-
วินทร์ เลียววาริณ1 เดือนที่ผ่านมา
(ต่อจาก https://www.facebook.com/photo/?fbid=1499409158214437&set=a.208269707328395)
ปืนยาวเก้าคืบกระบอกหนึ่ง แม่น้ำสายหนึ่ง ชายคนหนึ่ง ช้างศึกเชือกหนึ่ง
ชายผู้ถือปืนริมแม่น้ำเล็งไปที่ชายบนหลังช้าง แล้วลั่นไก เสียงแผดคำรามนัดเดียว ร่างบนหลังช้างล้มฟุบลงสิ้นใจตาย
คนบนหลังช้างเป็นแม่ทัพพม่านามสุรกรรมา
ชายผู้ยิงคือพระองค์ดำ - พระนเรศวร
หลังประกาศอิสรภาพ วันแรม ๓ ค่ำ เดือน ๖ ปี พ.ศ. ๒๑๒๗ กองทัพอยุธยายกจากเมืองแครงไปตีเมืองหงสาวดี
ทัพอยุธยาข้ามแม่น้ำสะโตงไปใกล้ถึงเมืองหงสาวดี เป็นเวลาที่พระเจ้านันทบุเรงเอาชนะเมืองอังวะ กำลังจะยกทัพกลับมา พระองค์ดำทรงประเมินกำลังและยุทธศาสตร์แล้ว เห็นว่ายังไม่อาจตีเอาเมืองหงสาวดีได้ จึงยกทัพกลับ
พระมหาอุปราชาสั่งให้แม่ทัพสุรกรรมานำทัพไล่ล่าทัพสมเด็จพระนเรศวร กำลังพม่าตามมาทันที่ริมฝั่งแม่น้ำสะโตง
ตำนานเล่าว่ายามนั้นทหารอยุธยาข้ามแม่น้ำไปแล้ว และเกิดการสู้รบกันที่ริมฝั่งแม่น้ำ ลงท้ายด้วยความตายของแม่ทัพสุรกรรมา หลังจากนั้นพม่าก็ยกทัพกลับไปกรุงหงสาวดี
พระแสงปืนที่ใช้ยิงแม่ทัพตายบนคอช้างนี้ได้รับนามในกาลต่อมาว่า พระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตง
..................................
เจ็ดเดือนหลังประกาศอิสรภาพ อยุธยามิว่างเว้นสงคราม หงสาวดียกทัพมาตีอยุธยาหลายครั้ง พระเจ้านันทบุเรงทรงแบ่งเป็นสองทัพยกมาตีอยุธยา คือทัพของพระยาพะสิม ยกมาทางด่านเจดีย์สามองค์ และทัพของเจ้าเมืองเชียงใหม่ ร่วมรุกทะลวงอยุธยา
กองทัพพระยาพะสิมมาถึงก่อนทัพเชียงใหม่ กรุงศรีอยุธยาตั้งรับด้วยปืนใหญ่ที่เมืองสุพรรณบุรี ลูกปืนใหญ่ถล่มทลายฐานที่มั่นข้าศึกอย่างหนักหน่วง จนพม่าแตกหนี เจ้าพระยาสุโขทัยยกทัพเสริมตามไปตี ทัพพระยาพะสิมแตกกระเจิดกระเจิงกลับไป
ฝ่ายทัพเชียงใหม่ที่มาถึงช้ากว่ากำหนด ไม่รู้ข่าวความพินาศของทัพพระยาพะสิม ตั้งค่ายที่ปากน้ำบางพุทรา อยุธยาส่งพระราชมนูยกทัพไปโจมตีทัพพม่าแบบกองโจร ตีทัพพม่าแตกกลับไปเช่นกัน
สองปีหลังประกาศอิสรภาพ พระเจ้านันทบุเรงยกทัพราวสองแสนคนมาตีกรุงศรีอยุธยา เป็นเดือนยี่ ชาวนายังไม่เกี่ยวข้าว พระนเรศวรรับสั่งให้เจ้าพระยากำแพงเพชรยกทัพออกไปรับ ทัพพม่าตีทัพเจ้าพระยากำแพงเพชรแตกพ่ายหนีกลับมา
พระองค์ดำและพระองค์ขาว (พระเอกาทศรถ) ทรงยกทัพไปทางเรือเพื่อยึดค่ายคืน ระหว่างรบพระองค์ขาวทรงถูกกระสุนปืน แต่มิได้ระคายพระองค์ เพียงถูกฉลองพระองค์ขาดเท่านั้น
