-
วินทร์ เลียววาริณ1 ปีที่ผ่านมา
คุยเรื่องวันมงคล สีมงคลต่อนะ
บางคนอาจมีความคิดว่า อะไรที่สืบสานมานานนับร้อยปี ย่อมเป็นสิ่งถูกต้อง เชื่อได้เลย
ถ้าเรากล้าคิดแย้ง ก็จะศึกษาที่มาของเรื่องนั้นๆ แล้วบางทีเราอาจก็เปลี่ยนความเชื่อแบบ 180 องศา
เพราะ ขอโทษ หลายเรื่อง bullshit ล้วนๆ
เช่นเรื่องวันมงคล
เอาละ เรารู้แล้วนะว่าสีของวันมาจากไหน ก็คือมนุษย์สร้างเอง
แล้วทำไมเรียงวันอาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ... อย่างที่เป็น
มันมาจากพวกโรมัน
ชื่อวันตั้งชื่อตามดาวและดาวเคราะห์ที่ชาวโรมันรู้จักในเวลานั้น และมองเห็นด้วยตาเปล่า คือพระอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวอังคาร ดาวพุธ ดาวพฤหัส ดาวศุกร์ ดาวเสาร์
ชื่อวันมาจากเทพในตำนานกรีกกับชื่อดาวเคราะห์ เช่น เทพวีนัส = ศุกร์ เทพมาร์ส = อังคาร เทพจูปีเตอร์ = พฤหัส เป็นต้น
ยกตัวอย่าง วันอังคาร (Tuesday) มาจากคำภาษาอังกฤษเก่า แปลว่าวันของเทพ Tiw เทพแห่งสงคราม ก็เทียบหรือโยงกับเทพเจ้ามาร์ส ในอารยธรรมส่วนใหญ่ก็โยงกับดาวอังคาร
โรมันโบราณถือว่ามาร์ส (Mars) เป็นเทพแห่งสงคราม การบวงสรวงและหรือการทำสงครามเทพมาร์สมักทำในเดือนมีนาคม ชื่อเดือน March มาจากภาษาละติน Martius เป็นสัญลักษณ์ของการทหาร
สัญลักษณ์ของมาร์สคือ The Spear of Mars เป็นรูปหอกกับโล่ สัญลักษณ์ของสงคราม และใช้เป็นสัญลักษณ์ของผู้ชายด้วย และยังใช้เป็นสัญลักษณ์ของดาวอังคาร
คำว่า Mars แผลงไปใช้ในภาษาอังกฤษเป็น martial หมายถึงการทหาร martial law = กฎอัยการศึก, martial arts = วิชาการต่อสู้
สังเกตว่าลำดับวันอาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์ ไม่ได้เรียงตามลำดับของดาวเคราะห์จากดวงอาทิตย์ คืออาทิตย์ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน
แล้วมันเริ่มต้นอย่างไร? ทำไมจึงเริ่มต้นระบบเจ็ดวันในวันนั้น? มันเป็นวันที่อาทิตย์ทรงกลด จันทร์เจิดจรัสเป็นพิเศษ สายรุ้งพาดท้องฟ้า หรือมีนิมิตอัศจรรย์? เปล่าทั้งสิ้น มันเร่ิมต้นในวันธรรมดาวันหนึ่ง ผู้นำโรมันบอกข้าราชการทั้งหลายว่า “ท่านโหรบอกว่าเราน่าจะแบ่งหนึ่งเดือนเป็นหน่วยย่อย คือสี่สัปดาห์ สัปดาห์ละเจ็ดวัน ใครมีความเห็นว่ายังไง?”
ข้าราชการคนหนึ่งว่า “ได้ครับพี่ ดีครับผม เหมาะสมครับท่าน”
อีกคนหนึ่งว่า “สุดยอด คิดได้ไง! แต่จะเรียงยังไง?”
“ท่านโหรเสนอว่าใช้ชื่อวันตามชื่อดาว ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวอังคาร...”
“ได้ครับพี่ ดีครับผม เหมาะสมครับท่าน แล้วจะเริ่มด้วยเทพองค์ไหน?”
