-
วินทร์ เลียววาริณ1 ปีที่ผ่านมา
ปีนี้นายกฯไทยไปพบผู้นำจีน ครบ 50 ปีพอดีที่นายกฯไทยอีกท่านหนึ่งไปพบผู้นำจีน
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช พบเหมาเจ๋อตง
ไปทำไม? ก็เพราะการเมืองโลกเปลี่ยนไป
ในปี พ.ศ. 2518 กองทัพเวียดนามเหนือบุกเข้ากรุงไซ่ง่อนในวันที่ 30 เมษายน ภัยคอมมิวนิสต์ประชิดไทยขนาดลมหายใจรดต้นคอ
ประเทศไทยต้องตามเกมให้ทัน มิฉะนั้นทฤษฎีโดมิโนอาจจะเกิดขึ้นจริง อินโดจีนและแหลมทองอาจกลายเป็นพื้นที่สีแดงทั้งหมด
เวลานั้นผู้นำไทยเป็นพลเรือน ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช พล.ต. ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช มีภาพลักษณ์ต่อต้านคอมมิวนิสต์มาตลอด แต่เมื่อคำนึงถึงผลประโยชน์และเอกราชของบ้านเมือง ก็ยอมเปลี่ยนเกม ยอมรับความเปลี่ยนแปลงของเกมการเมืองโลก
กลยุทธ์ใหม่ของไทยคือปรับความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีน
ความคิดนี้ถูกต่อต้านจากฝ่ายทหารหลายคน แต่รัฐบาลเห็นว่า การเป็นมิตรกับสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้นจะส่งผลดีต่อไทยในภาพรวมมากกว่า โดยเฉพาะด้านความมั่นคง เพราะไทยอยู่ในตำแหน่งอันตรายยิ่งยวด จีนสนับสนุนเวียดนามทำสงครามกับสหรัฐฯ จึงสามารถ ‘ปราม’ เวียดนามหากคิดรุกรานไทย
นอกจากนี้จีนที่เป็นผู้สนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย อาจลดการสนับสนุนลง ทำให้การปราบปรามง่ายขึ้น
รัฐบาลไทยตั้งคณะทำงานเจรจาเปิดความสัมพันธ์กับจีน นำโดยนายอานันท์ ปันยารชุน เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน และผู้แทนถาวรประจำองค์การสหประชาชาติ ทีมงานประกอบด้วย เตช บุนนาค ชวาล ชวณิชย์ จากกรมการเมือง สุจินดา ยงสุนทร จากกรมสนธิสัญญา
รัฐบาลไทยส่งนักการทูตไทยไปติดต่อ ‘หลังบ้าน’ กับทางรัฐบาลจีนเพื่อขอสถาปนาความสัมพันธ์
ในวันที่ 17 มิถุนายน 2518 อานันท์ ปันยารชุน และคณะไปเจรจากับฝ่ายจีน การเจรจาเกิดขึ้นในบรรยากาศที่เป็นมิตร และตกลงกันได้
จุดที่ทำให้การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่นคือ ‘ความเป็นพี่น้อง’ ของจีนกับไทย และไทยยอมรับหลักการ One China นั่นคือมีจีนประเทศเดียว
ผลที่ตามมาคือนายกรัฐมนตรีโจวเอินไหลของจีนเชิญนายกรัฐมนตรีไทย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ไปเยือนจีนอย่างเป็นทางการ
ในวันที่ 30 มิถุนายน 2518 ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็เดินทางไปเมืองจีน พร้อม พล.ต. ชาติชาย ชุณหะวัณ และคณะ
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์พูดทีเล่นทีจริงก่อนออกเดินทางไปเมืองจีนว่า “จะไปหาญาติผู้พี่มาคุ้มครองเรา”
ประโยคนี้พูดได้เต็มปาก เพราะในความเป็นจริง จีนกับไทยใกล้ชิดกันมานานมาก
และบางคนอาจไม่รู้ว่า ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนักเขียน ภาษาสำนวนท่านสุดยอด
........................