สองแม่ทัพใหญ่เสด็จปล้นค่ายหงสาวดีแตกร่นไม่เป็นขบวน ทัพอยุธยารุกไล่ตามจนถึงค่ายหลวงของพระเจ้านันทบุเรง พระองค์ดำเสด็จลงจากม้า สั่งทหาร “ตามเรามา” ว่าแล้วก็คาบพระแสงดาบ นำหน้าปีนบันไดไต่ขึ้นกำแพงค่ายข้าศึก เหล่าทหารผู้น้อยที่ติดตามเห็นแม่ทัพใหญ่นำหน้าอย่างไม่หวั่นเกรงความตาย ก็ฮึกเหิมเข้าตีค่าย
ทว่าทุกครั้งที่ปีนขึ้นไปถึงยอด พระองค์ดำก็ถูกทหารพม่าใช้หอกแทงตกลงมา ขึ้นไปไม่สำเร็จ ทหารรักษาค่ายเข้มแข็งเกินหักหาญ
เมื่อเห็นแจ้งว่ามิอาจยึดค่ายได้ ก็เสด็จกลับ
พระแสงดาบนี้มีนามในกาลต่อมาว่า พระแสงดาบคาบค่าย
..................................
หกปีหลังประกาศอิสรภาพ สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชประชวรหนัก อดีตขุนพิเรนทรเทพผู้โค่นขุนวรวงศาธิราชและนางพระยาแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์เสด็จสวรรคต สิริพระชนมายุเจ็ดสิบหกพรรษา ครองราชย์นานยี่สิบสองปี
พระนเรศวรพระชันษาสามสิบห้าพรรษา เสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระนเรศวร หรือสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๒ ทรงแต่งตั้งพระเอกาทศรถเป็นพระมหาอุปราช
เสวยราชย์ได้เพียงแปดเดือน แผ่นดินก็ระอุอีกครั้งเมื่อเจ้าฟ้าไทยใหญ่เมืองคังแข็งเมืองต่อพม่า
พระเจ้านันทบุเรงตรัสกับขุนศึกและเสนาบดี “เหตุที่เจ้าเมืองคังแข็งเมืองก็เพราะเอาอย่างอยุธยา ดังฉะนั้นตราบใดที่เรายังปราบกรุงศรีอยุธยาไม่ได้ เมืองอื่น ๆ ก็จะเอาอย่าง เราต้องกำจัดพระนเรศวรให้จงได้”
เวลานั้นพระเจ้านันทบุเรงพระชนมพรรษาหกสิบกว่า ทว่ายังฮึกหาญ รับสั่งให้พระมหาอุปราชายกทัพไปตีกรุงศรีอยุธยา
กองทัพพม่ามืดฟ้ามัวดินยาตราเข้าทางด่านเจดีย์สามองค์ เดือน ๑๒ พ.ศ. ๒๑๓๓ ทัพพม่าก็เหยียบแผ่นดินกาญจนบุรี
สมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถทรงยกทัพออกไปรับศึกที่เมืองสุพรรณบุรี ตั้งรับที่ลำน้ำท่าคอย การรบเป็นไปอย่างดุเดือด สองทัพจับดาบตะลุมบอน ทหารพม่าล้มตายจำนวนมากและแตกหนีไป กองทัพอยุธยาไล่ล่า จับพระยาพะสิมได้ที่บ้านจรเข้สามพัน ส่วนพระมหาอุปราชาหนีรอดไปได้
.................................. แปดปีหลังประกาศอิสรภาพ พม่าไม่สิ้นความพยายามที่จะตีอยุธยาให้ได้ พระเจ้านันทบุเรงโปรดฯให้พระมหาอุปราชานำกองทัพใหญ่มาตีกรุงศรีอยุธยา ตั้งค่ายหลวงบริเวณหนองสาหร่าย
อีกครั้งสองทัพเผชิญหน้ากัน
สมเด็จพระนเรศวรทอดพระเนตรเห็นธงพระมหาอุปราชาแล้ว ทรงระลึกถึงวัยเด็กเมื่อครั้งทั้งสองตีไก่กัน
