-
วินทร์ เลียววาริณ9 เดือนที่ผ่านมา
(หมายเหตุ ปีนี้ครบ 20 ปีหนังเรื่อง Sin City ยังไม่เคยรีวิวเป็นเรื่องเป็นราว ก็ถือโอกาสทำเสียเลยวันนี้ ตอนนี้ยังฉายทางช่อง Netflix วันสุดท้ายคือ 29 พฤศจิกายน ใครสนใจก็รีบดูก่อนถูกถอดออก)
สมัยผมเรียนที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ในวิชาออกแบบอาคาร มีอาจารย์สองกลุ่มสองแนวคิด กลุ่มแรกคือใช้หลักหน้าที่ใช้สอยสำคัญกว่าหน้าตา (Form follows function) กลุ่มหลังคือหน้าตาสำคัญกว่า เพราะอาคารสวยหรือไม่สวยอยู่ที่หน้าตา เหมือนเราดูรูปประติมากรรม
อาจารย์กลุ่มหลังมีน้อยคน ท่านหนึ่งบอกชัดๆ เลยว่า "ขอฟอร์มมันๆ" ใครก็ตามที่เสนอแบบมันๆ เท่ๆ แรงๆ ได้ เอา A ไปเลย
เมื่อผมผันตัวเองไปเขียนวรรณกรรม งานแรกๆ คืองานทดลอง ยกตัวอย่าง เช่น เรื่องสั้น โลกีย-นิพพาน ใช้กราฟิกผสมตัวหนังสือ มีพื้นดำกับพื้นขาว ซึ่งเป็นการฉีกขนบการเขียน จนมีคนเปรยว่ารูปแบบ (ก็คือ form) นั้นข่มเนื้อหา
ในวงการหนัง โดยเฉพาะช่วง 20 ปีนี้ เราเห็นงานหนังที่เป็นแบบ stylish มากขึ้น เล่นสไตล์การเล่าเรื่องหรือฉากมากกว่าเนื้อเรื่อง ปกติหนัง stylish กินความกว้าง แต่ในที่นี้ยกตัวอย่างที่เห็นชัดๆ เช่น การใช้ slow motion ของ ไมเคิล เบย์ นกพิราบและท่าปืนคู่ของ จอห์น วู ท่ายิงราวกับนาฏกรรมของ จอห์น วิค ฯลฯ หนังจำนวนมากเข้าข่าย สไตล์ (ก็คือ form) ข่มเนื้อหา
หลังจากที่ทำงานในวงการต่างๆ มาหลายสิบปี ผมก็สรุปได้ว่า ทั้ง form และ function สำคัญทั้งคู่ แต่จะเน้นอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ มันต้องไปคู่กัน จึงจะสมบูรณ์ form ต้องไม่ข่มเนื้อหา แต่ขับเน้นเนื้อหา
หลายปีนี้ผมเขียนลงท้ายทุกบทรีวิวมาตรการให้คะแนนหนัง มาตรที่ผมใช้คือความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง
สาระคือ function ศิลปะการเล่าเรื่องคือ form ทั้งสองอย่างต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่ฉีกจากขนบ จึงคิดได้
ดังนั้นในการให้คะแนนหนัง ผมให้คะแนนความคิดสร้างสรรค์สูงที่สุด
ในวงการโฆษณายุคก่อน เราวัดคุณค่าความคิดสร้างสรรค์งานโฆษณาที่อาการขนลุก ถ้าเห็นงานชิ้นใดแล้วเกิดอาการขนลุก ถือว่าสอบผ่าน ผมก็มักใช้มาตรเดียวกันนี้ในการวัดหนัง
ในปี 2005 หนังเรื่องหนึ่งออกมาแล้วสร้างอาการขนลุกไปทั่ววงการคนทำหนัง คือ Sin City สร้างจากนิยายภาพหลายเรื่องของ แฟรงก์ มิลเลอร์ กำกับโดย รอเบิร์ต รอดริเกซ และ แฟรงก์ มิลเลอร์ และ เควนติน ทาแรนติโน (ร่วมกำกับตอนหนึ่งคือฉากในรถของ Clive Owen กับ Benicio del Toro) โดยได้รับค่าจ้างหนึ่งดอลลาร์
