-
วินทร์ เลียววาริณ2 ปีที่ผ่านมา
- ตั้งไข่ประชาธิปไตย ตอน ๒ -
ราตรีรอยต่อระหว่างวันที่ ๒๓ กับ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เรือปืนหลายลำแล่นออกจากอู่เรือไปตามแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างเงียบเชียบ เมื่อฟ้าสาง ปืนบนเรือก็เล็งไปยังจุดสำคัญต่าง ๆ รวมทั้งวังบางขุนพรหม ที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต
รุ่งสางหลวงสินธุสงครามชัย (สินธุ์ กมลนาวิน) นำทหารเรือห้าร้อยคนติดอาวุธ เข้ายึดพระที่นั่งอนันตสมาคม เป็นกำลังหน่วยแรกที่มาถึง
ทหารเรือปิดถนนราชดำเนินด้านที่เชื่อมกับลานพระบรมรูปทรงม้า วางกระสอบทรายเป็นบังเกอร์ ล้อมพระที่นั่งอนันตสมาคม
แล้วรอทหารบก
เวลาผ่านไป ทหารบกก็ยังไม่มา
หลวงสินธุสงครามชัยนึกหวาดในใจว่า หากทหารบกไม่มาตามนัด โทษประหารก็รออยู่ข้างหน้า
แต่มาถึงจุดนี้แล้ว พวกเขาไม่มีทางเลือก ต้องรอ
พวกเขาเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งบนกระดานชิงอำนาจแห่งวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕
.........................
เช้าวันที่ ๒๔ มิถุนายน ผู้ก่อการฝ่ายทหารบกนัดหมายพบกันที่ริมทางรถไฟถนนประดิพัทธ์ เวลาตีห้า บรรดาแกนนำตื่นตั้งแต่ตีสี่
ก่อนออกจากบ้าน พระยาพหลพลพยุหเสนาสั่งเสียกับภรรยาว่า ถ้าทำการไม่สำเร็จและต้องโทษจำคุกหรือถูกประหารชีวิต ก็ขอให้เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี และเป็นพยานว่า ทำการครั้งนี้มิได้หวังโค่นล้มราชวงศ์แต่อย่างใด
พระยาทรงสุรเดชกินข้าวผัดที่เหลือจากเมื่อเย็นวาน แล้วออกจากบ้านไปกับ ร.อ. หลวงทัศนัยนิยมที่มารับ แจ้งภรรยาว่า “ไปดูการสวนสนามที่หน้าพระลาน”
ส่วนพระประศาสน์พิทยายุทธเขียนหนังสือลาถึงภรรยา ฝากดูแลลูกหากทำการไม่สำเร็จ แล้วขับรถไปรับพระยาพหลฯที่บางซื่อ แล้วตรงไปที่จุดนัดพบเวลาตีห้า
เมื่อทุกคนมาครบ ก็ตรงไปที่กรมทหารม้าที่ ๑ รักษาพระองค์ สี่แยกเกียกกาย อันเป็นสถานที่เก็บยานยนต์หุ้มเกราะ
เมื่อไปถึงกรมทหารม้า พระยาทรงสุรเดชเรียกผู้บังคับการมาพบ พูดเสียงดุ ๆ ว่า “เวลานี้เกิดกบฏกลางเมืองขึ้นแล้ว คนจีนในพระนครกำลังลุกฮือ มัวแต่หลับนอนอยู่ได้ เอารถเกราะรถรบ เอาทหารออกไปช่วยเดี๋ยวนี้”
พลันเสียงแตรก็กังวานทั่วค่าย ทหารทั้งหมดถูกปลุกตื่นขึ้น
“เตรียมตัวออกปฏิบัติการเดี๋ยวนี้”
พระยาพหลฯให้ทหารตัดโซ่กุญแจคลังกระสุน แล้วลำเลียงกระสุนออกมาขึ้นรถ
พระประศาสน์ฯพร้อม ร.อ.หลวงทัศนัยฯ สั่งให้ทหารขับรถถังและรถเกราะออกมา
ปฏิบัติการยึดกรมทหารม้าที่ ๑ รักษาพระองค์สำเร็จตามแผนทุกประการ
ผู้ก่อการสั่งเคลื่อนยานยนต์หุ้มเกราะ รถถัง รถขนกระสุนและปืนกลเบา ๑๕ คัน มุ่งหน้าไปยังพระที่นั่งอนันตสมาคม ส่วนทหารที่เหลือไปขึ้นรถบรรทุกของกรมทหารปืนใหญ่ที่พระยาฤทธิฯส่งมารับ เคลื่อนขบวนไปลานพระบรมรูปทรงม้าพร้อมกับทหารจากกรมทหารราบที่ ๑ และทหารจากกองพันทหารช่าง
ทหารจากหน่วยต่าง ๆ ปรากฏตัวที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ทั้งทหารบก ทหารเรือ นักเรียนนายร้อย ทั้งที่มาจริงตามแผนและที่ถูกลวงมารวมประมาณสองพันคน
รถถังและรถเกราะจอดเรียงปิดล้อมรอบพระบรมรูปทรงม้า ปิดถนนที่มาจากถนนศรีอยุธยา วัดเบญจมบพิตร วังปารุสกวัน
ผบ.สั่งให้ทหารต่างหน่วยคละกันเพื่อป้องกันไม่ให้นายทหารระดับหัวหน้าสามารถสั่งการลูกน้องตัวเองได้
คณะราษฎรมิได้ใช้ทหารรักษาวังและทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ราบที่ ๑ ทหารสองหน่วยนี้ถูกปลดอาวุธในตอนเช้า รวมทั้งกองบินทหารบกทุกกอง
กำลังคณะราษฎรเข้ายึดและควบคุมสถานที่สำคัญของราชการในกรุงเทพฯไว้ทั้งหมด ตั้งแต่พระบรมมหาราชวัง วังสวนสุนันทา สถานีวิทยุที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข กรมรถไฟหลวง กรมช่างแสง กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ สถานีรถไฟหัวลำโพง กรมอากาศยาน
พระยาพหลฯในเครื่องแบบทหารปืนใหญ่รักษาพระองค์ คาดปืนพกคอลท์ที่เอว ยืนบนรถหุ้มเกราะคันหนึ่ง อ่านประกาศคณะราษฎร ท่ามกลางประชาชนเฝ้าดูอย่างเนืองแน่น
หัวหน้าคณะราษฎรฝ่ายทหารประกาศว่า ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ถึงกาลสิ้นสุด และเป็นจุดเริ่มต้นของรัฐอันมีรัฐธรรมนูญ ยึดอำนาจพระมหากษัตริย์สู่มือราษฎร
ผู้ก่อการร้องไชโย เหล่าทหารก็ร้องไชโยตาม
หนังสือ สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น ของ ม.จ. พูนพิศมัย ดิศกุล เล่าว่า เมื่อพระยาพหลฯอ่านประกาศจบแล้ว ก็มีทหารชักปืนพกชี้ทหารผู้บังคับบัญชาทีละคนว่า “จะเข้าร่วมหรือไม่?” ทุกคนก็ยกมือยอมเข้าร่วม
ทหารมหาดเล็กคนหนึ่งชื่อ ร.ต. พุฒ หนีออกจากที่ชุมนุม ไปรายงานเหตุการณ์ให้ผู้บังคับการคือ พ.อ. พระยาสุรเดชรณชิต (ชิต ยุวนะเตมีย์) เพื่อนพระยาพหลฯซึ่งเรียนที่เยอรมนีด้วยกัน พระยาสุรเดชรณชิตก็ทำการใด ๆ ไม่ได้ เพราะรู้ช้าไป
ต่อมาพระยาพหลฯมาเกลี้ยกล่อมพระยาสุรเดชรณชิต พระยาสุรเดชฯก็ถอดหมวกทหารออกฟาด ตอบว่า “อ้ายพจน์ กูเป็นทหารของพระจุลจอมเกล้าฯ กูไม่เสียสาบาน...”
