-
วินทร์ เลียววาริณ2 ปีที่ผ่านมา
ครูเพลงชั้นปรมาจารย์ท่านหนึ่งของไทย ไพบูลย์ บุตรขัน ผ่านชีวิตลำเค็ญมาแต่เล็ก
ที่หนักหนาที่สุดคือเขาป่วยเป็นโรคเรื้อน
ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ไพบูลย์ บุตรขัน ทำงานที่การไฟฟ้าฯ และเริ่มป่วยด้วยโรคเรื้อน เขามักพันผ้าพันแผลไว้รอบนิ้วเหมือนนักมวยพันผ้าก่อนสวมนวม และมักหลีกเลี่ยงให้ใครสังเกตเห็นมือของเขา
เนื่องจากในช่วงสงครามโลก หยูกยาหายาก ค่ายาแพงมาก เขาจึงต้องหารายได้จากการแต่งเพลงและแต่งหนังสือนิทานสำหรับเด็ก แต่หาเท่าไรก็ไม่พอ ตอนนั้นแต่งเพลงมีรายได้เพลงละ 50 บาท
เขาทรมานจากโรคร้ายมากจนต้องพึ่งยาเสพติด ภายหลังก็ต้องไปฟื้นตัวจากยาเสพติดจนหาย
ช่วงที่เขาป่วย แม่ของเขาดูแลเขาใกล้ชิด ไม่รังเกียจหรือกลัวโรคติดต่อ ความรักที่ไร้ข้อแม้ของแม่เป็นแรงบันดาลให้ ไพบูลย์ บุตรขัน แต่งเพลงเกี่ยวกับแม่หลายเพลง เช่น ค่าน้ำนม อ้อมอกแม่ ชั่วดี ลูกแม่ ฯลฯ
ค่าน้ำนม เป็นเพลงเกี่ยวกับแม่ที่ดีที่สุดเพลงหนึ่ง
การอัดเสียงเพลง ค่าน้ำนม เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2492 ไพบูลย์ บุตรขัน ได้ครูประกิจ วาทยกร (บุตรชายพระเจนดุริยางค์) และนักแต่งเพลง สง่า อารัมภีร เรียบเรียงเสียงประสาน บรรเลงดนตรีโดยวงคณะละครศิวารมณ์ ผู้อัดแผ่นเสียงเป็นซาวด์แมนชาวอินเดีย ซึ่งบริษัทเทมาโฟนจ้างมาอัดบันทึกเสียง
วางตัวให้ บุญช่วย หิรัญสุนทร เป็นคนร้อง
ในวันอัดเสียง ครูสง่า อารัมภีร พาลูกศิษย์ชื่อ ชาญ เย็นแข ไปช่วยงานด้วย
เวลานั้น ชาญ เย็นแข เป็นนักร้องหัดใหม่สลับฉากคณะละครศิวารมณ์ที่โรงภาพยนตร์เฉลิมนคร
ชาญ เย็นแข เป็นชาวกรุงเทพฯ จบชั้นมัธยมจากโรงเรียนวัดบวรนิเวศ ชอบร้องเพลง ตั้งแต่วัยรุ่นก็เข้าประกวดร้องเพลงตามงานวัด ในชื่อ เอี่ยวพญา ร้องเพลงครั้งแรกในปี 2484 ในการประกวดงานวัดจอมสุดาราม (วัดไพรงาม) สถานีรถไฟสามเสน ได้รางวัลที่ 3 จากเพลง กลางสายลม
ต่อมาร้องเพลงประกวดชนะเลิศในงานภูเขาทอง วัดสระเกศวรวิหาร คือเพลง รำพันรัก ในปี พ.ศ. 2488 นอกจากนี้ยังทำงานเป็นนักพากย์หนังและนักจัดรายการวิทยุ หลังจากนั้นก็สมัครเป็นศิษย์ของนักแต่งเพลง สง่า อารัมภีร
ผลจากการเป็นศิษย์ของครูสง่า ทำให้เขาไปห้องอัดเสียงในวันนั้น และผลของการไปห้องอัดเสียงในวันนั้น ทำให้ชีวิตเขาพลิกผัน
