-
วินทร์ เลียววาริณ6 เดือนที่ผ่านมา
(หมายเหตุ ปีนี้ครบ 20 ปีหนังเรื่อง Sin City ยังไม่เคยรีวิวเป็นเรื่องเป็นราว ก็ถือโอกาสทำเสียเลยวันนี้ ตอนนี้ยังฉายทางช่อง Netflix วันสุดท้ายคือ 29 พฤศจิกายน ใครสนใจก็รีบดูก่อนถูกถอดออก)
สมัยผมเรียนที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ในวิชาออกแบบอาคาร มีอาจารย์สองกลุ่มสองแนวคิด กลุ่มแรกคือใช้หลักหน้าที่ใช้สอยสำคัญกว่าหน้าตา (Form follows function) กลุ่มหลังคือหน้าตาสำคัญกว่า เพราะอาคารสวยหรือไม่สวยอยู่ที่หน้าตา เหมือนเราดูรูปประติมากรรม
อาจารย์กลุ่มหลังมีน้อยคน ท่านหนึ่งบอกชัดๆ เลยว่า "ขอฟอร์มมันๆ" ใครก็ตามที่เสนอแบบมันๆ เท่ๆ แรงๆ ได้ เอา A ไปเลย
เมื่อผมผันตัวเองไปเขียนวรรณกรรม งานแรกๆ คืองานทดลอง ยกตัวอย่าง เช่น เรื่องสั้น โลกีย-นิพพาน ใช้กราฟิกผสมตัวหนังสือ มีพื้นดำกับพื้นขาว ซึ่งเป็นการฉีกขนบการเขียน จนมีคนเปรยว่ารูปแบบ (ก็คือ form) นั้นข่มเนื้อหา
ในวงการหนัง โดยเฉพาะช่วง 20 ปีนี้ เราเห็นงานหนังที่เป็นแบบ stylish มากขึ้น เล่นสไตล์การเล่าเรื่องหรือฉากมากกว่าเนื้อเรื่อง ปกติหนัง stylish กินความกว้าง แต่ในที่นี้ยกตัวอย่างที่เห็นชัดๆ เช่น การใช้ slow motion ของ ไมเคิล เบย์ นกพิราบและท่าปืนคู่ของ จอห์น วู ท่ายิงราวกับนาฏกรรมของ จอห์น วิค ฯลฯ หนังจำนวนมากเข้าข่าย สไตล์ (ก็คือ form) ข่มเนื้อหา
หลังจากที่ทำงานในวงการต่างๆ มาหลายสิบปี ผมก็สรุปได้ว่า ทั้ง form และ function สำคัญทั้งคู่ แต่จะเน้นอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ มันต้องไปคู่กัน จึงจะสมบูรณ์ form ต้องไม่ข่มเนื้อหา แต่ขับเน้นเนื้อหา
หลายปีนี้ผมเขียนลงท้ายทุกบทรีวิวมาตรการให้คะแนนหนัง มาตรที่ผมใช้คือความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง
สาระคือ function ศิลปะการเล่าเรื่องคือ form ทั้งสองอย่างต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่ฉีกจากขนบ จึงคิดได้
ดังนั้นในการให้คะแนนหนัง ผมให้คะแนนความคิดสร้างสรรค์สูงที่สุด
ในวงการโฆษณายุคก่อน เราวัดคุณค่าความคิดสร้างสรรค์งานโฆษณาที่อาการขนลุก ถ้าเห็นงานชิ้นใดแล้วเกิดอาการขนลุก ถือว่าสอบผ่าน ผมก็มักใช้มาตรเดียวกันนี้ในการวัดหนัง
ในปี 2005 หนังเรื่องหนึ่งออกมาแล้วสร้างอาการขนลุกไปทั่ววงการคนทำหนัง คือ Sin City สร้างจากนิยายภาพหลายเรื่องของ แฟรงก์ มิลเลอร์ กำกับโดย รอเบิร์ต รอดริเกซ และ แฟรงก์ มิลเลอร์ และ เควนติน ทาแรนติโน (ร่วมกำกับตอนหนึ่งคือฉากในรถของ Clive Owen กับ Benicio del Toro) โดยได้รับค่าจ้างหนึ่งดอลลาร์
Sin City เป็นงานทดลอง มันเป็นหนัง stylish (ก็คือ form) หนังทั้งเรื่องเป็นขาวดำ ใส่สีเฉพาะจุด ใช้กราฟิกผสมภาพถ่าย สดใหม่ ต่อให้ไม่ดูเนื้อเรื่อง ก็จัดว่าเป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่ง ถ้าอาจารย์ผมคนที่ชอบ 'ฟอร์มมันๆ' เห็นก็คงให้ A ทันที