พระยาสุรเดชรณชิตถูกจับขังและปลดจากราชการทหาร และเสียชีวิตในเวลาไม่นานต่อมา ส่วน ร.ต. พุฒถูกยิงตายคาบ้าน
ในเวลาเดียวกัน หน่วยจู่โจมหลายหน่วยไปจับตัวประกันสำคัญตามที่ต่าง ๆ หน่วยหนึ่งไปจับพระยาสีหราชเดโชชัย เสนาธิการทหารบก
“เราต้องระวัง เพราะเขาพกปืนติดตัวตลอดเวลา”
หน่วยจู่โจมเข้าไปในบ้านของพระยาสีหราชเดโชชัย กล่าวกับคนในบ้านว่า “ขอเชิญพระยาสีหราชฯไปที่กองบัญชาการ”
“ท่านกำลังอาบน้ำอยู่”
ทหารที่ไปจับตัวก็ตรงไปที่ห้องน้ำ เพราะเป็นเวลาที่เจ้าของบ้านไม่พกปืน เมื่อออกจากห้องน้ำ ก็ถูกจับตัวโดยละม่อม
การจับกุมตัวประกันทั้งเจ้านายและนายทหารชั้นผู้ใหญ่เป็นไปโดยไม่มีอุปสรรค แต่งานใหญ่ที่สุดและเสี่ยงที่สุดคือการจับตัวกรมพระนครสวรรค์วรพินิต
.........................
ขณะที่การชุมนุมที่หน้าพระลานดำเนินไป รถเกราะกับรถบรรทุกทหารนำโดยพระประศาสน์พิทยายุทธ (วัน ชูถิ่น) พร้อม ร.ท. ประยูร ภมรมนตรี และนักเรียนนายร้อยห้าสิบคน ก็ไปถึงวังบางขุนพรหม ที่ประทับของกรมพระนครสวรรค์วรพินิต
“ด้านหน้าวังมีทหารหมวดหนึ่งรักษาการณ์อยู่ ถ้าบุกเข้าไปตรง ๆ จะเกิดการยิงกันแน่”
พระประศาสน์พิทยายุทธว่า “ไปตามสารวัตรสถานีตำรวจบางขุนพรหมมานำทาง ทหารยามวังคุ้นหน้าสารวัตร คงยอมเปิดประตูให้เข้าไป”
สารวัตรยศร้อยตำรวจโทจึงนั่งรถเกราะเข้าไปด้วยกัน เมื่อถึงประตูวัง ตำรวจวังที่รักษาการณ์อยู่เห็นสารวัตร ก็เปิดประตูให้
เมื่อเข้าไปในเขตวังแล้ว ฝ่ายก่อการก็เคลื่อนกำลังไปที่ตำหนักใหญ่ พระยาอาษาพลนิกรที่ยืนอยู่หน้าตำหนักเห็นรถเกราะเข้ามา ก็ยิงปืนสวนไป ทหารรถเกราะยิงขู่ พระยาอาษาพลนิกรก็วิ่งหลบไป
พระประศาสน์ฯกล่าว “พวกนั้นรู้ว่าเรามา”
ว่าแล้วสั่งให้ทหารเตรียมสู้ และให้ตำรวจคนหนึ่งขึ้นไปกราบทูลกรมพระนครสวรรค์ฯว่าขอเข้าเฝ้า
เมื่อไม่มีใครออกมา พระประศาสน์ฯจึงสั่งให้ทหารบุกเข้าไปด้านหลัง ถึงเรือนริมแม่น้ำ ที่นั่นกรมพระนครสวรรค์ฯในชุดกุยเฮงกำลังเสด็จลงเรืออธิบดีกรมตำรวจ พระยาอธิกรณ์ประกาศ (หลุย จาติกวณิช) พร้อมกำลังตำรวจราวหนึ่งร้อยนายถวายการอารักขา
ทว่าเรือของกรมพระนครสวรรค์ฯออกไปไม่ได้ เพราะเรือรบของทหารเรือคณะราษฎรขวางอยู่ ทั้งสองฝ่ายคุมเชิงกัน ไม่ว่าใครยิงก่อน ก็นองเลือดเมื่อนั้น
คำสั่งของผู้ก่อการชัดเจน อย่าให้เกิดเลือดตกยางออก
พระประศาสน์พิทยายุทธเดินเข้าไปหากรมพระนครสวรรค์ฯ พระองค์ตรัสว่า “ตาวัน แกก็เป็นกบฏกับเขาด้วยรึ”
ทันใดนั้นพระยาอธิกรณ์ฯก็ชักปืนคอลท์ ๙ มม. ขึ้นมาจะยิงพระประศาสน์พิทยายุทธ ร.อ. หลวงนิเทศกลกิจและทหารคนอื่นเห็นเข้า จึงตรงเข้าไปปลดอาวุธ
พระประศาสน์พิทยายุทธทูลเชิญออกไปที่พระที่นั่งอนันตสมาคม พระองค์ไม่ทรงยอมเพราะไม่รู้ว่าคณะราษฎรจะดำเนินการตามรอยพวกบอลเชวิกครั้งยึดอำนาจในรัสเซียและสังหารพระเจ้าซาร์ และจะปลงพระชนม์พระองค์หรือไม่
ในที่สุดพระองค์ก็ทรงยินยอมให้คณะผู้ก่อการควบคุมพระองค์ เสด็จไปยังพระที่นั่งอนันตสมาคม แต่เนื่องจากกรมพระนครสวรรค์วรพินิตทรงชุดบรรทมอยู่ ตรัสว่า “ตกลง แต่ขอฉันเปลี่ยนชุดก่อน”
ผู้ก่อการปฏิเสธ
กรมพระนครสวรรค์ฯก็ทรงถูกคุมพระองค์ไป ทั้งที่ยังทรงชุดบรรทมอยู่
ความจริงกรมพระนครสวรรค์ฯทรงได้รับรายงานการก่อรัฐประหารจากอธิบดีกรมตำรวจ พระยาอธิกรณ์ประกาศ ในช่วงเย็นของวันที่ ๒๓ มิถุนายน อธิบดีกรมตำรวจทูลถวายรายชื่อของบุคคลต่าง ๆ ในคณะราษฎร ที่คิดก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ไม่ทรงเชื่อ เนื่องจากทรงคุ้นเคยกับบุคคลเหล่านั้นในรายชื่อเหล่านั้นดี หลายคนในรายชื่อนั้น ทรงชุบเลี้ยงมาตั้งแต่ยังเด็ก
อธิบดีกรมตำรวจทูลเสนอให้จับกุมกลุ่มผู้ก่อการในทันที แต่พระองค์ทรงขอตัดสินพระทัยในวันรุ่งขึ้น
ช้าเกินไป
ผู้ก่อการไปทูลเชิญกรมพระนครสวรรค์ฯจากวัง ขึ้นรถถังไปส่งที่พระที่นั่งอนันต์ฯ
เมื่อเสด็จไปถึงพระที่นั่งอนันตสมาคม พบว่ามันกลายเป็นกองบัญชาการของคณะราษฎร ทหารเต็มไปหมด สะพายปืนกลมือยืนเรียงราย
ร.ท. ประยูรกราบทูลเชิญกรมพระนครสวรรค์ฯเสด็จลงจากรถถัง ทรงถาม “จะเอาฉันไปไหน? อย่าเล่นสกปรกนะ”
“จะไม่มีอันตรายใด ๆ พ่ะย่ะค่ะ”
เสด็จในกรมพระนครสวรรค์ฯตรัสกับ ร.ท. ประยูร ภมรมนตรี “ตาประยูร แกเอากับเขาจริง ๆ พระยาอธิกรณ์ฯบอก ฉันไม่เชื่อ ฉันตั้งชื่อและทำขวัญให้แกเมื่อเกิด ฉันเลี้ยงแกมาตั้งแต่เด็ก โกรธฉันที่ไม่ไปเผาศพพ่อแกใช่ไหม?”
