-
วินทร์ เลียววาริณ1 ปีที่ผ่านมา
การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯรอบนี้ ได้ยินแต่คนบอกว่า ไม่รู้จะเลือกใคร เพราะแย่ทั้งคู่
ทำให้นึกถึงสำนวนฝรั่ง Between the devil and the deep blue sea Between the devil and the deep blue sea เป็นสำนวนอังกฤษ หมายถึงสถานการณ์ที่ต้องเลือกระหว่างสองทางที่แย่ทั้งคู่ ใกล้เคียงกับภาษิตไทยว่า หนีเสือปะจระเข้
ที่มาของสำนวนนี้มีหลายเวอร์ชั่น และไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่าฉบับไหนถูก
เวอร์ชั่นแรกมาจากตำนานกรีก มหากาพย์เรื่อง Odyssey ของ โฮเมอร์ เล่าถึงกษัตริย์โอดิซิสต้องเผชิญหน้ากับไซลา ปิศาจหกหัว กับปิศาจคาริบดีสที่ก่อให้เกิดวังน้ำวน (คำว่า ปิศาจ สะกด D ตัวใหญ่ - Devil)
ปิศาจร้ายนั้นไม่น่าเจอะเจอแน่ แต่ทะเลน้ำวนก็ย่ำแย่พอกัน
เวอร์ชั่นที่สองมีที่มาจากการเดินเรือ เรือเดินสมุทรในสมัยโบราณทำด้วยไม้กระดานมาต่อกันแล้วยาด้วยชัน devil เป็นศัพท์เฉพาะในทางเดินเรือ หมายถึงร่องต่อของแผ่นไม้ยาวที่นำมาสร้าง หรืออาจหมายถึงแผ่นไม้ที่ยาวที่สุดข้างลำเรือ จากหัวเรือไปท้ายเรือ
การวางไม้ทำให้เกิดรอยต่อบนลำเรือ รอยต่อนี้ต้องไม่ให้น้ำซึมเข้าไปได้ จึงต้องอุดชันเป็นระยะ การอุดชันต้องอาศัยกะลาสีไต่ลงไปข้างลำเรือการนั่งห้างยาชันเรือในตำแหน่งระหว่างแผ่นไม้ (devil) กับทะเลลึกเบื้องล่าง (deep blue sea) เป็นงานที่อันตราย โดยเฉพาะหากต้องทำตอนเรือกำลังแล่น ไม่มีใครอยากทำงานนี้
อีกทฤษฎีหนึ่งบอกว่า สำนวนนี้อาจจะมาจากการแบ่งชั้นของกองทัพเรืออังกฤษสมัยโบราณ เรือสมัยนั้นแบ่งเป็นชั้นบนกับชั้นล่าง ชั้นบนเป็นที่อยู่ของนายทหารยศสูง ชั้นล่างเป็นที่อยู่ของกะลาสี แบ่งคั่นด้วย devil งานของกะลาสีเป็นงานหนัก จนอาจเป็นที่มาของการเปรียบชีวิตของกะลาสีว่าแย่เหมือนอยู่ระหว่างชั้นบนของพวกที่ใช้งานพวกเขาอย่างหนักกับชั้นล่างลงไปซึ่งเป็นท้องทะเลลึก
ไม่ว่าจะมีที่มาอย่างไร มันก็หมายถึงสิ่งที่แย่หรืออันตรายสองอย่างที่ไม่น่าเลือก
เลือกนักการเมืองฝ่ายหนึ่งก็ยี้ จะเลือกอีกฝ่ายก็แย้
แต่ไม่เลือกก็ไม่ได้
ทางเลือกที่ไม่ค่อยอยากไปทั้งสองทาง (หรืออาจมากกว่าสองทาง) แบบนี้เรียก dilemma พอแปลแบบกล้อมแกล้มว่า ‘ทางไม่อยากเลือก’
จากหนังสือ คำที่แปลว่ารัก / วินทร์ เลียววาริณ
1- แชร์
- 110
-

อาจารย์เซนเจ้าโจวถามพระเซนรูปหนึ่งที่เพิ่งมาใหม่ว่า "เจ้าเคยมาที่นี่หรือไม่?"
พระใหม่ตอบว่า "ศิษย์เคยมาขอรับ"
อาจารย์ชราบอก "ถ้าเช่นนั้นก็ดื่มชาสักถ้วย"
ผ่านไปอีกหลายวัน อาจารย์ถามพระรูปนั้นอีกครั้ง "เจ้าเคยมาที่นี่หรือไม่?"
