• วินทร์ เลียววาริณ
    0 วันที่ผ่านมา

    ผมเขียนหนังสือมา 40 ปี หนังสือเล่มที่เข้าข่ายเขียนยากที่สุดมีไม่กี่เล่ม

    ระดับยากพอประมาณ ได้แก่ น้ำเงินแท้ บุหงาปารี/บุหงาตานี ฆาตกรรมจักรราศี

    ระดับยากโคตรๆ คือ ปีกแดง กับ สี่ภพ

    ปีกแดง ใช้เวลาเขียน 6 ปี

    สี่ภพ 5 ปี น้ำเงินแท้ 5 ปี

    โครงการ ปีกแดง เกิดขึ้นหลังจากผมเขียน ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ลงในมติชนสุดสัปดาห์ หนังสือได้รับรางวัลหนังสือดีเด่นและรางวัลซีไรต์

    ตอนนั้นไฟสร้างสรรค์กำลังคุโชนเหมือนภูเขาไฟ ผมก็ไปจับเรื่องยาก กะเขียนนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ รัก ผจญภัย เล่าการเกิดและการดับของระบอบคอมมิวนิสต์โลก โดยเน้นส่วนที่เกี่ยวกับเมืองไทย ใช้ชื่อว่า ใต้ฟ้าดาวแดง

    เขียนเสร็จแล้วส่งต้นฉบับไปให้มติชนสุดสัปดาห์ ไม่ทันไรผมก็เขียนไปยกเลิก นำกลับมารื้อใหม่หมด

    ผมเรียนรู้ว่า ตนเองกำลังรีบเกินไป ยังไม่พร้อมหลายจุด งานยังไม่เพอร์เฟ็กต์

    ผ่านไปหกปี ก็ได้งานชิ้นใหม่ เปลี่ยนชื่อเป็น ปีกแดง

    ที่ใช้ชื่อนี้เพราะสร้างสัญลักษณ์ในเรื่องเป็นนกปีกแดง

    ที่เป็นสีแดง ก็น่าจะเดาออกว่าโยงกับคอมมิวนิสต์

    มันเขียนยากมากจนเมื่อผมจบบทสุดท้าย ผมมีอาการปวดหัวอย่างแรง และคิดว่าจะไม่เขียนแบบนี้แล้วในชีวิต (แต่ก็ทำไม่ได้)

    หลังจากเขียนเสร็จ ก็ส่งไปมติชนสุดสัปดาห์อีกรอบ ไม่นานก็ขึ้นปกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ดังในรูป

    หลังจากลงเป็นตอนๆ ในมติชนสุดสัปดาห์อยู่นับปี ก็รวมเล่ม ได้รับรางวัลนวนิยายดีเด่นคณะกรรมการหนังสือแห่งชาติ ปี 2546 และเข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ปี 2546

    นิตยสารผู้จัดการวิจารณ์เรื่องนี้ จำไม่ได้ว่าคือคุณชัยสิริ สมุทวณิช หรือคุณมาร์แซล มารัง บอกว่าผมเขียน ปีกแดง ดีกว่า ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน

    ผลตอบรับเรื่องนี้ในเชิงคุณภาพเป็นบวกหมด แต่ผลตอบรับทางการขายคือไม่ง่าย แต่ยังโชคดีที่เมื่อ 24 ปีก่อน ผู้คนยังซื้อหนังสือ จึงได้พิมพ์ซ้ำ แต่ไม่มาก

    หนังสือหนามาก ใช้ตัวหนังสือเล็กลงกว่าปกติ ช่องไฟ ระยะบรรทัดหดลง กระนั้นก็หนามาก หากใช้ตัวพิมพ์ปกติ คงหนากว่านี้อีกไม่ต่ำกว่า 100 หน้า

    ...................................

    เรื่องย่อ

    ในปี พ.ศ. 2478 สามปีหลังจากเมืองไทยเปลี่ยนแปลงการปกครอง หลวงประชารุจิเรข นายทหารไทยผู้เรียนจบจากโซเวียตรัสเซีย และเพื่อนทหารกลุ่มหนึ่งก่อการรัฐประหาร หมายเปลี่ยนสยามเป็นรัฐสังคมนิยม เมื่อแผนการกบฏล้มเหลว เขาหลบหนีไปมอสโกและเสียชีวิตในเวลาต่อมา  
สิบปีให้หลัง บุตรชายของเขา รุจน์ รุจิเรข ติดอยู่กลางเบอร์ลิน ท่ามกลางความชุลมุนในช่วงท้ายของสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อเยอรมนีแพ้สงคราม รุจน์ รุจิเรข พบกุญแจที่นำไปสู่การไขเบื้องหลังความตายของพ่อของเขา จากยุโรป สู่สิงคโปร์ และแผ่นดินอินโดจีน รุจน์ รุจิเรข สืบสวนหาความจริงทีละขั้น เพื่อคลี่คลายปริศนาความตายของพ่อที่เชื่อมกับความลับของชาติ  
ปีกแดง เล่าเรื่องราวความรักระหว่างชายหญิงของคนสองรุ่น ที่มีพื้นฐานสังคมและความเชื่อต่างกัน ความเสียสละ ความรักชาติ ความขัดแย้งทางการเมือง ในช่วงเวลาที่โลกกำลังระอุด้วยสงครามเกาหลี สงครามเดียนเบียนฟู สงครามเวียดนาม และสงครามกลางเมืองในประเทศไทย ด้วยโครงเรื่องซับซ้อน ซ่อนเงื่อน หักมุม ตื่นเต้น และเศร้าสะเทือนใจ

    ...................................

