-
วินทร์ เลียววาริณ1 เดือนที่ผ่านมา
เมื่อวานนี้เป็นวันไหว้ ตอนเช้ามีการไหว้บรรพบุรุษ ตอนค่ำมีการกินเลี้ยงที่เรียกว่า reunion dinner ตามปกติ
ทุกครั้งที่มี reunion dinner ผมมักนึกถึงอดีตวัยเด็ก
หากถามผมว่า ในชีวิตวัยเด็ก ท่อนไหนมีความสุขที่สุด คำตอบก็คือตรุษจีน
ตรุษจีนไม่ใช่วันหยุดราชการของไทย แต่เนื่องจากนักเรียนส่วนใหญ่ในโรงเรียนเป็นลูกจีน แต่ละคนก็เขียนใบลาหยุดสามวันรวดโดยพร้อมเพรียงกัน เหตุผลที่ใช้ในการลาก็บอกตรง ๆ คือ “ลาตรุษจีน”
เมื่อนักเรียนหายไปแทบยกชั้น ครูก็ต้องหยุดสอนไปโดยปริยาย
บรรยากาศความรื่นเริงเริ่มหลายสัปดาห์ก่อนวันเทศกาล เราเริ่มทำความสะอาดบ้าน กวาดหยากไย่ใยแมงมุมออกจากทุกซอกทุกมุมของบ้าน เหตุผลคือความเชื่อว่า หากบ้านสกปรก เทพเจ้าจะไม่มาเยือน
ในวันไหว้หรือ Chinese New Year Eve ผมตื่นเช้ามาก เพราะตื่นเต้นนอนไม่หลับ บางปีผมตื่นตั้งแต่ตีห้ามาแอบดูแม่เตรียมข้าวของตอนเช้ามีการไหว้บรรพบุรุษ ไหว้ท้องฟ้า เทพเจ้า และผีไม่มีญาติ พ่อเคารพธรรมเนียมนี้อย่างเคร่งครัด พ่อใช้เวลาทำกระถางไหว้บรรพบุรุษ แบ่งเป็นกระถางใหญ่หนึ่งกระถาง กระถางเล็กสองกระถาง ซึ่งใช้กระป๋องนมตราหมีใส่ทรายไว้ ห่อด้วยกระดาษสีแดง
นอกจากนี้ยังทำป้ายชื่อบรรพบุรุษ เขียนด้วยพู่กันจีนบนกระดาษแดง พ่อจะบรรจงเขียนรายชื่อบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้วทีละชื่อ
การไหว้บรรพบุรุษต้องหันหน้าไปทางทิศเหนือ
ตรุษจีนเป็นเวลาเดียวในรอบปีที่พ่อปิดร้านสามวัน ช่วงสามวันนั้นห้ามทุกคนจับไม้กวาด มันอาจเป็นสัญลักษณ์ของการไม่ต้องทำงาน อีกประการ ไม้กวาดหมายถึงกวาดเอามงคลออกจากบ้านไป
ในช่วงตรุษจีนคนที่เหนื่อยที่สุดในบ้านคือแม่ ปกติแม่ก็ทำงานหนักอยู่แล้ว แต่ช่วงตรุษจีนต้องทำอาหารมากกว่าเดิม อาหารแต่ละจานสลับซับซ้อน เพราะความเชื่อว่าอาหารตรุษจีนต้องเป็นของพิเศษ
อาหารจานที่ทำยากและต้องมีในวันตรุษจีนทุกปีคือ ห่ำช้อยกอน หรือที่เรารู้จักในชื่อ เคาหยก (หรือแค้วหยุก หรือแค้ว-ยงุก ออกเสียงยากหน่อย)
ห่ำช้อยกอนคือผักดำ
ห่ำแปลว่าเค็ม ช้อยแปลว่าผัก กอนแปลว่าแห้ง
ผมเคยซื้อผักดำสำเร็จรูปตามตลาดใหญ่ ๆ ทั่วไปในกรุงเทพฯ แต่มันไม่เหมือนกับผักดำที่แม่ผมทำ จุดที่แตกต่างคือมันไม่ดำเท่าและไม่เค็มเท่า เป็นผักแห้งก็จริง แต่ไม่ใช่ผักแห้งเค็มตามสูตรดั้งเดิมของชาวจีนแคะ
