-
วินทร์ เลียววาริณ0 วันที่ผ่านมา
ผมเข้าศึกษาที่โรงเรียนแสงทองวิทยาในปีการศึกษา 2509 เลขประจำตัวนักเรียน 3882 ถูกจัดให้เรียนห้อง ป. 4 ค. ครูประจำชั้นชื่อ ประดับ คณะทอง ครูใหญ่คือนายสวน บุปผะโพธิ์
แสงทองวิทยาเป็นโรงเรียนคาทอลิก คณะซาเลเซียน บาทหลวงหลายคนมาจากประเทศอิตาลี รู้ภาษาอังกฤษดีมาก ทำให้โรงเรียนนี้มีชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ นักเรียนที่เก่งภาษาอังกฤษคนหนึ่งชื่อ สุทธิชัย หยุ่น เก่งระดับต่อมาเปิดหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ
โรงเรียนแสงทองวิทยามีแต่นักเรียนชาย อยู่คู่กับโรงเรียนธิดานุเคราะห์ ซึ่งเป็นโรงเรียนหญิง
ชีวิตของผมในปีการศึกษา 2509 นี้ ผมขาดเรียนไป 12 วันส่วนใหญ่ก็คือป่วย ผมเป็นเด็กขี้โรค ป่วยบ่อย
ผมจำรายละเอียดของชีวิตชั้น ป. 4 ไม่ค่อยได้ แต่จำได้แม่นอย่างเดียวคือผลสอบ
งั้นเรามาคุยเรื่องการเรียนกัน
ใช้คำว่า ‘คุย’ เพราะเป็นปีที่คุยได้โดยไม่อายใคร ส่วนปีที่น่าอายว่ากันทีหลัง
ในชั้น ป. 4 ค. ผมสอบได้ที่ 1 ทุกภาคเรียน ทั้งสอบเล็กสอบใหญ่รวมห้าครั้ง ท้ายปีจบด้วยที่ 1 ได้คะแนน 85 เปอร์เซ็นต์
ความเห็นของครูประจำชั้นในภาคปลายคือ “ตั้งใจเรียนและขยันดี ทำงานเรียบร้อยดี ความประพฤติเรียบร้อย สติปัญญาฉลาด อุปนิสัยเยือกเย็น รักสงบ”
พ่อผมคงงงที่ผมสอบได้ที่ 1 ตลอดปี
..........................
ขึ้นชั้น ป. 5 ผมเลื่อนไปเรียนห้อง ก. ครูประจำชั้น ป. 4 คนเดิมก็ตามมาด้วย ปีนี้ผมขาดเรียนไป 16 วัน แน่ละ ก็ต้องป่วย 13 วัน (และลาตรุษจีน 3 วัน) ไม่โรคหวัดก็เป็นโรคหวัด เพราะเป็นอยู่โรคเดียว
แต่กระนั้นผมก็ทำคะแนนดี สอบได้ที่ 1 ตลอดเช่นกัน จบ ป. 5 ด้วยคะแนน 81.90 เปอร์เซ็นต์ เป็นที่ 1 ของห้อง
ครูประจำชั้นเขียนในสมุดพกภาคต้นว่า “ตั้งใจเรียนดีมาก ขยันทำการงานและเรียบร้อย ความประพฤติเรียบร้อย สติปัญญาปานกลาง อุปนิสัยเยือกเย็น รักสงบ ขอทางบ้านส่งเสริมด้วย เด็กของท่านจะดียิ่ง ๆ ขึ้น”
และภาคกลาง : “ขยันเรียนดีมาก ทำงานมีระเบียบเรียบร้อย สติปัญญาติดข้างฉลาด ถือระเบียบและเชื่อฟังผู้ใหญ่ดี พยายามส่งเสริม ต่อไปอนาคตจะรุ่งเรืองดี”
นึกดีใจวูบ เพราะต่างกันภาคเดียว สติปัญญาของผมยกระดับจาก ‘ปานกลาง’ เป็น ‘ติดข้างฉลาด’
นั่นคือยุคทองของชีวิตวัยเรียนของผม หลังจากสอบได้ที่ 1 ในชั้น ป. 4 กับ ป. 5 คะแนนของผมก็ร่วงลงมาเหมือนนกปีกหัก จนถึงจุดตกต่ำที่สุดในชั้น ป. 7 เพราะเหตุผลเดียว
เสือกติดนิยาย!
