• วินทร์ เลียววาริณ
    1 เดือนที่ผ่านมา

    (ต่อจาก https://www.facebook.com/photo/?fbid=1499409158214437&set=a.208269707328395)

    ปืนยาวเก้าคืบกระบอกหนึ่ง แม่น้ำสายหนึ่ง ชายคนหนึ่ง ช้างศึกเชือกหนึ่ง

    ชายผู้ถือปืนริมแม่น้ำเล็งไปที่ชายบนหลังช้าง แล้วลั่นไก เสียงแผดคำรามนัดเดียว ร่างบนหลังช้างล้มฟุบลงสิ้นใจตาย

    คนบนหลังช้างเป็นแม่ทัพพม่านามสุรกรรมา

    ชายผู้ยิงคือพระองค์ดำ - พระนเรศวร

    หลังประกาศอิสรภาพ วันแรม ๓ ค่ำ เดือน ๖ ปี พ.ศ. ๒๑๒๗ กองทัพอยุธยายกจากเมืองแครงไปตีเมืองหงสาวดี

    ทัพอยุธยาข้ามแม่น้ำสะโตงไปใกล้ถึงเมืองหงสาวดี เป็นเวลาที่พระเจ้านันทบุเรงเอาชนะเมืองอังวะ กำลังจะยกทัพกลับมา พระองค์ดำทรงประเมินกำลังและยุทธศาสตร์แล้ว เห็นว่ายังไม่อาจตีเอาเมืองหงสาวดีได้ จึงยกทัพกลับ

    พระมหาอุปราชาสั่งให้แม่ทัพสุรกรรมานำทัพไล่ล่าทัพสมเด็จพระนเรศวร กำลังพม่าตามมาทันที่ริมฝั่งแม่น้ำสะโตง

    ตำนานเล่าว่ายามนั้นทหารอยุธยาข้ามแม่น้ำไปแล้ว และเกิดการสู้รบกันที่ริมฝั่งแม่น้ำ ลงท้ายด้วยความตายของแม่ทัพสุรกรรมา หลังจากนั้นพม่าก็ยกทัพกลับไปกรุงหงสาวดี

    พระแสงปืนที่ใช้ยิงแม่ทัพตายบนคอช้างนี้ได้รับนามในกาลต่อมาว่า พระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตง

    ..................................

    เจ็ดเดือนหลังประกาศอิสรภาพ อยุธยามิว่างเว้นสงคราม หงสาวดียกทัพมาตีอยุธยาหลายครั้ง พระเจ้านันทบุเรงทรงแบ่งเป็นสองทัพยกมาตีอยุธยา คือทัพของพระยาพะสิม ยกมาทางด่านเจดีย์สามองค์ และทัพของเจ้าเมืองเชียงใหม่ ร่วมรุกทะลวงอยุธยา

    กองทัพพระยาพะสิมมาถึงก่อนทัพเชียงใหม่ กรุงศรีอยุธยาตั้งรับด้วยปืนใหญ่ที่เมืองสุพรรณบุรี ลูกปืนใหญ่ถล่มทลายฐานที่มั่นข้าศึกอย่างหนักหน่วง จนพม่าแตกหนี เจ้าพระยาสุโขทัยยกทัพเสริมตามไปตี ทัพพระยาพะสิมแตกกระเจิดกระเจิงกลับไป

    ฝ่ายทัพเชียงใหม่ที่มาถึงช้ากว่ากำหนด ไม่รู้ข่าวความพินาศของทัพพระยาพะสิม ตั้งค่ายที่ปากน้ำบางพุทรา อยุธยาส่งพระราชมนูยกทัพไปโจมตีทัพพม่าแบบกองโจร ตีทัพพม่าแตกกลับไปเช่นกัน

    สองปีหลังประกาศอิสรภาพ พระเจ้านันทบุเรงยกทัพราวสองแสนคนมาตีกรุงศรีอยุธยา เป็นเดือนยี่ ชาวนายังไม่เกี่ยวข้าว พระนเรศวรรับสั่งให้เจ้าพระยากำแพงเพชรยกทัพออกไปรับ ทัพพม่าตีทัพเจ้าพระยากำแพงเพชรแตกพ่ายหนีกลับมา

    พระองค์ดำและพระองค์ขาว (พระเอกาทศรถ) ทรงยกทัพไปทางเรือเพื่อยึดค่ายคืน ระหว่างรบพระองค์ขาวทรงถูกกระสุนปืน แต่มิได้ระคายพระองค์ เพียงถูกฉลองพระองค์ขาดเท่านั้น