ในการไปลงนามครั้งประวัติศาสตร์นี้ มีสื่อมวลชนไปทำข่าวนับพันคน ค่ายสยามรัฐของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ส่งนักหนังสือพิมพ์มือดี สละ ลิขิตกุล ไปทำข่าวนี้และได้บันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ไว้ สละเล่าว่าทางการจีนต้อนรับคณะผู้นำไทยอย่างอบอุ่น ดีกว่าชาติอื่น ๆ
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช กล่าวกับคนรอบตัวว่า รู้สึกตื่นเต้นและประหม่าเมื่อคิดว่าตัวเองจะต้องไปพบกับผู้ยิ่งใหญ่แห่งคอมมิวนิสต์ของโลก “รู้สึกปอด ๆ อยู่เหมือนกัน”
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เข้าพบโจวเอินไหล นายกรัฐมนตรีจีนซึ่งอยู่ระหว่างการพักรักษาตัว โจวเอินไหล ต้อนรับฝ่ายไทยอย่างดี ทั้งสองลงนามในหนังสือสัญญาพันธไมตรีระหว่างไทยกับจีน เป็นสัญญาประวัติศาสตร์
โจวเอินไหลในเวลานั้นป่วยค่อนข้างหนัก การลงนามสัญญากระทำในพระที่นั่งแห่งหนึ่งในพระราชวัง เจ้าหน้าที่ต้องขนย้ายอุปกรณ์ทางการแพทย์ไปที่นั่น เพื่อดูแลผู้ป่วยคนเดียวคือ โจวเอินไหล
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์เล่าว่า ขณะลงนาม มือท่านโจวเอินไหลก็สั่นตลอดเวลากินเวลาร่วมครึ่งชั่วโมงจึงลงนามเสร็จ
เสร็จจากลงนามแล้ว ก็เปิดแชมเปญดื่มตามธรรมเนียมการทูต ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ชนแก้วกับโจวเอินไหล นายกรัฐมนตรีจีนกระซิบว่า “ผมดื่มเหล้าไม่ได้ หมอห้ามไว้ ที่ผมดื่มเป็นน้ำชา”
โจวเอินไหลกล่าวกับ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ว่า “ในหลายศตวรรษที่ผ่านมา ประเทศของเราทั้งสองมีการไปมา หาสู่กัน อยู่ใกล้ชิดกัน จะติดต่อทางทะเลก็สะดวกมาก ดังนั้นพูดไปแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับเป็นญาติกัน”
โจวเอินไหลพบผู้นำไทยเป็นชาติสุดท้าย ไม่นานหลังจากนั้นก็ถึงแก่อสัญกรรม
นายกรัฐมนตรีไทยพักที่กรุงปักกิ่งหลายวัน แต่ไม่มีกำหนดว่าจะได้เข้าพบประธานเหมาเจ๋อตุงแต่อย่างใด
..................................
