-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
0- แชร์
- 4
-

ปิดรับออร์เดอร์โปรโมชั่นชุดเต็มกล่อง วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน เพราะต้องส่งทางไปรษณีย์ก่อนงานเลิกวันที่ 6 เมษายน
รายการหนังสือ
1 รอยเท้าเล็ก ๆ ของเราเอง ราคาปก 195.-
2 ความฝันโง่ ๆ ราคาปก 185.-
3 เบื้องบนยังมีแสงดาว ราคาปก 185.-
4 อาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก ราคาปก 185.-
5 ท้องฟ้าไม่ปิดทุกวัน ราคาปก 195.-
6 จุดเทียนทั้งสองปลาย ราคาปก 215.-
7 สองแขนที่กอดโลก ราคาปก 215.-
8 ชีวิตเป็นเรื่องชั่วคราว ราคาปก 215.-
9 ในหลุมรัก ราคาปก 210.-
10 ยาเม็ดสีแดง ราคาปก 210.-
11 ความสุขเล็กๆ คือความสุข ราคาปก
12 สองปีกของความฝัน ราคาปก 190.-
13 หลับถึงชาติหน้า ราคาปก 245.-
14 บางครั้งเราก็ลืมรักตัวเราเอง ราคาปก 215.-
15 1% ของความเป็นไปได้ ราคาปก 210.-
16 รอยยิ้มใต้สายฝน ราคาปก 210.-
17 คำที่แปลว่ารัก ราคาปก 190.-
18 โลกด้านที่หันหลังให้ดวงอาทิตย์ ราคาปก 260.-ราคาปกรวม 3,620.-
แถม 2 เล่มคือ ปล่อยให้ความเปลี่ยนแปลงพาไป และ เศษกระดาษมูลค่ารวมเล่มแถม = 4,010.-
ลดเหลือ 2,200.- (รวมค่าส่งแล้ว)เฉลี่ยเล่มละ 110 บาทเท่านั้น
สั่งซื้อได้ทางเดียวคือ inbox เฟซบุ๊คนี้
โอนเงินไปที่บัญชี "วินทร์ เลี้ยววาริณ ธนาคารกสิกรไทย สาขาพัฒน์พงศ์ 018-2-85554-5"
ส่งภาพหลักฐานการโอนมาด้วย เพื่อให้รู้ว่าเป็นลูกค้าคนใดหมายเหตุ หากเล่มใดขาด จะแทนด้วยเล่มที่มีมูลค่าใกล้เคียง
1 วันที่ผ่านมา -

ซื้อได้ในงานหนังสือ หรือจากเว็บไซต์
Mini Zen
https://www.winbookclub.com/store/detail/185/Mini%20ZenMini Tao
https://www.winbookclub.com/store/detail/242/Mini%20TaoMini Stoic
https://www.winbookclub.com/store/detail/253/Mini%20Stoic%20+%20ค่าส่งMini Wabi-sabi
https://www.winbookclub.com/store/detail/260/Mini%20Wabi-sabi1 วันที่ผ่านมา -

แกะเขาใหญ่ (bighorn sheep) เป็นสัตว์พื้นเมืองของทวีปอเมริกาเหนือ จัดอยู่ในตระกูลแกะ จุดเด่นของมันคือเขาขนาดใหญ่ซึ่งมันใช้เป็นอาวุธป้องกันตัว ประวัติศาสตร์บันทึกว่าในช่วงรุ่งเรือง มี bighorn sheep หลายล้านตัวในทวีปอเมริกาเหนือ แต่ในช่วงสองร้อยปีนี้จำนวนลดลงเหลือไม่กี่พัน เพราะโรคภัยที่มากับสัตว์เลี้ยงที่ชาวยุโรปพาเข้ามาในอเมริกา และการล่าอย่างไม่ยั้งมือ
ศัตรูของแกะเขาใหญ่คือสิงโตภูเขา (cougar) สัตว์พื้นเมืองอีกชนิดหนึ่ง ชอบล่าแกะเขาใหญ่เป็นอาหาร
มนุษย์บางคนใช้มาตรฐานของคนไปตัดสินชีวิตสัตว์ มองเห็นว่าสัตว์ใหญ่รังแกสัตว์เล็ก “ไม่ยุติธรรม” ก็เข้าไปก้าวก่ายวงจรธรรมชาติ
มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งว่า ชาวบ้านสงสารแกะเขาใหญ่ถูกสิงโตกิน ก็จับสิงโตภูเขาออกจากพื้นที่ ปรากฏว่าแทนที่แกะเขาใหญ่จะอยู่เย็นเป็นสุข กลับลดจำนวนลง เพราะเมื่อไม่ต้องวิ่งหนีสิงโต ร่างกายอ่อนแอลง ป่วยง่ายขึ้น
...............
