-
วินทร์ เลียววาริณ7 เดือนที่ผ่านมา
หมายเหตุ สี่ภพ ออกสู่บรรณพิภพมาหลายวันแล้ว มีผู้อ่านหลายคนวิจารณ์งานชิ้นนี้ ส่วนมากเป็นข้อความสั้นๆ วันนี้ขอนำบทรีวิวยาวๆ ของผู้อ่านท่านหนึ่งมาลงให้อ่านโดยไม่ตัดทอน
ยุคนี้คนไม่ชอบเขียนยาวๆ แต่ในยุค 30 ปีก่อน การรีวิวหนังสือยาวๆ เป็นเรื่องปกติ บางทีคนอ่านบทวิจารณ์แล้วไม่เห็นด้วย ก็รีวิวซ้อนรีวิว
เป็นวัฒนธรรมวรรณวิจารณ์ที่ไม่ค่อยเห็นแล้วในยุคนี้
ก็แค่จะบอกว่า ใครอยากรีวิว สี่ภพ เป็นเรื่องเป็นราว ก็เชิญ ถ้าเหมาะสมและเนื้อหามีประโยชน์ ผมก็จะขอนำมาโพสต์ให้อ่าน
เอาละ เข้าสู่รีวิว(ยาว)แรก
..........................
รีวิว สี่ภพ #1
โดย วิศวกรรีพอร์ต
ดูเผิน ๆ เหมือนนิยายจีนกำลังภายใน แต่ไม่ใช่
ความจริงคือนิยายไซไฟ (Sci-Fi) ที่ใช้ฉากบู๊ลิ้ม
ผมกำลังพูดถึงนิยายเรื่อง ‘สี่ภพ’ ที่เขียนโดยคุณวินทร์ เลียววาริณ
นิยายเรื่องนี้มีที่มาที่น่าสนใจ คือเมื่อปี พ.ศ. 2545 คุณวินทร์เขียนบทความลงในมติชนสุดสัปดาห์ว่า ตอนนี้มีนิยายจีนกำลังภายในเรื่องใหม่ที่กำลังมาแรงในฮ่องกง
นิยายเรื่องนั้นชื่อว่า เป่ย-หนาน-ตง-ซี (แปลไทยว่า เหนือ-ใต้-ออก-ตก)
เรื่องราวคือตัวเอกเผลอฝึกวิชาโดยบังเอิญ แต่วิชานี้มีผลข้างเคียงทำให้เจ็บปวดทั่วร่าง ต้องเดินทางขึ้นเหนือ เพราะถ้าเดินทางไปทิศอื่นจะเจ็บปวดจนทนไม่ได้
ทำไมต้องเดินทางไปทิศเหนือ เมื่อไปทิศเหนือแล้วจะพบอะไร คำตอบคือต้องอ่านเอง
เป่ย-หนาน-ตง-ซี ได้รับการกล่าวขวัญเป็นอย่างมาก เพราะเป็นนิยายจีนที่แหวกแนว เดินเรื่องลึกล้ำ แม้แต่กิมย้งยังยกนิ้วให้
ข่าวดีคือ น. นพรัตน์ กำลังแปลเป็นไทย คาดว่าจะได้อ่านในอีกไม่นาน
ข่าวร้ายคือ นี่เป็นเรื่องอำ!
ใช่ คุณวินทร์เขียนเรื่องนี้มาอำคน เป็นงานเขียนแนวทดลอง
แต่คนอ่านไม่อำด้วย ถามไปยังคุณ น.นพรัตน์ ว่าเมื่อไรจะแปลเสร็จ!