สถานที่อัดเสียงเพลง ค่าน้ำนม คือห้องอัดเสียงกมลสุโกสล ชั้นบนโรงภาพยนตร์เฉลิมไทย การอัดแผ่นเสียงในสมัยนั้น ต้องอัดเสียงร้องและเสียงดนตรีพร้อมกัน บันทึกลงแผ่นเสียงครั่ง ระบบ 78 รอบต่อนาที
เวลานัดคือ 10 โมงเช้า แต่ถึงเวลาแล้ว นักร้อง บุญช่วย หิรัญสุนทร ยังไม่โผล่มา จนบ่ายนักร้องก็ยังไม่ปรากฏตัว เชื่อว่ายังไม่กลับมาจากเชียงใหม่
ทุกคนในห้องอัดเสียงกระวนกระวายใจ ต้องตัดสินใจว่าจะยกเลิกการอัดเสียง หรือหานักร้องคนใหม่ ครูสง่าจึงเสนอให้ ชาญ เย็นแข เป็นคนร้องเพลงนี้แทน คนลงทุนแย้ง เพราะยังไม่มีใครรู้จัก ชาญ เย็นแข แต่ครูสง่าเชื่อมือลูกศิษย์คนนี้ ถกกันอยู่พักใหญ่ ในที่สุดที่ประชุมก็ตกลงตามนั้น
ชาญ เย็นแข จึงได้ร้องเพลงด้วยเสียงสั่นเพราะความประหม่า จนหลายคนชักสงสัยว่าจะไหวหรือ ผ่านไป 4-5 รอบ ก็ร้องสำเร็จจนได้
นักร้องได้ค่าตอบแทน 50 บาท แต่ผลที่ตามมาสูงกว่านั้นมาก เพราะเมื่อแผ่นเสียงวางจำหน่าย ทำให้ ไพบูลย์ บุตรขัน เป็นนักแต่งเพลงชั้นนำ และ ชาญ เย็นแข ผู้ร้อง กลายเป็นนักร้องดัง
ในวันแม่ปีนี้ ขอเราจงระลึกถึงพระคุณของแม่ ความรักที่ไร้ข้อแม้
วินทร์ เลียววาริณ
12 สิงหาคม 25671- แชร์
- 234
-

ผมเปลี่ยนอาชีพแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือมาหลายรอบ ทุกครั้งที่เปลี่ยน ก็กล้า ๆ กลัว ๆ โดยเฉพาะการเปลี่ยนงานตอนอายุมาก และมีภาระครอบครัว น่ากลัวที่สุด!
การเปลี่ยนงานครั้งแรกคือลาจากอาชีพสถาปนิกไปเป็นนักออกแบบโฆษณา ตอนนั้นชีวิตงานสถาปนิกของผมก็ราบรื่นดี มีผลงานเข้าตาเจ้านายและลูกค้า ถ้าทำงานต่อไป ก็คงจะไปรอด
แต่วันหนึ่งนึกอย่างไรไม่รู้ คิดจะไปเรียนสายกราฟิกดีไซน์ เป็นการตัดสินใจในนาทีเดียว แล้วก็หิ้วกระเป๋าเดินทางไปอเมริกา ง่าย ๆ อย่างนั้น เรียนแล้วก็นึกอยากลองไปทำงานในวงการใหม่ ก็คือวงการโฆษณา
การเดินออกจากอาชีพหนึ่งในลักษณะนี้หมายถึงปิดโอกาสของการพัฒนาตัวเองในสายเดิมโดยปริยาย ขณะที่ยังไม่มีประสบการณ์ในทางสายใหม่เลยสักนิด
ตอนนั้นก็แค่คิดว่า “อย่างมากก็กลับมาทำอย่างเดิม” ไม่มีอะไรเสียหาย
วัยหนุ่มก็ดีอย่างนี้ ตัดสินใจได้ง่าย
แต่การเปลี่ยนงานข้ามสายครั้งแรกห่างไกลจากคำว่าง่ายหลายโยชน์ เพราะไม่มีปริญญาบัตรด้านนี้ ไม่มีประสบการณ์ มีแต่ไฟ