Sin City เป็นงานทดลอง มันเป็นหนัง stylish (ก็คือ form) หนังทั้งเรื่องเป็นขาวดำ ใส่สีเฉพาะจุด ใช้กราฟิกผสมภาพถ่าย สดใหม่ ต่อให้ไม่ดูเนื้อเรื่อง ก็จัดว่าเป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่ง ถ้าอาจารย์ผมคนที่ชอบ 'ฟอร์มมันๆ' เห็นก็คงให้ A ทันที
แต่ Sin City ก็มีเนื้อเรื่องด้วย ในเมืองคนบาปแห่งนี้ รวมตัวละครคนเดินถนนทุกรูปแบบ ตัวละครทุกคนเป็นสีเทา ดำบ้าง เทาอ่อนๆ บ้าง กระทำเรื่องเลวบ้าง เรื่องดีด้วยวิธีการเลวบ้าง แต่ละชีวิตโลดแล่นในโลกมืดหม่นของ Sin City
Sin City จึงอาจเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเสื่อมโทรมทั้งกายภาพและจิตวิญญาณ สะท้อนชีวิตที่เสื่อมโทรม ทั้งคนเสื่อมโทรมและคนดีในเมืองเสื่อมโทรม
หนังเดินเรื่องฉับไว ไม่มีจุดเยิ่นเย้อ รุนแรง เลือดสาด ใช้ภาษานิยายภาพ บางครั้งเป็นวลีสั้นๆ คล้ายภาษาของโก้วเล้ง ให้ทั้งความบันเทิง และความสดใหม่
การรวม form และ function เป็นหนึ่งเดียวได้สำเร็จ เป็นปรากฏการณ์ใหม่ในโลกภาพยนตร์ Sin City อาจจัดเป็น case study ได้ว่า การรวมทั้งสองอย่างเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืนส่งพลังอย่างไร
ลองนึกดูเล่นๆ ว่า ถ้าผู้สร้างเล่าเรื่อง Sin City โดยเล่าแต่เรื่ิอง ไม่มีเทคนิคขาว-ดำ-สี เรื่องก็คงเดินไปได้ แต่ไม่ทรงพลังเท่าเมื่อรวมลูกเล่นเข้าไปด้วย เช่นกัน หากเล่าเรื่องนี้โดยใช้แต่เทคนิค เรื่องไม่จูงใจ เรื่องก็กร่อย เพราะคนจะเบื่อเทคนิคภายในห้านาที
ความคิดสร้างสรรค์จึงสำคัญด้วยประการฉะนี้
ผ่านไป 20 ปี หนังเรื่องนี้ก็ยังสดใหม่ พิสูจน์ว่า ถ้าไอเดียมีความคิดสร้างสรรค์จริง มักอยู่ข้ามกาลเวลา
10/10
Netflix (ฉายถึงวันที่ 29 พฤศจิกายน)วินทร์ เลียววาริณ
15-11-25วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)
(มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)
1- แชร์
- 106
-

วันหนึ่งเมื่อภรรยาคุณบริสุทธิ์กลับถึงบ้าน พบคุณบริสุทธิ์อยู่กับหญิงสาวคนหนึ่งบนเตียง
หญิงสาวเปลือยคนหนึ่ง
หล่อนตวาดใส่คุณบริสุทธิ์ “ทำไมคุณทำอย่างนี้?”
“เดี๋ยวก่อน ฟังผมก่อน มันมีเหตุผลจริง ๆ”
หล่อนขึ้นเสียง “เหตุผลบ้าอะไร?”
“เมื่อผมกลับมาบ้านนั้น หน้าบ้านมีหญิงสาวเร่ร่อนคนหนึ่ง ร่างผอมโซ สีหน้าซีดเซียว เธอบอกว่าไม่ได้กินข้าวมาสามวันแล้ว ผมจึงพาเธอเข้ามาในครัว เอาพาสตาที่ค้างในตู้เย็นให้เธอกิน เป็นพาสตาที่คุณบอกว่าจะไม่กินอีกแล้ว เพราะทำให้อ้วน...