วันที่ 2 กรกฎาคม เติ้งเสี่ยวผิงนำ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์และคณะไปเยี่ยมเยียนชนเผ่าต่าง ๆ ในประเทศจีน บางกลุ่มพูดภาษาไทยเหนือและอีสานได้ ระหว่างที่กำลังสนทนากับชาวพื้นเมือง รถยนต์คันหนึ่งก็แล่นมาเทียบ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งตรงไปรายงานต่อเติ้งเสี่ยวผิง
รองนายกรัฐมนตรีจีนหันไปบอกนายกฯไทยว่า “ท่านประธานเหมาให้คุณเข้าพบวันนี้ก่อนเที่ยง”
เท่านั้นเองผู้นำไทยก็ต้องยุติการเยือนชนเผ่า หลบออกมาไม่ให้ใครรู้โดยเฉพาะผู้สื่อข่าว รีบกลับไปที่โรงแรม เปลี่ยนชุดทันที
นักหนังสือพิมพ์สยามรัฐ สละ ลิขิตกุล เห็นเข้า ถาม ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ว่าจะรีบไปไหน ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ตอบยิ้ม ๆ ว่า “ฮ่องเต้มีรับสั่งให้เข้าเฝ้าแล้ว”
คณะบุคคลที่เข้าพบประธานเหมาเจ๋อตุงประกอบด้วย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี พล.ต. ชาติชาย ชุณหะวัณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายอานันท์ ปันยารชุน ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ นายประกายเพ็ชร์ อินทุโสภณ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพียงสี่คน
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ไปพบประธานเหมาในสถานที่ที่เรียกกันว่าหอสมุด หลังคากลมสูงคล้ายโดม
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์หันไปถาม พล.ต. ชาติชายที่เดินตามมาว่า “จะเอายังไง จะสู้หรือจะถอย”
พล.ต. ชาติชายบอกว่า “ไม่ได้ ถอยไม่ได้ ต้องใจกล้าไว้ครับท่านนายกฯ เรามาถึงอย่างนี้แล้ว เอาเลย”
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ก็เดินเข้าไปหาชายผู้นั้น ก็คือผู้นำแผ่นดินจีน
ประธานเหมาเจ๋อตุงจับมือ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ตามคำบรรยายของ สละ ลิขิตกุล ว่า ‘ร้องเสียงดังโฮก ๆ’ จับมือ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์เขย่าแล้วเขย่าอีก หลังจากนั้นก็จับมือ พล.ต. ชาติชาย เขย่า ถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ ต่างประเทศว่า “ท่านเคยมาเมืองจีนแล้วไม่ใช่หรือ”
พล.ต. ชาติชายตอบว่า “เคยมาแล้ว”
เหมาเจ๋อตุงว่า “คงจะชอบเมืองจีนละซี จึงมาอีก”
“ชอบมากครับ”
หลังจากนั้น ท่านเหมาไปจับมือกับ อานันท์ ปันยารชุน และ ประกายเพ็ชร์ อินทุโสภณ แล้วสองคนหลังก็ถูกพาออกไป เหลือเพียง ม.ร.ว. คึกฤทธิ์กับ พล.ต. ชาติชายสองคน ท่านเหมาเชิญแขกไปนั่งที่เก้าอี้ที่จัดไว้ ส่วน เติ้งเสี่ยวผิงยืนอยู่ใกล้ ๆ
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เล่าภายหลังว่า “ท่านประธานเหมานั่งเต็มเก้าอี้แบบคนใหญ่คนโต ไอ้ผมมันเด็ก ก็ต้องนั่งขอบเก้าอี้ แล้วก็ประสานมือแบบเคารพ หรือจะว่าแบบเล่าปี่ไปหาขงเบ้งนั่นแหละ”
ไม่เหมือนผู้นำชาติอื่น ๆ ที่ ‘ใหญ่มา’ นั่งเต็มเก้าอี้ และไขว่ห้างคุยกับท่านประธาน ทำให้ท่านเหมาดูจะพอใจมากทีเดียว
ท่านเหมาบอกว่า “ที่ท่านนายกฯให้สัมภาษณ์ที่ฮ่องกงถูกต้องแล้ว”
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ฮ่องกง หนึ่งวันก่อนเข้าประเทศจีน วันนั้นนักหนังสือพิมพ์ฮ่องกงถาม ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ว่า “ประเทศไทยไม่ใช่คอมมิวนิสต์ และมีผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์มาก ทำไมจึงไปผูกสัมพันธไมตรีกับประเทศจีนคอมมิวนิสต์”
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ตอบว่า “เรื่องลัทธิคอมมิวนิสต์นั้นน่ะเป็นเรื่องของพรรคการเมือง แต่การไปผูกไมตรีกับจีนเป็นเรื่องของประชาชนชาวจีนกับประชาชนชาวไทย ไม่มีลัทธิ”
ประธานเหมาชมว่านายกฯไทยพูดได้ดี
“ท่านนายกฯมาหาคอมมิวนิสต์อย่างข้าพเจ้า ไม่รู้สึกกลัวหรือ?”