คราวนี้พระตอบว่า "ศิษย์ไม่เคยมาขอรับ"
อาจารย์ชรากล่าวว่า "ถ้าเช่นนั้นก็ดื่มชาสักถ้วย"
อินจู หัวหน้าพระในวัดเห็นดังนั้นก็ถามอาจารย์เจ้าโจวว่า "ไยท่านอาจารย์จึงเอื้อเฟื้อชาแก่พระรูปนั้นสองหน ทั้งที่พระรูปนั้นตอบไม่เหมือนเดิม?"
อาจารย์ชราร้องขึ้นว่า "โอ! อินจู!"
"ขอรับ ท่านอาจารย์"
"ดื่มชาสักถ้วย!"
............
แขกคนหนึ่งไปเยือนอาจารย์เจ้าโจว ทำความเคารพอาจารย์อย่างนอบน้อม ก่อนเอ่ยว่า "ท่านอาจารย์รู้สึกเช่นไรที่ตัวท่านที่มีความสามารถช่วยนำทางคนอื่นไปสู่ธรรมเช่นนี้?"
เจ้าโจวก็ตอบกวนประสาทเช่นเดิมว่า "การเยี่ยวเป็นเรื่องเล็กน้อยที่จะทำ และกูก็ต้องทำด้วยตัวเอง!"
............................
วินทร์ เลียววาริณ
24-5-26จาก มังกรเซน และ Mini Zen (เซนฉบับการ์ตูน)
มังกรเซน Shopee คลิก https://shope.ee/2VUCymbmSh?share_channel_code=6Mini Zen Shopee https://shopee.co.th/วินทร์-เลียววาริณ-ชุ
0 วันที่ผ่านมา -

วันนี้มีคำถามที่หลายคนอาจข้ามไปทันที เพราะเป็นเรื่องบทกวี ท่าทางน่าเบื่อมาก
ในประเทศที่มีประชากร 65 ล้านคน หนังสือบทกวีขายได้ 200 เล่ม
แต่ลองอ่านดู มันอาจเปลี่ยนชีวิตคุณได้
อ่านคำตอบได้จากลิงก์นี้ https://www.blockdit.com/posts/6a0ebeb64f707b17950c35ef
ผู้อ่านสามารถคุยหรือตั้งคำถามกับผู้เขียนได้ เขียนคำถามมาได้ที่ inbox เพจเฟซบุ๊ค วินทร์ เลียววาริณ ช่วยแจ้งชื่อหรือนามปากกาด้วย ถ้าไม่แจ้งจะใส่ "ไม่ประสงค์จะออกนาม"
0 วันที่ผ่านมา -

ผู้อ่านท่านหนึ่งจากหาดใหญ่ติดต่อมา บอกว่าขอให้ผมช่วยเขียน 'ชีวิตที่ดี ภาค 2' หน่อย
เพราะอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับหาดใหญ่เพิ่มอีก
ความจริงก็มีอีกหลายเรื่องเกี่ยวกับหาดใหญ่ที่ไม่ได้เขียนลงในเล่ม ชีวิตที่ดี เพราะเกรงว่าจะออกนอกเรื่องมากเกินไป เจตนาของหนังสือเล่มนี้คือเล่าเรื่องการเดินทางของเด็กชายหาดใหญ่คนหนึ่ง
ความจริงผมเคยเขียนหนังสือเล่มหนึ่งมาก่อนหน้านี้ ชื่อ เดินไปให้สุดฝัน เผยเรื่องส่วนตัวในระดับหนึ่ง แต่แก่นเรื่องของเล่มนั้นคือเล่าประสบการณ์การทำงานศิลปะของผม
บางคนคิดว่าแปลกที่ผมทำหนังสืองานศพล่วงหน้า ผมมองว่าไม่แปลกอะไร ไหนๆ ก็ต้องทำ ก็ทำให้เรียบร้อย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าภาพออกเงินตีพิมพ์หนังสืองานศพคือกระทรวงวัฒนธรรม ตามธรรมเนียม เมื่อศิลปินแห่งชาติเลิกหายใจ กระทรวงฯจะให้ค่าทำหนังสืองานศพด้วย ก็จัดการให้เรียบร้อย
อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ผมนอนลืมตาปริบๆ ในโรงพยาบาล เกิดความคิดว่าน่าจะรวมหลายบทของ เดินไปให้สุดฝัน ใส่ใน ชีวิตที่ดี ฉบับงานศพ ด้วย เพื่อไม่ให้ข้อมูลกระจัดกระจาย
