-
วินทร์ เลียววาริณ1 ปีที่ผ่านมา
บางทีคำกล่าวของนักเขียนโก้วเล้งที่ว่า "ข้าพเจ้าชมชอบบรรยากาศของการร่ำดื่มสุรา" อาจจะจริง เพราะลูกค้าคนเดิมที่เมื่อสัปดาห์ก่อนกลับมาเยือนร้านพับผ่าอีกหน ครั้งก่อนเขาดื่มค็อคเทล Ladder Cocktail (ตกบันไดพลอยโจน) ตามด้วย Poor Decisions (การตัดสินใจของพ่อ) ต่อด้วย Bloody Shame Cocktail (หน้าไม่อาย)
ข้าพเจ้าทักทายเขา "สีหน้าคุณดูสดชื่นขึ้นกว่าครั้งก่อนที่เจอกัน"
"คอร์เร็คท์ ก็เพราะผมไม่ได้ไปร่วมประมูลข้าว"
"ยินดีด้วย"
"ตอนนี้ทางการประกาศรายชื่อผู้ประมูลข้าวเจ็ดรายที่เข้ารอบประกวดนางงาม แต่ผมเชื่อว่าจะเป็นทุกขลาภ เพราะเห็นชาวโซเชียลพากันถามว่า มีบริษัทไหนบ้าง"
"จะได้ไปซื้อข้าวหรือ?"
"ตรงกันข้าม จะไม่ซื้อโดยเด็ดขาด ผมเชื่อว่าวันไหนบริษัทใดชนะประมูล ชาวเน็ตจะต้องคุ้ยว่าบริษัทนั้นขายข้าวยี่ห้อใดบ้าง และยี่ห้อเหล่านั้นก็จะตายทันที forever"
"คุ้ยง่ายอย่างนั้นเชียวหรือ?"
"โถ! นี่คือโลกโซเชียล ไม่กี่นาทีก็รู้แล้วว่าบริษัทที่ชนะประมูลขายข้าวยี่ห้ออะไรบ้าง และจะมีการแฉว่าร้านค้าไหนผสมข้าวสิบปี น่าจะเจ๊งกันเป็นแถบๆ"
"คุณคิดว่าบริษัทเหล่านั้นไม่ควรประมูล?"
"หาเหาใส่หัวทำไม ผมเป็นพ่อค้า ผมมองว่ามันเป็นการฆ่าตัวตายทางการตลาด เพราะใครเล่าจะกล้ากินข้าวสิบปี ล้าง 15 น้ำ ช่างเถอะ ใครอยากทำอะไรก็ทำ สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม ผมขอดื่มฉลองดีกว่า"
"คุณจะดื่มอะไรวันนี้?"
"ช่วยจัดอะไรที่เข้ากับอารมณ์ผมหน่อย"
"คุณบอกว่ามันเป็นการฆ่าตัวตายทางการตลาด ผมก็ขอเสนอเหล้า Suicide Cocktail"
"มีค็อคเทลชื่อนี้จริงหรือ?"
"มีจริงซี"
"ไม่น่าเชื่อ"
"ที่ไม่น่าเชื่อกว่าคือยังมีคนไปประมูลข้าวสิบปี"
เขาหัวเราะ "มันทำด้วยอะไร?"
"คุณหมายถึงคนประมูลข้าวหรือค็อคเทล?"
"ไม่น่าถาม"
"Suicide Cocktail ทำด้วย Haitian Rum ผสม White Cacao Liqueur ผสมน้ำโซดา ใส่น้ำแข็ง"
"จัดมาเลย"
ข้าพเจ้าเสิร์ฟ Suicide Cocktail ให้เขา เขาดื่มแล้วบอกว่า "อร่อย ขออีก"
"อย่าดื่มซ้ำเลย ในเมื่อเราพูดถึงความตายของคนประมูลข้าว ผมก็ขอเสนอค็อคเทล Black Death"
"ชื่อนี้เหมือนชื่อโรคระบาด?"
"ใช่ครับ Black Death เป็นโรคระบาดที่ยุโรปในศตวรรษที่ 14 ตายไป 50 ล้านคน เท่ากับครึ่งหนึ่งของพลเมืองยุโรป"
"คุณกำลังบอกว่าการกินข้าวสิบปีจะจบด้วยความตายอย่างโรคระบาด?"