ผู้นำโรมันมองซ้ายมองขวาแล้วกล่าวว่า “Saturn ก็แล้วกัน”
เวลานั้นในโลกของโรมัน เสาร์ (Saturn) เป็นเทพแห่งเวลา มีอำนาจมาก เทพเจ้า Saturn เชื่อมกับตำนานเทพโครนัส (Cronus) ของกรีก กลายเป็นเทพแห่งกาล
โครนัสในตำนานกรีกเป็นเทพโหดร้าย แต่โครนัสในตำนานโรมันเป็นเทพดี และผูกตำนานกับเทพเสาร์ เทพโครนัสเป็นสัญลักษณ์ของกาลเวลาฤดูกาล และปฏิทิน
ดาวเคราะห์เสาร์จึงถูกตั้งชื่อตามเทพองค์นี้
นี่น่าจะเป็นเหตุผลที่เมื่อโรมันเริ่มใช้ระบบวัน ก็เริ่มด้วยวันเสาร์ วันนั้นก็เป็นวันธรรมดา ตะวันขึ้นเหมือนทุกวัน ลมพัด นกร้องปกติ ดาวเสาร์ไม่ได้ฉายแสงแรงกล้า หรือเทพโครนัสก็ไม่ได้ปรากฏตัวต่อหน้าทุกคน
แล้วเราก็นับกันมาเรื่อย ๆ จากวันนั้นจนถึงวันนี้
มันไม่มีหลักอะไร เพราะถ้าพวกเขาประชุมเรื่องนี้เร็วขึ้นหรือช้าลงสองสามวัน วันจันทร์ อังคาร พุธ ฯลฯ ของเราตอนนี้ก็ขยับเคลื่อนไปแล้ว
สมมุติว่าในวันประชุม ผู้นำโรมไม่พอใจโหร อาจทรงพาลไม่พอใจระบบสัปดาห์ละเจ็ดวัน ก็อาจกำหนดสัปดาห์ละสิบวัน แค่หาชื่อเทพเจ้ามาอีกสามองค์ก็ครบสิบ รวมกันเป็น อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์ ยูโรปา ไทตัน เนปจูน
ผู้นำสั่งมา ลูกน้องก็บอกว่า “ได้ครับนาย”
วันเกิดของคุณตอนนี้อาจเปลี่ยนเป็นวันเนปจูนหรือวันยูโรปา ชะตาชีวิตคุณก็เปลี่ยนไปตามกติกาที่หมอดูกำหนด สมมุติว่าคุณเกิดในวันเนปจูนตามตำนานกรีก เทพประจำเนปจูนคือโพไซดอน ก็ย่อมมีหมอดูโยงนิสัยของคนเกิดวันนี้เข้ากับเทพโพไซดอนจนได้ สีมงคลประจำวันก็คงเป็นสีน้ำเงิน สีทะเลที่เกี่ยวกับเทพโพไซดอน และเป็นสีดาวเคราะห์ด้วย
คนที่เกิดวันเนปจูนก็จะต้องบูชาเทพโพไซดอน สวมเสื้อมงคลสีน้ำทะเล อัญมณีประจำวันเกิดก็คือ aquamarine (aqua แปลว่าน้ำ marine แปลว่าทะเลหรือมหาสมุทร) ตำนานลงตัวพอดี!
