• วินทร์ เลียววาริณ
    4 เดือนที่ผ่านมา

    คาดไม่ถึงว่าโพสต์เรื่องเลือกตั้งเมื่อวานนี้กลายเป็นกระทู้ร้อน 

    อาจเพราะตอนนี้คนยังอินกับการเมือง การเลือกตั้ง และการทะเลาะกัน

    ใจเย็นๆ ครับ เราคนไทยด้วยกัน เชื่อว่าต่างก็หวังดีต่อประเทศ เพียงแต่วิธีการอาจไม่ตรงกัน ก็ถกกันได้

    หัวข้อถกข้อหนึ่งที่น่าสนใจที่เกิดจากโพสต์นี้คือคำถามว่า "อะไรควรมาก่อน ระบอบหรือคน?"

    บางความเห็นบอกว่า "หากวางระบอบดี แล้วทุกอย่างก็จะดีเอง"

    ข้อนี้มองได้สองมุม โดยทฤษฎีก็ใช่ แต่ในทางปฏิบัติไม่แน่ว่าจะใช่เสมอไป

    เราสามารถดูตัวอย่างจริง นั่นคือสหรัฐอเมริกา ประเทศเสาหลักประชาธิปไตยของโลก

    สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่วางระบบการเมืองไว้มั่นคงมาก มีประธานาธิบดีปกครอง มีรัฐสภาคุม มีการตรวจสอบเข้มข้น เป็นเจ้าแห่งหลักการ

    แต่เมื่อเจอบุรุษชื่อทรัมป์ ระบบที่ว่าดีก็ไปต่อไม่เป็น

    ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีต่อประเทศต่างๆ วันต่อวันตามใจชอบ ขู่ยึดประเทศนั้นประเทศนี้ ส่งทัพไปบุกที่นั่นที่นี่ ทิ้งระเบิดที่นั่นที่โน่น ทั้งหมดทำโดยไม่ผ่านรัฐสภา ซึ่งจัดว่าผิด เข้าข่ายใช้อำนาจมิชอบ แต่พวกที่อยู่ในสภาก็ลืมตาปริบๆ อ้าปากพะงาบๆ ทำอะไรเขาไม่ได้

    นี่ก็คือตัวอย่างว่า ระบอบดีเมื่อเจอผู้นำบางประเภท ระบอบก็ไม่เป็นระบอบเหมือนกัน

    สหรัฐฯต่อต้านรัฐประหารทั่วโลก และชอบลงโทษรัฐบาลที่ก่อรัฐประหาร (ยกเว้นได้ไฟเขียวจากวอชิงตันก่อน) แต่ในวันที่ 6 มกราคม 2021 หลังจากทรัมป์แพ้เลือกตั้ง กลุ่มสนับสนุนทรัมป์บุกอาคารรัฐสภา ก่อ 'รัฐประหาร' แต่ไม่สำเร็จ ถูกจับไปหลายพันคน แต่พอทรัมป์ขึ้นมาครองอำนาจรอบใหม่ เซ็นแกร๊กเดียว ปล่อยกบฏออกจากคุกหมด

    นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างของระบอบที่ดี แต่ถูกบิดเบี้ยวได้อย่างไม่น่าเชื่อ

    ถ้าในวันเกิดกบฏที่วอชิงตัน ลีกวนยูยังมีชีวิตอยู่ เขาคงหัวเราะเสียงดัง เพราะเขาเป็นคนที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นกับระบอบ

    ลีกวนยูบอกว่า เป็นเรื่องตลกที่โลกตะวันตกพยายามส่งออกสินค้าที่เรียกว่า ‘ประชาธิปไตย’ “เพราะโครงสร้างแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน แต่ละสังคมมีวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ รากเหง้าต่างกัน”

    เขาเห็นว่าฝ่ายตะวันตกกำลังกอดหลักการประชาธิปไตยแบบ “ถูกต้อง” และตัดสินสังคมอื่นที่ไม่เดินตามตนว่าเป็นโลกที่ล้าหลัง ยังไม่พัฒนา และ “ไม่ถูกต้อง”

    แต่การที่ผู้นำสหรัฐฯในวันนี้กระทำเรื่องที่ไม่น่าจะเรียกว่า ‘ประชาธิปไตย’ ก็ชี้ว่า บางที ‘ประชาธิปไตย’ เป็นแค่หลักการที่พูดให้ฟังดูดีเท่านั้น ในทางปฏิบัติ ใครมีอำนาจ ก็คือเจ้าของประเทศ

    ลีกวนยูพูดว่า “ผมไม่เคยเป็นนักโทษของทฤษฎีใด สิ่งที่นำทางผมคือเหตุผลและความจริง บททดสอบความสำเร็จที่ผมประยุกต์กับทุกทฤษฎีหรือโครงการคือ ‘มันใช้ได้ผลหรือเปล่า?’ บททดสอบความสำเร็จคือผลงาน ไม่ใช่คำสัญญา”

    เขาไม่สนใจวิธีคิดแบบระยะสั้นของนักการเมืองตะวันตก บางคนหลีกเลี่ยงหรือเลื่อนนโยบายที่ประชาชนไม่ชอบออกไป เขามองไปไกล ๆ เสมอ

    ลีกวนยูบอกว่า “ถ้าคุณต้องการเป็นที่นิยมตลอดเวลา คุณจะปกครองผิดพลาด ผมไม่เคยหมกมุ่นกับโพลความเห็นใด ๆ หรือโพลความนิยม ผมคิดว่าผู้นำที่สนใจเรื่องเหล่านี้ เป็นผู้นำที่อ่อนแอ”