"ผมไม่ได้บอก เดี๋ยวก็โดนฟ้องหรอก ผมแค่บอกว่า Black Death เป็นชื่อโรคระบาด และเป็นชื่อค็อคเทลด้วย"
"ทำยังไง?"
"หมายถึงโรคระบาดหรือค็อคเทล?"
"ไม่น่าถาม"
"Black Death เป็นส่วนผสมของรัมมะพร้าว ผสมว็อดกา กับน้ำ Peach Schnapps น้ำ Blackcurrant Cordial ไซรัป Grenadine, Triple Sec..."
"Triple Sex คือเซ็กซ์สามครั้ง?"
"ไม่ใช่ครับ Triple sec เป็นเหล้าลิเคียวรสส้ม มาจากฝรั่งเศส มีแอลกอฮอล์ราว 20–40%"
"จัดมาเลย"
หลังจากเขาดื่ม 'โรคระบาด' แล้ว ก็บอกว่า "อร่อย ขออีก"
"เดี๋ยวเมานะ"
"ตอนนี้คนไทยก็เมาอยู่แล้ว เมาที่ทางการบอกว่าจะแจกเงินดิจิตัลก็ไม่แจก เมาที่บอกว่าต่างชาติจะมาลงทุน ก็ไม่มา เมาที่..."
"งั้นต้องตามด้วยแก้วนี้เลย Assisted Suicide Cocktail"
"แปลว่าช่วยฆ่าตัวตาย?"
"ใช่ครับ คล้ายๆ คนไทยตอนนี้ มีคนช่วยฆ่าตัวตาย แต่ยังไม่รู้ตัว"
"อุ๊ย! เพนฟูล"
"Assisted Suicide Cocktail ทำจากรัม Light White ผสม Jagermeister ผสมเครื่องดื่มโคลา เสิร์ฟในแก้วสั้น"
หลังจากเขาดื่มค็อคเทลช่วยฆ่าตัวตายแล้ว ข้าพเจ้าถาม "อารมณ์ดีขึ้นแล้วยัง?"
"ดีขึ้นเยอะ"
"พอแค่นี้ดีกว่ามั้ง ได้ยินหมอบอกว่าแอลกอฮอล์ทำลายเซลล์สมองนะ"
"ไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องกินแอลกอฮอล์ เซลล์สมองคนไทยเราก็ถูกทำลายจนใกล้สมองตายอยู่แล้ว เพราะถูกนักการเมืองหลอกทุกวัน"
"งั้นก็ตบท้ายด้วยแก้วนี้ก็แล้วกัน Braindead Cocktail"
"ทำยังไง?"
"ค็อคเทลนี้เป็นส่วนผสมของว็อดกา Triple Sec และ Sour Mix ใส่น้ำแข็งด้วย"
"Sour Mix คือ?"
"Sour mix เป็นมิกเซอร์สีเขียวเหลือง ใช้ในค็อคเทลหลายชนิด"
"แล้วกินมากแค่ไหนจึงเป็นอันตราย?"
