-
วินทร์ เลียววาริณ1 ปีที่ผ่านมา
เวลาผ่านไปเร็วเสมอสำหรับคนบ้างาน ไม่น่าเชื่อว่าปีนี้ครบสิบปีที่ผมได้รับตำแหน่งศิลปินแห่งชาติ ทำให้นึกถึงพ่อ
ในหนังสือ สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน มีเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งชื่อ เรื่องของผมกับพ่อ เป็นเรื่องของตัวละคร ‘พ่อ’ ผู้แม้จากโลกไปแล้ว ก็ยังปรากฏตัวมาช่วยชี้ทางให้ลูกที่เถลไถลไร้จุดหมายในชีวิต
ในชีวิตจริง พ่อของผมไม่ค่อยพูดจาเทศนาสอนลูก หรือแสดงความห่วงใยให้เห็นโจ่งแจ้ง แต่แสดงออกโดยการกระทำเสมอ
ในวัยสิบเจ็ด ก่อนที่ผมเดินทางไปเรียนต่อชั้น ม.ศ. 4 ที่กรุงเทพฯ พ่อพาผมไปที่ร้านนาฬิกา ซื้อนาฬิกาข้อมือเรือนหนึ่งให้ มันเป็นนาฬิการุ่นเก่า เชย แต่เป็นเรือนที่พ่อสามารถเจียดเงินมาจ่ายได้
พ่อรู้ดีว่าเมื่อไปใช้ชีวิตในโลกเมืองเล็ก ๆ การรักษาเวลาเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง
อนาคตเป็นเรื่องสำคัญ พ่อย้ำเรื่องการปูฐานอนาคตที่ดีเสมอ เพียงแต่ผมไม่รู้จนกระทั่งโต
เมื่อตอนที่ผมเป็นเด็ก พ่อสอนวิชาเขียนอักษรจีนด้วยพู่กัน ที่เรียกว่า เหมาปี่ (毛筆) สอนวิธีฝนหมึกบนแป้น การตวัดพู่กัน ผมก็เรียนไปอย่างนั้นเพราะไม่อยากขัดใจพ่อ จึงเรียนได้ไม่ดี ไม่นานก็เลิกราไป เมื่อโตแล้วจึงรู้สึกเสียดายว่า น่าจะเรียนจริงจังกว่านั้น เพราะพ่อผมมีลายมือดี และการเขียนพู่กันจีนเป็นศาสตร์ที่สำคัญสำหรับนักออกแบบ
ผมรู้สึกว่าพ่อคาดหวังในตัวผมมากทีเดียว แม้จะไม่พูดอะไรออกมา
ครั้งหนึ่งในชั้นมัธยมต้น ผมเข้าร่วมแข่งขันตอบคำถามอัตชีวประวัติของนักบุญดอมินิค มันเป็นการแข่งขันของนักเรียนหลายสิบคนแบบตอบผิด-คัดออก ในวันแข่งขัน พ่ออุตส่าห์ไปส่งข้าวเที่ยงให้ด้วยตัวเอง เพียงเพื่อจะถามว่าผมแข่งขันเข้ารอบไหม เมื่อตอบว่า “ตกรอบ” ก็ดูเหมือนแววตาพ่อจะฉายแววความผิดหวังเล็ก ๆ
การเข้ารอบย่อมไม่ใช่เรื่องใหญ่โต เพราะมันเป็นแค่การแข่งความจำ แต่สำหรับพ่อแม่ ย่อมมีความหมาย
พ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกมีอนาคตที่ดี
น่าเสียดายที่พ่อไม่เคยได้เห็นรางวัลสักอย่างของผม ในกาลต่อมาผมได้รับรางวัลทางวรรณกรรมมากมาย รางวัลซีไรต์สองครั้ง รวมทั้งตำแหน่งศิลปินแห่งชาติ ล้วนดีกว่าการแข่งขันตอบปัญหาจากความจำ แต่พ่อไม่ได้อยู่เห็นเลยสักรางวัลเดียว