ร.ท. ประยูรว่า “ถ้าบิดาข้าพระพุทธเจ้าสามารถทราบได้ คงจะเศร้าใจมากพ่ะย่ะค่ะ”
รับสั่งถาม “ใครเป็นหัวหน้า? พระองค์เจ้าบวรเดชใช่ไหม?”
ร.ท. ประยูรทูลตอบว่า “ไม่ใช่พ่ะย่ะค่ะ”
“แล้วใครเล่า?”
“ยังกราบทูลไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ”
“ตาประยูร แกเป็นกบฏ โทษถึงต้องประหารชีวิต”
ทหารหนุ่มทูลว่า “ข้าพระพุทธเจ้าไม่ได้เป็นกบฏ ไม่ได้ล้มพระราชบัลลังก์ ถ้าข้าพระพุทธเจ้าทำการสำเร็จ ใต้ฝ่าพระบาทไม่มีอันตรายแต่ประการใดพ่ะย่ะค่ะ”
มีรับสั่งถาม “พวกแกที่ยึดอำนาจนี้ต้องการอะไร? มีความประสงค์อะไร? ต้องการปาลีเมนต์ มีคอนสติติวชั่นใช่ไหม?”
“ใช่พ่ะย่ะค่ะ”
ทรงนิ่งชั่วครู่ รับสั่งว่า “แล้วมันจะดีกว่าที่เป็นอยู่เวลานี้หรือ ตาประยูร?”
ร.ท. ประยูรทูลว่า “อารยประเทศทั่วโลกก็มีปาลีเมนต์กันทั่วไป ยกเว้นอาบิสซีเนียพ่ะย่ะค่ะ”
“แกอายุเท่าไร?”
“๓๒ พ่ะย่ะค่ะ”
“เด็กเมื่อวานซืนนี้เอง นี่แกรู้จักคนไทยดีแล้วหรือ แกจะต้องเจอปัญหาเรื่องคน พระราชวงศ์จักรีครองเมืองมาร้อยห้าสิบปีแล้ว รู้ดีว่าคนไทยนี่ปกครองกันได้อย่างไร อ้ายคณะของแกจะเข็นครกขึ้นเขาไหวรึ?”
ทหารหนุ่มทูลว่า “ก็ทรงปกครองให้ประชาชนงมงายกันตลอดมานับร้อยนับพันปี จะมาเอาดีหวังการยึดอำนาจการปกครองในวันนี้ให้ลงรูปลงรอยราบรื่นไปทีเดียว คงเป็นไปไม่ได้ คงจะต้องยึดอำนาจกันต่อไปอีกหลายยก เรื่องคอนสติติวชั่นและสภาปาลีเมนต์มันก็เริ่มกันสักวันหนึ่ง ถ้าไม่นับหนึ่งก็ไปนับสิบไม่ได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับการดำเนินงานวันนี้ ยังไม่มีผู้ใดเสียชีวิตพ่ะย่ะค่ะ”
“แกเรียนอะไรมา?”
“เรียนรัฐศาสตร์จากปารีสพ่ะย่ะค่ะ”
“อ้อ! มีความรู้มาก แกรู้จักโรเบสเปียร์ ดันตอง เพื่อนน้ำสบถฝรั่งเศสดีแน่ ในที่สุดมันผลัดกันเอากิโยตีนเฉือนคอกันทีละคน จำได้ไหม? ฉันสงสาร ฉันเลี้ยงแกมา นี่แกเป็นกบฏ รอดจากอาญาแผ่นดิน ไม่ถูกตัดหัว แต่จะต้องถูกพวกเดียวกันฆ่าตาย แกจำไว้”
ร.ท. ประยูร ภมรมนตรี ทูลเชิญพระองค์เสด็จเข้าไปภายในอาคาร พระยาพหลพลพยุหเสนามารอรับกรมพระนครสวรรค์วรพินิต
เมื่อพระยาสีหราชเดโชชัย เสนาธิการทหารบก เห็นพระยาพหลฯ ก็ตรงเข้าไปหมายชกหัวหน้าคณะราษฎร แต่ถูกกันตัวออกมา
กรมพระนครสวรรค์วรพินิตตรัสว่า “ฉันอยากให้พวกแกลองปกครองบ้านเมืองดูบ้าง เพราะได้เล่าเรียนกันมามากแล้ว”
.........................
ตลอดวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ เหล่าทหารและพลเรือนช่วยกันกระจายข่าวการเปลี่ยนแปลงการปกครองไปทั่วเมือง อ่านประกาศแถลงการณ์คณะราษฎรให้ประชาชนฟังตลอดทั้งวัน ท่ามกลางประชาชนที่มาฟังอย่างเนืองแน่น
ขณะที่กำลังฝ่ายทหารปฏิบัติการ คณะราษฎรฝ่ายพลเรือนก็ขึ้นรถยนต์ แจกจ่ายใบปลิวแถลงการณ์คณะราษฎรซึ่ง ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้เขียน และเริ่มกระจายเสียงทางวิทยุ ประกาศการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง และวิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำที่รุนแรง
สมาชิกคณะราษฎรสายพลเรือนแจกจ่ายแถลงการณ์ประกาศคณะราษฎร คำสั่งที่ได้รับมาคือหากทำการไม่สำเร็จ ให้ทำลายใบปลิวที่เหลือโดยทิ้งลงแม่น้ำ
วันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ ผ่านไปโดยไม่เกิดการเสียเลือดเนื้อท้องฟ้าแจ่มใส ชีวิตของราษฎรดำเนินไปตามปกติ การค้าขายในตลาดมิได้รับความกระทบกระเทือนแต่อย่างไร แม้ว่าจะมีประชาชนไปมุงดูเหตุการณ์ที่ลานพระบรมรูปทรงม้าอย่างเนืองแน่น แต่ไม่มีเหตุร้ายในหัวเมือง ไม่มีการต่อต้าน ไม่มีใครตกใจ เสมือนหนึ่งไม่มีความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ราษฎรยอมรับเหตุการณ์ในวันนั้นด้วยดี
มันดูเหมือนเป็นวันธรรมดาวันหนึ่ง
(ยังมีต่อ)
(ย่อความจาก ตั้งไข่ประชาธิปไตย หนังสือประวัติศาสตร์ที่เราลืม)
0- แชร์
- 308
-

เล่าเรื่องชีวิตหาดใหญ่วัยเด็กต่อ
ย้อนรอยว่า อะไรทำให้โตขึ้นชอบเขียนหนังสือ
ความจริงผมชอบขีด ๆ เขียน ๆ มาตั้งแต่เด็ก ผมชอบจดข้อความต่าง ๆ ที่อ่านมาและรู้สึกกินใจ รวมทั้งความรู้ต่าง ๆ เกร็ดต่าง ๆ แต่ไม่ได้บันทึกชีวิตส่วนตัวใด ๆ
ผมเริ่มเขียนอนุทินบันทึกชีวิตตัวเองครั้งแรกในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2515 เป็นไดอารีปกแข็งสวยงาม จำไม่ได้ว่ามีคนมอบให้หรือซื้อเอง หน้าแรก ๆ ของไดอารีเป็นรายละเอียดจังหวัดต่าง ๆ ในเมืองไทย แบ่งหน้าละหนึ่งวัน ตีเส้นบรรทัดเรียบร้อย มีรายละเอียดวันทั้งพุทธศักราช คริสต์ศักราช จุลศักราช ไปจนถึง ร.ศ. จันทรคติ ฯลฯ อาจเพราะสวยงามและน่าใช้อย่างยิ่ง ผมจึงเริ่มเขียนไดอารีในวันแรกของปีนั้น
ข้อความว่า “วันนี้ตอนเช้าได้ขี่จักรยานไปยังสำนักงานเทศบาลเมืองหาดใหญ่ ซึ่งที่นั่นมีการจัดให้ประชาชนไปตักบาตร การตักบาตรวันปีใหม่นี้ เขาจัดเป็นประจำทุก ๆ ปี วันนี้มีคนไปตั้งเยอะแยะ พอจอดจักรยานไว้ข้างนอกแล้ว ก็เดินไปเที่ยวดู มีที่สำหรับวางของซึ่งประชาชนให้สำหรับวัดต่าง ๆ ของกินดูเต็มไปหมด เห็นพระสงฆ์เดินมาหลายรูป ข้างนอกมีตำรวจ 2-3 คนเฝ้าดูอยู่ที่ถนน เดินเล่นครู่หนึ่ง ก็ขี่จักรยานกลับบ้าน เห็นคนมาขายลูกโป่งเต็มไปหมด ใช้เวลาหลังจากนั้นทำการบ้านที่เหลืออยู่เกือบตลอดวัน พอตกกลางคืนถึง 7.00 น. ก็ไปดูภาพยนต์*กับน้องสมบูรณ์และเสถียร เรื่อง คนสองหัว ภาษาอังกฤษว่า The Incredible 2 Headed Transplant ฉายที่โรงภาพยนต์เฉลิมไทย หาดใหญ่ เสียเงินไปคนละ 6 บาท กลับมาบ้านก็ราว ๆ 9.00 น. หลังจากนั้นครู่หนึ่งก็เข้านอน”
(* ต้นฉบับสะกดผิดอย่างนี้)
ทั้งปีเขียนอยู่ได้แค่สามวัน ก็เลิก เพราะไม่มีอะไรจะเขียน ชีวิตเรียบเป็นเส้นตรง เช้าไปโรงเรียน บ่ายกลับมาทำการบ้าน ทวนวิชา แล้วนอน ไม่เคยไปเที่ยวที่ไหน ไม่มีโทรทัศน์ดู
ไดอารีเล่มนั้นจึงเหมือนจักรวาล คือเป็นที่ว่างเป็นส่วนใหญ่! ใช้เป็นสมุดจดข้อความ สารคดี คำคมต่าง ๆ แทน ตอนนั้นอ่านเจออะไรก็จดไว้ แต่แล้วก็หยุดบันทึกไปหลายปี จนกระทั่งวันที่ 1 ธันวาคม 2519 เกิดเรื่องประหลาด ไม่รู้วิญญาณอะไรเข้าสิง อยู่ดี ๆ ก็หยิบปากกาขึ้นมาเขียนไดอารี คราวนี้เขียนอย่างจริงจัง และเขียนต่อเนื่องไปอีกหลายปีจนไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ ก็เขียนมาตลอดจนถึงสิ้นปี 2528 ก็หยุดเขียนไดอารี เข้าสู่โหมดเขียนงานวรรณกรรมเต็มตัว
การเขียนอนุทินประจำวันเป็นเรื่องดี ช่วยหลายอย่าง เรื่องทบทวนความจำ แต่ที่สำคัญกว่าอาจเป็นการได้วิเคราะห์ชีวิตในแต่ละวันว่าทำอะไร ถูกผิดอย่างไร และเป็นการตกผลึกตอนจบวัน สรุปรวบยอดว่าวันนั้นเป็นอย่างไร
