-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
เมื่อวานนี้คุยเรื่องฟอนต์วินทร์ ซึ่งเกิดจากความจำเป็นต้องออกแบบปกหนังสือ ก็บังเอิญตรงกับข่าวเรื่องฟอนต์เมื่อสองสามวันก่อน
เป็นฟอนต์ของนักออกแบบวัย 72 คนหนึ่ง
จัดเป็น accidental designer
รปภ.วัย 72 คนหนึ่งชื่อ Shuetsu Sato ทำงานที่สถานีรถไฟฟ้าชินจูกุที่โตเกียว
ในปี 2004 มีการปรับปรุงสถานีชินจูกุ เจ้านายสั่งให้ซาโตะทำหน้าที่ช่วยนักเดินทางที่อาจหลงทาง
วิธีแก้ของเขาคือทำป้ายขึ้นมาติดตั้งตามจุดต่างๆ เพื่อบอกทิศทาง
วิธีทำป้ายของเขาคือใช้เทปกาวสีต่างๆ ทำเป็นตัวหนังสือ ลูกศร ฯลฯ
ตรงรอยหักของตัวอักษร ก็ใช้คัตเตอร์กรีดให้เป็นเส้นโค้งมน เพื่อความงาม
ป้ายของเขาได้ผล ทำให้ทางสถานีใช้เขาทำป้ายเพิ่มอีก
ทันใดนั้นงานป้ายของซาโตะก็แพร่ไปทั่งประเทศ เขาได้รับการขอให้ช่วยทำป้ายไปทั่ว บางสถานีตอบแทนเขาด้วยแชมพูสระผม บางสถานีมอบถุงเท้าใหม่ให้เขา
ฟอนต์ใหม่ของเขาไปเข้าตาคนจำนวนมาก ไม่นานงานใหม่ก็ไหลมา มีคนชวนเขาไปทำงานด้านพาณิชยศิลป์ งานโฆษณา เขาก็ทำเพราะความสนุก มีสินค้าดังๆ หลายยี่ห้อ เช่น Nintendo, Suntory, Nike
คนเราเมื่อทำด้วยใจรัก และพอมีหัวศิลป์ งานก็ออกมาดี
ฟอนต์นี้ตั้งชื่อตามชื่อเขา เรียกว่าฟอนต์ 'Shuetsu-tai'
ต้องรีบตั้งชื่อ ไม่งั้นโดนเพื่อนบ้านเราเคลมแน่
วินทร์ เลียววาริณ
30-5-261- แชร์
- 15
-
1 วันที่ผ่านมา -

ศิษย์เซนคนหนึ่งนาม ยามะโอกะ เท็ตชู ไปหาอาจารย์เซนคนแล้วคนเล่า วันหนึ่งเขาไปพบอาจารย์โอกิโนะ โดกุอน (1819-1895) เจ้าอาวาสวัดโชฟุคุ ซึ่งเป็นพระสาย รินไซ เซน ชาวญี่ปุ่นช่วงรอยต่อสมัยโทคุกาวะกับเมจิ (ประมาณศตวรรษที่ 19)
เขาอยากแสดงสิ่งที่เขาได้ค้นพบ กล่าวว่า "จิต พุทธะและสรรพสัตว์ที่รู้สึกได้ ที่จริงแล้วก็ไม่มีตัวตน ธรรมชาติที่แท้ของปรากฏการณ์คือความว่างเปล่า มันไม่มีการค้นพบ ไม่มีมายา ไม่มีปราชญ์ ไม่มีคนธรรมดา ไม่มีการให้ และไม่มีการรับ"
โดกุอนซึ่งกำลังสูบยาเส้นเงียบ ๆ ไม่เอ่ยสักคำ ทันใดนั้นก็หวดยามะโอกะด้วยกล้องยาสูบไม้ไผ่ เขาโกรธวูบขึ้นมาทันที
"ถ้าไม่มีอะไรที่มีตัวตน..." โดกุอนเอ่ยเรียบ ๆ "...ความโกรธของเจ้าตอนนี้มาจากที่ใด?"
............................
