-
วินทร์ เลียววาริณ3 ปีที่ผ่านมา
ชาวโลกส่วนใหญ่ยอมรับว่าไอน์สไตน์เป็นคนฉลาดระดับสุดยอดในปฐพี
และอาจสงสัยว่าสมองของเขาแตกต่างจากสมองของเราๆ ท่านๆ หรือเปล่า
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ถึงแก่กรรมเวลาตีหนึ่ง 15 นาที วันที่ 18 เมษายน 1955 ที่โรงพยาบาลพรินซตัน นิวเจอร์ซีย์ เจ็ดชั่วโมงครึ่งหลังตาย ดร. ธอมัส ฮาร์วีย์ นักพยาธิวิทยา ฉีดฟอร์มาลีน 50 เปอร์เซ็นต์เข้าไปในเส้นเลือดที่เข้าไปสู่สมอง แล้วผ่าสมองของนักฟิสิกส์เรืองนามออกมา แช่สมองในน้ำยาฟอร์มาลีน 10 เปอร์เซ็นต์ ถ่ายรูปขาวดำของสมองไว้ ส่วนศพถูกนำไปฌาปนกิจ
ดร. ฮาร์วีย์นำสมองไอน์สไตน์ไปที่ห้องแล็บมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย เฉือนสมองออกเป็นสไลด์ 240 ชิ้น หลังจากนั้นชิ้นส่วนสมองของนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยกย่องว่าฉลาดที่สุดคนหนึ่งของโลก ก็ถูกส่งไปถึงมือนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยชั้นนำในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ทั้งในสหรัฐฯและประเทศอื่น หวังว่าจะช่วยกันค้นหาความลับของสมองไอน์สไตน์
และตลอดหลายสิบปีหลังจากนั้น พวกเขาก็ค้นหา
พวกเขาพบอะไร?
คลิกอ่านเลย https://www.blockdit.com/posts/62ebb4f2b82f8103c5928083
3- แชร์
- 146
ดูความเห็น 2 รายการ ...Tiggerศัพท์วิชาการเยอะอ่านไม่ค่อยรู้เรื่องครับ จำได้ลางๆ คือไอสไตน์เบากว่าคนทั่วไป? และช่วงสุดท้ายของชีวิตไอสไตน์หมกหมุ่นอยู่กับทฤษฎี วิชาการมากไป จนไม่สามารถคิดอะไรใหม่ไปได้ คงตรงกับประโยคที่บอกเองว่า " จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ " และใครที่ยังกล่าวหาว่าไอสไตน์เป็นผู้ร้ายเพราะคิดค้นทฤษฎีสัมพัทธภาพ นำไปสู่การสร้างระเบิดนิวเคลียร์นั้น คุณต้องหาความรู้ให้มากๆ จากคนรักไอสไตน์ เค้าเกิด 1879 ไม่ถือว่านานเลย ขอบคุณครับ
-

สงครามอิหร่านผ่านไปหนึ่งเดือน เสียเงินไปเท่าไรแล้ว?