การบันทึกอนุทินมีข้อดีสองข้อ ข้อหนึ่งคือฝึกความจำ ข้อสองคือศึกษาชีวิตตนเองและคนอื่นผ่านกิจกรรมในหนึ่งวัน ทำให้เราได้สติ และเดินหน้าวันรุ่งขึ้นด้วยความพร้อม
และสำหรับผม ได้รับของแถมข้อดีข้อที่สามคือ ช่วยเรื่องการฝึกภาษาและการลำดับความ ลงท้ายด้วยการเขียนนิยาย
ผมไม่รู้ว่าการเขียนไดอารีทำให้อยากเขียนนิยายหรือความอยากเขียนนิยายผลักดันให้เขียนไดอารี แต่หากปราศจากสมุดบันทึกเล่มแรกเล่มนั้น บางทีชีวิตอาจไม่ได้เข้าสู่โลกของการเขียน
อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก เคยเขียนว่า กล้องถ่ายรูปก็คือยานเวลา บันทึกอดีตไว้ ดูเมื่อไรก็ย้อนกลับสู่อดีตอีกครั้ง
ไดอารีก็เป็นยานเวลาเช่นกันที่ใช้ตัวหนังสือเป็นเชื้อเพลิง แต่มันมิเพียงพาเราสู่อดีต ยังช่วยให้เราศึกษาตัวเองได้ด้วย จึงสามารถมองเห็นอนาคตของตนชัดขึ้น และท้ายที่สุดก็อาจสามารถเปลี่ยนอนาคตได้
เราทุกคนได้รับอนุทินแห่งชีวิตทุกปี ปีละหนึ่งเล่ม กระดาษทุกหน้าว่างเปล่า รอให้เราจดจารและเปลี่ยนชีวิตของเราเอง
วินทร์ เลียววาริณ
4-6-26บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต
เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น สั่งได้จากเว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี
1 วันที่ผ่านมา -

นายกมลเที่ยวรอบโลกสองรอบ ใช้ชีวิตในห้าสิบเอ็ดประเทศ แต่งงานสามครั้งกับสาวสวยระดับนางงาม เราบอกว่า “เขาใช้ชีวิตคุ้มจริง ๆ”
นายวิโรจน์ผ่านการรบในสมรภูมิ เข้าป่าถูกควายป่าไล่ขวิด ถูกมนุษย์กินคนจับไป ขึ้นรถเมล์เจอระเบิดขวด แต่รอดมาได้และอยู่จนแก่ตาย เราบอกว่า “เขาใช้ชีวิตคุ้มเหลือเกิน”
นายรองได้ควงสาวสวยยี่สิบคน กินอาหารอร่อยทั่วประเทศ ชิมไวน์ชั้นเลิศจากทั่วโลก เราบอกว่า “เขาใช้ชีวิตคุ้มมาก”
หากมองด้วยตัวอย่างเหล่านี้ ‘ใช้ชีวิตคุ้ม’ คือการเสพสุขหรือการได้รับประสบการณ์ที่ดี ๆ มาก ๆ หรือประสบการณ์ชีวิตที่เข้มข้น ตื่นเต้น มีสีสัน สนุกสนาน และแปลก
ชีวิตเหล่านี้ถ้าเป็นกะทิก็คือหัวกะทิ ถ้าเป็นกาแฟก็คือเอสเปรสโซ ถ้าเป็นเครื่องแกงก็เข้มข้นจัดจ้าน
ทั้งหมดนี้ดูจะเป็นเรื่องประสบการณ์ทางกายภาพมากกว่าจิตใจ เราไม่เรียกนักบวชที่นั่งสมาธิเข้าถึงรสธรรมหรือพ่อค้านั่งหงิม ๆ ในร้านทั้งชีวิตว่าคุ้ม
ดังนี้ ‘คุ้ม’ ในค่านิยมของคนทั่วไปก็มีนัยของโชคชะตา เหมือนซื้อลอตเตอรี ไม่ใช่ทุกคนมีโอกาสถูก ‘ลอตเตอรี’
ว่าก็ว่าเถอะ เกิดมาด้วยฐานะดี ก็มีโอกาสรับการศึกษาสูงกว่า มีโอกาสได้เดินทาง เสพไวน์มากกว่า
คำถามคือ นี่เป็นมาตรวัดที่ถูกต้องแล้วหรือไม่ เราใช้มาตรใดวัดว่าชีวิตหนึ่งคุ้ม อีกชีวิตหนึ่งไม่คุ้ม ถ้าหาก ‘คุ้ม’ มีความหมายถึงการได้รับมากกว่าหรือเข้มข้นกว่า เราจะอธิบายคนที่ทำงานตลอดชีวิตอย่างเหน็ดเหนื่อย ไม่เคยไปเที่ยวที่ไหนว่าคุ้มได้หรือไม่ หากไม่มีเงินไปเที่ยวรอบโลก หรืออาจไม่ได้ออกจากชนบทที่อาศัยอยู่เลยตลอดชีวิต แปลว่า ‘ไม่คุ้ม’ หรือ?
ญาติคนหนึ่งของผมใช้ชีวิตในต่างจังหวัดไกล เมื่อเขาพบว่าเป็นมะเร็งระยะปลาย เขาบอกว่า ถึงตายไปในวันนี้ก็ไม่เป็นไร เพราะพอใจชีวิตที่ผ่านมาแล้ว
เขารู้สึกว่าชีวิตของเขาคุ้มแล้ว ทั้งที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายตั้งแต่เกิด ตลอดชีวิตไม่ได้เดินทางไปไหน ไม่ได้ถูกควายป่าขวิด ไม่ได้ถูกมนุษย์กินคนจับตัวไป และไม่ได้ชอบไวน์ชั้นเลิศแต่อย่างไร เขาพอใจชีวิตเรียบง่ายแบบนี้ ถ้าย้อนเวลากลับไปเลือกใหม่ ก็จะยังเลือกทางเดินสายเดิมนี้
ดังนี้อาจพูดได้ว่า คุ้มคือความพึงใจรสชาติของชีวิต ใช้ชีวิตได้สมใจปรารถนา
ศิลปินนักเขียนผู้สร้างผลงาน ‘มาสเตอร์พีซ’ มักรู้สึกว่าชีวิตของตนคุ้มแล้ว นั่นคือเต็มแล้ว เพราะได้สร้างงานที่ตนเองพึงใจ ทั้งที่ตลอดชีวิตเขาทำงานหนักและเหนื่อย แต่งานที่ทำเป็นความสุขของเขา
ดังนี้อาจพูดได้ว่า คุ้มก็คือการเติมเต็มชีวิตของตน ได้ทดลองเดินไปตามทางที่ฝัน
คุ้มจึงเป็นเรื่องของความพอใจด้วย พอใจเมื่อไร ก็คือคุ้มแล้ว
ถ้า ‘คุ้ม’ เป็นเรื่องของความพอใจ มันก็เป็นอัตวิสัย
และบางทีเรานิยามคำว่าคุ้มโดยใช้ตัวเราเป็นหลัก
ลองนึกดู ถ้าใครคนหนึ่งเกิดมามีฐานะดี เรียนสูง ทำงานดี มีตำแหน่งสูง แต่ฉ้อราษฎร์บังหลวง ทำให้แผ่นดินเสียหาย อย่างนี้ ‘คุ้ม’ ของเขาก็คือ ‘ไม่คุ้ม’ ของคนทั้งแผ่นดิน นี่ยังสามารถจะเรียกว่าใช้ชีวิตคุ้มได้หรือ?
