-
วินทร์ เลียววาริณ0 วันที่ผ่านมา
ผมเขียนหนังสือมา 40 ปี หนังสือเล่มที่เข้าข่ายเขียนยากที่สุดมีไม่กี่เล่ม
ระดับยากพอประมาณ ได้แก่ น้ำเงินแท้ บุหงาปารี/บุหงาตานี ฆาตกรรมจักรราศี
ระดับยากโคตรๆ คือ ปีกแดง กับ สี่ภพ
ปีกแดง ใช้เวลาเขียน 6 ปี
สี่ภพ 5 ปี น้ำเงินแท้ 5 ปี
โครงการ ปีกแดง เกิดขึ้นหลังจากผมเขียน ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ลงในมติชนสุดสัปดาห์ หนังสือได้รับรางวัลหนังสือดีเด่นและรางวัลซีไรต์
ตอนนั้นไฟสร้างสรรค์กำลังคุโชนเหมือนภูเขาไฟ ผมก็ไปจับเรื่องยาก กะเขียนนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ รัก ผจญภัย เล่าการเกิดและการดับของระบอบคอมมิวนิสต์โลก โดยเน้นส่วนที่เกี่ยวกับเมืองไทย ใช้ชื่อว่า ใต้ฟ้าดาวแดง
เขียนเสร็จแล้วส่งต้นฉบับไปให้มติชนสุดสัปดาห์ ไม่ทันไรผมก็เขียนไปยกเลิก นำกลับมารื้อใหม่หมด
ผมเรียนรู้ว่า ตนเองกำลังรีบเกินไป ยังไม่พร้อมหลายจุด งานยังไม่เพอร์เฟ็กต์
ผ่านไปหกปี ก็ได้งานชิ้นใหม่ เปลี่ยนชื่อเป็น ปีกแดง
ที่ใช้ชื่อนี้เพราะสร้างสัญลักษณ์ในเรื่องเป็นนกปีกแดง
ที่เป็นสีแดง ก็น่าจะเดาออกว่าโยงกับคอมมิวนิสต์
มันเขียนยากมากจนเมื่อผมจบบทสุดท้าย ผมมีอาการปวดหัวอย่างแรง และคิดว่าจะไม่เขียนแบบนี้แล้วในชีวิต (แต่ก็ทำไม่ได้)
หลังจากเขียนเสร็จ ก็ส่งไปมติชนสุดสัปดาห์อีกรอบ ไม่นานก็ขึ้นปกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ดังในรูป
หลังจากลงเป็นตอนๆ ในมติชนสุดสัปดาห์อยู่นับปี ก็รวมเล่ม ได้รับรางวัลนวนิยายดีเด่นคณะกรรมการหนังสือแห่งชาติ ปี 2546 และเข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ปี 2546
นิตยสารผู้จัดการวิจารณ์เรื่องนี้ จำไม่ได้ว่าคือคุณชัยสิริ สมุทวณิช หรือคุณมาร์แซล มารัง บอกว่าผมเขียน ปีกแดง ดีกว่า ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน
ผลตอบรับเรื่องนี้ในเชิงคุณภาพเป็นบวกหมด แต่ผลตอบรับทางการขายคือไม่ง่าย แต่ยังโชคดีที่เมื่อ 24 ปีก่อน ผู้คนยังซื้อหนังสือ จึงได้พิมพ์ซ้ำ แต่ไม่มาก
หนังสือหนามาก ใช้ตัวหนังสือเล็กลงกว่าปกติ ช่องไฟ ระยะบรรทัดหดลง กระนั้นก็หนามาก หากใช้ตัวพิมพ์ปกติ คงหนากว่านี้อีกไม่ต่ำกว่า 100 หน้า
...................................
เรื่องย่อ
ในปี พ.ศ. 2478 สามปีหลังจากเมืองไทยเปลี่ยนแปลงการปกครอง หลวงประชารุจิเรข นายทหารไทยผู้เรียนจบจากโซเวียตรัสเซีย และเพื่อนทหารกลุ่มหนึ่งก่อการรัฐประหาร หมายเปลี่ยนสยามเป็นรัฐสังคมนิยม เมื่อแผนการกบฏล้มเหลว เขาหลบหนีไปมอสโกและเสียชีวิตในเวลาต่อมา สิบปีให้หลัง บุตรชายของเขา รุจน์ รุจิเรข ติดอยู่กลางเบอร์ลิน ท่ามกลางความชุลมุนในช่วงท้ายของสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อเยอรมนีแพ้สงคราม รุจน์ รุจิเรข พบกุญแจที่นำไปสู่การไขเบื้องหลังความตายของพ่อของเขา จากยุโรป สู่สิงคโปร์ และแผ่นดินอินโดจีน รุจน์ รุจิเรข สืบสวนหาความจริงทีละขั้น เพื่อคลี่คลายปริศนาความตายของพ่อที่เชื่อมกับความลับของชาติ ปีกแดง เล่าเรื่องราวความรักระหว่างชายหญิงของคนสองรุ่น ที่มีพื้นฐานสังคมและความเชื่อต่างกัน ความเสียสละ ความรักชาติ ความขัดแย้งทางการเมือง ในช่วงเวลาที่โลกกำลังระอุด้วยสงครามเกาหลี สงครามเดียนเบียนฟู สงครามเวียดนาม และสงครามกลางเมืองในประเทศไทย ด้วยโครงเรื่องซับซ้อน ซ่อนเงื่อน หักมุม ตื่นเต้น และเศร้าสะเทือนใจ
...................................
