-
วินทร์ เลียววาริณ4 เดือนที่ผ่านมา
รีวิว Train Dreams เมื่อวานนี้ ผมพูดถึงตัวละคร 'สิทธารถะ' ในหนังสือ Siddhartha
สิทธารถะ เป็นนวนิยายแนวปรัชญา ผลงานของ เฮอร์มานน์ เฮสเส นักเขียนชาวเยอรมัน
มาถึง พ.ศ. นี้ หากคนรุ่นใหม่ไม่เคยได้ยินทั้งชื่อนวนิยายและคนเขียน ก็ไม่น่าแปลกอะไร แต่ถ้าไม่ได้อ่านงานของเขา ก็ถือว่าเสียโอกาส
ในความเห็นของผม เฮสเสเป็นสุดยอดนักเขียนคนหนึ่ง ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี ค.ศ. 1945 อ่านงานของเขา ต้องทั้งย่อยและเคี้ยวเอื้อง
เรื่องที่ผมชอบอีกเรื่องก็คือ Narcissus and Goldmund เป็นนวนิยายแนวปรัชญาคล้ายกัน
มาเล่าเรื่องให้ฟังดีกว่า
...................
สิทธารถะเป็นบุตรพราหมณ์ ครอบครัวมีฐานะดี ได้รับการศึกษาสูง ฉลาด รูปงาม กระหายความรู้ ชอบสนทนากับปราชญ์น้อยใหญ่ ศึกษาพระเวทจนแตกฉาน ใคร ๆ ต่างก็รักเขา (จุดนี้คล้ายกับตัวละครเอกในเรื่อง กามนิต ) ด้วยคุณสมบัติเช่นนี้ เขาไม่น่าจะสนใจแสวงหาหนทางที่เขาเองก็ไม่รู้
เหตุผลง่าย ๆ คือ เขาไม่มีความสุข
เขารู้สึกว่าชีวิตน่าจะมีอะไรมากไปกว่านี้ น่าจะมีคำอธิบายที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เขาเรียนมา
สิทธารถะมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งชื่อ โควินทะ ทั้งคู่มีความคิดอ่านคล้าย ๆ กัน
วันหนึ่งมีสมณะสามรูปมาเยือน หลังจากที่สนทนาด้วย สิทธารถะขออนุญาตบิดาติดตามสมณะไปด้วย บิดาไม่อนุญาต
สิทธารถะไม่ได้ถกเถียง หากยืนอยู่ที่จุดเดิม บิดาของเขาเข้านอน แต่ข่มตาไม่หลับ ทุกครั้งที่ท่านมองลอดหน้าต่าง ก็เห็นบุตรชายยืนกอดอกอยู่ที่จุดเดิม ผ่านไปหลายชั่วยาม ท่านตื่นขึ้นมา ก็ยังเห็นสิทธารถะยืนตระหง่านอยู่ที่เดิม จนถึงเช้าผู้เป็นบิดาก็ยอมแพ้ รู้ว่าจิตใจบุตรชายของตนมิได้อยู่ที่บ้านหลังนี้อีกแล้ว
สิทธารถะร่ำลาบิดามารดาเดินทางจากไป และไม่เคยหวนกลับบ้านอีกเลย
สิทธารถะกับโควินทะเดินทางไปด้วยกัน ฝึกฝนตนเองให้บรรลุความจริงโดยทางสาย อัตตกิลมถานุโยค คือทรมานตนเอง
ทั้งคู่แต่งกายแบบธรรมดา กินวันละครั้ง และเริ่มอดอาหารหลาย ๆ วัน ตามแนวทางทรมานตนเองเพื่อพ้นทุกข์ เรียนรู้การรับความเจ็บปวด ความหิว ความกระหาย
สิทธารถะยืนกลางแดดกลางฝน คลานเข้าดงหนาม จนเกิดแผล รอจนแผลพุพองและความเจ็บหายไปเอง กลั้นลมหายใจ ฯลฯ
เขาเห็นสัตว์ป่า และรับวิญญาณของสัตว์มาไว้กับตัว เพื่อเรียนรู้การปลดเปลื้องวิญญาณของตน
