-
วินทร์ เลียววาริณ0 วันที่ผ่านมา
ผมเห็นสัญลักษณ์จราจรตารางทแยงสีเหลือง (yellow box junction) ครั้งแรกที่สิงคโปร์ เมื่อไปทำงานที่นั่นราวปี 1980
ต่อมาก็เห็นที่ญี่ปุ่นและอีกหลายประเทศ
yellow box junction ออกแบบโดยชาวอังกฤษในปี 1967 เป็นเส้นสีเหลืองตีทแยงสะดุดตา จุดหมายคือไม่ให้เกิดการติดขัด (gridlock) ตรงจุดแยก เพราะเมื่อเกิดรถติดที่แยกใดแยกหนึ่ง ก็จะส่งผลกระทบไปที่เส้นที่รถไม่ติดด้วย
จะว่าไปแล้ว หลักของ yellow box junction ก็น่าเป็นไปตามทฤษฎี Butterfly Effect นั่นคือการที่การจราจร ณ จุด ก. ติดขัดอาจส่งผลให้จุด ข. ติด
จุด ข. ก็ส่งผลต่อไปที่จุดอื่น ไปเรื่อยๆ เป็นลูกโซ่
ถ้าจุด ก. โล่ง ก็อาจทำให้การจราจรในมุมอื่นของเมืองที่ดูไม่เกี่ยวกัน โล่งไปด้วย
วิธีปฏิบัตินั้นง่ายมากคือ ห้ามจอดรถบนตารางทแยงเหลืองนี้เด็ดขาด
หากผู้ใช้ถนนทุกคนเคารพกฎ yellow box junction สภาวะรถติดจะลดลงทันตามเห็น เพราะทุกองค์ประกอบบนท้องถนนทำหน้าที่เหมือน Butterfly Effect ดีจุดหนึ่งก็ส่งผลดีอีกจุดหนึ่ง ไล่ไปเรื่อยๆ
ตรงกันข้าม จอดรถทับตารางทแยงเหลืองที่จุดหนึ่ง อาจทำให้ทั้งเมืองเป็นอัมพาตอย่างไม่น่าเชื่อ
เป็นเรื่องเล็กๆ ที่หลายคนมองข้าม
เมื่อใช้ได้ผล yellow box junction ก็แพร่หลายไปทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย
แต่ผมไม่ค่อยเห็นสีเหลืองของเส้นในบ้านเรา เพราะมักมีรถยนต์จอดทับอยู่เสมอ
ไม่รู้พวกนี้สอบผ่านใบขับขี่มาได้อย่างไร เจอเส้นสีเหลืองเป็นต้องแล่นไปทับ
สงสัยคนขับคิดว่าเป็นฝูงงูเหลือมสีเหลืองกำลังจะทำร้ายคน
ข่าวดีคือเมื่อวานนี้มีหลายคนถ่ายรูปหลายมุมในเมือง ชาวบ้านเห็นเส้นสีเหลืองชัดๆ อีกครั้ง หลังจากเกิดเหตุรถไฟชนรถเมล์ บรรดาผู้ใช้ถนนกลับตัวกลับใจ เคารพกฎจราจรอย่างเคร่งครัด
คนไทยเรานี่ต้องล้มตายก่อน บาดเจ็บก่อน จึงค่อยเรียนรู้
ส่วนจะเรียนรู้ได้สักกี่วัน ก็คอยดูกัน
แล้วไม่ต้องเสียเวลา "ถอดบทเรียน" หรอกนะ เราไม่เคยจำอะไรได้
เคี้ยกเคี้ยก
วินทร์ เลียววาริณ
19-5-261- แชร์
- 26
-

ด้านหลังบ้านเลขที่ 113 ติดกับสนามฟุตบอลเป็นครัว ห้องอาบน้ำ ห้องส้วม และบ่อน้ำบาดาล ใช่ สมัยนั้นยังไม่มีระบบประปา ทุกบ้านใช้น้ำจากบ่อบาดาล
บ่อน้ำลึกเอาการ คะเนว่าลึกราว 10 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางราวหนึ่งเมตร