เมื่อเสียงเรียกร้องหนักขึ้น คุณวินทร์จึงตัดสินใจเขียนเรื่องนี้จริง ๆ กะให้เป็นผลงานเรื่องใหญ่ชิ้นสุดท้าย (คุณวินทร์อายุเกือบ 70 ปีแล้ว)
แม้จะวางโครงเรื่องตั้งแต่ตอนอำ แต่เรื่องราวมีรายละเอียดเยอะมาก คุณวินทร์จึงใช้เวลาเขียนนานถึง 5 ปี
สุดท้ายกลายเป็นหนังสือ 6 เล่ม 5 เล่มเป็นนิยาย อีก 1 เล่มเป็นเบื้องหลังการทำงาน
เมื่อเปิดให้สั่งพรีออเดอร์ ผมจึงกดสั่งแบบไม่ต้องคิด
แต่เมื่ออ่านเล่มแรกจบ รู้สึกผิดหวัง คือเรื่องราวคล้ายนิยายของกิมย้งมากเกินไป มีเรื่องราวที่คล้าย กระบี่เย้ยยุทธจักร และ ดาบมังกรหยก มีฝ่ายธัมมะ มีพรรคมาร มีหัวหน้าพรรคมาร มีคัมภีร์ยุทธ์ที่ทุกคนต่างแย่งชิง
พออ่านเล่มสองดึขึ้นบ้าง เพราะเป็นการผจญภัยของพระเอกและนางเอก แต่ก็มีกลิ่นอายคล้าย มังกรหยก ภาคก๊วยเจ๋ง
พออ่านเล่มสามเท่านั้นแหละ ถึงรู้ว่ากลิ่นอายของนิยายกิมย้งไม่ใช่เนื้อหาสำคัญเลย มันลึกล้ำและซับซ้อนกว่านั้นมาก (ขอไม่สปอยล์)
เรื่องราวเข้มข้น รู้ตัวอีกทีวันนั้นก็ไม่เป็นอันทำอะไร (นอกจากอ่านนิยาย)
ขอให้คำแนะนำว่า จำชื่อตัวละครทุกตัวให้ดี เพราะมีความสำคัญ
ตัวละครกีกี้ที่โผล่มาฉากเดียวตาย กลับมีบทบาทอย่างไม่น่าเชื่อ
เรื่องราวบางอย่างที่ไม่รู้จะเขียนทำไม กลับโยงใยและกลายเป็นโซ่ที่ผูกไปยังเรื่องราวหลัก
ตัวละครมีเยอะ แต่ทุกตัวมีความสำคัญ จะขาดตัวใดตัวหนึ่งไปไม่ได้
ถ้าทำแผงผังความสัมพันธ์ตัวละคร แผงผังนั้นคงโยงใยยิ่งกว่าใยแมงมุม แถมเป็นใยแมงมุมที่มีสี่ชั้นอีกต่างหาก
มีข้อเสียไหม
ผมคิดว่ามี 2 ข้อคือ
1. พระเอกเสียท่าง่ายเกินไป
ด้วยความที่ต้องให้พระเอกมีประสบการณ์พิสดารหรือเข้าไปข้องเกี่ยวกับเรื่องราวบางอย่าง พระเอกจึงต้องเสียท่า แต่เสียท่าง่ายเกินไป มุขที่เห็นประจำคือโดนยาพิษ โดนยาสลบ หรือไม่ก็โดนหลอก จนผมคิดในใจ “ทำไมเมิงโง่งี้”
2. ฉากเล่าเรื่องเยอะเกินไป
ด้วยความที่เรื่องราวเกี่ยวพันกับหลายชั่วอายุคน ทั้งรุ่นลูก รุ่นพ่อ รุ่นปู่ ไปจนถึงเมื่อ 800 ปีก่อน ทำให้การรู้ความจริงในกาลก่อนต้องทำผ่านการเล่า จึงมีฉากที่ตัวละครเล่าเรื่องเยอะมาก และอาจมากเกินไป จนรู้สึกว่าอยากรับรู้ผ่านฉากที่เกิดขึ้นจริงกับตัวละครนั้น ๆ มากกว่า
ส่งท้าย
โดยรวมแล้วชอบมาก นอกจากชอบความเป็นไซไฟ ยังชอบหลักวิทยายุทธ์
วิทยายุทธ์ในเรื่องผสมผสานหลักฟิสิกส์ ใส่แนวคิดเรื่อง space-time รวมทั้งมิติที่ 5 เข้าไปด้วย
ใช่ มันลึกล้ำ เหมือนอ่านตำราฟิสิกส์ผ่านนิยายกำลังภายใน
ที่ชอบมากคือฉากจบ เป็นฉากจบที่สวยงาม สวยจนคิดว่าจบดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว
ปิดหนังสือด้วยความอิ่มเอมใจ ดีใจที่ได้อ่าน และจะกลับมาอ่านใหม่แน่นอน
จะเก็บรายละเอียดให้หมด ตัวละครจะกีกี้แค่ไหน ผมจะเก็บให้ครบทุกเม็ดเลย
กันยายน 2568
1- แชร์
- 59
-

ในบันทึกเรื่อง 'ชีวิตที่ดี' ผมเล่าประสบการณ์ในวัยเด็กเมื่อ 60-70 ปีอย่างละเอียด ผู้อ่านบางท่านบอกว่าความจำผมดีเลิศ
