-
วินทร์ เลียววาริณ2 ปีที่ผ่านมา
ครูเพลงชั้นปรมาจารย์ท่านหนึ่งของไทย ไพบูลย์ บุตรขัน ผ่านชีวิตลำเค็ญมาแต่เล็ก
ที่หนักหนาที่สุดคือเขาป่วยเป็นโรคเรื้อน
ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ไพบูลย์ บุตรขัน ทำงานที่การไฟฟ้าฯ และเริ่มป่วยด้วยโรคเรื้อน เขามักพันผ้าพันแผลไว้รอบนิ้วเหมือนนักมวยพันผ้าก่อนสวมนวม และมักหลีกเลี่ยงให้ใครสังเกตเห็นมือของเขา
เนื่องจากในช่วงสงครามโลก หยูกยาหายาก ค่ายาแพงมาก เขาจึงต้องหารายได้จากการแต่งเพลงและแต่งหนังสือนิทานสำหรับเด็ก แต่หาเท่าไรก็ไม่พอ ตอนนั้นแต่งเพลงมีรายได้เพลงละ 50 บาท
เขาทรมานจากโรคร้ายมากจนต้องพึ่งยาเสพติด ภายหลังก็ต้องไปฟื้นตัวจากยาเสพติดจนหาย
ช่วงที่เขาป่วย แม่ของเขาดูแลเขาใกล้ชิด ไม่รังเกียจหรือกลัวโรคติดต่อ ความรักที่ไร้ข้อแม้ของแม่เป็นแรงบันดาลให้ ไพบูลย์ บุตรขัน แต่งเพลงเกี่ยวกับแม่หลายเพลง เช่น ค่าน้ำนม อ้อมอกแม่ ชั่วดี ลูกแม่ ฯลฯ
ค่าน้ำนม เป็นเพลงเกี่ยวกับแม่ที่ดีที่สุดเพลงหนึ่ง
การอัดเสียงเพลง ค่าน้ำนม เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2492 ไพบูลย์ บุตรขัน ได้ครูประกิจ วาทยกร (บุตรชายพระเจนดุริยางค์) และนักแต่งเพลง สง่า อารัมภีร เรียบเรียงเสียงประสาน บรรเลงดนตรีโดยวงคณะละครศิวารมณ์ ผู้อัดแผ่นเสียงเป็นซาวด์แมนชาวอินเดีย ซึ่งบริษัทเทมาโฟนจ้างมาอัดบันทึกเสียง
วางตัวให้ บุญช่วย หิรัญสุนทร เป็นคนร้อง
ในวันอัดเสียง ครูสง่า อารัมภีร พาลูกศิษย์ชื่อ ชาญ เย็นแข ไปช่วยงานด้วย
เวลานั้น ชาญ เย็นแข เป็นนักร้องหัดใหม่สลับฉากคณะละครศิวารมณ์ที่โรงภาพยนตร์เฉลิมนคร
ชาญ เย็นแข เป็นชาวกรุงเทพฯ จบชั้นมัธยมจากโรงเรียนวัดบวรนิเวศ ชอบร้องเพลง ตั้งแต่วัยรุ่นก็เข้าประกวดร้องเพลงตามงานวัด ในชื่อ เอี่ยวพญา ร้องเพลงครั้งแรกในปี 2484 ในการประกวดงานวัดจอมสุดาราม (วัดไพรงาม) สถานีรถไฟสามเสน ได้รางวัลที่ 3 จากเพลง กลางสายลม
