-
วินทร์ เลียววาริณ4 เดือนที่ผ่านมา
คาดไม่ถึงว่าโพสต์เรื่องเลือกตั้งเมื่อวานนี้กลายเป็นกระทู้ร้อน
อาจเพราะตอนนี้คนยังอินกับการเมือง การเลือกตั้ง และการทะเลาะกัน
ใจเย็นๆ ครับ เราคนไทยด้วยกัน เชื่อว่าต่างก็หวังดีต่อประเทศ เพียงแต่วิธีการอาจไม่ตรงกัน ก็ถกกันได้
หัวข้อถกข้อหนึ่งที่น่าสนใจที่เกิดจากโพสต์นี้คือคำถามว่า "อะไรควรมาก่อน ระบอบหรือคน?"
บางความเห็นบอกว่า "หากวางระบอบดี แล้วทุกอย่างก็จะดีเอง"
ข้อนี้มองได้สองมุม โดยทฤษฎีก็ใช่ แต่ในทางปฏิบัติไม่แน่ว่าจะใช่เสมอไป
เราสามารถดูตัวอย่างจริง นั่นคือสหรัฐอเมริกา ประเทศเสาหลักประชาธิปไตยของโลก
สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่วางระบบการเมืองไว้มั่นคงมาก มีประธานาธิบดีปกครอง มีรัฐสภาคุม มีการตรวจสอบเข้มข้น เป็นเจ้าแห่งหลักการ
แต่เมื่อเจอบุรุษชื่อทรัมป์ ระบบที่ว่าดีก็ไปต่อไม่เป็น
ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีต่อประเทศต่างๆ วันต่อวันตามใจชอบ ขู่ยึดประเทศนั้นประเทศนี้ ส่งทัพไปบุกที่นั่นที่นี่ ทิ้งระเบิดที่นั่นที่โน่น ทั้งหมดทำโดยไม่ผ่านรัฐสภา ซึ่งจัดว่าผิด เข้าข่ายใช้อำนาจมิชอบ แต่พวกที่อยู่ในสภาก็ลืมตาปริบๆ อ้าปากพะงาบๆ ทำอะไรเขาไม่ได้
นี่ก็คือตัวอย่างว่า ระบอบดีเมื่อเจอผู้นำบางประเภท ระบอบก็ไม่เป็นระบอบเหมือนกัน
สหรัฐฯต่อต้านรัฐประหารทั่วโลก และชอบลงโทษรัฐบาลที่ก่อรัฐประหาร (ยกเว้นได้ไฟเขียวจากวอชิงตันก่อน) แต่ในวันที่ 6 มกราคม 2021 หลังจากทรัมป์แพ้เลือกตั้ง กลุ่มสนับสนุนทรัมป์บุกอาคารรัฐสภา ก่อ 'รัฐประหาร' แต่ไม่สำเร็จ ถูกจับไปหลายพันคน แต่พอทรัมป์ขึ้นมาครองอำนาจรอบใหม่ เซ็นแกร๊กเดียว ปล่อยกบฏออกจากคุกหมด
นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างของระบอบที่ดี แต่ถูกบิดเบี้ยวได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ถ้าในวันเกิดกบฏที่วอชิงตัน ลีกวนยูยังมีชีวิตอยู่ เขาคงหัวเราะเสียงดัง เพราะเขาเป็นคนที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นกับระบอบ
ลีกวนยูบอกว่า เป็นเรื่องตลกที่โลกตะวันตกพยายามส่งออกสินค้าที่เรียกว่า ‘ประชาธิปไตย’ “เพราะโครงสร้างแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน แต่ละสังคมมีวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ รากเหง้าต่างกัน”