มีการประเมินว่า สะหะรัดเสียเงินราวหนึ่งพันล้านดอลลาร์ต่อวัน เป็นค่าขีปนาวุธ ค่าใช้จ่าย ค่าดาวเทียม ค่าปฏิบัติการโดรน ค่าซ่อมส้วมตัน ฯลฯ
ยิงจรวดแต่ละลูก คนอเมริกันต้องใช้หนี้กันหัวบาน
แค่สองวันแรกของสงคราม ค่าอาวุธก็ปาเข้าไป 5 พันล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ยังมีค่าเครื่องบินที่ถูกยิงตก ค่าฐานทัพ ค่าสถานีเรดาร์สะหะรัดที่ถูกถล่มพินาศ ฯลฯ เงินทั้งนั้น
หากยืดเยื้อไปอีกสองเดือน ก็คงยากจนลงไปเยอะ
สำหรับประเทศในกลุ่ม GCC หนึ่งเดือนนี้หมดไปแล้ว 194 พันล้าน (ขออภัยใช้หน่วย billion เพราะคำนวณไม่ถูก)
ค่าเสียหายของอิษราเอลก็มหาศาล แต่คนจ่ายเงินก็คืออเมริกันชนอีกนั่นแหละ
เป็นเจ้าของสะหะรัดก็ดีอย่างนี้นี่เอง
ส่วนค่าใช้จ่ายของอิหร่าน เมืองพังไปทั้งประเทศ ถ้าจะสร้างใหม่ ก็มหาศาลบานเบอะ ตรงนี้ต้องหามาเอง สะหะรัดไม่จ่ายแน่นอน
ยังไม่รวมเศรษฐกิจที่ย่อยยับไปทั่วโลก และชีวิตคนที่ตายเปล่า
ทั้งหมดนี้เพื่อสนองตัณหาของท่านเนทันและ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ของชาว J ที่เห็นด้วยกับการก่อสงคราม
คนในรุ่น 50 ปีข้างหน้าคงอ่านประวัติศาสตร์โลกตอนนี้ด้วยความมึนงง "คนรุ่นนี้ทำอะไรของมันเนี่ย"
..........................
ถ้าไม่เกิดสงครามอิหร่าน และแต่ละชาติใช้เงินเหล่านี้ เราจะทำอะไรได้บ้าง?
ลองเทียบกับสงครามเย็นดู
คาร์ล เซเกน และ แอนน์ ดรูแยน ประเมินราคาของสงครามเย็นในหนังสือ Billions and Billions (1997) ว่า
สงครามเย็นเริ่มในปี 1946 ยุติเมื่อ 1989 สหรัฐอเมริกาได้จ่ายเงิน (เทียบค่าเงินปี 1989) มากกว่าสิบล้านล้านดอลลาร์ ในการต่อสู้กับสหภาพโซเวียต ในจำนวนนี้มากกว่าหนึ่งในสามถูกนำไปใช้ในยุคประธานาธิบดีเรแกน ซึ่งสร้างหนี้ให้กับชาติมากกว่าทุก ๆ รัฐบาลตั้งแต่สมัย จอร์จ วอชิงตัน รวมเข้าด้วยกัน
“เงินจำนวนนี้ทำอะไรได้บ้าง? (ไม่ต้องทั้งหมด เพราะงบประมาณเพื่อความมั่นคงของชาติยังเป็นสิ่งจำเป็น แต่ - เอาแค่ครึ่งเดียวก็พอ) เงินมากกว่าห้าล้านล้านดอลลาร์เล็กน้อย ถ้าใช้ให้ดี สามารถสร้างความก้าวหน้าอย่างมากมายในการกำจัดความความหิวโหย การไร้บ้าน โรคติดต่อ การเขียนอ่านหนังสือไม่ออก ความไม่รู้ ความยากจน การทำลายสิ่งแวดล้อมไม่ใช่แค่เฉพาะในสหรัฐอเมริกา หากแต่ทั่วทั้งโลก เราสามารถที่จะช่วยทำให้ดาวเคราะห์ดวงนี้มีความเพียงพอด้านการเกษตร และกำจัดสาเหตุมากมายของความรุนแรงและสงคราม จะสร้างประโยชน์มหาศาลต่อเศรษฐกิจอเมริกัน แก้ปัญหาหนี้ของชาติ เพียงเสี้ยวเดียวของเงินจำนวนนี้ เราสามารถรวมคนเพื่อโครงการนานาชาติระยะยาวในการส่งคนไปสำรวจดาวอังคาร สามารถช่วยสนับสนุนคนเก่งในด้านประดิษฐกรรมของมนุษย์ในด้านศิลปะ สถาปัตยกรรม การแพทย์ และวิทยาศาสตร์เป็นเวลาหลายสิบปี”
ใช่ เงินที่เสียไปกับสงครามอิหร่านสามารถสร้างคุณแก่โลกได้มหาศาล
แต่ซาตานสงครามไม่ใช่คนที่แยแสสิ่งดีๆ ที่จะเกิดขึ้นกับชาวโลก