ต่อมาร้องเพลงประกวดชนะเลิศในงานภูเขาทอง วัดสระเกศวรวิหาร คือเพลง รำพันรัก ในปี พ.ศ. 2488 นอกจากนี้ยังทำงานเป็นนักพากย์หนังและนักจัดรายการวิทยุ หลังจากนั้นก็สมัครเป็นศิษย์ของนักแต่งเพลง สง่า อารัมภีร
ผลจากการเป็นศิษย์ของครูสง่า ทำให้เขาไปห้องอัดเสียงในวันนั้น และผลของการไปห้องอัดเสียงในวันนั้น ทำให้ชีวิตเขาพลิกผัน
สถานที่อัดเสียงเพลง ค่าน้ำนม คือห้องอัดเสียงกมลสุโกสล ชั้นบนโรงภาพยนตร์เฉลิมไทย การอัดแผ่นเสียงในสมัยนั้น ต้องอัดเสียงร้องและเสียงดนตรีพร้อมกัน บันทึกลงแผ่นเสียงครั่ง ระบบ 78 รอบต่อนาที
เวลานัดคือ 10 โมงเช้า แต่ถึงเวลาแล้ว นักร้อง บุญช่วย หิรัญสุนทร ยังไม่โผล่มา จนบ่ายนักร้องก็ยังไม่ปรากฏตัว เชื่อว่ายังไม่กลับมาจากเชียงใหม่
ทุกคนในห้องอัดเสียงกระวนกระวายใจ ต้องตัดสินใจว่าจะยกเลิกการอัดเสียง หรือหานักร้องคนใหม่ ครูสง่าจึงเสนอให้ ชาญ เย็นแข เป็นคนร้องเพลงนี้แทน คนลงทุนแย้ง เพราะยังไม่มีใครรู้จัก ชาญ เย็นแข แต่ครูสง่าเชื่อมือลูกศิษย์คนนี้ ถกกันอยู่พักใหญ่ ในที่สุดที่ประชุมก็ตกลงตามนั้น
ชาญ เย็นแข จึงได้ร้องเพลงด้วยเสียงสั่นเพราะความประหม่า จนหลายคนชักสงสัยว่าจะไหวหรือ ผ่านไป 4-5 รอบ ก็ร้องสำเร็จจนได้
นักร้องได้ค่าตอบแทน 50 บาท แต่ผลที่ตามมาสูงกว่านั้นมาก เพราะเมื่อแผ่นเสียงวางจำหน่าย ทำให้ ไพบูลย์ บุตรขัน เป็นนักแต่งเพลงชั้นนำ และ ชาญ เย็นแข ผู้ร้อง กลายเป็นนักร้องดัง
ในวันแม่ปีนี้ ขอเราจงระลึกถึงพระคุณของแม่ ความรักที่ไร้ข้อแม้
วินทร์ เลียววาริณ
12 สิงหาคม 25671- แชร์
- 263
-

หายไปหลายอาทิตย์ มัวแต่ยุ่งกับเรื่องอื่นๆ วันนี้มาโม้เรื่องโรงหนังต่อ
จะเล่าประสบการณ์ดูหนังของผมในยุค 50 ปีก่อน สมัยที่โรงหนังยังเป็นแบบ stand alone
สุภาษิตจีนบอกว่า หากเหลือเงินสองเหรียญ เหรียญหนึ่งให้ซื้ออาหาร อีกหนึ่งเหรียญจงซื้อดอกไม้ ด้วยนัยว่าชีวิตนอกจากต้องอิ่มกายแล้ว ยังควรอิ่มใจด้วย
สุภาษิตของผมในสมัยวัยรุ่นคือ หากเหลือเงินสองเหรียญ เหรียญหนึ่งให้ซื้ออาหาร อีกเหรียญหนึ่งให้ดูหนังความอิ่มใจของผมคือการเสพภาพยนตร์!