เขาเห็นว่าฝ่ายตะวันตกกำลังกอดหลักการประชาธิปไตยแบบ “ถูกต้อง” และตัดสินสังคมอื่นที่ไม่เดินตามตนว่าเป็นโลกที่ล้าหลัง ยังไม่พัฒนา และ “ไม่ถูกต้อง”
แต่การที่ผู้นำสหรัฐฯในวันนี้กระทำเรื่องที่ไม่น่าจะเรียกว่า ‘ประชาธิปไตย’ ก็ชี้ว่า บางที ‘ประชาธิปไตย’ เป็นแค่หลักการที่พูดให้ฟังดูดีเท่านั้น ในทางปฏิบัติ ใครมีอำนาจ ก็คือเจ้าของประเทศ
ลีกวนยูพูดว่า “ผมไม่เคยเป็นนักโทษของทฤษฎีใด สิ่งที่นำทางผมคือเหตุผลและความจริง บททดสอบความสำเร็จที่ผมประยุกต์กับทุกทฤษฎีหรือโครงการคือ ‘มันใช้ได้ผลหรือเปล่า?’ บททดสอบความสำเร็จคือผลงาน ไม่ใช่คำสัญญา”
เขาไม่สนใจวิธีคิดแบบระยะสั้นของนักการเมืองตะวันตก บางคนหลีกเลี่ยงหรือเลื่อนนโยบายที่ประชาชนไม่ชอบออกไป เขามองไปไกล ๆ เสมอ
ลีกวนยูบอกว่า “ถ้าคุณต้องการเป็นที่นิยมตลอดเวลา คุณจะปกครองผิดพลาด ผมไม่เคยหมกมุ่นกับโพลความเห็นใด ๆ หรือโพลความนิยม ผมคิดว่าผู้นำที่สนใจเรื่องเหล่านี้ เป็นผู้นำที่อ่อนแอ”
ลีกวนยูพูดเรื่อง ‘oriental values’ เสมอ เขามองว่า สังคมคิดแบบขงจื๊อยังใช้ได้ เช่น ครอบครัวเป็นศูนย์กลางของเสถียรภาพทางการเมืองและสังคม นี่ทำให้เขาสร้างบ้านสำหรับทุกคน
เขาเชื่อเรื่องการยึดมั่นในความถูกต้อง ความซื่อสัตย์ ศักดิ์ศรี การอุทิศตนเพื่องาน นี่เป็นคุณค่าของ ‘จินจื่อ’ (君子แปลว่าสุภาพชน)
หลักการของขงจื๊อคือ ประเทศต้องมาก่อน ไม่ใช่ผลประโยชน์ส่วนตน ขงจื๊อพูดเรื่องนี้มากว่าสองพันปีแล้ว นั่นคือการสร้างคนดีเริ่มที่การศึกษาอบรมที่ดี
คนไทยยุคก่อนใช้คำว่า ‘ศึกษาอบรม’ ครอบคลุมทุกอย่าง
ศึกษาคือปัญญา อบรมคือจริยธรรม
การสร้างคนในอุดมคติมีรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย แต่โดยหลักการมีเพียงสองอย่างนี้เท่านั้น คือปัญญากับจริยธรรม
ปัญญาคือรู้เรื่องความเป็นไปของสังคมและโลก รู้ว่าเรามาทำอะไรในโลกนี้ ในสังคมนี้ รู้บทบาทของเราในฐานะฟันเฟืองหนึ่งของสังคม
จริยธรรมคือความสมบูรณ์ทางจิตวิญญาณ ความละอายต่อบาป ละอายต่อการทำชั่ว
ดังนั้นการปฏิรูปเพื่อสร้างคนตามแนวคิดของขงจื๊อก็คือการสร้างระบบ เช่น ในด้านการศึกษา สอนคนให้รู้จักคิด วิเคราะห์
.......................
