึกเรื่อง 'ชีวิตที่ดี' ผมเล่าประสบการณ์ในวัยเด็กเมื่อ 60-70 ปีอย่างละเอียด ผู้อ่านบางท่านบอกว่าความจำผมดีเลิศ
อย่าเพิ่งชมครับ เพราะความจำผมไม่ได้ดีเลิศอะไร ผมแค่บันทึกไว้ดีเท่านั้น
ผมเก็บสมุดพกทุกเล่มไว้ครบครัน ยังอยู่ในสภาพดี ข้อมูลในนั้นบอกว่าแต่ละปีครูประจำชั้นชื่ออะไร แต่ละเทอมผมเรียนอะไร ได้คะแนนเท่าไร ครูชมหรือตำหนิอะไรบ้าง
ในเวลาต่อมา ผมบันทึกทุกอย่างไว้ในไดอารี บอกหมดว่าวันนี้ดูหนังเรื่องอะไร ที่โรงไหน รอบกี่โมง ไปดูกับหญิงสาวคนไหน เป็นหลักฐานมัดตัวที่เผลอบันทึกไว้
เหล่านี้เป็นบันทึกที่ผมใช้อิงตอนเขียนเรื่อง 'ชีวิตที่ดี' ด้วยความมั่นใจเต็มร้อย
ไดอารีมีประโยชน์มาก มันดีกว่าความทรงจำของคนเสียอีก เพราะบันทึกวันต่อวัน
ผมหยุดเขียนไดอารีมานานแล้ว เพราะดำเนินชีวิตเป็นเส้นตรง ข้อความแต่ละวันเริ่มซ้ำซาก
แต่ตอนนี้กำลังคิดจะเริ่มใหม่ ไม่ใช่เพราะอยากบันทึกชีวิตwว้เขียนประวัติอีก แต่เพราะความจำแย่มาก คิดจะเขียนไดอารีเพื่อทบทวนความจำที่กำลังย่ำแย่ จะได้รู้ว่าเดือนก่อนป่วยเป็นอะไร กินยาอะไร แพ้ยาอะไร จะได้บอกหมอถูก หรือใครยืมเงินเราเท่าไร เป็นต้น
สำหรับคนทั่วไป การจดไดอารีเป็นกิจกรรมที่ดีต่อสมองและใจ
ดีต่อสมองคือได้ฝึกสมองให้คิดว่าทำอะไรมาในวันนั้น
ดีต่อใจคือ ช่วยทำให้มองภาพรวมของวันที่ผ่านมา และเข้าใจทุกอย่างชัดขึ้น จะปลงอะไร ก็ปลงก่อนเข้านอน จะด่าใครก็ด่าในไดอารี แล้วเข้านอนอย่างสบายใจ
วินทร์ เลียววาริณ
7-5-261 วันที่ผ่านมา -

พ่อผมยึดรากเหง้าของความเป็นจีนอย่างสูง แม้มีลูกสิบคน แต่ก็เจียดเงินให้ลูกทุกคนเรียนภาษาจีน ค่าเล่าเรียนเดือนละ 25 บาท เป็นภาระที่เพิ่มขึ้นมา ราคาของรากเหง้าและวัฒนธรรมไม่ถูก
ผมจำชื่อครูสอนภาษาจีนไม่ได้แล้ว เป็นหญิงจีนวัยราว 40-50 อาศัยอยู่ในห้องแถวไม้แห่งหนึ่ง ไม่ใกล้บ้านผม แต่ก็ไม่ไกลเกินเดินเท้า
ทุกเย็นผมเดินไปเรียนภาษาจีน บางครั้งก็เดินไปเรียนพร้อมกับเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเป็นเด็กข้างบ้าน ผมสะท้อนฉากชีวิตจริงนี้ในเรื่องสั้น เช็งเม้ง
“ทุกเย็นผมกับฮกเดินไปเรียนภาษาจีนพร้อมกัน เรามักแวะที่สวนมะละกอกลางทาง เล่นฟันดาบโดยใช้ก้านใบมะละกอ เมื่อเด็ดใบออกก็ได้อาวุธประจำตัว เป็นกระบี่จอมยุทธ์ สมมุติตัวเองเป็นมือกระบี่อย่างที่เราเห็นในภาพยนตร์จีน”
หลักสูตร Chinese 101 หรือที่ถูกน่าจะเป็น Chinese Torture 101 เริ่มด้วยหนังสือจีนมาตรฐาน บทที่ 1 คือ “ม่ามา ม่ามาไหล ไหลไหลไหล ม่ามาไคว่ไหล ไคว่ไหลคั่นตี้ตี้” ฯลฯ
ต่อมาก็ขึ้นเล่ม 2 3 4 ไล่ไปเรื่อย ความสนุกเริ่มลดลงตามลำดับ การเรียนภาษาจีนกลายเป็นการฝึกความอดทน
หลักสูตรภาษาจีนนี้มีทั้งคัดลายมือ อ่านออกเสียง แต่ที่ผมเกลียดที่สุดคือ dictation (เขียนตามคำบอก)
ความจริงมันก็ไม่ใช่ dictation เป๊ะ แต่เป็นการท่องจำและเขียนจากเนื้อความที่ครูกำหนดให้ท่องมา โดยให้คว่ำหนังสือไว้ ห้ามแอบดู
แล้วใครเล่าจะแอบดูหนังสือตอนครูมองอยู่ล่ะ?