เมื่อผมเดินทางมาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ในวัย 17 วิถีชีวิตอย่างหนึ่งของผมที่เปลี่ยนไปก็คือการดูหนัง สมัยเมื่ออยู่ที่ต่างจังหวัด โรงหนังมีจำกัด จำนวนภาพยนตร์ก็น้อย ครั้นพบว่ากรุงเทพฯอุดมด้วยโรงหนัง ผมก็กลายเป็น 'วัยรุ่นใจแตก' เสพติดการดูหนัง เช่นที่ห้ามใจมิให้อ่านนิยายในห้องเรียนไม่ได้
การดูหนังในสมัยห้าสิบปีมาแล้วไม่ใช่เรื่องที่ทำได้สะดวกเช่นการดูดีวีดีเถื่อนในสมัยนี้ สำหรับผมหมายถึงการเดินทางออกจากบ้านด้วยรถเมล์ไปโรงภาพยนตร์ หากเป็นโรงหนังที่ไกลออกไป เช่น ฝั่งธนฯ หรือบางซื่อ ก็ต้องนั่งรถเมล์หลายทอด
ผมไม่เคยนึกฝันว่ากรุงเทพฯมีโรงหนังมากเช่นนี้ ส่วนใหญ่เป็นโรงหนังแบบ 'ยืนเดี่ยว' (stand alone) ชื่อโรงหนังยุคนั้นมักลงท้ายด้วยคำว่า รามา,เธียเตอร์ เป็นหลัก หลายโรงหนังนิยมใช้ชื่อเมืองใหญ่ต่าง ๆ ในโลก เช่น เอเธนส์(พญาไท), นิวยอร์ค (สะพานควาย), ปารีส (สะพานขาว), ชิคาโก (เฉลิมพันธ์), ลอนดอน (สุขุมวิท), ลาสเวกัส (จรัญสนิทวงศ์) เป็นต้น
ค่าดูหนังในโรงชั้นหนึ่งในกรุงเทพฯเมื่อห้าสิบปีก่อน เรื่องละ 10, 15, 20, 25, 30 บางโรงสูงสุดที่ราคา 40 บาท ขณะที่ราคาข้าวแกงจานละ 5-10 บาท (สมัยนั้นน้ำเปล่าฟรี) ที่นั่งชั้นสิบบาทมักมีเพียง 1-2 แถว ตามมาด้วย 15 บาทอีกสัก 2-3 แถว ดังนั้นเมื่อมีเงินน้อยแต่ชอบดูหนัง ทุกครั้งจะไปซื้อตั๋วแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้ได้ที่นั่งดี
อย่างไรก็ตาม ผมค้นพบด้วยความรื่นรมย์ว่า กรุงเทพฯมีสิ่งมหัศจรรย์อันดับที่เจ็ดของโลก นั่นคือ 'โรงหนังชั้นสอง' เป็นขวัญใจคนเบี้ยน้อย ส่วนใหญ่ฉายหนังสองเรื่องควบในราคาประหยัด บางโรงก็ฉายถึง 3-5 เรื่องควบ คุ้มกว่าคุ้ม
ราคาตั๋วโรงหนังชั้นสองมีหลายราคา เช่น 10, 12.50, 15, 20 บาท มักแบ่งชั้นตามโครงสร้างของโรงหนัง เช่น ชั้นล่าง 10 บาท ชั้นบน 20 บาท เป็นต้น เมื่อเทียบกันแล้ว ก็ยังประหยัดกว่าการดูหนังในโรงชั้นหนึ่งมาก
โรงหนังชั้นสองขายตั๋วทั้งวันไม่มีเวลาเฉพาะ เนื่องจากคนเข้าออกตลอดเวลา บ่อยครั้งผมเดินเข้าโรงหนังดูหนังกลางเรื่อง แล้วค่อยดูต้นเรื่องเมื่อมันเวียนมาถึงอีกรอบ
โรงหนังชั้นสองสมัยนั้นเป็นโรงที่สะอาด ที่นั่งหุ้มเบาะอย่างดี หลายโรงยังไม่เปลี่ยนไปฉายหนังโป๊เหมือนปัจจุบัน โดยทั่วไปเริ่มฉายหนังเรื่องแรกเวลาสิบโมงเช้า เรื่องที่สองราวเที่ยง หลังจากนั้นก็มีโฆษณาบ้างตามสมควร ก่อนเริ่มฉายเรื่องแรกอีกที ไล่ไปเรื่อย ๆ ยันเที่ยงคืน
บ่อยครั้งที่หนังฉายไปได้ครึ่งเรื่อง ภาพบนจอก็ดับวูบ พร้อมตัวอักษร "ขออภัย หนังมาไม่ทัน" คนดูก็ต้องทำใจ เพราะหนังในโรงชั้นสองมักเป็นหนังวิ่ง ฉายหลายโรง มีเด็กขี่มอเตอร์ไซค์วิ่งรอก นำม้วนหนังจากโรงหนึ่งไปอีกโรงหนึ่ง ในโปรแกรมที่สนุกมากและถูกขัดจังหวะ คนดูก็ส่งเสียงตะโกนลั่นโรงว่า "ฉายซักทีสิโว้ย!" ด้วยความหงุดหงิด
ก็น่าจะหงุดหงิดจริง กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม มาขัดจังหวะเสียได้!