โลกเรามีนักการเมืองสองประเภท ประเภทแรกสร้างความนิยมให้ตนเอง ทำอะไรนิดหน่อยก็ออกมาพูดๆๆ โชว์ผลงาน
ประเภทที่สองทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติในระยะยาว โดยไม่สนใจว่าสังคมหรือโลกมองตนอย่างไร แต่ทำงานจริงๆ
ประเภทแรกเป็นนักการเมือง ประเภทที่สองเป็นรัฐบุรุษ
นี่ก็คือเหตุผลที่ผมบอกว่า ถ้าเมืองไทยจะเปลี่ยนแปลงอะไร เปลี่ยนคนก่อนดีกว่า
แน่ละ บางคนแสดงความเห็นว่า คนอย่างลีกวนยูหายาก จะไปฝันว่าเมืองไทยจะมีคนอย่างนี้ได้อย่างไร
คิดอย่างนี้หดหู่เกินไป เพราะเท่ากับยอมรับว่าประเทศไทยไม่สามารถหลุดพ้นจากน้ำครำ ต้องรอเทวดามาโปรดอย่างเดียว
ความจริงคนเก่งแบบนี้มีในเมืองไทย แต่ไม่มีโอกาสขึ้นมาปกครองประเทศ หรือไม่ชอบการเมืองน้ำครำ
จึงเป็นหน้าที่ของเราประชาชน ค่อยๆ ช่วยกันใส่น้ำดีเข้าไปในน้ำครำ ที่สำคัญไม่เติมน้ำครำลงไปเพิ่ม วันหนึ่งน้ำครำก็เริ่มเปลี่ยนเป็นใสขึ้นบ้าง ค่อยๆ ไป ค่อยๆ ไป
เพราะถ้าเราหวังรอให้นักการเมืองแก้รัฐธรรมนูญ ออกกฎหมายให้บทลงโทษการคอร์รัปชั่นคือโทษประหารด้วยเครื่องประหารหัวสุนัข คงต้องรอ next life afternoon
วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ คิดสักนิดก่อนเทน้ำลงไปในหีบเลือกตั้ง ดูให้ชัดว่ามันเป็นน้ำดีหรือน้ำครำ
และถอดแว่นตาดำออกก่อนดู
วินทร์ เลียววาริณ
5-2-26
..................................อ่านเกร็ดความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำงานของลีกวนยูและการสร้างชาติของเขา ได้จากหนังสือ สร้างชาติจากศูนย์
สารคดีเกี่ยวกับชีวิตและผลงานของลีกวนยู ที่เหมาะสำหรับผู้นำองค์กร ผู้บริการ นักการเมือง
เว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/248/สร้างชาติจากศูนย์
Shopee https://shopee.co.th/product/90206829/29061345680/1- แชร์
- 58
ดูความเห็น 1 รายการ ...Regnartsยังคงมีความเห็นเหมือนเดิมครับ ว่าตราบใดที่ให้ "สิทธิลงคะแนน" แบบอัตโนมัติเมื่ออายุถึง โดยที่คนคนนั้นยังไม่ได้ทำหน้าที่ให้กับประเทศชาติ เช่น เป็นทหาร จ่าย ภงด. เป็นอาสาฯให้กับชุมชนที่ตัวเองอยู่ ฯลฯ รับรองได้ว่าประเทศชาติล่มสลายแน่ครับ
-

เซียงเหยียนจี้เสียนเคยเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์ไป่จ้างหวยไห่ ได้ชื่อว่าเป็นคนฉลาดเฉลียวและหัวไวอย่างยิ่ง เขาสามารถวิเคราะห์เรื่องราวได้ดี เมื่ออาจารย์ไป่จ้างหวยไห่มรณภาพ เขาก็มาเป็นศิษย์ของเหวยซานหลิงยิ่ว
เหวยซานหลิงยิ่วบอกเขาว่า "อาตมาได้ยินว่าเมื่อเจ้าอยู่กับอาจารย์ไป่จ้างหวยไห่นั้น เจ้าสามารถให้คำตอบถึงสิบทางต่อคำถามเดียว นี่แสดงว่าเจ้ามีสติปัญญาสูงส่งโดยแท้ คำถามเรื่องการเกิดการตายนั้นเป็นคำถามพื้นฐานของเซน ลองบอกอาตมาว่าอะไรคือสถานะของเจ้าก่อนที่เจ้าเกิดจากพ่อแม่ของเจ้า"
