• วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    (มีสปอยเลอร์ ขอแนะนำท่านที่คิดจะดูหนังเรื่องนี้ ดูหนังก่อนอ่านรีวิว แต่ควรอ่านเรื่องย่อของหนังสือ Odyssey ก่อนในโพสต์ก่อน)

    คริสโตเฟอร์ โนแลน สร้างชื่อจากเรื่อง Memento เมื่อ 26 ปีมาแล้ว (ได้คะแนน 10/10 จากผม) เป็นหนังทุนต่ำที่ทำออกมาดีเยี่ยม

    ครั้งแรกที่ผมดูเรื่องนี้ ผมบอกตัวเองว่า ผู้กำกับคนนี้ต้องไปไกลสัก 100 ปีแสงแน่

    ปรากฏว่าเขาไปไกลถึง 500 ปีแสง

    หลังจากนั้นโนแลนก็จับงานใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทุนสูงขึ้นๆ งานของเขาแทบทั้งหมดเป็น original idea ที่ปกติฮอลลีวูดไม่ชอบเสี่ยง โชคดีที่หนังขายได้ โนแลนก็ได้ทำหนังที่ได้ทั้งเงินและกล่อง

    จนเมื่อหนังเรื่องก่อนของเขา Oppenheimer โนแลนเริ่มทำหนังที่ลดความหวือหวาพิสดารลง เน้นสาระความคิดที่ลุ่มลึกขึ้น Oppenheimer เป็นหนังประวัติชีวิตคน แต่มีฉากเหนือจริงหลายฉากซึ่งมักใช้ในงานวรรณกรรมจริงจัง  ในความเห็นของผม นี่ก็คือการลอกคราบของเขา ผลก็คือรางวัลออสการ์ภาพยนตร์ยอดยี่ยม บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และกำกับการแสดงยอดเยี่ยม

    ความสำเร็จของ Oppenheimer ทำให้เขาน่าจะเป็นผู้กำกับหนึ่งในไม่กี่คนในโลกที่สามารถกำหนดเรื่องที่อยากทำได้ ต่อให้อยากทำเรื่องนางนากพระโขนง กระสือสาว บ้านผีปอบ หรือกุมารทอง ก็เชื่อว่าฮอลลีวูดยินดีควักเงินให้เขาสัก 200-300 ล้านเหรียญ ไปทำกระสือแบบ practical effect ให้สบายใจ

    ..............................

    The Odyssey เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เขาหันมาทำหนังที่ต้องใช้สมองมากขึ้น (คนละแบบกับที่คนดูใช้สมองดูเรื่อง Tenet หนังที่เปลืองนิวรอนมากที่สุดในโลก) เข้าหาตัวตนภายในมากขึ้น

    แม้เค้าโครงเรื่องของ The Odyssey จะเป็นการนำเรื่อง Odyssey ของโฮเมอร์มาทำ แต่นี่เป็นการตีความเล่าใหม่ สะท้อนสังคมร่วมสมัยที่มนุษย์บางกลุ่มชอบทำสงครามรายวัน

    ตัวละครเอกคือ โอดิสซูส หรือยูลิสซิส กษัตริย์แห่งอิธากา เขาถูกพันธมิตรขอให้ไปร่วมรบที่สงครามแห่งทรอย (Trojan War) นานสิบปี ผลของสงครามครั้งนั้นเปลี่ยนมุมมองชีวิตและโลกทัศน์ของเขา

    หลังจากสงครามโทรจันยุติ โอดิสซูสเดินทางกลับบ้านที่อิธากา แต่การเดินทางของเขาผจญอุปสรรคต่างๆ มากมาย เจอสัตว์ประหลาด ยักษ์ เทพธิดา แม่มด พายุ สะดือทะเล ฯลฯ

    นี่ดูเผินๆ เป็นหนังผจญภัยแนวซินแบด หรือ อภินิหารขนแกะทองคำ (Jason and the Argonauts) หนังยุคเก่าที่ยังใช้เทคนิค stop-motion ของ Ray Harryhausen แต่ The Odyssey ฉบับ คริสโตเฟอร์ โนแลน ไม่ใช่หนังผจญภัยแบบนั้น โนแลนไม่ได้สร้างงานบันเทิง แบบ Gladiator หรือ 300 หรือ Spartacus ฉบับทีวี แต่สร้างงานที่ซ่อนความหมายของชีวิต ผ่านตำนานโบราณ

    หนังเรื่องนี้ดูยาก แต่ลุ่มลึกกว่า

    แทบทุกองค์ประกอบของการผจญภัยเป็นสัญลักษณ์ที่ตีความเป็นหนังปรัชญา ยกตัวอย่าง เช่น ฉากแม่มดเซอร์ซีที่เปลี่ยนคนเป็นสุกร ก็สะท้อนว่า ‘สุกร’ คือตัวตนที่แท้จริงของคนเหล่านั้น  ในฉากนี้ ทหารในมุมมองของชาวบ้านก็คือพวกที่ปล้น ฆ่า ข่มขืน

    องค์ประกอบดอกบัวที่กินแล้วลืมทุกอย่าง ก็เป็นสัญลักษณ์ของความปรารถนาภายในของเราที่ไม่มีความสุขในโลกที่เราอยู่ เป็นต้น

