-
วินทร์ เลียววาริณ1 ปีที่ผ่านมา
ปีนี้นายกฯไทยไปพบผู้นำจีน ครบ 50 ปีพอดีที่นายกฯไทยอีกท่านหนึ่งไปพบผู้นำจีน
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช พบเหมาเจ๋อตง
ไปทำไม? ก็เพราะการเมืองโลกเปลี่ยนไป
ในปี พ.ศ. 2518 กองทัพเวียดนามเหนือบุกเข้ากรุงไซ่ง่อนในวันที่ 30 เมษายน ภัยคอมมิวนิสต์ประชิดไทยขนาดลมหายใจรดต้นคอ
ประเทศไทยต้องตามเกมให้ทัน มิฉะนั้นทฤษฎีโดมิโนอาจจะเกิดขึ้นจริง อินโดจีนและแหลมทองอาจกลายเป็นพื้นที่สีแดงทั้งหมด
เวลานั้นผู้นำไทยเป็นพลเรือน ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช พล.ต. ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช มีภาพลักษณ์ต่อต้านคอมมิวนิสต์มาตลอด แต่เมื่อคำนึงถึงผลประโยชน์และเอกราชของบ้านเมือง ก็ยอมเปลี่ยนเกม ยอมรับความเปลี่ยนแปลงของเกมการเมืองโลก
กลยุทธ์ใหม่ของไทยคือปรับความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีน
ความคิดนี้ถูกต่อต้านจากฝ่ายทหารหลายคน แต่รัฐบาลเห็นว่า การเป็นมิตรกับสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้นจะส่งผลดีต่อไทยในภาพรวมมากกว่า โดยเฉพาะด้านความมั่นคง เพราะไทยอยู่ในตำแหน่งอันตรายยิ่งยวด จีนสนับสนุนเวียดนามทำสงครามกับสหรัฐฯ จึงสามารถ ‘ปราม’ เวียดนามหากคิดรุกรานไทย
นอกจากนี้จีนที่เป็นผู้สนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย อาจลดการสนับสนุนลง ทำให้การปราบปรามง่ายขึ้น
รัฐบาลไทยตั้งคณะทำงานเจรจาเปิดความสัมพันธ์กับจีน นำโดยนายอานันท์ ปันยารชุน เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน และผู้แทนถาวรประจำองค์การสหประชาชาติ ทีมงานประกอบด้วย เตช บุนนาค ชวาล ชวณิชย์ จากกรมการเมือง สุจินดา ยงสุนทร จากกรมสนธิสัญญา
รัฐบาลไทยส่งนักการทูตไทยไปติดต่อ ‘หลังบ้าน’ กับทางรัฐบาลจีนเพื่อขอสถาปนาความสัมพันธ์
ในวันที่ 17 มิถุนายน 2518 อานันท์ ปันยารชุน และคณะไปเจรจากับฝ่ายจีน การเจรจาเกิดขึ้นในบรรยากาศที่เป็นมิตร และตกลงกันได้
จุดที่ทำให้การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่นคือ ‘ความเป็นพี่น้อง’ ของจีนกับไทย และไทยยอมรับหลักการ One China นั่นคือมีจีนประเทศเดียว
ผลที่ตามมาคือนายกรัฐมนตรีโจวเอินไหลของจีนเชิญนายกรัฐมนตรีไทย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ไปเยือนจีนอย่างเป็นทางการ
ในวันที่ 30 มิถุนายน 2518 ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็เดินทางไปเมืองจีน พร้อม พล.ต. ชาติชาย ชุณหะวัณ และคณะ
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์พูดทีเล่นทีจริงก่อนออกเดินทางไปเมืองจีนว่า “จะไปหาญาติผู้พี่มาคุ้มครองเรา”
ประโยคนี้พูดได้เต็มปาก เพราะในความเป็นจริง จีนกับไทยใกล้ชิดกันมานานมาก
และบางคนอาจไม่รู้ว่า ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนักเขียน ภาษาสำนวนท่านสุดยอด
........................