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ตอบว่า “ข้าพเจ้ามิได้มาหาคอมมิวนิสต์ แต่มาหาเพื่อน”
บอกว่า คนไทยมาเชื่อมสัมพันธ์กับประเทศจีนครั้งนี้เพราะเราเป็นมิตรกันมาช้านาน แต่สัมพันธภาพสะดุดลง จึงขอมาเริ่มต้นใหม่
ท่านร้อง “ห่าว ๆ” (ดี)
ปีนั้นท่านเหมาเจ๋อตุงอายุ 82 ส่วน ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช อายุ 64
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์บอกว่า “ท่านประธานยังแข็งแรงอยู่นะ”
ท่านเหมาตอบว่า “ไม่จริงหรอก แก่เต็มทีแล้ว เวลานี้ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่รับราชการกินเงินเดือนเขา” และบอกอีกว่า “อีกหน่อยก็ตายแล้วละ คนแก่ขนาดนี้ จะอยู่ได้สักแค่ไหน”
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์สัพยอกว่า “ท่านประธานตายไม่ได้นะ เพราะโลกไม่สามารถที่จะสูญเสียผู้ร้ายนัมเบอร์วันของโลกได้”
ท่านเหมาเจ๋อตุงหัวเราะชอบใจ เพราะวลี ‘ผู้ร้ายนัมเบอร์วัน’ นั้น ท่านเหมาเป็นคนพูดเองมาก่อน นายกรัฐมนตรีไทยผู้เป็นนักเขียนที่เชี่ยวชาญการใช้คำ ก็นำมาใช้เป็นมุข
ในประเด็นคอมมิวนิสต์นั้น ท่านประธานเหมาบอก ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ว่า “อย่าไปกลัวมัน” และบอกว่า “อย่าไปรบกับมันพวกคอมมิวนิสต์ เพราะถ้ามันตายกันมาก ๆ มันก็ยิ่งมาตายกันอีกไม่รู้จักหมด เพราะมันอยากดัง”
เหมาเจ๋อตุงบอกว่า การขจัดคอมมิวนิสต์ง่ายนิดเดียว คือทำให้ชาวบ้านชาวเมืองมีกินมีใช้
“อย่าไปกลัวเลยคอมมิวนิสต์ มีไม่กี่คนหรอก ดูซิ ผมเป็นประธานคอมมิวนิสต์มาตั้งกี่สิบปี ยังไม่เคยเห็นคอมมิวนิสต์ไทยมาแสดงความเคารพสักคน”
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ว่า “งั้นผมจะส่งสักสี่คนมาให้พรุ่งนี้เลย”
ท่านเหมาหัวเราะว่า “คงไม่มีเวลาต้อนรับเขา!”
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์คุยกับ ‘ผู้ร้ายนัมเบอร์วัน’ เหมือนญาติคุยกัน จนเกือบครบชั่วโมง หลังจากนั้นก็มอบของขวัญให้ท่านประธาน แล้วร่ำลากัน
หลังจากที่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช พบท่านประธานเหมาเจ๋อตุงไม่นาน ผู้นำจีนก็ถึงแก่อสัญกรรม แปดเดือนหลังจากโจวเอินไหลจากโลกไป
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์เล่าว่า ภาพที่เห็นแตกต่าง ตอนอยู่ในเมืองไทย ได้ยินชื่อคอมมิวนิสต์ระดับสูง ก็รู้สึกเกรงกลัว แต่ละคนเหมือนเสือเหมือนช้าง แต่พอไปพบตัวจริง ก็เป็นคนธรรมดา คุยกันได้
การที่รัฐบาลไทยดำเนินการทางการทูตแบบหักมุม เข้าหาจีนสำเร็จลุล่วง เป็นหมากที่ได้ผล เป็นนโยบาย ‘พลิกเกม’ ที่ทำให้ประเทศไทยต้านคอมมิวนิสต์ทั้งภายในและภายนอกประเทศได้
coexist
แตกต่าง แต่อยู่ร่วมกันได้
...................................