ไปสมัครงานหลายที่ ล้วนต้องการดูใบปริญญาทั้งนั้น
บรัษัทเกือบทุกแห่งต้องการกระดาษ ไม่ใช่ไฟ
ในที่สุดก็เล็ดลอดไปทำงานในสายโฆษณาจนได้ และไต่เต้าขึ้นไป ได้รับรางวัล และเช่นกัน มีผลงานเข้าตาเจ้านายและลูกค้า ถ้าทำงานต่อไป ก็คงจะไปรอด
แต่วันหนึ่งก็ถึงจุดเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง อุตริอยากเปลี่ยนเป็นนักเขียนอาชีพ
ตอนนั้นอายุราว ๆ 45 มีครอบครัวและภาระต้องรับผิดชอบ ขณะที่อาชีพนักเขียนนั้นมีความเสี่ยงสูงมาก แต่ก็เดินเข้าไป จนมาถึงจุดนี้
มานึกในวัยนี้ ก็ยังเสียวไส้อยู่
การก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัย (comfort zone) ไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอน แต่บางครั้งเราก็ต้องทำ เพื่อสานความฝันของเรา
สัตว์ตระกูลผีเสื้อมีการเติบโตสี่ระยะ เริ่มที่ระยะไข่ ตามด้วยระยะหนอนเมื่อตัวหนอนฟักออกจากไข่ มันจะกินเปลือกไข่ของตัวเองเป็นอาหาร แล้วจึงเริ่มกินใบพืช เมื่อโตขึ้นก็จะลอกคราบราว 4-5 ครั้ง แต่ละครั้งทำให้ตัวขยายขึ้น สีเปลี่ยนไป หลังจากนั้นก็เข้าสู่ระยะดักแด้ หนอนที่โตเต็มที่สร้างเส้นใยห่อหุ้มตนเอง และเปลี่ยนแปลงตัวเองภายในนั้น แล้วออกจากดักแด้ เป็นผีเสื้อ
มนุษย์ก็ไม่ต่างจากผีเสื้อ มีกระบวนการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะ
เราควรถามตัวเองเป็นระยะ ๆ ว่า เรากำลังเป็นอะไรอยู่ หนอน? ดักแด้? หรือผีเสื้อ?
บางคนอาจเป็นผีเสื้อได้เร็ว บางคนก็ช้า บางคนก็เลือกเป็นหนอนหรือดักแด้ไปตลอดชีวิต
ไม่มีผิดหรือถูก มีแค่พอใจหรือไม่พอใจ
ถ้าไม่พอใจ หรือยังไม่บรรลุเป้า ก็ลอกคราบ แล้วเปลี่ยนตัวเองเสีย
แต่การลอกคราบไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่สำเร็จทุกครั้ง
คนส่วนมากไม่ชอบหรือไม่กล้าออกไปหาสิ่งใหม่ ไม่กล้าลองคิดใหม่ ไม่กล้าทดลองสิ่งที่ตนเองหรือองค์กรไม่กล้า บางคนไม่กล้าหางานใหม่ ไม่กล้าทำสิ่งที่แตกต่างจากความเคยชิน ไม่แม้แต่ชิมอาหารจานใหม่ นี่อาจทำให้เสียโอกาส
คำถามคือเราจำเป็นต้องออกจาก comfort zone หรือ คำตอบคือไม่จำเป็น แต่มันช่วยให้เราเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่าคนที่ไม่ยอมออกมาเลย
จำได้ไหมว่าครั้งสุดท้ายที่เราก้าวออกจาก comfort zone คือเมื่อไร? ทำอะไร? รู้สึกอย่างไร?