มันเป็นเช่นนั้นเอง
วินทร์ เลียววาริณ
2-4-260 วันที่ผ่านมา -

ผมเริ่มต้นชีวิตสถาปนิกในต่างประเทศ ทำงานในสำนักงานสถาปนิกแห่งหนึ่ง เป็นบริษัทขนาดกลางที่มีสถาปนิกสี่คนเป็นหุ้นส่วน แต่ละคนจึงมีศักดิ์เป็นเจ้านายของผมโดยเท่าเทียมกัน
แทบทุกวันเจ้านายแต่ละคนเข้ามาดูความคืบหน้าของแบบร่างก่อนนำเสนอลูกค้า วิจารณ์งาน และขอ (ก็คือสั่ง) ให้ผมแก้ตาม 'คำแนะนำ' นั้น
หลังจากแก้งานตามคำวิจารณ์ของเจ้านายคนหนึ่งแล้ว เจ้านายอีกคนหนึ่งก็เวียนเข้ามาวิจารณ์งานในอีกแง่มุมหนึ่ง และงานก็ถูกสั่งให้แก้อีกครั้ง
สี่คน สี่ความเห็น สี่รอบที่แก้ไขงาน
ผลก็คืองานเลอะ
เจ้านายคนหนึ่งหัวเราะ บอกว่า "คุณเอาใจทุกคนไม่ได้หรอก ใช้สมองคิดเอา ตัดสินใจทำในสิ่งที่เราเห็นว่าดีที่สุด"
.............................
ผมเริ่มต้นชีวิตคนโฆษณาในประเทศ ทำงานในสำนักงานแห่งหนึ่งซึ่งเป็นบริษัทขนาดกลาง จับงานของลูกค้าขนาดเล็กเป็นส่วนใหญ่
ประสบการณ์การทำงานในวงการพาณิชยศิลป์มานานหลายปีสอนผมว่า ศิลปะมักเดินตามหลังความต้องการของลูกค้า
ทว่ามีแต่คนที่ทำงานในวงการพาณิชยศิลป์ที่เข้าใจดีว่า บ่อยครั้งคนที่เราต้องขายงานให้ผ่านไม่ใช่ลูกค้า หากคือคนในองค์กรนั่นเอง
ในเอเจนซีโฆษณาบางแห่ง ผู้มีอำนาจตัดสินให้นำงานชิ้นหนึ่ง ๆ ไปเสนอลูกค้าหรือไม่คือฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์และการตลาด ไม่ใช่ฝ่ายสร้างสรรค์
การแก้ไขงานในเงื่อนไขทางการตลาดเป็นสิ่งที่ทำความเข้าใจได้ไม่ยาก และอาจทำให้งานดีขึ้น (อย่างน้อยก็ในเชิงการตลาด) แต่ไม่เสมอไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้มีอำนาจที่ไม่มีประสบการณ์และรสนิยมสั่งการให้แก้ไข
ตัวอย่างคลาสสิกที่พบเสมอคือ การที่ลูกค้าขอให้ฝ่ายศิลป์ขยายขนาดสินค้าในโฆษณาให้ใหญ่ขึ้น ขยายคำโปรยให้ใหญ่ที่สุด เขียนสรรพคุณสินค้ามากที่สุด
รองรับด้วยเหตุผลคลาสสิก : "ก็ยังมีพื้นที่ว่างไง"
ผลลัพธ์จากการแก้งานตามคำวิจารณ์ทั้งของลูกค้า (บางครั้งรวมญาติของลูกค้า) ฝ่ายการตลาด และฝ่ายสร้างสรรค์พร้อม ๆ กัน มักออกมาคล้าย ๆ กันคือ เลอะและเละ
จุดหนึ่งที่เราอาจยอมเอาใจทุกคน ทั้งที่รู้ว่าผลลัพธ์ออกมาเลอะก็คือ วัฒนธรรมเกรงใจ
คำว่า 'เกรงใจ' เป็นดาบสองคม ทำให้สังคมอยู่อย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย แต่เมื่อใช้ในการสร้างสรรค์งาน ก็สามารถทำให้ถอยหลังลงคลองได้เช่นกัน
เมื่อดูตัวอย่างอาชีพบริการทั่วโลก ก็พบว่าไม่มีใครเลยที่ประสบความสำเร็จจากการเอาใจทุกคน
เสื้อผ้า น้ำหอม หนังสือ นิตยสาร ล้วนเข้าไปในทิศทางที่เข้าหาปัจเจกมากขึ้นในการใช้ชีวิตวันต่อวัน คุณอาจประสบหลายสถานการณ์ที่ชวนอึดอัด
ไปกินอาหารที่ตนเองไม่ชอบกับลูกค้า กินเหล้าเพื่อเข้าสังคม ไม่ใช่เพราะชอบ ฯลฯสมมุติว่าคุณไปดูหนังที่คุณไม่ชอบเลยกับคนรัก ออกจากโรงหนัง คนรักของคุณเอ่ยว่า "หนังสนุกมาก..."