อย่าเพิ่งชมครับ เพราะความจำผมไม่ได้ดีเลิศอะไร ผมแค่บันทึกไว้ดีเท่านั้น
ผมเก็บสมุดพกทุกเล่มไว้ครบครัน ยังอยู่ในสภาพดี ข้อมูลในนั้นบอกว่าแต่ละปีครูประจำชั้นชื่ออะไร แต่ละเทอมผมเรียนอะไร ได้คะแนนเท่าไร ครูชมหรือตำหนิอะไรบ้าง
ในเวลาต่อมา ผมบันทึกทุกอย่างไว้ในไดอารี บอกหมดว่าวันนี้ดูหนังเรื่องอะไร ที่โรงไหน รอบกี่โมง ไปดูกับหญิงสาวคนไหน เป็นหลักฐานมัดตัวที่เผลอบันทึกไว้
เหล่านี้เป็นบันทึกที่ผมใช้อิงตอนเขียนเรื่อง 'ชีวิตที่ดี' ด้วยความมั่นใจเต็มร้อย
ไดอารีมีประโยชน์มาก มันดีกว่าความทรงจำของคนเสียอีก เพราะบันทึกวันต่อวัน
ผมหยุดเขียนไดอารีมานานแล้ว เพราะดำเนินชีวิตเป็นเส้นตรง ข้อความแต่ละวันเริ่มซ้ำซาก
แต่ตอนนี้กำลังคิดจะเริ่มใหม่ ไม่ใช่เพราะอยากบันทึกชีวิตwว้เขียนประวัติอีก แต่เพราะความจำแย่มาก คิดจะเขียนไดอารีเพื่อทบทวนความจำที่กำลังย่ำแย่ จะได้รู้ว่าเดือนก่อนป่วยเป็นอะไร กินยาอะไร แพ้ยาอะไร จะได้บอกหมอถูก หรือใครยืมเงินเราเท่าไร เป็นต้น
สำหรับคนทั่วไป การจดไดอารีเป็นกิจกรรมที่ดีต่อสมองและใจ
ดีต่อสมองคือได้ฝึกสมองให้คิดว่าทำอะไรมาในวันนั้น
ดีต่อใจคือ ช่วยทำให้มองภาพรวมของวันที่ผ่านมา และเข้าใจทุกอย่างชัดขึ้น จะปลงอะไร ก็ปลงก่อนเข้านอน จะด่าใครก็ด่าในไดอารี แล้วเข้านอนอย่างสบายใจ
วินทร์ เลียววาริณ
7-5-260 วันที่ผ่านมา -

พ่อผมยึดรากเหง้าของความเป็นจีนอย่างสูง แม้มีลูกสิบคน แต่ก็เจียดเงินให้ลูกทุกคนเรียนภาษาจีน ค่าเล่าเรียนเดือนละ 25 บาท เป็นภาระที่เพิ่มขึ้นมา ราคาของรากเหง้าและวัฒนธรรมไม่ถูก
ผมจำชื่อครูสอนภาษาจีนไม่ได้แล้ว เป็นหญิงจีนวัยราว 40-50 อาศัยอยู่ในห้องแถวไม้แห่งหนึ่ง ไม่ใกล้บ้านผม แต่ก็ไม่ไกลเกินเดินเท้า
ทุกเย็นผมเดินไปเรียนภาษาจีน บางครั้งก็เดินไปเรียนพร้อมกับเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเป็นเด็กข้างบ้าน ผมสะท้อนฉากชีวิตจริงนี้ในเรื่องสั้น เช็งเม้ง
“ทุกเย็นผมกับฮกเดินไปเรียนภาษาจีนพร้อมกัน เรามักแวะที่สวนมะละกอกลางทาง เล่นฟันดาบโดยใช้ก้านใบมะละกอ เมื่อเด็ดใบออกก็ได้อาวุธประจำตัว เป็นกระบี่จอมยุทธ์ สมมุติตัวเองเป็นมือกระบี่อย่างที่เราเห็นในภาพยนตร์จีน”
หลักสูตร Chinese 101 หรือที่ถูกน่าจะเป็น Chinese Torture 101 เริ่มด้วยหนังสือจีนมาตรฐาน บทที่ 1 คือ “ม่ามา ม่ามาไหล ไหลไหลไหล ม่ามาไคว่ไหล ไคว่ไหลคั่นตี้ตี้” ฯลฯ
ต่อมาก็ขึ้นเล่ม 2 3 4 ไล่ไปเรื่อย ความสนุกเริ่มลดลงตามลำดับ การเรียนภาษาจีนกลายเป็นการฝึกความอดทน
หลักสูตรภาษาจีนนี้มีทั้งคัดลายมือ อ่านออกเสียง แต่ที่ผมเกลียดที่สุดคือ dictation (เขียนตามคำบอก)
ความจริงมันก็ไม่ใช่ dictation เป๊ะ แต่เป็นการท่องจำและเขียนจากเนื้อความที่ครูกำหนดให้ท่องมา โดยให้คว่ำหนังสือไว้ ห้ามแอบดู
แล้วใครเล่าจะแอบดูหนังสือตอนครูมองอยู่ล่ะ?