การก้าวออกจาก comfort zone คือการเปิดโลก บางครั้งคือความล้มเหลว แต่เราไม่อาจใช้ความล้มเหลวหนึ่งหรือสองครั้งสรุปเหมารวมว่ามันไม่ถูกต้อง
เราจะออกจาก comfort zone อย่างไร
ทางหนึ่งก็คือลงมือทำ กลัวอะไร ให้ทำสิ่งนั้น จะปรับตัวเองให้ชินกับการเผชิญหน้าสิ่งที่ไม่คุ้นเคย อาจเผชิญหน้ากับสิ่งที่ท้าทายซึ่งอาจไม่อยากทำ ให้ลองทำเรื่องง่าย ๆ ที่ไม่เคยทำก่อน
ทำความเข้าใจกับความกลัวของตัวเอง เช่น กลัวล้มเหลว มองในด้านที่ดีบ้าง ถ้ากลัว ก็วางแผนให้รอบคอบหน่อย
ทางหนึ่งก็คือหาแรงบันดาลใจจากคนที่ก้าวออกจาก comfort zone แล้วประสบความสำเร็จ
มองโลกในมุมต่างบ้าง ในมุมอื่น จะเห็นตัวเองในสภาพแวดล้อมใหม่ ชีวิตใหม่ หัดมองโลกในแง่ดี มองด้านสว่างบ้าง
หลายคนอยู่ในสถานการณ์ลังเล สองจิตสองใจว่าจะเปลี่ยนสายงานดีหรือไม่
ถามตัวเองว่าต้องการอะไร มีความฝันไหม ถามตัวเองว่า ถ้าไม่ทำสิ่งที่เราฝันถึง ไม่กล้าลงมือ ตอนแก่ตัวจะเสียใจหรือไม่ ถ้าคำตอบคือน่าจะใช่ ก็หาโอกาสทำเสียก่อนที่จะแก่และไม่มีแรงทำ
เตรียมพร้อม แล้วก็ลุย
อย่าลืมว่าไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดในโลกเกิดขึ้นโดยไร้ความเสี่ยงเลย อยู่ที่เสี่ยงมากหรือเสี่ยงน้อย และเราคุมความเสี่ยงได้มากแค่ไหน
การทำงานทุกสายอาชีพล้มเหลวได้ทั้งนั้น วางแผนให้รอบคอบรัดกุม แล้วลงมือทำให้เต็มที่ไปเลย
ถ้าล้มเหลวก็ล้มเหลว ไม่ถึงตายหรอก และบางครั้งล้มเหลวก็ยังดีกว่าคาใจไปตลอดชีวิต
วินทร์ เลียววาริณ
15-9-26จาก เหตุผลที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า
56 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 200 บาท = บทความละ 3.5 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/187/เหตุผลที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าShopee https://s.shopee.co.th/60Bx1VKarm
1 วันที่ผ่านมา -

คำว่า Slow Horses ในนวนิยายชุด Slow Horses ของ Mick Herron หมายถึงคนที่ไร้ความสามารถ เปรียบเหมือนม้าที่วิ่งช้าจนไม่มีทางชนะแข่งขัน ก็คือสายลับ MI5 ที่ไร้ประสิทธิภาพ ถูกเด้งไปนั่งตบยุงในสำนักงานโทรมๆ ที่เรียกว่า Slough House
เจ้าหน้าที่ Slow horses แต่ละคนล้วนทำเรื่องผิดพลาดตอนที่ทำงานอยู่ที่สำนักงานใหญ่ของ MI5 ที่ Regent's Park (จึงเรียกที่ทำงานใหญ่ของ MI5 ว่า The Park) จนถูกลงโทษเด้งไปที่ Slow horses บางคนลืมเอกสารลับไว้ในรถไฟ บางคนปฏิบัติการผิดพลาด บางคนเข้ากับคนอื่นไม่ได้ ฯลฯ