ช่างจะขุดหลุมแล้วตักดินขึ้นมา ยัดท่อปูนทรงกระบอกหล่อสำเร็จกว้างหนึ่งเมตรนี้ลงไป ต่อลงไปเรื่อยๆ จนถึงจุดที่มีน้ำใต้ดิน
ในหน้าแล้ง น้ำใต้ดินจะอยู่ต่ำ ในฤดูฝน ระดับน้ำใต้ดินจะเอ่อขึ้นมา บางครั้งไต่ขึ้นมาถึงปากบ่อ
การตักน้ำจากบ่อใช้ถังไม้หรือถังเหล็กผูกเชือก ชักขึ้นลงด้วยรอกที่แขวนเหนือบ่อ ปล่อยให้ถังจมใต้น้ำ แล้วดึงเชือกชักถังที่มีน้ำเต็มขึ้นมาเทใส่โอ่ง การใช้น้ำทุกอย่างไม่ว่าดื่ม อาบ ซักผ้า ต้องชักรอกขึ้นมาทีละถัง
สมัยนั้นชาวบ้านยังไม่รู้จักคำว่าก๊อกน้ำ มีแต่โอ่งกับตุ่ม
ถ้าเป็นฤดูฝน ก็ปล่อยน้ำจากหลังคาลงมาในโอ่ง ประหยัดเวลาชักรอกตักน้ำบาดาล น้ำฝนในยุคหกสิบปีก่อนใสสะอาด ไร้มลพิษ ดื่มกินได้สนิทใจ
วันหนึ่งช่างคนหนึ่งปล่อยปลาช่อนตัวเล็กลงไปในบ่อน้ำ มันก็อาศัยอยู่ที่ก้นบ่ออยู่พักใหญ่ จนกลายเป็นปลาช่อนตัวใหญ่ วันดีคืนดี ช่างคนหนึ่งก็จับมันขึ้น ผมไม่รู้ว่าชะตากรรมของมันเป็นอย่างไร
ครั้งหนึ่งได้ยินเสียงคนร้องลั่นบ้าน จึงรู้ว่ามีงูตัวหนึ่งเลื้อยเข้ามาจากหลังบ้าน สมัยนั้นหาดใหญ่ยังเป็นรกพงอยู่มาก เห็นงูอยู่หลายครั้ง
ครั้งที่น่าตื่นเต้นที่สุดคืองูตัวหนึ่งเลื้อยมาป้วนเปี้ยนที่หลังบ้าน ปรากฏว่ามีแมวตัวหนึ่งสู้กับงู สัตว์ทั้งสองคุมเชิงกัน และไวเหลือประมาณ ชาวบ้านหลายคนมุงดูเหตุการณ์นั้น ไม่นานงูก็ยอมถอยจากไป
นอกจากปลาช่อนและงูแล้ว หลังบ้านของเราก็มีมังกร
..........
โอ่งใส่น้ำอาบเป็นโอ่งมังกร มันมีขนาดใหญ่สูงราวๆ เอวผู้ใหญ่ เป็นมังกรที่เฝ้าบ้านอย่างซื่อสัตย์มานานหลายปี
ครั้นใช้ไปนานเข้า โอ่งก็มีรอยแตกร้าว เพื่อความประหยัดเราก็ใช้ลวดรัดมันไว้
วันหนึ่งขณะที่ช่างคนหนึ่งอาบน้ำ ได้ยินเสียงร้องลั่น ปรากฏว่าโอ่งเจ้ากรรมแตกตอนที่เขาอาบน้ำ คมโอ่งดินเผาที่แตกเป็นชิ้นๆ บาดขาเขาเลือดทะลัก เลือดไหลไม่หยุด
แม่ผมมีสติดี และไวมาก คว้าถ้วยใส่พริกไทยในครัวมา กำพริกไทยเต็มมือ เทพรวดเดียวที่บาดแผล
เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นเรื่องอัศจรรย์ พริกไทยหยุดเลือดได้ชะงัด
หลังจากนั้นผู้ใหญ่ก็พาคนบาดเจ็บขึ้นรถจักรยานสามล้อไปที่โรงหมอ หมอเย็บแผลไปหลายสิบเข็ม หมอชมแม่ว่า หยุดเลือดเก่งมาก ไม่เคยเห็นการหยุดเลือดได้ขนาดนี้
ช่างคนนั้นนอนพักอยู่ราวสองเดือน เป็นโรค dragon phobia ไปนาน (โรคกลัว(โอ่ง)มังกร)
หลังจากเหตุการณ์นั้น เราก็เลิกใช้โอ่งมังกร แต่หล่อปูนเป็นที่เก็บน้ำแทน
..........