หนังตัวอย่าง
ทันใดคีมยักษ์ที่รัดคอก็คลายตัว ร่างศัตรูที่ทับโถมอยู่เบื้องบนล้มกลิ้งไปด้านข้าง เผยให้เห็นมีดเล่มหนึ่งปักอยู่ที่ต้นคอ เลือดสีแดงไหลปรี่ออกมา เขาเงยหน้าขึ้นก็เห็นคาร์มารอฟ ไม่ทันกะพริบตา ทหารโซเวียตสองนายกระโจนเข้าใสร่างนั้น คาร์มารอฟเบี่ยงตัวหลบ เท้าขวาสะกิดเบา ๆ ร่างปรปักษ์ก็ล้มลง มือขวาตะปบแขนอีกคน บิดกลับเสียงดังกร็อบ ไม่ทันที่เจ้านั่นส่งเสียงร้อง ลำคอก็หัก ร่างที่นอนบนพื้นอีกคนลุกขึ้นมา แต่ไม่ทันพ้นพื้นก็ถูกคาร์มารอฟดึงผมกระชากประชิด คมมีดในมือปาดคออย่างรวดเร็ว หมดจด ไม่เห็นรอยแผลนอกจากเลือดสีแดงที่ซึมออกมา ชายคนสุดท้ายในห้องชักปืนออกมา แต่หน้าอกก็เป็นเป้าของมีดเล่มนั้นก่อนทันเหนี่ยวไก
ในเวลาเพียงสิบวินาที คาร์มารอฟสังหารชายสี่คน รวดเร็ว สวยงามราวเป็นศิลปะ รุจน์ตะลึงงัน ไม่เคยนึกภาพออกว่าชายรัสเซียฉายา ‘เพลย์บอย’ ที่เขารู้จักมาหลายปี จะมีฝีมือการต่อสู้สูงระดับนี้
..................................
เสียงหน้าต่างดังเอี้ยด เขาหันขวับ แลเห็นแมวดำตัวหนึ่งวิ่งผ่านไป เสียงเป็ดในเล้าร้องเบา ๆ จูบคนในรูปถ่ายนั้นอย่างทะนุถนอมและวางกลับที่เดิม ตัดสินใจไม่นอนแล้ว สายตามองฟ้าที่ยังสลัวอยู่ อีกไม่ถึงสองชั่วโมงเขาก็จะต้อนเป็ดพวกนี้ออกไปนอกรั้ว ปล่อยให้พวกมันเล่นน้ำทะเลในแอ่งท้ายบ้าน ใครจะเชื่อว่านายทหารที่มีอนาคตเช่นเขา ต้องใช้ชีวิตบั้นปลายในหมู่บ้านประมงเล็ก ๆ ห่างจากบ้านเกิดร่วมสองพันกิโลเมตร
เดินไปที่มุมห้อง ผลักประตูไม้เก่า ๆ ออก บางทีตอนนี้หากได้ชาร้อนสักถ้วยคงจะดี
พลันที่แง้มประตูออก เงาดำร่างหนึ่งก็ก้าวเข้ามาประชิด ปืนดำสนิทในมือจ่อศีรษะเขา และลั่นไกในระยะเผาขนเพียงนัดเดียว ร่างของอดีตนายทหารกบฏทรุดคว่ำลง เลือดแดงสดไหลออกมา มือปืนเดินเข้าไปชิดร่างนั้น จ่อยิงที่ต้นคออีกนัดเสียงของปืนเก็บเสียงไม่ดังไปกว่าเสียงเปิดจุกขวดแชมเปญ
ร่างชุดดำหยิบเอกสารบนโต๊ะขึ้นมาดูทีละฉบับอย่างใจเย็น เดินไปสำรวจชั้นหนังสือและชั้นเก็บของอย่างไม่รีบร้อน ในที่สุดก็หยิบปี๊บใส่น้ำมันก๊าดสำหรับตะเกียงออกมา ราดน้ำมันที่ฐานชั้นหนังสือเรื่อยไปรอบห้อง หยิบไม้ขีดไฟออกมา จุดไฟ และหายจากสถานที่นั้นไปในความสลัวของย่ำรุ่ง
..................................
ทันใดประตูห้องประชุมถูกผลักออกเบา ๆ ทั้งหมดหันไปดู เป็นหญิงรับใช้ถือถาดกาแฟ พระพิจารณ์บริบาลหน้าบึ้งเอ่ยเสียงแข็ง “ใครบอกให้เสิร์ฟกาแฟ?”
“อิฉันไม่...”
หญิงรับใช้พูดได้แค่นั้นก็ตาเหลือก พลันร่างของหล่อนก็ล้มลง เลือดไหลออกมาจากหน้าอก ถาดกาแฟกระทบพื้นดังกังวาน เผยให้เห็นด้านหลังเป็นชายคนหนึ่งสวมผ้าคลุมหน้าใช้หล่อนเป็นที่กำบัง ปืนพกสีดำในมือนั้น
พระโกศลวีรยุทธกับพระพิจารณ์บริบาลลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันทีที่รู้สึกผิดสังเกต ในเสี้ยววินาทีนั้น นิ้วมือภายใต้ถุงมือรัดกุมก็กระดิกยิงอย่างประณีต เสียงของมันแผ่วเบาเพราะติดเครื่องเก็บเสียง
ร่างพระพิจารณ์บริบาลกระเด็นหงายออกไปก่อน เลือดซึมไหลออกจากหน้าผาก ล้มโดยไม่ร้องสักคำ นายทหารร่างใหญ่สิ้นใจก่อนที่ร่างจะตกถึงพื้น พระโกศลวีรยุทธถลันร่างขึ้น แต่ก็สะดุ้งเฮือกเมื่อมือปืนลั่นไกอย่างเยือกเย็น กระสุนทะลวงแสกหน้าใส่ร่างท่านเพียงนัดเดียว ร่างของพระโกศลวีรยุทธผงะโอนเอน ในที่สุดก็หน้าคว่ำคาโต๊ะประชุม หลวงชาญไชยนิวัติชักปืนที่เอวออกมา แต่ไม่ทันพ้นซอง ร่างของเขาก็ผงะหงายไปจมเบาะเก้าอี้ยาว
..................................
