-
วินทร์ เลียววาริณ27 วันที่ผ่านมา
ไม่ผิดนักหากกล่าวว่าวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่นเปลี่ยนทิศไปเพราะพระเซนรูปหนึ่งนาม เมียวอัน เอไซ หรือ เอไซ เซนจิ (1141-1215)
เอไซ เซนจิ (แปลว่า อาจารย์เซนเอไซ) เป็นผู้นำเซนสู่ญี่ปุ่นอย่างเป็นเรื่องเป็นราวครั้งแรก
เอไซเกิดในปี ค.ศ. 1141 ที่จังหวัดบิทจู (ปัจจุบันคือโอกายามะ) พ่อนับถือศาสนาชินโตและศึกษาสายเทียนไท่ นี่ทำให้เขาสนใจธรรมและได้เข้าวัดอันเนียว ตั้งแต่อายุเพียงสิบเอ็ดขวบ
เขาศึกษาธรรมกับอาจารย์โจชิน สองปีต่อมาก็ไปยังวัดที่ภูเขาฮิเอ สถานที่ที่พ่อของเขาเคยศึกษา เขาบวชเมื่ออายุสิบสามปี ช่วงหลายปีนั้น เอไซเดินทางไปมาระหว่างศูนย์เทียนไท่ที่ภูเขาฮิเอกับสถานปฏิบัติธรรมสายตันตระ* ใกล้บ้านเกิด
แม้อายุยังน้อย แต่เขาก็มองเห็นความเป็นไปของวงการศาสนาอย่างชัดเจน เขามีความคิดเห็นว่าการศึกษาพุทธควรต้องปฏิรูป และจะมีทางใดที่จะเริ่มการปฏิรูปได้ดีไปกว่าการไปเมืองจีนเพื่อเรียนศาสนาพุทธที่ 'บริสุทธิ์' กว่าที่เขารู้
ขณะที่รอเรือไปเมืองจีนที่ท่าเรือเมืองฮาตากะ เขาพบกับล่ามชาวจีนคนหนึ่งนาม หลี่เต๋อเชา ชายจีนผู้นี้บอกให้เขารู้เรื่องการปฏิบัติเซน แม้ทีแรกเขารู้สึกว่าวิถีเซนออกจะแปลกประหลาด แต่ก็เกิดความทึ่ง และคิดจะไปเรียนเซนในจีน
ในปี ค.ศ. 1168 เอไซในวัยยี่สิบเจ็ดลงเรือมุ่งหน้าไปเมืองจีน เขาไปถึงพื้นที่เชิงเขาเทียนไท่ หลังจากอาศัยที่เมืองจีนได้ราวครึ่งปี เขาได้พบกับพระญี่ปุ่นรูปหนึ่งนาม ชุนโจโบะ โจเก็น ผู้ตั้งใจจะไปเรียนเซนเช่นกัน ทั้งสองเดินทางไปเยือนวัดที่ภูเขาเทียนไท่ด้วยกัน ที่นั่นเอง เอไซก็พบสายทางแห่งเทียนไท่และเซน
เอไซเดินทางกลับญี่ปุ่นพร้อมตำราพระสูตรต่าง ๆ ถึงหกสิบเล่ม เขาศึกษาฝึกฝนเซนนานถึงสิบปี
ในปี ค.ศ. 1187 เอไซวัยสี่สิบหกรู้ว่าตนเองยังเดินไปไม่ถึงจุดหมาย เขาเดินทางไปเมืองจีนอีกครั้ง แต่เมื่อขึ้นฝั่งจีน ทางการไม่ยอมให้เขาเดินทางต่อไป เขาจึงเปลี่ยนทิศไปอินเดีย แล้วค่อยอ้อมกลับไปยังภูเขาเทียนไท่จนได้ คราวนี้เขาเริ่มศึกษาธรรมสายหลินฉีอย่างจริงจัง ที่นี่เขาบวชใหม่อีกครั้ง เป็นศิษย์ของอาจารย์ซู่อานหวยซาง
ต่อมาเขาย้ายตามอาจารย์ไปพำนักที่ภูเขาเทียนต้ง เมื่อบรรลุธรรมแล้วก็ได้การรับรองให้เป็นอาจารย์เซน ท่านเป็นชาวญี่ปุ่นคนแรกที่ได้รับการรับรอง และเป็นพระญี่ปุ่นที่คนจีนให้ความนับถืออย่างสูง
ในปี ค.ศ. 1191 อายุห้าสิบ เอไซเดินทางกลับญี่ปุ่น สร้างวัดเซนแห่งแรกของญี่ปุ่น และเริ่มสอน รินไซ เซน