หากคุณพยักหน้ารับ ก็มีโอกาสอย่างสูงที่คุณต้องไปดูหนังที่คุณไม่ชอบกับเขาหรือเธออีก
มนุษย์ในโลกนี้มีเจ็ดพันล้านคน เราไม่สามารถเอาใจคนส่วนใหญ่ได้
ทว่าการไม่พยายามเอาใจทุกคนไม่ได้หมายความให้เอาแต่ใจตนเองถ่ายเดียว
จริงใจ ยอมรับความแตกต่างของคนอื่น และหาทางอยู่กับคนอื่นอย่างกลมกลืน
วินทร์ เลียววาริณ
2-4-26จากหนังสือ ความฝันโง่ ๆ
ตอนนี้มีโปรโมชั่นชุดรวม https://www.facebook.com/photo?fbid=1539189840903035&set=a.2082697073283951 วันที่ผ่านมา -

ในพิธีเปิดงานหนังสือปีนี้ กระทรวงวัฒนธรรมประกาศรายชื่อหนังสือซึ่งยกย่องเป็น 'วรรณกรรมแห่งชาติ'
นับจากปี พ.ศ. 2528-2567 รวม 65 เรื่อง
รายการทั้งหมดตีพิมพ์เป็นเล่มชื่อ วรรณกรรมแห่งชาติ บรรณนิทัศน์
สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน อยู่ในรายชื่อนี้ด้วย
หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ในปี 2542 ได้รับรางวัลซีไรต์ในปีนั้น
ได้รับคัดเลือกเป็นหนึ่งในหนังสือดี 100 เล่มที่เด็กและเยาวชนควรอ่านจากสกว.