กาลผ่านไป บัดนี้การตีไก่กลายเป็นการศึกใหญ่ เดิมพันคือบ้านเมือง
วันแรม ๒ ค่ำ เดือนยี่ ปีมะโรง พ.ศ. ๒๑๓๕ สมเด็จพระนเรศวรทรงช้างนามเจ้าพระยาไชยานุภาพ พระเอกาทศรถทรงช้างนามเจ้าพระยาปราบไตรจักร ช้างทรงทั้งสองเป็นช้างชนะงา*ที่กำลังตกมัน ช้างศึกคึกคะนองวิ่งไล่ข้าศึกหลงเข้าไปถึงจุดตั้งมั่นของพม่า โดยมีจาตุรงคบาทจำนวนหนึ่งติดตามไปทัน
กษัตริย์อยุธยาเห็นว่าช้างศึกของสองพระองค์ถลำเข้ามาตกอยู่ในวงล้อมข้าศึกพอดี แต่มิได้ทรงหวาดหวั่นพระทัย ทอดพระเนตรเห็นพระมหาอุปราชาทรงช้างอยู่ในร่มไม้ จึงทรงไสช้างเข้าไปใกล้ ตรัสกับแม่ทัพที่รู้จักกันตั้งแต่วัยเด็ก “พระเจ้าพี่เราจะยืนอยู่ไยในร่มไม้เล่า เชิญออกมากระทำยุทธหัตถีด้วยกัน ให้เป็นเกียรติยศไว้ในแผ่นดินเถิด ภายหน้าไปไม่มีพระเจ้า แผ่นดินที่จะได้กระทำยุทธหัตถีกันแล้ว”
สุรเสียงราบเรียบเช่นครั้งตีไก่วัยเยาว์ คล้ายจะบอกว่า “ไก่เชลยตัวนี้ตีพนันเอาบ้านเอาเมืองกันก็ยังได้”
คำท้าทายบาดลึก พระมหาอุปราชาไสช้างนาม พลายพัทธกอเข้ามา ‘การชนไก่’ เกิดอีกครั้ง ครานี้เป็นช้างศึก เดิมพันคือบ้านเมือง
ช้างศึกพม่าชนเจ้าพระยาไชยานุภาพจนเซออก มหาอุปราชาพม่าทรงใช้พระแสงของ้าวฟันสมเด็จพระนเรศวร กษัตริย์ไทยทรงเบี่ยงหลบทัน แต่อาวุธข้าศึกฟันถูกพระมาลาขาด สองศัสตราวุธฟาดฟันบรรลัย ช้างชนช้าง อาวุธปะทะอาวุธ
สองคชสารฟาดงวงแทงงา กระแทกชนใส่กันสุดพลังจนสะเทือนไปทั้งตัว เสียงร้องโกญจนาท จังหวะที่เจ้าพระยาไชยานุภาพชนพลายพัทธกอจนเซออก ฉับพลันนั้นพระแสงของ้าวของพระองค์ดำฟันพระมหาอุปราชาที่พระอังสะขวา พระมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์บนคอคชสาร
ทรงหันพระพักตร์ไปดู เห็นสมเด็จพระเอกาทศรถทรงฟันเจ้ามังจาปะโรเสียชีวิต ทหารพม่ายิงปืนใส่สมเด็จพระนเรศวร เสียงปืน เสียงดาบปะทะกัน เสียงโห่ร้องของทหาร สับสนอลหม่านไปทั่วสมรภูมิ ช้างสารในสนามรบพุ่งชนเหยียบข้าศึก ท่ามกลางฝุ่นตลบ กำลังทัพอยุธยาก็ทะลวงฝ่าทัพมาช่วย สองทัพรบประชิดติดพัน ทหารอยุธยาฮึกเหิมที่รู้ว่าแม่ทัพพม่าสิ้นแล้ว ก็โหมรุกไม่หยุด ทัพพม่าแตกพ่ายกลับกรุงหงสาวดี
การสูญเสียแม่ทัพใหญ่ของพม่ากับฝีมือเชิงยุทธ์ที่แกร่งกล้าน่าเกรงขาม ทำให้นับแต่นั้นมาไม่มีชาติใดกล้ายกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาอีกเลย
แผ่นดินต่าง ๆ ในคาบสมุทรแหลมทองขยายแล้วหด หดแล้วขยาย ผลัดกันเป็นเจ้าของ ตามสัจธรรมของความเปลี่ยนแปลงและความไม่เที่ยง อำนาจไม่เคยจีรัง