ในการไปลงนามครั้งประวัติศาสตร์นี้ มีสื่อมวลชนไปทำข่าวนับพันคน ค่ายสยามรัฐของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ส่งนักหนังสือพิมพ์มือดี สละ ลิขิตกุล ไปทำข่าวนี้และได้บันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ไว้ สละเล่าว่าทางการจีนต้อนรับคณะผู้นำไทยอย่างอบอุ่น ดีกว่าชาติอื่น ๆ
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช กล่าวกับคนรอบตัวว่า รู้สึกตื่นเต้นและประหม่าเมื่อคิดว่าตัวเองจะต้องไปพบกับผู้ยิ่งใหญ่แห่งคอมมิวนิสต์ของโลก “รู้สึกปอด ๆ อยู่เหมือนกัน”
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เข้าพบโจวเอินไหล นายกรัฐมนตรีจีนซึ่งอยู่ระหว่างการพักรักษาตัว โจวเอินไหล ต้อนรับฝ่ายไทยอย่างดี ทั้งสองลงนามในหนังสือสัญญาพันธไมตรีระหว่างไทยกับจีน เป็นสัญญาประวัติศาสตร์
โจวเอินไหลในเวลานั้นป่วยค่อนข้างหนัก การลงนามสัญญากระทำในพระที่นั่งแห่งหนึ่งในพระราชวัง เจ้าหน้าที่ต้องขนย้ายอุปกรณ์ทางการแพทย์ไปที่นั่น เพื่อดูแลผู้ป่วยคนเดียวคือ โจวเอินไหล
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์เล่าว่า ขณะลงนาม มือท่านโจวเอินไหลก็สั่นตลอดเวลากินเวลาร่วมครึ่งชั่วโมงจึงลงนามเสร็จ
เสร็จจากลงนามแล้ว ก็เปิดแชมเปญดื่มตามธรรมเนียมการทูต ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ชนแก้วกับโจวเอินไหล นายกรัฐมนตรีจีนกระซิบว่า “ผมดื่มเหล้าไม่ได้ หมอห้ามไว้ ที่ผมดื่มเป็นน้ำชา”
โจวเอินไหลกล่าวกับ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ว่า “ในหลายศตวรรษที่ผ่านมา ประเทศของเราทั้งสองมีการไปมา หาสู่กัน อยู่ใกล้ชิดกัน จะติดต่อทางทะเลก็สะดวกมาก ดังนั้นพูดไปแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับเป็นญาติกัน”
โจวเอินไหลพบผู้นำไทยเป็นชาติสุดท้าย ไม่นานหลังจากนั้นก็ถึงแก่อสัญกรรม
นายกรัฐมนตรีไทยพักที่กรุงปักกิ่งหลายวัน แต่ไม่มีกำหนดว่าจะได้เข้าพบประธานเหมาเจ๋อตุงแต่อย่างใด
..................................
วันที่ 2 กรกฎาคม เติ้งเสี่ยวผิงนำ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์และคณะไปเยี่ยมเยียนชนเผ่าต่าง ๆ ในประเทศจีน บางกลุ่มพูดภาษาไทยเหนือและอีสานได้ ระหว่างที่กำลังสนทนากับชาวพื้นเมือง รถยนต์คันหนึ่งก็แล่นมาเทียบ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งตรงไปรายงานต่อเติ้งเสี่ยวผิง
รองนายกรัฐมนตรีจีนหันไปบอกนายกฯไทยว่า “ท่านประธานเหมาให้คุณเข้าพบวันนี้ก่อนเที่ยง”
เท่านั้นเองผู้นำไทยก็ต้องยุติการเยือนชนเผ่า หลบออกมาไม่ให้ใครรู้โดยเฉพาะผู้สื่อข่าว รีบกลับไปที่โรงแรม เปลี่ยนชุดทันที
นักหนังสือพิมพ์สยามรัฐ สละ ลิขิตกุล เห็นเข้า ถาม ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ว่าจะรีบไปไหน ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ตอบยิ้ม ๆ ว่า “ฮ่องเต้มีรับสั่งให้เข้าเฝ้าแล้ว”