    สองแม่ทัพใหญ่เสด็จปล้นค่ายหงสาวดีแตกร่นไม่เป็นขบวน ทัพอยุธยารุกไล่ตามจนถึงค่ายหลวงของพระเจ้านันทบุเรง พระองค์ดำเสด็จลงจากม้า สั่งทหาร “ตามเรามา” ว่าแล้วก็คาบพระแสงดาบ นำหน้าปีนบันไดไต่ขึ้นกำแพงค่ายข้าศึก เหล่าทหารผู้น้อยที่ติดตามเห็นแม่ทัพใหญ่นำหน้าอย่างไม่หวั่นเกรงความตาย ก็ฮึกเหิมเข้าตีค่าย

    ทว่าทุกครั้งที่ปีนขึ้นไปถึงยอด พระองค์ดำก็ถูกทหารพม่าใช้หอกแทงตกลงมา ขึ้นไปไม่สำเร็จ ทหารรักษาค่ายเข้มแข็งเกินหักหาญ

    เมื่อเห็นแจ้งว่ามิอาจยึดค่ายได้ ก็เสด็จกลับ

    พระแสงดาบนี้มีนามในกาลต่อมาว่า พระแสงดาบคาบค่าย

    ..................................

    หกปีหลังประกาศอิสรภาพ สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชประชวรหนัก อดีตขุนพิเรนทรเทพผู้โค่นขุนวรวงศาธิราชและนางพระยาแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์เสด็จสวรรคต สิริพระชนมายุเจ็ดสิบหกพรรษา ครองราชย์นานยี่สิบสองปี

    พระนเรศวรพระชันษาสามสิบห้าพรรษา เสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระนเรศวร หรือสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๒ ทรงแต่งตั้งพระเอกาทศรถเป็นพระมหาอุปราช

    เสวยราชย์ได้เพียงแปดเดือน แผ่นดินก็ระอุอีกครั้งเมื่อเจ้าฟ้าไทยใหญ่เมืองคังแข็งเมืองต่อพม่า

    พระเจ้านันทบุเรงตรัสกับขุนศึกและเสนาบดี “เหตุที่เจ้าเมืองคังแข็งเมืองก็เพราะเอาอย่างอยุธยา ดังฉะนั้นตราบใดที่เรายังปราบกรุงศรีอยุธยาไม่ได้ เมืองอื่น ๆ ก็จะเอาอย่าง เราต้องกำจัดพระนเรศวรให้จงได้”

    เวลานั้นพระเจ้านันทบุเรงพระชนมพรรษาหกสิบกว่า ทว่ายังฮึกหาญ รับสั่งให้พระมหาอุปราชายกทัพไปตีกรุงศรีอยุธยา

    กองทัพพม่ามืดฟ้ามัวดินยาตราเข้าทางด่านเจดีย์สามองค์ เดือน ๑๒ พ.ศ. ๒๑๓๓ ทัพพม่าก็เหยียบแผ่นดินกาญจนบุรี

    สมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถทรงยกทัพออกไปรับศึกที่เมืองสุพรรณบุรี ตั้งรับที่ลำน้ำท่าคอย การรบเป็นไปอย่างดุเดือด สองทัพจับดาบตะลุมบอน ทหารพม่าล้มตายจำนวนมากและแตกหนีไป กองทัพอยุธยาไล่ล่า จับพระยาพะสิมได้ที่บ้านจรเข้สามพัน ส่วนพระมหาอุปราชาหนีรอดไปได้

    ..................................  แปดปีหลังประกาศอิสรภาพ พม่าไม่สิ้นความพยายามที่จะตีอยุธยาให้ได้ พระเจ้านันทบุเรงโปรดฯให้พระมหาอุปราชานำกองทัพใหญ่มาตีกรุงศรีอยุธยา ตั้งค่ายหลวงบริเวณหนองสาหร่าย

    อีกครั้งสองทัพเผชิญหน้ากัน

    สมเด็จพระนเรศวรทอดพระเนตรเห็นธงพระมหาอุปราชาแล้ว ทรงระลึกถึงวัยเด็กเมื่อครั้งทั้งสองตีไก่กัน

    กาลผ่านไป บัดนี้การตีไก่กลายเป็นการศึกใหญ่ เดิมพันคือบ้านเมือง

    วันแรม ๒ ค่ำ เดือนยี่ ปีมะโรง พ.ศ. ๒๑๓๕ สมเด็จพระนเรศวรทรงช้างนามเจ้าพระยาไชยานุภาพ พระเอกาทศรถทรงช้างนามเจ้าพระยาปราบไตรจักร ช้างทรงทั้งสองเป็นช้างชนะงา*ที่กำลังตกมัน ช้างศึกคึกคะนองวิ่งไล่ข้าศึกหลงเข้าไปถึงจุดตั้งมั่นของพม่า โดยมีจาตุรงคบาทจำนวนหนึ่งติดตามไปทัน