ในทางตรงข้าม พระที่ใช้ชีวิตทั้งชีวิตในวัด ไม่เคยเดินทางไปเที่ยวที่ไหน ไม่เคยกินอาหารพิสดารของพ่อครัวห้าดาว แต่สอนชาวบ้านให้เป็นคนดี การดำรงอยู่ของพระรูปนี้ย่อมดีกว่าการไม่มีพระรูปนี้ ดังนี้เราก็น่าจะบอกว่า ชีวิตของพระรูปนี้คุ้มแล้ว เพราะสำหรับคนทั้งหมู่บ้าน ชีวิตของพวกเขาคุ้มเพราะพระรูปนี้
ชาวบ้านเดินดินที่ใช้เวลาทั้งชีวิตช่วยเหลือคนอื่น ชายผู้ปลูกต้นไม้ไปทั่วจังหวัด หมอที่เปิดคลินิกรักษาคนไข้ฟรี แต่ตัวเองใช้ชีวิตง่าย ๆ ฯลฯ คนเหล่านี้ให้คนอื่นมากกว่าให้ตัวเอง คนเหล่านี้ทำให้ชีวิตคนอื่น ‘คุ้ม’
บางทีชีวิตที่คุ้มที่สุดก็คือชีวิตที่ทำให้ชีวิตอื่นคุ้ม มากกว่าตัวเราคุ้ม
ดังนั้น “ใช้ชีวิตคุ้ม” น่าจะกว้างกว่าแค่มีประสบการณ์ชีวิตเข้มข้นหรือการที่เราได้มากกว่าคนอื่น หรือเกินศักยภาพของเรา
ไม่ใช่ทุกคนสามารถทำให้ชีวิตตนเองคุ้มกับการดำรงอยู่ในโลกนี้
บางทีชีวิตที่คุ้มคือชีวิตที่มีความรัก ความเมตตา ความรู้ ความเข้าใจโลก ความสันโดษ ความพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่
บางที ‘คุ้ม’ มิได้อยู่ที่สิ่งดี ๆ ที่เราเป็น แต่คือสิ่งดี ๆ ที่เราทำ ไม่สร้างปัญหาให้ใคร ไม่เบียดเบียนใคร ทำให้สังคมดีขึ้น พูดง่าย ๆ คือหากการปรากฏตัวของเราในโลกนี้มีคุณมากกว่าโทษ ก็อาจนับว่าเราใช้ชีวิตคุ้มแล้ว
ปราชญ์กรีกโบราณ โสเครติส กล่าวว่า “ชีวิตที่ไม่ถูกสำรวจตรวจตราไม่ใช่ชีวิตที่น่าอยู่”
ชีวิตก็เหมือนเส้นทางที่ยังไม่ได้สำรวจ เราทุกคนเกิดมาพร้อมเส้นทางสายหนึ่ง เรามีเวลา 70-80 ปีสำรวจมันให้ทั่ว
บางคนก็สำรวจทุกซอกทุกมุม บางคนก็ไม่สำรวจมันเลย
การสำรวจมันไม่ได้แปลว่าจะชอบสิ่งที่พบเห็นตามทาง แต่ก็อาจมีโอกาสพบเห็นเรื่องที่มีสีสันมากกว่าการไม่สำรวจเส้นทางเลย
เราเรียกการสำรวจเส้นทางนี้ว่าการใช้ชีวิต
แน่ละ ไม่มีกฎกติกาใดที่บังคับให้เราต้องสำรวจเส้นทาง
เราอาจได้รับของขวัญชิ้นหนึ่ง แต่มีสิทธิ์ที่จะเลือกไม่เปิดกล่องของขวัญนั้น
แต่เกิดมาแล้วมีสองขา ก็น่าจะลองเดินสำรวจทางชีวิตของตัวเอง
คุ้มหรือไม่คุ้มก็ไม่เป็นไร
วินทร์ เลียววาริณ
3-6-26จาก 1 เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้
61 บทความ 190.- บทความละ 3.1 บาท
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/150/1%20เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้ทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395
2 วันที่ผ่านมา -

วันนี้มีนัดกับศัลยแพทย์ หลังจากผ่าตัดครบสามสัปดาห์
แผลแห้งแล้ว ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง แม้ยังไม่จบทีเดียวนัก
นั่นเป็นเรื่องอนาคต ณ ปัจจุบัน ก็สมควรแก่เวลาที่จะต้องรายงานว่าเกิดอะไรขึ้น
ปกติผมไม่เล่าเรื่องส่วนตัวแบบนี้ให้คนทั่วไปฟัง แต่เนื่องจากมีคนจำนวนมากทั้งเขียนมา โทร.มา ถามไถ่อาการ ก็คิดว่าคงต้องเล่า
อีกประการ เรื่องที่ผมเจอก็เข้าข่าย 'บังเอิญ' ถ้าเป็นนวนิยาย ก็ถือว่าเขียนไม่เป็น จึงต้องพึ่งความบังเอิญ
อย่างไรก็ตาม เรื่องมันยาว ถ้าเป็นหนังฮอลลีวูด ก็คงต้องมีคำโปรยว่า 9 Years Earlier
เก้าปีก่อน ผมถูกลอตเตอรีแห่งชีวิตห้าใบซ้อน นั่นคือพบเรื่องดีที่เป็นเรื่องไม่ดีซึ่งปกติไม่มีทางพบ หากไม่บังเอิญ
ถ้าจะเล่าเรื่อง 'ลอตเตอรี' ก็ยาวมากเช่นกัน และต้องมีคำโปรยว่า 9 Weeks Earlier จาก 9 Years Earlier อีกทีหนึ่ง
โอ๊ย! แค่ไปหาหมอ ทำไมพล็อตเรื่องซับซ้อนปานนี้?
เอ้า! เล่าตั้งแต่ต้นก็แล้วกัน
................................
เก้าปีก่อน ผมทำสวนแล้วพบรอยดำที่เล็บเท้า ขูดไม่ออก ไปหาหมอคนที่ 1 ซึ่งสนิทกัน หมอบอกว่าเป็นราดำ แต่นี่เป็นคลินิกโรคภูมิแพ้ ให้ไปหาหมอที่โรงพยาบาลก็แล้วกัน
ก็ไปหมอคนที่ 2 ที่โรงพยาบาล หมอบอกว่าไม่ซีเรียส ราดำรักษาได้ มีสองวิธีคือกินยาหรือทายา
ยังไม่ทันเลือก หมอก็บอกว่ากินก็แล้วกัน จะได้หายเร็วหน่อย ก็กินยาไป
อาทิตย์นั้นผมมีนัดตรวจร่างกายประจำปีพอดี หมอคนที่ 3 ซึ่งเป็นหมอประจำตัวบอกว่า ผลเลือดคุณไม่ปกติ ค่าเอนไซม์ตับสูงไป
ปกติค่าเอนไซม์ตับขึ้นๆ ลงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่หมอคนที่ 3 บอกว่า "ไม่สบายใจ" ส่งไปตรวจอัลตราซาวน์ดูตับก็แล้วกัน สงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นที่ตับแน่ๆ
หลังจากผลอัลตราซาวน์ออกมา ไม่พบความผิดปกติที่ตับ ที่ค่าเอนไซม์ตับสูงไปเพราะเป็นผลข้างเคียงจากยาแก้ราดำ
แต่ไปพบชิ้นเนื้อเล็กมากที่ไตซ้าย
หมอคนที่ 4 ยืนยันว่าเป็นเนื้องอกไม่ดี มันคือมะเร็งระยะเริ่มต้น
ก็เป็นที่มาของการผ่าตัดเมื่อเก้าปีก่อน ผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง ผ่านไปเรียบร้อย
หลังจากนั้นก็ตรวจอัลตราซาวน์ทุกปี ทุกอย่างปกติ จนเมื่อต้นปีก่อน พบถุงน้ำหรือซีสต์ที่ไตซ้าย
เป็นซีสต์ที่ภายในบรรจุเนื้องอกไม่ดี จะเก็บไว้ดูเล่นไปเรื่อยๆ ก็ได้ แต่หากมันแตก ก็เป็นมะเร็งระยะท้ายเลย
ก็เป็นที่มาของการผ่าตัดเมื่อเดือนก่อน
มันเป็นการผ่าตัดที่แม้แต่อาจารย์หมอยังบอกว่ายาก เนื่องจากเป็นการผ่าซ้ำจุดเดิม พบว่าเต็มไปด้วยพังผืด แต่หมอก็ทำสำเร็จ ยังรักษาไตครึ่งหนึ่งไว้ได้โดยไม่ตัดทิ้ง (ตัดทิ้งง่ายกว่า)
การผ่าครั้งนี้จำเป็นต้องใช้วิธีแบบเปิดท้อง ลงมีดเป็นแผลเจ็ดนิ้ว เฉือนกระดูกชายโครงออกไปนิดหน่อย เพราะเป็นพวกสันหลังยาว กระดูกยาวกว่าชาวบ้านเขา เกะกะการทำงาน!