วินทร์ เลียววาริณ
31-5-26จาก มังกรเซน และ Mini Zen (เซนฉบับการ์ตูน)
มังกรเซน Shopee คลิก https://shope.ee/2VUCymbmSh?share_channel_code=6Mini Zen Shopee https://shopee.co.th/วินทร์-เลียววาริณ-ชุ
1 วันที่ผ่านมา -

คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ คำถาม 1 college ต่างจาก university อย่างไร
คำถาม 2 สีประจำวันส่งผลต่อชะตาชีวิตเราจริงหรือ?
อ่านคำตอบได้จากลิงก์นี้ https://www.blockdit.com/posts/6a156c52dde67840174790ad
ผู้อ่านสามารถคุยหรือตั้งคำถามกับผู้เขียนได้ เขียนคำถามมาได้ที่ inbox เพจเฟซบุ๊ค วินทร์ เลียววาริณ ช่วยแจ้งชื่อหรือนามปากกาด้วย ถ้าไม่แจ้งจะใส่ "ไม่ประสงค์จะออกนาม"
1 วันที่ผ่านมา -

ตอนที่ผมก่อตั้งสำนักพิมพ์ 113 ราวยี่สิบปีก่อนนั้น ผมมีหน้าที่ออกแบบปกหนังสือด้วย ตั้งแต่วันแรกผมก็ใช้ลายมือตัวเองเป็นชื่อเรื่อง คล้ายๆ ปกหนังสือหลายเล่มของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ในยุค ‘โอเลี้ยงห้าแก้ว’
ไปๆ มาๆ มันกลายเป็นเอกลักษณ์ของปกสำนักนี้ไป
ลายมือของผมเขียนด้วยปากกาหัวตัดที่เรียกว่า calligraphy pen สามารถตวัดได้ทั้งเส้นบางและหนาในเส้นเดียว
นักออกแบบกราฟิกชอบใช้ปากกาแบบนี้เขียนลวดลาย การใช้เส้นหนาและบางน่าสนใจกว่าเส้นเท่ากันทั้งหมด
นอกจากใช้ทำปกหนังสือแล้ว ผมก็ใช้ calligraphy pen เซ็นชื่อ ไม่ว่าในงานหนังสือหรือนอกงาน
สมัยที่ไปเรียนที่นิวยอร์ก ผมโชคดีที่ผมเรียนวิชา Typography เป็นวิชาเกี่ยวกับตัวหนังสือ สมัยนั้นไม่ค่อยมีที่เรียน หรือคนไม่เห็นความสำคัญของตัวหนังสือ ตั้งแต่นั้นผมเน้นเรื่องฟอนต์ในการออกแบบเสมอ นักออกแบบก็สามารถใช้ลายมือเป็นฟอนต์ได้
ผ่านไปไม่นานก็มีหลายคนมาขอให้ทำลายมือนี้เป็นฟอนต์จริงๆ
แปลกใจว่ามีคนชอบลายมือนี้ด้วย! ทำให้นึกครึ้มใจครู่หนึ่งว่า เออ! เท่เหมือนกันนะถ้าทำเป็นฟอนต์ ตั้งชื่ออย่างนักออกแบบฟอนต์สมัยก่อน เช่น มานพติกา ก็คงเป็นวินติกา หรือวินทรีกา
แต่ในความจริงทำไม่ได้หรือทำได้ยากยิ่ง เพราะตัวอักษรเดียวกันของผมในแต่ละประโยคแต่ละคำมีหน้าตาไม่เหมือนกัน
ในชื่อเรื่องแต่ละชื่อ ผมตวัดเส้นไม่เหมือนกัน ถ้าวันนั้นเสพยาบ้าหรือกัญชา เส้นสายก็จะยาวหน่อย
ผมเสียเงินไปมากกับปากกา calligraphy เพราะเห็นปากกาแบบนี้ทีไร หัวใจสั่นไหวกว่าตอนเจอสาวนุ่งน้อยห่มน้อยเสียอีก มักอดใจซื้อไม่ได้ อยากลองดูว่าสาวแต่ละคน เอ๊ย! ปากกาแต่ละยี่ห้อเป็นอย่างไร