หลังจากกู้อิสรภาพ สมเด็จพระนเรศวรทรงขยายดินแดนรอบทิศ กินแผ่นดินพม่าตอนใต้ทั้งหมด ทิศเหนือจรดฝั่งแม่น้ำโขง รวมไทใหญ่บางรัฐ ทิศใต้จรดแหลมมลายู
เมื่ออยุธยาได้หัวเมืองมอญฝ่ายใต้เป็นเมืองขึ้น หงสาวดีก็สะดุ้ง เพราะหัวเมืองมอญกลายเป็นฐานทัพให้อยุธยาใช้รุกรานพม่าสะดวกขึ้น
ถึงเวลาไก่ชนรุกกลับ!
..................................
สิบเอ็ดปีหลังประกาศอิสรภาพ อยุธยาก็ยกทัพไปตีหงสาวดี ด้วยกำลังพลกว่าหนึ่งแสนคน
สมเด็จพระนเรศวรตรัสว่า “เรายกทัพไปครั้งนี้มีเหตุผลสามประการ หนึ่ง เป็นการลองเชิง ถ้าตีหงสาวดีได้ ก็จะตีเอาทีเดียว...
“สอง ถ้าตีเมืองหงสาวดียังไม่ได้ ก็สำรวจจุดอ่อนจุดแข็งสำหรับการตีครั้งต่อไป...
“สาม กวาดต้อนผู้คนมาเป็นเชลยให้มากที่สุด เพื่อตัดกำลังข้าศึก และเอาผู้คนมาเป็นกำลังต่อไป”
สมเด็จพระนเรศวรยกทัพถึงเมืองเมาะตะมะ ดึงทัพมอญเข้าร่วม ล้อมเมืองหงสาวดีสามเดือน แต่ปล้นเมืองไม่สำเร็จ อีกทั้งข่าวกรองรายงานว่าพระเจ้าแปร พระเจ้าอังวะ พระเจ้าตองอู ยกกองทัพมาช่วยพระเจ้านันทบุเรง จึงทรงเลิกทัพกลับ
อยุธาพยายามตีหงสาวดีอีกครั้ง โดยตกลงเป็นพันธมิตรกับตองอูและยะไข่ แต่ไม่สำเร็จ
การเมืองในพม่าทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจ พระเจ้านันทบุเรงสูญสิ้นอำนาจ หลังจากไม่สามารถรักษาจักรวรรดิของพระบิดาบุเรงนองไว้ได้ มิเพียงพ่ายศึกอยุธยาทุกครั้ง ยังตกเป็นฝ่ายรับ เมื่ออิทธิพลของราชวงศ์ตองอูแผ่วลง ประเทศราชทั้งหลายก็ตั้งตนเป็นอิสระ
ในปี พ.ศ. ๒๑๔๒ นัดจินหน่องกับเมืองยะไข่จับมือกันตีหงสาวดีจนสิ้นซาก พระเจ้านันทบุเรงถูกจับเป็นเชลย และต่อมาถูกนัดจินหน่องลอบวางยาพิษสวรรคต
หลังจากนั้นสมเด็จพระนเรศวรทรงยกทัพไปตีตองอู กองทัพอยุธยาล้อมเมืองตองอูสองเดือนก็ยังไม่สามารถหักเมืองได้ ประกอบกับขาดแคลนเสบียงอาหาร จึงยกทัพกลับกรุงศรีอยุธยา
แม้ตีพม่าไม่สำเร็จ แต่อยุธยาก็ทำให้อาณาจักรและหัวเมืองรอบด้านเกรงกลัวพระบารมี
ทว่าตะวันเจิดจ้าเพียงใดก็มีวันดับ มหาราชผู้เจนรบก็มีวันร่วงโรย ในเดือนยี่ พ.ศ. ๒๑๔๘ สมเด็จพระนเรศวรเสด็จถึงเมืองหาง แล้วประชวร พระอาการกำเริบหนักขึ้นเรื่อย ๆ
ยี่สิบเอ็ดปีหลังประกาศอิสรภาพ มหาราชองค์หนึ่งสวรรคต สิริพระชนมายุห้าสิบพรรษา ครองบัลลังก์อยุธยาสิบสี่ปี
ไก่เชลยกู้เอกราชของแผ่นดิน อยุธยาเป็นเอกราชได้อีก ๑๘๓ ปี ก็ล่มสลายอีกครั้งตามสัจธรรมของความไม่เที่ยง
วินทร์ เลียววาริณ
๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙..................................