ย่อความจาก ประวัติศาสตร์ที่เราลืม / วินทร์ เลียววาริณ
ตอนนี้มีโปรโมชั่นพิเศษ คุ้มที่สุด 6 เล่ม 1,000 บาท จากราคาปก 1,605.-
118 เรื่อง = เรื่องละ 8.4 บาทหนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
สั่งทาง Shopee https://shope.ee/30QSjhDgNg?share_channel_code=6
0- แชร์
- 232
-

ตลอดสี่สิบปีของชีวิตนักเขียน ผมเขียนหนังสือแต่ละเล่มโดยไม่ได้คาดหวังว่ามันจะเปลี่ยนชีวิตใคร อย่างมากที่สุดก็แค่เปลี่ยนมุมมองบางเรื่อง เช่น เรื่องไสยศาสตร์ แต่ไม่คิดว่ามันจะมีพลังพอเปลี่ยนเส้นชีวิตใครได้
ทว่านานๆ ทีก็มีผู้อ่านมาเล่าให้ฟังว่า เส้นทางชีวิตของตนเปลี่ยนไปเพราะหนังสือบางเล่มของผม
ครั้งหนึ่งมีคนบอกว่าเขาเลือกเรียนคณะรัฐศาสตร์เพราะอ่าน ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน
เมื่อวานนี้มีชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ สิขเรศ มาสนทนาด้วย เล่าว่าเขาเลือกเรียนฟิสิกส์สายอนุภาค เพราะในวัย 11 ขวบอ่าน ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล เป็นแรงบันดาลใจให้เดินไปทางสายนี้
เขาเรียนปริญญาตรีและโทด้านนี้ และกำลังจะไปเรียนปริญญาเอก
ชีวิตขลุกกับพวกอะตอม อนุภาคต่างๆ อิเล็กตรอน ควาร์ก โบซอน ฯลฯ เพราะเผลอไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง
ก็แปลกดี คาดไม่ถึงว่าเด็ก 11 ขวบจะอ่าน ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล รู้เรื่องและอินขนาดนี้
และสามารถต่อยอดเรื่องที่อ่านจากหนังสือเล่มหนึ่งไปอีกไกล แล้วรู้มากกว่าคนเขียนแล้ว
ก็เป็นเรื่องน่ายินดี ประการหนึ่งเพราะเมืองไทยยังขาดนักวิทยาศาสตร์สาขานี้
ประการหนึ่งเพราะพิสูจน์ให้เห็นว่า ความรู้ต่อยอดความรู้
ประการหนึ่งเพราะอย่าประมาทว่าเด็กจะอ่านเรื่องยากไม่รู้เรื่อง
แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่า นวนิยายเรื่องเดียวที่ไม่ควรใช้เป็นแรงบันดาลใจเลยคือ "เรื่องรักของคุณบริสุทธิ์ฯ"
ถ้าขืนเจ้าชู้ประตูดินอย่างตัวละครในเรื่อง มีหวังอายุสั้นแน่ๆ
วินทร์ เลียววาริณ
4-4-260 วันที่ผ่านมา -

คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ วันนี้มีคำถามเดียว
"มนุษย์ต่างดาวเคยมาเยือนโลกเราหรือไม่ ถ้าไม่เคย ทำไมมีรายงานการพบ UFO บ่อยเหลือเกิน คนคงไม่ตาฝาดกันทั้งโลกกระมัง"
อ่านคำตอบได้จากลิงก์นี้ https://www.blockdit.com/posts/69cf88ba11bbea5bf0c61038