ตั๋วโรงหนังชั้นสองไม่มีเลขที่นั่ง จะนั่งที่ใดก็ได้ จะเข้าออกเวลาใดก็ได้ จะดูกี่เที่ยวก็ได้ นี่จึงเป็นช่องโหว่ที่ทำให้โรงหนังชั้นสองใช้ตั๋วเดิมที่เก็บจากคนดูไปขายซ้ำ เรียกว่า ตั๋วเวียน เหตุผลง่าย ๆ ก็เพื่อเลี่ยงภาษี คนดูก็ไม่ว่าอะไร ในเมื่อไม่ได้ใช้ประโยชน์จากตั๋วนั้นอยู่แล้ว แต่ทางราชการไม่ชอบใจ
ไม่นานเกินรอรัฐบาลก็แก้ลำโดยการออกตั๋วหนังแบบ 'หวยภาพยนตร์' นั่นคือ หางตั๋วหนังทุกใบสามารถนำไปตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาลได้ หากเลขท้ายตรงกับรางวัลของหวยรัฐ ก็เอาไปขึ้นเงินได้ 500 บาท เมื่อเป็นเช่นนี้คนดูก็ไม่ยอมให้โรงหนังเก็บตั๋วของตนไปขายเวียนอีก
วินทร์ เลียววาริณ
3-11-26(ป.ล. รูปทั้งหมดนี้ผมตระเวณถ่ายไว้ก่อนโรงหนังโดนทุบทิ้ง)
1 วันที่ผ่านมา -

คนสูงอายุเมื่อจับกลุ่มคุยกัน ก็หนีไม่พ้นเรื่องสุขภาพ
วันก่อนผมคุยกับเพื่อนๆ เรื่องการดื่มน้ำผลไม้ เพื่อนคนหนึ่งเปรยว่าดื่มน้ำผลไม้สำเร็จรูปเป็นอาหารเช้า เชื่อว่าดีต่อสุขภาพ เพราะบนกล่องพิมพ์ว่า "ไม่ใส่น้ำตาล"
ผมเคยได้ยินคนตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมน้ำผลไม้สำเร็จรูปทุกกล่องจึงมีรสชาติเหมือนกัน อดคิดไม่ได้ว่า หากคั้นสดจากผลไม้ซึ่งในแต่ละฤดูกาล รสจะไม่เหมือนกันเป๊ะ ทำไมรสทุกกล่องยังเหมือนกันได้ เป็นไปได้ไหมว่ามีการใช้กระบวนการผลิตบางอย่างที่ไม่ใช่ธรรมชาติ ทำให้รสทุกกล่องเหมือนกัน?