Slough House (ออกเสียง สลาว เฮาส์) ก็คือจุดรวมเจ้าหน้าที่ที่ถูกเด้ง
คำว่า slough ถ้าออกเสียง สลาว หมายถึงพื้นที่รกร้าง บ่อโคลน ถ้าออกเสียง สลัฟ หมายถึงหนังลอกคราบของสัตว์
Slough House ในนิยายชุดนี้หมายถึงบ่อโคลนของ MI5 ที่สถิตของเจ้าหน้าที่ที่ถูกเด้งไปตบยุง เป็นสำนักงานโทรมๆ อยู่ในกรุงลอนดอน แต่ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของสำนักงานใหญ่ของ MI5
ในนิยายและหนังซีรีส์ชุด Slow Horses หัวหน้าสำนักงาน Slough House ชื่อ แจ็คสัน แลมบ์ (แสดงโดย แกรี โอลด์แมน)
แจ็คสัน แลมบ์ เป็นเจ้าหน้าที่ MI5 ระดับสูงที่ถูกลดตัวเป็นหัวหน้าสำนักตบยุง วันๆ ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ กินของจุกจิก ไม่อาบน้ำ ปล่อยเนื้อปล่อยตัว สภาพเหมือนคนจรจัด นอนในสำนักงานที่รกรุงรัง มีกลิ่นตัว กลิ่นปาก รวมทั้งชอบผายลมโดยไม่แยแสใคร ชอบด่าคนไปทั่ว แม้แต่ลูกน้องตัวเอง แต่เป็นนักสืบมือฉมัง เป็นตัวละครแบบ anti-hero
ความจริงฮอลลีวูดเคยสร้างนักสืบบุคลิกคล้ายๆ กันคือนักสืบโคลัมโบ (แสดงโดย ปีเตอร์ ฟอล์ค) สวมเสื้อกันฝน แต่งตัวรุ่มร่าม กิริยาท่าทางเหมือนคนไร้บ้าน ทำให้คนร้ายประมาท ไม่คาดว่าเขาจะเป็นนักสืบชั้นยอด
แจ็คสัน แลมบ์ เดินตามรอยนี้ และนักแสดงตุ๊กตาทอง แกรี โอลด์แมน ก็สวมบทบาทนี้อย่างยอดเยี่ยมจนได้รับรางวัลนักแสดงนำจากหลายสำนัก
แต่บุคลิกสุดโต่งแบบนี้ดูเหมือนตั้งใจให้เป็นคนขวางโลกจนเกินไป เพราะขวางโลกทุกจุด ทุกเรื่องจนดูเหนือจริง
ซีรีส์ Slow horses เป็นหนังนักสืบผสมจารกรรม คดีต่างๆ วนเวียนในวงการจารกรรมทั้งในและระหว่างประเทศ โยงไปยังคดีเก่าในยุคสงครามเย็น แต่ละซีซั่นยาวแค่หกตอน แต่อัดพล็อตต่างๆ เข้าไปแน่นเหมือนปลากระป๋อง มันก็คือหนัง เจมส์ บอนด์ ที่เป็นซีรีส์นั่นเอง
หนังชุดนี้นำหลายเรื่องต่างของนักประพันธ์มารวมกัน บางตอนอาจอ่อนกว่าตอนอื่นบ้าง บางตอนก็เข้มข้น หนังก็ไม่ได้นำเสนอสารความคิดมากเท่าไรนัก แต่การเล่าเรื่องแบบนักมวยที่ปล่อยหมัดหนักไม่หยุด ทำให้โดยภาพรวมมันเป็นหนังสายลับที่สนุกที่สุดเรื่องหนึ่งในรอบหลายปี แต่ละตอนสนุก หักมุมหลายตลบ มีบทบู๊ บทยิง บทไล่ล่า ไปจนถึงการชิงอำนาจใน MI5 (จุดนี้คล้ายชุด เจสัน บอร์น) และทำได้ดีกว่าหนัง เจมส์ บอนด์ หลายเรื่อง
ป.ล. นักแสดงบทเจ้าหน้าที่ตบยุงคนหนึ่งคือ Jack Lowden รับบท River Cartwright ในเรื่อง ก็เป็นตัวเต็งคนหนึ่งของการคัดเลือก เจมส์ บอนด์ คนใหม่
9.5/10
ฉายทาง apple TVวินทร์ เลียววาริณ