“หลังจากเธอกินเสร็จ ผมจึงให้เธออาบน้ำ เนื่องจากเนื้อตัวเธอสกปรกมอมแมม ไม่ได้อาบน้ำมาหลายวัน เสื้อผ้าเธอเก่าขาดสกปรก ผมจึงไปเอาเสื้อของคุณให้เธอสวม เป็นเสื้อผ้าในกองที่คุณทิ้งแล้ว และตั้งใจจะไปบริจาค...
“ผมให้กางเกงในของคุณแก่เธอด้วย เป็นตัวที่ผมซื้อให้คุณ แต่คุณไม่ชอบ และไม่เคยใช้เลย...
“ผมหากางเกงให้เธอใส่ เช่นกันเป็นกางเกงเก่าที่คุณไม่ใช้แล้ว และกำลังจะบริจาค...
“ผมมอบหวีของคุณให้เธอหวีผม เป็นหวีที่หักแล้ว และคุณไม่ใช้แล้ว...
“เมื่อเธอแต่งตัวเสร็จแล้ว เธอถามผม ‘มีอะไรอีกมั้ยที่ภรรยาคุณไม่ใช้แล้ว?’...”
สวัสดีวันอังคาร ขอให้ทุกท่านมีความสุข
วินทร์ เลียววาริณ
8-9-26.........................
จากนวนิยาย เรื่องรักของคุณบริสุทธิ์กับนางสาวภุมรี ศจีรมย์ สมถวิล จินตหรา พารัก ปักเสน่ห์ เรวดี ศรีสกาว (ใช่ นิยายชื่อยาวๆ กวนตีนอย่างนี้แหละ Who will why)
นี่เป็นนวนิยายแนวใหม่ที่นำขำขันตลกๆ ระดับ ‘ขำกลิ้ง’ 400 เรื่องมายำเป็นนวนิยาย
ค่าคลายเครียดแค่ 330 บาท เฉลี่ยขำละ 80 สตางค์ หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้วhttps://www.winbookclub.com/store/detail/188/เรื่องรักของคุณบริสุทธิ์กับนางสาวภุมรี%20ศจีรมย์%20สมถวิล%20จินตหรา%20พารัก%2520ปักเสน่ห์%20เรวดี%20ศรีสกาว
โปรโมชั่น https://www.winbookclub.com/store/detail/196/แพคเกจพิเศษ%203%20in%201
Shopee เดี่ยว https://s.shopee.co.th/1VjWGyXzed
https://s.shopee.co.th/9A8xPCjmLp
ท่านที่สั่งซื้อทางเว็บและโอนเงินแล้ว อย่าลืมส่งหลักฐานไปที่อีเมล order@winbookclub.com มิเช่นนั้นเจ้าหน้าที่อาจไม่รู้ว่ามีการสั่งซื้อ หลังจากนั้นจะได้รับคำยืนยันจากสำนักพิมพ์ว่าได้รับเงิน
1 วันที่ผ่านมา -

ช่วงนี้ชีวิตเนือยๆ
ไม่ใช่เพราะหมดไฟ แต่เป็นอาการเหนื่อยหน่ายต่อสิ่งที่เป็นไปในโลก
เริ่มที่โลกใบใหญ่ สงครามอิหร่านที่ไม่จบสิ้น
อ้อ! ท่านทรัมป์บอกว่า กรุณาอย่าเรียกว่า "สงคราม" มันเป็นแค่ความขัดแย้งเล็กๆ
เอ้า! เอาที่สบายใจ เพราะความขัดแย้งนี้ทำให้คนตายไปมากมาย และเศรษฐกิจทั้งโลกป่วน
ความขัดแย้งยังทำให้ชาวอิษราเอรจำนวนมากออกนอกประเทศ มาซุกสถิตในเมืองไทย และติดป้าย "คนไทยห้ามเข้า"
กร่างอย่างนี้ ถ้าไม่จัดการให้ดี ก็ระวังไม่มีประเทศอยู่ ฮึ่ม!