การทำผักดำสูตรต้นตำรับเริ่มจากการทำผักสดสีเขียวให้เป็นผักสีดำ ขั้นตอนคือซื้อผักมาจากตลาด นำไปตากแดดจนแห้ง ก็แขวนบนราวตากผ้านั่นแหละ ตากแดดจนถึงเย็นก็นำมาเก็บไว้ วันรุ่งขึ้นก็นำไปตากต่อ ทำอย่างนี้เป็นอาทิตย์ ๆ จนผักกลายเป็นสีดำสนิท ก็นำมาม้วน โรยเกลือแบบจัดเต็ม ยัดใส่ไห เก็บไว้ได้เป็นปี
ครั้นจะทำเคาหยก ก็นำผักในไหมาแช่น้ำจนความเค็มสลายคลายไป คั้นน้ำออกจนผักแห้งแล้วหั่นเป็นฝอย
ทอดหมูสามชั้นด้วยไฟอ่อน ๆ จนกรอบ ใช้น้ำมันหมูที่ได้จากการทอดเล็กน้อยมาผัดผักดำที่หั่นเตรียมไว้จนหอม
หั่นหมูสามชั้นเป็นชิ้น ๆ ใส่ในโถใบใหญ่ เรียงหมูตั้งฉากกับจาน ให้ส่วนที่เป็นมันหนาอยู่ข้างล่าง
ผสมซีอิ๊วดำกับซีอิ๊วขาว น้ำตาล แป้งมัน เหล้าข้าวหมาก และเจือน้ำนิดหน่อยในถ้วยใบหนึ่ง ราดน้ำซีอิ๊วนี้ลงโถใส่หมู คลุมด้วยผักดำ นำไปนึ่งจนสุก เสร็จแล้วก็คว่ำโถลงบนจาน หมูสามชั้นก็จะเรียงจากบนลงล่างสวยงามน่ากิน
และมันก็อร่อยจริง ๆ
.......................
เมนูอีกจานหนึ่งที่ผมชอบมากในช่วงตรุษจีนคือปลิงทะเลตุ๋น
กรรมวิธีการทำยุ่งยากเอาการ เริ่มที่ซื้อปลิงทะเลสดจากตลาดมาแช่น้ำร่วมสัปดาห์ เพราะปลิงพวกนี้เนื้อแข็งแห้ง ตอนแช่น้ำกลิ่นเหม็นคลุ้ง หลังจากนั้นก็เอาปลิงมาขูดแกนแข็ง ๆ ทิ้ง
ผัดปลิงทะเลกับขิงสด ใส่ขิงเข้าไปมาก ๆ เพื่อดับกลิ่น หลังจากนั้นก็นำไปล้าง จึงจะลงหม้อ แล้วตุ๋นด้วยไฟอ่อน ใช้เวลาตุ๋นนานมาก จากปลิงเนื้อแข็งเป็นปลิงอ่อนนุ่ม
สูตรของแม่รสชาติสุดยอด ผมกินปลิงทะเลมาหลายสิบปี ก็ยังไม่เคยเจอปลิงทะเลนุ่มในระดับนี้ มันแทบละลายในปาก
ตรุษจีนเป็นช่วงเวลาที่คนเลี้ยงหมูนำผักสดมาให้เป็นเข่ง เพื่อตอบแทนที่เราให้อาหารเขาไปเลี้ยงหมูทุกวัน เศษอาหารสดในแต่ละวันจะไม่ทิ้งขยะ เทรวมในอ่างซึ่งคนเลี้ยงหมูมารับทุกเย็น
ช่วงตรุษจีนยังอุดมด้วยขนมขบเคี้ยว ขนมที่ทำเองคือขนมเข่งชุบแป้งทอด และแปะก้วยต้มพุทราจีน ส่วนขนมพวกถั่วตัดซื้อสำเร็จรูปมาใส่ในถังโลหะ ฝาหน้ากรุกระจกเพื่อให้เห็นของภายใน
แต่ของกินเล่นอย่างหนึ่งที่ต้องทอดเองคือข้าวเกรียบ
ร้านยินดีสงขลาในเมืองนี้มีชื่อเสียงเรื่องข้าวเกรียบมานานปี แม่ก็ซื้อข้าวเกรียบกุ้งกับข้าวเกรียบปลามาอย่างละถุง นำไปตากแดด พอถึงบ่ายแก่ ๆ ก็นำมาทอดด้วยน้ำมันเดือดจัด ข้าวเกรียบที่ตากแดดมาทั้งวันจะฟูขยายตัวใหญ่กว่าเดิมหลายเท่า กรอบอร่อย ใส่ข้าวเกรียบในถังโลหะเช่นกัน กินตลอดช่วงตรุษจีน