    ลีกวนยูพูดเรื่อง ‘oriental values’ เสมอ เขามองว่า สังคมคิดแบบขงจื๊อยังใช้ได้ เช่น ครอบครัวเป็นศูนย์กลางของเสถียรภาพทางการเมืองและสังคม นี่ทำให้เขาสร้างบ้านสำหรับทุกคน

    เขาเชื่อเรื่องการยึดมั่นในความถูกต้อง ความซื่อสัตย์ ศักดิ์ศรี การอุทิศตนเพื่องาน นี่เป็นคุณค่าของ ‘จินจื่อ’ (君子แปลว่าสุภาพชน)

    หลักการของขงจื๊อคือ ประเทศต้องมาก่อน ไม่ใช่ผลประโยชน์ส่วนตน ขงจื๊อพูดเรื่องนี้มากว่าสองพันปีแล้ว นั่นคือการสร้างคนดีเริ่มที่การศึกษาอบรมที่ดี

    คนไทยยุคก่อนใช้คำว่า ‘ศึกษาอบรม’ ครอบคลุมทุกอย่าง

    ศึกษาคือปัญญา อบรมคือจริยธรรม

    การสร้างคนในอุดมคติมีรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย แต่โดยหลักการมีเพียงสองอย่างนี้เท่านั้น คือปัญญากับจริยธรรม

    ปัญญาคือรู้เรื่องความเป็นไปของสังคมและโลก รู้ว่าเรามาทำอะไรในโลกนี้ ในสังคมนี้ รู้บทบาทของเราในฐานะฟันเฟืองหนึ่งของสังคม

    จริยธรรมคือความสมบูรณ์ทางจิตวิญญาณ ความละอายต่อบาป ละอายต่อการทำชั่ว

    ดังนั้นการปฏิรูปเพื่อสร้างคนตามแนวคิดของขงจื๊อก็คือการสร้างระบบ เช่น ในด้านการศึกษา สอนคนให้รู้จักคิด วิเคราะห์

    .......................

    โลกเรามีนักการเมืองสองประเภท ประเภทแรกสร้างความนิยมให้ตนเอง ทำอะไรนิดหน่อยก็ออกมาพูดๆๆ โชว์ผลงาน

    ประเภทที่สองทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติในระยะยาว โดยไม่สนใจว่าสังคมหรือโลกมองตนอย่างไร แต่ทำงานจริงๆ

    ประเภทแรกเป็นนักการเมือง ประเภทที่สองเป็นรัฐบุรุษ

    นี่ก็คือเหตุผลที่ผมบอกว่า ถ้าเมืองไทยจะเปลี่ยนแปลงอะไร เปลี่ยนคนก่อนดีกว่า

    แน่ละ บางคนแสดงความเห็นว่า คนอย่างลีกวนยูหายาก จะไปฝันว่าเมืองไทยจะมีคนอย่างนี้ได้อย่างไร

    คิดอย่างนี้หดหู่เกินไป เพราะเท่ากับยอมรับว่าประเทศไทยไม่สามารถหลุดพ้นจากน้ำครำ ต้องรอเทวดามาโปรดอย่างเดียว

    ความจริงคนเก่งแบบนี้มีในเมืองไทย แต่ไม่มีโอกาสขึ้นมาปกครองประเทศ หรือไม่ชอบการเมืองน้ำครำ

    จึงเป็นหน้าที่ของเราประชาชน ค่อยๆ ช่วยกันใส่น้ำดีเข้าไปในน้ำครำ ที่สำคัญไม่เติมน้ำครำลงไปเพิ่ม วันหนึ่งน้ำครำก็เริ่มเปลี่ยนเป็นใสขึ้นบ้าง ค่อยๆ ไป ค่อยๆ ไป

    เพราะถ้าเราหวังรอให้นักการเมืองแก้รัฐธรรมนูญ ออกกฎหมายให้บทลงโทษการคอร์รัปชั่นคือโทษประหารด้วยเครื่องประหารหัวสุนัข คงต้องรอ next life afternoon

    วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ คิดสักนิดก่อนเทน้ำลงไปในหีบเลือกตั้ง ดูให้ชัดว่ามันเป็นน้ำดีหรือน้ำครำ

    และถอดแว่นตาดำออกก่อนดู

    วินทร์ เลียววาริณ
    5-2-26
    ..................................

    อ่านเกร็ดความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำงานของลีกวนยูและการสร้างชาติของเขา ได้จากหนังสือ สร้างชาติจากศูนย์
    สารคดีเกี่ยวกับชีวิตและผลงานของลีกวนยู ที่เหมาะสำหรับผู้นำองค์กร ผู้บริการ นักการเมือง
    เว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/248/สร้างชาติจากศูนย์ 
    Shopee https://shopee.co.th/product/90206829/29061345680/ 

    1
    • 2 แชร์
    • 58
    Regnarts
    ยังคงมีความเห็นเหมือนเดิมครับ ว่าตราบใดที่ให้ "สิทธิลงคะแนน" แบบอัตโนมัติเมื่ออายุถึง โดยที่คนคนนั้นยังไม่ได้ทำหน้าที่ให้กับประเทศชาติ เช่น เป็นทหาร จ่าย ภงด. เป็นอาสาฯให้กับชุมชนที่ตัวเองอยู่ ฯลฯ รับรองได้ว่าประเทศชาติล่มสลายแน่ครับ
    ดูความเห็น 1 รายการ ...

บทความล่าสุด