แหม! นอนบนเตียงโรงพยาบาลแล้วยังห่วงเรื่องหนังสือ
แต่น่าจะยังไม่ต้องรีบทำมั้ง
วินทร์ เลียววาริณ
22-5-261 วันที่ผ่านมา -

บ้านผมอยู่ในมุมนี้ของหาดใหญ่เงียบ ๆ แต่กระนั้นก็เป็นครอบครัวที่อบอุ่น
เป็นชีวิตวัยเด็กที่มีความสุข
เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม
นั่นคือยุคจีนอพยพ คนจีนจำนวนมากเดินทางมือเปล่ามาเมืองไทย เพราะที่เมืองจีนไม่มีอะไรกินจริง ๆ แผ่นดินไทยอุดมสมบูรณ์ ขอเพียงไม่เกียจคร้าน รับรองไม่อดตาย
หลายครอบครัวก็สร้างตัวมาแบบนี้ ไม่มีการรวยทางลัด
อดอยาก อดทน อดกลั้นจนได้ดี
แม่ทำงานหนักทั้งชาติ แต่ไม่เคยมีเงินเก็บ แม่สอนให้ลูกรู้จักค่าของเงินและความลำบากโดยแสดงให้เห็นทุกวัน ภายใต้เบ้าหลอมแบบนี้ เราไม่มีทางเป็นคนกลัวงานหนัก หรือเป็นมนุษย์ขี้บ่น
แม่โชคดีที่ลูกสิบคน ‘จื้ออ้าย’ เอาถ่านทุกคน
เมื่อผมเริ่มทำงานได้เงินเดือน ผมส่งเงินข้ามประเทศไปให้แม่เรื่อย ๆ แต่แม่ก็ไม่ใช้ เก็บไว้ให้ลูก
แม้จะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ทุกครั้งที่ไปเยี่ยมแม่ที่หาดใหญ่ เวลากลับบ้านค่ำ ๆ เดินย่องเข้าบ้าน ก็ได้ยินเสียงแม่ลอดออกมาจากห้องนอนว่า “กินอะไรมาแล้วยัง?” แค่ฟังเสียงฝีเท้าลูก แม่ก็รู้ว่าเป็นใคร
คงเพราะทำงานหนักทั้งชีวิต แม่ป่วยด้วยโรคกระดูกนานราว 30 ปี จนในตอนท้ายกระดูกทั้งร่างบิดเบี้ยวผิดธรรมชาติ นิ้วมือทั้งสิบหงิกเบี้ยว ทุกครั้งที่อากาศเปลี่ยนแปลง ครึ้มฟ้าครึ้มฝน แม่จะเจ็บทรมานทั้งร่างราวกับเข็มนับหมื่นเล่มทิ่มแทงกระดูกพร้อมกัน อาการเจ็บของแม่จึงเป็นเครื่องมือพยากรณ์อากาศได้ดีกว่ากรมอุตุนิยมวิทยา เพียงเห็นแม่เจ็บ ก็รู้ทันทีว่าอากาศเปลี่ยนแปลง ฝนจะตกในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า
แม่จากโลกไปในวัยเพียงหกสิบกว่า หลังจากทำหน้าที่แม่ศรีเรือนมาทั้งชีวิต
ครั้งสุดท้ายที่ผมพบแม่คือเมื่อผมไปเยี่ยมแม่ที่บ้านเกิด วันสุดท้ายที่ผมจะกลับกรุงเทพฯ สีหน้าแววตาแม่ยังคงเต็มไปด้วยความห่วงใย บอกตอนผมลาแม่ไปขึ้นรถไฟว่า เราคงไม่ได้พบกันอีก แม่คงรู้จากสภาพร่างกายว่านี่เป็นครั้งสุดท้ายที่เห็นลูก
ชีวิตแม่ผมเป็นกระจกเงาสะท้อนชีวิตของ ‘แม่ศรีเรือน ทำงานหนัก รักลูก’ นับล้าน ๆ คนที่กระจายไปทั่วประเทศของเรา เป็นกระดูกสันหลังของชาติจริง ๆ
แม่ศรีเรือน ศรีแห่งเรือน สิริมงคลแห่งชีวิต
ในชีวิตนี้คงไม่มีผู้หญิงคนไหนในจักรวาลรักเราเท่าแม่อีกแล้ว
วินทร์ เลียววาริณ
22-5-26บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต
เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น สั่งได้จากเว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี
หนังสือเหลือไม่มากแล้ว
2 วันที่ผ่านมา -

ผมเติบใหญ่ในครอบครัวมีกิน
‘มีกิน’ เป็นคนละคำ คนละเรื่องกับ ‘มีอันจะกิน’
มีกินคือไม่ได้อดอยาก แต่แค่มีกิน ไม่อาจเลือกกิน อีกทั้งไม่เคยกินอาหารในภัตตาคารใด ๆ
ไม่มีน้ำอัดลม (ยกเว้นวันตรุษจีน) ไม่มีน้ำผลไม้ ไม่มีน้ำหวาน
อาหารประเภทกุ้งไม่เคยอยู่ในเมนู เพราะเป็นอาหารแสลงต่อกระเป๋าเงิน ไก่ไม่ค่อยปรากฏตัวบนโต๊ะอาหาร เพราะในเวลานั้นไก่มีราคาแพงมาก ยังไม่มีการเลี้ยงไก่แบบอุตสาหกรรม
คติวัยเด็กคือ “ไม่ต้องอดก็พอแล้ว ไม่ต้องเลือก”
พ่อแม่ผมมีลูกสิบคนกับช่างทำและซ่อมรองเท้าอีกคนสองคน ธุรกิจนี้เป็นงานฝีมือที่ไม่มีใครเห็นว่าควรจะตั้งราคาตามใจชอบ รายได้จึงจำกัด ค่าอาหารก็จำกัด ดังนั้นการทำอาหารเลี้ยงคนทั้งบ้านรวมช่าง จึงต้องคำนวณรายจ่ายให้น้อยที่สุด แต่อิ่มที่สุด
นั่นคือเฉลี่ย 50 บาทต่อวัน สำหรับคนทั้งบ้านรวมสามมื้อ และเป็นหน้าที่ของแม่ไปจ่ายตลาด
ทุกเช้าตรู่แม่ผมเดินไปตลาดสดกิมหยง หิ้วตะกร้าใบเขื่องไป แล้วกลับมาพร้อมของพะรุงพะรัง ไม่ขึ้นรถถีบสามล้อ เพราะเปลืองเงิน ถ้าวันไหนฝนตก (ซึ่งมักตกทั้งปี) ก็ขลุกขลักหน่อย
ผมไม่ค่อยเล่าเรื่องแม่ให้ใครฟัง อาจเพราะเรื่องสั้นมาก สรุปชีวิตแม่ทั้งชีวิตได้ในบรรทัดเดียว คือ “แม่ศรีเรือน ทำงานหนัก รักลูก”
แม่บ้านสมัย 50-60 ปีก่อนต้องทำงานทุกอย่าง ผมเห็นแม่ทำงานตั้งแต่รุ่งสางจนมืดค่ำ เก็บกวาดบ้าน ซักผ้า จ่ายตลาด ทำอาหารวันละสามมื้อ (โปรดอย่าลืมว่าเป็นอาหารสำหรับคนสิบกว่าคน) ล้างชาม (โปรดอย่าลืมว่าเป็นจานชามของคนสิบกว่าคน) ตัดเสื้อผ้าให้ลูก รีดผ้า เลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด ล้างส้วม ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ขายของหน้าร้าน และทำรองเท้าด้วย
ตั้งแต่เกิดมาจนถึงหลักไมล์ท้าย ๆ ในชีวิต ผมยังไม่เคยเจอแม่บ้านที่ไหนทำงานหนักเท่านี้มาก่อน
.....................
เนื่องจากกับข้าวแพงกว่าข้าว อาหารทุกมื้อจึงหนักข้าวไว้ก่อน
“กินข้าวแล้วอยู่ท้องกว่า”
คนสมัยนั้นคงมองคนสมัยนี้ด้วยความพิศวงงงงวย เอะอะอะไรก็ low-carb ไม่กินข้าวไม่มีแรงทำงานหรอก
การหุงข้าวในสมัยนั้นไม่มีหม้อหุงข้าวไฟฟ้า หุงด้วยหม้อขนาดใหญ่ด้วยเตาถ่าน
การหุงข้าวด้วยเตาถ่านสำหรับสิบกว่าคนกิน ต้องใช้ฝีมือ หลังจากซาวข้าว ต้มน้ำ เทน้ำข้าวทิ้งบ้าง เกลี่ยไฟ แล้วปล่อยให้สุกพอดี
หลังจากสิบกว่าชีวิตกินข้าวหมดแล้ว ก้นหม้อจะเหลือข้าวตังแห้ง ก็แกะข้าวก้นหม้อออกมาเก็บไว้กินต่างหาก
ไม่เหลือให้หมูกิน!