    หนังตัวอย่าง

    ทันใดคีมยักษ์ที่รัดคอก็คลายตัว ร่างศัตรูที่ทับโถมอยู่เบื้องบนล้มกลิ้งไปด้านข้าง เผยให้เห็นมีดเล่มหนึ่งปักอยู่ที่ต้นคอ เลือดสีแดงไหลปรี่ออกมา เขาเงยหน้าขึ้นก็เห็นคาร์มารอฟ ไม่ทันกะพริบตา ทหารโซเวียตสองนายกระโจนเข้าใสร่างนั้น คาร์มารอฟเบี่ยงตัวหลบ เท้าขวาสะกิดเบา ๆ ร่างปรปักษ์ก็ล้มลง มือขวาตะปบแขนอีกคน บิดกลับเสียงดังกร็อบ ไม่ทันที่เจ้านั่นส่งเสียงร้อง ลำคอก็หัก ร่างที่นอนบนพื้นอีกคนลุกขึ้นมา แต่ไม่ทันพ้นพื้นก็ถูกคาร์มารอฟดึงผมกระชากประชิด คมมีดในมือปาดคออย่างรวดเร็ว หมดจด ไม่เห็นรอยแผลนอกจากเลือดสีแดงที่ซึมออกมา ชายคนสุดท้ายในห้องชักปืนออกมา แต่หน้าอกก็เป็นเป้าของมีดเล่มนั้นก่อนทันเหนี่ยวไก

    ในเวลาเพียงสิบวินาที คาร์มารอฟสังหารชายสี่คน รวดเร็ว สวยงามราวเป็นศิลปะ รุจน์ตะลึงงัน ไม่เคยนึกภาพออกว่าชายรัสเซียฉายา ‘เพลย์บอย’ ที่เขารู้จักมาหลายปี จะมีฝีมือการต่อสู้สูงระดับนี้

    ..................................

    เสียงหน้าต่างดังเอี้ยด เขาหันขวับ แลเห็นแมวดำตัวหนึ่งวิ่งผ่านไป เสียงเป็ดในเล้าร้องเบา ๆ จูบคนในรูปถ่ายนั้นอย่างทะนุถนอมและวางกลับที่เดิม ตัดสินใจไม่นอนแล้ว สายตามองฟ้าที่ยังสลัวอยู่ อีกไม่ถึงสองชั่วโมงเขาก็จะต้อนเป็ดพวกนี้ออกไปนอกรั้ว ปล่อยให้พวกมันเล่นน้ำทะเลในแอ่งท้ายบ้าน ใครจะเชื่อว่านายทหารที่มีอนาคตเช่นเขา ต้องใช้ชีวิตบั้นปลายในหมู่บ้านประมงเล็ก ๆ ห่างจากบ้านเกิดร่วมสองพันกิโลเมตร

    เดินไปที่มุมห้อง ผลักประตูไม้เก่า ๆ ออก บางทีตอนนี้หากได้ชาร้อนสักถ้วยคงจะดี

    พลันที่แง้มประตูออก เงาดำร่างหนึ่งก็ก้าวเข้ามาประชิด ปืนดำสนิทในมือจ่อศีรษะเขา และลั่นไกในระยะเผาขนเพียงนัดเดียว ร่างของอดีตนายทหารกบฏทรุดคว่ำลง เลือดแดงสดไหลออกมา มือปืนเดินเข้าไปชิดร่างนั้น จ่อยิงที่ต้นคออีกนัดเสียงของปืนเก็บเสียงไม่ดังไปกว่าเสียงเปิดจุกขวดแชมเปญ

    ร่างชุดดำหยิบเอกสารบนโต๊ะขึ้นมาดูทีละฉบับอย่างใจเย็น เดินไปสำรวจชั้นหนังสือและชั้นเก็บของอย่างไม่รีบร้อน ในที่สุดก็หยิบปี๊บใส่น้ำมันก๊าดสำหรับตะเกียงออกมา ราดน้ำมันที่ฐานชั้นหนังสือเรื่อยไปรอบห้อง หยิบไม้ขีดไฟออกมา จุดไฟ และหายจากสถานที่นั้นไปในความสลัวของย่ำรุ่ง

    ..................................

    ทันใดประตูห้องประชุมถูกผลักออกเบา ๆ ทั้งหมดหันไปดู เป็นหญิงรับใช้ถือถาดกาแฟ พระพิจารณ์บริบาลหน้าบึ้งเอ่ยเสียงแข็ง “ใครบอกให้เสิร์ฟกาแฟ?”

    “อิฉันไม่...”