คณะบุคคลที่เข้าพบประธานเหมาเจ๋อตุงประกอบด้วย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี พล.ต. ชาติชาย ชุณหะวัณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายอานันท์ ปันยารชุน ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ นายประกายเพ็ชร์ อินทุโสภณ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพียงสี่คน
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ไปพบประธานเหมาในสถานที่ที่เรียกกันว่าหอสมุด หลังคากลมสูงคล้ายโดม
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์หันไปถาม พล.ต. ชาติชายที่เดินตามมาว่า “จะเอายังไง จะสู้หรือจะถอย”
พล.ต. ชาติชายบอกว่า “ไม่ได้ ถอยไม่ได้ ต้องใจกล้าไว้ครับท่านนายกฯ เรามาถึงอย่างนี้แล้ว เอาเลย”
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ก็เดินเข้าไปหาชายผู้นั้น ก็คือผู้นำแผ่นดินจีน
ประธานเหมาเจ๋อตุงจับมือ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ตามคำบรรยายของ สละ ลิขิตกุล ว่า ‘ร้องเสียงดังโฮก ๆ’ จับมือ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์เขย่าแล้วเขย่าอีก หลังจากนั้นก็จับมือ พล.ต. ชาติชาย เขย่า ถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ ต่างประเทศว่า “ท่านเคยมาเมืองจีนแล้วไม่ใช่หรือ”
พล.ต. ชาติชายตอบว่า “เคยมาแล้ว”
เหมาเจ๋อตุงว่า “คงจะชอบเมืองจีนละซี จึงมาอีก”
“ชอบมากครับ”
หลังจากนั้น ท่านเหมาไปจับมือกับ อานันท์ ปันยารชุน และ ประกายเพ็ชร์ อินทุโสภณ แล้วสองคนหลังก็ถูกพาออกไป เหลือเพียง ม.ร.ว. คึกฤทธิ์กับ พล.ต. ชาติชายสองคน ท่านเหมาเชิญแขกไปนั่งที่เก้าอี้ที่จัดไว้ ส่วน เติ้งเสี่ยวผิงยืนอยู่ใกล้ ๆ
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เล่าภายหลังว่า “ท่านประธานเหมานั่งเต็มเก้าอี้แบบคนใหญ่คนโต ไอ้ผมมันเด็ก ก็ต้องนั่งขอบเก้าอี้ แล้วก็ประสานมือแบบเคารพ หรือจะว่าแบบเล่าปี่ไปหาขงเบ้งนั่นแหละ”
ไม่เหมือนผู้นำชาติอื่น ๆ ที่ ‘ใหญ่มา’ นั่งเต็มเก้าอี้ และไขว่ห้างคุยกับท่านประธาน ทำให้ท่านเหมาดูจะพอใจมากทีเดียว
ท่านเหมาบอกว่า “ที่ท่านนายกฯให้สัมภาษณ์ที่ฮ่องกงถูกต้องแล้ว”
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ฮ่องกง หนึ่งวันก่อนเข้าประเทศจีน วันนั้นนักหนังสือพิมพ์ฮ่องกงถาม ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ว่า “ประเทศไทยไม่ใช่คอมมิวนิสต์ และมีผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์มาก ทำไมจึงไปผูกสัมพันธไมตรีกับประเทศจีนคอมมิวนิสต์”
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ตอบว่า “เรื่องลัทธิคอมมิวนิสต์นั้นน่ะเป็นเรื่องของพรรคการเมือง แต่การไปผูกไมตรีกับจีนเป็นเรื่องของประชาชนชาวจีนกับประชาชนชาวไทย ไม่มีลัทธิ”
ประธานเหมาชมว่านายกฯไทยพูดได้ดี
“ท่านนายกฯมาหาคอมมิวนิสต์อย่างข้าพเจ้า ไม่รู้สึกกลัวหรือ?”