การผ่าตัดเรียบร้อย เอาระเบิดเวลาออกไปได้
ที่ผมบอกว่าถูกลอตเตอรีแห่งชีวิตห้าใบก็เพราะว่า
(ลอตเตอรีใบที่ 1) หากคนใกล้ตัวไม่ยืนยันให้ผมไปหาหมอเพื่อรักษาราดำ ก็จะไม่รู้เรื่องทั้งหมด
(ลอตเตอรีใบที่ 2) หากหมอคนที่ 1 ให้ยามาทา ผมก็คงไม่ไปหาหมอคนที่ 2
(ลอตเตอรีใบที่ 3) ถ้าหมอคนที่ 2 ให้ยาทา หมอคนที่ 3 ก็จะไม่พบค่าเอนไซม์ตับผิดปกติ
(ลอตเตอรีใบที่ 4) หากอาทิตย์นั้น ผมไม่มีนัดตรวจเลือด ก็ไม่พบค่าเอนไซม์ตับผิดปกติ ต้องเป็นไม่กี่วันนั้นพอดี
(ลอตเตอรีใบที่ 5) หากหมอคนที่ 3 ไม่รู้สึก "ไม่สบายใจ" พอ ก็จะไม่ส่งผมไปตรวจอัลตราซาวน์
ทุกเหตุการณ์เป็น cause-effect ที่ลงตัวพอดี ไม่เช่นนั้นผมน่าจะตายมา 7-8 ปีแล้ว
และผมก็จะไม่ได้เขียนหนังสืออีก 30 เล่ม ฆาตกรรมกุหลาบดำ สี่ภพ หิน 15 ก้อนฯ กำลังใจอีก 6-7 เล่ม และชุด Mini ทั้งหมด ฯลฯ
................................
คำถามวันนี้คือ มันจะเกิดขึ้นอีกไหม คำตอบคือเป็นไปได้สูง เพราะนี่เป็นเรื่องพันธุกรรม
คุมการใช้ชีวิตได้ แต่คุมพันธุกรรมไม่ไหว
แต่เรื่องนี้ก็แล้วแต่มุมมอง มองมุมหนึ่งคือ เราได้ชีวิตเก็บตกมาตั้งหลายปี
เอพิคทีตัสกล่าวว่า “มีบางเรื่องอยู่ในอำนาจควบคุมของเรา บางเรื่องไม่อยู่ในอำนาจควบคุมของเรา"
เราใช้ชีวิตส่วนที่เราคุมได้ให้ดีที่สุด
ก็ทำได้แค่นั้น
วินทร์ เลียววาริณ
2 มิถุนายน 2569
2 วันที่ผ่านมา -

ชีวิตคือห่วงโซ่ของเหตุการณ์ท่อนสั้น ๆ มาร้อยต่อกัน บางท่อนสวยงามสมบูรณ์ บางท่อนมีสนิมกัดกิน
ไม่ว่าเราจะพยายามลืมความคงอยู่ของท่อนใดท่อนหนึ่งแค่ไหน มันก็ยังคงอยู่ เราอาจสามารถลืมมันได้ชั่วคราว แต่เมื่อเราเผลอหรือฝัน มันก็ปรากฏตัวขึ้น
มนุษย์ทุกคนล้วนอยากให้แต่ละท่อนของสายโซ่ชีวิตของตนสวยงาม สมบูรณ์ ไร้สนิม แต่ในความจริง ชีวิตเป็นส่วนผสมของส่วนที่สวยงามและไม่งดงามรวมกัน ทัศนคติของเราต่างหากที่ทำให้เรามองเห็นบางท่อนของโซ่ชีวิตเป็นเรื่องไม่ดี
เรื่องร้าย ๆ ที่เกิดขึ้นกับคนคนหนึ่ง อาจเป็นเรื่องเลวร้ายที่สุดทีเกิดขึ้นในชีวิตของเขา แต่สำหรับอีกคนหนึ่งอาจถือว่าเป็นเรื่อง ‘จิ๊บจ๊อยมาก’
ดังนั้นจะว่าชีวิตสวยงามหรือไม่สวยงาม ส่วนหนึ่งก็ขึ้นกับตัวเราเอง
สุขหรือทุกข์ขึ้นอยู่กับมุมมองของเรา
แน่นอนอาจมีบางครั้งที่ปัจจัยภายนอก เช่นคนอื่น มาทำลายห่วงโซ่ห่วงหนึ่ง ๆ หรือหลายห่วง แต่เราก็ต้องซ่อมแซมส่วนที่เสียหาย แล้วก้าวเดินต่อไป
หลายคนชอบบอกว่าเป้าหมายในชีวิตของตนคือการแสวงหาความสุข ทว่าความสุขไม่ใช่ ‘จุดหมาย’ ความสุขไม่ได้เกิดจากการแสวงหา แต่มาจากการสร้าง ไม่ต้องสร้างยาก ๆ สร้างง่าย ๆ ก็พอ
ปรัชญาการใช้ชีวิตแบบเต๋าเป็นตัวอย่างที่ดี นั่นคือ “เมื่อหยุดแสวงหา ก็พบพาน”
ใช้ชีวิตเรียบง่าย ติดดิน สุขแบบง่าย ๆ ไม่ต้องแพง
หลายคนพบสัจธรรมนี้เมื่อใกล้ตาย เรายังไม่ตาย และเราสามารถทำได้เพราะยังไม่สายเกินไป
เราทุกคนสามารถสร้างแต่ละขณะจิตหรือช่วงเวลาสั้น ๆ หนึ่งช่วง (moment) ให้เป็นช่วงยามที่มีความสมบูรณ์ในตัวมันเอง เรียกว่า happy moment
happy moment แต่ละห้วงอาจเป็นการหัวเราะอย่างมีคุณภาพ การยิ้มกับคนที่เรารัก การมองท้องฟ้าในวันที่รถติด การมองหยดน้ำฝนบนกระจกหน้าต่างแล้วนึกถึงความหลังที่สวยงามในวัยเด็ก การผิวปากเพลงที่ชอบ ฯลฯ
ความสุขในชั่วขณะจิตเหล่านี้สร้างขึ้นได้เมื่อเราเปิดหัวใจมองโลกด้วยสายตาที่ดี เปิดใจพร้อมรับความสุข มันเกิดขึ้นได้ง่ายดาย ไม่ต้องซื้อทัวร์ราคาแพง ไม่ต้องแสวงหาในรีสอร์ทไกล ๆ
ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ไม่คาดหวังไว้สูงเกินไป ความสุขก็เกิดขึ้นทันใด
วินทร์ เลียววาริณ
2-6-26จากหนังสือ คำที่แปลว่ารัก
170 บาท 36 บทความ บทความละ 4.7 บาทhttps://www.winbookclub.com/store/detail/95/คำที่แปลว่ารัก