คำถามนี้ทำให้เซียงเหยียนจี้เสียนงงไปนาน เหมือนตกในหมอกหนา เขาพยายามค้นหาคำตอบจากพระสูตรต่าง ๆ แต่ไม่สามารถพบอะไร
เขาให้คำตอบอาจารย์หลายครั้ง แต่ทุกครั้งอาจารย์ก็สั่นหัว เขาขอให้อาจารย์เฉลยคำตอบแก่เขา แต่อาจารย์ปฏิเสธ บอกว่า "สิ่งที่อาตมาพูดเป็นความเข้าใจของอาตมาเอง มันไม่ช่วยอะไรเจ้าแต่อย่างไร"
เซียงเหยียนจี้เสียนคิดนานก็หาคำตอบไม่พบ ในที่สุดก็ยอมแพ้ ถอนหายใจ บอกตัวเองว่า "เราไม่สามารถท้องอิ่มได้จากการดูภาพอาหาร"
เซียงเหยียนจี้เสียนลาจากอาจารย์ไป ท่องไปทั่ว เขากลายเป็นพระพเนจร เดินทางจากวัดหนึ่งไปอีกวัดหนึ่ง
เขาเดินทางไปถึงวัดของปรมาจารย์ฮุ่ยเหนิง ที่นี่เขาพำนักชั่วคราว และทำหน้าที่กวาดพื้นลานและตัดหญ้า
วันหนึ่งขณะกวาดพื้น เขาพบเศษกระเบื้องชิ้นหนึ่ง จึงหยิบมันเหวี่ยงทิ้งไป มันลอยไปกระทบต้นไผ่เป็นเสียงกังวานใส
เขาหยุดนิ่ง เสียงของไผ่ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยตัวมันเอง และไม่ใช่ไผ่ทุกลำเกิดเสียงได้ เสียงใสของลำไผ่เกิดจากการกระทบกันของสองสิ่ง ราวกับเป็นเสียงร้องของต้นไผ่เมื่อมีอะไรมากระทบ เสียงนั้นทำให้เขาลืมทุกสิ่งที่เขารู้มา
พลันเขาก็ตื่นรู้ เข้าใจความหมายของตัวตนที่แท้ของเขาที่ไม่ได้กำเนิดมาจากการเกิดของเขา
............................
วินทร์ เลียววาริณ
7-6-26จาก มังกรเซน และ Mini Zen (เซนฉบับการ์ตูน)
มังกรเซน Shopee คลิก https://shope.ee/2VUCymbmSh?share_channel_code=6Mini Zen Shopee https://shopee.co.th/วินทร์-เลียววาริณ-ชุ
1 วันที่ผ่านมา -

เล่าเรื่องวัยเด็กต่อ
หากสนามฟุตบอลเป็นหญิงสาว โฉมหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา บางครั้งโรยรา บางคราก็มีการดึงหน้าให้กระชับสวย
มีอยู่ปีหนึ่งการทางรถไฟฯปรับปรุงพื้นที่สนามฟุตบอลเป็นสวนสาธารณะขนาดย่อม ดูดีทีเดียว มีชาวเมืองไปเดินเล่นและดื่มกิน
เฮ้อ! ไม่นึกเลยว่าเราเป็นคนมีวาสนา มีสวนสาธารณะติดบ้านด้วย
ถนนคั่นสนามฟุตบอลกับสถานีรถไฟ ในตอนเย็นมีรถเข็นเรียงเป็นแถว ขายก๋วยจั๊บ เครื่องดื่ม ขนม ขนมโค แต่ที่โด่งดังที่สุดคือมันเดือย
ชื่อมันเดือยก็บอกแล้วว่ามีมันกับเดือย แต่ความจริงมีมากกว่านั้น ประกอบด้วยมัน ลูกเดือย ถั่วแดง สับปะรด ฯลฯ ใส่น้ำแข็ง แล้วราดด้วยน้ำกะทิสด เสิร์ฟในแก้ว
สมัยผมเป็นเด็ก มันเดือยหาดใหญ่ใหญ่สมชื่อ เสิร์ฟในแก้วใหญ่ จัดเต็ม กินแล้วอิ่มเลย แก้วละ 50 สตางค์ แล้วต่อมาขึ้นเป็น 1 บาท
ตอนนั้นใคร ๆ ทั้งเมืองก็รู้จักร้านมันเดือยหน้าสถานีรถไฟ
เฮ้อ! ไม่นึกเลยว่าเราเป็นคนมีวาสนา มีร้านมันเดือยใกล้บ้านด้วย
นอกจากมันเดือยแล้ว ริมสนามฟุตบอลก็ยังเป็นแหล่ง ‘เดือยมัน’ อีกด้วย!