ข้างห้องอาบน้ำเป็นเตาขนาดใหญ่ เป็นเตาขนาดใหญ่เทอะทะ สร้างโดยตั้งโครงไม้แล้วเทปูนลงไปเป็นเตาสี่เหลี่ยม เว้นช่องเป็นที่วางเตาสามช่อง ฝีมือสร้างเตาหยาบตามงบประมาณ
เตาแรกใหญ่มาก สำหรับหุงข้าวด้วยหม้อขนาดใหญ่
ข้างๆ เตาเป็นลังไม้เก็บถ่าน บนพื้นวางตุ่มใส่ขี้ไต้สำหรับจุดไฟ ไต้นี้ทำเอง โดยใช้เศษยางพาราที่มีเหลือเฟือในภาคใต้ ใส่ตุ่ม เทน้ำมันก๊าดเข้าไป ยางจะถูกละลายกลายเป็นยางเหนียวหนึบ ติดไฟง่าย
เวลาก่อไฟ ก็ใช้เศษฟืนจุ่มไต้นิดหน่อย วางบนเตา วางถ่านสองสามก้อนทับ จุดไม้ขีด พอไฟลุก ก็ใช้พัดโบกไปมาเพื่อเพิ่มออกซิเจนให้ไฟ จนกระทั่งถ่านติดไฟ เมื่อถ่านก้อนแรกคุไฟแดง ก็พอดีกับที่ฟืนไหม้หมด
เตายักษ์นี้นอกจากใช้ทำอาหารแล้ว ยังมีหน้าที่อีกอย่างคือใช้ผึ่งของ ภาคใต้ฝนตกทั้งปี บ่อยครั้งเด็กๆ กลับจากโรงเรียนมาตัวเปียก รองเท้าเปียกโชก แม่จึงวางรองเท้าไว้ข้างเตาที่มีถ่านคุไฟก้อนเล็กๆ เพื่อผึ่งให้มันแห้งทันเช้าวันใหม่
ที่บ้านผมทำรองเท้า ผมจึงสวมรองเท้าหนังเป็นประจำ เมื่อรองเท้าเปียกน้ำ ผ่านการผึ่งจนแห้ง มันจะแปรสภาพเป็นรองเท้าหิน สวมไม่สบาย ทำให้นึกอิจฉาเพื่อนๆ ที่สวมรองเท้าผ้าใบ
บางครั้งเมื่อถ่านดับแล้ว ยังมีขี้เถ้าที่ร้อนคุมาทั้งวัน แม่ก็ยัดใส่มันสำปะหลังหรือมันเทศในกองขี้เถ้า ทิ้งไว้อย่างนั้นเป็นชั่วโมง ก็จะได้มันที่อร่อยที่สุดในโลก
นั่นคือความทรงจำของผมเกี่ยวกับครัวสารพัดประโยชน์ และสารพันเหตุการณ์ซึ่งมีมังกรมาเกี่ยวข้องด้วย
วินทร์ เลียววาริณ
20-5-26บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต
0 วันที่ผ่านมา -

ตอนเด็ก ๆ พ่อแม่ผมสอนคำคำหนึ่งคือ 自爱 (จื้ออ้าย) แปลว่ารักตัวเอง
‘รักตัวเอง’ ในที่นี้ไม่มีนัยของอีโก้หรือหลงตัวเอง แต่หมายถึงการรักดี ใฝ่ดี เอาถ่าน รักเรียน รักการพัฒนาตนเองโดยไม่ต้องถูกบังคับ เพราะต้องการชีวิตที่ดีขึ้น
คนจีนโพ้นทะเลที่มาตั้งหลักแหล่งในเมืองไทยส่วนมากยากจน มาแบบสองมือเปล่า ใคร ๆ ก็ต้องการลืมตาอ้าปาก
แต่ยากจะทำได้หากไม่ถือปรัชญาจื้ออ้าย
เพราะจื้ออ้ายทำให้ใฝ่ดี ทำงานจริงจัง ไม่หลงในอบายมุข ไม่เล่นการพนัน ไม่คิดรวยทางลัด เพราะมันไม่มีจริง ทำงานหนัก อยากได้อะไร ก็ลงมือลงแรงหามา ไม่โกงใคร
เมื่อรักตัวเอง ก็ต้องการให้ตัวเองก้าวพ้นความลำบาก มีชีวิตที่ดีขึ้น มีคนนับถือ