ผู้นำโรมเพียงแต่ไม่รู้ว่า ผ่านไปพันสองพันปี คนไทยมีความสามารถประดิษฐ์อักษรมงคล-กาลกิณีโยงเข้ากับวันอีกชั้นหนึ่ง
การตั้งชื่อวันอิงตามเทพเจ้าก็เพราะมันมีอยู่ ก็ใช้ ไม่มีหลักเกณฑ์แน่นอนอะไร
ถ้าคุณเป็นผู้มีอำนาจในยุคนั้น ไม่ชอบตำนานเทพกรีก ก็อาจตั้งชื่อวันตามดอกไม้ เช่น วันกุหลาบ วันแก้ว วันซ่อนกลิ่น วันโมก วันราตรี วันมะลิ วันปีบ หรือใช้ชื่อนก วันอินทรี วันฮูก วันอีแร้ง ฯลฯ
จะเห็นว่าอะไรก็ได้ทั้งนั้น ไม่ทำให้โลกหมุนเร็วขึ้นหรือช้าลง และเราสามารถแต่งเรื่องเสียบได้หมด แล้วใช้เรื่ิองนั้น ๆ มาเชื่อและบูชา
หมอดูมีงานทำ คนโง่มีเรื่องให้เชื่อ
จากหนังสือ หลับถึงชาติหน้า / วินทร์ เลียววาริณ
9-11-24(หนังสือเล่มนี้อธิบายความเชื่อเหลวไหลแบบนี้ทั้งหมด ซื้อเล่มเดียว ประหยัดค่าหมอดูตลอดชีวิต ใช้ได้ถึงลูกถึงหลาน
สนใจ สั่งซื้อได้ที่ https://www.winbookclub.com/store/detail/168/หลับถึงชาติหน้า)
0- แชร์
- 94
-

อาจารย์โฮชินอาศัยในเมืองจีนหลายปี แล้วจึงกลับไปญี่ปุ่นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีลูกศิษย์มากมาย ในบั้นปลายชีวิต ท่านเล่าเรื่องหนึ่งให้ศิษย์ฟัง เป็นเรื่องที่ท่านได้ยินมาจากเมืองจีน เรื่องมีอยู่ว่า
"มีอยู่ปีหนึ่ง ในวันที่ 25 ธันวาคม อาจารย์โทคุฟุอายุมากแล้ว บอกศิษย์ว่า "อาตมาจะไม่มีชีวิตอยู่อีกในปีหน้า" เย้าว่า "ดังนั้นพวกเจ้าควรดูแลอาตมาให้ดีในไม่กี่วันที่เหลืออยู่ในปีนี้"
ศิษย์คิดว่าอาจารย์ล้อเล่น แต่เนื่องจากท่านเป็นอาจารย์ที่ดีมาก และมีเมตตาสูง ศิษย์ก็ดูแลท่านอย่างดี
คืนสุดท้ายของปีนั้น โทคุฟุบอกศิษย์ว่า "พวกเจ้าดูแลอาตมาอย่างดี อาตมาจะจากพวกเจ้าไปตอนบ่ายของวันพรุ่งนี้ เมื่อหิมะหยุดตก"
ศิษย์พากันหัวเราะ คิดว่าท่านชรามากแล้ว และพูดจาเลอะเลือน อีกประการคืนนั้นฟ้าใสไร้วี่แววของหิมะ
เที่ยงคืนนั้น หิมะเริ่มโปรยลงมา บ่ายวันรุ่งขึ้น พวกเขาพบว่าอาจารย์ชราจากโลกไปแล้ว"
.......................
อาจารย์โฮชินเล่าจบแล้วก็บอกศิษย์ของตนว่า "ไม่จำเป็นที่อาจารย์เซนจะทำนายวันตายของตัวเอง แต่หากอยากจะทำ ย่อมทำได้"
ศิษย์คนหนึ่งถาม "แล้วอาจารย์ทำได้หรือไม่?"
"ได้..." อาจารย์โฮชินตอบ "...อาตมาจะแสดงให้พวกเจ้าเห็นอีกเจ็ดวันข้างหน้า"
ศิษย์พากันหัวเราะ และไม่เชื่อ ไม่กี่วันก็ลืมเรื่องนี้สนิท
ครั้นผ่านไปเจ็ดวัน อาจารย์โฮชินก็ชุมนุมศิษย์อีกครั้ง
"เจ็ดวันก่อน อาตมาบอกว่าจะจากพวกเจ้าไป เป็นธรรมเนียมที่จะเขียนบทกวีอำลา แต่อาตมาไม่ใช่ทั้งกวีและจิตรกรคัดลายมือ ใครสักคนช่วยเขียนคำพูดสุดท้ายของอาตมาเถิด"
ท่านมองศิษย์ทั้งหลายอย่างเปี่ยมเมตตา "พร้อมแล้วหรือไม่?"