    หากเราดูหนังเรื่องนี้เชิงสัญลักษณ์ จะพบว่าหนังสะท้อนสังคมร่วมสมัยอย่างพอดิบพอดี

    ยกตัวอย่าง เช่น กรุงทรอยเป็นสัญลักษณ์ของเมืองอย่างกาซาหรืออิหร่าน การระดมพลไปรบกับทรอยโดยอาณาจักรต่างๆ ก็เสมือนการระดมกำลังโดยสหรัฐฯและพวกพ้องในยุโรปไปบุกอิหร่าน ไม่ว่าคนสร้างหนังตั้งใจหรือไม่ มันเสียบกันได้พอดี

    มองอย่างนี้ แม่มดทั้งหลายที่มีอำนาจเหนือมนุษย์ ก็เช่นมหาอำนาจที่กดขี่ชาติอื่นๆ ไม่ว่าจะด้วยอาวุธหรือภาษี

    อีกตัวอย่างหนึ่งคือม้าไม้ (ในหนังเป็นม้าเหล็ก) ที่ผู้บุกรุกมอบให้เป็น ‘ของขวัญ’ แก่ชาวเมืองทรอย เป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพหรือการเจรจาทางการทูต ม้ากลนี้ก็ซ่อนอาวุธอยู่ภายใน พร้อมที่จะสังหารอีกฝ่าย (อดนึกถึงตอนสหรัฐฯเจรจาสันติภาพกับอิหร่านและทิ้งระเบิดไปพร้อมกันไม่ได้!)

    หนังยังแสดงฉากอาคารบ้านเรือนในทรอยถล่มจากสงคราม ทำให้เราอดนึกถึงภาพตึกต่างๆ ในกาซาที่ถูกถล่มไม่ได้

    ฉากโลกของคนตายที่เต็มไปด้วยทหารที่ตายในสงครามก็ทำให้เราเห็นภาพสงครามในด้านที่ไร้ลำนำแห่งคำสรรเสริญสงคราม

    ดูหนังด้วยมุมมองนี้ จะพบว่านี่เป็นหนังต่อต้านสงคราม ซ่อนในรูปตำนานโบราณ

    โอดิสซูสพบว่าสงครามโทรจันแสดงด้านที่เผยตัวตนด้านมืดของมนุษย์

    ..............................

    ก็มาถึงดรามานอกจอเรื่อง woke ของหนังเรื่องนี้ คนจำนวนมากบอกว่าการคาสต์นักแสดงผิวดำเป็นเฮเลนแห่งทรอย เป็นเรื่องที่รับไม่ได้โดยสิ้นเชิง

    คนส่วนมากเคยชินกับหนังฝรั่งที่สร้างเฮเลนแห่งทรอยเป็นสตรีผิวขาว สวยสุดในปฐพี แต่อาจไม่รู้ว่า มันไม่มีเฮเลนแห่งทรอยมาตั้งแต่แรก

    เฮเลนแห่งทรอยไม่มีในประวัติศาสตร์ แม้นักโบราณคดีคาดว่าอาจมีเมืองทรอยจริงๆ แต่นักประวัติศาสตร์ส่วนมากเห็นว่า เฮเลนแห่งทรอยเป็นจินตนาการของโฮเมอร์ล้วนๆ

    ถ้าเฮเลนแห่งทรอยเป็นจินตนาการ ทำไมจึงต้องมีดรามาเรื่องสีผิว?

    อีกประการ หนังไม่ได้ชี้ว่าสงครามเมืองทรอยเป็นศึกชิงนางเพื่อกู้ศักดิ์ศรี มันเป็นข้ออ้างในการทำสงครามเพื่อควบคุมเศรษฐกิจและเส้นทางการค้าในทะเลอีเจียนต่างหาก ดังนั้นความสวยของเฮเลนไม่ใช่ประเด็น เป็นแค่ข้ออ้าง

    จุดน่าสนใจจุดหนึ่งที่โนแลนเติมเข้าไปในหนังคือ บาดแผลบนใบหน้าของเฮเลนแห่งทรอย สะท้อนด้านโหดร้ายของสงคราม ชี้ว่าสงครามไม่ปรานีใคร แม้แต่ราชินี แผลเป็นนี้จึงเป็นสัญลักษณ์ของความเลวร้ายของสงคราม

    หนังมีข้อด้อยกระจายไป แต่พอมองข้ามได้ เช่น บางท่อนพูดเรื่องปรัชญาชีวิตเหมือนเลกเชอร์ หรือการใช้ภาษาแบบใหม่ คำว่าฟักเฟิกลอยมา เหมือนบอกคนอ่านว่า เรากำลังทำหนังฉากปัจจุบันอยู่

    หนังความยาวเกือบสามชั่วโมงนี้มีลายเซ็นของโนแลนอย่างเหนียวแน่น การตัดต่อ การสลับภาพ หลายฉากคล้าย The Dark Knight Rises หรือ Inception

    แต่อย่าคาดหวังความสนุกจากการรบแบบ Gladiator หรือ Kingdom of Heaven เป็นหนังคนละม้วนกัน

    ผู้กำกับหลายคนเดินซ้ำรอยความสำเร็จของตน ดูเหมือนโนแลนจะไม่อยู่ในกลุ่มนั้น

    9.5/10
    (ฉายทางโรงภาพยนตร์)

    วินทร์ เลียววาริณ 
    17-7-26

    วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่ The MEB

    (มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)

    1
    • 3 แชร์
    • 68

บทความล่าสุด