• วินทร์ เลียววาริณ
    6 เดือนที่ผ่านมา

    (หมายเหตุ ปีนี้ครบ 20 ปีหนังเรื่อง Sin City ยังไม่เคยรีวิวเป็นเรื่องเป็นราว ก็ถือโอกาสทำเสียเลยวันนี้ ตอนนี้ยังฉายทางช่อง Netflix วันสุดท้ายคือ 29 พฤศจิกายน ใครสนใจก็รีบดูก่อนถูกถอดออก)

    สมัยผมเรียนที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ในวิชาออกแบบอาคาร มีอาจารย์สองกลุ่มสองแนวคิด กลุ่มแรกคือใช้หลักหน้าที่ใช้สอยสำคัญกว่าหน้าตา (Form follows function) กลุ่มหลังคือหน้าตาสำคัญกว่า เพราะอาคารสวยหรือไม่สวยอยู่ที่หน้าตา เหมือนเราดูรูปประติมากรรม

    อาจารย์กลุ่มหลังมีน้อยคน ท่านหนึ่งบอกชัดๆ เลยว่า "ขอฟอร์มมันๆ" ใครก็ตามที่เสนอแบบมันๆ เท่ๆ แรงๆ ได้ เอา A ไปเลย

    เมื่อผมผันตัวเองไปเขียนวรรณกรรม งานแรกๆ คืองานทดลอง ยกตัวอย่าง เช่น เรื่องสั้น โลกีย-นิพพาน ใช้กราฟิกผสมตัวหนังสือ มีพื้นดำกับพื้นขาว ซึ่งเป็นการฉีกขนบการเขียน จนมีคนเปรยว่ารูปแบบ (ก็คือ form) นั้นข่มเนื้อหา

    ในวงการหนัง โดยเฉพาะช่วง 20 ปีนี้ เราเห็นงานหนังที่เป็นแบบ stylish มากขึ้น เล่นสไตล์การเล่าเรื่องหรือฉากมากกว่าเนื้อเรื่อง ปกติหนัง stylish กินความกว้าง แต่ในที่นี้ยกตัวอย่างที่เห็นชัดๆ เช่น การใช้ slow motion ของ ไมเคิล เบย์ นกพิราบและท่าปืนคู่ของ จอห์น วู ท่ายิงราวกับนาฏกรรมของ จอห์น วิค ฯลฯ หนังจำนวนมากเข้าข่าย สไตล์ (ก็คือ form) ข่มเนื้อหา

    หลังจากที่ทำงานในวงการต่างๆ มาหลายสิบปี ผมก็สรุปได้ว่า ทั้ง form และ function สำคัญทั้งคู่ แต่จะเน้นอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ มันต้องไปคู่กัน จึงจะสมบูรณ์ form ต้องไม่ข่มเนื้อหา แต่ขับเน้นเนื้อหา

    หลายปีนี้ผมเขียนลงท้ายทุกบทรีวิวมาตรการให้คะแนนหนัง มาตรที่ผมใช้คือความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง

    สาระคือ function ศิลปะการเล่าเรื่องคือ form ทั้งสองอย่างต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่ฉีกจากขนบ จึงคิดได้

    ดังนั้นในการให้คะแนนหนัง ผมให้คะแนนความคิดสร้างสรรค์สูงที่สุด

    ในวงการโฆษณายุคก่อน เราวัดคุณค่าความคิดสร้างสรรค์งานโฆษณาที่อาการขนลุก ถ้าเห็นงานชิ้นใดแล้วเกิดอาการขนลุก ถือว่าสอบผ่าน ผมก็มักใช้มาตรเดียวกันนี้ในการวัดหนัง

    ในปี 2005 หนังเรื่องหนึ่งออกมาแล้วสร้างอาการขนลุกไปทั่ววงการคนทำหนัง คือ Sin City สร้างจากนิยายภาพหลายเรื่องของ แฟรงก์ มิลเลอร์ กำกับโดย รอเบิร์ต รอดริเกซ และ แฟรงก์ มิลเลอร์ และ เควนติน ทาแรนติโน (ร่วมกำกับตอนหนึ่งคือฉากในรถของ Clive Owen กับ Benicio del Toro) โดยได้รับค่าจ้างหนึ่งดอลลาร์

    Sin City เป็นงานทดลอง มันเป็นหนัง stylish (ก็คือ form) หนังทั้งเรื่องเป็นขาวดำ ใส่สีเฉพาะจุด ใช้กราฟิกผสมภาพถ่าย สดใหม่ ต่อให้ไม่ดูเนื้อเรื่อง ก็จัดว่าเป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่ง ถ้าอาจารย์ผมคนที่ชอบ 'ฟอร์มมันๆ' เห็นก็คงให้ A ทันที

    แต่ Sin City ก็มีเนื้อเรื่องด้วย ในเมืองคนบาปแห่งนี้ รวมตัวละครคนเดินถนนทุกรูปแบบ ตัวละครทุกคนเป็นสีเทา ดำบ้าง เทาอ่อนๆ บ้าง กระทำเรื่องเลวบ้าง เรื่องดีด้วยวิธีการเลวบ้าง แต่ละชีวิตโลดแล่นในโลกมืดหม่นของ Sin City

    Sin City จึงอาจเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเสื่อมโทรมทั้งกายภาพและจิตวิญญาณ สะท้อนชีวิตที่เสื่อมโทรม ทั้งคนเสื่อมโทรมและคนดีในเมืองเสื่อมโทรม

    หนังเดินเรื่องฉับไว ไม่มีจุดเยิ่นเย้อ รุนแรง เลือดสาด ใช้ภาษานิยายภาพ บางครั้งเป็นวลีสั้นๆ คล้ายภาษาของโก้วเล้ง ให้ทั้งความบันเทิง และความสดใหม่

    การรวม form และ function เป็นหนึ่งเดียวได้สำเร็จ เป็นปรากฏการณ์ใหม่ในโลกภาพยนตร์ Sin City อาจจัดเป็น case study ได้ว่า การรวมทั้งสองอย่างเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืนส่งพลังอย่างไร

    ลองนึกดูเล่นๆ ว่า ถ้าผู้สร้างเล่าเรื่อง Sin City โดยเล่าแต่เรื่ิอง ไม่มีเทคนิคขาว-ดำ-สี เรื่องก็คงเดินไปได้ แต่ไม่ทรงพลังเท่าเมื่อรวมลูกเล่นเข้าไปด้วย เช่นกัน หากเล่าเรื่องนี้โดยใช้แต่เทคนิค เรื่องไม่จูงใจ เรื่องก็กร่อย เพราะคนจะเบื่อเทคนิคภายในห้านาที

    ความคิดสร้างสรรค์จึงสำคัญด้วยประการฉะนี้

    ผ่านไป 20 ปี หนังเรื่องนี้ก็ยังสดใหม่ พิสูจน์ว่า ถ้าไอเดียมีความคิดสร้างสรรค์จริง มักอยู่ข้ามกาลเวลา

    10/10 
    Netflix (ฉายถึงวันที่ 29 พฤศจิกายน)

    วินทร์ เลียววาริณ
    15-11-25

    วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)

    (มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)

    1
    • 0 แชร์
    • 68

บทความล่าสุด