ใช่ ไม่ไกลจากรถเข็นมันเดือย เป็นสำนักโคมเขียว
โคมเขียวหรือ green lantern นี้ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับซูเปอร์ฮีโร Green Lantern อีกทั้งมีมานานก่อนหน้านี้
เมืองไทยมีโคมเขียวใช้กันมากว่าร้อยปีแล้ว ในสมัยโบราณซ่องโสเภณีส่วนมากแขวนโคมสีเขียวที่หน้าซ่อง เป็นสัญลักษณ์เฉพาะตัว
ที่สำนักโคมเขียวแห่งนี้ แขกที่ไปใช้บริการต้องหิ้วกระโถนและขวดน้ำไปขึ้นห้องด้วย ตอนเด็กก็ไม่รู้ว่าหิ้วไปทำไม
เฮ้อ! ไม่นึกเลยว่าเราเป็นคนมีวาสนา แถวบ้านมีโคมเขียวใช้ด้วย
ปัญหาคือพวกเดือยจรหมอนหมิ่นชอบบุกมาถึงหลังบ้านผม
ใช่ นอกจากเดือยโคมเขียวแล้ว ยังมีเดือยจรยากจน ไม่ยอมเช่าโรงแรม ไม่รู้จะประหยัดไปถึงไหน
บางเช้าเมื่อผมตื่นมา เดินไปที่หลังบ้านริมสนามฟุตบอล จะพบถุงยางอนามัยใช้แล้วทิ้งบนพื้น
ใจคอคุณผู้ชายกับคุณผู้หญิงจะไม่ยอมเช่าห้องหรือไร ไม่รู้หรือว่าทำอย่างนี้ เศรษฐกิจหาดใหญ่อาจล่มจมได้
เฮ้อ! เวรกรรมจริง ๆ โต๊ะเก้าอี้ที่ผมใช้อ่านหนังสือ เตรียมสอบ และเล่นหมากฮอส กลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ให้พวกเดือยจรใช้
ดีนะที่ตอนนั้นผมใจดี ไม่โรยหมามุ่ยบนโต๊ะเก้าอี้
นี่มิได้กีดกันหวงพื้นที่หรอกนะ แต่เป็นห่วง เพราะถ้าเกิดมืด ๆ ค่ำ ๆ เหยียบถูกงูเงี้ยวเขี้ยวขอ ตายตรงสนามฟุตบอลแล้วจะทำอย่างไร
แน่ละ ในประวัติศาสตร์ของสนามฟุตบอลแห่งนี้ ไม่มีใครตายเพราะถูกงูฉกในสนามฟุตบอล แต่มีคนตายที่นั่นจริง ๆ
ครั้งหนึ่งมีคนร้ายลักขโมย ถูกตำรวจวิสามัญฯ นอนตายริมสนามฟุตบอล
เฮ้อ! ไม่นึกเลยว่าเราเป็นคนมีวาสนา บ้านถูกใช้เป็นฉากการยิงกันด้วย
หากสนามฟุตบอลเป็นหญิงสาว โฉมหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา หลังจากผ่านการดึงหน้าไม่กี่ปี สวนสาธารณะก็หายไป
ตามมาด้วยสนามฟุตบอลที่กลายเป็นศูนย์การค้า
แต่มันเดือยหาดใหญ่ยังอยู่
ส่วนเดือยมันยังอยู่หรือเปล่า ไม่รู้จริง ๆ จ้ะ
วินทร์ เลียววาริณ
6-6-26.........................
บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต
เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น สั่งได้จากเว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี
1 วันที่ผ่านมา -

คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ
เฟอร์รารีเพิ่งเปิดตัวรถยนต์คันใหม่ชื่อ Luce คนทั่วโลกรุมด่าอย่างรุนแรง ทำไมมีแต่คนด่าแบบรถยนต์ใหม่ที่ Jony Ive ออกแบบ
อ่านคำตอบได้จากลิงก์นี้ https://www.blockdit.com/posts/6a212e4ef89cdc9f874b37d9
ผู้อ่านสามารถคุยหรือตั้งคำถามกับผู้เขียนได้ เขียนคำถามมาได้ที่ inbox เพจเฟซบุ๊ค วินทร์ เลียววาริณ ช่วยแจ้งชื่อหรือนามปากกาด้วย ถ้าไม่แจ้งจะใส่ "ไม่ประสงค์จะออกนาม"
1 วันที่ผ่านมา -

(หมายเหตุ ผมดูหนังเรื่องนี้ตอนปลายโปรแกรม เพราะช่วงที่หนังเข้าโรง ผมยังนอนในโรงพยาบาล จึงรีวิวช้าไปหน่อย แต่มาช้าดีกว่าไม่มา ใช่ไหม?)