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ตอบว่า “ข้าพเจ้ามิได้มาหาคอมมิวนิสต์ แต่มาหาเพื่อน”
บอกว่า คนไทยมาเชื่อมสัมพันธ์กับประเทศจีนครั้งนี้เพราะเราเป็นมิตรกันมาช้านาน แต่สัมพันธภาพสะดุดลง จึงขอมาเริ่มต้นใหม่
ท่านร้อง “ห่าว ๆ” (ดี)
ปีนั้นท่านเหมาเจ๋อตุงอายุ 82 ส่วน ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช อายุ 64
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์บอกว่า “ท่านประธานยังแข็งแรงอยู่นะ”
ท่านเหมาตอบว่า “ไม่จริงหรอก แก่เต็มทีแล้ว เวลานี้ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่รับราชการกินเงินเดือนเขา” และบอกอีกว่า “อีกหน่อยก็ตายแล้วละ คนแก่ขนาดนี้ จะอยู่ได้สักแค่ไหน”
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์สัพยอกว่า “ท่านประธานตายไม่ได้นะ เพราะโลกไม่สามารถที่จะสูญเสียผู้ร้ายนัมเบอร์วันของโลกได้”
ท่านเหมาเจ๋อตุงหัวเราะชอบใจ เพราะวลี ‘ผู้ร้ายนัมเบอร์วัน’ นั้น ท่านเหมาเป็นคนพูดเองมาก่อน นายกรัฐมนตรีไทยผู้เป็นนักเขียนที่เชี่ยวชาญการใช้คำ ก็นำมาใช้เป็นมุข
ในประเด็นคอมมิวนิสต์นั้น ท่านประธานเหมาบอก ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ว่า “อย่าไปกลัวมัน” และบอกว่า “อย่าไปรบกับมันพวกคอมมิวนิสต์ เพราะถ้ามันตายกันมาก ๆ มันก็ยิ่งมาตายกันอีกไม่รู้จักหมด เพราะมันอยากดัง”
เหมาเจ๋อตุงบอกว่า การขจัดคอมมิวนิสต์ง่ายนิดเดียว คือทำให้ชาวบ้านชาวเมืองมีกินมีใช้
“อย่าไปกลัวเลยคอมมิวนิสต์ มีไม่กี่คนหรอก ดูซิ ผมเป็นประธานคอมมิวนิสต์มาตั้งกี่สิบปี ยังไม่เคยเห็นคอมมิวนิสต์ไทยมาแสดงความเคารพสักคน”
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ว่า “งั้นผมจะส่งสักสี่คนมาให้พรุ่งนี้เลย”
ท่านเหมาหัวเราะว่า “คงไม่มีเวลาต้อนรับเขา!”
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์คุยกับ ‘ผู้ร้ายนัมเบอร์วัน’ เหมือนญาติคุยกัน จนเกือบครบชั่วโมง หลังจากนั้นก็มอบของขวัญให้ท่านประธาน แล้วร่ำลากัน
หลังจากที่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช พบท่านประธานเหมาเจ๋อตุงไม่นาน ผู้นำจีนก็ถึงแก่อสัญกรรม แปดเดือนหลังจากโจวเอินไหลจากโลกไป
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์เล่าว่า ภาพที่เห็นแตกต่าง ตอนอยู่ในเมืองไทย ได้ยินชื่อคอมมิวนิสต์ระดับสูง ก็รู้สึกเกรงกลัว แต่ละคนเหมือนเสือเหมือนช้าง แต่พอไปพบตัวจริง ก็เป็นคนธรรมดา คุยกันได้
การที่รัฐบาลไทยดำเนินการทางการทูตแบบหักมุม เข้าหาจีนสำเร็จลุล่วง เป็นหมากที่ได้ผล เป็นนโยบาย ‘พลิกเกม’ ที่ทำให้ประเทศไทยต้านคอมมิวนิสต์ทั้งภายในและภายนอกประเทศได้
coexist
แตกต่าง แต่อยู่ร่วมกันได้
...................................
ย่อความจาก ประวัติศาสตร์ที่เราลืม / วินทร์ เลียววาริณ
ตอนนี้มีโปรโมชั่นพิเศษ คุ้มที่สุด 6 เล่ม 1,000 บาท จากราคาปก 1,605.-
118 เรื่อง = เรื่องละ 8.4 บาทหนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
สั่งทาง Shopee https://shope.ee/30QSjhDgNg?share_channel_code=6
0- แชร์
- 251
-
0 วันที่ผ่านมา -

แรนดี พอช เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่พิตต์สเบิร์ก สหรัฐอเมริกา ในปี 2007 อายุ 46 เขาพบว่าเขาเป็นมะเร็งที่ตับอ่อนและกำลังจะตายในหกเดือน เขาเลือกใช้เวลาช่วงสุดท้ายเล็กเชอร์นักศึกษา ชื่อหัวข้อ The Last Lecture: Really Achieving Your Childhood Dreams
หลังจากเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต มันกลายเป็นคลิปวิดีโอที่มีคนดูมาก เขาจึงเขียนหนังสือชื่อเดียวกันออกมา
ท่อนหนึ่งของหนังสือเขียนว่า “กำแพงอิฐอยู่ที่นั่นโดยมีเหตุผลบางอย่าง กำแพงอิฐมิได้ปิดกั้นเราออกไป กำแพงอิฐอยู่ที่นั่นเพื่อแสดงให้เราเห็นโอกาสว่า เราต้องการอะไรบางอย่างมากแค่ไหน”
คนเราล้วนต้องการประสบความสำเร็จ แต่คนส่วนมากเมื่อเจอกำแพงอิฐขวางหน้า ก็ถอย
หรือบ่นก่อนถอย
การบ่น การสาปแช่งชะตาฟ้าดินกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต หลายคนคิดว่าการบ่นเป็นกลไกระบายความเครียดตามธรรมชาติ ทำให้ชีวิตดีขึ้น
แต่บางคนอาจลืมไปว่า บ่นคนเดียวกับกำแพงหินต่างจากบ่นกับคนอื่น เพราะคนที่ได้ยินเสียงบ่นจะรับความเครียดนั้นมาโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่
กลายเป็นถังขยะรองรับความเครียดของคนบ่น
ความจริงมีวิธีอื่นที่เป็นกลไกการระบายความเครียดโดยไม่ทำร้ายคนอื่น เช่น การออกแรง การวิ่ง การร้องเพลง การฟังเพลง ฯลฯ แต่คนจำนวนมากรู้สึกว่าบ่นให้คนอื่นฟังได้ผลกว่าบ่นคนเดียว
มนุษย์จำนวนมากในโลกเกลียดงานที่ทำ เกลียดชีวิตของตน เกลียดสภาพแวดล้อมที่ตนอยู่ แล้วสรุปว่าเป็นความผิดของปัจจัยภายนอก ไม่ใช่ตัวเราเอง
แน่นอน บางปัจจัยมาจากภายนอกจริง แต่การที่เราจะทุกข์มากหรือน้อย หรือไม่ทุกข์ มาจากปัจจัยภายใน นั่นคือมันขึ้นอยู่ว่าเราจะปรุงแต่งให้เป็นทุกข์หรือไม่ปรุงแต่งมัน
นี่ก็คือวิธีคิดแบบพุทธซึ่งชี้ว่า ทุกข์เกิดจากการปรุงแต่ง ส่วนจะปรุงแต่งให้ทุกขั้นรสจัดแค่ไหน ก็ทำตามสบาย อย่างไรก็ตาม พุทธชี้ว่า เรายังมีทางเลือกที่จะไม่ปรุงแต่ง
ถ้าเกิดความทุกข์ ก็รับรู้ เพราะความทุกข์ก็อยู่ในธรรมชาติของจักรวาล เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
มนุษย์ทุกคนล้วนต้องเจอปัญหา แต่ที่แตกต่างคือทัศนคติในการจัดการกับปัญหา
นักปรัชญากรีกโบราณ เอพิคทีตัสกล่าวว่า “มนุษย์ไม่วิตกกับปัญหาจริงมากเท่าวิตกจริตจากปัญหาจริง”
ทัศนคติในการแก้ปัญหาสำคัญกว่าปัญหา
วินทร์ เลียววาริณ
11-6-26บางท่อนจากหนังสือ กอดหนาม
51 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 260 บาท = บทความละ 5 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้วhttps://www.winbookclub.com/store/detail/241/กอดหนาม
โปรโมชั่นคู่กับเล่มอื่น https://www.winbookclub.com/store/detail/243/%28S11%29%20กอดหนาม%20+%20ปฎิบัติการผ่าสมองไอน์สไตน์%20+%20Mini%20Tao
Shopee เดี่ยว https://s.shopee.co.th/qUBWxp70F
2 วันที่ผ่านมา -

ช่วงนี้ผมเริ่มไปดูหนังในโรงภาพยนตร์
ไม่ใช่เพราะร่ายกายหายดีแล้ว แต่เพราะยังไม่หายดี จึงต้องไป
มันเป็นคำสั่งหมอ
เอ๊ะ! ยังไง?
หมอบอกว่าให้เดินเยอะๆ จะฟื้นตัวเร็วขึ้น
ก็เชื่อฟังคำหมอ เดินไปที่โรงหนัง
ปกติการเดินทางจากบ้านไปโรงหนังก็โดยสารมอเตอร์ไซค์ แต่หมอยังห้ามนั่งยวดยานที่มีแรงสะเทือนสูง
การเดินไปโรงหนังก็เท่ากับยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ได้เดินและได้ดูหนัง
เดินไปกลับราว 2-3 กิโล ก็ถือว่าได้เดินตามที่หมอสั่ง
ถ้าหมอไม่เห็นด้วย ก็คงต้องเปลี่ยน...
