-
วินทร์ เลียววาริณ0 วันที่ผ่านมา
นิพพานที่เราเรียนในชั่วโมงวิชาศีลธรรมคือการพ้นทุกข์ขั้นสูงสุด นักเรียนน้อยคนเข้าใจว่ามันหมายถึงอะไร จึงไม่แปลกที่คนส่วนมากมีภาพในใจว่านิพพานเป็นของสูงเกินเอื้อม เป็นสภาวะของนักบวชผู้ทรงธรรมและสะสมบุญบารมีมาหลายแสนชาติแล้วเท่านั้น
มองในมุมของการกำเนิดมนุษย์และวิวัฒนาการชาติพันธุ์ การสะสมบุญบารมีมาหลายแสนชาติก็คงเริ่มมาตั้งแต่มนุษย์ปัจจุบัน โฮโม ซาเปียนส์ ยังไม่ถือกำเนิด อาจเริ่มมาตั้งแต่สมัยเรายังเป็น โฮโม อิเร็กตัส เดินท่อม ๆ อยู่แถวแอฟริกาโน่น! คำว่า ‘ชาติ’ ในการตีความของท่านพุทธทาสภิกขุจึงน่าจะมีความหมายถึง ‘ขณะ’ มากกว่าภพชาติในความหมายของคนทั่วไป
ท่านพุทธทาสภิกขุชี้ว่า นิพพานไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเป็นไปไม่ได้ เพียงแค่รู้จักพอ รู้จักตัวเอง ก็สามารถเข้าสู่สภาวะของความสุขเรียบง่าย
ความสุขเรียบง่ายนี่แหละที่เข้าข่าย ‘นิพพาน’
จิตเย็นเมื่อไร ก็นิพพานเมื่อนั้น
ในทางเซน ‘นิพพาน’ ที่เรียกว่า ซาโตริ มีความนัยถึงการเข้าใจความจริงว่า สรรพสิ่งเป็นเพียงมายา
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล กล่าวว่า “ผู้ปฏิบัติที่แท้จริงนั้น ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงชาติหน้า-ชาติหลัง หรือนรก-สวรรค์อะไรก็ได้ ขอให้ตั้งใจปฏิบัติให้ตรงศีล สมาธิ ปัญญา อย่างแน่วแน่ก็พอ ถ้าสวรรค์มีจริงถึงสิบหกชั้น ตามตำรา ผู้ปฏิบัติดีแล้วก็ย่อมได้เลื่อนฐานะของตนเองตามลำดับ หรือถ้าสวรรค์-นิพพานไม่มีเลย ผู้ปฏิบัติดีในขณะนี้ย่อมไม่ไร้ประโยชน์ ย่อมอยู่เป็นสุข เป็นมนุษย์ชั้นเลิศ”
สังเกตว่าพระระดับปฏิบัติล้วนไม่พูดถึงบุญบารมีแต่ปางก่อน ไม่ชอบรอฤกษ์ยาม เน้นที่การลงมือทำเดี๋ยวนี้ เวลานี้
ทุกครั้งที่เป็นวันสำคัญทางศาสนา มักมีการรณรงค์ให้ผู้คนประพฤติธรรม ในทางหนึ่งเป็นเรื่องที่ดี อย่างน้อยที่สุดก็มีสักวันสองวันที่ผู้คนละเลิกอบายมุข (ชั่วคราว) หันมาทำดี แต่อีกทางหนึ่ง มันก็แสดงให้เห็นว่าเราเป็นคนดีแบบมีข้อแม้และต้องรอโอกาสเหมาะเสมอ เช่น เป็นคนดีในช่วงเข้าพรรษา บวชเพราะพ่อแม่ขอไว้ ทำบุญเพื่อชาติหน้า ฯลฯ
การกระทำความดีงามย่อมไม่ควรถูกกำหนดด้วยกรอบของกติกาใด ๆ ทุกชั่วขณะที่ทำดีก็คือฤกษ์ดี
การเป็นคนดีควรเป็นคนดีทั้งต่อหน้าและลับหลัง ไม่ต้องเล่นลิ้นเล่นสำนวน อย่างที่ท่านพุทธทาสภิกขุเคยเทศน์ไว้คราวหนึ่งว่า “...ประพฤติความดีทั้งทางโลกและทางธรรม ทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ จนตนติเตียนตนเองไม่ได้ ใครที่เป็นผู้รู้ แม้จะมีทิพยโสตหรือทิพยจักษุมาค้นหาความผิดเพื่อติเตียนก็ไม่ได้...”