"พร้อมแล้ว" ศิษย์ตอบ
ดังนั้นอาจารย์จึงกล่าวขึ้น
"อาตมามาจากความสุกใส
และกลับคืนสู่ความสุกใส
นี่คืออะไร"ศิษย์คนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า "อาจารย์... กวีบทนี้ขาดไปหนึ่งบาท"
อาจารย์โฮชินตะโกนด้วยเสียงดังดั่งราชสีห์ "ก้า!" แล้วจากโลกไป
ขยายความ : ในบทกวีห้าระดับ (Verses of the Five Ranks) ของต้งซานเหลียงเจี้ย การเปล่งเสียง "ก้า!" เป็นระดับที่หนึ่งในห้าระดับของการบรรลุธรรม เป็นประสบการณ์ของการพบความตายที่ยิ่งใหญ่ พบว่าสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายเป็นเพียงมายา การรู้แจ้งนั้นไร้ตัวตน วัฏสงสารนั้นไร้ต้วตน นิพพานนั้นไม่มีตัวตน เฉกเช่นท้องฟ้าที่ก้อนเมฆทั้งหลายถูกกวาดทิ้งไปสิ้น
............................
วินทร์ เลียววาริณ
14-6-26จาก มังกรเซน และ Mini Zen (เซนฉบับการ์ตูน)
มังกรเซน Shopee คลิก https://shope.ee/2VUCymbmSh?share_channel_code=6Mini Zen Shopee https://shopee.co.th/วินทร์-เลียววาริณ-ชุ
1 วันที่ผ่านมา -

สปิลเบิร์กสร้างหนังเกี่ยวมนุษย์ต่างดาวเรื่องแรกเมื่อ 50 ปีก่อน คือ Close Encounter of the Third Kind
รู้ไหมว่าชื่อนี้แปลว่าอะไร?
Close Encounter เป็นศัพท์ที่ตั้งโดยนักดาราศาสตร์ชาวอเมริกัน J. Allen Hynek หมายถึงการพบกันระหว่างมนุษย์เรากับสิ่งทรงภูมิปัญญาต่างดาว
เราจัดรูปแบบการพบกับสิ่งทรงภูมิปัญญาจากต่างดาวไว้สามแบบคือ
1 Close Encounter of the First Kind เป็นการพบแบบห่าง ๆ เช่น เห็นจานบินบนท้องฟ้า
2 Close Encounter of the Second Kind เป็นการพบแบบใกล้เข้ามาในระยะใกล้ เช่น เห็นจานบินจากต่างดาวลงมาจอดตรงหน้า
3 Close Encounter of the Third Kind เป็นการพบกับมนุษย์ต่างดาวแบบตัวต่อตัว มนุษย์ต่างดาวลงมาทักทายหรือขอยืมเงินจากคนบนโลก
บางครั้งก็เพิ่มอีกสองชนิด คือ Close Encounter of the Forth Kind เป็นการติดต่อกับอารยธรรมต่างดาว และ Close Encounter of the Fifth Kind การถูก 'มนุษย์ต่างดาว' ลักพา
อเมริกาน่าจะเป็นต้นกำเนิดของข่าว UFO มนุษย์ต่างดาว และจานบิน
น่าจะเริ่มจากข่าวเรื่อง Area 51
Area 51 หรือพื้นที่ 51 อยู่ในรัฐเนวาดา สหรัฐฯ เป็นฐานทัพอากาศของอเมริกาใกล้ทะเลสาบกรูม ดราย เนวาดา ฐานทัพแห่งนี้ใช้เป็นที่ทดสอบเครื่องบิน SR 71 และสเตลธ์ แต่คนทั่วไปรู้จักมันในฐานะที่มันเป็นที่ที่มนุษย์ต่างดาวมาเยือนมากกว่า ฝ่ายทหารออกมาชี้แจงหลายครั้งหลายหนว่า เรื่องนี้ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใดก็มิได้ลบความสงสัยของผู้คน
