-
วินทร์ เลียววาริณ1 ปีที่ผ่านมา
ยุ่งๆ กับงานหนังสือ จนหายหน้าไปหลายวันจากประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่เล่าค้างไว้ วันนี้กลับมาเล่าเรื่องรัฐประหารในประเทศไทยต่อ
ล่าสุดคือขบถนายสิบ
ลำดับถัดมาคือกบฏพระยาทรงสุรเดช ปี ๒๔๘๒ พระยาทรงสุรเดชถูกกล่าวหาว่าพยายามยึดอำนาจจากรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม
มันเริ่มจากวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๗ หลวงพิบูลสงครามไปชมการแข่งขันฟุตบอลนัดพิเศษที่ท้องสนามหลวง หลังจบการแข่งขัน หลวงพิบูลสงครามและนายทหารติดตามก็เดินทางกลับ ขณะที่นายทหารใหญ่เข้าไปนั่งในรถยนต์ ชายแปลกหน้าคนหนึ่งก็เข้ามาประชิดรถ จ่อปืนพกไปที่หลวงพิบูลสงคราม เหนี่ยวไกสองนัดซ้อน กระสุนนัดแรกเจาะเข้าแก้มซ้ายทะลุออกต้นคอ นัดที่สองเจาะเข้าไหล่ขวาทะลุออกด้านหลัง
นายทหารติดตามส่งตัวหลวงพิบูลสงครามไปโรงพยาบาลกองเสนารักษ์ทหารบก หลวงพิบูลสงครามรอดชีวิตมาได้ มือปืนถูกจับตัวได้ ชื่อนายพุ่ม ทับสายทอง มาจากนครปฐม
นายพุ่ม ทับสายทอง ไม่ยอมปริปากว่าใครบงการให้มาฆ่า
สายตาของหลายคนหันไปจับที่พระยาทรงสุรเดช
...................................
วันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๑ หลวงพิบูลสงครามอยู่ในบ้าน ถูกคนสวนและคนรับใช้ชื่อนายลี บุญตา ยิงขณะก้าวออกจากห้องน้ำ มือปืนยิงพลาด และถูกจับได้
เช่นกัน นายลี บุญตา ไม่ยอมปริปากว่าใครบงการให้มาฆ่า
สายตาของหลายคนหันไปจับที่พระยาทรงสุรเดช
หลวงพิบูลสงครามเป็นนายทหารรุ่นน้องพระยาทรงสุรเดช ตั้งแต่ก่อนการปฏิวัติ ทั้งสองก็มีความขัดแย้งกันหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างกองทัพ พระยาทรงสุรเดชเห็นว่ากองทัพไม่ควรรวมศูนย์อยู่ที่เมืองหลวง ควรใช้โครงสร้างกองทัพแบบประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ให้ทหารประจำตามภูมิลำเนาของตน อีกทั้งยศทหารไม่ควรเกินพันเอก แต่หลวงพิบูลสงครามเห็นว่า กองทัพควรรวมศูนย์ และยศทหารควรจะไปถึงจอมพล
ความขัดแย้งหนักขึ้นเรื่อย ๆ ครั้งหนึ่งหลวงพิบูลสงครามเปรยกับคนสนิทว่า ตนไม่อาจอยู่ร่วมโลกกับพระยาทรงสุรเดชได้
หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ด้วยบทบาททางการเมืองที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ หลวงพิบูลสงครามสร้างศัตรูจำนวนมาก โดยเฉพาะหลังปราบกบฏบวรเดช ส่งคนจำนวนหลายร้อยคนเข้าคุก
เมื่อเกิดเหตุกบฏนายสิบในปี ๒๔๗๘ สายตาของหลายคนก็หันไปจับที่พระยาทรงสุรเดช
ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๑ นายกรัฐมนตรี พระยาพหลพลพยุหเสนาตัดสินใจวางมือทางการเมือง และเสนอให้หลวงพิบูลสงครามก้าวขึ้นมาแทนเวลานั้นมีบุคคลสองคนที่เข้าชิงตำแหน่งนายกฯ คือพระยาทรงสุรเดชกับหลวงพิบูลสงคราม
ในการหยั่งเสียงครั้งแรก พระยาทรงสุรเดชได้รับเสียงสนับสนุน ๓๗ เสียง หลวงพิบูลสงครามได้รับเพียง ๕ เสียง
หนังสือพิมพ์ชุมชนลงข่าวสภาสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ระหว่างพระยาทรงสุรเดชกับหลวงพิบูลสงคราม ชุมชนตีพิมพ์ภาพพระยาทรงสุรเดชคู่กับหลวงพิบูลสงคราม พาดหัวว่า “ผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป” บรรยายใต้ภาพพระยาทรงสุรเดชว่า “สภาให้พระยาทรงฯ ๓๗ คะแนน” บรรยายใต้ภาพหลวงพิบูลสงครามว่า “หลวงพิบูลฯ ๕ แต้ม”
มันเป็นการเล่นคำ ‘ห้าแต้ม’ แปลได้อีกความหมายหนึ่งว่า พลาดพลั้ง น่าอับอายขายหน้า!