แต่ไม่ว่าจะทรมานตนเองอย่างไร ในที่สุดเขาก็กลับคืนมาสู่ตัวตนของความทุกข์ของตนเองอีกครั้งเสมอ คนฉลาดเช่น สิทธารถะ เริ่มรู้ว่าทางสายนี้ไม่น่าเป็นทางที่ถูก
สิทธารถะมองสมณะที่เขาติดตามมานานสามปี สมณะหาทางพ้นทุกข์ด้วยการทรมานตนเอง จนถึงวัยราวหกสิบก็ยังไม่สามารถหาทางไปสู่นิพพานได้
สิทธารถะกำลังคิดว่า เขาอาจเสียเวลาสามปีไปโดยเปล่าประโยชน์
ยามนั้นชาวบ้านชาวเมืองโจษขานถึงบุรุษผู้หนึ่ง ผู้เป็นสัพพัญญู หลุดพ้นจากวัฏสงสารแล้ว นั่นคือ สมณโคดม
สิทธารถะกับโควินทะลาจากพวกสมณะ ผู้ไม่เห็นด้วยกับแนวทาง 'ละทิ้งความลำบาก' ของพระพุทธเจ้า
สิทธารถะกับโควินทะเข้าเฝ้าพระตถาคตในสวน พระองค์ทรงนุ่งห่มจีวรเหลืองเหมือนกับพระรูปอื่น ๆ พระพักตร์เอิบอิ่มมีเมตตา ไม่ดีใจ ไม่เศร้า เป็นผู้ที่อยู่เหนือโลกอย่างแท้จริง
พระพุทธองค์ทรงเทศนาหลักอริยสัจ 4 โควินทะปลงใจที่จะบวช ส่วนสิทธารถะยังลังเล
วันต่อมาสิทธารถะมีโอกาสสนทนาธรรมกับพระพุทธเจ้า สิทธารถะพบพระพุทธองค์ แม้เห็นว่าคำสอนของพระองค์นั้นสมบูรณ์แบบ แต่เขาก็ยังไม่ปลงใจ
สิทธารถะบอกพระพุทธองค์ว่า เขาไม่เคยสงสัยว่าพระองค์บรรลุธรรมจริง แต่ทางของพระองค์ก็เป็นทางของพระองค์ เขาเองก็มีทางของเขา
การพบพานพระพุทธเจ้าทำให้โควินทะกลายเป็นนักบวชในระบบ ส่วนสิทธารถะก็เลือกที่จะเดินทางหาความจริงในวิถีของเขาเอง
เพื่อนรักแยกทางกัน ราวกับเป็นนัยว่า คนเราทุกคนล้วนต้องเดินทางคนเดียวเสมอ
อาจเป็นเจตนาของนักเขียน - เฮอร์มานน์ เฮสเส ก็ได้ ที่ทำให้สิทธารถะนั้นมีวิถีชีวิตที่คล้ายกับพระพุทธเจ้าอย่างยิ่ง อย่างน้อยก็ในช่วงหนึ่งของชีวิต
ทั้งสองต่างเกิดในตระกูลดี ร่ำรวย และสลัดความสุขออกเดินทางแสวงหาความหมายของชีวิตเช่นกัน
บางทีสิ่งที่สิทธารถะคิดในขณะนั้นคือ การตรัสรู้ (ไม่ว่าเราจะเรียกมันว่าอะไร) เป็นประสบการณ์ ไม่ใช่คำสอน
คนเราไม่สามารถรู้ว่าตนเองอิ่มท้องจากการอธิบายของคนอื่น ทางเดียวที่จะรู้คือกิน และประสบอาการของความอิ่มท้องนั้นเอง
วันหนึ่งสิทธารถะเดินทางมาถึงแม่น้ำสายหนึ่ง เขาหยุดมองดูสายน้ำที่ไหลเอื่อยเช่นที่เคยไหลมาอย่างนี้ชั่วนาตาปี
เขาพบคนแจวเรือข้ามฟาก เขาบอกคนแจวเรือว่า แม่น้ำสวยมาก
คนแจวเรือชื่อ วาสุเทพ ว่า "ใช่ ฉันรักมันเหนือทุกสิ่ง ฉันมักฟังมัน มองมัน และเรียนรู้บางอย่างจากมัน เราสามารถเรียนรู้มากมายจากแม่น้ำสายหนึ่ง"
สิทธารถะเดินทางเข้าเมือง เขาพบสตรีงามนางหนึ่งชื่อ กมลา เขาโกนหนวดเครา ตัดผม อาบน้ำในแม่น้ำ