Area 51 ปรากฏในภาพยนตร์จำนวนมาก ไปจนถึงเกมคอมพิวเตอร์ แม้กระทั่งรายการ 60 Minutes ก็ยังเล่นกับเรื่องนี้
ชาวยูเอฟโอเชื่อกันว่ายานของมนุษย์ต่างดาวตกที่ Area 51 ในปี ค.ศ. 1947 หลักฐานที่เป็นที่ฮือฮามากคือฟิล์มภาพยนตร์มัว ๆ ที่ถ่ายการผ่าตัดมนุษย์ต่างดาวที่มีหกนิ้ว ตาโต หัวโต ถูกนำมาอ้างอิงนับครั้งไม่ถ้วน
ในทศวรรษ 1950 และ 1960 พวกฝรั่งคลั่งไคล้เรื่องการมาเยือนของมนุษย์ต่างดาวด้วยจานบิน ที่เรียกกันว่า ยูเอฟโอ (Unidentified Flying Objects - UFO)
มีรายงานการพบยูเอฟโอหลายหมื่นราย หลายคนอ้างว่าเป็นการพบแบบ Close Encounter of the Third Kind
หลังจากนั้นเรื่องมนุษย์ต่างดาวก็แพร่หลาย เขียนหนังสือจนรวยกันไปมากมาย
เรื่องที่นำมาเล่าก็มี
1 มนุษย์ต่างดาวจับคนไปผ่าตัดเพื่อศึกษาสรีระของคน
2 มนุษย์ต่างดาวทำยานตกบนโลก แล้วถูกคนจับไปผ่าเพื่อศึกษาสรีระของมนุษย์ต่างดาว
3 มนุษย์ต่างดาวผสมพันธุ์กับคน
4 มนุษย์ต่างดาวโดยสารด้วยจานบิน
เล่าซ้ำไปซ้ำมา
ที่น่าคิดคือ ข่าวเกี่ยวกับ UFO และมนุษย์ต่างดาว 99 เปอร์เซ็นต์เกิดขึ้นที่สหรัฐฯ และประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ ราวกับว่ามนุษย์ต่างดาวฟังออกเฉพาะภาษาอังกฤษ
แปลก ทำไมไม่มาเยือนอีสานถิ่นเฮาบ้าง มนุษย์ต่างดาวเว้าอีสานน่าจะเป็นจุดขายการท่องเที่ยวได้
คำถามคือแล้วเรื่องพวกนี้มีมูลความจริงไหม?
คำตอบคือตอบไม่ได้ เพราะไม่มีหลักฐาน มีแต่การเคลม
ผ่านมาเกือบ 80 ปีหลังเหตุการณ์ Area 51 ก็ยังคงมีแต่การเล่า แต่ไม่มีใครเอาหลักฐานมาแสดง
นักวิทยาศาสตร์บอกว่าขอแค่หลักฐานวัตถุที่มีไอโซโทปที่ไม่พบในโลกนี้ แค่ชิ้นเดียวเท่านั้น แต่ก็ไม่มีใครสามารถนำมาให้ดู
ทฤษฎีสมคบคิดในโลกนี้เหมือนกันอย่างหนึ่งคือ ยิ่งซับซ้อนยิ่งไม่มีมูลความจริง
เพราะคนเราชอบเรื่องซับซ้อนที่ไม่ต้องจริงก็ได้
ป.ล. พรุ่งนี้จะเล่าที่มาว่า ทำไมมนุษย์ต่างดาวจึงโดยสารจานบินเสมอ
วินทร์ เลียววาริณ
13-6-261 วันที่ผ่านมา -

คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ
1 คุณวินทร์เลิกเขียนนิยายวิทยาศาสตร์แล้วหรือครับ?
2 คุณวินทร์เรียนจบสถาปัตย์ฯ ทำไมไม่ทำงานสายนี้ครับ?