"ไม่ต้องห่วง มันทำอันตรายคนสมองตายไม่ได้แล้วละ"
วินทร์ เลียววาริณ
15-6-24หมายเหตุ เหล้าทั้งหมดนี้มีจริง
พับผ่า! บาร์เทนเดอร์ (The Bartender Series 1) มีจำหน่ายแล้วในรูปอีบุ๊ค สนใจดูได้ในเว็บ winbookclub.com หรือ The Meb
0- แชร์
- 83
-
0 วันที่ผ่านมา -

เมื่อวานนี้คุยเรื่องฟอนต์วินทร์ ซึ่งเกิดจากความจำเป็นต้องออกแบบปกหนังสือ ก็บังเอิญตรงกับข่าวเรื่องฟอนต์เมื่อสองสามวันก่อน
เป็นฟอนต์ของนักออกแบบวัย 72 คนหนึ่ง
จัดเป็น accidental designer
รปภ.วัย 72 คนหนึ่งชื่อ Shuetsu Sato ทำงานที่สถานีรถไฟฟ้าชินจูกุที่โตเกียว
ในปี 2004 มีการปรับปรุงสถานีชินจูกุ เจ้านายสั่งให้ซาโตะทำหน้าที่ช่วยนักเดินทางที่อาจหลงทาง
วิธีแก้ของเขาคือทำป้ายขึ้นมาติดตั้งตามจุดต่างๆ เพื่อบอกทิศทาง
วิธีทำป้ายของเขาคือใช้เทปกาวสีต่างๆ ทำเป็นตัวหนังสือ ลูกศร ฯลฯ
ตรงรอยหักของตัวอักษร ก็ใช้คัตเตอร์กรีดให้เป็นเส้นโค้งมน เพื่อความงาม
ป้ายของเขาได้ผล ทำให้ทางสถานีใช้เขาทำป้ายเพิ่มอีก
ทันใดนั้นงานป้ายของซาโตะก็แพร่ไปทั่งประเทศ เขาได้รับการขอให้ช่วยทำป้ายไปทั่ว บางสถานีตอบแทนเขาด้วยแชมพูสระผม บางสถานีมอบถุงเท้าใหม่ให้เขา
ฟอนต์ใหม่ของเขาไปเข้าตาคนจำนวนมาก ไม่นานงานใหม่ก็ไหลมา มีคนชวนเขาไปทำงานด้านพาณิชยศิลป์ งานโฆษณา เขาก็ทำเพราะความสนุก มีสินค้าดังๆ หลายยี่ห้อ เช่น Nintendo, Suntory, Nike
คนเราเมื่อทำด้วยใจรัก และพอมีหัวศิลป์ งานก็ออกมาดี
ฟอนต์นี้ตั้งชื่อตามชื่อเขา เรียกว่าฟอนต์ 'Shuetsu-tai'
ต้องรีบตั้งชื่อ ไม่งั้นโดนเพื่อนบ้านเราเคลมแน่
วินทร์ เลียววาริณ
30-5-260 วันที่ผ่านมา -

ศิษย์เซนคนหนึ่งนาม ยามะโอกะ เท็ตชู ไปหาอาจารย์เซนคนแล้วคนเล่า วันหนึ่งเขาไปพบอาจารย์โอกิโนะ โดกุอน (1819-1895) เจ้าอาวาสวัดโชฟุคุ ซึ่งเป็นพระสาย รินไซ เซน ชาวญี่ปุ่นช่วงรอยต่อสมัยโทคุกาวะกับเมจิ (ประมาณศตวรรษที่ 19)
เขาอยากแสดงสิ่งที่เขาได้ค้นพบ กล่าวว่า "จิต พุทธะและสรรพสัตว์ที่รู้สึกได้ ที่จริงแล้วก็ไม่มีตัวตน ธรรมชาติที่แท้ของปรากฏการณ์คือความว่างเปล่า มันไม่มีการค้นพบ ไม่มีมายา ไม่มีปราชญ์ ไม่มีคนธรรมดา ไม่มีการให้ และไม่มีการรับ"
โดกุอนซึ่งกำลังสูบยาเส้นเงียบ ๆ ไม่เอ่ยสักคำ ทันใดนั้นก็หวดยามะโอกะด้วยกล้องยาสูบไม้ไผ่ เขาโกรธวูบขึ้นมาทันที
"ถ้าไม่มีอะไรที่มีตัวตน..." โดกุอนเอ่ยเรียบ ๆ "...ความโกรธของเจ้าตอนนี้มาจากที่ใด?"
............................
วินทร์ เลียววาริณ
31-5-26จาก มังกรเซน และ Mini Zen (เซนฉบับการ์ตูน)
มังกรเซน Shopee คลิก https://shope.ee/2VUCymbmSh?share_channel_code=6Mini Zen Shopee https://shopee.co.th/วินทร์-เลียววาริณ-ชุ
0 วันที่ผ่านมา -

คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ คำถาม 1 college ต่างจาก university อย่างไร
คำถาม 2 สีประจำวันส่งผลต่อชะตาชีวิตเราจริงหรือ?