เมื่อแรกที่ จอร์จ ลูคัส สร้างหนัง Star Wars เขาอาจไม่ได้คาดฝันว่า เขาได้สร้างจักรวาล Star Wars กว้างใหญ่ไพศาลกว่าหนังเรื่องใดๆ
Star Wars สามารถแตกหน่อแตกแขนงได้เป็นหนังอีกล้านเรื่องสบายๆ
นี่คงเป็นเหตุผลที่ดิสนีย์ยอมควักเงินสี่พันล้านดอลลาร์ซื้อลิขสิทธิ์ Star Wars ทั้งหมดจากลูคัส และคืนทุนในเวลาอันสั้น
หลังจากนั้นก็รีบปั่นเรื่องสร้างหนังหาเงิน
บางเรื่องไปได้ดี หลายเรื่องลงเหว แต่ส่วนมากโดนด่า
หนึ่งในเรื่องแตกหน่อที่เป็นหนังซีรีส์เมื่อหลายปีก่อนคือ The Mandalorian ตัวเอกคือ Din Djarin สวมหน้ากากเหล็กตลอด
Din Djarin มาจากดาวเคราะห์ Mandalore จึงเรียกพวกนี้ว่า Mandalorian
ซีรีส์ The Mandalorian เดินเรื่องห้าปีหลังจากเรื่อง Return of the Jedi
Din Djarin พบเด็กน้อยตระกูลโยดา ชื่อ Grogu หรือ Baby Yoda หน้าตาน่ารัก
Din Djarin เกิดความผูกพันกับ Grogu ผจญภัยไปด้วยกันสามซีซั่น ซีรีส์ประสบความสำเร็จ สนุกมากมาย เจ้าของสตูดิโอก็บอกว่า ไปเล่นที่จอใหญ่ดีกว่า
ก็เป็นที่มาของหนังโรง The Mandalorian and Grogu ที่กำลังฉาย
คนสร้างหนังก็ยังเป็นเจ้าเดิมคือ Jon Favreau คนทำ Iron Man ที่ทำให้ Robert Downey Jr. ได้กลับคืนสู่วงการอีกครั้ง
มองจากมุมของนายทุน The Mandalorian and Grogu ตอบโจทย์ทุกอย่าง หนังให้ความบันเทิงสูง สนุกสนาน คุ้มค่าตั๋ว
แต่มองจากมุมของคนทำหนังที่ลึกกว่ารายได้ The Mandalorian and Grogu เป็นเพียงหนังที่ขายเรื่อง "ใครทำอะไรที่ไหน" เท่านั้น ไม่มีแก่นเรื่อง
พูดง่ายๆ คือ หนังเต็มไปด้วยพล็อตมากมาย แต่ไม่มีคอนเส็ปต์ บางฉากเหมือนกำลังดู Blade Runner หลายฉากก็เหมือนรีเมกของเก่า
มันเป็นหนัง play safe ของนายทุน
มาถึงบรรทัดนี้ย่อมมีคนถามว่า แล้วจำเป็นหรือ?
