-
วินทร์ เลียววาริณ1 ปีที่ผ่านมา
วันนี้ขอเสนอเลขมงคล ให้ฟรีๆ ไม่ต้องจ่ายให้ซินแสรายไหนสักบาทเดียว
เลขมงคลเหล่านี้ผู้ใดยึดไว้ใช้ ก็จะเกิดมงคลจริงแน่นอน เลขเหล่านี้ใช้แทงหวยไม่ได้ แต่ถูกล็อตเตอรีแห่งชีวิตได้ ใช้เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์มือถือให้โชคดีไม่ได้ แต่เปลี่ยนโลกทัศน์ของชีวิตได้ ใช้เพื่อสิริมงคลไม่ได้ แต่มันให้มากกว่าสิริมงคลร้อยเท่า
เลข 1
คือการเกิดมาในรูปของเราคนเดียว ทั่วทั้งจักรวาลมีเราเพียงคนเดียวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบที่เราเป็น นี่ย่อมเป็นเลขมงคล เพราะเราพิเศษจังเลย!เลข 2
เรามีสองมือสองเท้า นับเป็นมงคลอย่างยิ่ง ดังนั้นทำงานให้เต็มที่ไปเลยเลข 3
ตัวเลขแห่งพระรัตนตรัย นำมงคลมาสู่ชีวิต หากเราให้หลักธรรมนำทางเลข 4
ตัวเลขแห่งอริยสัจ 4 ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เคล็ดลับสู่ความสุขสงบสันติเลข 5
คือศีล 5 รักษาได้ ชีวิตก็เป็นมงคลเลข 6
ก็คือทิศหก บุคคลหกพวกที่เราเกี่ยวข้อง บิดา มารดา ครูอาจารย์ สามีภรรยา มิตรสหาย สมณะชีพราหมณ์ ลูกจ้างกับนายจ้าง ทำดีกับพวกเขา ชีวิตก็เป็นมงคลเลข 7
โชคดีจังที่เรามีเจ็ดวันต่อหนึ่งอาทิตย์! หกวันก็น้อยไป แปดวันก็มากไป เจ็ดวันกำลังดีเลข 8
คือศีล 8 รักษาไว้ย่อมเป็นมงคลเลข 9
คือจำนวนเดือนในท้องแม่ ระลึกถึงพระคุณแม่แล้วเป็นมงคลอย่างยิ่งเลข 10
เราเกิดมามีสิบนิ้ว ใช้ให้เต็มที่ ก็ย่อมเป็นมงคลเลข 24
คือจำนวนชั่วโมงในหนึ่งวัน เป็นมงคลจริง ๆ เพราะแทนที่โลกจะให้เรา 19 ชั่วโมงซึ่งน้อยไปนิด หรือ 28 ชั่วโมงซึ่งมากไปหน่อย โลกกลับใจดีให้เราถึง 24 ชั่วโมง มากพอจะทำการใด ๆ ได้เลข 50
ครึ่ง ๆ คือ 50 ทุกครั้งที่คิดหาคำตอบ จะมองสองทางเพื่อคานปัญญากัน มันเปิดโลกทรรศน์เราให้คิดอีกทางเสมอ ไม่เชื่ออะไรง่าย ๆเลข 99
เป็นเลขมงคลตามที่ ธอมัส เอดิสัน ว่าชีวิตคือการทำงานหนัก 99% อีก 1% เป็นไอเดีย การทำงานหนักก็คือมงคลชีวิตอย่างหนึ่งเลข 100
เป็นเลขมงคลอย่างยิ่ง เพราะเมื่อเราทำงานเต็มร้อยทุกวัน ชีวิตก็มีโอกาสเจริญรุ่งเรืองเลข 101
งานตั้งเป้าที่ 100 แต่ทำเกินเป็น 101 ชีวิตย่อมมีแต่ดีขึ้น ๆ พัฒนาขึ้น เจริญขึ้นเลข 126
ตัวเลขเริ่มต้นของโรคเบาหวาน ตัวเลขนี้ช่วยเตือนให้เราระวังเรื่องการกิน คนโบราณไม่รู้เรื่องตัวเลขนี้จึงป่วยเป็นโรคร้ายนี้กัน ในเมื่อเรารู้ และรักษาระดับน้ำตาลในตัวเราไม่ให้เกินเลขนี้ ก็ย่อมเป็นมงคลแห่งชีวิตเลข 6-12-6
คือ C6H12O6 เป็นสูตรเคมีของน้ำตาล ต้องกินพอประมาณ ถ้ากินมากก็ออกกำลังกาย เผามันทิ้งเสีย เมื่อนั้นเลขนี้ก็คือมงคลเลข 4,600,000,000
เลขอายุของโลก เป็นมงคลจริง เพราะเราได้เกิดมาในโลกนี้ที่ตัวเลขนี้เลข 13,700,000,000