โปรโมชั่น https://www.winbookclub.com/store/detail/218/S7%20ชุดกำลังใจ%203%20แถม%201
ทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395
3 วันที่ผ่านมา -

ปัญหาใหญ่ที่สุดของชาวโลกส่วนมากคือ ถ้าไม่ใช้ชีวิตในอดีต ก็ในอนาคต
หมกมุ่นหม่นหมองกับอดีตและวิตกกังวลถึงอนาคต
แต่ความจริงคือ ไม่ว่าจะจมอยู่ในปลักอดีตหรือกังวลในเรื่องอนาคต ก็คือการใช้เวลาปัจจุบันนั่นเอง เพราะเราอยู่ได้เฉพาะในเวลาปัจจุบันเท่านั้น
บางทีอาจจะมีจักรวาลอื่น ๆ ที่เราสามารถอยู่ในอดีตหรืออนาคตได้พร้อมกัน แต่ไม่ใช่จักรวาลที่เราอยู่ ณ ตอนนี้
เหมือนการดูหนังที่เรื่องไหลต่อเนื่อง แต่ความจริงคือหนังทั้งเรื่องประกอบด้วยเฟรมภาพเอกเทศมากมาย แต่ละเฟรมเป็นเอกเทศของมันเอง ทว่าเมื่อฉายเรียงลำดับ ก็ดูเหมือนว่ามันเป็นสิ่งที่ไหลต่อเนื่อง
เรามีชีวิตอยู่ทีละหนึ่งวินาที หรือเสี้ยววินาที หากเราอยากแบ่งให้ละเอียดลงไปอีก
โลกไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต มีแค่วินาทีนี้เท่านั้น
ทุกขณะจิตบนโลกคือ ‘เฟรมหนังปัจจุบัน’
‘เฟรมปัจจุบัน’ นี้สั้นแสนสั้น จึงไม่ควรเสียไปกับการนึกถึงเฟรมก่อนหน้า หรือเฟรมที่ยังมาไม่ถึง
ดังที่ปราชญ์โรมัน เซเนกา เขียนว่า “จงใช้ชีวิตทันที และนับทุก ๆ วันเป็นชีวิตเอกเทศ”
การจมในความคิดอดีตกับการวิตกเรื่องอนาคตจึงเป็นการผลาญเวลาปัจจุบันไปฟรี ๆ เหมือนเผาน้ำมันขณะจอดรถอยู่กับที่ ตอนรถติด
แต่รถติดในทางจิตนั้นอาจแพงกว่าเผาน้ำมันตอนรถติดมากนัก
การหมกมุ่นกับเรื่องไม่ดีที่ผ่านมาแล้วหรือยังไม่เกิดขึ้นอยู่ในรูปของความคิดในหัวของเรา ณ ขณะจิตปัจจุบัน จับต้องไม่ได้ มันเป็นขยะที่เราไม่ยอมทิ้ง
ดังนั้นการจมในความคิดอดีตกับการวิตกเรื่องอนาคตก็คือการใช้สมองเก็บขยะ
ขณะที่เราวิตกถึงอนาคต เหตุการณ์นั้นยังไม่มีตัวตน ยังไม่เกิดขึ้น และอาจจะไม่เกิดขึ้น มันเป็นแค่จินตนาการที่ไม่มีอำนาจเปลี่ยนอนาคตใด ๆ แต่สามารถทำให้ปัจจุบันขณะของเราหดหู่โดยไม่จำเป็น
ถ้าเราไม่ใช้ชีวิต ณ วินาทีปัจจุบัน ก็เท่ากับไม่มีชีวิตหรือสูญเสียวินาทีนั้นไปโดยเปล่าประโยชน์
ถ้าไม่ใช้วินาทีที่ปรากฏตัวอยู่แวบเดียว มันก็เสมือนไม่มี เราก็เป็นแค่คนตาย เพราะไม่ได้ทำอะไร
เสียเวลาเปล่า
เซเนกาเขียนว่า “มันไม่ใช่ว่าเรามีเวลาน้อย แต่เพราะเราเสียเวลาไปมากต่างหาก ชีวิตที่เราได้รับมาไม่สั้นเลย แต่เราทำให้มันสั้นเอง มันไม่ใช่เราไม่ได้รับอย่างเพียงพอ แต่เราใช้มันไปอย่างเปล่าประโยชน์”
การเจียดเวลาปัจจุบันไปใช้ในอดีตและอนาคต เท่ากับเปลืองทรัพยากร เปลืองอายุ
บางคนอายุยืน 80 ปี แต่ใช้จริง ๆ ไม่ถึงครึ่ง เพราะละลายเวลาที่เหลือไปกับอดีตที่ผ่านไปแล้ว และอนาคตที่ไม่มีตัวตน
เล่าจื๊อกล่าวว่า “หากเจ้าหดหู่ เจ้ากำลังอยู่กับอดีต
หากเจ้าวิตก เจ้ากำลังอยู่กับอนาคต
หากเจ้ามีความสงบ เจ้ากำลังอยู่กับปัจจุบัน”ปัญหาใหญ่ที่สุดของชาวโลกส่วนมากคือ เราถูกสอนแต่เด็กให้คิดถึงแต่อนาคตที่ดีกว่า ไม่ใช่ปัจจุบันที่ดี
เราถูกสอนให้นึกถึงเป้าหมาย และเดินไปให้ถึงเป้าหมายนั้น นี่ทำให้หลายคนตีความผิด คิดว่าอนาคตสำคัญกว่าปัจจุบัน
การวางแผนอนาคตไม่ใช่การใช้อนาคต มันก็คือแผนหรือโครงหลวม ๆ ให้เรารู้ แต่ไม่ใช่การใช้ชีวิตกับอนาคต ตัวอย่างที่ชัดที่สุดก็คือความวิตกกังวลในเรื่องของอนาคต เราจะล้มเหลวไหม เราจะสอบตกไหม เราจะ ฯลฯ
จนในที่สุดเราก็กลายเป็นคนที่ไม่มีปัจจุบัน
มองในมุมนี้ คนไร้ ‘อนาคต’ ไม่น่าเป็นห่วงเท่าคนไร้ ‘ปัจจุบัน’!
คนมีปัญญาจึงนับทุก ๆ วันเป็นชีวิตเอกเทศ
วินทร์ เลียววาริณ
1-6-26จาก ตัวสุขอยู่ในหัวใจ
260 บาท 49 บทความ เรื่องละ 5.3 บาท
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/211/ตัวสุขอยู่ในหัวใจทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395
4 วันที่ผ่านมา