เปลี่ยนหมอ
ช่วงหลังนี้ทำอะไรช้าลง เดินช้า และเดินอย่างระวัง มีสติกำกับตลอดทุกย่างก้าว เพราะรู้ว่าหากหกล้มหรือเจ็ดล้ม มีโอกาสกลับไปหาพยาบาลสาวๆ อีก
แต่ไม่ดีกว่านะ
อาทิตย์นี้หนังสปีลเบิร์กเข้าโรง (Disclosure Day) ก็คงได้เดินอีก เฮ้อ! ทำไงได้ หมอสั่งมา
วินทร์ เลียววาริณ
10-6-262 วันที่ผ่านมา -

อาทิตย์นี้ผมดูหนังโรงสองเรื่องคือ สตาร์ วอร์ส The Mandalorian and Grogu กับหนังซอมบี้เกาหลี Colony
บางคนอาจสงสัยว่าทำไมคะแนนเรื่องแรกห่างจากเรื่องที่สองมาก (7.7/10 กับ 9/10) ทั้งที่เรื่องแรกสนุกมาก
ประเด็นคือผมไม่ได้ให้คะแนนที่ความสนุก แต่ให้ที่ความสด
ผมเขียนรีวิวเรื่องแรกว่า มันมีพล็อตมากมาย แต่ไม่มีคอนเส็ปต์ (concept)
ส่วนเรื่องหลังมีคอนเส็ปต์ดี
ตรงนี้คงต้องขยายความ
คอนเส็ปต์คือไอเดียหลักของหนัง เป็นแก่นกลางที่ทั้งเรื่องเกาะยึดไว้ แล้วเดินหน้าไปตามนั้น ไม่มีองค์ประกอบส่วนเกินมาเกาะ (หรือมีน้อย)
ในเรื่อง The Mandalorian and Grogu ไม่มีแก่นกลาง มีแต่พล็อตซ้อนพล็อตซ้อนพล็อต หากตัดสักพล็อตทิ้ง ก็ไม่ทำให้ดูหนังไม่รู้เรื่อง
ตัดฉากสู้กับช้างเหล็ก เรื่องก็เดินหน้าได้
ตัดสัตว์ประหลาดไป เรื่องก็ไม่เสียหาย
พูดง่ายๆ คือเหมือนคนสร้างมีโจทย์มาก่อนว่า ต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้างในหนัง แล้วแต่งพล็อตสวม
แต่หนังที่มีคอนเส็ปต์จะคิดคอนเส็ปต์ก่อน แล้วค่อยคิดพล็อตและองค์ประกอบมาเสียบ
คำว่า concept หมายความถึงแค่ความคิดหลักของเรื่อง ไม่ได้บ่งว่ามันดีหรือไม่ดี แต่หากคอนเส็ปต์นั้นดีมาก แปลกใหม่ ดูแล้วอ้าปากค้าง ตื่นเต้น เราเรียกมันว่า high-concept มักใช้กับหนัง ในวงการโฆษณาและวงการเขียน เรานิยมใช้คำว่า big idea มากกว่า แต่ทั้งสองคำนี้มีความหมายเหมือนกัน ใช้แทนกันได้ หมายถึงความคิดใหม่สด แปลก หลุดโลก (“คิดได้ไง!”) จดจำง่าย จำได้นาน อยู่ข้ามกาลเวลา บางครั้งเป็นไอเดียที่สร้างความเปลี่ยนแปลง อาจถึงขั้นที่ส่งผลกระทบต่อสายธารงานศิลปะ
high-concept ไม่เกี่ยวกับความยาก อาจเป็นไอเดียง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน แต่แปลก ฉีกแนว บ่อยครั้งมาจากวิธีคิดแบบ “what if?”