หรือตามสำนวนจีนว่า “สามารถมองฟ้าได้เต็มตา”
มนุษย์ส่วนใหญ่มีจิตสำนึกอยากเป็นคนดี ไหน ๆ ก็คิดจะเป็นคนดี ก็ลงมือทำเสียเลย และไหน ๆ ก็จะลงมือทำดี ก็ทำโดยไม่ต้องรอเทศกาล เพราะการลดพิษทางจิตวิญญาณก็เหมือนการลดสารก่อมะเร็ง ทางร่างกาย ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งดี
ลงมือทำเสียเดี๋ยวนี้ เวลานี้!
วินทร์ เลียววาริณ
25-5-26บางท่อนจาก ชีวิตคือปาฏิหาริย์!
36 บทความกำลังใจ
175.- บทความละ 4.8 บาท
https://www.winbookclub.com/store/detail/103/ชีวิตคือปาฏิหาริย์!ทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395
0- แชร์
- 3
-

มีอยู่ปีหนึ่งพ่อไปทำธุระที่กรุงเทพฯ กลับมาพร้อมกับของเล่นสองชิ้น เป็นรถไฟกับรถยนต์สังกะสี มอบให้ผมกับน้องชาย เป็นของขวัญชิ้นเดียวที่เคยได้รับในวัยเด็ก
แม้วัยเด็กของผมจะไม่มีของเด็กเล่นสำเร็จรูป แต่กลับไม่เคยขาดแคลนของเด็กเล่น
ผมทำเองเล่นเอง โดยประดิษฐ์ของเล่นจากวัสดุที่มีอยู่ในบ้าน
ที่บ้านผมเป็นร้านทำรองเท้า จึงมีกล่องรองเท้ามากมาย ผมชอบตัดฝากล่องเป็นช่องและพับมันให้ดูเหมือนกระจกหน้ารถ เจาะรู ใช้ไม้เสียบด้านล่าง ร้อยแกนหลอดด้ายที่ไม่ใช้แล้วเป็นล้อ ก็ได้รถยนต์หนึ่งคันมาเล่น เมื่อใช้กล่องรองเท้าลายต่าง ๆ มาทำ ก็ได้รถยนต์แบบต่าง ๆ ไม่ซ้ำกัน บางครั้งทำเรือ เครื่องบิน ร่มชูชีพ ฯลฯ
วัยเด็กของผมผ่านไปกับเกมยุคเก่า นั่นคือเมืองไทยหลายสิบปีก่อนถึงยุคคอมพิวเตอร์เกม
เกมที่เด็กแถวบ้านผมเล่นมีมากมาย เช่น เกมกระโดดเชือก ไม่ใช่เชือกจริง แต่เอาหนังยางรัดมาร้อยเป็นเชือก เด็กสองคนจับสองปลาย ให้เด็กที่เหลือกระโดดข้าม
เกมลูกข่างก็เป็นที่นิยมของบรรดาเด็กชาย เราเล่นจนชำนาญ สามารถตวัดลูกข่างที่กำลังหมุนบนพื้นขึ้นมาหมุนต่อบนฝ่ามือได้
อีกการเล่นหนึ่งคือเกมลูกแก้ว ขุดหลุมเล็ก ๆ แล้วขีดเส้นขวาง เล่นโดยทอยลูกแก้วข้ามเส้นไปเข้าใกล้หลุมมากที่สุด ลูกแก้วใครตกในหลุมคือแพ้ เมื่อทอยลูกแก้วมากจนบริเวณปากหลุมแออัดด้วยลูกแก้ว คนที่เหลือก็ดีดลูกแก้วของเพื่อนออก
เกมง่าย ๆ เกมหนึ่งคือหมากเก็บ เล่นได้ทั้งคนเดียวและหลายคน ใช้กรวดก้อนกลม ๆ ห้าก้อนกับมือนี่แหละ มีการโยนกรวดขึ้นแล้วรับด้วยฝ่ามือคว่ำกับหงาย มีการโยนกรวดขึ้น แล้วใช้มือรวบกรวดทั้งหมดที่เหลือบนพื้นให้ได้ก่อนกรวดก้อนที่โยนขึ้นไปจะตกลงมา
อีกเกมหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมในภาคใต้ ใช้อุปกรณ์เป็นเรือไม้ที่มีหลุมจำนวนหนึ่ง ใช้ลูกแก้วเป็นหมาก เรียกว่าหมากขุม