แต่ Sin City ก็มีเนื้อเรื่องด้วย ในเมืองคนบาปแห่งนี้ รวมตัวละครคนเดินถนนทุกรูปแบบ ตัวละครทุกคนเป็นสีเทา ดำบ้าง เทาอ่อนๆ บ้าง กระทำเรื่องเลวบ้าง เรื่องดีด้วยวิธีการเลวบ้าง แต่ละชีวิตโลดแล่นในโลกมืดหม่นของ Sin City
Sin City จึงอาจเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเสื่อมโทรมทั้งกายภาพและจิตวิญญาณ สะท้อนชีวิตที่เสื่อมโทรม ทั้งคนเสื่อมโทรมและคนดีในเมืองเสื่อมโทรม
หนังเดินเรื่องฉับไว ไม่มีจุดเยิ่นเย้อ รุนแรง เลือดสาด ใช้ภาษานิยายภาพ บางครั้งเป็นวลีสั้นๆ คล้ายภาษาของโก้วเล้ง ให้ทั้งความบันเทิง และความสดใหม่
การรวม form และ function เป็นหนึ่งเดียวได้สำเร็จ เป็นปรากฏการณ์ใหม่ในโลกภาพยนตร์ Sin City อาจจัดเป็น case study ได้ว่า การรวมทั้งสองอย่างเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืนส่งพลังอย่างไร
ลองนึกดูเล่นๆ ว่า ถ้าผู้สร้างเล่าเรื่อง Sin City โดยเล่าแต่เรื่ิอง ไม่มีเทคนิคขาว-ดำ-สี เรื่องก็คงเดินไปได้ แต่ไม่ทรงพลังเท่าเมื่อรวมลูกเล่นเข้าไปด้วย เช่นกัน หากเล่าเรื่องนี้โดยใช้แต่เทคนิค เรื่องไม่จูงใจ เรื่องก็กร่อย เพราะคนจะเบื่อเทคนิคภายในห้านาที
ความคิดสร้างสรรค์จึงสำคัญด้วยประการฉะนี้
ผ่านไป 20 ปี หนังเรื่องนี้ก็ยังสดใหม่ พิสูจน์ว่า ถ้าไอเดียมีความคิดสร้างสรรค์จริง มักอยู่ข้ามกาลเวลา
10/10
Netflix (ฉายถึงวันที่ 29 พฤศจิกายน)วินทร์ เลียววาริณ
15-11-25วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)
(มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)
1- แชร์
- 68
-

ญาติสนิทคนหนึ่งของผมไม่เคยพูดคำหยาบ แต่ในช่วงหนึ่งภรรยาของเขาสังเกตความเปลี่ยนแปลงของสามีว่าเขาเริ่มใช้คำว่า ‘แม่ง’ ต่อท้ายประโยคบ่อย ๆ เมื่อถามว่าทำไม เขาเองก็แปลกใจเพราะไม่เคยรู้สึกตัวว่าตนเองเอ่ยคำนั้น แต่ก็นึกได้ว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นหลังจากเขาย้ายไปทำงานที่ใหม่ นั่งติดเพื่อนร่วมงานผู้สบถคำ ‘แม่ง’ ทุกประโยค ผ่านไปหกเดือน เขาก็ติดคำสบถนั้นมาโดยไม่รู้ตัว
นี่คือ ‘แรงดึงดูด’ ที่เกิดขึ้นกับคนที่อยู่ใกล้กัน
เคยสังเกตไหมว่า เวลาใครบางคนในห้องผิวปากเพลงสักเพลง บางเวลาในวันนั้น คุณอาจเผลอฮัมเพลงนั้นออกมาโดยไม่รู้ตัว
เรามักเห็นสามีภรรยาหลายคู่ที่ดูเหมือนกิ่งทองใบหยก คือมีกิริยานิสัยต่าง ๆ คล้ายกันมาก ความจริงแล้วต่อให้คู่ครองที่เคยมีนิสัยใจคอต่างกันราวฟ้ากับดิน เมื่ออยู่ร่วมกันระยะหนึ่ง ก็มัก ‘จูนเครื่อง’ เข้าหากัน ปรับตัวจนในที่สุดต่างคนต่างก็ติดนิสัยของอีกฝ่ายมา ทำให้ดูเหมือนว่ารู้ใจกัน นี่คือ ‘แรงดึดดูด’ ที่เกิดขึ้นกับคนที่อยู่ใกล้กัน
หากคนสองคนมีนิสัยใจคอโดยพื้นฐานเป็นคนดี การถูกแรงดึงดูดเข้าหาก็เป็นเรื่องดี ทว่าถ้าคบหาคนชั่วร้าย ก็จะติดนิสัยพฤติกรรมไม่ดีมา เริ่มที่จิตใต้สำนึก แล้วค่อย ๆ แพร่ไปยังจิตสำนึก นานวันเข้าก็กลายเป็นตัวตนของเขาผู้นั้นไป
คนโบราณจึงย้ำนักย้ำหนาว่า คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล
แรงดึงดูดของความชั่วนั้นทรงพลังยิ่ง ต่อให้คนที่มีสติก็อาจถูกดูดเข้าไปหาง่ายดาย
ผู้ใหญ่ยังสอนว่า การเกลือกกลั้วกับคนเลวก็เหมือนการจับถ่านไฟ ยามร้อนแดงก็ไหม้มือ เมื่อเย็นก็เปื้อนดำ ไม่เป็นประโยชน์แต่อย่างไร
มีแต่เสียกับเสีย
เล่นกับงู สักวันเมื่อเผลอก็ถูกงูกัด
ในสังคมที่คนจำนวนมากใช้ความโลภเป็นเข็มทิศนำทาง ใช้ความเห็นแก่ตัวเป็นไฟฉาย โอกาสที่เราจะเห็นกงจักรเป็นดอกบัวนั้นเกิดขึ้นง่ายมาก เห็นคนชั่วร่ำรวย คนโกงบ้านโกงเมืองมีข้าวของมากมาย ทั้งยังไม่ต้องรับกรรมจากกฎหมาย นาน ๆ เข้า มโนธรรมและความรู้สึกสำนึกชั่วดีก็สั่นคลอนได้ การเห็นคนทำชั่วได้ดีอาจทำให้เราเกิดโมหะอยากทำชั่วบ้าง เริ่มที่ระดับจิตใต้สำนึก สะสมนานวันเข้า วันหนึ่งก็เปลี่ยนใจหันมาทำชั่ว
ผู้หญิงโสเภณีร้อยละร้อยไม่เคยคิดขายตัวมาก่อน แต่เมื่อคลุกคลีกับเพื่อน ๆ ที่มีฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้นจากการขายตัว ไม่นานก็อาจเปลี่ยนใจ ด้วยข้ออ้างอมตะว่า “ใคร ๆ ก็ทำกันทั้งนั้น” หรือ “นิดเดียวเท่านั้นน่า” หลายคนไม่เคยคิดจะถ่ายภาพนู้ด แต่เมื่ออยู่ใกล้แรงดึงดูดที่ทรงพลังพอ ก็เปลี่ยนใจได้ไม่ยากเย็น
นี่คือกฎของแรงดึงดูด
แรงดึงดูดแบบนี้ทำงานเป็นลูกโซ่ กระทบต่อกันไปทีละห่วง สังคมที่มีคนเลวมากกว่าคนดี ไม่ช้านานก็ทำให้คนส่วนใหญ่เน่าไปด้วย
การต้านแรงดึงดูดด้านลบไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความมั่นคงทางจิต มีสำนึกที่ดีทั้งต่อตนเอง ครอบครัว สังคม และกำลังใจอันเข้มแข็ง
เห็นหมากินขี้ก็ไม่ต้องกินขี้ตามหมา
หลุดจากแรงดึงดูดด้านลบได้เมื่อไร ถึงจะไม่ร่ำรวย ไม่มีข้าวของมากเหมือนคนอื่น แต่ก็ได้ของตอบแทนมาหนึ่งอย่างคือรสชาติของชัยชนะเหนือจิตที่ใฝ่ต่ำ และมันจะกลายเป็นแรงดึงดูดที่ดี ดึงให้คนรอบตัวเป็นคนที่มีคุณค่าไปด้วย
และในโลกนี้ มีกุศลใดที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าการเปลี่ยนคนอื่นให้เป็นคนมีค่า?
วินทร์ เลียววาริณ
28-5-26บางท่อนจาก ชีวิตคือปาฏิหาริย์!
36 บทความกำลังใจ
175.- บทความละ 4.8 บาท
https://www.winbookclub.com/store/detail/103/ชีวิตคือปาฏิหาริย์!ทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395
1 วันที่ผ่านมา -

หลังบ้านผมเป็นสนามฟุตบอลของการรถไฟฯ เป็นพื้นที่รกร้าง การรถไฟฯจึงทำเป็นสนามฟุตบอลให้ชาวเมืองใช้ แต่มีคนเล่นฟุตบอลประปราย และนาน ๆ ทีจะมีเกมใหญ่ เวลาส่วนใหญ่สนามฟุตบอลเป็นที่เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่และวัวของชาวบ้าน
พื้นที่รอบสนามฟุตบอลปลูกต้นไม้เปลี่ยนชนิดไปเรื่อย ๆ ช่วงผมเป็นเด็ก มีต้นหูกวางขนาดใหญ่สูงมาก ใบหูกวางร่วงเกลื่อนพื้น ต้นหูกวางนี่เองกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผมใช้เป็นองค์ประกอบในเรื่องสั้น สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง
ที่มุมหนึ่งมีต้นฝรั่งที่บ้านหลังใดหลังหนึ่งปลูกไว้ ออกลูกเต็มต้น แต่รสชาติไม่เป็นสับปะรด (แน่ละซี ก็มันเป็นฝรั่งนี่นา!)