ถ้าให้หรูเริ่ด ก็ควรกินพร้อมน้ำอัดลม
น้ำอัดลมเป็นเครื่องดื่มต้องห้ามของบ้าน ไม่ใช่เพราะสมัยนั้นเรารู้ว่ามันมีน้ำตาลมากแค่ไหน และไม่ดีต่อสุขภาพอย่างไร แต่เพราะมันแพงเกินไป ขวดละราว 1.50 บาทเกินกำลังชาวบ้านจะดื่มเล่น
แต่ตรุษจีนเป็นเวลาเดียวในรอบปีที่เราได้รับอนุญาตให้ดื่มน้ำอัดลม พ่อสั่งน้ำอัดลมมาสามลัง ลังละ 24 ขวด ได้แก่เซเวนอัพ (ภาษาจีนเรียก ชิกอัพ) ซาสี่ (เฟรเซอร์) และน้ำส้มไบเล่
ผมมารู้หลายปีหลังจากนั้นว่าซาสีก็คือ รูทเบียร์ เป็นเครื่องดื่มโปรดในวัยนั้น ทุกครั้งที่ดื่มรูทเบียร์ ก็มักระลึกถึงวัยเด็กที่สวยงาม
เนื่องจากเราไม่มีตู้เย็น ก็ดื่มน้ำอัดลม ณ อุณหภูมิห้อง กระนั้นก็ถือว่าเลิศรส
ตรุษจีนที่หาดใหญ่เป็นช่วงเวลาที่บรรดาโรงหนังงัดเอาภาพยนตร์ ‘ต้อนรับตรุษจีน’ มาฉายกันทั้งวันทั้งคืน โรงหนังทุกโรงพิมพ์โปรแกรมหนังในรอบหลายวันนั้นอย่างละเอียดยิบ แจกตามบ้าน เราก็ดูรายการหนังอย่างตื่นเต้น แล้วก็ไปดูหนังให้มากเรื่องที่สุดเท่าที่เงินอั่งเปาจะอนุญาต
โรงหนังในหาดใหญ่ก็เป็นจุดเยือนของชาวใต้จังหวัดอื่น ๆ ด้วย ค่าดูหนังสมัยนั้น 5-10 บาท
ตรุษจีนเป็นช่วงเวลาที่ดูหนังได้ไม่จำกัด เพราะสิ่งหนึ่งที่พิเศษมากคือเราได้รับ ‘อั่งเปา’ หรือ ‘แต๊ะเอีย’ ราวห้าสิบปีก่อน เราได้รับเงินจากพ่อและญาติผู้ใหญ่คนละประมาณ 10 บาท จัดว่าหรูมากแล้ว เพราะดูหนังได้ราวสองเรื่อง
โก้วเล้งเคยเขียนในนิยายกำลังภายในเรื่องหนึ่ง บรรยายฉากจอมยุทธ์ที่ผ่านเมืองน้อยในช่วงตรุษจีน มองดูเด็ก ๆ สวมเสื้อผ้าใหม่ และหัวเราะ แต่เขาผ่านห้วงยามนั้นอย่างเงียบเหงา
ชีวิตที่ไม่มีวันตรุษเลยย่อมเงียบเหงา
ชีวิตที่ไม่มีครอบครัวย่อมอ้างว้าง
ผ่านไปหลายวันลูกโป่งก็แฟบ นอนกองบนพื้น บอกว่าความสุขตรุษจีนของปีนั้นยุติลงแล้ว รอคอยตรุษจีนปีถัดมา
ความสุขไม่เคยยั่งยืน แต่ความทรงจำตรึงตราจารึกในความทรงจำจนวันตาย
บางครั้งคนเราก็อยู่ด้วยความทรงจำ
ตรุษจีนนี้ ขออวยพรให้ผู้อ่านเชื้อสายจีนทุกครอบครัว ประสบสุข มงคล และปลอดพ้นเรื่องไม่ดีทั้งปวง
วินทร์ เลียววาริณ
ตรุษจีน 2569(ข้อความจากหนังสือ ชีวิตที่ดี - ประวัติของ วินทร์ เลียววาริณ)
https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี
https://s.shopee.co.th/8AGEoezG491- แชร์