เขาพบกมลาและขอให้เธอเป็นครูสอนเขาเกี่ยวกับความรัก ศาสตร์ที่เขาไม่รู้อะไรเลย
หล่อนหัวเราะ บอกให้เขากลับมาพร้อมเสื้อผ้าชั้นดี รองเท้าและเงินทอง แล้วหล่อนถึงจะรับพิจารณาข้อเสนอ
สิทธารถะไปพบพ่อค้าใหญ่คนหนึ่ง ไม่นานต่อมาสิทธารถะก็กลายเป็นพ่อค้าชั้นเลิศ เขาไม่ได้ทำเพื่อเงิน เขาผูกมิตรกับทุกคน ใคร ๆ ก็อยากทำธุรกิจกับเขามากกว่าพ่อค้าอื่น ๆกมลาสอนเขาเรื่องรัก
ยี่สิบปีผ่านไป ฤดูกาลผันผ่านเลยจนสิทธารถะอายุกว่าสี่สิบ เขากลายเป็นพ่อค้า สร้างฐานะร่ำรวย สิทธารถะมีทุกอย่างที่ชาวโลกย์ต้องการ ใช้ชีวิตอีกขั้วหนึ่ง เป็นนักเลงสกา จมในปลักโลกีย์ ดื่มกินเต็มที่
คืนหนึ่งเขานั่งในสวน คิดถึงบิดา โควินทะ พระพุทธเจ้า มองดูกายภาพของตนเอง กลายเป็นชายวัยกลางคน เส้นผมแซมเทา หมดไฟ
พลันสิทธารถะก็รู้สึกว่าบางส่วนของเขาตายไปแล้ว เขาสัมผัสความไร้สาระของชีวิตที่เขาเป็นเจ้าของ
พลันเขาก็ตัดสินใจเดินทางอีกครั้ง ละทิ้งทุกอย่างที่ตนเป็นเจ้าของ ไปแสวงหาเป้าหมายที่เขาไม่เคยพบต่อไป
สิทธารถะพบตัวเองที่ริมแม่น้ำสายเดิมอีกหน มองเงาของตนเองในน้ำ เขาอยากตาย
ที่ริมแม่น้ำเขาพบโควินทะอีกครั้ง
โควินทะจำสิทธารถะในคราบของเสื้อผ้าคนร่ำรวยไม่ได้ เมื่อสิทธารถะบอกว่าตนเองกำลังจาริก โควินทะงุนงง และกล่าวว่า "...คุณไม่เหมือนนักแสวงบุญเลย คุณสวมเสื้อผ้าของคนรวย คุณสวมรองเท้านำสมัย เส้นผมหอมกรุ่นของคุณก็ไม่ใช่เส้นผมของผู้จาริก ไม่ใช่เส้นผมของสมณะ"
สิทธารถะบอกว่า "ผมไม่ได้บอกคุณว่าผมเป็นสมณะ ผมบอกเพียงแต่ว่า ผมกำลังจาริก"
"คุณกำลังจาริก? แต่น้อยคนนะจะเดินทางจาริกด้วยเสื้อผ้า รองเท้า และผมอย่างนี้ ผมเดินทางมาแล้วหลายปี ยังไม่เคยเห็นผู้จาริกเช่นคุณ" (สำนวนแปลของ สดใส)
บทสนทนาท่อนนี้แม้จะเรียบง่าย แต่เป็นจุดเด่นตอนหนึ่งของเรื่อง อธิบายคำว่า 'เปลือก' ได้อย่างขันขื่น เพราะบางครั้งคนที่พยายามละวางเปลือก ก็ยังอาจยึดติดบางอย่างกับเปลือก
แล้วโควินทะก็เดินทางต่อไป
สิทธารถะตัดสินใจอาศัยที่ริมน้ำนั้น เขาได้ยินแม่น้ำเอ่ยกับเขา สายน้ำไหลเรื่อยเอื่อย
สิทธารถะเรียนรู้จากแม่น้ำ พวกเขาส่งคนข้ามฟากเที่ยวแล้วเที่ยวเล่า
เขาเรียนรู้ว่า แม่น้ำนั้น 'พูด' ตลอดเวลา บางครั้งเป็นกษัตริย์ บางคราเป็นหญิงตั้งครรภ์ บางทีเช่นนก
หลายปีผ่านไป วันหนึ่งวาสุเทพก็เดินทางจากไป ทิ้งให้สิทธารถะอยู่ที่ริมแม่น้ำคนเดียว
......................