อย่างไรก็ตาม เมื่อลงคะแนนเสียงจริงในสภาผู้แทนราษฎร หลวงพิบูลสงครามกลับได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่า และได้เป็นนายกรัฐมนตรี
สิบวันก่อนขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่สามของเมืองไทย เที่ยงวันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๑ หลวงพิบูลสงครามกินอาหารกลางวันกับครอบครัวและเพื่อนทหารหลายคนที่บ้านพัก ระหว่างกินอาหารก็ล้มลงหมดสติ หมอรายงานว่าในอาหารมียาพิษ
ไม่มีใครรู้ว่าผู้ใดบงการการวางยาพิษครั้งนี้ แต่ที่แน่ ๆ คือไม่ต้องการให้หลวงพิบูลสงครามขึ้นครองอำนาจ
อีกครั้งสายตาของหลายคนหันไปจับที่พระยาทรงสุรเดช ความขัดแย้งระหว่างหลวงพิบูลสงครามกับพระยาทรงสุรเดชถึงจุดระเบิดในวันอาทิตย์ที่ ๒๙ มกราคม ๒๔๘๒
เช้าวันนั้น เครื่องบินลำหนึ่งบินเหนือฟ้ากรุงเทพฯ รถจักรยานยนต์และรถยนต์ของตำรวจแล่นพล่านไปทั่วเมือง ตามคำสั่งของหลวงอดุลเดชจรัส อธิบดีกรมตำรวจและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตำรวจไปตรวจค้นบ้านของผู้ต้องสงสัยหลายคน ตั้งแต่วังกรมขุนชัยนาทนเรนทร วังศุโขทัย วังเทเวศร์ ตำหนัก ม.จ. ถาวรมงคล วัง ม.จ. ทองอนุวัตร์ ทองใหญ่ บ้าน ร.ท. ณ เณร ตาละลักษมณ์ บ้านนายเลียง ไชยกาล ฯลฯ
วิทยุรายงานว่าการจับกุมเกิดขึ้นเมื่อเช้าตรู่ของวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๔๘๒ ทางการจับกุมผู้ที่ต้องสงสัย ๕๑ คน ข้อหาก่อการกบฏ ผู้ที่ถูกจับกุมมีทั้งข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และผู้แทนราษฎร
การกวาดล้างครั้งนี้ถูกโยงกับความพยายามลอบสังหารหลวงพิบูลสงครามหลายครั้ง
การกวาดล้างใหญ่ทางการเมือง ชื่อทางการว่า กบฏพระยาทรงสุรเดช ผู้ถูกจับมีตั้งแต่ประชาชน ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ รัฐมนตรี ไปจนถึงพระราชวงศ์ชั้นสูง
ฝ่ายรัฐบาลเชื่อว่าหากพระยาทรงสุรเดชคิดจะยึดอำนาจจริง ย่อมต้องใช้เงิน เวลานั้นผู้ที่สามารถให้เงินทุนก่อรัฐประหารน่าจะเป็นพระราชวงศ์ชั้นสูง แต่ในเมื่อรัชกาลที่ ๗ ทรงสละราชสมบัติและเสด็จไปประทับที่อังกฤษแล้ว กรมพระนครสวรรค์ฯก็ทรงลี้ภัยอยู่ที่ชวา ก็เหลือแต่กรมขุนชัยนาทนเรนทรพระองค์เดียวที่ยังมีอำนาจ บารมี และเงินทองพอที่จะหนุนหลังการยึดอำนาจ
สายสืบของรัฐบาลเห็นกรมขุนชัยนาทฯเสด็จไปเชียงใหม่บ่อย ๆ ก็เดาว่าต้องทรงเกี่ยวข้องกับกลุ่มทหารที่เชียงใหม่ที่คิดยึดอำนาจ ความจริงแล้วพระองค์โปรดเสด็จไปประทับทางภาคเหนือ เพราะประชวรพระโรคหืด จึงต้องไปจังหวัดที่มีอากาศแห้งเช่นเชียงใหม่และลำปาง เคยเสด็จไปประทับกับ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ลำปางหลายครั้ง
คำสั่งจับกรมขุนชัยนาทฯมาจากเบื้องบนโดยตรง เจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลได้ควบคุมพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร ที่สถานีรถไฟลำปาง แล้วนำเสด็จเข้ากรุงเทพฯ