“อย่าลืมว่าชื่อคุณอยู่ในบัญชีดำพวกคอมมิวนิสต์ หากคุณไม่ได้ทำงานกับผมป่านนี้คุณคงต้องอยู่ในคุกลาดยาวแล้ว ตอนนี้คุณได้แต่รอสถานการณ์ทางการเมืองให้ดีขึ้นก่อน”
.................................
“พรุ่งนี้ผมจะไปจากที่นี่แล้ว”
“ฉันรู้ค่ะ”
เขาเงียบไปนาน
“ไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมควรอยู่ต่อที่นี่ ไม่ใช่หรือ?”
หล่อนสั่นศีรษะแล้วเดินเข้ามาใกล้ขึ้น นัยน์ตาคู่นั้นเปียกชื้น
หญิงสาวยกมือขึ้นแตะแก้มเขาอย่างอ่อนโยน เขาสะดุ้งเล็กน้อย สายตาทั้งสองคู่ประสานกัน เขาจับมือคู่นั้น รั้งเล็กน้อย ร่างนั้นก็เข้ามาซบอกเขา
ริมฝีปากของเขาเคลื่อนเข้าไปหา หล่อนเผยอริมฝีปากรับอย่างเต็มใจ เขาสัมผัสความร้อนในความอ่อนโยน เขารู้สึกเต็มตื้น ใจละลาน สติคล้ายเลือนลาง ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปในทางที่ใจของเขาต้องการมาตลอด...
..................................
“ผมพบผู้หญิงคนนั้นครั้งแรกที่ฮานอย และอีกครั้งที่เดียนเบียนฟู ผมไม่เคยคิดว่าจะเกิดความรู้สึกแบบนั้นได้เลย หล่อนช่วยชีวิตผม แต่นั่นไม่ใช่สาเหตุที่ผมเกิดความรู้สึกแบบนั้น ไม่ใช่การตอบแทน ไม่ใช่ความเหงา แต่...”
“ผมเข้าใจ แล้วทำไมคุณจึงกลับมา?”
“ผมน่าจะอยู่ที่นั่นหรือ?”
..................................
“สมมุติอีกสิบปี คุณยังไม่ได้แต่งงานกับใคร และพบว่าผู้หญิงคนนี้ยังรักคุณอยู่อย่างเดิม คุณจะแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้ไหม?”
..................................
นวนิยายเรื่องนี้ใช้แนวทดลอง นั่นคือแต่งในกรอบ (inset) ซึ่งถือว่าใหม่ (คิดว่างั้นนะ)
คือมีการขยายความตัวละครบางคนโดยที่ไม่รบกวนเรื่องหลักตัวละครหลักของเรื่องนี้ รุจน์ รุจิเรข ปรากฏตัวอีกครั้งในเรื่อง 17 องศาเหนือ (ภาค 1.1 ของ ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน)
ยังอยู่ในจักรวาลของประชาธิปไตยบนเส้นขนาน
มีฉบับแปลภาษาอังกฤษ ชื่อ Red, Unrepented
https://www.winbookclub.com/store/detail/149/Red,%20Unrepentedฉบับภาษาไทย https://www.winbookclub.com/store/detail/114/ปีกแดง%20ฉบับปรับปรุง
วินทร์ เลียววาริณ
16-6-261- แชร์
- 3
-

ผู้หญิงคนนี้ทำได้หลายอย่าง เป็นนักดำน้ำ ขี่จักรยานได้ ขับรถได้ ขับเครื่องบินได้ และยังเป็นนักเทควันโดสายดำ
ไม่น่าแปลกหากเธอมีอวัยวะครบสามสิบสอง
เจสซิกา ค็อกซ์ (Jessica Cox) เกิดมาไร้แขนทั้งสอง เป็นผลมาจากโรคหายาก หมอบอกว่าเธอจะช่วยเหลือตนเองไม่ได้ไปตลอดชีวิต แต่เธอทำให้หมอถอนคำพูด เพราะในวัยห้าเดือน เธอลากตัวไปไหนมาไหนได้เอง และในวัยสิบแปดเดือน เธอก็เดิน
ในวัยสามขวบ เธอสามารถใช้เท้าตักอาหารใส่ปากเองได้
เธอเรียนรู้ที่จะอยู่ในโลกโดยไม่ต้องพึ่งคนอื่น ทำทุกอย่างเองด้วยเท้าเป็นหลัก ใช้ชีวิตแทบเหมือนคนปกติ
เธอขับรถ เติมน้ำมันรถเอง สวมคอนแทคเลนส์เองด้วยเท้า หวีผมเอง พูดโทรศัพท์โดยใช้เท้า ใช้นิ้วเท้าพิมพ์ดีดบนคีย์บอร์ด 25 คำต่อนาที
เธอสวมกางเกงโดยดัดแปลงตัวดูดกระจกให้เกี่ยวขอบเอวกางเกง แล้วขยับตัวสอดสองขาเข้าไปในกางเกง
นานปีหลัง เธอบอกว่าการสวมเสื้อผ้าด้วยตัวเองเป็นการบรรลุชัยชนะที่น่าเฉลิมฉลองกว่าอย่างอื่น!