เฮสเสอาจตั้งคำถามว่า การไปสู่จุดหมาย (ทางสว่างหรือตรัสรู้?) แห่งชีวิตนั้นมีหนทางเดียวหรือ? จำเป็นต้องเป็นทางสายที่นักบุญผู้ที่ตรัสรู้แล้วเดินหรือไม่?
ขณะที่เราแน่ใจกับวิถีและวิธีการเดินทางของเรา โดยเลือกทางสายสั้นสบายที่สุด เราอาจจะหลงทางทีละน้อย เหมือนชายถือไม้ไผ่คนนั้นมองไม่เห็นทางนำไม้ไผ่ข้ามเข้าเมืองอย่างไรโดยที่ไม่ต้องตัดทำลายมัน
การเดินทางของสิทธารถะเป็นอีกทิศหนึ่ง อีกรูปหนึ่ง ระวังอย่าไปเปรียบกับพุทธ เพราะสิทธารถะไม่ใช่วรรณกรรมพุทธประวัติ นอกจากจะไม่ใช่งานพุทธประวัติแล้ว ยังไม่ใช่เรื่องทางพุทธด้วย แต่เป็นนิยายที่บังเอิญมีพระพุทธเจ้าเป็นตัวละครคนหนึ่ง
จุดหนึ่งที่หลายคนรับไม่ได้คือ สิทธารถะที่ใช้ชีวิตเหลวแหลกคล้ายๆ อิกกิวซัง สามารถ 'บรรลุธรรม' (มีเครื่องหมายอัญประกาศเดี่ยว) แต่โควินทะที่อยู่กับพระพุทธเจ้ากลับไม่สามารถบรรลุธรรม นี่ก็ไม่ได้แปลว่าหนทางของใครดีกว่าของใคร มันเปรียบกันไม่ได้ มันแค่บอกว่าโควินทะไม่ได้บรรลุธรรม
นวนิยายเรื่องนี้ชี้เป็นนัยว่า บางทีหนทางสู่จุดหมายอาจมีมากกว่าหนึ่งทาง (เช่นกัน ระวังด้วยว่าอาจไม่ใช่จุดหมายเดียวกันอย่างที่เราสรุปเองว่าจุดหมายต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้)
จุดหนึ่งที่น่าสนใจคือ การที่สิทธารถะเชื่อมตนเองกับแม่น้ำ มีความเป็นเซนสูงมาก ประวัติอาจารย์เซนหลายคนก็เกี่ยวกับการบรรลุธรรม (ซาโตริ) โดยอิงกับธรรมชาติ เช่น ไป่จ้างหวยไห่บรรลุธรรมเมื่อเห็นฝูงห่านป่า เซียงเอี๋ยนจือเสียนบรรลุธรรมเมื่อได้ยินเสียงไผ่ ต้งซานเหลียงเจี๋ยเห็นเงาตัวเองในน้ำ ก็บรรลุธรรม
นี่ทำให้เราต้องคิดต่อด้วยว่า สิทธารถะบรรลุธรรมอะไร แบบพุทธ? แบบเซน? แบบจอนาธาน?