ได้รับคัดเลือกเป็นหนึ่งใน 101 อันดับหนังสือเล่มในดวงใจนักอ่านเเละนักเขียน สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย
ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 9 นวนิยายยอดเยี่ยม 'วรรณกรรมยอดเยี่ยม ในสมัยรัชกาลที่ 9 ตามแนวคิดศาสตร์พระราชา' โดยกระทรวงวัฒนธรรม พ.ศ. 2562
เอาละ ล่าสุดได้รับคัดเลือกเป็น 'วรรณกรรมแห่งชาติ'
เรื่องสั้นบางเรื่องได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น จีน เวียดนาม
เป็นหนึ่งในสองเล่มของผมเท่านั้นที่ขายได้เกินหนึ่งแสนเล่ม นอกนั้นหลักพันกับหลักร้อย
ใครคิดจะเก็บไว้บนชั้นหนังสือ ก็ควรทำก่อนหนังสือหมด เพราะสำนักพิมพ์ขาดเงินทุน ไม่รู้ว่าจะได้ตีพิมพ์อีกทีหรือไม่ และเมื่อไร
วินทร์ เลียววาริณ
1 เมษายน 25691 วันที่ผ่านมา -

นิพพานที่เราเรียนในชั่วโมงวิชาศีลธรรมคือการพ้นทุกข์ขั้นสูงสุด นักเรียนน้อยคนเข้าใจว่ามันหมายถึงอะไร จึงไม่แปลกที่คนส่วนมากมีภาพในใจว่านิพพานเป็นของสูงเกินเอื้อม เป็นสภาวะของนักบวชผู้ทรงธรรมและสะสมบุญบารมีมาหลายแสนชาติแล้วเท่านั้น
มองในมุมของการกำเนิดมนุษย์และวิวัฒนาการชาติพันธุ์ การสะสมบุญบารมีมาหลายแสนชาติก็คงเริ่มมาตั้งแต่มนุษย์ปัจจุบัน โฮโม ซาเปียนส์ ยังไม่ถือกำเนิด อาจเริ่มมาตั้งแต่สมัยเรายังเป็น โฮโม อิเร็กตัส เดินท่อม ๆ อยู่แถวแอฟริกาโน่น! คำว่า ‘ชาติ’ ในการตีความของท่านพุทธทาสภิกขุจึงน่าจะมีความหมายถึง ‘ขณะ’ มากกว่าภพชาติในความหมายของคนทั่วไป
ท่านพุทธทาสภิกขุชี้ว่า นิพพานไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเป็นไปไม่ได้ เพียงแค่รู้จักพอ รู้จักตัวเอง ก็สามารถเข้าสู่สภาวะของความสุขเรียบง่าย
ความสุขเรียบง่ายนี่แหละที่เข้าข่าย ‘นิพพาน’
จิตเย็นเมื่อไร ก็นิพพานเมื่อนั้น
ในทางเซน ‘นิพพาน’ ที่เรียกว่า ซาโตริ มีความนัยถึงการเข้าใจความจริงว่า สรรพสิ่งเป็นเพียงมายา
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล กล่าวว่า “ผู้ปฏิบัติที่แท้จริงนั้น ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงชาติหน้า-ชาติหลัง หรือนรก-สวรรค์อะไรก็ได้ ขอให้ตั้งใจปฏิบัติให้ตรงศีล สมาธิ ปัญญา อย่างแน่วแน่ก็พอ ถ้าสวรรค์มีจริงถึงสิบหกชั้น ตามตำรา ผู้ปฏิบัติดีแล้วก็ย่อมได้เลื่อนฐานะของตนเองตามลำดับ หรือถ้าสวรรค์-นิพพานไม่มีเลย ผู้ปฏิบัติดีในขณะนี้ย่อมไม่ไร้ประโยชน์ ย่อมอยู่เป็นสุข เป็นมนุษย์ชั้นเลิศ”
สังเกตว่าพระระดับปฏิบัติล้วนไม่พูดถึงบุญบารมีแต่ปางก่อน ไม่ชอบรอฤกษ์ยาม เน้นที่การลงมือทำเดี๋ยวนี้ เวลานี้
ทุกครั้งที่เป็นวันสำคัญทางศาสนา มักมีการรณรงค์ให้ผู้คนประพฤติธรรม ในทางหนึ่งเป็นเรื่องที่ดี อย่างน้อยที่สุดก็มีสักวันสองวันที่ผู้คนละเลิกอบายมุข (ชั่วคราว) หันมาทำดี แต่อีกทางหนึ่ง มันก็แสดงให้เห็นว่าเราเป็นคนดีแบบมีข้อแม้และต้องรอโอกาสเหมาะเสมอ เช่น เป็นคนดีในช่วงเข้าพรรษา บวชเพราะพ่อแม่ขอไว้ ทำบุญเพื่อชาติหน้า ฯลฯ
การกระทำความดีงามย่อมไม่ควรถูกกำหนดด้วยกรอบของกติกาใด ๆ ทุกชั่วขณะที่ทำดีก็คือฤกษ์ดี
การเป็นคนดีควรเป็นคนดีทั้งต่อหน้าและลับหลัง ไม่ต้องเล่นลิ้นเล่นสำนวน อย่างที่ท่านพุทธทาสภิกขุเคยเทศน์ไว้คราวหนึ่งว่า “...ประพฤติความดีทั้งทางโลกและทางธรรม ทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ จนตนติเตียนตนเองไม่ได้ ใครที่เป็นผู้รู้ แม้จะมีทิพยโสตหรือทิพยจักษุมาค้นหาความผิดเพื่อติเตียนก็ไม่ได้...”