ผมไม่รู้
แต่เมื่อเพื่อนตรวจดูข้างกล่อง พบว่ายี่ห้อที่พิมพ์ว่า "ไม่ใส่น้ำตาล" เติมสารให้ความหวานแทนน้ำตาล
มันไม่ใช่หวานธรรมชาติ แต่ติดป้ายโฆษณาว่าธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์
ปัจจุบันน้ำผลไม้สำเร็จรูปแทบทุกยี่ห้อเขียนบนกล่องว่าไม่ใส่น้ำตาล หมายความว่า "ไม่ใส่น้ำตาลเพิ่ม" แต่ในกล่องยังอุดมด้วยน้ำตาล เพราะบางยี่ห้อใส่สารให้ความหวานแทนน้ำตาลเข้าไปอีก
จากรีเสิร์ชที่อ่านมาจำนวนมากในรอบหลายปีนี้ ล้วนบอกว่าสารให้ความหวานแทนน้ำตาลอันตรายกว่าน้ำตาลอีก
เรามีภาพฝังหัวว่า พืชผักผลไม้เป็นสิ่งดี บริโภคเท่าไรก็ได้
ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจใหม่ โดยเฉพาะเรื่องผลไม้
ผลไม้ในระดับเหมาะสมมีประโยชน์ต่อร่างกายจริง โดยเฉพาะเมื่อบริโภคผลสด กินกากใยด้วย
แต่ถ้าคั้นน้ำมาดื่ม ก็บริโภคพอประมาณ เพราะน้ำผลไม้นั้นมีระดับน้ำตาลสูงกว่า
น้ำตาลที่ว่านี้ไม่ใช่กลูโคสซูโครสอย่างในน้ำตาลทรายขาว บริโภคไปเท่าไร ตรวจเลือดค่าน้ำตาล (glycemic index) ก็พบว่าไม่เป็นไร แล้วได้ใจ ดื่มต่อไม่จำกัดปริมาณ
เหตุที่ตรวจ glycemic index ปกติ เพราะน้ำตาลในผลไม้คือฟรุคโตส ไม่ใช่กลูโคสหรือซูโครสที่ตรวจกันในโรงพยาบาล
ฟรุคโตสคืออะไร?
ฟรุคโตสคือน้ำตาลชนิดหนึ่ง พบในผลไม้ น้ำผึ้ง ผักบางชนิด ต่างจากน้ำตาลทรายที่เราบริโภค (ซูโครส) ฟรุคโตสไม่ได้ย่อยโดยลำไส้ แต่ย่อยโดยตับ ตับจะเปลี่ยนฟรุคโตสเป็นกลูโคสเพื่อไปใช้งาน ส่วนที่ไม่ได้ใช้ก็เก็บไว้ในตับ หากมีมากเกินไป ก็กลายเป็นไขมันพอกตับ
ดังนั้นการบริโภคผลไม้ในปริมาณมากจะทำให้ระดับฟรุคโตสสูง อาจทำให้ตับและตับอ่อนทำงานหนัก
ตัวอย่างคนที่กินแบบนี้จนป่วยเป็นมะเร็งตับอ่อนคือ สตีฟ จ๊อบส์ เขากินอาหารทุกมื้อเป็นผักผลไม้
ตอนที่นักแสดง แอชตัน คุทเชอร์ รับบท สตีฟ จ๊อบส์ ในเรื่อง Jobs เขาลองใช้ชีวิตแบบจ๊อบส์จริง ๆ เขาลองดื่มน้ำแคร์รอตทั้งวัน ปรากฏว่าเขาถูกหามส่งเข้าโรงพยาบาล เพราะเกิดอาการปวดหลังอย่างแรง หมอวินิจฉัยแล้วบอกว่าเป็นโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน (pancreatitis)
งานวิจัยใน American Journal of Clinical Nutrition เดือนพฤศจิกายน 2007 ชี้ว่า มีหลักฐานว่าการบริโภคผลไม้และน้ำผลไม้มากเกินไปทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับอ่อน