14-9-26วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)
(มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)
1 วันที่ผ่านมา -

เมื่อวานนี้ Dario Amodei เจ้านายใหญ่ของ Anthropic บริษัท AI ใหญ่ของโลกเขียนบทความชี้ให้เห็นภัยของ AI
เขาเขียนว่าเราคงไม่สามารถหยุดการพัฒนา AI แต่ทุกฝ่ายควรมีมาตรการควบคุมการพัฒนาให้เป็นไปอย่างระมัดระวัง เพราะหากคุมไม่ได้ AI จะเป็นภัยต่อมนุษยชาติ
โลกควรมีองค์กรอิสระ (independent evaluators) ตรวจสอบเรื่องนี้
อีลอน มัสค์ กับเจ้านายใหญ่ของ OpenAI คือ Sam Altman เห็นด้วยกับ Dario Amodei
คนในวงการ AI จำนวนมากเชื่อว่าหากไม่ลดความเร็วของการพัฒนา AI ลง มีโอกาสที่มนุษย์จะสูญสิ้น
เรื่องนี้ เจมส์ คาเมรอน เตือนมนุษยชาติเรื่องภัยของปัญญาประดิษฐ์หรือ AI มานานแล้วในหนังชุด Terminator เมื่อ AI ชื่อสกายเน็ตก่อสงครามกับมนุษย์ ตอนแรกใครๆ ก็มองว่าเป็นนิยาย แต่ตอนนี้เริ่มมีคนเห็นด้วยกับเขามากขึ้น
มองไปรอบตัว ตอนนี้ทุกวงการโอบรับ AI เต็มที่ เวลาดูรูปถ่ายหรือคลิป เราชักไม่แน่ใจว่ามันเป็นความจริงหรือผลงานของ AI
เอาละ เราในฐานะชาวบ้าน ก็พึงรับรู้และระวัง เพราะมิจฉาชีพรัก AI มาก สามารถปลอมคลิปปลอมเสียงคนในครอบครัวเราได้
มีคนเตือนว่า หากได้รับโทรศัพท์จากคนที่ไม่รู้จัก อย่าพูดนานเกินไป เพราะ AI สามารถปลอมเสียงได้
หากวันดีคืนดีลูกเราโทร.มาบอกว่าประสบอุบัติเหตุ อยู่ที่โรงพยาบาล ให้โอนเงินไปให้เป็นค่าหมอ ก็ตรวจสอบก่อน ถามเรื่องส่วนตัวที่ AI ไม่มีทางรู้ เพราะคนที่โทร.มาอาจไม่ใช่ลูกเราก็ได้
โลกเรายิ่งพัฒนา ก็ยิ่งอยู่ยากขึ้นทุกที
ตอนนี้มีสองเรื่องที่อยากรู้มากกว่าเรื่อง AI จะก่อสงครามฆ่าคน
1 เมื่อไร AI จะซักผ้าแทนคนได้สักทีนะ เมื่อยมือมาก
2 จะแน่ใจได้อย่างไรว่าคลิปโต๊ะกลมเป็นเรื่องจริงหรือ AI
เคี้ยกเคี้ยก
วินทร์ เลียววาริณ
13-9-262 วันที่ผ่านมา -

แต่ละอาทิตย์ผ่านไปเร็ว ถือว่าเป็นสัญญาณดี
เพราะมีแต่คนที่หงอยเหงาเศร้าโศกและว่างงาน จึงรู้สึกว่าเวลาผ่านไปช้า
คนรอบตัวผมหลายคนอยู่ในวัยเกษียณ ผมบอกพวกเขาเสมอว่าหางานอดิเรกสักอย่างหรือสองอย่างทำ
กินเหล้า ซักผ้า ไม่ถือเป็นงานอดิเรก
อย่างแรกเป็นการพักผ่อน อย่างที่สองเป็นความรับผิดชอบ
งานอดิเรกควรเป็นกิจกรรมที่เราสามารถจดจ่อ ใช้ความคิดสร้างสรรค์ เกิดผลผลิต และกระบวนการนั้นทำให้เรามีความสุข
เช่น วาดรูป แต่งเพลง แต่งนิยาย แกะสลัก ทำสวน ทำเครื่องเรือน จะก่อตู้ ทำเก้าอี้ ต่อโต๊ะ ทั้งสี่เหลี่ยมและกลม ก็ถือเป็นงานอดิเรก