.............................
จุดหักเหของการเรียนเริ่มในชั้น ป. 5 วันหนึ่งครูประจำชั้นบอกนักเรียนว่า “วันนี้ครูจะพาไปรู้จักห้องสมุด”
เพิ่งรู้ว่าโรงเรียนของเราก็มีห้องสมุด
ครูให้เด็กทุกคนทำบัตรประจำตัวห้องสมุด เพื่อที่จะยืมหนังสือเมื่อไรก็ได้ ในวันแรกนั้น ผมก็ยืมหนังสือนิทานหนึ่งเล่ม กลับถึงบ้านก็เริ่มอ่าน และติดใจรสอักษรทันที
นับจากนั้นผมก็เป็นขาประจำห้องสมุดโรงเรียน ยืมหนังสือนิทานเรื่องอื่น ๆ ต่อไป แล้วไล่อ่านหนังสือในห้องสมุด
ผมอ่านหนังสือหลากหลายมาแต่เด็ก อ่านทั้งนิทาน นิยาย และสารคดี ครั้งหนึ่งผมยืมเรื่อง ของดีในอินเดีย ของหลวงวิจิตรวาทการมาอ่าน เพื่อน ๆ เห็นเข้าก็พากันหัวเราะ ผมคงคบแต่เพื่อนทะลึ่ง!
ขึ้นชั้น ป. 6 ปีการศึกษา 2511 ผมอยู่ห้อง ก. ครูประจำชั้นชื่อ เชื้อ สนธิกุล ปีนี้ผมหยุดเรียนถึง 21 วัน ในการสอบไล่ปลายปี ผมได้ที่ 6 คะแนน 88.10 เปอร์เซ็นต์
ผมไม่เคยได้ที่ 1 อีกเลยในชีวิต
วินทร์ เลียววาริณ
6-5-26..........................
บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต
เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น
ชีวิตที่ดีเล่มเดี่ยว https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี
https://s.shopee.co.th/8AGEoezG49
โปรโมชั่น https://s.shopee.co.th/8zpLoQYlsc
0- แชร์
- 2
-

มนุษย์เรามีนิสัยชอบทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก
คิดมากไป ซับซ้อนไป จนลืมไปว่าบางเรื่องทำง่าย ๆ ก็ได้
จะทำเรื่องง่าย ๆ หนึ่งเรื่องต้องประชุมหลายรอบ
คิดซับคิดซ้อน ทั้งที่แก้ปัญหาง่าย ๆ ได้
ครูบาอาจารย์ฝรั่งใช้คำคำหนึ่งเตือนสตินักเรียน
KISS
ย่อมาจาก Keep It Simple, Stupid.
แปลว่า ทำให้ง่าย ๆ หน่อยเจ้าศิษย์โง่
หลักการก็คล้าย ๆ อาจารย์เซนสอนศิษย์โง่
ต่างกันที่อาจารย์ฝรั่งด่าเฉย ๆ ส่วนอาจารย์เซนใช้ไม้เคาะหัวศิษย์ด้วย
นัยว่าการย้ำด้วยไม้ช่วยทำให้จดจำดีขึ้น
ดังนั้นเวลาแฟนบอกว่า “คิสหน่อย” ถามให้แน่ก่อนว่า เธอหมายถึงจูบหรือ Keep It Simple, Stupid.