เอไซ เซนจิ วางรากฐานของเซนในญี่ปุ่นอย่างช้า ๆ แต่มั่นคง เพราะเกรงว่าจะถูกต่อต้านจากรัฐและราชสำนัก และพระนิกายอื่น ๆ ซึ่งก็เป็นอย่างที่คาด ในที่สุดทางการก็สั่งห้ามการสอนเซน เนื่องจากวิธีสอนที่แปลกไปจากศาสนาอื่น ๆ และเพื่อเลี่ยงการปะทะกัน เขาจึงย้ายไปที่คิวชู และสร้างวัดใหม่ชื่อ โชฟุคุจิ โดยได้รับการอุปถัมภ์จากกลุ่มมินะโมโตะที่กำลังขึ้นมามีอำนาจ
การสอนของท่านเป็นที่ยอมรับมากขึ้นเรื่อย ๆ รวมทั้งในราชสำนัก แต่ก็มีผู้ต่อต้านตลอดเวลา
ศิษย์เอกของ เอไซ เซนจิ คือ โดเง็น ร่ำเรียนจากท่านในช่วงที่ท่านพำนักอยู่ที่วัดเคนอิน ท่านสอนให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและบริสุทธิ์ ท่านเองก็ปฏิบัติตนเช่นนั้นตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้ายของชีวิต
อาจารย์ใหญ่ผู้วางรากฐานเซนในญี่ปุ่นมรณภาพในปี ค.ศ. 1215 อายุเจ็ดสิบสี่ ท่านได้รับฉายาว่า เซนโค โคคุชิ (แปลว่า อาจารย์แห่งแสงสว่างทั้งพัน)
และแสงสว่างที่เข้าสู่ญี่ปุ่นก็ยังสว่างมาจนทุกวันนี้
............................
วินทร์ เลียววาริณ
8-3-26จาก มังกรเซน และ Mini Zen (เซนฉบับการ์ตูน)
มังกรเซน Shopee คลิก https://shope.ee/2VUCymbmSh?share_channel_code=6Mini Zen Shopee https://shopee.co.th/วินทร์-เลียววาริณ-ชุ
1- แชร์
- 68
-

นักศึกษาเซนต้องอยู่กับอาจารย์เซนนานอย่างน้อยสิบปีก่อนที่จะสอนใครได้
เท็นโนเพิ่งผ่านจากนักเรียนมาเป็นครู วันหนึ่งเขาไปเยือนอาจารย์นันอิน วันนั้นฝนตก ดังนั้นเท็นโนจึงสวมรองเท้าพื้นไม้ ถือร่มคันหนึ่ง
อาจารย์นันอินเอ่ยว่า "อาตมาเชื่อว่าท่านคงวางร่มของท่านในโถงทางเข้า อาตมาอยากรู้ว่าท่านวางร่มไว้ทางซ้ายหรือขวาของรองเท้า"
เท็นโนสับสนไปชั่วครู่ ไม่มีคำตอบทันที รู้ทันทีว่าตนเองยังไม่สามารถมีเซนได้ทุกขณะจิต
เขาฝากตัวเป็นศิษย์ของอาจารย์นันอิน และเรียนอีกหกปีเต็มจึงสามารถมีสติทุกชั่วขณะ
วินทร์ เลียววาริณ
5-4-26จาก มังกรเซน และ Mini Zen (เซนฉบับการ์ตูน)
มังกรเซน Shopee คลิก https://shope.ee/2VUCymbmSh?share_channel_code=6Mini Zen Shopee https://shopee.co.th/วินทร์-เลียววาริณ-ชุ
0 วันที่ผ่านมา -

ตลอดสี่สิบปีของชีวิตนักเขียน ผมเขียนหนังสือแต่ละเล่มโดยไม่ได้คาดหวังว่ามันจะเปลี่ยนชีวิตใคร อย่างมากที่สุดก็แค่เปลี่ยนมุมมองบางเรื่อง เช่น เรื่องไสยศาสตร์ แต่ไม่คิดว่ามันจะมีพลังพอเปลี่ยนเส้นชีวิตใครได้
ทว่านานๆ ทีก็มีผู้อ่านมาเล่าให้ฟังว่า เส้นทางชีวิตของตนเปลี่ยนไปเพราะหนังสือบางเล่มของผม
ครั้งหนึ่งมีคนบอกว่าเขาเลือกเรียนคณะรัฐศาสตร์เพราะอ่าน ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน
เมื่อวานนี้มีชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ สิขเรศ มาสนทนาด้วย เล่าว่าเขาเลือกเรียนฟิสิกส์สายอนุภาค เพราะในวัย 11 ขวบอ่าน ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล เป็นแรงบันดาลใจให้เดินไปทางสายนี้
เขาเรียนปริญญาตรีและโทด้านนี้ และกำลังจะไปเรียนปริญญาเอก
ชีวิตขลุกกับพวกอะตอม อนุภาคต่างๆ อิเล็กตรอน ควาร์ก โบซอน ฯลฯ เพราะเผลอไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง
ก็แปลกดี คาดไม่ถึงว่าเด็ก 11 ขวบจะอ่าน ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล รู้เรื่องและอินขนาดนี้
และสามารถต่อยอดเรื่องที่อ่านจากหนังสือเล่มหนึ่งไปอีกไกล แล้วรู้มากกว่าคนเขียนแล้ว
ก็เป็นเรื่องน่ายินดี ประการหนึ่งเพราะเมืองไทยยังขาดนักวิทยาศาสตร์สาขานี้
ประการหนึ่งเพราะพิสูจน์ให้เห็นว่า ความรู้ต่อยอดความรู้
ประการหนึ่งเพราะอย่าประมาทว่าเด็กจะอ่านเรื่องยากไม่รู้เรื่อง
แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่า นวนิยายเรื่องเดียวที่ไม่ควรใช้เป็นแรงบันดาลใจเลยคือ "เรื่องรักของคุณบริสุทธิ์ฯ"
ถ้าขืนเจ้าชู้ประตูดินอย่างตัวละครในเรื่อง มีหวังอายุสั้นแน่ๆ
วินทร์ เลียววาริณ
4-4-260 วันที่ผ่านมา -

คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ วันนี้มีคำถามเดียว
"มนุษย์ต่างดาวเคยมาเยือนโลกเราหรือไม่ ถ้าไม่เคย ทำไมมีรายงานการพบ UFO บ่อยเหลือเกิน คนคงไม่ตาฝาดกันทั้งโลกกระมัง"
อ่านคำตอบได้จากลิงก์นี้ https://www.blockdit.com/posts/69cf88ba11bbea5bf0c61038
ผู้อ่านสามารถคุยหรือตั้งคำถามกับผู้เขียนได้ เขียนคำถามมาได้ที่ inbox เพจเฟซบุ๊ค วินทร์ เลียววาริณ ช่วยแจ้งชื่อหรือนามปากกาด้วย ถ้าไม่แจ้งจะใส่ “ไม่ประสงค์จะออกนาม”
0 วันที่ผ่านมา -

ผู้อ่านหลายคนถามมาเป็นระยะว่า ทำไมในบทความ Geopolitics สะกดชื่อ Isrxx เป็นอิษราเอร สหรัฐฯเป็นสะหะรัด ฯลฯ
ก็ขอบอกคนที่ยังไม่รู้เหตุผลว่า เพื่อป้องกันแพลตฟอร์มเพ่งเล็งหรือลงโทษ
เพจนี้เคยโดนมาแล้ว ข้อหา "ขัดมาดตระถานฌุมฌน" เพจหายไประยะหนึ่งเพื่อให้คนเขียนสำนึกผิด
กลัวแล้วจ้ะ
หลังเหตุการณ์ 9-11 ฝ่ายความมั่นคงและหน่วยสืบราชการลับสะหะรัดอ่านการสื่อสารทุกช่องทางทั่วโลก หากใครคนหนึ่งเอ่ยคำว่า ก่อการร้าย / ระเบิด / พลีชีพ ฯลฯ ทางโทรศัพท์หรืออีเมล ใครคนนั้นจะถูกหมายหัวและตรวจสอบทันที
หากใช้คำพูดจากนวนิยาย 1984 ของ จอร์จ ออร์เวลล์ ก็คือ “Big Brother is Watching You.”