ครูมีนักเรียนหลายคน เมื่อครูเผลอ เราก็แอบเปิดหนังสือมาดู แล้วเขียนตาม
ก็ขึ้นชั้นใหม่มาได้เรื่อย ๆ ความยากเพิ่มขึ้น
ผมเกลียดการเรียนพิเศษภาษาจีน แต่มันเป็นภาคบังคับของชีวิตลูกจีนในเมืองไทย หากใช้ภาษาของท่านโก้วเล้งคือ “คนในยุทธจักรไม่เป็นตัวของตัวเอง” (人在江湖,身不由己.)
แล้วสวรรค์ก็โปรด ภาษานิยายจีนกำลังภายในคือ ‘วาสนาในคราเคราะห์’
ผลสอบอันดับที่ 25 ทำให้พ่อสั่งให้ผมเลิกเรียนภาษาจีน เรียนพิเศษเฉพาะภาษาอังกฤษ
..................
ตรงกันข้ามกับ Chinese 101 ผมชอบเรียนพิเศษภาษาอังกฤษมาก
พ่อรู้ว่าภาษาอังกฤษจำเป็นอย่างยิ่งในอนาคต จึงเจียดเงินให้เรียน
ครูสอนภาษาอังกฤษเป็นคนจีน ชื่อครูซิ้วหมิ่น ภาษาอังกฤษของแกเป็นที่เลื่องลือในหาดใหญ่ แกเปิดบ้านสอนภาษาอังกฤษอย่างเดียว มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย
ครูซิ้วหมิ่นไม่สอนตัวต่อตัว แต่สอนเป็นชั้น ในตอนหัวค่ำมีนักเรียนจำนวนมากไปเรียน
ตำราที่ครูสอนคือ Oxford Progressive English for Adult Learners ของ A.S. Hornby ก็เรียนไปหลายเล่ม ผมพัฒนาภาษาอังกฤษจากครูซิ้วหมิ่นมาก หลายปีต่อมาเมื่อผมไปเรียนต่อชั้น ม.ศ. 4 ที่กรุงเทพฯ ก็พบว่าหลักสูตรชั้นเตรียมอุดมศึกษาสอนหนังสือเล่มเดียวกัน แต่ผมเรียนจบมานานแล้ว แปลว่าครูซิ้วหมิ่นสอนเด็กต่างจังหวัดด้วยตำราของนักเรียนชั้นมัธยมปลายในกรุงเทพฯ
ศิษย์ขอคารวะท่านอาจารย์ย้อนหลัง!
ภาษาอังกฤษของผมอยู่ในเกณฑ์ดีมาตั้งแต่เด็ก ทุกอาทิตย์ผมซื้อหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนมาอ่าน ชื่อ Student Weekly (ชื่อเดิม Kaleidoscope) ของ Bangkok Post คอลัมน์ที่ผมชอบคือเกม crossword ผมพัฒนาเรื่องคำศัพท์จากการเล่นปริศนาอักษรไขว้มากทีเดียว เพราะมันบังคับให้ผมเปิดหาคำจากพจนานุกรม
สำหรับชะตากรรมภาษาจีนของผมนั้นสะดุดไปหลายปี มันเป็น ‘unfinished business’ อย่างหนึ่ง จนกระทั่งเมื่อเรียนมหาวิทยาลัยชั้นปี 2 ผมติดนิยายจีนกำลังภายในอย่างหนัก จนเกิดความอยากอ่านนิยายต้นฉบับภาษาจีน
วันหนึ่งผมก็ไปเยาวราช ซื้อพจนานุกรมจีนไทยฉบับ จักร วรศีล มาหนึ่งเล่ม กับหนังสือเรื่อง 三少爺的劍 (ซาเสียวเอี้ย) ของโก้วเล้งสองเล่ม แล้วเริ่มต้นเรียนภาษาจีนใหม่ด้วยตัวเอง
บางครั้งคนในยุทธจักรก็เป็นตัวของตัวเอง
วินทร์ เลียววาริณ
8-5-26..........................
บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต
เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น
สั่งได้จากเว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี
0 วันที่ผ่านมา -

ขึ้นชั้น ป. 6 เพื่อนคนหนึ่งชื่อ เอกดนัย ณ พัทลุง บอกผมว่า แถวสะพานลอย ก่อนถึงหาดใหญ่ใน มีห้องสมุดประชาชนอยู่ มีหนังสือเยอะ ผมสามารถไปยืมหนังสือจากที่นั่นได้
ผมก็แวะไปที่ห้องสมุดประชาชนหาดใหญ่ เวลานั้นยังเป็นห้องซอมซ่อ เก่า ๆ หนังสือกองเต็มไปหมด ล้วนเป็นหนังสือที่ผมไม่เคยพบเห็นมาก่อน จำนวนมากเป็นนวนิยายที่ผมไม่เคยอ่านมาก่อน หนังสือเริงรมย์ในห้องนี้มีมากกว่าในห้องสมุดโรงเรียนหลายเท่า
ผมทำบัตรห้องสมุด แล้วยืมนวนิยายกลับบ้าน
ผมเลิกอ่านนิทานเด็กตั้งแต่นั้น อ่านแต่นิยายของผู้ใหญ่ และมันเปลี่ยนชีวิตผมตั้งแต่นั้น
นวนิยายชุดแรก ๆ ที่อ่านเป็นงานของหลวงวิจิตรวาทการ อ่านแล้วจมตัวเองในอีกโลกหนึ่ง โลกที่ผมไม่เคยรู้ว่ามีอยู่ในจักรวาล
ผมอ่านแบบบ้าคลั่ง เหมือนคนร่อนเร่กลางทะเลทรายแล้วพบน้ำกลางโอเอซิส
โอเอซิสหาดใหญ่ให้ยืมหนังสือได้วันละสองเล่ม ปิดวันอาทิตย์ ผมก็ใช้สิทธินั้นเต็มที่เสมอมา
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมอ่านนิยายวันละสองเล่ม ความตั้งใจจะอ่านทั้งสองเล่มทำให้ผมฝึกการอ่านเร็วไปโดยปริยาย
ผมทำการบ้านแบบผ่าน ๆ เรียนหนังสือพอให้เข้าใจ นอกเหนือจากนั้น ทุกลมหายใจคือนิยาย
ผมไปห้องสมุดทุกวันไม่ว่าฝนตกแดดออก ฟ้าร้องฟ้าผ่า ขอเพียงแต่ประตูห้องสมุดไม่ถูกลั่นดาล บรรณารักษ์จะต้องเห็นหน้าเด็กคนนี้แน่นอน
ผมอ่าน ผู้ชนะสิบทิศ ของยาขอบตอนอยู่ ป. 7 ฉากเซ็กซ์ในนิยายเหล่านี้ อ่านตั้งแต่ก่อนขึ้นชั้นมัธยม
แล้วผมก็เผลอไปอ่าน เพชรพระอุมา
เพชรพระอุมา เป็นหนังสือที่ควรออกกฎหมายห้ามนักเรียนอ่านเด็ดขาด เพราะมันออกฤทธิ์แรงยิ่งกว่าเสพกัญชาร้อยต้นพร้อมกัน มันทำให้ไม่เป็นอันกินอันเรียน
ผมกลายเป็นเด็กติด(นิ)ยา(ย)
อ่านนิยายห้องสมุดวันละสองเล่มไม่พอ ผมยังไปอ่านฟรีที่ร้านหนังสือ
หาดใหญ่เมื่อ 40-50 ปีก่อนมีร้านหนังสือทั่วเมืองไม่เกิน 4-5 ร้าน ร้านที่ผมผูกพันที่สุดคือแพร่วิทยา ตั้งอยู่ที่ถนนนิพัทธ์อุทิศ 3 ติดกับโรงภาพยนตร์โอเดียน