หรือตามสำนวนจีนว่า “สามารถมองฟ้าได้เต็มตา”
มนุษย์ส่วนใหญ่มีจิตสำนึกอยากเป็นคนดี ไหน ๆ ก็คิดจะเป็นคนดี ก็ลงมือทำเสียเลย และไหน ๆ ก็จะลงมือทำดี ก็ทำโดยไม่ต้องรอเทศกาล เพราะการลดพิษทางจิตวิญญาณก็เหมือนการลดสารก่อมะเร็งทางร่างกาย ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งดี
ลงมือทำเสียเดี๋ยวนี้ เวลานี้!
วินทร์ เลียววาริณ
1 เมษายน 2569จาก ชีวิตคือปาฏิหาริย์!
36 บทความกำลังใจ
175.- บทความละ 4.8 บาทhttps://www.winbookclub.com/store/detail/103/ชีวิตคือปาฏิหาริย์
1 วันที่ผ่านมา -

(จำเป็นต้องสะกดผิดเพี้ยน เพราะกลัวมิสเตอร์อัลกอริทึ่ม ที่ไม่ทึ่มตามชื่อ)
ปรากฏการณ์ โซเชียล เน็ตเวิร์ก ในสงครามอิหร่านครั้งนี้มีเรื่องประหลาดอย่างหนึ่ง นั่นคือเมื่อมีรายงานข่าวว่าขีปนาวุธอิหร่านถล่มอิษราเอร คนตาย บ้านเมืองพัง ปรากฏว่ามีคอมเมนต์ "สมน้ำหน้า" เยอะมาก คอมเมนต์นี้มาจากทุกสารทิศทั่วโลก
ผมผ่านชีวิตมาจนป่านนี้ ยังไม่เคยเจอคนสมน้ำหน้าชาติที่โดนถล่ม ผู้คนบาดเจ็บล้มตาย
แต่เรื่องนี้ย่อมมีที่มา
เชื่อว่าเหตุผลเดียวที่ทำให้เกิดกองเชียร์ความพินาศของอิษราเอร ก็เพราะสิ่งที่อิษราเอรกระทำต่อชาวกาซา ฆ่าคนที่ไม่มีทางสู้ ถล่มเมืองจนเหี้ยน อาศัยอยู่ไม่ได้ เพื่อจะยึดครองดินแดนในโครงการ The Greater Isxxxl
ตัวเลขทางการคือชาวปาเลสไตน์ถูกอิษราเอรฆ่าไปเจ็ดหมื่นกว่าคน แต่ตัวเลขจริงสูงกว่านั้น เพราะยังไม่ได้สำรวจว่ามีซากศพเท่าไรใต้ซากตึกที่โดนถล่ม
คนสั่งฆ่าอาจคิดเหมือนที่สตาลินบอก "ความตายของคนหนึ่งคือคือโศกนาฏกรรม ความตายหนึ่งล้านคนเป็นสถิติ" (A single death is a tragedy; a million deaths is a statistic.)