ตั้งแต่อายุสิบสี่ เธอปฏิเสธแขนเทียม ฝึกใช้เท้าทำทุกอย่างแทนมือ
เธอไร้แขน แต่พลังใจเต็มร้อย
ตอนที่เธอเกิด พ่อของเธอไม่ได้เสียใจ มั่นใจว่าจะสอนลูกให้เป็นคนปกติ ครอบครัวทำให้เธอผ่านชีวิตเหมือนคนปกติ เพราะพ่อแม่สอนเธออย่างคนปกติ
ตอนเป็นเด็ก เธอเรียนเต้นรำ ในการแสดงครั้งแรก เธอขออยู่แถวหลัง แต่ครูบอกว่าไม่มีแถวหลัง หลังการแสดง เธอได้รับเสียงปรบมือ ทำให้มีกำลังใจเต้นรำต่อไป
วันหนึ่งเธอพบครูสอนเทควันโดที่โรงเรียน ครูบอกว่ากายภาพไม่ใช่อุปสรรค อุปสรรคอยู่ที่ใจเท่านั้น เธอเรียนเทกกวนโด ฝึกฝนอย่างหนักจนได้รับสายดำ เธอเป็นนักเทควันโดสายดำไร้แขนคนแรกของสมาคมเทควันโดสหรัฐฯ
แล้วไปเรียนมหาวิทยาลัย เรียนจบสายจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยอะริโซนา
..................
หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย นักบินคนหนึ่งถามเธอว่าอยากบินในเครื่องบินเล็กเครื่องยนต์เดียวไหม เธอกลัวการบินเสมอ แต่ก็คว้าโอกาสนี้ ขึ้นเครื่องบินเล็กเป็นครั้งแรก และติดใจ ตั้งใจว่าจะเป็นนักบินให้ได้
ไม่มีใครเชื่อว่าเธอจะเป็นนักบินได้ เธอติดรูปเครื่องบินลำหนึ่งที่โต๊ะทำงาน ทุกเช้ามองภาพนั้นและจินตนาการตัวเองเป็่นนักบิน
กีฬาโดยเฉพาะเทควันโดสอนให้เธอมีวินัย ตั้งเป้าหมาย ทำให้ได้ ไม่ยอมแพ้ เมื่อทำได้แล้ว ก็ทำเป้าหมายใหม่ต่อไป
เธอเรียนการบินจากผู้สอนสามคน ใช้เวลาสามปี เธอขับเครื่องบินโดยใช้เท้าทั้งสองแทนมือ เธอฝึกเรียนการบินอย่างหนักนานสามปี
เธอกลายเป็นนักบินในที่สุด
ไอดอลคนหนึ่งของเธอคือ Amelia Earhart ผู้หญิงคนแรกที่บินเดี่ยวข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก
แล้วเธอก็กลายเป็นนักบินไร้แขนคนแรกของโลกที่ได้รับใบอนุญาตบิน
เจสซิกากล่าวว่าห้วงเวลาที่รู้สึกตกต่ำทำให้รู้คุณค่าของห้วงเวลาที่ทำเรื่องสำเร็จ เธอบอกว่า อย่าปล่อยให้ความกลัวขวางทางของโอกาส
เธอกล่าวว่า “ความพิการเป็นกรอบคิด อะไรก็ตามที่ขวางทางสู่การไขว่คว้าบางสิ่ง เมื่อนั้นมันจึงเป็นความพิการ ฉันอยากมองมันว่าเป็นอุปสรรคหรือความท้าทายมากกว่า นี่คือวิธีที่ฉันเป็นมาตลอดชีวิต ฉันไม่รู้จักวิธีอื่น ฉันแค่มีชีวิตโดยใช้เท้า”
คนบางคนร่างกายครบสามสิบสอง แต่ไม่ใช้ รอแต่ความช่วยเหลือจากคนอื่น
กายสมบูรณ์ ใจพิการ
คนบางคนไร้แขน แต่มีปีก บินข้ามอุปสรรคไปสู่ความฝัน
โลกมีคนพิการทางกายภาพมากมายที่ไม่ยอมแพ้ต่อข้อจำกัดที่ธรรมชาติให้มา สู้จนถึงที่สุด
ล้มได้ แต่ไม่มีวันยอมแพ้
ล้มได้ แต่ลุกขึ้นมาใหม่
คนเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกว่ายังมีสายรุ้งที่เส้นขอบฟ้าเสมอ
.
มีคนถามเจสซิกาว่าทำไมเธอไม่ใช้แขนเทียม เธอไม่ชอบแขนเทียม บอกว่ามันหนัก ไม่สบาย “ที่สำคัญคือเมื่อใครคนหนึ่งจะกอดคุณ คุณจะขาดการสัมผัสนั้น”
เธออาจเลือกถูก เพราะไม่เพียงเธอฝึกฝนตัวเองจนคุมเท้าได้ เธอยังรับรู้สัมผัสเมื่อคนรักของเธอกอดเธอ
เจสซิกาแต่งงานในวัยยี่สิบเก้า ในงานแต่งงาน เธอป้อนเค้กให้เจ้าบ่าวด้วยเท้า! เรียกเสียงหัวเราะจากทุกคน สวมแหวนแต่งงานให้เขาด้วยนิ้วเท้า เขาสวมสร้อยข้อเท้าให้เธอ
เธอสวมชุดเจ้าสาวแบบไร้แขน แต่เดินด้วยความสุข สวยงาม
คนบางคนไร้แขน แต่มีปีก
และทำให้คนอื่นรู้สึกว่ายังมีความหวัง
วินทร์ เลียววาริณ
16-6-26(ภาพจาก flyingmag.com)
จาก มากกว่าสามสิบสอง
49 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 250 บาท = บทความละ 5.10 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้วhttps://www.winbookclub.com/store/detail/195/มากกว่าสามสิบสอง
https://s.shopee.co.th/9UlyhN6c1q
โปรโมชั่นคอมโบ https://www.winbookclub.com/store/detail/196/แพคเกจพิเศษ%203%20in%201
Shopee https://s.shopee.co.th/9UlyhN6c1q
โปรโมชั่นคอมโบ https://s.shopee.co.th/8zpi6W2V3Tทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395