ร้านนี้ตั้งมานานแล้ว เป็นตึกแถวคูหาเดียว แต่ลึกมาก ด้านหน้าร้านวางแผงนิตยสารต่าง ๆ ภายในร้านมีชั้นหนังสือหลายชั้น เรียงหนังสือจนเต็ม นิยายของนักประพันธ์มีชื่อในยุคนั้น เช่น ดอกไม้สด พนมเทียน ฯลฯ แผงหน้าร้านวางนิตยสารต่าง ๆ เช่น นิตยสารดัง ๆ อย่างจักรวาล บางกอก ขวัญเรือน ก็ชูหน้าชูตาบนแผงนี้
ผมไปร้านแพร่วิทยาบ่อยมาก แต่ไม่เคยซื้อหนังสือสักเล่มเดียว แม้ว่าราคาหนังสือตอนนั้นปกแข็งราว 20-30 บาท แต่ไม่มีปัญญาซื้อ
ผมมักย่องเข้าร้านเหมือนหัวขโมย หยิบหนังสือ ‘เป้าหมาย’ ขึ้นมาอ่านอย่างรวดเร็ว เมื่อคนขายมอง ก็วางหนังสือลง เมื่อเขายุ่งกับลูกค้าคนอื่น ก็อ่านต่อ ครั้นอ่านไปพอสมควรแล้ว ประมาณครึ่งชั่วโมงหรือโชคดีนานกว่านั้น ก็วางหนังสือบนชั้นตามเดิม แล้วหายตัวไปจากร้านโดยเร็วที่สุด ครั้นวันรุ่งขึ้นก็ย่องเข้าไปอ่านต่อ
ขโมยอักษรในร้านอย่างนี้จบไปหลายเล่ม เจ้าของร้านหนังสือคงเขม่นหน้าเด็กคนนี้ แต่ก็ไม่ได้ตะเพิดออกจากร้าน
กราบขอบพระคุณเจ้าของร้านย้อนหลัง บุญคุณนี้ใหญ่หลวงนัก ชาตินี้ไม่มีวันลืม
ผมอ่านนิยายกวาดหมดห้องสมุด ตั้งแต่นวนิยายทั้งสั้นและยาวของหลวงวิจิตรวาทการ เช่น พานทองรองเลือด กุหลาบเมาะลำเลิง ห้วงรักเหวลึก ฯลฯ นวนิยายเดินป่า เช่น ล่องไพร ของ น้อย อินทนนท์ นิยายป่าของ ชาลี เอี่ยมกระสินธุ์ นิยายของ พนมเทียน ส. เนาวราช เศก ดุสิต ฯลฯ
ตามมาด้วยนิยายจีนกำลังภายใน ประเดิมด้วย อสูรจอมราชันย์ ซึ่งตอนแรกอ่านไม่รู้เรื่อง แต่ก็ไล่อ่านจนรู้เรื่อง ผาโลหิต กระบี่ดาวรุ่ง มัจจุราชคะนอง บ้ออ้วงตอ พญามารเงิน ฯลฯ
ผมอ่าน มังกรหยก ภาค 1 เล่มแรกหนาหนึ่งพันหน้าจบในคืนเดียว รุ่งขึ้นก็ไปยืมเล่ม 2 หนาพันหน้ามาอ่านต่ออย่างติดพัน เมื่ออ่านจบ ก็อ่านอีกรอบเพื่อให้ภูมิแน่น
บางวันเมื่ออ่านนิยายไม่ทัน ผมก็ยัดมันลงในกระเป๋านักเรียน ไปเปิดอ่านตอนครูสอน เพื่อนหลายคนมองผมตาค้าง ไอ้เด็กเวรนี่อ่านนิยายขณะที่ครูสอนวิชา ช่างกล้าจริง ๆ! นึกไม่ออกจริง ๆ ว่า หากครูจับได้จะเป็นอย่างไร
วันหนึ่งบรรณารักษ์ถามผมด้วยเสียงเรียบ ๆ ว่า “นี่น้องไม่ต้องเรียนหนังสือหรือ?”