ก่อนพ่อจากโลกไปไม่นาน พ่อชรามากแล้ว ไม่ได้ทำงานซ่อมรองเท้าอีก แต่ยังเฝ้าดูลมหายใจของร้านที่ยังดำเนินต่อไปโดยช่างเก่าคนหนึ่ง วันหนึ่งผมกลับไปเยี่ยมพ่อ พ่อสังเกตเห็นว่าสายคล้องกล้องถ่ายรูปของผมขาด ก็บอกว่าจะซ่อมให้ ผมบอกว่าผมหาที่ซ่อมเองได้ แต่พ่อยืนยันจะซ่อมให้
ผมเชื่อว่าพ่อไม่เคยซ่อมสายหนังกล้องถ่ายรูปมาก่อน แต่ก็ทำอย่างตั้งใจเช่นเคย พ่อตัดหนังชิ้นหนึ่ง เจียนให้เข้ารูป แล้วตอกตาไก่อย่างประณีต วิญญาณช่างยังอยู่ครบถ้วน แม้มือไม้จะไม่คล่องแคล่วเหมือนสมัยก่อน
ผมมีนิสัยอย่างหนึ่งที่เหมือนพ่อ นั่นคือทำงานให้ประณีตอย่างงานศิลปะ
ผมก็มีอีกสิ่งหนึ่งที่เหมือนพ่อ คือการทำงานหนักทั้งชีวิต ผ่านวัยเกษียณมาหลายปี ผมก็ยังทำงานวันยันค่ำเหมือนเมื่อครั้งหนุ่ม ๆ
นิสัยนี้อาจได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่ผมเป็นเด็ก เมื่อมองไปรอบตัว เห็นทุกคนทำงานหนัก จนบางครั้งเราพูดขำ ๆ ว่าเราเป็นพวกที่มีชีวิตแบบ คู่เมี้ยง (苦命) แปลตรงตัวว่า ชีวิตลำบาก
แน่นอน เราใช้ชีวิตลำบากในระดับหนึ่ง ต้องทำงาน วันไหนไม่ทำงานก็ไม่มีรายได้
อย่างไรก็ตาม มองย้อนดูทั้งชีวิตที่ผ่านมาของตัวเอง ผมทำงานหนักมิใช่เพราะมันเป็น ‘คู่เมี้ยง’ หากมันเป็นทางที่ผมเลือกเอง
ทางชีวิตที่เราเลือกเองย่อมเป็นทางเลือกที่ดี
เรื่องของผมกับพ่อก็คล้ายบางท่อนของเพลง My Way
“Regrets, I’ve had a few. But then again too few to mention.”
มองย้อนกลับไปดูชีวิตทั้งชีวิตของตนเอง ผมอาจสรุปได้ว่า “ทำงานหนักไม่หยุด เหนื่อย แต่เป็นชีวิตที่ดี”
คนจำนวนมากมองว่าความลำบากคือความทุกข์ การทำงานหนักคือทัณฑ์ แต่ในความลำบากก็อาจมีชีวิตที่ดี
โลกเปลี่ยนไปตลอดเวลา สิ่งใหม่แทนที่สิ่งเก่า และไม่นานสิ่งใหม่ก็กลายเป็นสิ่งเก่า
กล้องถ่ายรูปตัวนั้นยังดำรงอยู่ แม้ว่ากล้องดิจิตัลจะมาแทนที่ สายคาดกล้องที่ผ่านการซ่อมยังอยู่ในสภาพดี แม้คนซ่อมไม่อยู่แล้ว
โลกเลื่อนไหลไป และแม้ในวันที่ผมไม่อยู่แล้ว โลกก็ยังเลื่อนไหลต่อไป
(จากหนังสืออัตชีวประวัติ วินทร์ เลียววาริณ - ชีวิตที่ดี)
.....................................................