อีกการละเล่นหนึ่งที่นิยมเล่นกันคือกระโดดบนตาราง เริ่มโดยใช้ชอล์กตีตารางบนพื้น หรือหากเป็นพื้นทรายใช้ไม้ขีดเป็นรอย เป็นจำนวนหกช่อง ช่อง 1, 2 และ 4, 5 กระโดดด้วยเท้าข้างเดียว ช่องที่ 3, 6 ใช้สองเท้าได้
บางช่วงเราเกลี่ยพื้นที่ส่วนหนึ่งของสนามฟุตบอลเรียบ เพื่อทำสนามแบตมินตันไว้เล่นกัน บางครั้งก็เล่นตะกร้อ ทั้งตะกร้อวงและตะกร้อข้ามตาข่าย ผมชอบดูลีลาการเตะของแต่ละคน แต่เตะเองไม่ค่อยได้เรื่อง
ผมชอบเตะลูกขนไก่มากกว่า เราทำลูกขนไก่เอง โดยใช้ขนเป็ดขนห่านที่เลี้ยงไว้ นำมามัดรวมกัน ใช้เศษยางที่ทำพื้นรองเท้ามาตัดเป็นวงกลมขนาดใหญ่กว่าเหรียญบาทสมัยก่อนหน่อย ใช้ตะปูเสียบทะลุแผ่นยางเข้าไปในแกนขนเป็ด ก็จะได้ลูกขนไก่มาเตะเล่นกันอย่างสนุกสนาน ใครเตะประคองลูกขนไก่ได้นานที่สุดโดยที่มันไม่ตกพื้นคือผู้ชนะ
ช่วงปิดเทอมใหญ่คือฤดูร้อน เป็นหน้าว่าว สนามฟุตบอลก็คือสนามเล่นว่าวของเหล่าเด็ก ๆ
ไม่มีเด็กคนไหนซื้อว่าวสำเร็จรูปมา เราทำเอง เหลาไม้ไผ่เป็นแกน ผูกด้วยเชือก ขึงตึงเข้ารูป กลายเป็นว่าวปักเป้า สวยหรือไม่สวย จะขึ้นฟ้าหรือดิ่งดิน ขึ้นกับฝีมือแต่ละคน
ครั้นตอนเย็น เด็ก ๆ ก็นำว่าวไปประลองยุทธ์กันที่สนามฟุตบอล ว่าวจำนวนมากเหนือสนามฟุตบอลเป็นภาพที่ตรึงใจผมมานานจนบัดนี้
นอกจากทำว่าวแล้ว เรายังทำปืนมาทำสงครามกัน วิธีทำก็คือเลื่อยไม้อัดเป็นรูปปืนยาว ตัดติ่งไม้ขนาดยาว 2-3 นิ้ว รัดกับตัวปืนด้วยยางรัด เนื่องจากรัดด้วยเส้นยาง ทำให้ติ่งไม้นี้ขยับได้เมื่อกดปลายหนึ่ง ติ่งไม้นี้ทำหน้าที่เป็นไกปืน
ปลายกระบอกปืนรัดด้วยยางอีกเส้นหนึ่ง สามารถรั้งดึงมาถึงไก เราเด็ดลูกตะขบ (ทางใต้เรียกลูกขบ) จากต้นตะขบแถวนั้น ลูกขบดิบสีเขียว ก้านของมันเหนียว เด็ดทั้งผลและก้าน เสียบก้านเข้าไปในไก ให้ไกหนีบก้านลูกตะขบไว้ รั้งหนังยางมาคล้องที่ลูกตะขบ เมื่อจะยิง ก็แค่กดไกไม้ หนังยางก็จะดึงลูกตะขบพุ่งไปข้างหน้าเหมือนกระสุน ถ้ายิงโดนคน ก็เจ็บบ้าง
นอกจากทำสงครามกับคนแล้ว เรายังทำสงครามกับสัตว์ ข้าศึกของเราก็คือจิ้งจก ปลา นกกระจอก
เด็ก ๆ ประดิษฐ์กล่องดักนกกระจอก เป็นกล่องไม้ฉำฉาไม่มีฝา ด้านหนึ่งเจาะรูพอให้มือล้วงผ่านได้ รูนั้นปิดด้วยผ้า คว่ำกล่อง สันหนึ่งวางบนพื้น อีกสันหนึ่งค้ำด้วยกิ่งไม้สูงสักคืบ ผูกเชือกกับกิ่งไม้นั้น ลากยาวไปยังที่ซ่อน โปรยเศษข้าวใต้กล่องไม้ แล้วรอนกมา