- 36
-

ตลอดสี่สิบปีของชีวิตนักเขียน ผมเขียนหนังสือแต่ละเล่มโดยไม่ได้คาดหวังว่ามันจะเปลี่ยนชีวิตใคร อย่างมากที่สุดก็แค่เปลี่ยนมุมมองบางเรื่อง เช่น เรื่องไสยศาสตร์ แต่ไม่คิดว่ามันจะมีพลังพอเปลี่ยนเส้นชีวิตใครได้
ทว่านานๆ ทีก็มีผู้อ่านมาเล่าให้ฟังว่า เส้นทางชีวิตของตนเปลี่ยนไปเพราะหนังสือบางเล่มของผม
ครั้งหนึ่งมีคนบอกว่าเขาเลือกเรียนคณะรัฐศาสตร์เพราะอ่าน ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน
เมื่อวานนี้มีชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ สิขเรศ มาสนทนาด้วย เล่าว่าเขาเลือกเรียนฟิสิกส์สายอนุภาค เพราะในวัย 11 ขวบอ่าน ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล เป็นแรงบันดาลใจให้เดินไปทางสายนี้
เขาเรียนปริญญาตรีและโทด้านนี้ และกำลังจะไปเรียนปริญญาเอก
ชีวิตขลุกกับพวกอะตอม อนุภาคต่างๆ อิเล็กตรอน ควาร์ก โบซอน ฯลฯ เพราะเผลอไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง
ก็แปลกดี คาดไม่ถึงว่าเด็ก 11 ขวบจะอ่าน ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล รู้เรื่องและอินขนาดนี้
และสามารถต่อยอดเรื่องที่อ่านจากหนังสือเล่มหนึ่งไปอีกไกล แล้วรู้มากกว่าคนเขียนแล้ว
ก็เป็นเรื่องน่ายินดี ประการหนึ่งเพราะเมืองไทยยังขาดนักวิทยาศาสตร์สาขานี้
ประการหนึ่งเพราะพิสูจน์ให้เห็นว่า ความรู้ต่อยอดความรู้
ประการหนึ่งเพราะอย่าประมาทว่าเด็กจะอ่านเรื่องยากไม่รู้เรื่อง
แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่า นวนิยายเรื่องเดียวที่ไม่ควรใช้เป็นแรงบันดาลใจเลยคือ "เรื่องรักของคุณบริสุทธิ์ฯ"
ถ้าขืนเจ้าชู้ประตูดินอย่างตัวละครในเรื่อง มีหวังอายุสั้นแน่ๆ
วินทร์ เลียววาริณ
4-4-260 วันที่ผ่านมา -

คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ วันนี้มีคำถามเดียว
"มนุษย์ต่างดาวเคยมาเยือนโลกเราหรือไม่ ถ้าไม่เคย ทำไมมีรายงานการพบ UFO บ่อยเหลือเกิน คนคงไม่ตาฝาดกันทั้งโลกกระมัง"
อ่านคำตอบได้จากลิงก์นี้ https://www.blockdit.com/posts/69cf88ba11bbea5bf0c61038
ผู้อ่านสามารถคุยหรือตั้งคำถามกับผู้เขียนได้ เขียนคำถามมาได้ที่ inbox เพจเฟซบุ๊ค วินทร์ เลียววาริณ ช่วยแจ้งชื่อหรือนามปากกาด้วย ถ้าไม่แจ้งจะใส่ “ไม่ประสงค์จะออกนาม”
0 วันที่ผ่านมา -