อ่านคำตอบได้จากลิงก์นี้ https://www.blockdit.com/posts/6a156c52dde67840174790ad
ผู้อ่านสามารถคุยหรือตั้งคำถามกับผู้เขียนได้ เขียนคำถามมาได้ที่ inbox เพจเฟซบุ๊ค วินทร์ เลียววาริณ ช่วยแจ้งชื่อหรือนามปากกาด้วย ถ้าไม่แจ้งจะใส่ "ไม่ประสงค์จะออกนาม"
0 วันที่ผ่านมา -

ตอนที่ผมก่อตั้งสำนักพิมพ์ 113 ราวยี่สิบปีก่อนนั้น ผมมีหน้าที่ออกแบบปกหนังสือด้วย ตั้งแต่วันแรกผมก็ใช้ลายมือตัวเองเป็นชื่อเรื่อง คล้ายๆ ปกหนังสือหลายเล่มของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ในยุค ‘โอเลี้ยงห้าแก้ว’
ไปๆ มาๆ มันกลายเป็นเอกลักษณ์ของปกสำนักนี้ไป
ลายมือของผมเขียนด้วยปากกาหัวตัดที่เรียกว่า calligraphy pen สามารถตวัดได้ทั้งเส้นบางและหนาในเส้นเดียว
นักออกแบบกราฟิกชอบใช้ปากกาแบบนี้เขียนลวดลาย การใช้เส้นหนาและบางน่าสนใจกว่าเส้นเท่ากันทั้งหมด
นอกจากใช้ทำปกหนังสือแล้ว ผมก็ใช้ calligraphy pen เซ็นชื่อ ไม่ว่าในงานหนังสือหรือนอกงาน
สมัยที่ไปเรียนที่นิวยอร์ก ผมโชคดีที่ผมเรียนวิชา Typography เป็นวิชาเกี่ยวกับตัวหนังสือ สมัยนั้นไม่ค่อยมีที่เรียน หรือคนไม่เห็นความสำคัญของตัวหนังสือ ตั้งแต่นั้นผมเน้นเรื่องฟอนต์ในการออกแบบเสมอ นักออกแบบก็สามารถใช้ลายมือเป็นฟอนต์ได้
ผ่านไปไม่นานก็มีหลายคนมาขอให้ทำลายมือนี้เป็นฟอนต์จริงๆ
แปลกใจว่ามีคนชอบลายมือนี้ด้วย! ทำให้นึกครึ้มใจครู่หนึ่งว่า เออ! เท่เหมือนกันนะถ้าทำเป็นฟอนต์ ตั้งชื่ออย่างนักออกแบบฟอนต์สมัยก่อน เช่น มานพติกา ก็คงเป็นวินติกา หรือวินทรีกา
แต่ในความจริงทำไม่ได้หรือทำได้ยากยิ่ง เพราะตัวอักษรเดียวกันของผมในแต่ละประโยคแต่ละคำมีหน้าตาไม่เหมือนกัน
ในชื่อเรื่องแต่ละชื่อ ผมตวัดเส้นไม่เหมือนกัน ถ้าวันนั้นเสพยาบ้าหรือกัญชา เส้นสายก็จะยาวหน่อย
ผมเสียเงินไปมากกับปากกา calligraphy เพราะเห็นปากกาแบบนี้ทีไร หัวใจสั่นไหวกว่าตอนเจอสาวนุ่งน้อยห่มน้อยเสียอีก มักอดใจซื้อไม่ได้ อยากลองดูว่าสาวแต่ละคน เอ๊ย! ปากกาแต่ละยี่ห้อเป็นอย่างไร
เมืองไทยหาปากกา calligraphy ยาก มีร้านเฉพาะแห่งสองแห่งมั้ง มักต้องไปซื้อจากต่างประเทศ
เนื่องจากปากกาพวกนี้แบบดีๆ ค่อนข้างแพง จึงต้องดูแลเหมือนสาวๆ เอ๊ย! เหมือนลูก ใช้เฉพาะในงานสำคัญเท่านั้น
ส่วนเซ็นเช็คร้อยล้านใช้ปากกาลูกลื่นด้ามละสองบาทก็พอ
วินทร์ เลียววาริณ
29-5-261 วันที่ผ่านมา