วินทร์ เลียววาริณ
5-5-260 วันที่ผ่านมา -
ขึ้น ป. 2 ผมอยู่ห้อง ก. ครูประจำชั้นชื่อนางสาวเทียม หนูประเสริฐ
เป็นปีการศึกษา 2507 ทั้งปีผมขาดเรียนไปสองวัน
มาสำรวจคะแนนปลายปีวิชาภาษาไทยดู
อ่านออกเสียง-ท่องจำ 45/50
อ่านเอาเรื่อง 92/100
เขียน-คัด 86/100
แต่งความ 91/100สิ้นปีผมสอบได้ที่ 3 จากนักเรียน 36 คน คะแนน 88.1 เปอร์เซ็นต์
ความเห็นและข้อเสนอแนะของครู :
ภาคต้น : การเขียนหนังสือและการทำงานเรียบร้อยดีมาก แต่บางครั้งมักจะขาดความรอบคอบในการทำงาน ฉะนั้นขอให้แก้ไขเสีย ก็จะดีมาก
ภาคกลาง : การเรียน การทำงาน และความเอื้อเฟื้อต่อเพื่อนดีมาก ขอให้พยายามทำดีให้ตลอดไป ก็จะดียิ่งขึ้น
ภาคปลาย : การเรียนดี ทำงานด้วยความเรียบร้อยและรอบคอบดีมาก แต่รู้สึกว่าภาคนี้ซุกซนมากขึ้น
ประโยคสุดท้ายนี้มนุษย์ต่างดาวจำอะไรไม่ได้เลยสักนิด เป็นไปได้ว่าครูจำผิดคนแน่เลย เพราะผมเป็นเด็กเรียบร้อยจะตายไป!
.........................
ขึ้น ป. 3 ครูประจำชั้นคือนางสาวนิภา บริบูรณ์ ปีนี้เรียนครบ ไม่มีขาดเรียนเลยสักวัน
ความเห็นครูประจำชั้นภาคต้น :
“ตั้งใจเรียนดี และการทำงานเรียบร้อยพอใช้ รักสนุก คุยเก่ง ชอบพูดคุยในเวลาเรียนเป็นบางเวลา วิชาที่เรียนพอไปได้ แต่ถ้าพยายามสนใจการเรียนให้มากกว่านี้แล้ว อาจจะทำให้มีเปอร์เซ็นต์สูงขึ้นกว่าเดิมมาก”
ผมน่ะหรือชอบพูดคุยในเวลาเรียน? ครูน่าจะจำผิดคนแล้วมั้ง!
อย่างไรก็ตาม คะแนนสอบของผมดีขึ้นกว่าปีก่อน ในการสอบระหว่างปี ผมได้เลขตัวเดียวตลอด คือได้ที่ 5, 1, 2, 1, 1 และปลายปีสอบได้ที่ 2 จากนักเรียน 41 คน คะแนน 85.3 เปอร์เซ็นต์
ผมจำชีวิตช่วง ป. 2-3 ไม่ค่อยได้ แต่จำได้ว่าช่วงหนึ่งครูให้นักเรียนคัดลายมือต่อเนื่องกันทุกวันเป็นเดือน หลังจากนั้นก็คัดเลือกนักเรียนลายมือดีที่สุดสามคน ให้รางวัลนิดหน่อย ผมเป็นหนึ่งในเด็กลายมือดี จำไม่ได้ว่ารางวัลเป็นอะไร น่าจะเป็นดินสอ ยางลบ หรือไม้บรรทัดอะไรพวกนั้น แต่สำหรับเด็กวัยราวสิบขวบ ก็รู้สึกดีใจที่ได้รางวัล
ช่วงหลายปีในห้องเรียนหลังจากนั้น ลายมือผมดีสม่ำเสมอ การบ้านของผมสะอาดมาก หากเขียนไม่สวย ผมจะฉีกหน้านั้นทิ้ง แล้วคัดใหม่
นี่เป็นนิสัยแปลก ๆ ที่ติดมาจนโต นั่นคือหากเจองานไม่ดี ไม่เรียบร้อย จะหงุดหงิด
แต่ลายมือของผมในวัยนี้เลวร้ายกว่าไก่เขี่ย น่าจะเพราะปลงตก หรือไม่ก็เพราะไม่เหลือเวลามาบรรจงอะไรอีก
เมื่อเรียนจบชั้น ป. 3 พ่อแม่ก็พาผมไปสอบเข้าโรงเรียนแสงทองวิทยา
อยู่ดี ๆ เปลี่ยนโรงเรียนทำไม? มนุษย์ต่างดาวก็ไม่รู้
รู้แต่ว่าชีวิตเปลี่ยนทิศ
วินทร์ เลียววาริณ
5-5-26..........................
บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต
เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น
ชีวิตที่ดีเล่มเดี่ยว https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี
https://s.shopee.co.th/8AGEoezG49
โปรโมชั่น https://s.shopee.co.th/8zpLoQYlsc
0 วันที่ผ่านมา -

ผมเกิดที่บ้านเลขที่ 113 ถนนนิพัทธ์อุทิศ 1 อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เวลาหกโมงเช้า วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2499 ก่อนขึ้นกึ่งพุทธกาลหนึ่งปี ในยุคนั้นหมอตำแยเป็นผู้ทำคลอดที่บ้าน ไม่ค่อยมีใครเกิดที่โรงพยาบาล
หลังจากผมอายุสิบวัน พ่อจึงไปแจ้งเกิดที่อำเภอ ดังนั้นวันเกิดของผมในทะเบียนราษฎร์คือ 3 เมษายน 2499
ชื่อเกิดของผมคือ สมชัย เลี้ยววาริณ ผมมีชื่อจีนด้วยคือ 廖志豪 (เลี่ยวจื้อหาว)
廖 (เลี่ยว) เป็นแซ่
志 (จื้อ) แปลว่าปณิธาน เจตจำนง ความมุ่งมั่น
豪 (หาว) แปลว่ากล้าหาญ
พ่อน่าจะต้องการให้หมายถึง ถ้ามีเจตจำนงมุ่งมั่นย่อมประสบผลสำเร็จ (有志者事竟成.)
ไม่น่าแปลก เพราะชีวิตพ่อคือการต่อสู้ ทำงานหนัก ใช้สองมือสร้างตัวขึ้นมาด้วยเจตจำนงมุ่งมั่นล้วน ๆ โดยไม่พึ่งโชคชะตา
ผมใช้ชื่อสมชัยอยู่ไม่ถึงสามสิบปี ก็เปลี่ยนเป็น ‘วินทร์’
สมัยนั้นเด็กจีนที่เกิดในไทยแทบทั้งหมดมีชื่อจีนและชื่อไทย ใครใช้แซ่อยู่ ก็รู้สึกว่ายังไม่ทันสมัย ต้องเปลี่ยนเป็นนามสกุล วิธีเปลี่ยนก็คือเติมคำต่อจากแซ่นั่นแหละ ร้านค้าส่วนมากมีชื่ออักษรไทยกับจีน
ผมเป็นลูกคนที่ 7 ในบรรดาพี่น้องสิบคน และเป็นลูกชายคนที่สอง ก่อนหน้าผมมีพี่สาวห้าคน รวด พ่อดีใจที่ได้ลูกชาย จึงซื้อพัดลม KDK ตัวหนึ่งเป็นการฉลอง มันยังอยู่ในสภาพดีจนทุกวันนี้
ผมจำชีวิตวัยก่อนเจ็ดขวบไม่ค่อยได้ มันรางเลือนเหมือนเซลล์สมองยังไม่ทำงาน แม่เล่าว่าผมเป็นเด็กที่กินนมจุ กินนมผงยี่ห้อแล็คโตเย่นเป็นว่าเล่น กินจนโต สิ้นเปลืองมาก ผมจะดูดจากขวดนมประจำตัวเท่านั้น วันหนึ่งจุกนมถูกหนูแทะขาด แม่จึงเปลี่ยนขวดนมใหม่ให้ แต่ผมก็ไม่ยอม เพราะติดขวดนมขวดเดิม จึงเลิกกินนมตั้งแต่นั้น
ผมจำได้ราง ๆ ว่า ตอนเด็กผมมองไปรอบตัวผมอย่างงง ๆ สงสัยว่าทำไมโลกภายนอกเป็นอย่างนั้น ทำไมมีแสงอาทิตย์ ทำไมมีสายลม ฯลฯ ความรู้สึกคล้าย ๆ มนุษย์ต่างดาวในหนังเรื่อง Starman มาเยือนโลกโดยอยู่ในเปลือกของร่างกายมนุษย์ มองไปรอบตัว รู้สึกงง ๆ ถามตัวเองว่า “ที่นี่ที่ไหนวะ?” และ “กูมาทำอะไรที่นี่วะ?”