เมื่อเราสนุกกับงาน จิตจะจดจ่อ นอกจากมีความสุขในการทำงานแล้ว ยังถือเป็นการฝึกสมาธิไปในตัว
เวลาจมอยู่กับงานที่รัก มิติเวลาดูเหมือนหายไป เหลือแต่จุดจุดเดียวคืองานเบื้องหน้า
นั่นคือความสุข
ผมรู้สึกโชคดีที่ในวัยนี้ยังมีความรู้สึกนี้อยู่
เหนื่อย แต่ยังรู้สึกว่าไหว
ไม่อยากเฉาตาย ก็หางานอดิเรกสักอย่างทำ
สวัสดีวันจันทร์ ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับงานหรือกิจกรรมที่ทำ
วินทร์ เลียววาริณ
14-9-262 วันที่ผ่านมา -

ในรอบสิบกว่าปีนี้ ผู้กำกับหนังซีรีส์ที่อยู่ในระดับ top 5 ย่อมต้องมีชื่อ Vince Gilligan
คนสร้าง Breaking Bad (10/10) และ Better Call Saul (10/10)
ในโลกของหนังแฟรนไชส์และรีเมก เราหาหนังแบบ big idea ยากขึ้นเรื่อยๆ วงการเต็มไปด้วยนักสร้างพันธุ์ lazy writers ไอเดียเซมเซม บทเซมเซม
หนังที่กิลลิแกนต้นคิดและมีทีมงานมือหนึ่งร่วมเขียนนั้น ไม่เพียงมี big idea แต่วิธีการเล่าเรื่องยังฉีกจากวิธีการเล่าเรื่องแบบเก่า เข้าสู่พื้นที่หนังอาร์ต เห็นได้ชัดในงานซีซั่นสุดท้ายของ Better Call Saul ที่เขาทำงานร่วมกับ Peter Gould
บ่อยครั้งหนังเปิดเรื่องอาจดูเผินๆ ไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับเรื่อง แต่เมื่อจบ กลับผูกกันอย่างงดงาม เช่น Better Call Saul ตอน Rock and Hard Place ที่เปิดฉากด้วยดอกไม้สีน้ำเงินกลางสายฝน ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เล่าโดยตรง แต่เมื่อดูรวมกัน กลับกลายเป็นเรื่องเล่าที่มีความเป็นหนังอาร์ตที่ลงตัว ทั้งทริลเลอร์และ emotion ด้วยสไตล์ minimalism
หลังจากจบ Better Call Saul แล้ว กิลลิแกนก็เริ่มโครงการใหม่คือ Pluribus
ชื่อเรื่อง Pluribus มาจากวลีละติน "e pluribus unum" แปลว่า "หนึ่งในหลาย" (out of many, one.)
Pluribus เป็นหนัง big idea เป็นความสดใหม่ของหนังไซไฟ ไอเดียมีกลิ่นของ Contact แต่ไม่ใช่ Pluribus จับประเด็นใหม่ นั่นคือการตั้งคำถามว่าโลกวุ่นวายของเรานี้ควรแก้ไขไหม
Pluribus ถามว่าถ้าเรามีอำนาจที่จะแก้ไขโลกวุ่นวายใบนี้ให้เป็นโลกยูโธเปีย เราจะทำไหม เพราะยูโธเปียก็มีราคาที่เราต้องจ่าย
(ต่อไปนี้มีสปอยเลอร์ของหนัง Pluribus และหนังสือนวนิยาย สี่ภพ ของผม หากใครคิดจะดูหนังและหนังสือเรื่องนี้ ก็ควรข้ามไปอ่านสองย่อหน้าสุดท้าย
ย้ำอีกครั้ง สปอยเลอร์จะบอกพล็อตหลักของเรื่อง อย่าเพิ่งอ่าน หากคิดจะดูหนังหรืออ่านหนังสือ)
............................