อาหารที่เรากินแม้จะธรรมดา แต่อร่อย แม่ผมเป็นคนทำอาหารอร่อยมาก (ความจริงใคร ๆ ก็มักเห็นว่าแม่ของตนเองทำอาหารวิเศษมาก!) แต่ฝีมือแม่ผมเป็นระดับ Michelin
ออกเสียง “มิเฉลิ้น” แปลว่ารสต้องตรงลิ้น ไมงั้นพ่อไม่กิน
พ่อเป็นคน ‘คิว.ซี.’ งานอย่างเข้มงวด กล่าวคือหากจานไหนไม่อร่อย แทบจะไม่แตะเลย ด้วยเหตุนี้อาหารของแม่จึงยอดเยี่ยมมาก ทุกจานที่แม่ทำสะอาด และอร่อยมาก และก็ขยันหาอะไรใหม่ ๆ มาทำ
คิดแล้วสงสารแม่บ้านสมัย 50-60 ปีก่อน ทำงานเหนื่อยแสนสาหัส เอาใจสามียากเย็น คำว่า ‘แม่ศรีเรือน’ มีความหมายคล้าย ๆ คำว่า แม่แบกเรือน
ตอนค่ำเวลาหิว แม่ก็ซื้อก๋วยเตี๋ยวราดหน้าให้ลูก ๆ กิน ลูกสิบคนก็สิบห่อใช่ไหม? ฝันไปเถอะ ซื้อมาห่อเดียวก็พอ เทข้าวเปล่าลงไปคลุก หนักข้าวไว้ก่อน ลูกหลายคน กินคนละสองสามคำ
ไม่อยากให้ลูกหิว แต่ไม่มีเงินมากพอ ตัวเองหิวไม่เป็นไร แต่ไม่ปล่อยให้ลูกหิว
ผมเคยเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนชาวกรุงฟัง ก็พบประสบการณ์เดียวกัน เพราะพ่อแม่เธอซื้อก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชาม ขอน้ำแกงกับถั่วงอกเยอะ ๆ ถึงบ้านก็เทข้าวลงไปคลุก
นาน ๆ ทีแม่อาจให้รางวัลตัวเองและลูก ๆ ให้ผมข้ามถนนไปซื้อบัตเตอร์เค้กหนึ่งชิ้นที่ร้านกาแฟตรงข้าม ราคาชิ้นละหนึ่งบาท ถือว่าเป็นของฟุ่มเฟือยอย่างยิ่ง ต่อมาก็มีร้านเบเกอรีมาเปิด ชื่อร้านรอแยล มีขนมฝรั่งหลายอย่าง จัดว่าเป็นของฟุ่มเฟือยเช่นกัน
แม่ไม่เคยฉลองวันเกิดให้สมาชิกในครอบครัว เดาว่าคงจำวันเกิดของลูกทั้งสิบคนไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องแปลก สมัยนั้นบ้านเราโดยเฉพาะครอบครัวจีน ยังไม่มีวัฒนธรรมฉลองวันเกิดและร้องเพลง Happy Birthday
มีอยู่ปีหนึ่ง ผมเปรยว่าเป็นวันเกิดของผม แม่ก็ต้มไข่ให้หนึ่งฟอง
แม่มีลูกสิบคน ดังนั้นงานจึงล้นมือ เวลาลูกคนไหนไม่สบาย (มักเป็นผม) ก็ดูแลลูกเป็นกรณีพิเศษ เจียดเงินซื้ออาหารบำรุงสุขภาพมาให้กิน ทั้งที่แพงแสนแพง
ในวัยเด็ก ผมขี้โรค ป่วยเป็นเรื่องเป็นราวจริง ๆ บางครั้งนอนซม แม่ก็ป้อนข้าวให้ทีละคำ
ความรักของแม่ยิ่งใหญ่ที่สุด ลูกต้องมาก่อนเสมอ
(ยังมีต่อ)
วินทร์ เลียววาริณ
21-5-26บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต
เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น สั่งได้จากเว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี
หนังสือเหลือไม่มากแล้ว
3 วันที่ผ่านมา