สำหรับผู้ที่สนใจหนังสือ ตอนนี้มีโปรโมชั่นพิเศษ (ชุด 3 เล่ม S10) https://shope.ee/LL9SCqyRl?share_channel_code=6
หรือ https://www.winbookclub.com/store/detail/238/%28S10%29%20ชีวิตที่ดี%20+%20หิน%2015%20ก้อนของ%20สตีฟ%20จ๊อบส์%20แถมฟรี%20เป่ย
0- แชร์
- 194
-

ผู้อ่านหลายคนถามมาเป็นระยะว่า ทำไมในบทความ Geopolitics สะกดชื่อ Isrxx เป็นอิษราเอร สหรัฐฯเป็นสะหะรัด ฯลฯ
ก็ขอบอกคนที่ยังไม่รู้เหตุผลว่า เพื่อป้องกันแพลตฟอร์มเพ่งเล็งหรือลงโทษ
เพจนี้เคยโดนมาแล้ว ข้อหา "ขัดมาดตระถานฌุมฌน" เพจหายไประยะหนึ่งเพื่อให้คนเขียนสำนึกผิด
กลัวแล้วจ้ะ
หลังเหตุการณ์ 9-11 ฝ่ายความมั่นคงและหน่วยสืบราชการลับสะหะรัดอ่านการสื่อสารทุกช่องทางทั่วโลก หากใครคนหนึ่งเอ่ยคำว่า ก่อการร้าย / ระเบิด / พลีชีพ ฯลฯ ทางโทรศัพท์หรืออีเมล ใครคนนั้นจะถูกหมายหัวและตรวจสอบทันที
หากใช้คำพูดจากนวนิยาย 1984 ของ จอร์จ ออร์เวลล์ ก็คือ “Big Brother is Watching You.”
ตอนนี้ดูเหมือนพฤติกรรมแบบเดียวกันจะเกิดขึ้นอีกแล้ว เห็นบนหน้าเพจทั่วโลก มีคนจงใจสะกดชื่อประเทศนี้ผิด
นี่คืออำนาจของสื่อ ทำให้คนแสดงความเห็นต้องเซ็นเซอร์ตัวเองในระดับหนึ่ง
ก็หวังว่าคงไม่รำคาญตามากเกินไป
มีคำคำหนึ่งที่อิษราเอรใช้ตั้งข้อหาผู้เห็นต่าง เป็นข้อหาที่ชาวโลกเจอบ่อยมาก
คือคำว่า Antisemitic หมายถึงการแสดงความเกลียดชังชาว Jeว
บ้านเราเคยมีสื่อและคนดังบางคนลงรูปหรือสวมเสื้อยืดสัญลักษณ์สวัสติกะของนาซี จะโดนสถานทูตอิษราเอรต่อต้านอย่างแรง ข้อหา Antixx นี้หนักกว่าด่าพ่อด่าแม่อีก จนต้องยอมขอโทษ
แผงขายเสื้อยืดตรานาซีที่ตลาดจตุจักรก็โดน
ความจริงเครื่องหมายสวัสติกะนี้เป็นสัญลักษณ์ทางพุทธและฮินดูมานานหลายพันปีแล้ว จนเมื่อนาซีนำไปเป็นโลโก้ ความหมายจึงถูกใช้ไปทางลบ
นักการเมืองในตะวันตกหลายคนก็ต้องขอโทษ หากถูกตั้งข้อหานี้ บางคนอาจต้องหลุดจากตำแหน่งด้วยซ้ำ
พวก Jeว ใช้ข้อหา Antixx เป็นอาวุธมานานหลายสิบปี จนตอนนี้คนเริ่มเบื่อ เพราะพฤติกรรมรุนแรง รุกรานแผ่นดินอื่นทำให้คนเป็น Antixx ไปค่อนโลก
ความจริงชาวโลกควรตั้งข้อหาใหม่บ้าง นั่นคือ Antihumanity (ต่อต้านมนุษยชาติ)
เพราะการก่อสงครามโดยไม่ใช่การป้องกันตัว ก็คือเป็นศัตรูกับมนุษยชาติ
เราอยู่ในโลกที่คนมีอาวุธมากกว่าตั้งกฎว่าอะไรถูก อะไรผิด ถ้าเขาทำอย่างนี้เรียกว่าประชาธิปไตย หากเราทำอย่างเดียวกันเรียกว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน ฯลฯ
ก็นะ! คนตัวใหญ่กว่าทำอะไรก็ถูกต้องไปหมด พวกนี้เป็นเจ้าของศีลธรรม ความถูกต้องทั้งมวล
“All animals are equal, but some animals are more equal than others.”