อ่านฉบับเต็มจาก ประวัติศาสตร์ที่เราลืม เล่ม 2
ชุดโปรโมชั่น ประวัติศาสตร์ที่เราลืม เล่ม 1-5 (5 เล่ม) แถมวีรบุรุษที่เราลืม
เหมาะสำหรับเก็บประจำบ้าน ให้ลูกหลานประกอบการเรียน
1,000 บาท จากราคาปก 1,605.-
แต่ละเล่มหนา 256 หน้า (รวม 1,536 หน้า)
118 เรื่อง = เรื่องละ 8.4 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
ทุกเล่มมีลายเซ็นนักเขียน เหมาะเป็นของขวัญ
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้วสั่งทาง Shopee https://shope.ee/30QSjhDgNg?share_channel_code=6
1- แชร์
- 36
-

เมื่อวานนี้เกริ่นเรื่องเด็ก 11 ขวบอ่าน ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล วันนี้ขอขยายความนิด (ความจริงคือจะป้ายยา) เพราะหลายคนไม่รู้ว่าหนังสือชื่อแปลกๆ อย่างนี้เป็นหนังสืออะไร
ผู้อ่านที่อ่านงานของผมมานานย่อมรู้ว่า ผมสนใจเรื่องดาราศาสตร์ จักรวาลวิทยา กำเนิดมนุษย์ ฟิสิกส์ ชีววิทยา วิวัฒนาการ กำเนิดอารยธรรม สังคม และศาสนา ฯลฯ มานาน เขียนและเทศน์เรื่องนี้บ่อยมาก จนบางคนสงสัยว่า "รู้ไปทำไม?"
คำตอบของผมคือ "เชื่อเถอะว่านี่เป็นเรื่องควรรู้ รับรองมันเปิดโลกเราจริงๆ"
ในความเห็นของผม หากต้องการจะเข้าใจโลกและมนุษย์จริงๆ ต้องอ่านจักรวาลวิทยา มันดูเหมือนไม่เกี่ยวกัน แต่โคตรเกี่ยวกัน
ผมอ่านหนังสือแนววิทยาศาสตร์ต้นฉบับภาษาอังกฤษมาก ตั้งแต่สมัยที่ทำงานที่นิวยอร์กจนกลับเมืองไทย เป็นขาประจำของ Asiabooks และ Kinokuniya เสียเงินไปเท่าไรก็ไม่รู้ ซื้ออ่านหมดชั้น
อ่านหนังสือแนวนี้มาหลายสิบปี ตั้งแต่อ่านไม่รู้เรื่องเลย จนพอรู้ เมื่อรู้แล้วก็ตื่นเต้น อยากถ่ายทอดออกไป เพื่อให้ความรู้ด้านนี้
เรื่องวิทยาศาสตร์และจักรวาลปกติเป็นงานที่คนสนใจน้อย ที่สำคัญคือเขียนให้สนุกยาก
แล้วทำไมต้องเป็นสนามฟุตบอล?