ผู้อ่านสามารถคุยหรือตั้งคำถามกับผู้เขียนได้ เขียนคำถามมาได้ที่ inbox เพจเฟซบุ๊ค วินทร์ เลียววาริณ ช่วยแจ้งชื่อหรือนามปากกาด้วย ถ้าไม่แจ้งจะใส่ “ไม่ประสงค์จะออกนาม”
0 วันที่ผ่านมา -

ผู้อ่านหลายคนถามมาเป็นระยะว่า ทำไมในบทความ Geopolitics สะกดชื่อ Isrxx เป็นอิษราเอร สหรัฐฯเป็นสะหะรัด ฯลฯ
ก็ขอบอกคนที่ยังไม่รู้เหตุผลว่า เพื่อป้องกันแพลตฟอร์มเพ่งเล็งหรือลงโทษ
เพจนี้เคยโดนมาแล้ว ข้อหา "ขัดมาดตระถานฌุมฌน" เพจหายไประยะหนึ่งเพื่อให้คนเขียนสำนึกผิด
กลัวแล้วจ้ะ
หลังเหตุการณ์ 9-11 ฝ่ายความมั่นคงและหน่วยสืบราชการลับสะหะรัดอ่านการสื่อสารทุกช่องทางทั่วโลก หากใครคนหนึ่งเอ่ยคำว่า ก่อการร้าย / ระเบิด / พลีชีพ ฯลฯ ทางโทรศัพท์หรืออีเมล ใครคนนั้นจะถูกหมายหัวและตรวจสอบทันที
หากใช้คำพูดจากนวนิยาย 1984 ของ จอร์จ ออร์เวลล์ ก็คือ “Big Brother is Watching You.”
ตอนนี้ดูเหมือนพฤติกรรมแบบเดียวกันจะเกิดขึ้นอีกแล้ว เห็นบนหน้าเพจทั่วโลก มีคนจงใจสะกดชื่อประเทศนี้ผิด
นี่คืออำนาจของสื่อ ทำให้คนแสดงความเห็นต้องเซ็นเซอร์ตัวเองในระดับหนึ่ง
ก็หวังว่าคงไม่รำคาญตามากเกินไป
มีคำคำหนึ่งที่อิษราเอรใช้ตั้งข้อหาผู้เห็นต่าง เป็นข้อหาที่ชาวโลกเจอบ่อยมาก
คือคำว่า Antisemitic หมายถึงการแสดงความเกลียดชังชาว Jeว
บ้านเราเคยมีสื่อและคนดังบางคนลงรูปหรือสวมเสื้อยืดสัญลักษณ์สวัสติกะของนาซี จะโดนสถานทูตอิษราเอรต่อต้านอย่างแรง ข้อหา Antixx นี้หนักกว่าด่าพ่อด่าแม่อีก จนต้องยอมขอโทษ
แผงขายเสื้อยืดตรานาซีที่ตลาดจตุจักรก็โดน
ความจริงเครื่องหมายสวัสติกะนี้เป็นสัญลักษณ์ทางพุทธและฮินดูมานานหลายพันปีแล้ว จนเมื่อนาซีนำไปเป็นโลโก้ ความหมายจึงถูกใช้ไปทางลบ
นักการเมืองในตะวันตกหลายคนก็ต้องขอโทษ หากถูกตั้งข้อหานี้ บางคนอาจต้องหลุดจากตำแหน่งด้วยซ้ำ
พวก Jeว ใช้ข้อหา Antixx เป็นอาวุธมานานหลายสิบปี จนตอนนี้คนเริ่มเบื่อ เพราะพฤติกรรมรุนแรง รุกรานแผ่นดินอื่นทำให้คนเป็น Antixx ไปค่อนโลก
ความจริงชาวโลกควรตั้งข้อหาใหม่บ้าง นั่นคือ Antihumanity (ต่อต้านมนุษยชาติ)
เพราะการก่อสงครามโดยไม่ใช่การป้องกันตัว ก็คือเป็นศัตรูกับมนุษยชาติ
เราอยู่ในโลกที่คนมีอาวุธมากกว่าตั้งกฎว่าอะไรถูก อะไรผิด ถ้าเขาทำอย่างนี้เรียกว่าประชาธิปไตย หากเราทำอย่างเดียวกันเรียกว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน ฯลฯ
ก็นะ! คนตัวใหญ่กว่าทำอะไรก็ถูกต้องไปหมด พวกนี้เป็นเจ้าของศีลธรรม ความถูกต้องทั้งมวล
“All animals are equal, but some animals are more equal than others.”