ชาวญี่ปุ่นนิยมกินเนื้อปลาสด ยิ่งสดยิ่งเป็นที่ต้องการของตลาด ปัญหาคือการขนส่งที่ไกลขึ้นนานขึ้นทำให้เนื้อปลาที่จับได้ลดความสดและความอร่อยลง
ญี่ปุ่นมีเทคนิคการรักษาปลาสดที่เรียกว่า Ikejime และ Kaimin Katsugyo ทำปลาให้อยู่ในสภาพโคม่า เพื่อรักษาความสดระหว่างการขนส่ง แต่ก็ไม่สะดวกทำกับปลาจำนวนมาก
จึงเป็นที่มาของเรื่องเล่าที่ว่า เรือประมงบางลำติดตั้งแทงค์น้ำขนาดใหญ่บนเรือ ใส่ปลาที่จับได้ในนั้น ภายในแทงค์น้ำมีปลาฉลามตัวหนึ่งว่ายวนอยู่ เมื่อปลาเล็กอยู่ใกล้ฉลาม ก็ต้องว่ายหนีตลอดเวลา เมื่อขึ้นฝั่ง ก็ได้ปลาที่มีชีวิตและเนื้อยังสดอยู่
ไม่ว่าทั้งสองเรื่องนี้จะจริงหรือเท็จ หลักการของมันกลับจริงสำหรับมนุษย์ ทั้งทางด้านกายภาพและวิถีชีวิต
ร่างกายมนุษย์เป็นเครื่องจักรอย่างหนึ่ง เครื่องจักรทุกชนิดย่อมมีความสกปรกจากการทำงาน ระบบน้ำเหลืองเป็นระบบที่ร่างกายสร้างมาเพื่อทำความสะอาด ไม่ให้ป่วย ซึ่งมีที่มาจากการไม่กวาดขยะ
ระบบน้ำเหลืองทำหน้าที่ขนถ่ายพิษและของเสียในร่างกาย เช่น เซลล์ที่ตายเเล้ว แต่ระบบน้ำเหลืองของมนุษย์เราไม่มีปั๊มเหมือนระบบเลือดที่มีหัวใจปั๊มเลือดไปทั่วร่าง เราจึงต้องเคลื่อนไหวเพื่อให้น้ำเหลืองกระจายไปทั่ว ไม่เช่นนั้นน้ำเหลืองในร่างกายก็อยู่กับที่ตามแรงโน้มถ่วงโลก ดังนั้นการเคลื่อนไหวจึงสำคัญ มนุษย์คนใดที่อยู่เฉย ๆ จะอายุสั้น เพราะร่างกายมนุษย์ต้องการเคลื่อนที่
นี่คือเหตุผลที่กระทรวงสาธารณสุขรณรงค์ให้ออกกำลังกายด้วยการเเกว่งเเขน เพราะการแกว่งแขนช่วยกระตุ้นรักแร้ ตำแหน่งที่ตั้งของสถานีต่อมน้ำเหลือง ทำให้ระบบน้ำเหลืองทำงานไหลเวียนดีขึ้น และไม่เจ็บป่วยง่าย การว่ายน้ำก็ได้ผลเช่นเดียวกัน
นี่คือเรื่องกายภาพ
แต่ทางจิตใจและวิถีชีวิตก็เป็นจริงเช่นกัน
เรามักพึงใจกับชีวิตที่มั่นคง-ลงตัว เราสร้างค่านิยมว่า ความสบายคือการอยู่เฉย ๆ
ยิ่งสบายและยิ่งอายุมาก เรายิ่งไม่อยากเสี่ยง ไม่อยากออกจาก ‘comfort zone’ สู่พื้นที่ใหม่ ชีวิตเข้าที่เป็นระบบแล้ว จึงเหมือนเดิมทุกวัน
ทว่าปราศจาก ‘สิงโตภูเขา’ และ ‘ฉลาม’ เราอาจตายได้จริง ๆ เพราะความเฉื่อยและความน่าเบื่อ ขาดความคิดสร้างสรรค์ ขาดการพัฒนา ไม่กระตือรือร้น ไม่รู้สึกว่ามีความท้าทายอะไร ชีวิตก็เฉื่อยลง ๆ