สนามฟุตบอลในชื่อเรื่องหมายถึงสนามฟุตบอลจริงๆ หลังบ้านเกิดของผมที่หาดใหญ่ เป็นที่ดินของการรถไฟ เมื่อฝนตกหนัก น้ำจะท่วมสนามฟุตบอล เมื่อนั้นก็ปรากฏปลามากมายมาแหวกว่าย ปลาเหล่านี้มาจากคลอง เมื่อน้ำท่วม ก็เชื่อมกันหมด
ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอลจึงเป็นอุปมา หมายถึงชีวิตที่มาในโลกนี้ ณ มุมนี้ของจักรวาลชั่วคราว
หนังสือชุดนี้มีสองเล่ม คือ ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล และ ปลาที่ว่ายนอกสนามฟุตบอล
บางคนอ่านไม่รู้เรื่อง บางคนอ่านแล้วชอบมากๆ บางคนบอกว่าอ่านแล้วหัวเปิด
หนังสือสองเล่มนี้พูดทุกเรื่องเกี่ยวกับจักรวาลและมนุษย์ รวมวิทยาศาสตร์กับปรัชญา ทุกอย่างในนั้น
เมื่อพูดถึงปลาในสนามฟุตบอลแล้ว ก็มีนวนิยายจีนกำลังภายในที่ผมโยงเข้ากับชุดปลาจนได้ นั่นคือ สี่ภพ นวนิยายจีนกำลังภายในผสมไซไฟที่กินเวลาผมไป 5 ปี เป็นงานบูชาครู และเป็นงานสะสม เพื่อระลึกถึงวงการนิยายกำลังภายในในไทยเมื่อ 40-50 ปีก่อน
ทั้งสองชุดนี้เป็นงานคนละตระกูล แต่เป็นคนละเรื่องเดียวกัน และน่าจะเปิดโลกเหมือนกัน
วินทร์ เลียววาริณ
5-4-26ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล https://www.winbookclub.com/store/detail/182/ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล
ปลาที่ว่ายนอกสนามฟุตบอล https://www.winbookclub.com/store/detail/89/ปลาที่ว่ายนอกสนามฟุตบอล
สี่ภพ https://www.winbookclub.com/store/detail/255/สี่ภพ
งานหนังสือยังเหลืออีกสองวัน และวันนี้เป็นวันสุดท้ายของการสั่งซื้อชุด 20 เล่ม 2,200.- (สั่งทางเพจ https://www.facebook.com/photo?fbid=1544866750335344&set=a.208269707328395 )
1 วันที่ผ่านมา -

นักศึกษาเซนต้องอยู่กับอาจารย์เซนนานอย่างน้อยสิบปีก่อนที่จะสอนใครได้
เท็นโนเพิ่งผ่านจากนักเรียนมาเป็นครู วันหนึ่งเขาไปเยือนอาจารย์นันอิน วันนั้นฝนตก ดังนั้นเท็นโนจึงสวมรองเท้าพื้นไม้ ถือร่มคันหนึ่ง
อาจารย์นันอินเอ่ยว่า "อาตมาเชื่อว่าท่านคงวางร่มของท่านในโถงทางเข้า อาตมาอยากรู้ว่าท่านวางร่มไว้ทางซ้ายหรือขวาของรองเท้า"
เท็นโนสับสนไปชั่วครู่ ไม่มีคำตอบทันที รู้ทันทีว่าตนเองยังไม่สามารถมีเซนได้ทุกขณะจิต
เขาฝากตัวเป็นศิษย์ของอาจารย์นันอิน และเรียนอีกหกปีเต็มจึงสามารถมีสติทุกชั่วขณะ
วินทร์ เลียววาริณ
5-4-26จาก มังกรเซน และ Mini Zen (เซนฉบับการ์ตูน)
มังกรเซน Shopee คลิก https://shope.ee/2VUCymbmSh?share_channel_code=6Mini Zen Shopee https://shopee.co.th/วินทร์-เลียววาริณ-ชุ
1 วันที่ผ่านมา -

ตลอดสี่สิบปีของชีวิตนักเขียน ผมเขียนหนังสือแต่ละเล่มโดยไม่ได้คาดหวังว่ามันจะเปลี่ยนชีวิตใคร อย่างมากที่สุดก็แค่เปลี่ยนมุมมองบางเรื่อง เช่น เรื่องไสยศาสตร์ แต่ไม่คิดว่ามันจะมีพลังพอเปลี่ยนเส้นชีวิตใครได้