ต่อมาแม่ผมปลูกต้นหลิวเป็นแถวริมสนามฟุตบอล สาเหตุก็เพราะมีคนบอกว่ารากต้นหลิวต้มกับถั่วแดงรักษาโรคดีซ่านได้ แม่จึงขอพันธุ์จากคนที่เดินทางมาจากเมืองจีน ปรากฏว่ามันขึ้นงอกงามในดินหาดใหญ่ มันโตจนสูงพอสมควร ต้นหลิวทำให้บรรยากาศสนามฟุตบอลดูดีขึ้น
แต่เช่นเดียวกับต้นไม้อื่น ๆ ไม่ช้าไม่นานต้นหลิวก็หายไป
ใกล้บ้านเราปลูกต้นหางนกยูงก็เติบโต ออกดอกแดงสะพรั่งตามฤดูกาล
ต่อมาเราก็ปลูกต้นหม่อน เติบโตออกลูกดกทั้งปี บางทีก็เรียกให้เพื่อนบ้านมาเก็บกิน ผลก็คือปากและลิ้นดำเป็นแถว
สนามฟุตบอลมีสัตว์หลายชนิดโผล่มาหา นาน ๆ ทีก็มีงูมา ค้างคาวก็บินมาเยี่ยมเป็นระยะ เคยเห็นนกนางแอ่นซึ่งน่าจะหลงทางมาจากทะเลสาบสงขลา
นกนางแอ่นตัวนี้เองเป็นแรงบันดาลใจให้ผมใช้เป็นองค์ประกอบเรื่องสั้น รักกันหนึ่งร้อยปี
............................
“ลูกรู้ใช่ไหมว่าทำไมลูกมีชื่อว่า เฟยเยี้ยน ?”
แน่ละฉันรู้ แม่เคยเล่าว่าตอนที่ฉันยังอยู่ในท้องแม่ นกนางแอ่นตัวหนึ่งบินมาทำรังใต้หลังคาบ้านเรา ไม่รู้ว่ามันหลงมาจากทะเลได้อย่างไร และทำไมจึงคิดว่าใต้หลังคาเป็นถ้ำที่มันทำรัง แต่วันหนึ่งมันก็คงคิดได้และบินจากไป มันส่งเสียงร้องเหมือนลาแม่ขณะที่ฉันถีบแม่เบา ๆ ราวกับรับรู้เสียงนกนางแอ่น แม่จึงตั้งชื่อฉันว่า เฟยเยี้ยน แปลว่า นางแอ่นบิน ............................
สนามฟุตบอลยังอุดมด้วยแมลง มีแมลงปอมากมายหลายสายพันธุ์ แต่ที่ผมชอบที่สุดคือหิ่งห้อย พวกมันออกมาท่องราตรีกันเป็นฝูง ไฟในตัวส่องสว่างไปรอบ เราก็จับมันใส่ถุง ใช้แทนโคมไฟ ความสว่างเทียบได้กับหลอดไฟ 0.05 วัตต์กระมัง! แต่เป็นไฟที่โรแมนติกที่สุดในโลก
นอกเหนือจากสัตว์ขาจร ก็มีขาประจำ ได้แก่สัตว์เลี้ยงของชาวบ้าน ไก่ เป็ด วัว แพะ
ใช่ ชาวบ้านปล่อยวัว แพะ เล็มหญ้า แล้วทิ้งขี้ไว้ดูต่างหน้าให้หายคิดถึง มันก็เป็นปุ๋ยธรรมชาติ
แต่มันก็เป็นอันตรายเช่นกัน
เปล่า ไม่มีใครอุตริไปกินขี้วัวจนท้องเสีย หรือขี้วัวทำให้เกิดโรคระบาดใด ๆ แต่วันหนึ่งในช่วงตรุษจีน เจ้าตี๋ที่อยู่บ้านติดสนามฟุตบอลเหมือนกัน อุตริปักประทัดตรุษจีนบนกองขี้วัว แล้วจุดไฟ
ตอนนี้เหมือนฉากในหนังการ์ตูน Tom & Jerry ประทัดเกิดด้านขึ้นมา เจ้าตี๋ก็เดินไปตรวจดูประทัด ปรากฏว่าเกิดระเบิดเสียงกึกก้อง ขี้วัวสด ๆ สาดเต็มหน้าเจ้าตี๋
เสียงระเบิดดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นเสียงระเบิดหัวเราะของเด็ก ๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์
เอาละ นอกจากไก่ เป็ด วัว แพะแล้ว ก็มีปลา
หาดใหญ่ยุคนั้นเป็นเมืองสายฝน เมื่อฝนตกหนัก น้ำก็ท่วมสนามฟุตบอล จนแปลงสนามเป็นบึงขนาดย่อม มีสัตว์น้ำว่ายเวียนอย่างสบายใจ ทั้งปลาช่อน ปลาหมอ ปลาไหล กุ้ง เขียด กบ อึ่งอ่าง คางคก ว่ายน้ำอย่างเสรีและเป็นสุข
ฝูงแมลงปอและแมลงหลายชนิดบินเรี่ยบนผิวน้ำใสเหนือสนามฟุตบอล บางตัวเกาะบนแผ่นน้ำ แลดูไม่เหมือนสนามฟุตบอลใด ๆ ในโลก
แน่นอน บรรดาเด็ก ๆ และชาวบ้านก็พากันไปจับปลากลางสนามฟุตบอล
ในสายตาของเด็กน้อย ผมมองภาพนั้นแล้วตั้งคำถามมากมาย จินตนาการไปไกล ผมนึกไม่ออกจริง ๆว่า ปลาเหล่านั้นโผล่มาจากไหน ในเมื่อสนามฟุตบอลไม่ได้อยู่ติดแม่น้ำลำคลองสายใด