"ไม่มีประเทศอยู่" นี่หมายถึงคนไทยน่ะ
นอกจากข่าวการเมือง ก็มีข่าวภัยธรรมชาติร้ายแรงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง น่ากลัวขึ้นทุกวัน
พลิกไปดูข่าวอื่น ก็มีเรื่อง data center เรื่องจอดรถหน้าบ้านตัวเองไม่ได้ ฯลฯ
เหนื่อยอะ
ไปดูหนังดีกว่า อ้าว! มีแต่หนังผี วิญญาณตามติดหลุดจากนรก กับคำสารภาพของหมอผี
ฟังชื่อก็กลัวแล้ว
แหม! ทำไมขยันสร้างหนังผีกันจุงเบย (ขออนุญาตใช้ภาษาวิบัติ เพราะโลกมันวิบัติ)
เฮ้อ! นั่งทำงานเขียนนิยายต่อดีกว่า
สวัสดีวันจันทร์ ขอให้ทุกท่านอย่าเนือยเหมือนผม อะไรจะเกิดก็เกิด เคี้ยกเคี้ยก
วินทร์ เลียววาริณ
7-9-261 วันที่ผ่านมา -

ฟอสซิล 3
(ต่อจาก https://www.facebook.com/photo/?fbid=1671714254317259&set=a.208269707328395 )วินทร์ #1001 : “ผมจำได้ว่าคุณเคยบอกว่า เราอยู่ในโลกที่ต้องพึ่งพาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างมาก แต่เราแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเลย”
คาร์ล เซเกน #1001 : “ใช่ ในวงการวิทยาศาสตร์ เรามักเจอเรื่องที่ว่านักวิทยาศาสตร์พูดว่า ‘รู้มั้ยว่ามันเป็นข้อถกที่ดีมาก จุดยืนของผมผิดพลาดเอง’ แล้วพวกเขาก็จะเปลี่ยนความคิด และคุณก็จะไม่ได้ยินมุมมองเดิมนั้นอีกต่อไป พวกเขาทำกันอย่างนั้นจริง ๆ แม้มันจะไม่มากอย่างที่ควรเป็น เพราะนักวิทยาศาสตร์ก็เป็นมนุษย์ปุถุชน และบางครั้งการเปลี่ยนแปลงก็เจ็บปวด แต่มันก็เกิดขึ้นทุกวัน ผมจำครั้งสุดท้ายที่เกิดขึ้นในวงการเมืองและศาสนาไม่ได้”
วินทร์ #1001 : “ผมเห็นด้วยว่าคนเราถึงจะมีความเชื่อต่างกันก็สามารถคุยกันได้ คุณอาจแปลกใจถ้าผมบอกว่าคนที่ช่วยให้ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ตีพิมพ์ผลงาน On the Origin of Species สำเร็จก็เป็นชาวคริสต์ผู้เคร่งครัด”
วินทร์ #9299 : “ใคร?”
วินทร์ #1001 : “เอซา เกรย์ นักพฤกษศาสตร์ชาวอเมริกัน เขาเป็นเพื่อนกับ ชาร์ลส์ ดาร์วิน มานาน เกรย์ไม่ได้เห็นด้วยกับดาร์วินทุกเรื่อง เกรย์พยายามโน้มน้าวใจดาร์วินว่า เรื่องการออกแบบย่อมปรากฏอยู่ในทุกรูปแบบของชีวิต และอย่ามองด้านลบของศรัทธาทางศาสนา ดาร์วินไม่เชื่อ แต่เมื่อคุยกันอย่างนักวิทยาศาตร์ด้วยกัน ก็ถกกันได้ตามเนื้อผ้า นี่แหละที่ผมรู้สึกว่า คนเราถึงจะเชื่อต่างกัน คนละค่ายเพลง ก็สามารถถกกันเพื่อสร้างปัญญา การค้นหาความจริงก็ต้องเอาความจริงมาพูด ไม่ใช่เอาความเชื่อมาชนกัน...