ผมอึ้งไปครู่ใหญ่ ตาละห้อยเหมือนหมาที่ถูกเจ้าของดุ แต่ก็ตากหน้าไปยืมต่อ
มาคิดดูตอนนี้ เหตุที่บรรณารักษ์ถามก็มีเหตุผล เพราะหากเราเป็นบรรณารักษ์ เห็นเด็กคนหนึ่งมายืมนิยายวันละสองเล่ม ย่อมเป็นห่วงว่าเด็กคนนั้นจะหมกมุ่นกับนิยายจนเสียการเรียน
แล้วสิ่งที่บรรณารักษ์เป็นห่วงก็เกิดขึ้นจริง
ครั้นขึ้น ป. 7 หายนะก็มาเยือน ผลกรรมตามสนองทันตาเห็น ผมสอบได้ที่ 25 ของชั้น ตกต่ำที่สุดในประวัติการเรียนของผม
สำหรับคนเรียนแย่เสมอต้นเสมอปลาย อาจไม่เครียดนักเมื่อต้องยื่นสมุดพกให้พ่อ แต่สำหรับคนที่เคยสอบได้ที่ 1 ต่อเนื่องกันสองปี คะแนนหล่นจากเลข 1 มาอยู่ที่เลข 25 ย่อมเป็นปรากฏการณ์พิสดารสะท้านปฐพี
พ่อผมมองดูตัวเลข 25 บนสมุดพกอยู่นาน พ่อคงประหลาดใจ ผมก็ประหลาดใจ ไม่นึกเลยว่าชีวิตนี้จะสอบได้เลขสองตัว
ครูประจำชั้น ป. 7 ก. ครูนิยม แสนทอง โรยเกลือบนบาดแผลซ้ำ โดยเขียนในสมุดพกว่า “รู้สึกว่าระดับการเรียนตกต่ำลงกว่าเดิม ขอให้กระตือรือร้นเข้าให้มาก เห็นจะเล่นสนุกมากกว่าเรียน”
ความรู้สึกตอนนั้นคือละอายใจ เหมือนขี้เมาถูกน้ำเย็นสาด
จ๋อยแดก! แล้วตื่นเลย
วินทร์ เลียววาริณ
7-5-26..........................
บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต
เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น
สั่งซื้อได้เฉพาะจากเว็บนี้ https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี
1 วันที่ผ่านมา -

การทำงานทุกวงการ ความเป็นมืออาชีพสำคัญอย่างยิ่ง ต้องใช้เวลาสั่งสมความเชื่อถือ ช่างตัดผมต้องไม่ถามลูกค้าเป็นอันขาดว่า “เอาไงต่อดี เพ่?”
ทนายความต้องไม่ถามลูกค้าเป็นอันขาดว่า “คุณว่าเราจะชนะคดีมั้ยเนี่ย?”
หมอต้องไม่ถามคนไข้เป็นอันขาดว่า “ผมผ่าไตถูกข้างมั้ย?”
พยาบาลต้องไม่ถามคนไข้ว่า “เข็มที่ใช้เมื่อกี้นี้เป็นเข็มใหม่หรือเปล่าคะ?”
ช่างก่อสร้างต้องไม่ถามลูกค้าเป็นอันขาดว่า “คุณว่าผมใส่เหล็กที่ฐานรากพอรึเปล่า?” ฯลฯ
คำถามแบบนี้ทำให้ความน่าเชื่อถือของความเป็นมืออาชีพลดลง และทุกวงการ ความเชื่อถือสำคัญไม่แพ้ฝีมือ มันสะท้อนว่าใครคนนั้นไม่รู้งานที่ทำ และหากไม่รู้งาน ไหนเลยจะทำงานนั้นได้ดี
ฝรั่งเรียกคนทำงานฝีมือระดับฝึกหัดที่จับงานมืออาชีพว่า on the job training (แปลว่า ฝึกด้วยงานจริง) หมายถึงฝีมือไม่ถึงหรือไม่มีฝีมือ แต่ได้ทำงานจริง
มองไปทั่วโลก เราพบคนแบบ on the job training มากมาย โดยเฉพาะในธุรกิจครอบครัว ลูกของเจ้าของกิจการรับงานต่อจากพ่อ โดยไม่เคยผ่านการฝึกหัดอะไร พอเรียนจบก็รับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัทเลย บ้างก้าวขึ้นเป็นใหญ่เป็นโตทางการเมืองทั้งที่ไม่เคยมีประสบการณ์ใด ๆ แต่เป็นเพื่อสืบสานตำแหน่งของพ่อหรืออำนาจของตระกูล ใช้งานจริงเป็นหนูทดลอง ใช้้บริษัทเป็นสนามเด็กเล่น ใช้ประเทศเป็นแบบฝึกหัด
น้อยครั้งเราจะเห็นตัวอย่างของเจ้าของบริษัทบางคนที่ยืนยันให้ลูกทำงานในบริษัทของตนโดยเร่ิมจากตำแหน่งต่ำสุดก่อน แล้วค่อยไต่เต้าขึ้นมาที่ระดับบน ทำให้ลูกรู้จักงานในแต่ละขั้น เข้าใจความลำบากของลูกจ้าง และซาบซึ้งต่อรสชาติของชีวิต เมื่อวันหนึ่งก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุด ก็จะนำพาบริษัทไปสู่ความเจริญได้ง่ายขึ้น เพราะเข้าใจสรีระขององค์กรนั้น ๆ อย่างถ่องแท้