ไอเดียหลักของ Pluribus คือการสร้างโลกที่มนุษย์ทุกคนเชื่อมจิตกัน (collective mind) ใครสักคนคิดอะไร รู้สึกอะไร คนที่เหลือในโลกทั้งหมดจะรับรู้ด้วย
หนังเปิดฉากที่นักดาราศาสตร์พบคลื่นวิทยุจากต่างดาว ระยะทาง 600 ปีแสง พวกเขาค้นพบว่าคลื่นวิทยุนั้นมีสี่สาย คือ AGCT ซึ่งเป็น Nucleobases ของ DNA ได้แก่ Adenine (A), Cytosine (C), Guanine (G) และ Thymine (T)
ด้วยข้อมูลนี้พวกเขาสามารถสร้าง 'ชีวิตใหม่' ในห้องทดลอง (นี่คล้ายเรื่อง Contact ที่สิ่งทรงภูมิปัญญาต่างดาวส่งแบบพิมพ์เขียวสร้างยานอวกาศ) เมื่อดีเอนเอของสัตว์ทดลองเข้าสู่มนุษย์ ก็แพร่ไปทั่วโลกในเวลาสั้นๆ คุณสมบัติของดีเอนเอต่างดาวซึ่งเป็นวิทยาการต่างดาวนี้ ทำให้มนุษย์ทั้งโลกกลายเป็นจิตรวม
ผลที่ตามมาคือโลกกลายเป็นโลกยูโธเปีย ไม่มีสงคราม ไม่มีการฆ่ากัน ไม่มีอาชญากรรม ไม่มีใครสามารถโกหกได้
ตัวละครหลักของเรื่องก็คือคนที่ไม่ได้รับผลกระทบ และต่อต้านสังคมยูโธเปียใหม่ เพราะมันทำลายคุณลักษณ์ของมนุษย์ไป และท้ายที่สุดมนุษย์ทุกคนก็เป็นเพียง 'ผึ้งงาน'
แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนวนิยาย สี่ภพ?
น่าแปลกที่ไอเดียเรื่อง Pluribus นี้ตรงกับนวนิยายจีนกำลังภายใน+ไซไฟของผมเรื่อง สี่ภพ โชคดีที่ สี่ภพ ออกมาก่อนหลายเดือน (แต่จริงๆ เขียนมานานอย่างน้อยห้าปีก่อนหน้าวางตลาด)
ใน สี่ภพ สิ่งทรงภูมิปัญญาต่างดาวเปลี่ยนโลกคู่ขนานโลกหนึ่งของโลกมนุษย์เป็นโลกจิตรวม เรียกว่า จงซิน จิตรวมนี้สามารถสื่อสารกับมนุษย์ในโลกปกติ เป้าหมายเพื่อช่วยโลกจากพิบัติบางอย่าง
............................
Pluribus เป็นซีรีส์ที่ดีและใหม่สด สองตอนแรกจับเราอยู่หมัด หลังจากนั้นก็แผ่วลง ในความเห็นส่วนตัว หนังแนวนี้เป็น plot-based เหมาะที่จะเล่าเรื่องแบบเร็ว แต่กิลลิแกนเลือกใช้โหมด slow burn ในการเล่า ทำให้เรื่องเคลื่อนไปช้า มีฉากซ้ำซากและฉากไม่จำเป็นแทรกอยู่มาก ทำให้ซีรีส์ความยาว 9 ตอนมีพล็อตน้อยเกินไปที่จะจับคนดู ด้วยพล็อตแค่นี้ หากทำเป็นหนังโรงความยาวสามชั่วโมง จะดีมาก
หากไม่ติดที่กลวิธีการเล่าเรื่องที่ช้ามาก (แม้ว่าจะมีความคิดสร้างสรรค์ดีที่มีลายเซ็นของผู้สร้าง) ซีรีส์นี้ก็ควรได้ 10/10 ก็คาดว่าเมื่อซีซั่น 2 3 4 ออกมา ในภาพรวม มันจะเป็นซีรีส์ 10/10 อีกชุดหนึ่งของ Vince Gilligan เพราะเชื่อมือทีมงานนี้ว่าเก่งพอในการทำให้หนังประทับใจ
9/10
ฉายทาง apple TVวินทร์ เลียววาริณ
12-9-26วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)
(มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)
3 วันที่ผ่านมา