    กษัตริย์อยุธยาเห็นว่าช้างศึกของสองพระองค์ถลำเข้ามาตกอยู่ในวงล้อมข้าศึกพอดี แต่มิได้ทรงหวาดหวั่นพระทัย ทอดพระเนตรเห็นพระมหาอุปราชาทรงช้างอยู่ในร่มไม้ จึงทรงไสช้างเข้าไปใกล้ ตรัสกับแม่ทัพที่รู้จักกันตั้งแต่วัยเด็ก “พระเจ้าพี่เราจะยืนอยู่ไยในร่มไม้เล่า เชิญออกมากระทำยุทธหัตถีด้วยกัน ให้เป็นเกียรติยศไว้ในแผ่นดินเถิด ภายหน้าไปไม่มีพระเจ้า แผ่นดินที่จะได้กระทำยุทธหัตถีกันแล้ว”

    สุรเสียงราบเรียบเช่นครั้งตีไก่วัยเยาว์ คล้ายจะบอกว่า “ไก่เชลยตัวนี้ตีพนันเอาบ้านเอาเมืองกันก็ยังได้”

    คำท้าทายบาดลึก พระมหาอุปราชาไสช้างนาม พลายพัทธกอเข้ามา ‘การชนไก่’ เกิดอีกครั้ง ครานี้เป็นช้างศึก เดิมพันคือบ้านเมือง

    ช้างศึกพม่าชนเจ้าพระยาไชยานุภาพจนเซออก มหาอุปราชาพม่าทรงใช้พระแสงของ้าวฟันสมเด็จพระนเรศวร กษัตริย์ไทยทรงเบี่ยงหลบทัน แต่อาวุธข้าศึกฟันถูกพระมาลาขาด สองศัสตราวุธฟาดฟันบรรลัย ช้างชนช้าง อาวุธปะทะอาวุธ

    สองคชสารฟาดงวงแทงงา กระแทกชนใส่กันสุดพลังจนสะเทือนไปทั้งตัว เสียงร้องโกญจนาท จังหวะที่เจ้าพระยาไชยานุภาพชนพลายพัทธกอจนเซออก ฉับพลันนั้นพระแสงของ้าวของพระองค์ดำฟันพระมหาอุปราชาที่พระอังสะขวา พระมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์บนคอคชสาร

    ทรงหันพระพักตร์ไปดู เห็นสมเด็จพระเอกาทศรถทรงฟันเจ้ามังจาปะโรเสียชีวิต ทหารพม่ายิงปืนใส่สมเด็จพระนเรศวร เสียงปืน เสียงดาบปะทะกัน เสียงโห่ร้องของทหาร สับสนอลหม่านไปทั่วสมรภูมิ ช้างสารในสนามรบพุ่งชนเหยียบข้าศึก ท่ามกลางฝุ่นตลบ กำลังทัพอยุธยาก็ทะลวงฝ่าทัพมาช่วย สองทัพรบประชิดติดพัน ทหารอยุธยาฮึกเหิมที่รู้ว่าแม่ทัพพม่าสิ้นแล้ว ก็โหมรุกไม่หยุด ทัพพม่าแตกพ่ายกลับกรุงหงสาวดี

    การสูญเสียแม่ทัพใหญ่ของพม่ากับฝีมือเชิงยุทธ์ที่แกร่งกล้าน่าเกรงขาม ทำให้นับแต่นั้นมาไม่มีชาติใดกล้ายกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาอีกเลย

    แผ่นดินต่าง ๆ ในคาบสมุทรแหลมทองขยายแล้วหด หดแล้วขยาย ผลัดกันเป็นเจ้าของ ตามสัจธรรมของความเปลี่ยนแปลงและความไม่เที่ยง อำนาจไม่เคยจีรัง

    หลังจากกู้อิสรภาพ สมเด็จพระนเรศวรทรงขยายดินแดนรอบทิศ กินแผ่นดินพม่าตอนใต้ทั้งหมด ทิศเหนือจรดฝั่งแม่น้ำโขง รวมไทใหญ่บางรัฐ ทิศใต้จรดแหลมมลายู

    เมื่ออยุธยาได้หัวเมืองมอญฝ่ายใต้เป็นเมืองขึ้น หงสาวดีก็สะดุ้ง เพราะหัวเมืองมอญกลายเป็นฐานทัพให้อยุธยาใช้รุกรานพม่าสะดวกขึ้น

    ถึงเวลาไก่ชนรุกกลับ!

    ..................................