สัจธรรมของฝีมือคือการสั่งสมต่อเนื่อง ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจถึงแก่น ฝึกฝนจนช่ำชอง เพราะการทำงานแต่ละสายมีลำดับพัฒนาการของมัน
การก้าวขึ้นมาจากมือสมัครเล่นเป็นมืออาชีพต้องสั่งสมประสบการณ์ เรียนรู้บทเรียนจากความผิดพลาด ขวนขวายหาความรู้ใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องตลอดเวลา ต้องอาศัยทั้งความขยันและอดทน บางคนทำงานสายหนึ่ง ๆ มาทั้งชีวิต ก็ยังเป็นแค่ช่างฝึกหัด ไม่มีความมั่นใจในตนเอง ไม่รู้จักงานที่ทำ บ้างมีฝีมือแต่ไม่มีความคิด จึงไม่เคยก้าวพ้นจากระดับมือสมัครเล่น
เราทุกคนน่าจะเคยเห็นแม่ครัวเก่ง ๆ ทำอาหารอร่อยเสร็จในนาทีเดียว ช่างฝีมือเย็บผ้าเสร็จในเวลาไม่กี่นาที ช่างปั้นหม้อดินทั้งใบในเวลาสั้น ๆ คนแกะสลักประติมากรรมน้ำแข็งเสร็จสวยงามในเวลาไม่ถึงชั่วโมง ทำให้หลายคนคิดว่างานที่ทำได้เร็วอย่างนี้ย่อมไม่ยาก
ทว่าความสามารถทำงานเสร็จในเวลาสั้น ๆ ขนาดนี้มาจากการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงนานหลายสิบปี จนคนกลายเป็นงาน งานกลายเป็นคน เชื่อมเป็นหนึ่งเดียว
ผมบอกนักอยากเขียนหลายคนเสมอว่า อยากเป็นนักเขียนคุณภาพ ก็เผื่อเวลาไว้สัก 10-30 ปี ถ้ารีบร้อน ก็เป็นได้แค่นักเขี่ย
หลายคนถอดใจ หลายคนไม่เชื่อ เพราะเห็นตัวอย่างนักเขียนเบสต์เซลเลอร์มากมายที่อายุยังน้อยนิด แต่หากพิจารณาให้ละเอียดจะพบว่า กว่าจะเขียนหนังสือได้ดี ต้องผ่านการอ่านมาเป็นพัน ๆ หมื่น ๆ เล่ม เพื่อเรียนรู้ ซึมซับรสอักษร จนสามารถแยกแยะออกระหว่างหนังสือดีกับไม่ดี ต้องผ่านการฝึกฝนภาษา การเดินเรื่อง การลำดับความ ฯลฯ กระบวนการทั้งหมดนี้ไม่อาจกินเวลาสั้น ๆ ได้
นักเขียนชั้นครูจึงบอกต่อกันมาว่า ยิ่งรีบ ยิ่งเลอะ ยิ่งใจร้อน ยิ่งหลงทาง
วินทร์ เลียววาริณ
6-5-26.........................................
บางท่อนจาก ท้องฟ้าไม่ปิดทุกวัน
36 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 175 บาท = บทความละ 4.86 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/110/ท้องฟ้าไม่ปิดทุกวันทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395
2 วันที่ผ่านมา -

มนุษย์เรามีนิสัยชอบทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก
คิดมากไป ซับซ้อนไป จนลืมไปว่าบางเรื่องทำง่าย ๆ ก็ได้
จะทำเรื่องง่าย ๆ หนึ่งเรื่องต้องประชุมหลายรอบ
คิดซับคิดซ้อน ทั้งที่แก้ปัญหาง่าย ๆ ได้
ครูบาอาจารย์ฝรั่งใช้คำคำหนึ่งเตือนสตินักเรียน
KISS
ย่อมาจาก Keep It Simple, Stupid.
แปลว่า ทำให้ง่าย ๆ หน่อยเจ้าศิษย์โง่
หลักการก็คล้าย ๆ อาจารย์เซนสอนศิษย์โง่
ต่างกันที่อาจารย์ฝรั่งด่าเฉย ๆ ส่วนอาจารย์เซนใช้ไม้เคาะหัวศิษย์ด้วย
นัยว่าการย้ำด้วยไม้ช่วยทำให้จดจำดีขึ้น
ดังนั้นเวลาแฟนบอกว่า “คิสหน่อย” ถามให้แน่ก่อนว่า เธอหมายถึงจูบหรือ Keep It Simple, Stupid.
วินทร์ เลียววาริณ
5-5-263 วันที่ผ่านมา