ภายหลังผมก็ได้คำตอบว่า คูริมสนามเชื่อมกับคลอง เมื่อน้ำในคลองเอ่อท้นท่วมตลิ่ง น้ำคลองก็เชื่อมกับสนามฟุตบอลไปโดยปริยาย ฝูงปลาน้อยใหญ่ก็เปลี่ยนบรรยากาศไปเล่นฟุตบอล นอกจากนี้บางทีอาจมีไข่ปลาหมอ ปลาไหลฝังใต้สนามฟุตบอล ชอนไชออกมาเมื่อน้ำท่วม
และเช่นเดียวกับภาพอื่น ๆ ของสนามฟุตบอลที่ผมเห็นและนำไปเขียนเรื่องสั้น ฉากน้ำท่วมสนามฟุตบอลนี้ก็เป็นแรงบันดาลใจให้ผมเขียนสารคดีวิทยาศาสตร์เรื่อง ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล เปรียบสนามฟุตบอลเป็นโลกและจักรวาล ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอลก็คือชีวิตต่าง ๆ ที่ปรากฏบนโลกเรา มันมาได้อย่างไรก็ไม่รู้
นี่ก็ทำให้น่าขบคิดว่า เราทุกคนปรากฏและอาศัยอยู่ใน ‘สนามฟุตบอล’ แห่งดาราจักรนี้เพียงช่วงสั้น ๆ และในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เรายังว่ายใน ‘สนามฟุตบอล’ เราทำอะไรบ้าง
วินทร์ เลียววาริณ
27-5-26(ภาพวาดสนามฟุตบอลมองจากหลังบ้านผู้เขียน หลังฝนตกใหญ่ 70 ซม. x 100 ซม., สีอะคริลิก วาดเมื่อ 29 กรกฎาคม 2552)
.........................
บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต
เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น สั่งได้จากเว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี
1 วันที่ผ่านมา -

ช่วงนี้มีเหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มีเรื่องอยากเขียน แต่ไม่สามารถเขียน เพราะมันจะยาว
ประการหนึ่ง ไม่อยากคีย์ข้อความนานๆ มันกระทบแผล
ประการหนึ่ง เขียนไปแล้วอาจของขึ้น มันกระทบต่อการพักฟื้น
เอาเรื่องเบาหน่อยที่เขียนไว้แล้วมาลงดีกว่า
ก็คือเรื่องชุด บุปผาสวรรค์ เล่าค้างถึงตอนที่นักร้อง สรวง สันติ ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2525
เชิญอ่านต่อ
.....................
ความตายของ สรวง สันติ นั้นเป็นข่าวใหญ่ช็อกวงการ และเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของเมืองไทย แต่อีกคนหนึ่งที่เสียชีวิตพร้อมกันคือ เอื้อ อารีย์ ก็เป็นความตายที่เปลี่ยนวงการเช่นกัน
หมอเอื้อ อารีย์ ชื่อจริงคือ วิรวด ปานเจริญ เจ้าพ่อวงการลูกทุ่งคนหนึ่ง มีชื่อเสียงว่าเป็น ‘นักเชียร์แผ่น’
เอื้อ อารีย์ เป็นนักธุรกิจด้านเพลงลูกทุ่ง เป็นผู้สร้างนักร้องดังหลายคน ตัวเขาเองเป็นนักแต่งเพลง เจ้าของบริษัทเทปและแผ่นเสียง ตรา ‘เอื้อ อารีย์ เจ้าเก่า’
นอกจากเป็นนายทุน ยังเป็นนักแต่งเพลง เขาเป็นคนแต่งเพลง จ้ำม่ำ ให้ ชาย เมืองสิงห์ ร้อง
“จ้ำม่ำเสียจริงนะน้องเอ๋ย ไม่เคยเห็นใครจ้ำม่ำเท่า
หยาดเยิ้มหยดย้อยไม่เบา อกตั๋นเต่งตึงเอวเว้า
จ้ำม่ำไม่เบา น้องเข้าตำรา”เอื้อ อารีย์ เป็นคนลงทุนสร้างวงให้ แสงสุรีย์ รุ่งโรจน์ เดินสายจนเป็นนักร้องดัง แต่ในวงการเพลงลูกทุ่ง นอกจาก เอื้อ อารีย์ แล้ว ก็มีนายห้างอีกหลายคน รวมทั้งนายห้าง ประจวบ จำปาทอง
เอื้อ อารีย์ กับนายห้าง ประจวบ จำปาทอง เป็นคนที่ผลักดันให้นักร้อง เสรี รุ่งสว่าง ได้เกิด เริ่มจากเพลง จดหมายจากแม่ แต่งโดย ชลธี ธารทอง
.........................