คนบางคนตายตั้งแต่ยังหนุ่มยังสาว ชีวิตที่เหลือก็เป็นเพียงซากร่างที่เดินได้ หมดไฟสร้างสรรค์ องค์กรที่เป็นเสือนอนกินนาน ๆ ก็มักอ้วนอุ้ยอ้าย คิดอะไรไม่เป็น เมื่อเจอปัญหาก็อาจล้มครืนได้อย่างไม่น่าเชื่อ
สัจธรรมชีวิตบอกว่า ปัญหาและอุปสรรคทำให้เราแกร่งขึ้น ถ้าเราไม่ตายก็จะเข้มแข็งขึ้น
ดังนั้นบางทีการเจอ ‘สิงโต’ กับ ‘ฉลาม’ อาจเป็นโชควาสนาอย่างยิ่งก็ได้
คนมีวิสัยทัศน์จึงไม่ยอมอยู่เฉย ๆ ไม่ปล่อยให้ตัวเองเฉื่อยชา ไม่นอนรอความตาย
หาอะไรใหม่ ๆ ทำ สร้างโจทย์ใหม่ ๆ ให้ขบคิด ท้าทายตัวเองอยู่เสมอ เติมเชื้่อเพลิงด้วยด้วยความรู้ใหม่ ๆ ความใฝ่รู้ ความสงสัย การตั้งคำถาม
ตายเพราะ ‘สิงโตภูเขา’ กัด หรือ ‘ฉลาม’ งับ ก็ยังดีกว่าตายเพราะความเฉื่อย และหมดไฟชีวิตตั้งแต่ก่อนหมดลมหายใจ
วินทร์ เลียววาริณ
3-4-26อ่านฉบับเต็มได้จากหนังสือ 1 เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้ ตอนนี้มีโปรโมชั่นชุด https://www.facebook.com/photo?fbid=1539189840903035&set=a.208269707328395
1 วันที่ผ่านมา -

สงครามอิหร่านผ่านไปหนึ่งเดือน เสียเงินไปเท่าไรแล้ว?
มีการประเมินว่า สะหะรัดเสียเงินราวหนึ่งพันล้านดอลลาร์ต่อวัน เป็นค่าขีปนาวุธ ค่าใช้จ่าย ค่าดาวเทียม ค่าปฏิบัติการโดรน ค่าซ่อมส้วมตัน ฯลฯ
ยิงจรวดแต่ละลูก คนอเมริกันต้องใช้หนี้กันหัวบาน
แค่สองวันแรกของสงคราม ค่าอาวุธก็ปาเข้าไป 5 พันล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ยังมีค่าเครื่องบินที่ถูกยิงตก ค่าฐานทัพ ค่าสถานีเรดาร์สะหะรัดที่ถูกถล่มพินาศ ฯลฯ เงินทั้งนั้น
หากยืดเยื้อไปอีกสองเดือน ก็คงยากจนลงไปเยอะ
สำหรับประเทศในกลุ่ม GCC หนึ่งเดือนนี้หมดไปแล้ว 194 พันล้าน (ขออภัยใช้หน่วย billion เพราะคำนวณไม่ถูก)
ค่าเสียหายของอิษราเอลก็มหาศาล แต่คนจ่ายเงินก็คืออเมริกันชนอีกนั่นแหละ
เป็นเจ้าของสะหะรัดก็ดีอย่างนี้นี่เอง
ส่วนค่าใช้จ่ายของอิหร่าน เมืองพังไปทั้งประเทศ ถ้าจะสร้างใหม่ ก็มหาศาลบานเบอะ ตรงนี้ต้องหามาเอง สะหะรัดไม่จ่ายแน่นอน
ยังไม่รวมเศรษฐกิจที่ย่อยยับไปทั่วโลก และชีวิตคนที่ตายเปล่า
ทั้งหมดนี้เพื่อสนองตัณหาของท่านเนทันและ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ของชาว J ที่เห็นด้วยกับการก่อสงคราม
คนในรุ่น 50 ปีข้างหน้าคงอ่านประวัติศาสตร์โลกตอนนี้ด้วยความมึนงง "คนรุ่นนี้ทำอะไรของมันเนี่ย"
..........................