ตัวอย่างของงาน high-concept เช่น การโคลนไดโนเสาร์ขึ้นมามีชีวิตใหม่ใน Jurassic Park, ความสามารถควบคุมความฝันของคนอื่นได้ใน Inception, โรงเรียนพ่อมดใน Harry Potter, การใช้ชีวิตวันหนึ่งซ้ำกันเรื่อย ๆ ใน Groundhog Day, โลกที่เรารู้จักเป็นเพียงภาพลวงตาใน The Matrix, โครงการตกปลากลางแผ่นดินทะเลทรายใน Salmon Fishing in the Yemen, มือปืนถูกยิงแล้วมองเห็นภาพกลับหัวใน ฝนตกขึ้นฟ้า, การต่ออวัยวะเป็นมนุษย์คนใหม่ใน Frankenstein เป็นต้น
สภาวะ high-concept ของไอเดียหนึ่งอาจถูกลดระดับเป็นแค่ concept เฉย ๆ หรือเป็นธีมก็ได้ เพราะความแปลกใหม่-สด-ฉีกแนวในยุคหนึ่งอาจไม่แปลกใหม่-สด-ฉีกแนวในอีกยุคหนึ่ง เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้เสมอ ซึ่งมักเกิดจากการใช้มาก
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อแรกที่ เอช. จี. เวลส์ เขียนเรื่อง The Time Machine โดยมาจากไอเดียว่า เกิดอะไรขึ้นหากเราสามารถเดินทางข้ามเวลาด้วยยานพาหนะ? เป็นที่มาของคอนเส็ปต์การเดินทางข้ามเวลาด้วยยานเวลา มันเป็น high-concept หรือ big idea ด้วย
ทว่าเมื่อคอนเส็ปต์นี้ถูกใช้มาก ๆ หลังจากผู้คนเคยชินกับการเดินทางข้ามเวลา มีหนังสือและหนังเกี่ยวกับเรื่องนี้มากมายนับไม่ถ้วน การเดินทางข้ามเวลาที่เคยเป็นกระแสหลักหรือสไตล์เฉพาะจึงลดสถานะความเป็น high-concept หรือ big idea ไปโดยปริยาย
เช่นกัน เมื่อแรกที่ แมรี เชลลี เขียนนวนิยายเรื่อง Frankenstein การต่ออวัยวะเป็นมนุษย์คนใหม่เป็น high-concept ต่อมามันก็กลายเป็นเรื่องธรรมดา จนกว่าจะมีคนคิดคอนเส็ปต์ใหม่เสียบเข้าไป
โดยส่วนตัว ผมมองว่าหนังในโลกนี้มีมากมาย ทำไมต้องดูเรื่องเซมเซม ไม่มีอะไรสดใหม่
นี่คือเหตุผลที่ให้คะแนนหนังที่มีคอนเส็ปต์ดีสูงเสมอ แม้ว่าการเดินเรื่องยังมีจุดบกพร่อง หรือแม้ว่าเรื่องจะไม่สนุก
วินทร์ เลียววาริณ
9-6-263 วันที่ผ่านมา -

คนเรามักทำคะแนนวิชาที่เราชอบได้ดี และทำคะแนนไม่ดีในวิชาที่ไม่ชอบ เป็นเรื่องธรรมดา
คนเราก็มักประกอบอาชีพในสายวิชาที่ตนเองทำคะแนนได้ดี ทำในสิ่งที่ชอบ นี่ก็ฟังดูเป็นตรรกะ มีเหตุผล
แต่ตรรกะนี้แม้จะเป็นเรื่องจริง ก็มีจุดอ่อนอย่างหนึ่งคือ มันปิดกั้นโอกาสเราที่จะชอบสิ่งอื่น ๆ ซึ่งตอนเริ่มต้นเราไม่ชอบหรือไม่ถนัด
เมื่อเราเจอเรื่องที่เราไม่ถนัดและไม่ชอบ หากยึดมั่นถือมั่นว่าไม่ถนัดและไม่ชอบไปตลอด เราก็จะไม่ถนัดและไม่ชอบเรื่องนั้นหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์
แต่หากลองเปลี่ยนมุมมอง ปรับทัศนคติเล็กน้อย มองว่า การที่เราไม่ถนัดและไม่ชอบก็เพราะเราไม่ได้ให้เวลากับมันมากพอ เราอาจพบทางอีกสายหนึ่งที่ดีอย่างคาดไม่ถึง
บางทีวิชาที่เราได้คะแนนไม่ดีเกิดจากการเรียนแบบไม่สนุก ครูสอนไม่เข้าใจ แต่หากหาทางเรียนรู้ใหม่ เราอาจจะชอบมันมาก ๆ ก็ได้ เมื่อนั้นวิชาที่เราได้คะแนนไม่ดีหรือสอบตก ก็อาจกลายเป็นวิชาที่เราชอบที่สุดในโลก