หากเทียบกับ Train Dreams การเดินทางของตัวละคร รอเบิร์ต เกรนเนียร์ ก็คล้ายวาสุเทพ คนหนึ่งแจวเรือ คนหนึ่งตัดไม้
และใครจะบอกได้ว่า จำเป็นต้องเป็นสมณะจึงจะบรรลุธรรมได้
"ผมไม่ได้บอกคุณว่าผมเป็นสมณะ ผมบอกเพียงแต่ว่า ผมกำลังจาริก"
วินทร์ เลียววาริณ
30-11-251- แชร์
- 153
ดูความเห็น 1 รายการ ...Kitjaเพลง“ลำธาร“ ของคุณมาโนช ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเล่มนี้ครับ ส่วนตัวผมอ่านครั้งแรกตอน ม.1 ไม่รู้สึกอะไร เพลินดี มาอ่านอีกรอบตอนเรียนแพทย์ ได้อะไรๆเยอะขึ้นมาก ตอนนี้ 46 อ่านอีกรอบ(จริงๆก็หลายรอบนะครับ) ได้อะไรๆเยอะขึ้นมากจริงๆครับ
-

เมื่อวานนี้เกริ่นเรื่องเด็ก 11 ขวบอ่าน ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล วันนี้ขอขยายความนิด (ความจริงคือจะป้ายยา) เพราะหลายคนไม่รู้ว่าหนังสือชื่อแปลกๆ อย่างนี้เป็นหนังสืออะไร
ผู้อ่านที่อ่านงานของผมมานานย่อมรู้ว่า ผมสนใจเรื่องดาราศาสตร์ จักรวาลวิทยา กำเนิดมนุษย์ ฟิสิกส์ ชีววิทยา วิวัฒนาการ กำเนิดอารยธรรม สังคม และศาสนา ฯลฯ มานาน เขียนและเทศน์เรื่องนี้บ่อยมาก จนบางคนสงสัยว่า "รู้ไปทำไม?"
คำตอบของผมคือ "เชื่อเถอะว่านี่เป็นเรื่องควรรู้ รับรองมันเปิดโลกเราจริงๆ"
ในความเห็นของผม หากต้องการจะเข้าใจโลกและมนุษย์จริงๆ ต้องอ่านจักรวาลวิทยา มันดูเหมือนไม่เกี่ยวกัน แต่โคตรเกี่ยวกัน
ผมอ่านหนังสือแนววิทยาศาสตร์ต้นฉบับภาษาอังกฤษมาก ตั้งแต่สมัยที่ทำงานที่นิวยอร์กจนกลับเมืองไทย เป็นขาประจำของ Asiabooks และ Kinokuniya เสียเงินไปเท่าไรก็ไม่รู้ ซื้ออ่านหมดชั้น
อ่านหนังสือแนวนี้มาหลายสิบปี ตั้งแต่อ่านไม่รู้เรื่องเลย จนพอรู้ เมื่อรู้แล้วก็ตื่นเต้น อยากถ่ายทอดออกไป เพื่อให้ความรู้ด้านนี้
เรื่องวิทยาศาสตร์และจักรวาลปกติเป็นงานที่คนสนใจน้อย ที่สำคัญคือเขียนให้สนุกยาก
แล้วทำไมต้องเป็นสนามฟุตบอล?