ถ้าไม่เกิดสงครามอิหร่าน และแต่ละชาติใช้เงินเหล่านี้ เราจะทำอะไรได้บ้าง?
ลองเทียบกับสงครามเย็นดู
คาร์ล เซเกน และ แอนน์ ดรูแยน ประเมินราคาของสงครามเย็นในหนังสือ Billions and Billions (1997) ว่า
สงครามเย็นเริ่มในปี 1946 ยุติเมื่อ 1989 สหรัฐอเมริกาได้จ่ายเงิน (เทียบค่าเงินปี 1989) มากกว่าสิบล้านล้านดอลลาร์ ในการต่อสู้กับสหภาพโซเวียต ในจำนวนนี้มากกว่าหนึ่งในสามถูกนำไปใช้ในยุคประธานาธิบดีเรแกน ซึ่งสร้างหนี้ให้กับชาติมากกว่าทุก ๆ รัฐบาลตั้งแต่สมัย จอร์จ วอชิงตัน รวมเข้าด้วยกัน
“เงินจำนวนนี้ทำอะไรได้บ้าง? (ไม่ต้องทั้งหมด เพราะงบประมาณเพื่อความมั่นคงของชาติยังเป็นสิ่งจำเป็น แต่ - เอาแค่ครึ่งเดียวก็พอ) เงินมากกว่าห้าล้านล้านดอลลาร์เล็กน้อย ถ้าใช้ให้ดี สามารถสร้างความก้าวหน้าอย่างมากมายในการกำจัดความความหิวโหย การไร้บ้าน โรคติดต่อ การเขียนอ่านหนังสือไม่ออก ความไม่รู้ ความยากจน การทำลายสิ่งแวดล้อมไม่ใช่แค่เฉพาะในสหรัฐอเมริกา หากแต่ทั่วทั้งโลก เราสามารถที่จะช่วยทำให้ดาวเคราะห์ดวงนี้มีความเพียงพอด้านการเกษตร และกำจัดสาเหตุมากมายของความรุนแรงและสงคราม จะสร้างประโยชน์มหาศาลต่อเศรษฐกิจอเมริกัน แก้ปัญหาหนี้ของชาติ เพียงเสี้ยวเดียวของเงินจำนวนนี้ เราสามารถรวมคนเพื่อโครงการนานาชาติระยะยาวในการส่งคนไปสำรวจดาวอังคาร สามารถช่วยสนับสนุนคนเก่งในด้านประดิษฐกรรมของมนุษย์ในด้านศิลปะ สถาปัตยกรรม การแพทย์ และวิทยาศาสตร์เป็นเวลาหลายสิบปี”
ใช่ เงินที่เสียไปกับสงครามอิหร่านสามารถสร้างคุณแก่โลกได้มหาศาล
แต่ซาตานสงครามไม่ใช่คนที่แยแสสิ่งดีๆ ที่จะเกิดขึ้นกับชาวโลก
มันเป็นเช่นนั้นเอง
วินทร์ เลียววาริณ
2-4-261 วันที่ผ่านมา -

ผมเริ่มต้นชีวิตสถาปนิกในต่างประเทศ ทำงานในสำนักงานสถาปนิกแห่งหนึ่ง เป็นบริษัทขนาดกลางที่มีสถาปนิกสี่คนเป็นหุ้นส่วน แต่ละคนจึงมีศักดิ์เป็นเจ้านายของผมโดยเท่าเทียมกัน
แทบทุกวันเจ้านายแต่ละคนเข้ามาดูความคืบหน้าของแบบร่างก่อนนำเสนอลูกค้า วิจารณ์งาน และขอ (ก็คือสั่ง) ให้ผมแก้ตาม 'คำแนะนำ' นั้น
หลังจากแก้งานตามคำวิจารณ์ของเจ้านายคนหนึ่งแล้ว เจ้านายอีกคนหนึ่งก็เวียนเข้ามาวิจารณ์งานในอีกแง่มุมหนึ่ง และงานก็ถูกสั่งให้แก้อีกครั้ง
สี่คน สี่ความเห็น สี่รอบที่แก้ไขงาน
ผลก็คืองานเลอะ
เจ้านายคนหนึ่งหัวเราะ บอกว่า "คุณเอาใจทุกคนไม่ได้หรอก ใช้สมองคิดเอา ตัดสินใจทำในสิ่งที่เราเห็นว่าดีที่สุด"
.............................