อาจเพราะเกิดมาเป็นเด็กช่างสงสัย ผมมองโลกด้วยสายตาแปลก ๆ อย่างนี้ แต่ไม่กล้าบอกใคร เพราะกลัวเขาหาว่าผมบ้า ผมเพียงแต่สังเกตและเฝ้ามอง แล้วเก็บทุกอย่างไว้ในใจ
เมื่ออายุ 6 ขวบ พ่อแม่ส่งผมไปเรียนชั้น ป. 1 ที่โรงเรียนวิริยะเธียรวิทยา เวลานั้นไม่มีใครเรียนชั้นอนุบาล เท่าที่จำได้ เวลานั้นยังไม่มีโรงเรียนไหนมีชั้นอนุบาล หรือถ้ามี ก็ขายยาก เพราะพ่อแม่ส่วนใหญ่ทำงานหาเช้ากินค่ำ การส่งเด็กไปโรงเรียนคือเงิน และการเรียนชั้นอนุบาลดูเหมือนการเล่นมากกว่าเรียน
ตัด ‘ออร์เดิร์ฟ’ ชั้นอนุบาล ทิ้ง เข้า ‘เมน คอร์ส’ ป. 1 เลย
วันเปิดเรียน ป. 1 แม่ก็จูงมือพาไปปล่อยที่โรงเรียน
ผมจดจำชีวิตในโรงเรียนได้ราง ๆ จำได้ว่ามีลานหน้าตึกเรียน เวลานั้นโรงเรียนนี้มีถึงชั้น ป. 7 เท่านั้น มีนักเรียนราวสี่ร้อยคน
จบชั้น ป. 1 ครูประจำชั้นบอกพ่อแม่ผมว่า น่าจะเรียนซ้ำอีกปีนะ (ทั้งที่ผมสอบผ่าน) รากฐานจะได้แน่น เมื่อเป็นความเห็นของครูประจำชั้น ก็เอาตามที่ครูว่า ผลก็คือผมเรียน ป. 1 สองรอบ
การเรียนในสมัยก่อนในต่างจังหวัดไม่ค่อยซีเรียสเหมือนสมัยนี้ ครูบอกอะไร พ่อแม่ก็เชื่อ เรียนสองรอบก็สองรอบ
สมัยนี้ถ้าให้เด็กเรียนซ้ำชั้น อาจมีเรื่อง เพราะเราถือปรัชญา ‘จ่ายครบจบแน่’ มาพักใหญ่แล้ว
แต่ในสมัยนั้นเรียนช้าไปปีสองปี ไม่ใช่เรื่องใหญ่ พ่อแม่ในต่างจังหวัดส่วนมากก็ไม่ค่อยคาดว่าลูกต้องจบชั้นมหาวิทยาลัย จบ ป. 7 ถือว่าใช้ได้ จบ ม.ศ. 3 ถือว่าโก้แล้ว จบแล้วก็มาช่วยพ่อแม่ทำมาหากิน
เลขประจำตัวของผมคือ 1088 ครูประจำชั้น ป. 1 ชื่อนางสาวสุเทพ เข้มขัน ครูใหญ่ชื่อนางอุดม ไชยพฤกษ์กุล ณ วันที่ 28 ก.ค. 2506 ผมสูง 122 ซม. น้ำหนัก 22 กก.
สมุดพกชั้น ป. 1 บันทึกรายงานผลการศึกษาในด้านภาษาของผมดังนี้
.....................
ภาษาไทยอ่าน-พูด-ท่องจำ คะแนนรวมทั้งปี 50 ผมได้ 45
อ่านเอาเรื่อง คะแนนรวมทั้งปี 100 ได้ 87
แต่งความ คะแนนรวมทั้งปี 100 ได้ 89.....................
ภาษาอังกฤษอ่าน-ฟัง-พูด คะแนนรวมทั้งปี 20 คะแนน ผมได้ 18
คัด คะแนนรวมทั้งปี 20 ได้ 17
เขียน คะแนนรวมทั้งปี 40 ได้ 38
แปล คะแนนรวมทั้งปี 20 ได้ 16
รวมคือภาษาอังกฤษได้ 89/100ครั้นถึงปลายปี ผมสอบได้ที่ 7 จากจำนวนนักเรียน 44 คน
นี่คือก้าวแรกของชีวิตนอกบ้าน ขณะที่ ‘มนุษย์ต่างดาว’ ยังไม่รู้เลยว่ามาทำอะไรบนโลกใบนี้ อย่าว่าแต่เรียนไปทำไม
วินทร์ เลียววาริณ
4-5-26..........................
บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต
เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น
ชีวิตที่ดีเล่มเดี่ยว https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี
https://s.shopee.co.th/8AGEoezG49
โปรโมชั่น https://s.shopee.co.th/8zpLoQYlsc
1 วันที่ผ่านมา -

ในบรรดาลูกศิษย์ทั้งหมดของท่านอาจารย์หนานเฉียนผู่เยี่ยน เจ้าโจวฉงเซิน หรือที่นิยมเรียกสั้น ๆ ว่า เจ้าโจว ญี่ปุ่นเรียก โจชู (Joshu) เป็นศิษย์ที่โดดเด่นที่สุด และภายหลังได้ต่อสายธรรมจากท่าน มีบันทึกและตำนานเกี่ยวกับเจ้าโจวมากมาย ด้วยเป็นพระเซนที่มีสีสันที่สุดรูปหนึ่งในประวัติศาสตร์เซน โดยเฉพาะวาจาที่คมกริบและแทงตรงจนเข้าข่ายกวนประสาท
เจ้าโจวบวชตั้งแต่เด็ก อายุสิบแปดได้พบกับท่านอาจารย์หนานเฉียนผู่เยี่ยน
ครั้งแรกที่พบกัน เจ้าโจวถามอาจารย์ว่า"อันใดคือวิถีทางที่แท้?"
"ชีวิตทุกวันก็คือสายทาง"
"เราศึกษามันได้หรือไม่?"
"ยิ่งเจ้าพยายามศึกษา เจ้าจะยิ่งออกห่างจากมัน"
"ถ้าศิษย์ไม่ศึกษา จะรู้ว่ามันเป็นสายทางได้เช่นไร?"
"สายทางมิได้เป็นของโลกที่เราเห็น แลมิได้เป็นของโลกที่เราไม่เห็น การคิดรู้เป็นมายา และการไม่คิดรู้เป็นการไร้ความรู้สึก ถ้าเจ้าต้องการไปถึงสายทางที่แท้จริงโดยปราศจากข้อสงสัย จงทำตัวเจ้าเช่นเดียวกับอิสรภาพแห่งท้องฟ้า เจ้าไม่เรียกมันทั้งดีและไม่ดี"
ด้วยคำเหล่านี้ เจ้าโจวก็บรรลุธรรม
มีการตีความว่า ทางสายธรรมดาก็คือสมาธิ เป็นความสงบของจิต เมื่ออยู่ในสมาธิ ก็ไม่จำเป็นหรือไม่ต้องการค้นหาทางอีกต่อไป มันเป็นประสบการณ์ ไม่ใช่ความเข้าใจ
...........................
วันหนึ่งพระเซนรูปหนึ่งถามเจ้าโจวว่า "อะไรคือเจ้าโจว?"
เจ้าโจวตอบว่า "ประตูตะวันออก ประตูตะวันตก ประตูเหนือ ประตูใต้!"
มีผู้ตีความโกอานบทนี้ว่า ความหมายคือชื่อของอาจารย์เจ้าโจวมาจากเมืองเจ้าโจวซึ่งเป็นเมืองที่มีประตูเมืองทั้งสี่มุมเมือง แต่บางท่านตีความว่าเจ้าโจวก็มีสี่ประตูเช่นกันนั่นคือ การเข้าสู่เซน, การฝึกเซน, การบรรลุธรรมในกิจกรรมประจำวัน และการตรัสรู้ เจ้าโจวบอกความหมายว่า ใครก็สามารถ 'ผ่านประตู' บรรลุรู้แจ้งเช่นเดียวกับท่าน และไม่มีใครที่ขวางทางเขาคนนั้น นอกจากตัวเขาเอง
ผมนำเกร็ดเรื่องนี้ไปประกอบในนิยายจีนกำลังภายใน สี่ภพ ที่ผมเขียน
ในนวนิยายเรื่องนี้ ผมใส่เกร็ดเซนเข้าไปมาก รวมทั้งเกร็ดเกี่ยวกับอาจารย์ต๋าหมอ (ตั๊กม้อ) พระอินเดียผู้เริ่มต้นเซนในจีน
และแน่นอนย่อมไม่พลาดอาจารย์เจ้าโจว ในเรื่อง ‘ประตูตะวันออก ประตูตะวันตก ประตูเหนือ ประตูใต้’
แต่เวอร์ชั่นของผมต่างจากเกร็ดธรรมที่ว่ามา
............................