นี่เป็นคำที่มีค่าต่อชีวิตทุกคน ถ้าใช้เป็น ไม่เพียงแต่พัฒนาตัวเองให้ก้าวพ้นความยากจน แต่พัฒนาตัวตนของเราด้วย
คนเราเมื่อเอาถ่าน ก็จะเลือกรับแต่ของดี ๆ เข้ามาใส่ตัว รับความรู้ รับปัญญา รับคำวิจารณ์ แต่ไม่รับขยะความคิดใด ๆ
ผมโชคดีที่ได้รับการปลูกฝังวิธีคิดแบบนี้มาแต่เด็ก นิสัยรักการอ่านการเรียนฝังในดีเอนเอและโครโมโซม ทั้งชีวิตก็มีแต่การเรียน
พ่อแม่ผมไม่ได้ผ่านระบบการศึกษาภาคบังคับในโรงเรียน เพราะความยากจน แต่โชคดีที่รู้จักคำคำนี้
แม่ผมไม่ได้เรียนหนังสือ แต่พูดภาษาจีนได้ทุกตระกูล ไม่ว่าจีนกลาง จีนแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน กวางตุ้ง แม้แต่ภาษาไทยใต้ ก็พูดได้คล่องแคล่ว ผมเกิดทางใต้แท้ ๆ ยังพูดไม่ได้
.......................
คนจีนสมัยก่อนมีลูกมาก และฐานะไม่ดี พ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่มีปัญญาส่งเสียลูกทุกคนเรียนจนจบ โดยเฉพาะลูกผู้หญิง แทบไม่ได้เรียนเลย
แต่พ่อเชื่อว่าสิ่งเดียวที่สร้างความแตกต่างหรือทำให้ลืมตาอ้าปากได้ก็คือการศึกษา
ดังนั้นยากจนยังไงก็ต้องให้ลูกเรียนหนังสือ ครอบครัวผมผู้หญิงเรียนจบเหมือนผู้ชาย
ทว่าภาระการส่งเสียค่าเล่าเรียนลูกสิบคนไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ผมจำได้ว่าเวลาต้องจ่ายค่าเทอม ผมเป็นคนท้าย ๆ ในห้องที่จ่าย
หลังจบชั้น ม.ศ. 3 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของโรงเรียนแสงทองวิทยาเวลานั้น ผมเตรียมตัวเตรียมใจว่าจะไม่ได้เรียนต่อ การเรียนต่อหมายถึงต้องไปกรุงเทพฯ และพ่อแม่ผมไม่มีเงินส่งไปเรียน มีโอกาสสูงที่จะไม่ได้เรียนหนังสือชั้นสูง ๆ
มีโอกาสสูงมากที่ผมจะเรียนจบชั้น ม.ศ. 3 แล้วมาทำงานค้าขายที่บ้าน
อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ผมก็กัดฟันส่งเสียลูกทุกคนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งเป็นการศึกษาขั้นสูงสุดของอำเภอในเวลานั้น ที่เหลือไปดิ้นรนเอาเอง
วิธีดิ้นรนของครอบครัวผมคือ พี่ส่งเสียน้อง
คนเป็นพี่จึงเหนื่อยหน่อย ต้องเรียนไปทำงานไป โดยทำงานตอนกลางวัน เรียนมหาวิทยาลัยภาคค่ำ แล้วส่งเสียน้องต่อไปเรื่อย ๆ แบบ pay it forward
ก็ดิ้นรนมาจนได้
ผมจริงจังกับการเรียน เพราะรู้ว่าถ้าสอบตกก็คือเสียเงินเพิ่ม เป็นเรื่องรับไม่ได้ ดังนั้นการมีแฟนในวัยเรียนก็ถูกตัดออกจากสมการชีวิตนักศึกษาโดยสิ้นเชิง
...........................