    หญิงรับใช้พูดได้แค่นั้นก็ตาเหลือก พลันร่างของหล่อนก็ล้มลง เลือดไหลออกมาจากหน้าอก ถาดกาแฟกระทบพื้นดังกังวาน เผยให้เห็นด้านหลังเป็นชายคนหนึ่งสวมผ้าคลุมหน้าใช้หล่อนเป็นที่กำบัง ปืนพกสีดำในมือนั้น

    พระโกศลวีรยุทธกับพระพิจารณ์บริบาลลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันทีที่รู้สึกผิดสังเกต ในเสี้ยววินาทีนั้น นิ้วมือภายใต้ถุงมือรัดกุมก็กระดิกยิงอย่างประณีต เสียงของมันแผ่วเบาเพราะติดเครื่องเก็บเสียง

    ร่างพระพิจารณ์บริบาลกระเด็นหงายออกไปก่อน เลือดซึมไหลออกจากหน้าผาก ล้มโดยไม่ร้องสักคำ นายทหารร่างใหญ่สิ้นใจก่อนที่ร่างจะตกถึงพื้น พระโกศลวีรยุทธถลันร่างขึ้น แต่ก็สะดุ้งเฮือกเมื่อมือปืนลั่นไกอย่างเยือกเย็น กระสุนทะลวงแสกหน้าใส่ร่างท่านเพียงนัดเดียว ร่างของพระโกศลวีรยุทธผงะโอนเอน ในที่สุดก็หน้าคว่ำคาโต๊ะประชุม หลวงชาญไชยนิวัติชักปืนที่เอวออกมา แต่ไม่ทันพ้นซอง ร่างของเขาก็ผงะหงายไปจมเบาะเก้าอี้ยาว

    ..................................

    “อย่าลืมว่าชื่อคุณอยู่ในบัญชีดำพวกคอมมิวนิสต์ หากคุณไม่ได้ทำงานกับผมป่านนี้คุณคงต้องอยู่ในคุกลาดยาวแล้ว ตอนนี้คุณได้แต่รอสถานการณ์ทางการเมืองให้ดีขึ้นก่อน”

    .................................

    “พรุ่งนี้ผมจะไปจากที่นี่แล้ว”

    “ฉันรู้ค่ะ”

    เขาเงียบไปนาน

    “ไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมควรอยู่ต่อที่นี่ ไม่ใช่หรือ?”

    หล่อนสั่นศีรษะแล้วเดินเข้ามาใกล้ขึ้น นัยน์ตาคู่นั้นเปียกชื้น

    หญิงสาวยกมือขึ้นแตะแก้มเขาอย่างอ่อนโยน เขาสะดุ้งเล็กน้อย สายตาทั้งสองคู่ประสานกัน เขาจับมือคู่นั้น รั้งเล็กน้อย ร่างนั้นก็เข้ามาซบอกเขา

    ริมฝีปากของเขาเคลื่อนเข้าไปหา หล่อนเผยอริมฝีปากรับอย่างเต็มใจ เขาสัมผัสความร้อนในความอ่อนโยน เขารู้สึกเต็มตื้น ใจละลาน สติคล้ายเลือนลาง ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปในทางที่ใจของเขาต้องการมาตลอด...

    ..................................

    “ผมพบผู้หญิงคนนั้นครั้งแรกที่ฮานอย และอีกครั้งที่เดียนเบียนฟู ผมไม่เคยคิดว่าจะเกิดความรู้สึกแบบนั้นได้เลย หล่อนช่วยชีวิตผม แต่นั่นไม่ใช่สาเหตุที่ผมเกิดความรู้สึกแบบนั้น ไม่ใช่การตอบแทน ไม่ใช่ความเหงา แต่...”

    “ผมเข้าใจ แล้วทำไมคุณจึงกลับมา?”

    “ผมน่าจะอยู่ที่นั่นหรือ?”

    ..................................

    “สมมุติอีกสิบปี คุณยังไม่ได้แต่งงานกับใคร และพบว่าผู้หญิงคนนี้ยังรักคุณอยู่อย่างเดิม คุณจะแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้ไหม?”

    ..................................

    นวนิยายเรื่องนี้ใช้แนวทดลอง นั่นคือแต่งในกรอบ (inset) ซึ่งถือว่าใหม่ (คิดว่างั้นนะ)
    คือมีการขยายความตัวละครบางคนโดยที่ไม่รบกวนเรื่องหลัก

    ตัวละครหลักของเรื่องนี้ รุจน์ รุจิเรข ปรากฏตัวอีกครั้งในเรื่อง 17 องศาเหนือ (ภาค 1.1 ของ ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน)

    ยังอยู่ในจักรวาลของประชาธิปไตยบนเส้นขนาน

    มีฉบับแปลภาษาอังกฤษ ชื่อ Red, Unrepented
    https://www.winbookclub.com/store/detail/149/Red,%20Unrepented 

    ฉบับภาษาไทย https://www.winbookclub.com/store/detail/114/ปีกแดง%20ฉบับปรับปรุง 

    วินทร์ เลียววาริณ
    16-6-26

    1
    • 0 แชร์
    • 3

บทความล่าสุด