    สิบเอ็ดปีหลังประกาศอิสรภาพ อยุธยาก็ยกทัพไปตีหงสาวดี ด้วยกำลังพลกว่าหนึ่งแสนคน

    สมเด็จพระนเรศวรตรัสว่า “เรายกทัพไปครั้งนี้มีเหตุผลสามประการ หนึ่ง เป็นการลองเชิง ถ้าตีหงสาวดีได้ ก็จะตีเอาทีเดียว...

    “สอง ถ้าตีเมืองหงสาวดียังไม่ได้ ก็สำรวจจุดอ่อนจุดแข็งสำหรับการตีครั้งต่อไป...

    “สาม กวาดต้อนผู้คนมาเป็นเชลยให้มากที่สุด เพื่อตัดกำลังข้าศึก และเอาผู้คนมาเป็นกำลังต่อไป”

    สมเด็จพระนเรศวรยกทัพถึงเมืองเมาะตะมะ ดึงทัพมอญเข้าร่วม ล้อมเมืองหงสาวดีสามเดือน แต่ปล้นเมืองไม่สำเร็จ อีกทั้งข่าวกรองรายงานว่าพระเจ้าแปร พระเจ้าอังวะ พระเจ้าตองอู ยกกองทัพมาช่วยพระเจ้านันทบุเรง จึงทรงเลิกทัพกลับ

    อยุธาพยายามตีหงสาวดีอีกครั้ง โดยตกลงเป็นพันธมิตรกับตองอูและยะไข่ แต่ไม่สำเร็จ

    การเมืองในพม่าทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจ พระเจ้านันทบุเรงสูญสิ้นอำนาจ หลังจากไม่สามารถรักษาจักรวรรดิของพระบิดาบุเรงนองไว้ได้ มิเพียงพ่ายศึกอยุธยาทุกครั้ง ยังตกเป็นฝ่ายรับ เมื่ออิทธิพลของราชวงศ์ตองอูแผ่วลง ประเทศราชทั้งหลายก็ตั้งตนเป็นอิสระ

    ในปี พ.ศ. ๒๑๔๒ นัดจินหน่องกับเมืองยะไข่จับมือกันตีหงสาวดีจนสิ้นซาก พระเจ้านันทบุเรงถูกจับเป็นเชลย และต่อมาถูกนัดจินหน่องลอบวางยาพิษสวรรคต

    หลังจากนั้นสมเด็จพระนเรศวรทรงยกทัพไปตีตองอู กองทัพอยุธยาล้อมเมืองตองอูสองเดือนก็ยังไม่สามารถหักเมืองได้ ประกอบกับขาดแคลนเสบียงอาหาร จึงยกทัพกลับกรุงศรีอยุธยา

    แม้ตีพม่าไม่สำเร็จ แต่อยุธยาก็ทำให้อาณาจักรและหัวเมืองรอบด้านเกรงกลัวพระบารมี

    ทว่าตะวันเจิดจ้าเพียงใดก็มีวันดับ มหาราชผู้เจนรบก็มีวันร่วงโรย ในเดือนยี่ พ.ศ. ๒๑๔๘ สมเด็จพระนเรศวรเสด็จถึงเมืองหาง แล้วประชวร พระอาการกำเริบหนักขึ้นเรื่อย ๆ

    ยี่สิบเอ็ดปีหลังประกาศอิสรภาพ มหาราชองค์หนึ่งสวรรคต สิริพระชนมายุห้าสิบพรรษา ครองบัลลังก์อยุธยาสิบสี่ปี

    ไก่เชลยกู้เอกราชของแผ่นดิน อยุธยาเป็นเอกราชได้อีก ๑๘๓ ปี ก็ล่มสลายอีกครั้งตามสัจธรรมของความไม่เที่ยง

    วินทร์ เลียววาริณ
    ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙

    ..................................

    อ่านฉบับเต็มจาก ประวัติศาสตร์ที่เราลืม เล่ม 2

    ชุดโปรโมชั่น ประวัติศาสตร์ที่เราลืม เล่ม 1-5 (5 เล่ม) แถมวีรบุรุษที่เราลืม 
    เหมาะสำหรับเก็บประจำบ้าน ให้ลูกหลานประกอบการเรียน
    1,000 บาท จากราคาปก 1,605.-
    แต่ละเล่มหนา 256 หน้า (รวม 1,536 หน้า) 
    118 เรื่อง = เรื่องละ 8.4 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
    ทุกเล่มมีลายเซ็นนักเขียน  เหมาะเป็นของขวัญ
    หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว

    สั่งทาง Shopee https://shope.ee/30QSjhDgNg?share_channel_code=6 

    สั่งทางเว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/176/%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%20%E0%B9%91-%E0%B9%95%20+%20%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%A9 

    1
    • 0 แชร์
    • 36

บทความล่าสุด