ผู้อ่านหลายคนถามมาเป็นระยะว่า ทำไมในบทความ Geopolitics สะกดชื่อ Isrxx เป็นอิษราเอร สหรัฐฯเป็นสะหะรัด ฯลฯ
ก็ขอบอกคนที่ยังไม่รู้เหตุผลว่า เพื่อป้องกันแพลตฟอร์มเพ่งเล็งหรือลงโทษ
เพจนี้เคยโดนมาแล้ว ข้อหา "ขัดมาดตระถานฌุมฌน" เพจหายไประยะหนึ่งเพื่อให้คนเขียนสำนึกผิด
กลัวแล้วจ้ะ
หลังเหตุการณ์ 9-11 ฝ่ายความมั่นคงและหน่วยสืบราชการลับสะหะรัดอ่านการสื่อสารทุกช่องทางทั่วโลก หากใครคนหนึ่งเอ่ยคำว่า ก่อการร้าย / ระเบิด / พลีชีพ ฯลฯ ทางโทรศัพท์หรืออีเมล ใครคนนั้นจะถูกหมายหัวและตรวจสอบทันที
หากใช้คำพูดจากนวนิยาย 1984 ของ จอร์จ ออร์เวลล์ ก็คือ “Big Brother is Watching You.”
ตอนนี้ดูเหมือนพฤติกรรมแบบเดียวกันจะเกิดขึ้นอีกแล้ว เห็นบนหน้าเพจทั่วโลก มีคนจงใจสะกดชื่อประเทศนี้ผิด
นี่คืออำนาจของสื่อ ทำให้คนแสดงความเห็นต้องเซ็นเซอร์ตัวเองในระดับหนึ่ง
ก็หวังว่าคงไม่รำคาญตามากเกินไป
มีคำคำหนึ่งที่อิษราเอรใช้ตั้งข้อหาผู้เห็นต่าง เป็นข้อหาที่ชาวโลกเจอบ่อยมาก
คือคำว่า Antisemitic หมายถึงการแสดงความเกลียดชังชาว Jeว
บ้านเราเคยมีสื่อและคนดังบางคนลงรูปหรือสวมเสื้อยืดสัญลักษณ์สวัสติกะของนาซี จะโดนสถานทูตอิษราเอรต่อต้านอย่างแรง ข้อหา Antixx นี้หนักกว่าด่าพ่อด่าแม่อีก จนต้องยอมขอโทษ
แผงขายเสื้อยืดตรานาซีที่ตลาดจตุจักรก็โดน
ความจริงเครื่องหมายสวัสติกะนี้เป็นสัญลักษณ์ทางพุทธและฮินดูมานานหลายพันปีแล้ว จนเมื่อนาซีนำไปเป็นโลโก้ ความหมายจึงถูกใช้ไปทางลบ
นักการเมืองในตะวันตกหลายคนก็ต้องขอโทษ หากถูกตั้งข้อหานี้ บางคนอาจต้องหลุดจากตำแหน่งด้วยซ้ำ
พวก Jeว ใช้ข้อหา Antixx เป็นอาวุธมานานหลายสิบปี จนตอนนี้คนเริ่มเบื่อ เพราะพฤติกรรมรุนแรง รุกรานแผ่นดินอื่นทำให้คนเป็น Antixx ไปค่อนโลก
ความจริงชาวโลกควรตั้งข้อหาใหม่บ้าง นั่นคือ Antihumanity (ต่อต้านมนุษยชาติ)
เพราะการก่อสงครามโดยไม่ใช่การป้องกันตัว ก็คือเป็นศัตรูกับมนุษยชาติ
เราอยู่ในโลกที่คนมีอาวุธมากกว่าตั้งกฎว่าอะไรถูก อะไรผิด ถ้าเขาทำอย่างนี้เรียกว่าประชาธิปไตย หากเราทำอย่างเดียวกันเรียกว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน ฯลฯ
ก็นะ! คนตัวใหญ่กว่าทำอะไรก็ถูกต้องไปหมด พวกนี้เป็นเจ้าของศีลธรรม ความถูกต้องทั้งมวล
“All animals are equal, but some animals are more equal than others.”