1 วันที่ผ่านมา -

ผู้อ่านบางคนอาจรู้สึกรำคาญตาที่อ่านบทความจบแล้ว ต่อด้วยการขายหนังสือ
ก็ขออภัยด้วย แต่อย่าเพิ่งรำคาญเลยนะ มันมีเหตุผล
เหตุผลง่ายๆ และตรงไปตรงมาคือ ผู้เขียนไม่มีรายได้เป็นกอบเป็นกำจากธุรกิจหนังสือ หลายปีนี้ขาดทุนตลอด การเขียนบทความลงเพจ ก็ไม่มีรายได้สักสตางค์เดียว
การแปะป้ายขายหนังสือหลังจบบทความ เป็นการต่อลมหายใจนักเขียน จ่ายค่าเช่าโกดัง ค่าเช่าโปรแกรม ค่าเช่ารูป เงินเดือนเจ้าหน้าที่ ฯลฯ
จนถึงวันหนึ่งเมื่อไม่มีคนซื้อพอจ่ายค่าต่างๆ เหล่านี้แล้ว ก็เลิกกิจการ และอาจเลิกเพจนี้ด้วย
ดูสถานการณ์แล้ว 'วันหนึ่ง' นั้นอาจไม่อยู่ไกลเท่าใดนัก
ผมบอกตรงๆ มาหลายครั้งแล้วว่า ผมทำหนังสือมาทั้งขายและแจก ไม่ได้หวังกำไรก้อนโตไปซื้อเบนท์ลีย์
ผมพิมพ์หนังสือใหม่เข้าห้องสมุดสำหรับคนที่ไม่พร้อมซื้อมา ก็ราว 60 ล้านบาทแล้ว ล่าสุดเมื่อเดือนก่อน ก็บริจาคหนังสือเข้าห้องสมุดไปอีกหลายล้านบาท
ใกล้หมดตัวแระ! (ขออนุญาตใช้ภาษาวิบัติเพื่อขับเน้นให้น่าสงสาร)
ดังนั้นใครมีปัญญาพอซื้อได้ ก็ช่วยซื้อ ถ้านักเขียนและสำนักพิมพ์อยู่ไม่ได้ มันก็จะเป็น lose-lose-lose situation นักเขียน-นักอ่าน-ห้องสมุด เสียหมด
วันนี้มาคิดดู คงต้องทำการกระตุ้นอีกสักเฮือก
ดังนั้นจะเริ่มคอลัมน์ 'ป้ายยา' แนะนำหนังสือทั้งหมดของผมไปทีละเล่ม จะได้รู้ที่มา บางเล่มก็มีเกร็ดแปลกๆ ซ่อนอยู่
ทั้งหมดก็ร้อยกว่าเล่ม
ก็บอกกันตรงๆ อย่างนี้ คงไม่ว่าอะไรนะ ทำเพื่อความอยู่รอดของสำนักพิมพ์ล้วนๆ
วินทร์ เลียววาริณ
15-6-26..............................................
รายชื่อหนังสือทั้งหมดของ วินทร์ เลียววาริณ
สั่งซื้อได้ที่เว็บ https://www.winbookclub.com/store และ Shopee[รวมเรื่องสั้น] 14
สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง
ร้อยคม
แมงโกง
อาเพศกำสรวล
สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน
หนึ่งวันเดียวกัน
หลังอานบุรี
วันแรกของวันที่เหลือ
โลกด้านที่หันหลังให้ดวงอาทิตย์
เส้นรอบวงของหนึ่งวัน
เส้นสมมุติ
ประเทศผีสิง
อุโมงค์
ฮานอย ฮิลตัน..............................................
[นวนิยาย] 14
ผู้ชายคนที่ตามรักเธอทุกชาติ พิมพ์ครั้งที่ 85
ฝนตกขึ้นฟ้า
เรื่องรักของคุณบริสุทธิ์กับนางสาวภุมรี ศจีรมย์ สมถวิล จินตหรา พารัก ปักเสน่ห์ เรวดี ศรีสกาว
ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน
17 องศาเหนือ (ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ภาค 1.1)
16 องศาเหนือ (ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ภาค 1.2)
ปีกแดง
บุหงาปารี / บุหงาตานี
น้ำเงินแท้
สามก๊ก ฉบับ วินทร์ เลียววาริณ
สามก๊กบนเส้นขนาน
โลกใบที่สองของโม
สี่ภพ..............................................
[เสริมกำลังใจ] 20
รอยเท้าเล็กๆ ของเราเอง
ความฝันโง่ ๆ
เบื้องบนยังมีแสงดาว
อาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก
สองแขนที่กอดโลก
ชีวิตออกแบบเอง
สองปีกของความฝัน
คำที่แปลว่ารัก
ชีวิตคือปาฏิหาริย์
ท้องฟ้าไม่ปิดทุกวัน
ยาเม็ดสีแดง
ชีวิตเป็นเรื่องชั่วคราว
รอยยิ้มใต้สายฝน
บางครั้งเราก็ลืมรักตัวเอง
1 เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้
จุดเทียนทั้งสองปลาย
ความสุขเล็กๆ ก็คือความสุข
เหตุผลที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า
มากกว่าสามสิบสอง
ตัวสุขอยู่ในหัวใจ
กอดหนาม..............................................
[คู่มือนักเขียน] 4
ปั้นน้ำเป็นตัว หรือ น้ำแข็งยูนิต ตราควายบิน
ยาแก้สมองผูก ตราควายบิน
เขียนไปให้สุดฝัน
เศษกระดาษ..............................................
[นิยายนักสืบ] 10
ฆาตกรรมกลางทะเล
คดีผีนางตะเคียน
ฆาตกรรมจักรราศี
คดีเจ็ดแพะ
คดีล่าคนเจ้าชู้
คดีศพล่องหน
คดีหนอนนิยาย
คดีสามเงา
ฆาตกรรมกุหลาบดำ
คดีเปลนม..............................................