“เราต้องเรียนศาสนาอย่างวิทยาศาสตร์ คือด้วยเหตุผล สืบค้นความจริง ไม่ใช่ด้วยความเชื่อล้วน ๆ ที่สำคัญคือต้องเปิดใจ เก็บความเชื่อและค่านิยมเดิมๆ ไว้ชั่วคราว พิจารณาให้ดีให้เข้าใจ กล้าตั้งคำถาม กล้าแย้ง เพราะหากศาสนาแข็งแรงจริง ก็ย่อมสามารถทนต่อการโต้แย้ง ศาสนาที่ไม่แข็งแรงเช่นความเชื่อว่าเทพเบื้องบนเป็นผู้ทำให้เกิดฟ้าร้องฟ้าผ่าก็ล้มไปตามข้อแย้งที่พิสูจน์ได้ แล้วเราจะเข้าใจศาสนาได้ยังไงถ้าไม่ศึกษาทุกระบบที่มันเกี่ยวข้องด้วย เพราะมันประสานกันหมด ผมจึงเชื่อว่าเราไม่มีทางเข้าใจศาสนาหากเรียนแค่ว่าแต่ละศาสนามีประวัติความเป็นมายังไง ใครเป็นศาสดา สอนหลักธรรมอะไร เพราะศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของระบบสังคมของมนุษยชาติ มันจึงสัมพันธ์กับระบบอื่น ๆ...
“แต่ในเรื่องพระเจ้าสร้างโลก แม้จะปฏิเสธมานาน แต่ช่วงหลัง ๆ คริสตจักรก็ยอมยืดหยุ่นหลายครั้ง และในที่สุดก็ออกมายอมรับทฤษฎีวิวัฒนาการ แต่ก็ขอเจอกันครึ่งทางว่า พระเจ้าเป็นผู้สร้างจักรวาล ทรงออกแบบระบบวิวัฒนาการ แล้วปล่อยให้มันวิวัฒนาการไปเอง ไม่ว่าคริสตจักรจะยอมรับด้วยความเต็มใจหรือไม่ ก็นับว่าเป็นความกล้าหาญอย่างหนึ่ง”
วินทร์ #9119 : “ทำไมคุณซีเรียสจัง มันก็แค่ศาสนา เป็นเรื่องศรัทธานะ คุณพูดจนมันฟังดูเหมือนเป็นเรื่องที่ต้องจบปริญญาสามใบก่อน จึงจะเลือกศาสนาได้ อยากนับถือศาสนาอะไรก็นับถือไป ศาสนาก็เหมือนความรัก มันไม่ต้องการเหตุผล”
วินทร์ #1001 : “เวลาคุณซื้อรองเท้าคู่ใหม่ คุณซื้อเลยโดยไม่ต้องลองหรือ? ซื้อทั้งที่ไม่รู้ว่าจะพอดีกับเท้าหรือสวมสบายมั้ยงั้นหรือ? เวลาคุณไม่สบายไปหาหมอ หมอให้ยามาสองสามกำ คุณจะกินยาเลยโดยไม่ถามว่า ยาแต่ละชนิดทำหน้าที่อะไร มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง มันไม่ปลอดภัยกว่าหรือหากเราศึกษายาแต่ละชนิดก่อน? ผมคิดว่าการถามนั้นไม่ได้แสดงว่าเราดูถูกหมอหรือคิดว่าหมอให้ยาผิด มันเป็นเพียงการหาข้อมูลให้ครบถ้วนเท่านั้น”
วินทร์ #4243 : “บางคนก็กินยาเลย...”
วินทร์ #1001 : “ใช่ ทีนี้เวลาเราเลือก ‘ยา’ เราก็ต้องศึกษาให้เข้าใจก่อนว่ายาชนิดนั้น ๆ ทำงานยังไง รักษาโรคยังไง สมมุติว่าคุณเป็นไข้หรือปวดหัว คุณกินยาพานาดอล หรือไทลีนอล หรือเด็กโซวอน หรือเฟล็กซอน หรือฟลูเร็กซ์ ก็ได้ผลเหมือนกัน อะไรทำให้คุณหายจากไข้? ใช่ยี่ห้อบนเม็ดยารึเปล่า? ก็เปล่า มันคือเนื้อยาพาราเซตามอลต่างหาก คุณรู้มั้ยว่ามียาพาราเซตามอลกี่ยี่ห้อในโลกนี้?”