สนามฟุตบอลในชื่อเรื่องหมายถึงสนามฟุตบอลจริงๆ หลังบ้านเกิดของผมที่หาดใหญ่ เป็นที่ดินของการรถไฟ เมื่อฝนตกหนัก น้ำจะท่วมสนามฟุตบอล เมื่อนั้นก็ปรากฏปลามากมายมาแหวกว่าย ปลาเหล่านี้มาจากคลอง เมื่อน้ำท่วม ก็เชื่อมกันหมด
ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอลจึงเป็นอุปมา หมายถึงชีวิตที่มาในโลกนี้ ณ มุมนี้ของจักรวาลชั่วคราว
หนังสือชุดนี้มีสองเล่ม คือ ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล และ ปลาที่ว่ายนอกสนามฟุตบอล
บางคนอ่านไม่รู้เรื่อง บางคนอ่านแล้วชอบมากๆ บางคนบอกว่าอ่านแล้วหัวเปิด
หนังสือสองเล่มนี้พูดทุกเรื่องเกี่ยวกับจักรวาลและมนุษย์ รวมวิทยาศาสตร์กับปรัชญา ทุกอย่างในนั้น
เมื่อพูดถึงปลาในสนามฟุตบอลแล้ว ก็มีนวนิยายจีนกำลังภายในที่ผมโยงเข้ากับชุดปลาจนได้ นั่นคือ สี่ภพ นวนิยายจีนกำลังภายในผสมไซไฟที่กินเวลาผมไป 5 ปี เป็นงานบูชาครู และเป็นงานสะสม เพื่อระลึกถึงวงการนิยายกำลังภายในในไทยเมื่อ 40-50 ปีก่อน
ทั้งสองชุดนี้เป็นงานคนละตระกูล แต่เป็นคนละเรื่องเดียวกัน และน่าจะเปิดโลกเหมือนกัน
วินทร์ เลียววาริณ
5-4-26ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล https://www.winbookclub.com/store/detail/182/ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล
ปลาที่ว่ายนอกสนามฟุตบอล https://www.winbookclub.com/store/detail/89/ปลาที่ว่ายนอกสนามฟุตบอล
สี่ภพ https://www.winbookclub.com/store/detail/255/สี่ภพ
งานหนังสือยังเหลืออีกสองวัน และวันนี้เป็นวันสุดท้ายของการสั่งซื้อชุด 20 เล่ม 2,200.- (สั่งทางเพจ https://www.facebook.com/photo?fbid=1544866750335344&set=a.208269707328395 )
1 วันที่ผ่านมา -

นักศึกษาเซนต้องอยู่กับอาจารย์เซนนานอย่างน้อยสิบปีก่อนที่จะสอนใครได้
เท็นโนเพิ่งผ่านจากนักเรียนมาเป็นครู วันหนึ่งเขาไปเยือนอาจารย์นันอิน วันนั้นฝนตก ดังนั้นเท็นโนจึงสวมรองเท้าพื้นไม้ ถือร่มคันหนึ่ง
อาจารย์นันอินเอ่ยว่า "อาตมาเชื่อว่าท่านคงวางร่มของท่านในโถงทางเข้า อาตมาอยากรู้ว่าท่านวางร่มไว้ทางซ้ายหรือขวาของรองเท้า"
เท็นโนสับสนไปชั่วครู่ ไม่มีคำตอบทันที รู้ทันทีว่าตนเองยังไม่สามารถมีเซนได้ทุกขณะจิต
เขาฝากตัวเป็นศิษย์ของอาจารย์นันอิน และเรียนอีกหกปีเต็มจึงสามารถมีสติทุกชั่วขณะ
วินทร์ เลียววาริณ
5-4-26จาก มังกรเซน และ Mini Zen (เซนฉบับการ์ตูน)
มังกรเซน Shopee คลิก https://shope.ee/2VUCymbmSh?share_channel_code=6Mini Zen Shopee https://shopee.co.th/วินทร์-เลียววาริณ-ชุ
1 วันที่ผ่านมา -

ตลอดสี่สิบปีของชีวิตนักเขียน ผมเขียนหนังสือแต่ละเล่มโดยไม่ได้คาดหวังว่ามันจะเปลี่ยนชีวิตใคร อย่างมากที่สุดก็แค่เปลี่ยนมุมมองบางเรื่อง เช่น เรื่องไสยศาสตร์ แต่ไม่คิดว่ามันจะมีพลังพอเปลี่ยนเส้นชีวิตใครได้