เมื่อนกกระจอกเข้าไปจิกข้าวใต้กล่อง ก็ดึงเชือกเบา ๆ ไม้คว่ำหลุด กล่องก็ตกลงมาครอบนกกระจอกไว้ภายใน ล้วงผ่านรูไปจับนกกระจอกมาฆ่า จากนั้นก็ถลกหนังปิ้งกิน
ข้าศึกอื่น ๆ ซึ่งตกเป็นเหยื่อของเราก็มีแมลงวัน ใช้ถุงพลาสติกครอบจับเป็น ๆ มาได้หลายสิบตัว แล้วนำไปถ่วงน้ำ หากเห็นหอยทาก ก็โรยเกลือใส่ ส่วนจิ้งจกบนกำแพงและเพดาน ก็ถูกเด็ก ๆ สอยลงมาด้วยหนังยาง ประลองความแม่นกัน โหดมาก! มันเป็นวัยซนจริง ๆ
ทั้งเดือนมีนาคมและเมษายนเป็นวันหยุดยาว พวกเด็ก ๆ ก็เล่นตลอดสองเดือนอย่างมีความสุข
ในที่สุดช่วงปิดภาคเรียนก็ถึงกาลอวสาน หลังจากปิดเทอมไปร่วมสองเดือน โรงเรียนก็เปิดอีกครั้ง
ผมไม่ชอบวันที่ 17 พฤษภาคมเลย แต่บรรดาแมลงวัน จิ้งจก หอยทาก นกกระจอก ต่างชอบวันที่ 17 พฤษภาคมมาก
เฮ้ย! ข่าวดีโว้ยพวกเรา พวกเด็กเปรตไปโรงเรียนแล้วโว้ย!
วินทร์ เลียววาริณ
25-5-26บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต
เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น สั่งได้จากเว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี
0 วันที่ผ่านมา -

วันก่อนเพื่อนหาว่าผมทะลึ่ง
มันเริ่มจากเพื่อนคนหนึ่งถามไถ่อาการหลังผ่าตัดของผมว่าเป็นอย่างไร ผมตอบว่า "รู้สึกทั้งแข็งทั้งเสียว"
ไอ้ทะลึ่ง! ป่วยแล้วยังกวนตีนนะมึง!
ความจริงไม่ได้โกหกนะ เพราะหลังผ่าตัด เกิดอาการแน่นท้อง ท้องแข็งมาก
ส่วนตำแหน่งแผลผ่าตัด ก็เสียวเป็นระยะๆ
ทั้งแข็งทั้งเสียวจริงๆ
วันนี้ก็ผ่านมาเกือบสองอาทิตย์หลังหมอลงมีด ความเสียวลดลง แต่นอนกลางคืนยังรู้สึกเหมือนมีไฟฟ้าแล่นผ่่านแผลเวลาขยับตัว
สงสัยว่าเมื่อผมดมยาสลบไปแล้ว พวกเขาเปลี่ยนคนผ่าตัดเป็น ดร. แฟรงเกนสไตน์ ตอนผ่าคงดูดไฟฟ้าลงมาใส่ร่างด้วย
หลังผ่าตัด หมอบอกให้เคลื่อนไหวมากๆ เพราะอาการแน่นท้องหลังผ่าตัดเป็นเรื่องปกติ ลำไส้ทำงานลดลง
ทุกระบบรวนหมด (ยกเว้นต่อมกวนตีนยังทำงานเป็นปกติ)
แต่การเดินช่วยได้
หลังจากเดินอยู่หลายวัน ก็รู้สึกว่าความแข็ง(หน้าท้อง)ลดลง
วันนี้ขอเล่าแค่นี้นะ ไม่อยากนั่งคีย์ข้อความนานๆ
จะลุกไปเดินแล้วละ
เดินไปนอน
วินทร์ เลียววาริณ
24-5-26ป.ล. รายละเอียดอื่นๆ ไว้ร่างกายแข็งแรงขึ้นค่อยเล่านะครับ เพราะเรื่องมันยาว
0 วันที่ผ่านมา -

อาจารย์เซนเจ้าโจวถามพระเซนรูปหนึ่งที่เพิ่งมาใหม่ว่า "เจ้าเคยมาที่นี่หรือไม่?"
พระใหม่ตอบว่า "ศิษย์เคยมาขอรับ"
อาจารย์ชราบอก "ถ้าเช่นนั้นก็ดื่มชาสักถ้วย"
ผ่านไปอีกหลายวัน อาจารย์ถามพระรูปนั้นอีกครั้ง "เจ้าเคยมาที่นี่หรือไม่?"