คลิปชาวอิษราเอรดื่มกินเฉลิมฉลองขณะชมดูระเบิดตกในเขตกาซา บาดความรู้สึกของทุกคนที่ยังพอมีมโนธรรมเหลืออยู่
ดังนั้นเมื่ออิษราเอรโดนบ้าง เพราะอิหร่านไม่ใช่กาซา จึงปรากฏกองเชียร์ดังกล่าว
นี่เป็นหมุดหมายของประวัติศาสตร์ มันชี้ว่าเราอยู่ในยุคมืดอีกครั้ง
ยุคที่โลกไร้กฎระเบียบ ผู้นำโลกไร้ศีลธรรม อคติบดบังความถูกต้อง
คนถูกฆ่าตายไปมากจนมันกลายเป็นเรื่องปกติ
ไม่มีคำขอโทษจากคนที่ยิงถล่มโรงเรียนฆ่าเด็กนักเรียน
มันเป็นโลกของกฎแห่งป่า ผู้ที่แข็งแรงเท่านั้นอยู่รอด
นี่ไม่ใช่สัญญาณที่ดี เพราะต่อไปนี้แต่ละชาติต้องขวนขวายหาระเบิดตราเห็ดมาประดับตัว
ทำให้เริ่มเข้าใจความรู้สึกของชาวโลกในยุคที่ฮิตเลอร์กร่างไปครึ่งโลก
เป็นเรื่องประหลาดที่ชาว jิวที่ถูกฮิตเลอร์เข่นฆ่าไปหลายล้านคน ตอนนี้กลับทำในสิ่งที่ฮิตเลอร์กระทำ
ผลสำรวจบอกว่าชาวอิษราเอรถึง 82 เปอร์เซ็นต์เห็นด้วยกับการรุกรานกาซา และ 93 เปอร์เซ็นต์เห็นด้วยกับการที่สหรัฐฯรวมหัวกับอิษราเอรถล่มอิหร่าน
หลังจากโดนถล่มคืน ตัวเลขก็ลดลงมานิดหน่อย คือ 78 เปอร์เซ็นต์ยังเห็นด้วยกับสงครามอิหร่าน
เปอร์เซ็นต์ฮอร์โมนอยากฆ่าสูงขนาดนี้ ทำให้ไร้ความเห็นใจจากชาวโลก
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อชาว jิวถูกฮิตเลอร์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หนีตายไปทั่วโลก หลายชาติยื่นมือช่วย แม้เป็นชาติศัตรู
นาซีเยอรมัน (ออสการ์ ชินด์เลอร์) ทูตชาวญี่ปุ่น ฯลฯ ก็ช่วยชีวิตชาว jิวไว้มาก
แม้แต่เมืองจีนก็ยังช่วย ยอมให้ชาว jิวสองหมื่นคนลี้ภัยที่เซี่ยงไฮ้ อาศัยอยู่ที่จุดที่เรียกว่า The Shanghai Ghetto
ดังนั้นรายงานคน jิว 82 เปอร์เซ็นต์เห็นด้วยกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ปาเลสไตน์จึงเป็นเรื่องที่ผิดคาด
ตอนนี้มีข่าวว่าชาวอิษราเอรจำนวนไม่น้อยเดินทางออกจากประเทศ แต่ไม่ทุกประเทศยินดีต้อนรับ เพราะเผ่าพันธุ์ที่พระเจ้าเลือกกลายเป็นเผ่าพันธุ์ที่ชาวโลกเกลียดไปแล้ว
วันนี้มี 13 ชาติห้ามคนอิษราเอรเข้าประเทศ ได้แก่ อัลจีเรีย บังคลาเทศ บรูไน อิหร่าน อิรัก คูเวต เลบานอน มาเลเซีย มัลดีฟส์ ปากีสถาน ซีเรีย เยเมน
ประเทศไทยยังยินดีต้อนรับ
รัฐควรเช็กให้แน่ใจก่อนว่า เมืองไทยอยู่ในรายการแผ่นดินพันธสัญญาหรือเปล่า ถ้าอยู่ก็ซวยแน่ เพราะเวลามีเรื่อง คงเดาไม่ยากว่าพี่ตั้มจะเข้าข้างใคร
เฮ้อ! ทำไมไม่อพยพไปอยู่กับอังเคิลนะ
สงสัยกลัวโดนเคลม
วินทร์ เลียววาริณ
31-3-262 วันที่ผ่านมา