ทว่านานๆ ทีก็มีผู้อ่านมาเล่าให้ฟังว่า เส้นทางชีวิตของตนเปลี่ยนไปเพราะหนังสือบางเล่มของผม
ครั้งหนึ่งมีคนบอกว่าเขาเลือกเรียนคณะรัฐศาสตร์เพราะอ่าน ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน
เมื่อวานนี้มีชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ สิขเรศ มาสนทนาด้วย เล่าว่าเขาเลือกเรียนฟิสิกส์สายอนุภาค เพราะในวัย 11 ขวบอ่าน ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล เป็นแรงบันดาลใจให้เดินไปทางสายนี้
เขาเรียนปริญญาตรีและโทด้านนี้ และกำลังจะไปเรียนปริญญาเอก
ชีวิตขลุกกับพวกอะตอม อนุภาคต่างๆ อิเล็กตรอน ควาร์ก โบซอน ฯลฯ เพราะเผลอไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง
ก็แปลกดี คาดไม่ถึงว่าเด็ก 11 ขวบจะอ่าน ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล รู้เรื่องและอินขนาดนี้
และสามารถต่อยอดเรื่องที่อ่านจากหนังสือเล่มหนึ่งไปอีกไกล แล้วรู้มากกว่าคนเขียนแล้ว
ก็เป็นเรื่องน่ายินดี ประการหนึ่งเพราะเมืองไทยยังขาดนักวิทยาศาสตร์สาขานี้
ประการหนึ่งเพราะพิสูจน์ให้เห็นว่า ความรู้ต่อยอดความรู้
ประการหนึ่งเพราะอย่าประมาทว่าเด็กจะอ่านเรื่องยากไม่รู้เรื่อง
แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่า นวนิยายเรื่องเดียวที่ไม่ควรใช้เป็นแรงบันดาลใจเลยคือ "เรื่องรักของคุณบริสุทธิ์ฯ"
ถ้าขืนเจ้าชู้ประตูดินอย่างตัวละครในเรื่อง มีหวังอายุสั้นแน่ๆ
วินทร์ เลียววาริณ
4-4-261 วันที่ผ่านมา -

คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ วันนี้มีคำถามเดียว
"มนุษย์ต่างดาวเคยมาเยือนโลกเราหรือไม่ ถ้าไม่เคย ทำไมมีรายงานการพบ UFO บ่อยเหลือเกิน คนคงไม่ตาฝาดกันทั้งโลกกระมัง"
อ่านคำตอบได้จากลิงก์นี้ https://www.blockdit.com/posts/69cf88ba11bbea5bf0c61038
ผู้อ่านสามารถคุยหรือตั้งคำถามกับผู้เขียนได้ เขียนคำถามมาได้ที่ inbox เพจเฟซบุ๊ค วินทร์ เลียววาริณ ช่วยแจ้งชื่อหรือนามปากกาด้วย ถ้าไม่แจ้งจะใส่ “ไม่ประสงค์จะออกนาม”
1 วันที่ผ่านมา -

ผู้อ่านหลายคนถามมาเป็นระยะว่า ทำไมในบทความ Geopolitics สะกดชื่อ Isrxx เป็นอิษราเอร สหรัฐฯเป็นสะหะรัด ฯลฯ
ก็ขอบอกคนที่ยังไม่รู้เหตุผลว่า เพื่อป้องกันแพลตฟอร์มเพ่งเล็งหรือลงโทษ
เพจนี้เคยโดนมาแล้ว ข้อหา "ขัดมาดตระถานฌุมฌน" เพจหายไประยะหนึ่งเพื่อให้คนเขียนสำนึกผิด
กลัวแล้วจ้ะ
หลังเหตุการณ์ 9-11 ฝ่ายความมั่นคงและหน่วยสืบราชการลับสะหะรัดอ่านการสื่อสารทุกช่องทางทั่วโลก หากใครคนหนึ่งเอ่ยคำว่า ก่อการร้าย / ระเบิด / พลีชีพ ฯลฯ ทางโทรศัพท์หรืออีเมล ใครคนนั้นจะถูกหมายหัวและตรวจสอบทันที
หากใช้คำพูดจากนวนิยาย 1984 ของ จอร์จ ออร์เวลล์ ก็คือ “Big Brother is Watching You.”