อ่านคำตอบได้จากลิงก์นี้ https://www.blockdit.com/posts/6a2bc6efe9ff9a87a61f53d6
ผู้อ่านสามารถคุยหรือตั้งคำถามกับผู้เขียนได้ เขียนคำถามมาได้ที่ inbox เพจเฟซบุ๊ค วินทร์ เลียววาริณ ช่วยแจ้งชื่อหรือนามปากกาด้วย ถ้าไม่แจ้งจะใส่ "ไม่ประสงค์จะออกนาม"
1 วันที่ผ่านมา -

สตีเวน สปิลเบิร์ก คือพ่อมดแห่งภาพยนตร์ เดวิด โคพพ์ คือมือเขียนบทแถวหน้าของฮอลลีวูด เมื่อสองคนนี้มารวมหัวกันทำหนังไซไฟสักเรื่อง ย่อมเป็นเหตุการณ์ที่ผู้คนติดตาม
นี่คือเรื่อง Disclosure Day หนังแนวไซไฟ-มนุษย์ต่างดาว
สปิลเบิร์กลุ่มหลงเรื่องแนวมนุษย์ต่างดาวมาอย่างน้อยก็ห้าสิบปีแล้ว เริ่มที่เรื่อง Close Encounters of the Third Kind (1977) มนุษย์ต่างดาวมาเยือนโลก มนุษย์ต่างดาวมีหน้าตาแบบคน สองแขนสองขาลีบ หัวโต ตาโต
ตามมาด้วย E.T. the Extra-Terrestrial (1982) มนุษย์ต่างดาวก็มีหน้าตาแบบคน สองแขนสองขาลีบ หัวโต ตาโตเหมือนเดิม
ในวงการวิทยาศาสตร์ โอกาสที่สิ่งมีชีวิตต่างดาวหน้าตาเหมือนคน หรือเป็นพวก humanoid นั้นเป็นเรื่องยาก แต่เอาเถอะ นี่เป็นหนัง ยอมหลับตาข้างหนึ่ง ดูซิว่าหนังจะนำเสนออะไรใหม่ๆ บ้าง
(มีสปอยเลอร์)
คำตอบคือมันเป็นหนังเซมเซม คนกลุ่มหนึ่งขโมยความลับของทางการเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาว หนีการตามล่าทั้งเรื่อง แล้วจบที่เผยแพร่ความลับนั้น
หนังเรื่องนี้เป็นตัวอย่างของการแต่งเรื่องให้ซับซ้อน มีองค์ประกอบมากมาย แต่เมื่อนำมารวมกันกลับเลอะ
ความจริงหนังมีองค์ประกอบบางอย่างที่น่าสนใจ เช่น การ 'ถอดร่าง' แต่เมื่อใส่ในโครงเรื่องหลักที่เซมเซม มันก็เป็นเพียงผงชูรสที่ไม่ทำให้หนังไปรอด
หนังเรื่องนี้ชี้ว่าผู้สร้างยังจมในกรอบคิดเดิม ยังยึดมั่นถือมั่นกับมนุษย์ต่างดาวสองแขนสองขาหัวโต ยังไม่สามารถเสนอประเด็นใหม่ในประเด็นเก่าอย่างมนุษย์ต่างดาวที่รอสเวล
ยังคงใช้โครงเรื่องเดิมคือมนุษย์ต่างดาวที่มีความสามารถเดินทางข้ามดาราจักร แต่ทำยานตกบนโลก ตกระกำลำบากบนโลก ปล่อยให้มนุษย์ทำการผ่าตัด
หนังขาดเหตุผล โดยเฉพาะฉากจบที่เมื่อเผยแพร่คลิปลับ ไม่มีสื่อใดสักสื่อในโลกทำการตรวจสอบ ไม่มีใครสักคนในโลกสักคนที่สงสัยว่ามันจริงหรือไม่จริง ทุกคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกเฟกนิวส์ทุกวี่ทุกวันเชื่อมันหมด
นี่เป็นงานเสียของ เป็นหนังน่าผิดหวังที่สุดเรื่องหนึ่งของสปิลเบิร์ก
Disappointment Day
5/10
(ฉายทางโรงภาพยนตร์)วินทร์ เลียววาริณ
12-6-26วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB
(มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)
2 วันที่ผ่านมา -
2 วันที่ผ่านมา