ใน Cancer Research ฉบับสิงหาคม 2010 Dr. Anthony Healy แห่ง UCLA’s Jonsson Cancer Center ชี้ว่าการกินฟรุคโตสมาก ๆ เป็นการให้อาหารต่อเซลล์มะเร็ง
สรุปคือผลไม้มีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะอุดมด้วยแร่ธาตุสารอาหาร เส้นใยอาหาร วิตามิน และช่วยลดความเสี่ยงต่อมะเร็ง แต่หากบริโภคมากเกินไป อาจได้ผลตรงกันข้าม ก็กินดื่มผลไม้ด้วยหลักทางสายกลางนะครับ หากสามารถเลี่ยงอาหารที่ผ่านโรงงาน ใส่สารเคมีชื่อประหลาดๆ เข้าไป ก็เลี่ยงเสีย
หากใครอ่านมาไม่ถึงบรรทัดนี้ ก็ช่วยไม่ได้ เพราะติดนิสัยกินของอร่อยมากเกินพอดี กับนิสัยอ่านไม่กี่บรรทัด ก็อันตรายพอกัน
วินทร์ เลียววาริณ
3-11-261 วันที่ผ่านมา -

จบงานหนังสือหนึ่งรอบ ก็ต้องพักฟื้น
วิธีพักฟื้นของผมไม่ใช่นอน แต่คือดูหนัง กินไอติม
ใครคนหนึ่งเคยบอกผมนานปีมาแล้วว่า ชีวิตมนุษย์ในแต่ละวันควรแบ่งเป็นสามส่วนเท่ากัน ส่วนละ 8 ชั่วโมง
ทำงาน นอนหลับ และพักผ่อน (recreation)
ในความหมายนี้ นอนหลับกับพักผ่อนไม่เหมือนกัน
นอนหลับคือการพักผ่อนตอนที่ร่างกายหลับ
recreation คือการพักผ่อนตอนที่ร่างกายตื่น
ผมไม่รู้ว่าวิธีคิดแบบนี้ถูกต้องไหม แต่จากประสบการณ์ หากคืนไหนนอนโดยไม่พักผ่อนทางใจก่อน มักนอนไม่ดี
พักผ่อนทางใจอาจเป็นเรื่องง่ายๆ เช่น ฟังดนตรีเบาๆ ก่อนนอน ก็ช่วยได้มาก
ทำสมาธิก็น่าจะจัดเป็นการพักผ่อนตอนที่สมองยังตื่น
เอาละ นาทีนี้ดวงตะวันยังเจิดจ้า ก็ถึงเวลาพักผ่อนแบบตื่น
เริ่มที่ไอติม
ต่อด้วยไอติม
และตามด้วยไอติม
วินทร์ เลียววาริณ
2-11-261 วันที่ผ่านมา -
2 วันที่ผ่านมา -

วินทร์ #1001 : “หลังจากนั้นพระเยซูในวัยสามสิบก็เดินทางเผยแผ่คำสอนไปในที่ต่างๆ สอนให้คนรักศัตรู ลดความเกลียดชัง ตัณหา หันแก้มอีกข้างให้ศัตรูตบ และสอนให้คนเดินตามกฎหมายของชาวยิว และให้ศรัทธาต่อพระเจ้า ผู้คนเชื่อว่าคำสอนของพระเยซูเป็นคำของพระเจ้า เพราะพระเยซู ตรัสว่า ‘คำสอนของเราไม่ใช่ของเรา แต่เป็นของผู้ที่ส่งเรามา’ นอกจากนี้ยังทรงแสดงปาฏิหาริย์ต่าง ๆ เช่น รักษาคนป่วย เดินบนน้ำ กิตติศัพท์แพร่ไปทั่วแผ่นดิน นี่ก็คงเป็นเหตุผลที่ถูกคนปองร้าย เชื่อกันว่าความตายของพระเยซูเกิดจากการเมือง”
วินทร์ #7744 : “แต่พระเยซูไม่เล่นการเมืองนี่”