[สารคดี] 23
ำ
นิยายข้างจอ
เดินไปให้สุดฝัน
วินทร์ เลียววาริณ คุยกับหนอน
วินทร์ เลียววาริณ คุยกับหนอน 2
หัวกลวงในหลุมดำ
ในหลุมรัก
#ปล่อยให้ความเปลี่ยนแปลงพาไป
ท่ามกลางประชาชน : เรื่องเล็ก ๆ ในรัชสมัยอันยิ่งใหญ่
หลับถึงชาติหน้า
ยุทธจักรวาลกิมย้ง
หิน 15 ก้อนของ สตีฟ จ๊อบส์
ปฏิบัติการผ่าสมองไอน์สไตน์
สร้างชาติจากศูนย์ (ประวัติลีกวนยู)
ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล
ปลาที่ว่ายนอกสนามฟุตบอล
ประวัติศาสตร์ที่เราลืม เล่ม 1-5
วีรบุรุษที่เราลืม
ชีวิตที่ดี..............................................
[นิยายวิทยาศาสตร์] 7
เดือนช่วงดวงเด่นฟ้า ดาดาว
จรูญจรัสรัศมีพราว พร่างพร้อย
ยามดึกนึกหนาวหนาว เขนยแนบ แอบเอย
เย็นฉ่ำน้ำค้างย้อย เยือกฟ้าพาหนาว
บางกะโพ้ง
อัฏฐสุตรา
กาลีสุตรา..............................................
[ศาสนา ปรัชญา] 7
มังกรเซน
สี่ฤดู, ทั้งชีวิต
วินทร์-วินทร์ Situation
Mini Zen
Mini Tao
Mini Stoic
Mini Wabi-sabiสามารถซื้อได้ที่เว็บไซต์ผม https://www.winbookclub.com/store หรือ Shopee (ไม่ครบเล่ม)
..............................................
[ฉบับแปล]
มีจำหน่ายที่ร้านคิโนะคุนิยะ สาขาสยามพารากอน และเว็บไซต์Democracy, Shaken & Stirred (ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ภาษาอังกฤษ)
A Day in a Life (หนึ่งวันเดียวกัน ภาษาอังกฤษ)
Man Alive (อาเพศกำสรวล/ สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน ภาษาอังกฤษ)
Man Doomed (อาเพศกำสรวล/ สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน/ปั้นน้ำเป็นตัว ภาษาอังกฤษ)
Red, Unrepented (ปีกแดง ภาษาอังกฤษ)
True Blue (น้ำเงินแท้ ภาษาอังกฤษ)
16th Parallel North (16 องศาเหนือ ภาษาอังกฤษ)
17th Parallel North (17 องศาเหนือ ภาษาอังกฤษ)
The Ray Rider (บุหงาปารี-บุหงาตานี ภาษาอังกฤษ)
The Rising Rain (ฝนตกขึ้นฟ้า ภาษาอังกฤษ)..............................................
[เฉพาะอีบุ๊ค] 12
ซื้อได้ที่ The Mebผมก็เป็นนักเขียนการ์ตูนเล่มละบาท
พับผ่า! บาร์เทนเดอร์
บ้าหนัง 1-4
ฆรีเอติวิถี
#ปล่อยให้ความเปลี่ยนแปลงพาไป
#ปล่อยให้ความขำพาไป
#ปล่อยให้เสียงในหัวพาไป
#ปล่อยให้ตัวเลขอายุพาไป
#ปล่อยให้สองเท้าพาไป
#ปล่อยให้ความเหงาพาไป1 วันที่ผ่านมา -

ธรรมชาติทุกวันไม่เคยเหมือนกัน
บางวันฝนโปรยพรำ บางวันแดดอ่อนละมุน ลูบไล้เราเหมือนมือของคนรัก บางวันแดดจ้าเหมือนคนรักหงุดหงิด
แต่นี่ทำให้แต่ละวันมีสีสัน
ผมชอบเดินในสวน สัมผัสความแตกต่างแม้เพียงเล็กน้อยในแต่ละวัน บางวันอากาศชื้นกว่านิดหน่อย บางวันดอกไม้บางดอกชูช่อทักทายเรา บางวันบางต้นผลิกลีบเผยอรอยยิ้มต้อนรับเรา บางวันเสียงนกร้องทัก บางวันมันมาเกาะใกล้ ๆ เอ่ยสวัสดีแก่เรา
ในวันที่อากาศอ้าวแล้วฝนโปรย ยามเช้าต้นแก้วชูช่อขาวสด โอบกอดเราด้วยกลิ่นจรุงใจไปทั่วสวน
หากแก้วออกดอกทุกวัน หอมทุกวัน มันคงเป็นเรื่องธรรมดา และน่าเบื่อได้
สิ่งดีที่สุดมากเกินไปอาจกลายเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยดี
วันที่ไม่ค่อยดีทำให้วันที่ดีมีคุณค่าขึ้น
บางวันเราตื่นขึ้นมาสดชื่นกว่าอีกวัน บางวันเราตื่นมาระทมกว่าวันอื่น ๆ
นี่คือชีวิต แต่ละวันไม่เหมือนกัน และไม่ควรเหมือนกัน
เทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อมของมนุษย์พัฒนาขึ้นเป็นลำดับ เราสร้างเขื่อนกักน้ำ เราเปลี่ยนทะเลทรายเป็นพื้นที่เพาะปลูก เราสร้างเกาะใหม่กลางทะเล เราสามารถสร้างฝนบรรเทาความแห้งแล้งในพื้นที่ซึ่งเราต้องการ เรายังเปลี่ยนทิศทางของพายุลมฝนได้!