ในนวนิยาย 1984 ของ จอร์จ ออร์เวลล์ อีกเช่นกัน มีองค์กรที่เรียกว่า Ministry of Peace กับ Ministry of Truth
กระทรวงแห่งสันติภาพ (Ministry of Peace) มีหน้าที่ก่อสงคราม กระทรวงแห่งความจริง (Ministry of Truth) มีหน้าที่โกหก
จอร์จ ออร์เวลล์ เขียนในเรื่องนี้ว่า "ภาษาการเมืองออกแบบมาเพื่อให้คำโกหกฟังดูจริง และการฆ่าคนเป็นเรื่องน่าเคารพ"
Ministry of Peace นี่ฟังดูคล้ายๆ Board of Peace ชอบกล แต่เราอย่าลงลึกเลย เดี๋ยวโดน Mos เบอร์เกอร์ เอ๊ย! Mosสาด ส่งคนมาฆ่าผู้เขียนทิ้ง ข้อหา Antiteen (กวนตีน)
ซวยเลย ตายแล้วก็ไม่ได้ซักผ้า
วินทร์ เลียววาริณ
3-4-261 วันที่ผ่านมา -
1 วันที่ผ่านมา -

ปิดรับออร์เดอร์โปรโมชั่นชุดเต็มกล่อง วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน เพราะต้องส่งทางไปรษณีย์ก่อนงานเลิกวันที่ 6 เมษายน
รายการหนังสือ
1 รอยเท้าเล็ก ๆ ของเราเอง ราคาปก 195.-
2 ความฝันโง่ ๆ ราคาปก 185.-
3 เบื้องบนยังมีแสงดาว ราคาปก 185.-
4 อาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก ราคาปก 185.-
5 ท้องฟ้าไม่ปิดทุกวัน ราคาปก 195.-
6 จุดเทียนทั้งสองปลาย ราคาปก 215.-
7 สองแขนที่กอดโลก ราคาปก 215.-
8 ชีวิตเป็นเรื่องชั่วคราว ราคาปก 215.-
9 ในหลุมรัก ราคาปก 210.-
10 ยาเม็ดสีแดง ราคาปก 210.-
11 ความสุขเล็กๆ คือความสุข ราคาปก
12 สองปีกของความฝัน ราคาปก 190.-
13 หลับถึงชาติหน้า ราคาปก 245.-
14 บางครั้งเราก็ลืมรักตัวเราเอง ราคาปก 215.-
15 1% ของความเป็นไปได้ ราคาปก 210.-
16 รอยยิ้มใต้สายฝน ราคาปก 210.-
17 คำที่แปลว่ารัก ราคาปก 190.-
18 โลกด้านที่หันหลังให้ดวงอาทิตย์ ราคาปก 260.-ราคาปกรวม 3,620.-
แถม 2 เล่มคือ ปล่อยให้ความเปลี่ยนแปลงพาไป และ เศษกระดาษมูลค่ารวมเล่มแถม = 4,010.-
ลดเหลือ 2,200.- (รวมค่าส่งแล้ว)เฉลี่ยเล่มละ 110 บาทเท่านั้น
สั่งซื้อได้ทางเดียวคือ inbox เฟซบุ๊คนี้
โอนเงินไปที่บัญชี "วินทร์ เลี้ยววาริณ ธนาคารกสิกรไทย สาขาพัฒน์พงศ์ 018-2-85554-5"
ส่งภาพหลักฐานการโอนมาด้วย เพื่อให้รู้ว่าเป็นลูกค้าคนใดหมายเหตุ หากเล่มใดขาด จะแทนด้วยเล่มที่มีมูลค่าใกล้เคียง
2 วันที่ผ่านมา