ประชาชนชาวไทยแทบทุกคนตกใจ
การจับกุมบุคคลสำคัญระดับสูงอย่างไม่ไว้หน้า เป็นการส่งสัญญาณว่าผู้มีอำนาจไม่ประนีประนอมกับกลุ่มต่อต้าน จะเล่นแรง เล่นหนัก เล่นถึงตาย
อีกครั้งรัฐบาลตั้งศาลพิเศษ
ศาลพิเศษใช้เวลาพิจารณาคดีกบฏพระยาทรงสุรเดชนานสิบเดือนและพิพากษาตัดสินประหารชีวิตผู้ต้องหา ๒๑ คน แต่ละเว้นชีวิตสามคนเป็นจำคุกตลอดชีวิต ได้แก่ กรมขุนชัยนาทนเรนทร พระยาเทพหัสดิน และหลวงชำนาญยุทธศิลป์
นักโทษแทบทั้งหมดมีสายสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับพระยาทรงสุรเดช เช่น นายดาบพวง พลนาวี เป็นพี่เขยพระยาทรงสุรเดช ร.อ. ขุนคลี่พลพฤณฑ์ (คลี่ สุนทรารชุน) ร.อ. จรัส สุนทรภักดี ร.ท. แสง วัณณะศิริ ร.ท. สัย เกษจินดา ร.ท. เสริม พุ่มทอง เป็นลูกศิษย์ของพระยาทรงสุรเดช
กรมขุนชัยนาทฯถูกศาลพิเศษพิจารณาโทษ ทรงถูกถอดฐานันดรศักดิ์ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทั้งหมด นามในคุกบางขวางของพระราชโอรสในรัชกาลที่ ๕ พระองค์นี้คือนายรังสิตประยูรศักดิ์ รังสิต ณ อยุธยาหรือนักโทษชายรังสิต
เล่นแรง เล่นหนัก เล่นถึงตาย
...................................
‘กบฏพระยาทรงสุรเดช’ ไม่ว่าเป็นกบฏจริงหรือข้อกล่าวหา ก็เป็นจุดสิ้นสุดของสี่ทหารเสือ
พระยาฤทธิอัคเนย์ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการลอบสังหารหลวงพิบูลสงคราม ได้รับข้อเสนอสองข้อ เข้าคุกหรือออกนอกประเทศ
พระยาฤทธิอัคเนย์เลือกไปลี้ภัยที่ปีนัง ถูกประกาศจับ มีค่าหัวหนึ่งหมื่นบาทรออยู่ที่บ้าน
พระประศาสน์พิทยายุทธก็ตกอยู่ในชะตากรรมของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่โชคดีที่ ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ช่วยเพื่อนไว้ โดยเสนอให้หลวงพิบูลสงครามส่งไปเป็นทูตที่เบอร์ลิน
สำหรับพระยาทรงสุรเดช รัฐบาลส่งคนไปเจรจา
“เจ้าคุณเป็นกบฏ เรามีข้อเสนอสองทาง หนึ่งคือโทษสถานหนักถึงขั้นประหารชีวิต สองคือเดินทางออกนอกประเทศ”
พระยาทรงสุรเดชไม่เหลือทางเลือกใด กล้ำกลืนความคับแค้น เดินทางออกจากประเทศไทยทางรถไฟไปกัมพูชาพร้อมกับนายทหารคนสนิท ร.อ. สำรวจ กาญจนสิทธิ์
บั้นปลายชีวิตของพระยาทรงสุรเดชตกระกำลำบากในต่างแดน เลี้ยงชีพโดยทำขนมกล้วยขาย และรับจ้างซ่อมรถจักรยาน ครอบครัวล่มสลาย
นายทหารใหญ่ผู้ปราดเปรื่องที่สุดคนหนึ่งเสียชีวิตในต่างแดนอย่างคนยากไร้อนาถาเมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๗ อายุ ๕๒ ปี จากโลกไปด้วยความตรอมตรมจากพิษการเมือง
เกมชิงอำนาจในช่วงต้นของระบอบประชาธิปไตยไทยเป็นการฆ่ากันตรง ๆ ระหว่างคนที่กอดคอกันมา
ออสการ์ ไวล์ด เขียนว่า “เพื่อนแท้แทงท่านตรงข้างหน้า”
แต่ในโลกการเมืองไม่มีเพื่อนแท้
โลกการเมืองคือโลกของการแทงมีดใส่กัน
ความแตกต่างอยู่ที่ใครแทงก่อน
.........................