ทว่านานๆ ทีก็มีผู้อ่านมาเล่าให้ฟังว่า เส้นทางชีวิตของตนเปลี่ยนไปเพราะหนังสือบางเล่มของผม
ครั้งหนึ่งมีคนบอกว่าเขาเลือกเรียนคณะรัฐศาสตร์เพราะอ่าน ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน
เมื่อวานนี้มีชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ สิขเรศ มาสนทนาด้วย เล่าว่าเขาเลือกเรียนฟิสิกส์สายอนุภาค เพราะในวัย 11 ขวบอ่าน ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล เป็นแรงบันดาลใจให้เดินไปทางสายนี้
เขาเรียนปริญญาตรีและโทด้านนี้ และกำลังจะไปเรียนปริญญาเอก
ชีวิตขลุกกับพวกอะตอม อนุภาคต่างๆ อิเล็กตรอน ควาร์ก โบซอน ฯลฯ เพราะเผลอไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง
ก็แปลกดี คาดไม่ถึงว่าเด็ก 11 ขวบจะอ่าน ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล รู้เรื่องและอินขนาดนี้
และสามารถต่อยอดเรื่องที่อ่านจากหนังสือเล่มหนึ่งไปอีกไกล แล้วรู้มากกว่าคนเขียนแล้ว
ก็เป็นเรื่องน่ายินดี ประการหนึ่งเพราะเมืองไทยยังขาดนักวิทยาศาสตร์สาขานี้
ประการหนึ่งเพราะพิสูจน์ให้เห็นว่า ความรู้ต่อยอดความรู้
ประการหนึ่งเพราะอย่าประมาทว่าเด็กจะอ่านเรื่องยากไม่รู้เรื่อง
แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่า นวนิยายเรื่องเดียวที่ไม่ควรใช้เป็นแรงบันดาลใจเลยคือ "เรื่องรักของคุณบริสุทธิ์ฯ"
ถ้าขืนเจ้าชู้ประตูดินอย่างตัวละครในเรื่อง มีหวังอายุสั้นแน่ๆ
วินทร์ เลียววาริณ
4-4-261 วันที่ผ่านมา -

คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ วันนี้มีคำถามเดียว
"มนุษย์ต่างดาวเคยมาเยือนโลกเราหรือไม่ ถ้าไม่เคย ทำไมมีรายงานการพบ UFO บ่อยเหลือเกิน คนคงไม่ตาฝาดกันทั้งโลกกระมัง"
อ่านคำตอบได้จากลิงก์นี้ https://www.blockdit.com/posts/69cf88ba11bbea5bf0c61038
ผู้อ่านสามารถคุยหรือตั้งคำถามกับผู้เขียนได้ เขียนคำถามมาได้ที่ inbox เพจเฟซบุ๊ค วินทร์ เลียววาริณ ช่วยแจ้งชื่อหรือนามปากกาด้วย ถ้าไม่แจ้งจะใส่ “ไม่ประสงค์จะออกนาม”
1 วันที่ผ่านมา -

ผู้อ่านหลายคนถามมาเป็นระยะว่า ทำไมในบทความ Geopolitics สะกดชื่อ Isrxx เป็นอิษราเอร สหรัฐฯเป็นสะหะรัด ฯลฯ
ก็ขอบอกคนที่ยังไม่รู้เหตุผลว่า เพื่อป้องกันแพลตฟอร์มเพ่งเล็งหรือลงโทษ
เพจนี้เคยโดนมาแล้ว ข้อหา "ขัดมาดตระถานฌุมฌน" เพจหายไประยะหนึ่งเพื่อให้คนเขียนสำนึกผิด
กลัวแล้วจ้ะ
หลังเหตุการณ์ 9-11 ฝ่ายความมั่นคงและหน่วยสืบราชการลับสะหะรัดอ่านการสื่อสารทุกช่องทางทั่วโลก หากใครคนหนึ่งเอ่ยคำว่า ก่อการร้าย / ระเบิด / พลีชีพ ฯลฯ ทางโทรศัพท์หรืออีเมล ใครคนนั้นจะถูกหมายหัวและตรวจสอบทันที
หากใช้คำพูดจากนวนิยาย 1984 ของ จอร์จ ออร์เวลล์ ก็คือ “Big Brother is Watching You.”