ผมเห็นด้วยกับพ่อว่า การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต และเราหยุดเรียนไม่ได้
ตลอดชีวิตผมถือหลักสองข้อนี้เสมอ
1 เรียนหนังสือตลอดชีวิต ไม่มีหยุด
2 ให้วิทยาทานคนอื่นเสมอ สนับสนุนคนที่ด้อยโอกาสให้ได้เรียน
ในกาลต่อมา ผมส่งเสียคนใช้และพี่เลี้ยงเด็กของผมไปเรียนจบหลายคน และไม่เคยหวงเรื่องความรู้ ให้วิทยาทานต่อทุกคนที่อยากรู้เสมอ
สอนทุกคนว่าใครมีโอกาสเรียน ก็เรียนให้ดี มันคือของขวัญแสนประเสริฐ ไม่ใช่ทุกคนได้รับของขวัญนี้
วินทร์ เลียววาริณ
19-5-26..........................
บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต
1 วันที่ผ่านมา -

(หมายเหตุ ระหว่างที่กำลังฟื้นฟูเรี่ยวแรง จะโพสต์เรื่องชุด ชีวิตที่ดี ต่อไปก่อนนะครับ)
โลกของผมในวัยเด็กแทรกอยู่ระหว่างถนนไม่กี่สาย บ้านเลขที่ 113 ยืนหยัดอยู่ ณ ถนนสาย 1 นานหลายสิบปี มันเป็นถนนสายเงียบชั่วนาตาปี ไม่เคยมีกิจกรรมน่าตื่นเต้นบนถนนสายนี้ ยกเว้นครั้งเดียวเมื่อผมเห็นฝรั่งหนุ่มสาวคู่หนึ่งจูบกัน
เวลานั้นหาดใหญ่ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว ยกเว้นบาทหลวงโรงเรียนแสงทองแล้ว เราไม่เคยเห็นชาวตะวันตกที่นี่
ตรงข้ามบ้านผมเป็นร้านกาแฟ ขายกาแฟโบราณที่ใช้ถุงผ้าชงกาแฟ (สมัยนั้นเราไม่เรียกว่ากาแฟโบราณ เพราะมันทันสมัยที่สุดแล้ว) หากต้องการนำกลับไปดื่มที่บ้าน ก็บรรจุใส่กระป๋องนมที่มีเชือกกล้วยทำเป็นหูหิ้ว
ต่อมาตึกแถวข้าง ๆ ร้านกาแฟพัฒนาเป็นโรงแรมสูงเจ็ดชั้นชื่อ คิงส์ โฮเต็ล มันเป็น ทอล์ค ออฟเดอะ ทาวน์ ทันที เพราะเวลานั้นตึกรามบ้านช่องในหาดใหญ่สูงสองชั้นเป็นส่วนใหญ่ ตึกแถวสามชั้นสี่ชั้นก็มีบ้าง แต่น้อยมาก สูงเกินห้าชั้นไม่มี ตึกสูงเจ็ดชั้นถือว่าสูงมาก
แต่ที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือมันเป็นตึกสูงตึกแรกในภาคใต้ที่มีลิฟต์
ทันใดนั้นใคร ๆ ก็ต้องไปเยือน ‘ตึกระฟ้า’ ในเมืองหาดใหญ่ให้ได้ การใช้ลิฟต์ขึ้นตึกเจ็ดชั้นถือเป็นความฝันสุดยอดของคนใต้ยุคนั้น มันเท่จริง ๆ
เนื่องจากโรงแรมนี้อยู่ที่ถนนสาย 1 เยื้องบ้านผม ดังนั้นผมก็เป็นพวกอยู่ในถิ่นตึกเท่ไปโดยปริยาย
เราอยู่ในถิ่น ‘คูล’ แต่เด็กนะเนี่ย!
แต่กระนั้นถนนสาย 1 ก็ยังคงเป็นถนนสายเงียบ
ถัดไปถนนชีวิตของผมเป็นถนนสาย 2 และสาย 3 และต่อไปอีกไม่กี่ถนนก็เป็นโรงเรียน
ถนนสาย 3 พลุกพล่านที่สุด ร้านรวงมากมาย ในยุครุ่งเรือง ถนนสาย 3 มีแสงสว่างเจิดจ้าค่อนคืน สมัยผมเป็นเด็กมีโรงหนังชื่อโอเดียน ฉายหนังจีนเป็นหลัก
.....................