วินทร์ #1001 : “คุณเคยได้ยินประโยคนี้หรือเปล่า : ‘ถึงท่านไม่เล่นการเมือง แต่การเมืองก็จะเล่นท่าน’ การที่จู่ ๆ มีศาสดาของศาสนาใหม่มาประกาศความเชื่อและสร้างอาณาจักรแห่งพระเจ้า ก็คงจะทำให้บางฝ่ายรู้สึกไม่ปลอดภัย กลัวว่าพระเยซูจะกลายเป็นผู้นำทางการเมือง ทำให้พวกเขาเสียอำนาจ ก็กะเล่นถึงตาย”
วินทร์ #7744 : “ได้ยินว่าพวกยิวฆ่าพระเยซู”
วินทร์ #1001 : “เรื่องนี้บันทึกกันมาอย่างนี้จริง”
วินทร์ #7744 : “ทำไม? พระเยซูก็เป็นยิวนี่นา”
วินทร์ #1001 : “เรื่องนี้ยังถกกันอยู่ เป็นประเด็นที่เรียกว่า Jewish Deicide โยนกันไปโยนกันมา วิวาทะกันมานาน ฝ่ายยิวว่านี่เป็นความพยายามแต่งเรื่องให้ยิวเป็นผู้ร้าย และสร้างภาพว่าบาปนี้ชาวยิวรุ่นลูกหลานต้องรับด้วย ซึ่งส่งผลให้ชาวยิวรุ่นหลังรับบาปนี้ ไปที่ไหนก็ถูกรังเกียจ น่าสังเกตว่าบันทึกของสาวกเขียนเรื่องนี้ไม่ตรงกัน ซึ่งเป็นไปได้เพราะเขียนมานานหลายสิบปีหลังเกิดเหตุการณ์นั้น...”
วินทร์ #7744 : “พระเยซูตายยังไง?”
วินทร์ #1001 : “ในช่วงสุดท้ายของชีวิต พระเยซูไปเมืองเยรูซาเลม กินอาหารมื้อสุดท้ายที่เรียกว่า The Last Supper กับศิษย์สิบสองคน พระเยซูมีสาวกหลักสิบสองคน ถ้าเทียบกับพระพุทธเจ้า สาวกชุดแรกก็คือปัญจวัคคีย์ คุณเรียนวิชาศีลธรรมมาน่าจะจำได้ เพราะเราถูกสั่งให้ท่องมาตลอด”
วินทร์ #2009 : “โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ”
วินทร์ #1001 : “นั่นแหละ เป็นกลุ่มแรกที่ได้รับฟังปฐมเทศนาจากพระพุทธองค์”
วินทร์ #2009 : “คือธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แสดงที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แคว้นมคธ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ที่แสดงปฐมเทศนา ก็คือวันอาสาฬหบูชา”
วินทร์ #6616 : “เชื่อว่าคุณน่าจะสอบวิชานี้ผ่านแน่ ๆ เพราะจำแม่น ฮา!”
วินทร์ #7744 : “อย่าเพิ่งนอกเรื่อง ตกลงพระเยซูตายยังไง?”
วินทร์ #1001 : “สาวกคนหนึ่งคือ จูดาส ทรยศ ชี้ตัวพระเยซูให้พวกนักบวชยิวมาจับตัวพระองค์ไป พระเยซูถูกพาไปขึ้นศาลโรมัน ยิวตั้งข้อหาว่าพระเยซูกำลังพยายามตั้งตนเป็นกษัตริย์แห่งยิว แม้ศาลจะไม่เห็นว่าพระเยซูทำความผิดอะไร แต่ก็ถูกกดดันจนต้องตัดสินว่าพระเยซูมีความผิด โทษคือประหาร ด้วยการตรึงร่างบนไม้กางเขน สวมมงกุฎหนาม แบกไม้กางเขนไป แล้วถูกตรึงบนไม้กางเขนโดยมีโจรสองคนถูกตรึงขนาบอยู่ข้างซ้ายและขวา หนึ่งในนั้นเปลี่ยนมานับถือคริสต์ในนาทีสุดท้าย...