ตอนนี้ดูเหมือนพฤติกรรมแบบเดียวกันจะเกิดขึ้นอีกแล้ว เห็นบนหน้าเพจทั่วโลก มีคนจงใจสะกดชื่อประเทศนี้ผิด
นี่คืออำนาจของสื่อ ทำให้คนแสดงความเห็นต้องเซ็นเซอร์ตัวเองในระดับหนึ่ง
ก็หวังว่าคงไม่รำคาญตามากเกินไป
มีคำคำหนึ่งที่อิษราเอรใช้ตั้งข้อหาผู้เห็นต่าง เป็นข้อหาที่ชาวโลกเจอบ่อยมาก
คือคำว่า Antisemitic หมายถึงการแสดงความเกลียดชังชาว Jeว
บ้านเราเคยมีสื่อและคนดังบางคนลงรูปหรือสวมเสื้อยืดสัญลักษณ์สวัสติกะของนาซี จะโดนสถานทูตอิษราเอรต่อต้านอย่างแรง ข้อหา Antixx นี้หนักกว่าด่าพ่อด่าแม่อีก จนต้องยอมขอโทษ
แผงขายเสื้อยืดตรานาซีที่ตลาดจตุจักรก็โดน
ความจริงเครื่องหมายสวัสติกะนี้เป็นสัญลักษณ์ทางพุทธและฮินดูมานานหลายพันปีแล้ว จนเมื่อนาซีนำไปเป็นโลโก้ ความหมายจึงถูกใช้ไปทางลบ
นักการเมืองในตะวันตกหลายคนก็ต้องขอโทษ หากถูกตั้งข้อหานี้ บางคนอาจต้องหลุดจากตำแหน่งด้วยซ้ำ
พวก Jeว ใช้ข้อหา Antixx เป็นอาวุธมานานหลายสิบปี จนตอนนี้คนเริ่มเบื่อ เพราะพฤติกรรมรุนแรง รุกรานแผ่นดินอื่นทำให้คนเป็น Antixx ไปค่อนโลก
ความจริงชาวโลกควรตั้งข้อหาใหม่บ้าง นั่นคือ Antihumanity (ต่อต้านมนุษยชาติ)
เพราะการก่อสงครามโดยไม่ใช่การป้องกันตัว ก็คือเป็นศัตรูกับมนุษยชาติ
เราอยู่ในโลกที่คนมีอาวุธมากกว่าตั้งกฎว่าอะไรถูก อะไรผิด ถ้าเขาทำอย่างนี้เรียกว่าประชาธิปไตย หากเราทำอย่างเดียวกันเรียกว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน ฯลฯ
ก็นะ! คนตัวใหญ่กว่าทำอะไรก็ถูกต้องไปหมด พวกนี้เป็นเจ้าของศีลธรรม ความถูกต้องทั้งมวล
“All animals are equal, but some animals are more equal than others.”
ในนวนิยาย 1984 ของ จอร์จ ออร์เวลล์ อีกเช่นกัน มีองค์กรที่เรียกว่า Ministry of Peace กับ Ministry of Truth
กระทรวงแห่งสันติภาพ (Ministry of Peace) มีหน้าที่ก่อสงคราม กระทรวงแห่งความจริง (Ministry of Truth) มีหน้าที่โกหก
จอร์จ ออร์เวลล์ เขียนในเรื่องนี้ว่า "ภาษาการเมืองออกแบบมาเพื่อให้คำโกหกฟังดูจริง และการฆ่าคนเป็นเรื่องน่าเคารพ"
Ministry of Peace นี่ฟังดูคล้ายๆ Board of Peace ชอบกล แต่เราอย่าลงลึกเลย เดี๋ยวโดน Mos เบอร์เกอร์ เอ๊ย! Mosสาด ส่งคนมาฆ่าผู้เขียนทิ้ง ข้อหา Antiteen (กวนตีน)
ซวยเลย ตายแล้วก็ไม่ได้ซักผ้า
วินทร์ เลียววาริณ
3-4-261 วันที่ผ่านมา -
1 วันที่ผ่านมา