วินทร์ เลียววาริณ
3-5-26จาก มังกรเซน และ Mini Zen (เซนฉบับการ์ตูน)
มังกรเซน Shopee คลิก https://shope.ee/2VUCymbmSh?share_channel_code=6Mini Zen Shopee https://shopee.co.th/วินทร์-เลียววาริณ-ชุ
2 วันที่ผ่านมา -

โลกโซเชียล เน็ตเวิร์ก ทำให้การสื่อสารเร็วขึ้นจนบางทีพูดไม่ทัน
ในสมัยผมเป็นเด็ก ผู้นำชาติต่างๆ ไม่ค่อยพูดมาก สัมภาษณ์สื่อตามโอกาสที่จำเป็น
นายกฯไทยหลายคนพูดมาก พูดเร็วจนหลุด คำพูดย้อนมาทำร้ายตัวเอง
บางคน เช่น พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ไม่พูดเอาเสียเลย พูดได้แค่ "กลับบ้านเถอะลูก"
แต่โลกยุคใหม่ต่างจากเดิม ผู้นำจำนวนมากสื่อสารตรงถึงประชาชนผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ
เมื่อสื่อสารได้เร็ว ก็หลุดได้ง่าย
ผู้นำในโลกตอนนี้มีสองแบบ
แบบแรกพูดทุกเรื่อง เช่น ท่านทรัมป์ของเรา บางวันโพสต์ข้อความหลายสิบโพสต์ เหมือนคนว่างงาน ไม่มีอะไรทำ
แบบที่สองไม่พูดอะไรเลย เช่น ท่านปูติน สีจิ้นผิง
เมื่อปลายปีก่อน ตะวันตกส่งโดรน 91 ลำไปถล่มบ้านพักของปูติน ปูตินก็ยังเงียบเฉย ไม่พูดสักคำ
แบบนี้น่ากลัวกว่าด่ากลับ
ข้อแตกต่างของผู้นำสองแบบนี้คือ เมื่อพูดมากและข้อความขัดแย้งกันบ่อยๆ ก็จะสิ้นความน่าเชื่อถือ
แต่ผู้นำที่นานๆ ทีพูดสักครั้ง ชาวโลกจะเงี่ยหูฟัง
ภาษากำลังภายในว่า "ล้างหูน้อมรับฟัง"
ส่วนพวกที่พูดมาก ก็จะล้างหูหลังรับฟัง
ในนิยายเรื่อง The Godfather ดอนคอลิโอเนสอนลูกชายคนโตซอนนีให้พูดน้อย เพราะซอนนีพูดมากต่อหน้าศัตรู
ท่านดอนบอกลูกว่า "Never let anyone know what you're thinking."
อย่าให้ใครอ่านความคิดของเราเป็นอันขาด
ผมชอบคำของ มาร์ก ทเวน "Never miss an opportunity to shut up."
อย่าพลาดโอกาสหุบปากเป็นอันขาด
พูดน้อยผิดน้อย พูดมากผิดมาก
และอีกประโยคที่อาจเป็นของ มาร์ก ทเวน
"It is better to keep your mouth shut and let people think you are a fool than to open it and remove all doubt."
หุบปากและทำให้คนอื่นคิดว่าเราโง่ ดีกว่าพูดออกมาแล้วทำให้ทุกคนหายสงสัย
อย่าพูดแล้วเผยความโง่
หรือภาษาคนรุ่นใหม่คือ "โชว์โง่"
วินทร์ เลียววาริณ
2-5-262 วันที่ผ่านมา