มันจะไปถึงจุดที่วันหนึ่งเราจะสามารถเข้าไปแทรกแซง และท้ายที่สุดควบคุมธรรมชาติ มนุษยโลกในอนาคตอาจควบคุมดินฟ้าอากาศได้ สามารถกำหนดให้ทุกวันเป็นวันดี แดดอ่อน ไม่มีหิมะ ไม่ร้อน ทุกวันสบาย
เมื่อทุกวันดีหมด วันที่ดีก็กลายเป็นวันธรรมดา และวันที่น่าเบื่อหน่าย
ตั้งแต่โลกถือกำเนิด โลกเรามีธรรมชาติ มีฤดูกาล มีความเปลี่ยนแปลง จุดเล็กจุดน้อย และนี่คือเสน่ห์ของโลก
ความแตกต่างหลากหลาย ความคาดไม่ถึงทำให้ชีวิตน่าสนใจ
ธรรมชาติสอนวิธีใช้ชีวิตแก่เราโดยยอมรับความต่างกันของแต่ละวัน
ต้นไม้เดินชีวิตไปตามฤดูกาล ฝูงปลาแหวกว่ายหากินตามความเปลี่ยนแปลงของแต่ละวัน ฝูงนกอพยพยามฤดูกาลเปลี่ยน ต้นไม้สลัดใบเมื่อโลกหนาวและผลิใบเมื่อแสงแดดอุ่นขึ้น
การใช้ชีวิตก็มี ‘ฤดูกาล’ บางช่วงแดดร้อน บางช่วงฝนตกหนัก บางช่วงมีพายุ บางช่วงก็เย็นสบาย
บางวันเราพบพานสิ่งดี บางวันเราเจอสิ่งที่ไม่ดี นี่คือชีวิต
ขอเพียงมองให้เห็นความงามของการเปลี่ยนแปลง ไม่รำคาญความไม่เหมือนกันของแต่ละวัน เราจะพบสัจธรรมของโลกและชีวิต การผูกร้อยระหว่างโลกกับชีวิต และความสัมพันธ์ของชีวิตกับชีวิต
เรื่องดีและเรื่องไม่ดีเป็นส่วนหนึ่งของแพคเกจชีวิต
วินทร์ เลียววาริณ
15-6-26จาก ชีวิตเป็นเรื่องชั่วคราว
https://www.winbookclub.com/store/detail/137/ชีวิตเป็นเรื่องชั่วคราว2 วันที่ผ่านมา -

ด้วยอานิสงส์จากหนังเรื่อง Disclosure Day ช่วงนี้มีคนคุยกันเรื่องมนุษย์ต่างดาวมาก ร้อยละ 99 เป็น speculation
speculation คือการคุยแบบคาดเดาเอาเอง ไม่มีหลักฐานประกอบ
เช่น มนุษย์ต่างดาวมาที่โลกเรายังไง ซ่อนในมิติอื่น ฯลฯ
speculation ไม่มีพิษภัยอะไรตราบที่เรารู้ว่าเรากำลังคุยเล่นโดยไม่มีหลักฐาน มันช่วยเรื่องจินตนาการ และทำให้เราคิดกว้าง หาทางเลือกใหม่ๆ
แต่หากยึดมั่น speculation เป็นของจริงเมื่อไร สมองก็ฝ่อเมื่อนั้น
ว่างๆ จะคุยเรื่องนี้ แต่วันนี้ขอเคลียร์เรื่องที่มาของจานบินตามสัญญาก่อน
ผมรู้จักจานบินมาตั้งแต่เด็ก นิตยสารสมัยนั้นลงรูปจานบินบ่อยๆ และเราก็ได้รับการปลูกฝังผ่านสื่อภาพยนตร์ว่า จานบินคือยานพาหนะของมนุษย์ต่างดาว
ตอนนั้นยังเป็นเด็ก ยังไม่รู้ว่าการเดินทางข้ามดาราจักรไปเยี่ยมโลกอื่นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก หรืออาจเป็นไปไมได้ด้วยซ้ำ เพราะขนาดของจักรวาล
ยังไม่ต้องเอ่ยถึงจานบินเรียบๆ ธรรมดา จะข้ามดาราจักรได้อย่างไร
หลายคนคงไม่รู้ว่าดาราจักรหนึ่งกว้างใหญ่ขนาดไหน และมีกี่ดาราจักรในจักรวาล (จุดนี้ค่อยว่ากันวันหลัง ติดไว้ก่อน)
แต่ทำไมทุกสื่อในโลกจึงเชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวโดยสารจานบิน ทรงกลมๆ แบนๆ
คำตอบคือทุกคนถูกสื่ออเมริกาสะกดจิตมาตั้งแต่ปี 1947
เกิดอะไรขึ้นในปีนั้น?