ตอนนี้ดูเหมือนพฤติกรรมแบบเดียวกันจะเกิดขึ้นอีกแล้ว เห็นบนหน้าเพจทั่วโลก มีคนจงใจสะกดชื่อประเทศนี้ผิด
นี่คืออำนาจของสื่อ ทำให้คนแสดงความเห็นต้องเซ็นเซอร์ตัวเองในระดับหนึ่ง
ก็หวังว่าคงไม่รำคาญตามากเกินไป
มีคำคำหนึ่งที่อิษราเอรใช้ตั้งข้อหาผู้เห็นต่าง เป็นข้อหาที่ชาวโลกเจอบ่อยมาก
คือคำว่า Antisemitic หมายถึงการแสดงความเกลียดชังชาว Jeว
บ้านเราเคยมีสื่อและคนดังบางคนลงรูปหรือสวมเสื้อยืดสัญลักษณ์สวัสติกะของนาซี จะโดนสถานทูตอิษราเอรต่อต้านอย่างแรง ข้อหา Antixx นี้หนักกว่าด่าพ่อด่าแม่อีก จนต้องยอมขอโทษ
แผงขายเสื้อยืดตรานาซีที่ตลาดจตุจักรก็โดน
ความจริงเครื่องหมายสวัสติกะนี้เป็นสัญลักษณ์ทางพุทธและฮินดูมานานหลายพันปีแล้ว จนเมื่อนาซีนำไปเป็นโลโก้ ความหมายจึงถูกใช้ไปทางลบ
นักการเมืองในตะวันตกหลายคนก็ต้องขอโทษ หากถูกตั้งข้อหานี้ บางคนอาจต้องหลุดจากตำแหน่งด้วยซ้ำ
พวก Jeว ใช้ข้อหา Antixx เป็นอาวุธมานานหลายสิบปี จนตอนนี้คนเริ่มเบื่อ เพราะพฤติกรรมรุนแรง รุกรานแผ่นดินอื่นทำให้คนเป็น Antixx ไปค่อนโลก
ความจริงชาวโลกควรตั้งข้อหาใหม่บ้าง นั่นคือ Antihumanity (ต่อต้านมนุษยชาติ)
เพราะการก่อสงครามโดยไม่ใช่การป้องกันตัว ก็คือเป็นศัตรูกับมนุษยชาติ
เราอยู่ในโลกที่คนมีอาวุธมากกว่าตั้งกฎว่าอะไรถูก อะไรผิด ถ้าเขาทำอย่างนี้เรียกว่าประชาธิปไตย หากเราทำอย่างเดียวกันเรียกว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน ฯลฯ
ก็นะ! คนตัวใหญ่กว่าทำอะไรก็ถูกต้องไปหมด พวกนี้เป็นเจ้าของศีลธรรม ความถูกต้องทั้งมวล
“All animals are equal, but some animals are more equal than others.”
ในนวนิยาย 1984 ของ จอร์จ ออร์เวลล์ อีกเช่นกัน มีองค์กรที่เรียกว่า Ministry of Peace กับ Ministry of Truth
กระทรวงแห่งสันติภาพ (Ministry of Peace) มีหน้าที่ก่อสงคราม กระทรวงแห่งความจริง (Ministry of Truth) มีหน้าที่โกหก
จอร์จ ออร์เวลล์ เขียนในเรื่องนี้ว่า "ภาษาการเมืองออกแบบมาเพื่อให้คำโกหกฟังดูจริง และการฆ่าคนเป็นเรื่องน่าเคารพ"
Ministry of Peace นี่ฟังดูคล้ายๆ Board of Peace ชอบกล แต่เราอย่าลงลึกเลย เดี๋ยวโดน Mos เบอร์เกอร์ เอ๊ย! Mosสาด ส่งคนมาฆ่าผู้เขียนทิ้ง ข้อหา Antiteen (กวนตีน)
ซวยเลย ตายแล้วก็ไม่ได้ซักผ้า
วินทร์ เลียววาริณ
3-4-262 วันที่ผ่านมา