เลขอายุของจักรวาลเป็นมงคลยิ่ง เพราะน่าทึ่งที่เราได้เกิดมาในจักรวาลนี้ยังมีตัวเลขมงคลอีกมากมายรอชี้ทางสว่างให้เรา
นี่หมายความว่าในบรรดาตัวเลขนับไม่ถ้วน ไม่มีตัวเลขอัปมงคลเลยหรือ? คำตอบคือมีเลขเดียว นั่นคือเลข 0
หากท่านไม่ทำงาน รอแต่ชะตาฟ้าดิน ความรู้ของท่านก็จะเท่ากับศูนย์ ความเจริญก้าวหน้าก็เท่ากับศูนย์ เงินทองก็คือสูญ และนี่คือความอัปมงคลแห่งชีวิตซึ่งมีสองมือสองเท้า แต่เลือกไม่ทำอะไร รอความช่วยเหลือจากอำนาจเหนือธรรมชาติอย่างลม ๆ แล้ง ๆ
แต่อีกนั่นแหละ ทุกอย่างอยู่ที่มุมมอง เลข 0 ก็เป็นมงคลได้ หากมองว่า 0 คือความว่างเปล่า ชีวิตคือมายา ไม่มีสาระ ไม่มีมงคล ไม่มีอัปมงคล
ชีวิตก็ไหลไปเช่นนั้นเอง
สัตว์โลกเป็นไปตาม ‘กรรม’ นั่นคือไม่ทำงานก็ไม่ก้าวหน้า ไม่ขยันก็ไม่รุ่งเรือง ไม่ทำอะไรมงคลก็คือเลข 0 และชีวิตที่เกิดคือความสูญเปล่า
ตัวเลขทุกตัวเป็นมงคลหากมองให้เห็น มองให้เป็น
จากหนังสือ รอยยิ้มใต้สายฝน
วินทร์ เลียววาริณhttps://www.winbookclub.com/store/detail/139/รอยยิ้มใต้สายฝน
0- แชร์
- 78
-

นายกมลเที่ยวรอบโลกสองรอบ ใช้ชีวิตในห้าสิบเอ็ดประเทศ แต่งงานสามครั้งกับสาวสวยระดับนางงาม เราบอกว่า “เขาใช้ชีวิตคุ้มจริง ๆ”
นายวิโรจน์ผ่านการรบในสมรภูมิ เข้าป่าถูกควายป่าไล่ขวิด ถูกมนุษย์กินคนจับไป ขึ้นรถเมล์เจอระเบิดขวด แต่รอดมาได้และอยู่จนแก่ตาย เราบอกว่า “เขาใช้ชีวิตคุ้มเหลือเกิน”
นายรองได้ควงสาวสวยยี่สิบคน กินอาหารอร่อยทั่วประเทศ ชิมไวน์ชั้นเลิศจากทั่วโลก เราบอกว่า “เขาใช้ชีวิตคุ้มมาก”
หากมองด้วยตัวอย่างเหล่านี้ ‘ใช้ชีวิตคุ้ม’ คือการเสพสุขหรือการได้รับประสบการณ์ที่ดี ๆ มาก ๆ หรือประสบการณ์ชีวิตที่เข้มข้น ตื่นเต้น มีสีสัน สนุกสนาน และแปลก
ชีวิตเหล่านี้ถ้าเป็นกะทิก็คือหัวกะทิ ถ้าเป็นกาแฟก็คือเอสเปรสโซ ถ้าเป็นเครื่องแกงก็เข้มข้นจัดจ้าน
ทั้งหมดนี้ดูจะเป็นเรื่องประสบการณ์ทางกายภาพมากกว่าจิตใจ เราไม่เรียกนักบวชที่นั่งสมาธิเข้าถึงรสธรรมหรือพ่อค้านั่งหงิม ๆ ในร้านทั้งชีวิตว่าคุ้ม
ดังนี้ ‘คุ้ม’ ในค่านิยมของคนทั่วไปก็มีนัยของโชคชะตา เหมือนซื้อลอตเตอรี ไม่ใช่ทุกคนมีโอกาสถูก ‘ลอตเตอรี’
ว่าก็ว่าเถอะ เกิดมาด้วยฐานะดี ก็มีโอกาสรับการศึกษาสูงกว่า มีโอกาสได้เดินทาง เสพไวน์มากกว่า
คำถามคือ นี่เป็นมาตรวัดที่ถูกต้องแล้วหรือไม่ เราใช้มาตรใดวัดว่าชีวิตหนึ่งคุ้ม อีกชีวิตหนึ่งไม่คุ้ม ถ้าหาก ‘คุ้ม’ มีความหมายถึงการได้รับมากกว่าหรือเข้มข้นกว่า เราจะอธิบายคนที่ทำงานตลอดชีวิตอย่างเหน็ดเหนื่อย ไม่เคยไปเที่ยวที่ไหนว่าคุ้มได้หรือไม่ หากไม่มีเงินไปเที่ยวรอบโลก หรืออาจไม่ได้ออกจากชนบทที่อาศัยอยู่เลยตลอดชีวิต แปลว่า ‘ไม่คุ้ม’ หรือ?