คนในวงการเพลงลูกทุ่งตอนนั้นย่อมคุ้นเคยกับชื่อ ประจวบ จำปาทอง คลุกคลีกับวงการมานาน เคยเป็นนักร้อง โฆษก และเป็นคนจัดรายการประกวดร้องเพลง ชุมทางคนเด่น ในยุคนั้น
ประจวบ จำปาทอง ชื่อจริงคือ ประจวบ จันตตานนท์ ชาวนครพนม อยากเข้าไปเสี่ยงโชคในเมืองหลวง แต่พ่อแม่ไม่ให้ไป จึงหนีไปตัวคนเดียว
นั่นคือปี 2497 เขาเข้ากรุงด้วยเงินไม่กี่สิบบาท หลังจากนั้นก็พยายามหางานทำ แต่ไม่มีงาน จึงไปเป็นลูกจ้างอยู่โป๊ะเรือที่จังหวัดชลบุรี ได้เงินเดือน 100 บาท ต่อมาไปทำงานที่โรงโม่ เก็บหอมรอมริบได้เงินก้อนหนึ่ง ก็ไปกรุงเทพฯอีกครั้ง ทำงานเป็นจ๊อกกี้ม้าแข่งที่คอกของ อุดม ประพันธเสน
ห้าปีต่อมาก็ไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่นด้วยเงินทุนตัวเอง ศึกษางานด้านเครื่องสำอาง
หลังจากกลับจากญี่ปุ่น เข้าวงการเพลง ร่วมวงกับ พร ภิรมย์ และเข้าวงจุฬารัตน์ ทำงานเป็นโฆษกของวง
หลังจากนั้นก็มาทำรายการวิทยุที่สถานีวิทยุ ททท.สี่แยกคอกวัว เริ่มมีชื่อเสียง จึงตั้งบริษัทจำปาทอง นำเข้าเครื่องสำอางจากต่างประเทศ อาศัยรายการวิทยุช่วยโปรโมตสินค้า ประสบความสำเร็จ
สมัยนั้นใคร ๆ ก็เคยได้ยินชื่อสินค้า แป้งน้ำจำปาทอง ครีมเซฟจากอเมริกา น้ำหอมแห้งเอเธนส์ เครื่องสำอางกวนอิม
ขณะเดียวกันก็รับงานโฆษณากับวงดนตรี ประกวดร้องเพลง สร้างค่ายเพลงร่วมกับหมอเอื้อ อารีย์ และ ปรีชา อัศวฤกษ์นันท์ สร้างนักร้องหลายคนในสังกัด เช่น สายัณห์ สัญญา สรวง สันติ เพลิน พรหมแดน สุรชัย สมบัติเจริญ ศรชัย เมฆวิเชียร แสงสุรีย์ รุ่งโรจน์ คัมภีร์ แสงทอง ฯลฯ
(ยังมีต่อ)
วินทร์ เลียววาริณ
26-2-262 วันที่ผ่านมา -

โลกเรานิยมจัดอันดับในแทบทุกเรื่อง! ในทางการเงิน เศรษฐกิจและธุรกิจ เรามีมาตรของ Moody’s (Moody’s Investors Service), Standard & Poor’s และ Fitch Group จัดเรทเครดิตธุรกิจ เช่น Moody’s ให้คะแนน Aaa, Aa, A, Baa, Ba, B, Caa, Ca, C ฯลฯ Standard & Poor’s กับ Fitch ให้คะแนน AAA, AA, A, BBB, BB, B, CCC ฯลฯ
ในด้านมาตรฐานการค้ามนุษย์ ก็มีมาตรของสำนัก Office To Monitor and Combat Trafficking in Persons แบ่งเป็นระดับต่าง ๆ เช่น Tier 1, Tier 2, Tier 2 Watch List และ Tier 3
แม้แต่ในเรื่องอาหาร ก็มีหลายสำนักหลายมาตรฐาน มากมายนับไม่ถ้วน
การใช้ชีวิตของเรา ก็มีมาตรวัดเป็นสนุกกับไม่สนุก สมมุติว่าเราใช้มาตรฐานขององค์กรทางการเงินคือ A B C มาวัดชีวิตเรา ไล่จาก AAA สนุกมาก ไปจนถึง CCC ไม่สนุกมาก ก็อาจได้รายการดังต่อไปนี้
A เช่น เล่นกับหมา
AA เช่น ดูหนัง เล่นเกม
AAA เช่น เที่ยวต่างจังหวัด กินอาหารอร่อย
B เช่น คุยกับลูกค้า
BB เช่น รถติด
BBB เช่น ไปจ่ายตลาด ทำรายงานการประชุม
C เช่น พักฟื้น
CC เช่น เจาะเลือด ฉีดยา
CCC เช่น ผ่าตัด ป่วย นอนซม