โลกหน้าบ้านของผมค่อนข้างเงียบ แต่โลกหลังบ้านยิ่งเงียบกว่า มันเป็นสนามฟุตบอลของการทางรถไฟ จุดที่เหล่ามัจฉาแหวกว่ายยามฝนตกหนักจนน้ำท่วมสนาม
โลกของผมเล็กมาก เพราะภายในเมืองเล็ก ผมยังขีดเส้นล้อมตัวด้วยการสร้างโลกส่วนตัวอีกชั้นหนึ่ง โลกของจินตนาการวัยเด็ก
อย่างไรก็ตาม ผมเดินทางไปไกลกว่าเขตเมือง ประตูเมืองของผมตั้งอยู่ที่ห้องสมุดประชาชน จากห้องสมุด ผมเดินทางข้ามรูหนอนไปยังโลกในจินตนาการซึ่งกว้างกว่าเมืองทั้งเมือง และโลกทั้งใบ
ผมค้นพบว่าผมรักการอ่านชนิดเข้าเส้นเลือด มันคือยานเวลา มันคือยานข้ามจักรวาล อาจเพราะผมเป็นชาว introvert ทำให้รักการอ่าน หรืออาจเพราะนิสัยรักการอ่านทำให้ผมเป็น introvert
ผมมีนิสัยใจคอและบุคลิกภาพคล้ายพ่อ พ่อก็น่าจะเป็นพวก introvert โลกส่วนตัวสูงเหมือนกัน ถ้าไม่ใช่ INTJ ก็คงเป็น INFJ หรือ ISTJ แถว ๆ นั้น
ผมนึกเสียดายเสมอว่า ทำไมผมไม่สนิทกับพ่อ จะได้ฟังเรื่องราวชีวิตต่าง ๆ เชื่อว่าต้องมีมากมายแน่นอน ผมไม่รู้เลยว่าบ้านเกิดพ่อเป็นอย่างไร อดอยากยากแค้นเช่นไร ทำอะไรกิน ปู่ย่าของผมเป็นใคร ฯลฯ แต่เนื่องจากทั้งพ่อและผมเป็นพวก introvert เราจึงไม่ได้คุยกันจริง ๆ ผมไม่เคยสัมภาษณ์พ่อ ต่อให้ถาม พ่อก็คงไม่ตอบ นาน ๆ จึงจะเผลอหลุดออกมาบ้างนิดหน่อย เช่น เรื่องที่พ่อต้องอดข้าวเพื่อสะสมเงินเก็บ จนกลายเป็นโรคกระเพาะเรื้อรัง อะไรคือฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ตัดสินใจมาเมืองไทย และไม่ได้กลับบ้านเกิดอีกเลย
ถ้าผมย้อนอดีตได้ ก็คงกลับไปถามพ่อ แต่ใครเล่าจะย้อนอดีตได้?
วินทร์ เลียววาริณ
18-5-26..........................
บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต2 วันที่ผ่านมา -

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ผมกำลังดื่มด่ำกับเรื่อง 'นิราศโรงพยาบาล' ผู้อ่านหลายคนส่งสารทั้งหน้าบ้าน หลังบ้าน รวมทั้งโทรศัพท์ แสดงความเป็นห่วง และถามว่าเป็นอะไร
ผมไม่สามารถตอบทุกท่าน เพราะทั้งตัวมีสายท่อยางเกะกะ ไม่อยู่ในสภาพที่จะคุยกับใคร
ถึงหมอให้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ยังไม่มีแรง
ก็ขอติดค้างไว้ก่อน ถ้าร่างกายดีขึ้น ค่อยเขียนเล่านะครับ
อีกครั้ง ขอบคุณสำหรับทุกๆ กำลังใจ
มันก็เป็นแค่ความไม่สะดวกเล็กๆ และ It will pass.
๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๙
3 วันที่ผ่านมา -

อ่านคำตอบได้จากลิงก์นี้ https://www.blockdit.com/posts/69fc5313dcf7e30bcfc4d6e3
ผู้อ่านสามารถคุยหรือตั้งคำถามกับผู้เขียนได้ เขียนคำถามมาได้ที่ inbox เพจเฟซบุ๊ค วินทร์ เลียววาริณ ช่วยแจ้งชื่อหรือนามปากกาด้วย ถ้าไม่แจ้งจะใส่ "ไม่ประสงค์จะออกนาม"
3 วันที่ผ่านมา