วินทร์ #4243 : “10? 20?”
วินทร์ #1001 : “มีถึงเกือบสี่พันยี่ห้อ! มีทั้งแบบเม็ด แคปซูล หรือยาน้ำ และความจริงคือไม่ใช่ยาชนิดหนึ่ง ๆ จะเหมาะกับคนทุกคน บางคนอาจแพ้ยาบางชนิด บางคนกินแล้วหาย บางคนกินแล้วไม่หาย บางคนไม่ต้องกินยาก็หายได้ แค่ทำให้เหงื่อออก ไข้ก็ลดได้เหมือนกัน เรามียามากมายในท้องตลาด และยาจำนวนมากก็มีผลข้างเคียง บางชนิดกินแล้วตายได้ แต่คนส่วนมากจะกินยาที่มีอยู่ในตู้ยาประจำบ้าน ถ้าที่บ้านมีไทลีนอล ก็กินไทลีนอล ถ้ามีพานาดอล ก็กินพานาดอล คนส่วนมากเลือกศาสนาที่อยู่ใกล้ตัว ส่วนมากมักถูก ‘คลุมถุงชน’ เลือกศาสนาตามที่พ่อแม่ผู้ใหญ่จัดให้ ผมเห็นว่าเราควรมีศาสนาหรือไม่มีศาสนาด้วยความรู้ ไม่ใช่ด้วยความเชื่อ จะเลือกสังกัดค่ายไหน ก็เลือกตามสบาย แต่ควรจะรู้ถ่องแท้ว่าทำไม ถ้าเรานับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่งตามครอบครัวของเรา เราก็ควรทำตามด้วยความรู้ หรืออย่างน้อยในช่วงหลังของชีวิตก็ควรจะศึกษา จนกระทั่งรู้แล้วจึงนับถือ ไม่ใช่นับถือตามคนอื่น แล้วทำตามความเคยชิน หรือทั้งหมู่บ้านนับถือศาสนานี้แล้วเราก็นับถือตาม ถ้าทำอย่างนี้น่าจะเป็นเสรีภาพทางศาสนาที่แท้จริงกว่ามิใช่หรือ?”
วินทร์ #4243 : “แต่มันทำยากมากในทางปฏิบัติ”
วินทร์ #1001 : “ใช่ แต่ก็ง่ายขึ้นกว่าเมื่อสามร้อยปีก่อน คุณอาจสงสัยว่าทำไมแค่เรื่องศาสนา ผมจึงซีเรียสจังเลย ความจริงคือเรื่องศาสนาเป็นแค่จุดหนึ่งในปัญหาสังคมซึ่งเกิดจากวิธีคิดที่ใช้ความเชื่อนำ หากเราสามารถวางรากฐานการคิดแบบวิทยาศาสตร์ในสังคมได้ เราก็ใช้วิธีคิดในประเด็นอื่น ๆ ได้เช่นกัน ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมเช่น การเซ็นเซอร์ภาพคนสูบบุหรี่ในหนังทีวี โดยทำให้มันเบลอ มันเป็นค่านิยมที่ทำตามกันมาและยังทำต่อไปโดยไม่เคยตั้งคำถาม พวกเขาไม่ยอมวิเคราะห์ดูว่าการเบลอภาพช่วยป้องกันคนไม่ให้สูบบุหรี่หรือเปล่า เป็นไปได้ไหมที่มันให้ผลตรงกันข้าม คนบางคนอาจสูบบุหรี่เพราะหมั่นไส้วิธีเซ็นเซอร์อย่างนี้? ถ้าคนที่เกี่ยวข้องใช้สมองคิดหน่อย กล้าคิดต่าง คิดหาทางใหม่ วิเคราะห์ให้ถ่องแท้ พวกเขาก็สามารถใช้ทรัพยากรทั้งคนและเงินไปในทางที่แก้ปัญหาได้จริง ๆ เราเสียทรัพยากรปีละจำนวนมหาศาลไปกับความเชื่อในรูปแบบต่าง ๆ นี่แหละ เชื่อว่าฉันจะสวยขึ้นหากผิวฉันขาว เชื่อว่าฉันจะได้ไปเกิดใหม่ดีกว่าเดิมถ้าฉันทำบุญมาก