คำตอบคือไม่จำเป็น แต่หากต้องการให้หนังเรื่องหนึ่งเป็นที่จดจำนานกว่าสองชั่วโมงในโรง ก็ควรมีคอนเส็ปต์
หมายความว่าทุกๆ พล็อตที่ใส่เข้ามามีความหมายของการดำรงอยู่ เพื่อนำเสนอไอเดียบางอย่าง
ขณะที่ The Mandalorian ฉบับซีรีส์ทำได้ดี ฉบับหนังโรงกลับดูแบน ไม่มีอะไรสดใหม่ เราดูหนังแนวนี้มามากแล้ว ตัวละครผจญภัยไปเรื่อยๆ แล้วจบ
ในบรรดาหนัง spinoff ของแฟรนไชส์ Star Wars เรื่องที่แข็งแรงที่สุดเท่าที่ผมดูน่าจะเป็น Rogue One คือมีคอนเส็ปต์ มีแก่นเรื่องน่าสนใจ
แต่นี่เป็นเรื่องนานาจิตตัง และรสนิยมการดูหนังของแต่ละคนย่อมต่างกัน ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต
นักอ่านที่ติดตามการรีวิวหนังของผม ย่อมรู้ว่าผมไม่ได้ให้คะแนนที่ความสนุก แต่ให้ที่ความสดใหม่ ความคิดสร้างสรรค์
ดังนั้นแม้ The Mandalorian and Grogu ให้ความสนุกที่ระดับ 9/10 แต่คุณภาพหนังใน คหสต. ได้แค่ 7.7/10
แต่ก็แนะนำให้ไปดูนะ Grogu น่ารักตลอดเรื่อง
(ฉายทางโรงภาพยนตร์)
วินทร์ เลียววาริณ
4-6-26วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)
(มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)
2 วันที่ผ่านมา -

มนุษย์เป็นสัตว์โลกชนิดเดียวที่มีกำหนดเวลาทำงานเป็นชั่วโมง นาที เป็นจำนวนปี และระบบเกษียณ เวลาทำงานครบเทอมของมนุษย์ปัจจุบันกำหนดที่ประมาณ 60 ปี
ตัวเลขเกษียณของคนไทย จีน อินเดีย ขีดเส้นที่ตัวเลข 60 ชาวอังกฤษ แคนาดา เดนมาร์ก คือ 65 ชาวอเมริกันคือ 66
ตัวเลขเกษียณสูงสุดน่าจะเป็นของชาวสิงคโปร์ กรีก ไอซ์แลนด์ คือ 67
โดยเฉลี่ยก็ประมาณ 60-65 หลักหมุดแห่งชีวิตทำงานถึงจุดยุติ
เมื่อกติกาโลกบอกว่าถึงเวลาหยุด คนส่วนใหญ่ก็หยุด ทั้งที่หลายคนยังแข็งแรงและเปี่ยมไฟสร้างสรรค์ อายุถึงกำหนด แต่ยังไม่ครบเทอมพลังแห่งชีวิต
บางทีผู้กำหนดกติกานี้อาจเห็นว่าสมองคนอายุเกินหกสิบไม่น่าจะสร้างสรรค์อะไรพิสดารได้อีก ก็มิใช่ไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิงเพราะการคิดค้นใหญ่ ๆ ในประวัติศาสตร์โลกส่วนมากใช้เวลาไม่เกินครึ่งแรกของชีวิต เช่น ไอน์สไตน์พบทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษเมื่ออายุ 26 ปี ธอมัส เอดิสัน ประดิษฐ์หลอดไฟสำเร็จเมื่ออายุ 31 ปี อเล็กซานเดอร์ แกรห์ม เบลล์ ประดิษฐ์โทรศัพท์สำเร็จเมื่ออายุ 29 ปี พี่น้องตระกูลไรท์สร้างเครื่องบินสำเร็จเมื่ออายุ 29 และ 33 ปี ฯลฯ
หากเราใช้จุด ‘พีค’ ของการงานเป็นจุดครบเทอม ก็เท่ากับว่าชีวิตนักคิดนักประดิษฐ์เหล่านี้ครบเทอมเมื่ออายุราวสามสิบเท่านั้น
มีคนเคยถามผมว่า “ถึงจุดสูงสุดในชีวิตแล้วยัง?” หรือ “หนังสือเล่มนั้นคือจุดพีค?” ผมตอบว่ายังและไม่มี ชีวิตมีขึ้นมีลง ผลงานมีขึ้นมีลง ผมไม่คิดว่าจุดใดคือจุดสูงสุดซึ่งเมื่อไปถึงแล้ว โลกก็อนุญาตให้ตายได้
หากสังขารอนุญาต ผมก็อยากเกษียณในวันตาย
และที่สำคัญ หากชีวิตมีจุดพีคหรือจุดครบเทอมจริง บางทีมันอาจมิได้วัดด้วยผลงาน และจุดจบของชีวิตก็อาจมิได้วัดที่ความตาย เพราะบุคคลจำนวนไม่น้อยซึ่งเสียชีวิตไปนานหลายร้อยหลายพันปี ก็ยังมี ‘ชีวิต’ อยู่ในตอนนี้
..........................