หากเรามุ่งหาแต่กิจกรรม AAA และบ่นทุกครั้งที่พบ BBB และ CCC ชีวิตก็ไม่สนุก เพราะชีวิตประกอบด้วย A B C คละกัน ตลอดอายุขัยของเราทุกคน
ทางพุทธสอนให้ไม่ยึดมั่น ไม่ยึดมั่นทั้งเรื่องดีและไม่ดี
อยู่กับสุขก็มีสติ อยู่กับทุกข์ก็มีสติ จึงไม่ทรมาน
ดังนั้นดูเหมือนว่าทางดีที่สุดในการใช้ชีวิตคือ ไม่ยึดมั่นทั้ง A B C
เมื่อไม่จัดอันดับ ไม่มี A B C ก็ไม่มีข้อแม้ว่าตอนนี้สนุกหรือไม่สนุก สุขหรือทุกข์ เพราะไม่ว่าจะเจอ A B C หรือ AAA BBB CCC ก็อยู่อย่างสงบได้
.....................
พระไพศาล วิสาโล เขียนในหนังสือ ลำธารริมลานธรรม เรื่องการป่วยของหลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ ว่า ในปี พ.ศ. 2549 หลวงพ่อป่วยหนักเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง อาการหนักจนต้องรักษาในห้องไอซียู เพราะก้อนมะเร็งทำให้คอบวมเกือบเท่าหน้า และกดหลอดลมจนหายใจไม่สะดวก แต่หลวงพ่อกลับไม่แสดงอาการทุกข์ร้อนแต่อย่างใด
ขณะที่ญาติโยมทั้งหลายตกใจ พยายามจะปลอบท่าน ท่านกลับเป็นฝ่ายปลอบญาติโยมว่าเรื่องนี้ไม่มีปัญหา
ต่อมาหมอตรวจพบก้อนเนื้อในตับอ่อนอีก ท่านรู้สึกเจ็บมาก แต่ไม่ร้องสักแอะ หมอถามท่านว่า “รู้สึกเจ็บกี่เปอร์เซ็นต์?” หลวงพ่อคำเขียนตอบว่า “เกินร้อย”
พยาบาลถามว่า “ทำไมไม่ร้อง?”
ท่านตอบว่า “ปวดแล้วจะร้องอีกทำไมให้ขาดทุน”
ท่านพูดต่ออีกว่า “อาการเอาไว้ดู ไม่ได้เอาไว้เป็น”
ก็คือหลักที่หลวงพ่อสอนศิษย์มาโดยตลอด คือมีสติรู้กายรู้ใจ ท่านว่า “เห็น อย่าเข้าไปเป็น”
นั่นคือรู้ แต่ไม่ยึดมั่นถือมั่นกับมัน ดังนี้แม้ท่านจะต้องเจ็บปวดทางกายซึ่งเป็นผลมาจากการรักษาด้วยเคมีบำบัดและการฉายแสง แต่ไม่ทุกข์ร้อน
เพราะความทุกข์เกิดจากความคิด ปรุงแต่งเป็นทุกข์ เมื่อไม่ปรุงแต่งเสียอย่าง ก็ไม่เกิดทุกข์
หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ ผ่านการรักษานานแปดเดือน เข้า ๆ ออก ๆ โรงพยาบาล ท่านพูดหลังออกจากโรงพยาบาลว่า “สนุกป่วยเกือบปี”
หากจัดอันดับตามมาตรฐานของคนทั่วไป อาการป่วยของหลวงพ่อคำเขียนไม่ใช่ระดับ CCC แต่คือ DDD หรือ FFF เลวร้ายมาก แต่เมื่อจิตไม่ปรุงแต่งโรคภัยว่าเป็นทุกข์ ก็อยู่ได้โดยไม่ทุกข์ร้อน
เราคนธรรมดาที่ไม่ค่อยหรือไม่เคยฝึกจิต อาจรู้สึกว่ามันเกินความสามารถของเรา แต่หากไม่เริ่มฝึกจิตเตรียมพร้อม เราอาจผ่านไม่พ้นด่าน CCC อย่าว่าแต่ FFF
บางทีทางแรกคืออย่ายึดมั่นถือมั่นว่า ท่อนใดในชีวิตเป็น AAA หรือ BBB หรือ CCC
เมื่อไร้การยึดมั่น ก็ไร้มาตรวัด เมื่อไร้มาตรวัด ความไม่สนุกหรือไม่สบายกายก็เป็นแค่เหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ไม่มีความหมายอะไรเป็นพิเศษ
วินทร์ เลียววาริณ
27-5-26จากหนังสือ เหตุผลที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า