คราวนี้พระตอบว่า "ศิษย์ไม่เคยมาขอรับ"
อาจารย์ชรากล่าวว่า "ถ้าเช่นนั้นก็ดื่มชาสักถ้วย"
อินจู หัวหน้าพระในวัดเห็นดังนั้นก็ถามอาจารย์เจ้าโจวว่า "ไยท่านอาจารย์จึงเอื้อเฟื้อชาแก่พระรูปนั้นสองหน ทั้งที่พระรูปนั้นตอบไม่เหมือนเดิม?"
อาจารย์ชราร้องขึ้นว่า "โอ! อินจู!"
"ขอรับ ท่านอาจารย์"
"ดื่มชาสักถ้วย!"
............
แขกคนหนึ่งไปเยือนอาจารย์เจ้าโจว ทำความเคารพอาจารย์อย่างนอบน้อม ก่อนเอ่ยว่า "ท่านอาจารย์รู้สึกเช่นไรที่ตัวท่านที่มีความสามารถช่วยนำทางคนอื่นไปสู่ธรรมเช่นนี้?"
เจ้าโจวก็ตอบกวนประสาทเช่นเดิมว่า "การเยี่ยวเป็นเรื่องเล็กน้อยที่จะทำ และกูก็ต้องทำด้วยตัวเอง!"
............................
วินทร์ เลียววาริณ
24-5-26จาก มังกรเซน และ Mini Zen (เซนฉบับการ์ตูน)
มังกรเซน Shopee คลิก https://shope.ee/2VUCymbmSh?share_channel_code=6Mini Zen Shopee https://shopee.co.th/วินทร์-เลียววาริณ-ชุ
1 วันที่ผ่านมา -

วันนี้มีคำถามที่หลายคนอาจข้ามไปทันที เพราะเป็นเรื่องบทกวี ท่าทางน่าเบื่อมาก
ในประเทศที่มีประชากร 65 ล้านคน หนังสือบทกวีขายได้ 200 เล่ม
แต่ลองอ่านดู มันอาจเปลี่ยนชีวิตคุณได้
อ่านคำตอบได้จากลิงก์นี้ https://www.blockdit.com/posts/6a0ebeb64f707b17950c35ef
ผู้อ่านสามารถคุยหรือตั้งคำถามกับผู้เขียนได้ เขียนคำถามมาได้ที่ inbox เพจเฟซบุ๊ค วินทร์ เลียววาริณ ช่วยแจ้งชื่อหรือนามปากกาด้วย ถ้าไม่แจ้งจะใส่ "ไม่ประสงค์จะออกนาม"
1 วันที่ผ่านมา -

ผู้อ่านท่านหนึ่งจากหาดใหญ่ติดต่อมา บอกว่าขอให้ผมช่วยเขียน 'ชีวิตที่ดี ภาค 2' หน่อย
เพราะอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับหาดใหญ่เพิ่มอีก
ความจริงก็มีอีกหลายเรื่องเกี่ยวกับหาดใหญ่ที่ไม่ได้เขียนลงในเล่ม ชีวิตที่ดี เพราะเกรงว่าจะออกนอกเรื่องมากเกินไป เจตนาของหนังสือเล่มนี้คือเล่าเรื่องการเดินทางของเด็กชายหาดใหญ่คนหนึ่ง
ความจริงผมเคยเขียนหนังสือเล่มหนึ่งมาก่อนหน้านี้ ชื่อ เดินไปให้สุดฝัน เผยเรื่องส่วนตัวในระดับหนึ่ง แต่แก่นเรื่องของเล่มนั้นคือเล่าประสบการณ์การทำงานศิลปะของผม
บางคนคิดว่าแปลกที่ผมทำหนังสืองานศพล่วงหน้า ผมมองว่าไม่แปลกอะไร ไหนๆ ก็ต้องทำ ก็ทำให้เรียบร้อย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าภาพออกเงินตีพิมพ์หนังสืองานศพคือกระทรวงวัฒนธรรม ตามธรรมเนียม เมื่อศิลปินแห่งชาติเลิกหายใจ กระทรวงฯจะให้ค่าทำหนังสืองานศพด้วย ก็จัดการให้เรียบร้อย
อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ผมนอนลืมตาปริบๆ ในโรงพยาบาล เกิดความคิดว่าน่าจะรวมหลายบทของ เดินไปให้สุดฝัน ใส่ใน ชีวิตที่ดี ฉบับงานศพ ด้วย เพื่อไม่ให้ข้อมูลกระจัดกระจาย
แหม! นอนบนเตียงโรงพยาบาลแล้วยังห่วงเรื่องหนังสือ
แต่น่าจะยังไม่ต้องรีบทำมั้ง
วินทร์ เลียววาริณ
22-5-262 วันที่ผ่านมา