ครูมีนักเรียนหลายคน เมื่อครูเผลอ เราก็แอบเปิดหนังสือมาดู แล้วเขียนตาม
ก็ขึ้นชั้นใหม่มาได้เรื่อย ๆ ความยากเพิ่มขึ้น
ผมเกลียดการเรียนพิเศษภาษาจีน แต่มันเป็นภาคบังคับของชีวิตลูกจีนในเมืองไทย หากใช้ภาษาของท่านโก้วเล้งคือ “คนในยุทธจักรไม่เป็นตัวของตัวเอง” (人在江湖,身不由己.)
แล้วสวรรค์ก็โปรด ภาษานิยายจีนกำลังภายในคือ ‘วาสนาในคราเคราะห์’
ผลสอบอันดับที่ 25 ทำให้พ่อสั่งให้ผมเลิกเรียนภาษาจีน เรียนพิเศษเฉพาะภาษาอังกฤษ
..................
ตรงกันข้ามกับ Chinese 101 ผมชอบเรียนพิเศษภาษาอังกฤษมาก
พ่อรู้ว่าภาษาอังกฤษจำเป็นอย่างยิ่งในอนาคต จึงเจียดเงินให้เรียน
ครูสอนภาษาอังกฤษเป็นคนจีน ชื่อครูซิ้วหมิ่น ภาษาอังกฤษของแกเป็นที่เลื่องลือในหาดใหญ่ แกเปิดบ้านสอนภาษาอังกฤษอย่างเดียว มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย
ครูซิ้วหมิ่นไม่สอนตัวต่อตัว แต่สอนเป็นชั้น ในตอนหัวค่ำมีนักเรียนจำนวนมากไปเรียน
ตำราที่ครูสอนคือ Oxford Progressive English for Adult Learners ของ A.S. Hornby ก็เรียนไปหลายเล่ม ผมพัฒนาภาษาอังกฤษจากครูซิ้วหมิ่นมาก หลายปีต่อมาเมื่อผมไปเรียนต่อชั้น ม.ศ. 4 ที่กรุงเทพฯ ก็พบว่าหลักสูตรชั้นเตรียมอุดมศึกษาสอนหนังสือเล่มเดียวกัน แต่ผมเรียนจบมานานแล้ว แปลว่าครูซิ้วหมิ่นสอนเด็กต่างจังหวัดด้วยตำราของนักเรียนชั้นมัธยมปลายในกรุงเทพฯ
ศิษย์ขอคารวะท่านอาจารย์ย้อนหลัง!
ภาษาอังกฤษของผมอยู่ในเกณฑ์ดีมาตั้งแต่เด็ก ทุกอาทิตย์ผมซื้อหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนมาอ่าน ชื่อ Student Weekly (ชื่อเดิม Kaleidoscope) ของ Bangkok Post คอลัมน์ที่ผมชอบคือเกม crossword ผมพัฒนาเรื่องคำศัพท์จากการเล่นปริศนาอักษรไขว้มากทีเดียว เพราะมันบังคับให้ผมเปิดหาคำจากพจนานุกรม
สำหรับชะตากรรมภาษาจีนของผมนั้นสะดุดไปหลายปี มันเป็น ‘unfinished business’ อย่างหนึ่ง จนกระทั่งเมื่อเรียนมหาวิทยาลัยชั้นปี 2 ผมติดนิยายจีนกำลังภายในอย่างหนัก จนเกิดความอยากอ่านนิยายต้นฉบับภาษาจีน
วันหนึ่งผมก็ไปเยาวราช ซื้อพจนานุกรมจีนไทยฉบับ จักร วรศีล มาหนึ่งเล่ม กับหนังสือเรื่อง 三少爺的劍 (ซาเสียวเอี้ย) ของโก้วเล้งสองเล่ม แล้วเริ่มต้นเรียนภาษาจีนใหม่ด้วยตัวเอง
บางครั้งคนในยุทธจักรก็เป็นตัวของตัวเอง
วินทร์ เลียววาริณ
8-5-26..........................
บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต
เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น
สั่งได้จากเว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี
1 วันที่ผ่านมา