ดังนั้นเมื่อไม่ชอบไม่ถนัดอะไร อย่าเพิ่งฟันธงว่านี่คือสิ่งที่ไม่ชอบ บอกตัวเองว่า เรายังไม่ถนัดเรื่องนั้น เราเพียงไม่ชอบ ณ ขณะนี้เท่านั้น
นี่เป็นหลักคิดของ นีล ดีกราส ไทสัน นักฟิสิกส์จักรวาลที่มีชื่อเสียงชาวอเมริกัน เขาเล่าว่า ตอนแรกที่เขารู้จักวิชาแคลคูลัส เขางงมาก เพราะมันไม่ใช่วิชาคณิตศาสตร์ปกติทั่วไป มันมีวิธีการมองอีกแบบหนึ่ง แต่เขาบอกตัวเองว่าจะลองเรียนดูก่อนว่าเป็นยังไง
ผ่านไปหนึ่งเดือน เขาก็พอจะเข้าใจหลักแคลคูลัสราง ๆ ผ่านไปสองเดือน เขาก็เข้าใจคอนเส็ปต์ของมัน ผ่านไปสามเดือน เขาก็เข้าใจทะลุปรุโปร่ง และใช้ประโยชน์จากวิชานี้มากมาย
เขาจึงถือหลักประจำใจว่า ถ้าไม่เข้าใจอะไร อย่าเพิ่งปฏิเสธมัน แค่ให้เวลากับมันมากหน่อย
ผมเกลียดวิชาแคลคูลัส เพราะเรียนไม่รู้เรื่องจนสอบตก ต้องเรียนซ้ำ แต่เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น เนื่องจากถ้าสอบไม่ผ่าน ก็เรียนไม่จบ จึงต้องตั้งใจเต็มที่
เมื่อตั้งใจ ให้เวลากับมันมากหน่อย ก็สอบผ่านมาจนได้
ตอนเด็กผมถูกบังคับให้เรียนภาษาจีน ไปเรียนทุกวันด้วยความเบื่อหน่าย กลายเป็นคนเกลียดภาษาจีน ในที่สุดก็เลิกราไป
ต่อมาเกิดความบ้านิยายจีนกำลังภายใน ก็ลองกลับมาเรียนภาษาจีนใหม่อีกหน ให้เวลากับมันมากขึ้น ก็พบวิธีเรียนแบบเจาะรากศัพท์ คราวนี้พบว่ามันสนุกดี และการเรียนก็ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว
เด็กบางคนหัวช้าในบางเรื่อง เพราะไม่ใช่ทุกคนชอบวิชาใดวิชาหนึ่ง คนสอนก็ต้องใจเย็น ให้เวลากับเด็กมากหน่อย อดทนสักนิด คนบางคนแค่ต้องการเวลามากหน่อย
สอนเด็กอย่างใจเย็น อย่าดุด่าเด็กว่าโง่เขลา
สอนเด็กเสมอว่า เมื่อไม่ชอบวิชาอะไร อย่าเพิ่งปฏิเสธมัน บางทีมันเกิดจากวิธีการเรียนการสอนที่ไม่เหมาะกับเขา ก็แค่หาวิธีใหม่ และให้เวลากับมันมากขึ้น
ไม่มีความรู้ใดในโลกที่ความเพียรทำให้สำเร็จไม่ได้
เรื่องบางเรื่องต้องใช้เวลาและการเอาใจใส่มากหน่อย
ใจเย็น ๆ
อยากเล่นเปียโนหรือไวโอลินให้ดี ก็ต้องให้เวลากับมันมากหน่อย ก็เก่งได้
อาการอกหักก็เหมือนกัน ต้องใช้เวลารักษา ใจเย็นนิด ให้เวลามันมากหน่อย ก็หายได้
คนสูงวัยหลายคนหกล้ม เป็นอัมพฤกษ์ ต้องทำกายภาพบำบัด บางคนต้องเริ่มใหม่จากศูนย์ และรู้สึกท้อแท้ แต่เมื่อให้เวลามันมากหน่อย อาการก็ดีขึ้น
ไม่มีเรื่องใดในโลกที่สำเร็จไม่ได้ด้วยความเพียร
วินทร์ เลียววาริณ
10-6-26จากหนังสือ มากกว่าสามสิบสอง
49 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 250 บาท = บทความละ 5.10 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/195/มากกว่าสามสิบสอง
https://s.shopee.co.th/9UlyhN6c1q
โปรโมชั่นคอมโบ https://www.winbookclub.com/store/detail/196/แพคเกจพิเศษ%203%20in%201
Shopee https://s.shopee.co.th/9UlyhN6c1q
โปรโมชั่นคอมโบ https://s.shopee.co.th/8zpi6W2V3T3 วันที่ผ่านมา