ในนวนิยาย 1984 ของ จอร์จ ออร์เวลล์ อีกเช่นกัน มีองค์กรที่เรียกว่า Ministry of Peace กับ Ministry of Truth
กระทรวงแห่งสันติภาพ (Ministry of Peace) มีหน้าที่ก่อสงคราม กระทรวงแห่งความจริง (Ministry of Truth) มีหน้าที่โกหก
จอร์จ ออร์เวลล์ เขียนในเรื่องนี้ว่า "ภาษาการเมืองออกแบบมาเพื่อให้คำโกหกฟังดูจริง และการฆ่าคนเป็นเรื่องน่าเคารพ"
Ministry of Peace นี่ฟังดูคล้ายๆ Board of Peace ชอบกล แต่เราอย่าลงลึกเลย เดี๋ยวโดน Mos เบอร์เกอร์ เอ๊ย! Mosสาด ส่งคนมาฆ่าผู้เขียนทิ้ง ข้อหา Antiteen (กวนตีน)
ซวยเลย ตายแล้วก็ไม่ได้ซักผ้า
วินทร์ เลียววาริณ
3-4-260 วันที่ผ่านมา -
0 วันที่ผ่านมา -

ปิดรับออร์เดอร์โปรโมชั่นชุดเต็มกล่อง วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน เพราะต้องส่งทางไปรษณีย์ก่อนงานเลิกวันที่ 6 เมษายน
รายการหนังสือ
1 รอยเท้าเล็ก ๆ ของเราเอง ราคาปก 195.-
2 ความฝันโง่ ๆ ราคาปก 185.-
3 เบื้องบนยังมีแสงดาว ราคาปก 185.-
4 อาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก ราคาปก 185.-
5 ท้องฟ้าไม่ปิดทุกวัน ราคาปก 195.-
6 จุดเทียนทั้งสองปลาย ราคาปก 215.-
7 สองแขนที่กอดโลก ราคาปก 215.-
8 ชีวิตเป็นเรื่องชั่วคราว ราคาปก 215.-
9 ในหลุมรัก ราคาปก 210.-
10 ยาเม็ดสีแดง ราคาปก 210.-
11 ความสุขเล็กๆ คือความสุข ราคาปก
12 สองปีกของความฝัน ราคาปก 190.-
13 หลับถึงชาติหน้า ราคาปก 245.-
14 บางครั้งเราก็ลืมรักตัวเราเอง ราคาปก 215.-
15 1% ของความเป็นไปได้ ราคาปก 210.-
16 รอยยิ้มใต้สายฝน ราคาปก 210.-
17 คำที่แปลว่ารัก ราคาปก 190.-
18 โลกด้านที่หันหลังให้ดวงอาทิตย์ ราคาปก 260.-ราคาปกรวม 3,620.-
แถม 2 เล่มคือ ปล่อยให้ความเปลี่ยนแปลงพาไป และ เศษกระดาษมูลค่ารวมเล่มแถม = 4,010.-
ลดเหลือ 2,200.- (รวมค่าส่งแล้ว)เฉลี่ยเล่มละ 110 บาทเท่านั้น
สั่งซื้อได้ทางเดียวคือ inbox เฟซบุ๊คนี้
โอนเงินไปที่บัญชี "วินทร์ เลี้ยววาริณ ธนาคารกสิกรไทย สาขาพัฒน์พงศ์ 018-2-85554-5"
ส่งภาพหลักฐานการโอนมาด้วย เพื่อให้รู้ว่าเป็นลูกค้าคนใดหมายเหตุ หากเล่มใดขาด จะแทนด้วยเล่มที่มีมูลค่าใกล้เคียง
1 วันที่ผ่านมา -
1 วันที่ผ่านมา -

ซื้อได้ในงานหนังสือ หรือจากเว็บไซต์
Mini Zen
https://www.winbookclub.com/store/detail/185/Mini%20ZenMini Tao
https://www.winbookclub.com/store/detail/242/Mini%20TaoMini Stoic
https://www.winbookclub.com/store/detail/253/Mini%20Stoic%20+%20ค่าส่งMini Wabi-sabi
https://www.winbookclub.com/store/detail/260/Mini%20Wabi-sabi1 วันที่ผ่านมา
