• วินทร์ เลียววาริณ
    20 วันที่ผ่านมา

    นาทีนี้ Sinners และ One Battle After Another กวาดรางวัลใหญ่

    เมื่อปีก่อนผมรีวิวสองเรื่องนี้ ดีทั้งคู่ แต่ผมให้ One Battle After Another 10/10 และ Sinners 8.5/10

    วันนี้ One Battle After Another ได้รับรางวัล Best Picture และ Best Director

    ทั้งคู่ก็ได้รับรางวัลบทยอดเยี่ยม

    ขอยกรีวิวเมื่อปีก่อนมาให้อ่านอีกรอบ

    ....................

    (รีวิว One Battle After Another)

    Paul Thomas Anderson เป็นนักสร้างหนังที่ไม่ได้ผลิตหนังในปริมาณมาก เมื่อเทียบกับระยะเวลาในโลกภาพยนตร์ เขาเป็นคนให้เรา Boogie Nights (1997), There Will Be Blood (2007) ฯลฯ

    หนังของเขามีเอกลักษณ์และดูไม่ง่ายนัก เรื่องล่าสุดที่เพิ่งเข้าโรงคือ One Battle After Another

    ผมตีตั๋วเข้าโรงโดยไม่รู้เลยว่ามันเป็นเรื่องอะไร ไม่อยากรู้ แค่ดูชื่อผู้กำกับคนเดียวก็พอ

    นี่เป็นหนังบ้าเรื่องหนึ่ง ยาว 2 ชั่วโมง 40 นาที หนังมีโทนเรื่องแบบ No Country for Old Men (2007) ของพี่น้องโคเอน บวก Civil War (2024) ของ อเล็กซ์ การ์แลนด์

    นี่เป็นหนังสะท้อนและเสียดสีสังคม ความยุติธรรม ความฝันที่จะเปลี่ยนโลกที่ดีกว่าเดิม การดิ้นรนเพื่อไต่บันไดสถานะทางสังคม ความแตกต่างของชนชั้นระหว่างคนผิวขาว (white supremacy) กับแรงงานระดับล่างที่ลักลอบเข้าเมืองเพื่อชีวิตที่ดีกว่า ทั้งหมดมายำรวมกันเป็นความโกลาหล

    หากจัดตระกูลหนัง มันก็เป็นส่วนผสมของทริลเลอร์ ดรามา การเมือง การต่อสู้ แต่ละฉากที่ปรากฏไม่สามารถคาดเดาฉากต่อไปได้

    และสิ่งที่ไม่นึกว่าจะเห็นในหนังตระกูลนี้คืออารมณ์ขันมืดที่แทรกเข้ามาเป็นระยะ ยกตัวอย่าง เช่น นักปฏิวัติที่ลืมรหัสสำคัญขององค์กรลับ

    หนังเดินเรื่องเร็ว ฉับไว จังหวะดี กระชับ ดนตรีดี ในส่วนที่เป็นทริลเลอร์ เช่น ฉากไล่ล่าบนถนนบนเนินสูงต่ำทำได้ดี ระทึกใจ

    หนังมีจุดตำหนิบ้าง บางฉากไม่มีความจำเป็นต้องมีอยู่ในเรื่อง บางฉากยืด แต่โดยรวมเป็นหนังทรงพลังเรื่องหนึ่ง แฟนหนัง Paul Thomas Anderson คงพึงใจ

    10/10
    26-9-25

    ...................

    (รีวิว Sinners)

    ในปี 1983 ตอนที่ผมยังใช้ชีวิตที่อเมริกา มิวสิก วิดีโอ ชุดหนึ่งเกือบทำให้โลกแตก คือ Thriller ของ ไมเคิล แจ็คสัน กำกับโดย จอห์น แลนดิส (คนกำกับ An American Werewolf in London, Twilight Zone: The Movie)

    จุดเด่นของ มิวสิก วิดีโอ นี้คือการใช้ธีมหนังสยองขวัญ นักร้องนักเต้นเป็นซอมบี้ ให้ภาพที่พิลึก เป็นส่วนผสมของดนตรีไพเราะกับภาพสยองขวัญ มีความสดใหม่

    แล้วเราสามารถทำหนังที่โยงดนตรีเข้ากับองค์ประกอบสยองขวัญได้ไหม? คำตอบคือหนังเรื่อง Sinners ที่เพิ่งเข้าโรง

    Sinners รวมดนตรีบลูของคนผิวสีเข้ากับเรื่องแวมไพร์ แต่ไปไกลกว่านั้นคือผูกเข้ากับเรื่องความเป็นพลเมืองชั้นสองของคนผิวสีในสหรัฐฯ ในยุคที่สถานสาธารณะทั้งหลายแบ่งเป็นส่วนคนผิวขาวกับคนผิวสี

    ดังนั้นมองในมุมหนึ่ง Sinners เป็นหนังสยองขวัญ มองอีกมุมหนึ่ง มันเป็นหนังสะท้อนสังคม

    หนังเต็มไปด้วยความรุนแรงและเลือดสาด ภาพสยองขวัญปรากฏเป็นระยะ แต่หากมองข้ามตรงนี้ สิ่งที่น่าสนใจคือการอุปมา สะท้อนและเสียดสีสภาพสังคมอเมริกายุคนั้น ความย้อนแย้งของเสรีภาพในรัฐธรรมนูญกับการเหยียดสีผิว ความรุนแรงของกลุ่ม Ku Klux Klan กับความรุนแรงของแวมไพร์

    นี่ก็คือความสดใหม่ของหนัง

    หนังมีกลิ่นของ From Dusk till Dawn + Django Unchained + Get Out มันดีกว่าสองเรื่องแรก แต่สู้ Get Out ไม่ได้

    และเป็นหนังที่เมื่อดูจบแล้ว เราอาจจำแวมไพร์ไม่ได้ เพราะในโลกของการเหยียดสีผิว มนุษย์นั้นร้ายกว่าแวมไพร์

    8.5/10
    25-4-25

    1
    • 0 แชร์
    • 46

บทความล่าสุด