เมืองไทยหาปากกา calligraphy ยาก มีร้านเฉพาะแห่งสองแห่งมั้ง มักต้องไปซื้อจากต่างประเทศ
เนื่องจากปากกาพวกนี้แบบดีๆ ค่อนข้างแพง จึงต้องดูแลเหมือนสาวๆ เอ๊ย! เหมือนลูก ใช้เฉพาะในงานสำคัญเท่านั้น
ส่วนเซ็นเช็คร้อยล้านใช้ปากกาลูกลื่นด้ามละสองบาทก็พอ
วินทร์ เลียววาริณ
29-5-262 วันที่ผ่านมา -

มีคนบอกให้ผมลองใช้ AI เขียนหนังสือ ไม่ได้ให้เขียนทั้งหมด แต่ใช้มันเหมือนเครื่องทุ่นแรง
ผมก็ยังไม่ได้ลองสักที เพราะไอเดียที่เขียนค้างไว้ ยังมีอีกเยอะที่ยังไม่ได้ลงมือทำ
ผมไม่มีปัญหาเรื่องไอเดียตันเลย แต่ปัญหาที่หนักกว่าไอเดียตันคือการขายหนังสือ
ถ้าจะเลิกเขียน ก็เพราะขายไม่ได้ ไม่ใช่เพราะคิดไม่ออก
หลายปีนี้มีข่าวบทบาทของปัญญาประดิษฐ์หรือ AI หนาหูขึ้น ในประเด็น AI จะเข้ามาแทนที่มนุษย์ แม้แต่ในการเขียนนิยาย
สมองมนุษย์ใช้เวลานับล้านๆ ปีพัฒนามาจาก ‘โง่’ เป็น ‘ฉลาด’ แต่อัตราความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในรอบหลายปีนี้ เร็วแบบก้าวกระโดด ดังนั้นย่อมไม่แปลกหากวันหนึ่งปัญญาประดิษฐ์จะเก่งกว่าเราในหลายเรื่อง ส่วนจะไปถึงขั้นสกายเน็ตใน The Terminator หรือไม่นั้น ยังตอบไม่ได้
ในประเด็น AI เขียนนิยาย แล้วนักเขียนจะตกงาน ผมไม่เป็นห่วงสักนิด
ห่วงเรื่องขายมากกว่า เพราะเขียนมาก็อาจไม่มีคนอ่านเหมือนกับหนังสือที่ใช้คนเขียน
พูดสั้นๆ ผมมองไม่เห็นว่ามันมีปัญหาอะไร AI จะทำให้นักเขียนตกงานก็ต่อเมื่อนักเขียนสู้มันไม่ได้ ไม่ว่าจะมี AI หรือไม่ หากนักเขียนสู้คนอื่นหรือสิ่งอื่นไม่ได้ ก็ย่อมหายไปตามหลักวิวัฒนาการ
น็อต ทู วอร์รี!
ก็เหมือนกับการทำอาหาร จะใช้คนทำด้วยมือหรือจะใช้เครื่องจักรผลิต เราวัดกันที่คุณค่าของงาน หากงาน AI สามารถไปถึงขั้นมีความคิดสร้างสรรค์สูงมากและลุ่มลึกในแง่คิดด้วย ก็คงต้องให้ AI ทำ เช่นที่เราให้เครื่องจักรทำงานหลายอย่างแทนมนุษย์มานานแล้ว
นอกจากนี้ยังมีประเด็นว่า AI จะทำหน้าที่เป็นครูสอนหนังสือแทนคน
เรื่องนี้ปู่อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก บอกไว้ก่อนตายว่า “Any teacher that can be replaced by a machine should be!”
ปู่อาร์เธอร์พูดขำๆ แต่ก็จริงนะ เพราะครูคนไหนที่สามารถถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักร ก็สมควรถูกแทนที่หรอก
เคี้ยกเคี้ยก
วินทร์ เลียววาริณ
28-5-263 วันที่ผ่านมา