ผมเริ่มต้นชีวิตคนโฆษณาในประเทศ ทำงานในสำนักงานแห่งหนึ่งซึ่งเป็นบริษัทขนาดกลาง จับงานของลูกค้าขนาดเล็กเป็นส่วนใหญ่
ประสบการณ์การทำงานในวงการพาณิชยศิลป์มานานหลายปีสอนผมว่า ศิลปะมักเดินตามหลังความต้องการของลูกค้า
ทว่ามีแต่คนที่ทำงานในวงการพาณิชยศิลป์ที่เข้าใจดีว่า บ่อยครั้งคนที่เราต้องขายงานให้ผ่านไม่ใช่ลูกค้า หากคือคนในองค์กรนั่นเอง
ในเอเจนซีโฆษณาบางแห่ง ผู้มีอำนาจตัดสินให้นำงานชิ้นหนึ่ง ๆ ไปเสนอลูกค้าหรือไม่คือฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์และการตลาด ไม่ใช่ฝ่ายสร้างสรรค์
การแก้ไขงานในเงื่อนไขทางการตลาดเป็นสิ่งที่ทำความเข้าใจได้ไม่ยาก และอาจทำให้งานดีขึ้น (อย่างน้อยก็ในเชิงการตลาด) แต่ไม่เสมอไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้มีอำนาจที่ไม่มีประสบการณ์และรสนิยมสั่งการให้แก้ไข
ตัวอย่างคลาสสิกที่พบเสมอคือ การที่ลูกค้าขอให้ฝ่ายศิลป์ขยายขนาดสินค้าในโฆษณาให้ใหญ่ขึ้น ขยายคำโปรยให้ใหญ่ที่สุด เขียนสรรพคุณสินค้ามากที่สุด
รองรับด้วยเหตุผลคลาสสิก : "ก็ยังมีพื้นที่ว่างไง"
ผลลัพธ์จากการแก้งานตามคำวิจารณ์ทั้งของลูกค้า (บางครั้งรวมญาติของลูกค้า) ฝ่ายการตลาด และฝ่ายสร้างสรรค์พร้อม ๆ กัน มักออกมาคล้าย ๆ กันคือ เลอะและเละ
จุดหนึ่งที่เราอาจยอมเอาใจทุกคน ทั้งที่รู้ว่าผลลัพธ์ออกมาเลอะก็คือ วัฒนธรรมเกรงใจ
คำว่า 'เกรงใจ' เป็นดาบสองคม ทำให้สังคมอยู่อย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย แต่เมื่อใช้ในการสร้างสรรค์งาน ก็สามารถทำให้ถอยหลังลงคลองได้เช่นกัน
เมื่อดูตัวอย่างอาชีพบริการทั่วโลก ก็พบว่าไม่มีใครเลยที่ประสบความสำเร็จจากการเอาใจทุกคน
เสื้อผ้า น้ำหอม หนังสือ นิตยสาร ล้วนเข้าไปในทิศทางที่เข้าหาปัจเจกมากขึ้นในการใช้ชีวิตวันต่อวัน คุณอาจประสบหลายสถานการณ์ที่ชวนอึดอัด
ไปกินอาหารที่ตนเองไม่ชอบกับลูกค้า กินเหล้าเพื่อเข้าสังคม ไม่ใช่เพราะชอบ ฯลฯสมมุติว่าคุณไปดูหนังที่คุณไม่ชอบเลยกับคนรัก ออกจากโรงหนัง คนรักของคุณเอ่ยว่า "หนังสนุกมาก..."
หากคุณพยักหน้ารับ ก็มีโอกาสอย่างสูงที่คุณต้องไปดูหนังที่คุณไม่ชอบกับเขาหรือเธออีก
มนุษย์ในโลกนี้มีเจ็ดพันล้านคน เราไม่สามารถเอาใจคนส่วนใหญ่ได้
ทว่าการไม่พยายามเอาใจทุกคนไม่ได้หมายความให้เอาแต่ใจตนเองถ่ายเดียว
จริงใจ ยอมรับความแตกต่างของคนอื่น และหาทางอยู่กับคนอื่นอย่างกลมกลืน
วินทร์ เลียววาริณ
2-4-26จากหนังสือ ความฝันโง่ ๆ
ตอนนี้มีโปรโมชั่นชุดรวม https://www.facebook.com/photo?fbid=1539189840903035&set=a.2082697073283952 วันที่ผ่านมา