ในนวนิยาย 1984 ของ จอร์จ ออร์เวลล์ อีกเช่นกัน มีองค์กรที่เรียกว่า Ministry of Peace กับ Ministry of Truth
กระทรวงแห่งสันติภาพ (Ministry of Peace) มีหน้าที่ก่อสงคราม กระทรวงแห่งความจริง (Ministry of Truth) มีหน้าที่โกหก
จอร์จ ออร์เวลล์ เขียนในเรื่องนี้ว่า "ภาษาการเมืองออกแบบมาเพื่อให้คำโกหกฟังดูจริง และการฆ่าคนเป็นเรื่องน่าเคารพ"
Ministry of Peace นี่ฟังดูคล้ายๆ Board of Peace ชอบกล แต่เราอย่าลงลึกเลย เดี๋ยวโดน Mos เบอร์เกอร์ เอ๊ย! Mosสาด ส่งคนมาฆ่าผู้เขียนทิ้ง ข้อหา Antiteen (กวนตีน)
ซวยเลย ตายแล้วก็ไม่ได้ซักผ้า
วินทร์ เลียววาริณ
3-4-261 วันที่ผ่านมา -
1 วันที่ผ่านมา -

ปิดรับออร์เดอร์โปรโมชั่นชุดเต็มกล่อง วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน เพราะต้องส่งทางไปรษณีย์ก่อนงานเลิกวันที่ 6 เมษายน
รายการหนังสือ
1 รอยเท้าเล็ก ๆ ของเราเอง ราคาปก 195.-
2 ความฝันโง่ ๆ ราคาปก 185.-
3 เบื้องบนยังมีแสงดาว ราคาปก 185.-
4 อาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก ราคาปก 185.-
5 ท้องฟ้าไม่ปิดทุกวัน ราคาปก 195.-
6 จุดเทียนทั้งสองปลาย ราคาปก 215.-
7 สองแขนที่กอดโลก ราคาปก 215.-
8 ชีวิตเป็นเรื่องชั่วคราว ราคาปก 215.-
9 ในหลุมรัก ราคาปก 210.-
10 ยาเม็ดสีแดง ราคาปก 210.-
11 ความสุขเล็กๆ คือความสุข ราคาปก
12 สองปีกของความฝัน ราคาปก 190.-
13 หลับถึงชาติหน้า ราคาปก 245.-
14 บางครั้งเราก็ลืมรักตัวเราเอง ราคาปก 215.-
15 1% ของความเป็นไปได้ ราคาปก 210.-
16 รอยยิ้มใต้สายฝน ราคาปก 210.-
17 คำที่แปลว่ารัก ราคาปก 190.-
18 โลกด้านที่หันหลังให้ดวงอาทิตย์ ราคาปก 260.-ราคาปกรวม 3,620.-
แถม 2 เล่มคือ ปล่อยให้ความเปลี่ยนแปลงพาไป และ เศษกระดาษมูลค่ารวมเล่มแถม = 4,010.-
ลดเหลือ 2,200.- (รวมค่าส่งแล้ว)เฉลี่ยเล่มละ 110 บาทเท่านั้น
สั่งซื้อได้ทางเดียวคือ inbox เฟซบุ๊คนี้
โอนเงินไปที่บัญชี "วินทร์ เลี้ยววาริณ ธนาคารกสิกรไทย สาขาพัฒน์พงศ์ 018-2-85554-5"
ส่งภาพหลักฐานการโอนมาด้วย เพื่อให้รู้ว่าเป็นลูกค้าคนใดหมายเหตุ หากเล่มใดขาด จะแทนด้วยเล่มที่มีมูลค่าใกล้เคียง
2 วันที่ผ่านมา