56 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 200 บาท = บทความละ 3.5 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/187/เหตุผลที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า
Shopee https://s.shopee.co.th/60Bx1VKarm2 วันที่ผ่านมา -

อาจารย์เซนชาวเวียดนาม ติช นัท ฮันห์ บอกว่าปาฏิหาริย์คือการเดินบนพื้นหญ้าธรรมดานี่แหละ
แปลก! ทุกวันมีคนเดินบนยอดหญ้า แต่ไม่ค่อยมีใครเห็นว่ามันเป็นเรื่องพิเศษ
ความหมายของอาจารย์ ติช นัท ฮันห์ น่าจะเป็นว่าปาฏิหาริย์คือ 'มุมมอง' นี่เอง เมื่อเลือกมองให้ดี ทุกมุมทุกเหลี่ยมทุกท่อนของชีวิตก็มีปาฏิหาริย์แทรกอยู่เสมอ
การเดินบนยอดหญ้าแล้วสามารถรู้สึกปีติยินดีในความดำรงอยู่ของใครคนนั้น ก็แสดงว่าเขารู้สึกว่ากำลังทำอะไรบนโลกใบนี้และยินดีในการถือกำเนิดมา นี่ก็คือมุมมอง
ไอน์สไตน์กล่าวว่า "มีสองวิธีในการใช้ชีวิต : คุณอาจอยู่เหมือนว่าไม่มีสิ่งใดที่เป็นปาฏิหาริย์ หรือคุณอาจอยู่เหมือนว่าทุกอย่างคือปาฏิหาริย์"
มุมมองหรือทัศนคติกำหนดการใช้ชีวิตของเรา และชีวิตของเรา
เรื่องเดียวกันแท้ ๆ แต่ต่างมุมมองอาจได้ผลลัพธ์ที่ต่างกันราวฟ้ากับดิน ฝนตกแล้วมองว่าเฉอะแฉะ น่ารำคาญ มันก็น่ารำคาญสมใจ มองว่ามันสดชื่นเย็นสบาย มันก็สดชื่นเย็นสบายสมใจ
ยังมีเรื่องเดียวกันแบบนี้อีกเป็นล้าน ๆ เรื่องที่มองให้ดีก็ได้ มองให้แย่ก็ได้ แดดออก หิมะตก ไฟดับ รถติด เหล่านี้เป็น 'สภาวะ' ไม่ใช่ 'ความทุกข์' ในตัวมันเอง ฝนก็ตก แดดก็ออก ของมันมาแต่ไหนแต่ไร ยกตัวอย่างของการมองต่างมุม เช่น คนจากเขตหนาวเจอแดดที่เราว่าร้อนกลับชอบใจ หนุ่มสาวที่ตกหลุมรักเจอรถติดกลับเห็นว่าเป็นสวรรค์ เพราะรถยิ่งติดนาน ยิ่งมีโอกาสอยู่ด้วยกันนานขึ้น
ปาฏิหาริย์คือการเปลี่ยนสถานการณ์ต่าง ๆ เป็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ
หลวงพ่อชา สุภัทโท แห่งวัดหนองป่าพง กล่าวว่า "ตามความเป็นจริงแล้ว โลกที่เราอยู่นี้ไม่มี อะไร-ทำไม-ใคร เลย ไม่มีอะไรจะเป็นที่วิตกวิจารเลย ไม่มีอะไรที่น่าร้องไห้หรือหัวเราะ เพราะมันเป็นเรื่องอย่างนั้นธรรมดา ๆ เราพูดธรรมดา ๆ ได้ แต่มองไม่เห็นธรรมดา ถ้าเรารู้ธรรมสม่ำเสมอ ไม่มีอะไรเป็นอะไรแล้ว มันเกิดมันดับของมันอยู่อย่างนั้น เราก็สงบ"
ท่านยกตัวอย่างว่า ก้อนทองคำก็ไม่มีราคา ถ้ามนุษย์เราไม่คิดว่ามันมีราคา มันก็จะถูกทิ้งเหมือนก้อนตะกั่วนั่นแหละ
ดังนั้นความสุขความทุกข์ทั้งหลายในโลกก็เป็นเพียงมุมมองของเราเท่านั้น
เมื่อมองว่ามันเป็นสภาวะที่มองได้หลายด้าน ดีหรือไม่ดีขึ้นกับปฏิกิริยา เราก็มีทางเลือก และนี่ก็คือปาฏิหาริย์!
วินทร์ เลียววาริณ
26-5-26จาก สองปีกของความฝัน
46 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 170 บาท = บทความละ 3.69 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/88/สองปีกของความฝัน
ทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.2082697073283953 วันที่ผ่านมา