ตอนนี้ดูเหมือนพฤติกรรมแบบเดียวกันจะเกิดขึ้นอีกแล้ว เห็นบนหน้าเพจทั่วโลก มีคนจงใจสะกดชื่อประเทศนี้ผิด
นี่คืออำนาจของสื่อ ทำให้คนแสดงความเห็นต้องเซ็นเซอร์ตัวเองในระดับหนึ่ง
ก็หวังว่าคงไม่รำคาญตามากเกินไป
มีคำคำหนึ่งที่อิษราเอรใช้ตั้งข้อหาผู้เห็นต่าง เป็นข้อหาที่ชาวโลกเจอบ่อยมาก
คือคำว่า Antisemitic หมายถึงการแสดงความเกลียดชังชาว Jeว
บ้านเราเคยมีสื่อและคนดังบางคนลงรูปหรือสวมเสื้อยืดสัญลักษณ์สวัสติกะของนาซี จะโดนสถานทูตอิษราเอรต่อต้านอย่างแรง ข้อหา Antixx นี้หนักกว่าด่าพ่อด่าแม่อีก จนต้องยอมขอโทษ
แผงขายเสื้อยืดตรานาซีที่ตลาดจตุจักรก็โดน
ความจริงเครื่องหมายสวัสติกะนี้เป็นสัญลักษณ์ทางพุทธและฮินดูมานานหลายพันปีแล้ว จนเมื่อนาซีนำไปเป็นโลโก้ ความหมายจึงถูกใช้ไปทางลบ
นักการเมืองในตะวันตกหลายคนก็ต้องขอโทษ หากถูกตั้งข้อหานี้ บางคนอาจต้องหลุดจากตำแหน่งด้วยซ้ำ
พวก Jeว ใช้ข้อหา Antixx เป็นอาวุธมานานหลายสิบปี จนตอนนี้คนเริ่มเบื่อ เพราะพฤติกรรมรุนแรง รุกรานแผ่นดินอื่นทำให้คนเป็น Antixx ไปค่อนโลก
ความจริงชาวโลกควรตั้งข้อหาใหม่บ้าง นั่นคือ Antihumanity (ต่อต้านมนุษยชาติ)
เพราะการก่อสงครามโดยไม่ใช่การป้องกันตัว ก็คือเป็นศัตรูกับมนุษยชาติ
เราอยู่ในโลกที่คนมีอาวุธมากกว่าตั้งกฎว่าอะไรถูก อะไรผิด ถ้าเขาทำอย่างนี้เรียกว่าประชาธิปไตย หากเราทำอย่างเดียวกันเรียกว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน ฯลฯ
ก็นะ! คนตัวใหญ่กว่าทำอะไรก็ถูกต้องไปหมด พวกนี้เป็นเจ้าของศีลธรรม ความถูกต้องทั้งมวล
“All animals are equal, but some animals are more equal than others.”
ในนวนิยาย 1984 ของ จอร์จ ออร์เวลล์ อีกเช่นกัน มีองค์กรที่เรียกว่า Ministry of Peace กับ Ministry of Truth
กระทรวงแห่งสันติภาพ (Ministry of Peace) มีหน้าที่ก่อสงคราม กระทรวงแห่งความจริง (Ministry of Truth) มีหน้าที่โกหก
จอร์จ ออร์เวลล์ เขียนในเรื่องนี้ว่า "ภาษาการเมืองออกแบบมาเพื่อให้คำโกหกฟังดูจริง และการฆ่าคนเป็นเรื่องน่าเคารพ"
Ministry of Peace นี่ฟังดูคล้ายๆ Board of Peace ชอบกล แต่เราอย่าลงลึกเลย เดี๋ยวโดน Mos เบอร์เกอร์ เอ๊ย! Mosสาด ส่งคนมาฆ่าผู้เขียนทิ้ง ข้อหา Antiteen (กวนตีน)
ซวยเลย ตายแล้วก็ไม่ได้ซักผ้า
วินทร์ เลียววาริณ
3-4-262 วันที่ผ่านมา