ครบเทอมในความหมายหนึ่งคือ เรียนหนังสือ หางานทำ แต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝา มีลูก ทดแทนคุณพ่อแม่ เกิดมากินแล้วนอนแล้วสืบพันธุ์แล้วตาย ก็เรียกว่าครบเทอม แต่อาจยังไม่ ‘ครบเทอม’ ของการใช้ชีวิต
ในอีกความหมายหนึ่งคือ การใช้เวลาทุกนาทีบนโลกเต็ม ๆ ครบครัน ไม่ทำลายเวลาทิ้งไปเปล่า ๆ
หนึ่งวันของทุกคนคือยี่สิบสี่ชั่วโมง แต่เคยถามตัวเองไหมว่าในยี่สิบสี่ชั่วโมงนี้ เราใช้เวลาเป็นเรื่องเป็นราวจริง ๆ กี่ชั่วโมง กี่นาที
วลี ‘เป็นเรื่องเป็นราว’ หมายถึงการใช้เวลานั้นแล้วรู้สึกว่าคุ้มค่า ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่ เช่น การนอนงีบสำหรับบางคนถือว่าไม่คุ้มค่า แต่สำหรับอีกบางคนคุ้มค่า เพราะพวกเขาจำเป็นต้องงีบ
คนไม่น้อยทำงานหกสิบปีเท่ากับคนอื่นทำงานเพียงยี่สิบปีเพราะทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม บ้างก็เช้าครึ่งชามเย็นครึ่งชาม
มีเวลาเจ็ดสิบปีบางคนใช้แค่ยี่สิบปี ที่เหลือละลายไปกับอบายมุข สิ่งเสพติด ความเกียจคร้าน
ครบเทอมแต่ไม่ครบถ้วน
ผู้ใหญ่ในสมัยก่อนมักให้ชายหนุ่มทุกคนบวชเพราะทำให้ ‘เต็มคน’
ในโลกตะวันตก นายจ้างไม่น้อยมักจ้างคนที่แต่งงานแล้ว ด้วยเหตุผลว่าน่าจะมีความรับผิดชอบหรือเป็นผู้ใหญ่กว่า หรือ ‘เต็มคน’
การอยู่ ‘ครบเทอม’ ยังหมายถึงการใช้ชีวิตครบถ้วน เข้าใจชีวิต และทำประโยชน์ให้โลก
มันไม่มีสูตรสำเร็จ เราทุกคนมีเสรีภาพกำหนดมาตร ‘ครบเทอม’ ของเราเอง
ตอบแทนคุณพ่อแม่ครูอาจารย์ คืนสิ่งดี ๆ แก่โลกบ้าง มีส่วนช่วยสร้างโลกที่น่าอยู่ขึ้น สำหรับทุกชีวิต ไม่เฉพาะแค่คน แต่ต่อสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ร่วมโลก
พูดง่าย ๆ คือ หากจะอยู่ต่อ ก็ทำตัวให้คุ้มค่าข้าวที่กิน
เราอาจจากโลกไปก่อนเวลาเกษียณหรือไม่ได้ทำการใหญ่ แต่ไม่เป็นไร อย่างน้อยที่สุดก็ควรเกิดมากับความไม่รู้ และตายไปด้วยความเข้าใจ
วินทร์ เลียววาริณ
5-6-26บางท่อนจาก รอยยิ้มใต้สายฝน
35 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 190 บาท = บทความละ 5 บาทเศษ
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/139/รอยยิ้มใต้สายฝน
https://s.shopee.co.th/8Ke0htOJcm
โปรโมชั่นชุด https://www.winbookclub.com/store/detail/234/R3%20%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%203https://s.shopee.co.th/8Ke0htOJcm
ทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.2082697073283953 วันที่ผ่านมา