ๆ เชื่อว่าฉันจะรวยเพราะเลขบางตัว ความเชื่อแบบนี้แหละที่ทำให้อลัชชีรวยปีละหลายหมื่นล้าน เราทุ่มเงินและทรัพยากรสร้างวัตถุมงคลและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปีละไม่รู้กี่หมื่นล้าน เงินจำนวนนี้สามารถสร้างสถานีอนามัยได้ทั่วประเทศ สร้างโรงเรียน ซื้อตำราสารพัด แต่ก็แปลกนะ เรายอมเสียเงินไปกับโลกหน้ามากกว่าจะใช้มันพัฒนาโลกปัจจุบัน แต่ช่างเถอะ ผมบ่นไปอีกไม่นานก็ตายแล้ว สงสารแต่เด็กรุ่นต่อไปที่เกิดมาในกรอบที่ผู้ใหญ่สร้างขึ้นมาครอบหัวไว้ โตขึ้นพวกเขาก็จะอยู่ในวงจรอุบาทว์รอบใหม่ เรื่องศาสนาเป็นแค่จุดจุดหนึ่งบนยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น จุดสำคัญคือกระบวนการคิด คนบ้านเรามีสมอง แต่ไม่ค่อยยอมใช้กัน แล้วอย่างนี้คุณยังมาว่าผมซีเรียสเกินไปอีกหรือ พี่จ๋า?”
วินทร์ เลียววาริณ
6-9-26จากหนังสือ วินทร์-วินทร์ Situation
สารคดีเกี่ยวกับปรัชญา ศาสนา วิทยาศาสตร์
อ่านฟรีที่เพจนี้ก็ได้ แต่ถ้าเก็บไว้เป็นเล่ม ก็อ่านได้ถึงลูกหลาน
ราคาแค่ 225.- เท่านั้น หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้วสั่งซื้อได้ที่ https://www.winbookclub.com/store/detail/141/วินทร์-วินทร์%20Situation
ท่านที่สั่งซื้อทางเว็บและโอนเงินแล้ว อย่าลืมส่งหลักฐานไปที่อีเมล order@winbookclub.com มิเช่นนั้นเจ้าหน้าที่อาจไม่รู้ว่ามีการสั่งซื้อ หลังจากนั้นจะได้รับคำยืนยันจากสำนักพิมพ์ว่าได้รับเงิน
3 วันที่ผ่านมา -

Q&A วันนี้
ทำไมคนเราต้องอ่านเรื่องศาสนาเปรียบเทียบด้วย
มีหนังสือแนะนำให้เด็ก 12 ปีไหมครับ
การให้คะแนนรีวิวหนังไม่เต็ม หักจากตรงไหน
คลิกลิงก์อ่าน https://www.blockdit.com/posts/6a98065133e2a2a6b9ec5a99
3 วันที่ผ่านมา -

เรื่องสั้นชุดนี้เริ่มเขียนมาตั้งแต่ 40 ปีก่อน ผ่านมานานปี ก็ขอเลียนแบบกิมย้ง รีไรต์งานใหม่ทั้งหมด
เล่ม 1-3 รีไรต์เสร็จแล้ว แก้ไขตอนจบของหลายเรื่องใหม่ ตัดหลายเรื่องทิ้งไป cละเขียนเรื่องใหม่มาเสียบแทน
เล่ม 4-5 เป็นงานใหม่ คัดสรรมาอย่างดี (คิดว่างั้นนะ!) เพื่อปูทางให้เขียนเล่ม 6 ต่อไป
เล่ม 1-3 ยังไม่มีเงินทุนพิมพ์ เดี๋ยวขุดทองที่ฝังในตุ่มหลังบ้านเสร็จแล้ว คงได้พิมพ์
ถ้าไม่ผิดแผน เรื่องชุดนี้คงได้เขียนจนวันตาย
แต่ถ้าไม่มีคนอ่านและคนซื้อเมื่อไร ก็เลิกราเพียงนั้น
วินทร์ เลียววาริณ
4-9-264 วันที่ผ่านมา