จากชุด ประวัติศาสตร์ที่เราลืม / วินทร์ เลียววาริณ
ตอนนี้มีโปรโมชั่นสุดคุ้ม สั่งทาง Shopee https://shope.ee/30QSjhDgNg?share_channel_code=6
0- แชร์
- 290
-
3 วันที่ผ่านมา -

กวีรัตนโกสินทร์ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เคยเปรยประโยคหนึ่งว่า “เดี๋ยวนี้มีแต่คนอยากเป็นนักเขียน ไม่ใช่นักอยากเขียน”
พูดง่ายๆ คือ มีคนจำนวนมากมองนักเขียนเป็น ‘สถานะ’ มากกว่า ‘งาน’
มีความแตกต่างใหญ่หลวงระหว่างสองคำนี้ ‘อยากเป็นนักเขียน’ คือการทำอะไรก็ได้ให้คนรับรู้ว่าตัวเองเป็นนักเขียน
ส่วน ‘อยากเขียน’ นั้นชัดเจนในตัวมันเอง คืออยากเขียน จะมีสถานะนักเขียนหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต คนอยากเขียนไม่ได้อยากเปลี่ยนสังคมหรือทำเพื่ออุดมการณ์อันยิ่งใหญ่หรอก แค่อยากเขียนบรรเทาอาการคันในหัว!
เขาตั้งข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งว่า “แปลกนะ คนที่อยากเป็นนักเขียนมักไม่ได้เป็น ส่วนคนที่ได้เป็นนักเขียนมักคือคนที่อยากเขียน”
ผมว่าไม่แปลก เพราะคนอยากเขียนอาจเขียนมากกว่า
อาการของคนอยากเขียนก็คล้ายๆ อาการของคนติดฝิ่น นั่นคือวันไหนไม่มีควันฝิ่นเข้าร่าง ก็เกิดอาการลงแดง อยากอาเจียน นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย ตาขวางเหมือนหมาบ้า อยากกัดคน (เอ้อ! ผมไม่เคยเสพฝิ่นหรอก ฟังเขาเล่ามา แต่งเติมอีกนิดหน่อย!) ครั้นพอได้เขียนอะไรสักประโยคสองประโยค อาการก็ทุเลาลงทันตาเห็น
ถ้าวันไหนเขียนอะไรที่อ่านแล้วเข้าที ก็เหมือนเสพฝิ่นเต็มที่ มีความสุขชื่นมื่นรื่นเริงทั้งวัน
คนอยากเขียนมีลมหายใจได้ด้วยการเขียน มีสาระหรือไม่มีก็ช่าง แค่อยากเขียน เหมือนคัน ก็ต้องเกา
ดังฉะนี้ ใครอยากเขียน ก็เขียน อย่าเพิ่งรีบคิดไปไกลว่าจะพิมพ์งานที่ไหน จะขายได้กี่เล่ม จะสวมสูทตัวไหนไปรับรางวัล เขียนๆๆๆๆ เขียนให้หายคันในหัวใจ เขียนแล้วมีความสุขก็เท่ากับได้รับรางวัลเรียบร้อยแล้ว
อาจินต์ ปัญจพรรค์ แนะนำคนอยากเป็นนักเขียนว่า
“งานเขียนมิใช่ทางแก้ปัญหาของชีวิต งานเขียนไม่ใช่ขอนไม้ที่ลอยไปให้ผู้โดนมรสุมชีวิตเกาะพยุงชีพ ผมขอแนะนำว่าอย่าเป็นนักเขียนเพราะความทุกข์ร้อนเข็ญใจ จงอย่าเป็นนักเขียนเพราะต้องการความเมตตาสงสารจากใคร
"อักษรศิลปะเกิดจากดวงใจที่คร่ำครวญได้, แต่ร้อยบรรณาธิการผู้อารีรวมกันก็สร้างนักเขียนหนึ่งคนไม่ได้ จงเขียนด้วยใจรักงานเขียน เขียนด้วยความเพียร เขียนด้วยความทนทาน ความรักในการเขียนจะให้ศิลปะ ความเพียรให้ผลงาน ความทนทานให้พลังที่จะเดินทางไปข้างหน้าเมื่อได้เป็นนักเขียน”
เขียนด้วยความทนทาน!