คาร์ล เซเกน อธิบายในหนังสือ The Demon-Haunted World ว่าคำว่า ในวันที่ 24 มิถุนายน 1947 นักบินพลเรือน เคนเนธ อาร์โนลด์ บินผ่านภูเขาเรนเนียร์ รัฐวอชิงตัน เขาเห็นบางสิ่งที่ไม่ชอบมาพากล จึงรายงานการพบวัตถุประหลาดเก้าชิ้นซึ่งมีวิถีบินที่ประหลาดมาก
หนังสือพิมพ์รายงานข่าวนี้ทันทีว่ามีการพบจานบินจากต่างดาวเป็นครั้งแรก
สามปีต่อมา ในวันที่ 7 เมษายน 1950 นักข่าวซีบีเอสชื่อ เอ็ดเวิร์ด เมอร์โรว์ สัมภาษณ์นักบิน เคนเนธ อาร์โนลด์ คนนี้
เคนเนธ อาร์โนลด์ อธิบายว่า เรื่องทั้งหมดเป็นความเข้าใจผิดกันอย่างมโหฬาร เขาบอกว่า ในวันนั้นเขาแจ้งทางหนังสือพิมพ์ว่า วัตถุประหลาดเก้าชิ้นที่เขาพบในวันนั้นดูเหมือน "เรือที่แล่นบนน้ำอย่างรุนแรงมาก"
เขาเปรียบเทียบว่า "พวกมันบินเหมือนเราขว้างจานร่อน (saucer) ข้ามน้ำ"
หนังสือพิมพ์ก็ลงข่าวว่า "ยานจากต่างดาวนั้นมีรูปทรงเหมือนจานบิน (flying saucer)"
สรุปเสร็จสรรพว่าเป็นยานต่างดาว และมีรูปทรงเหมือนจานร่อน
นี่เป็นการอ้างคำพูดที่ผิดครั้งมโหฬารที่สุดในโลก ที่น่าตลกคือไม่มีใครสนใจในการแก้ข่าว หรือเจตนาไม่แก้ข่าว ราวกับว่าไม่มีใครอยากรู้ความจริง
ยานอวกาศจากต่างดาวที่พบกันตั้งแต่นั้นก็มีรูปร่างเป็นจานบินไปดังฉะนี้
สรุปก็คือจานบินเป็นอุปมา แต่ชาวโลกเชื่อว่าเป็นความจริง ดังนั้นมันจึงกลายเป็น 'ความจริง'
นี่คือเหตุผลที่บอกว่า ทำไมอ่านแต่ speculation ไม่สนใจหาหลักฐาน สมองจึงฝ่อ
วินทร์ เลียววาริณ
14-6-262 วันที่ผ่านมา -

อาจารย์โฮชินอาศัยในเมืองจีนหลายปี แล้วจึงกลับไปญี่ปุ่นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีลูกศิษย์มากมาย ในบั้นปลายชีวิต ท่านเล่าเรื่องหนึ่งให้ศิษย์ฟัง เป็นเรื่องที่ท่านได้ยินมาจากเมืองจีน เรื่องมีอยู่ว่า
"มีอยู่ปีหนึ่ง ในวันที่ 25 ธันวาคม อาจารย์โทคุฟุอายุมากแล้ว บอกศิษย์ว่า "อาตมาจะไม่มีชีวิตอยู่อีกในปีหน้า" เย้าว่า "ดังนั้นพวกเจ้าควรดูแลอาตมาให้ดีในไม่กี่วันที่เหลืออยู่ในปีนี้"
ศิษย์คิดว่าอาจารย์ล้อเล่น แต่เนื่องจากท่านเป็นอาจารย์ที่ดีมาก และมีเมตตาสูง ศิษย์ก็ดูแลท่านอย่างดี
คืนสุดท้ายของปีนั้น โทคุฟุบอกศิษย์ว่า "พวกเจ้าดูแลอาตมาอย่างดี อาตมาจะจากพวกเจ้าไปตอนบ่ายของวันพรุ่งนี้ เมื่อหิมะหยุดตก"
ศิษย์พากันหัวเราะ คิดว่าท่านชรามากแล้ว และพูดจาเลอะเลือน อีกประการคืนนั้นฟ้าใสไร้วี่แววของหิมะ
เที่ยงคืนนั้น หิมะเริ่มโปรยลงมา บ่ายวันรุ่งขึ้น พวกเขาพบว่าอาจารย์ชราจากโลกไปแล้ว"
.......................
อาจารย์โฮชินเล่าจบแล้วก็บอกศิษย์ของตนว่า "ไม่จำเป็นที่อาจารย์เซนจะทำนายวันตายของตัวเอง แต่หากอยากจะทำ ย่อมทำได้"
ศิษย์คนหนึ่งถาม "แล้วอาจารย์ทำได้หรือไม่?"
"ได้..." อาจารย์โฮชินตอบ "...อาตมาจะแสดงให้พวกเจ้าเห็นอีกเจ็ดวันข้างหน้า"
ศิษย์พากันหัวเราะ และไม่เชื่อ ไม่กี่วันก็ลืมเรื่องนี้สนิท
ครั้นผ่านไปเจ็ดวัน อาจารย์โฮชินก็ชุมนุมศิษย์อีกครั้ง
"เจ็ดวันก่อน อาตมาบอกว่าจะจากพวกเจ้าไป เป็นธรรมเนียมที่จะเขียนบทกวีอำลา แต่อาตมาไม่ใช่ทั้งกวีและจิตรกรคัดลายมือ ใครสักคนช่วยเขียนคำพูดสุดท้ายของอาตมาเถิด"
ท่านมองศิษย์ทั้งหลายอย่างเปี่ยมเมตตา "พร้อมแล้วหรือไม่?"
"พร้อมแล้ว" ศิษย์ตอบ
ดังนั้นอาจารย์จึงกล่าวขึ้น
"อาตมามาจากความสุกใส
และกลับคืนสู่ความสุกใส
นี่คืออะไร"ศิษย์คนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า "อาจารย์... กวีบทนี้ขาดไปหนึ่งบาท"
อาจารย์โฮชินตะโกนด้วยเสียงดังดั่งราชสีห์ "ก้า!" แล้วจากโลกไป
ขยายความ : ในบทกวีห้าระดับ (Verses of the Five Ranks) ของต้งซานเหลียงเจี้ย การเปล่งเสียง "ก้า!" เป็นระดับที่หนึ่งในห้าระดับของการบรรลุธรรม เป็นประสบการณ์ของการพบความตายที่ยิ่งใหญ่ พบว่าสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายเป็นเพียงมายา การรู้แจ้งนั้นไร้ตัวตน วัฏสงสารนั้นไร้ต้วตน นิพพานนั้นไม่มีตัวตน เฉกเช่นท้องฟ้าที่ก้อนเมฆทั้งหลายถูกกวาดทิ้งไปสิ้น
............................
วินทร์ เลียววาริณ
14-6-26จาก มังกรเซน และ Mini Zen (เซนฉบับการ์ตูน)
มังกรเซน Shopee คลิก https://shope.ee/2VUCymbmSh?share_channel_code=6Mini Zen Shopee https://shopee.co.th/วินทร์-เลียววาริณ-ชุ
3 วันที่ผ่านมา