“เมื่อพระเยซูตายแล้ว ศพถูกห่อผ้าและฝังในถ้ำ ต่อมาเมื่อเปิดถ้ำก็พบว่าศพหายไปแล้ว เชื่อว่าพระเยซูฟื้นคืนชีพและขึ้นสู่สวรรค์ วันที่พระเยซูฟื้นจากความตายก็คือวันอีสเตอร์”
วินทร์ #6116 : “เทศกาลที่มีไข่อีสเตอร์ใช่หรือเปล่า?”
วินทร์ #2009 : “ใช่ Easter eggs สำหรับชาวคริสต์ ไข่เป็นสัญลักษณ์ของถ้ำที่ฝังพระศพซึ่งว่างเปล่าของพระเยซู แสดงว่าพระเยซูฟื้นคืนชีพ นิยมทาเปลือกไข่เป็นสีแดง”
วินทร์ #6116 : “ทำไมทาสีแดง?”
วินทร์ #2009 : “เพราะสีแดงหมายถึงโลหิตของพระเยซูที่ถูกตรึงบนไม้กางเขน”
วินทร์ #6116 : “แต่ไข่น่าจะเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตใหม่ เมื่อลูกไก่จิกเปลือกออกมาสู่โลก”
วินทร์ #2009 : “ก็มีคนตีความอย่างนี้เหมือนกัน โดยสรุปก็คือพระเยซูตายอย่างทรมานเพื่อมนุษยชาติ”
วินทร์ #6116 : “ทำไมทำอย่างนั้น?”
วินทร์ #1001 : “บ้างเชื่อว่าพระเยซูคือพระเจ้ามาเกิดในร่างมนุษย์”
วินทร์ #6116 : “แล้วทำไมต้องเกิดมาในรูปมนุษย์?”
วินทร์ #1001 : “ก็เพื่อรับรู้ความทุกข์ไงครับ จึงสามารถไถ่บาปของมนุษยชาติ เมื่อถูกพวกโรมันตรึงกางเขน ก็ฟื้นจากความตาย ขึ้นสู่สวรรค์ การฟื้นจากความตายสามวันหลังตายบนกางเขนเป็นจุดสำคัญของศรัทธา เป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุด เพราะแสดงให้เห็นว่าพระเยซูมีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ จึงสามารถมอบชีวิตนิรันดร์ให้มนุษย์ทั่วไปได้ นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร แนวคิดเรื่องศาสดาซึ่งมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อช่วยปลดปล่อยมนุษยชาติมีในหลายศาสนา แม้แต่ชาวพุทธเองก็มีความเชื่อว่าในชาติก่อน ๆ พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญบารมีต่าง ๆ หลังจากผ่านสิบชาติสุดท้ายของพระโพธิสัตว์ ก็เกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะแห่งศากยวงศ์...”
(ยังมีต่อ)
วินทร์ เลียววาริณ
1-11-26จากหนังสือ วินทร์-วินทร์ Situation
สารคดีเกี่ยวกับปรัชญา ศาสนา วิทยาศาสตร์
อ่านฟรีที่เพจนี้ก็ได้ แต่ถ้าเก็บไว้เป็นเล่ม ก็อ่านได้ถึงลูกหลาน
ราคาแค่ 225.- เท่านั้น หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้วสั่งซื้อได้ที่ https://www.winbookclub.com/store/detail/141/วินทร์-วินทร์%20Situation
มีขายที่ Shopee ด้วย
ท่านที่สั่งซื้อทางเว็บและโอนเงินแล้ว อย่าลืมส่งหลักฐานไปที่อีเมล order@winbookclub.com มิเช่นนั้นเจ้าหน้าที่อาจไม่รู้ว่ามีการสั่งซื้อ หลังจากนั้นจะได้รับคำยืนยันจากสำนักพิมพ์ว่าได้รับเงิน
3 วันที่ผ่านมา