ความจริงคือคนที่ไม่ได้เป็นนักเขียนร้อยละร้อยไม่ใช่เพราะเขียนแย่ แต่เพราะเลิกล้มกลางคัน เพราะจะเป็นนักเขียนต้องทนทานเหมือนยางรถยนต์ แล่นไปได้ทุกสภาพถนน ทุกสภาพดินฟ้าอากาศ หมุนไปข้างหน้าตลอดเวลา
> บางท่อนจาก เขียนไปให้สุดฝัน - วินทร์ เลียววาริณ (พิมพ์ครั้งแรก 2558)
4 วันที่ผ่านมา -

วันก่อนผู้อ่านบางคนเปรยว่าเข้าห้องสมุดประชาชนอนงคาราม ทำให้ผมนึกว่ามีความหลังกับห้องสมุดแห่งนี้
ความหลังที่ไม่มีวันลืม!
เมื่อผมเป็น ‘บ้านนอกเข้ากรุง’ เดินทางสู่เมืองหลวงเป็นครั้งแรก สถานที่แรกที่ผมสอดส่ายสายตามองหาคือห้องสมุด เพราะอยากอ่านนิยาย
ก็พบอยู่หลายที่ เช่น หอสมุดแห่งชาติ ห้องสมุดประชาชนซอยพระนาง ห้องสมุดประชาชนปทุมวัน ห้องสมุดประชาชนอนงคาราม ห้องสมุดประชาชนสวนลุมพินี เป็นต้น
นอกจากนี้ก็มีหอสมุดกลาง จุฬาฯ มีหนังสือนวนิยายอยู่จำนวนหนึ่ง ไม่มากนัก
สถานที่เหล่านี้กลายเป็น ‘แหล่งมั่วสุม’ ของผมไปโดยปริยาย ถ้าไปที่ห้องสมุดประชาชนปทุมวันในวันหยุด ก็นั่งอ่านนิยายจากเช้าถึงเที่ยง เบรกกินบะหมี่เป็ดในร้านแถวนั้น (อร่อยมาก) แล้วไปอ่านต่อ ถ้าไปที่หอสมุดแห่งชาติ ก็อ่านทั้งวัน
ส่วนห้องสมุดประชาชนอนงคารามมีความหลังฝังใจเป็นพิเศษ เพราะจะเข้าห้องสมุดแห่งนี้ ต้องถอดรองเท้าก่อนเข้าไป
วันหนึ่งหลังจากออกมาจากห้องสมุด ก็พบว่ารองเท้าของผมหายไปแล้ว ขณะที่ดื่มด่ำกับรสอักษร ขโมยก็ฉกรองเท้าผมไป
จำไม่รู้ลืม เพราะต้องเดินออกจากวัดอนงคาราม ไปหาซื้อรองเท้าแตะราคาถูกคู่หนึ่งกลับบ้าน
แสบมาก ไอ้โจรขโมยรองเท้า!
วินทร์ เลียววาริณ
9-5-26หมายเหตุ อีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ได้เล่าคือ ผมเคยเป็นบรรณารักษ์ห้องสมุดโรงเรียนแสงทองวิทยา ผมอาสาเป็นเพราะอยากอยู่กับหนังสือ ยืมกลับบ้านได้ทุกวัน
4 วันที่ผ่านมา -

คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ วันนี้มี 4 คำถาม
1 ถ้าจำเป็นต้องทำงานที่ไม่ชอบ ขอมุมมองหรือวิธีจัดการครับ
2 วิธีการเขียน
3 ทำไมไม่วิจารณ์หนังไทย
4 ควรจดทะเบียนสมรสหรือไม่?อ่านคำตอบได้จากลิงก์นี้ https://www.blockdit.com/posts/69fc52ab1faad3bcc5ccf577
ผู้อ่านสามารถคุยหรือตั้งคำถามกับผู้เขียนได้ เขียนคำถามมาได้ที่ inbox เพจเฟซบุ๊ค วินทร์ เลียววาริณ ช่วยแจ้งชื่อหรือนามปากกาด้วย ถ้าไม่แจ้งจะใส่ "ไม่ประสงค์จะออกนาม"
4 วันที่ผ่านมา -

วันนี้ไปซ่อมสุขภาพ น่าจะหลายวัน
จันทร์ 11 พฤษภาคม 2569
5 วันที่ผ่านมา