ญาติคนหนึ่งของผมใช้ชีวิตในต่างจังหวัดไกล เมื่อเขาพบว่าเป็นมะเร็งระยะปลาย เขาบอกว่า ถึงตายไปในวันนี้ก็ไม่เป็นไร เพราะพอใจชีวิตที่ผ่านมาแล้ว
เขารู้สึกว่าชีวิตของเขาคุ้มแล้ว ทั้งที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายตั้งแต่เกิด ตลอดชีวิตไม่ได้เดินทางไปไหน ไม่ได้ถูกควายป่าขวิด ไม่ได้ถูกมนุษย์กินคนจับตัวไป และไม่ได้ชอบไวน์ชั้นเลิศแต่อย่างไร เขาพอใจชีวิตเรียบง่ายแบบนี้ ถ้าย้อนเวลากลับไปเลือกใหม่ ก็จะยังเลือกทางเดินสายเดิมนี้
ดังนี้อาจพูดได้ว่า คุ้มคือความพึงใจรสชาติของชีวิต ใช้ชีวิตได้สมใจปรารถนา
ศิลปินนักเขียนผู้สร้างผลงาน ‘มาสเตอร์พีซ’ มักรู้สึกว่าชีวิตของตนคุ้มแล้ว นั่นคือเต็มแล้ว เพราะได้สร้างงานที่ตนเองพึงใจ ทั้งที่ตลอดชีวิตเขาทำงานหนักและเหนื่อย แต่งานที่ทำเป็นความสุขของเขา
ดังนี้อาจพูดได้ว่า คุ้มก็คือการเติมเต็มชีวิตของตน ได้ทดลองเดินไปตามทางที่ฝัน
คุ้มจึงเป็นเรื่องของความพอใจด้วย พอใจเมื่อไร ก็คือคุ้มแล้ว
ถ้า ‘คุ้ม’ เป็นเรื่องของความพอใจ มันก็เป็นอัตวิสัย
และบางทีเรานิยามคำว่าคุ้มโดยใช้ตัวเราเป็นหลัก
ลองนึกดู ถ้าใครคนหนึ่งเกิดมามีฐานะดี เรียนสูง ทำงานดี มีตำแหน่งสูง แต่ฉ้อราษฎร์บังหลวง ทำให้แผ่นดินเสียหาย อย่างนี้ ‘คุ้ม’ ของเขาก็คือ ‘ไม่คุ้ม’ ของคนทั้งแผ่นดิน นี่ยังสามารถจะเรียกว่าใช้ชีวิตคุ้มได้หรือ?
ในทางตรงข้าม พระที่ใช้ชีวิตทั้งชีวิตในวัด ไม่เคยเดินทางไปเที่ยวที่ไหน ไม่เคยกินอาหารพิสดารของพ่อครัวห้าดาว แต่สอนชาวบ้านให้เป็นคนดี การดำรงอยู่ของพระรูปนี้ย่อมดีกว่าการไม่มีพระรูปนี้ ดังนี้เราก็น่าจะบอกว่า ชีวิตของพระรูปนี้คุ้มแล้ว เพราะสำหรับคนทั้งหมู่บ้าน ชีวิตของพวกเขาคุ้มเพราะพระรูปนี้
ชาวบ้านเดินดินที่ใช้เวลาทั้งชีวิตช่วยเหลือคนอื่น ชายผู้ปลูกต้นไม้ไปทั่วจังหวัด หมอที่เปิดคลินิกรักษาคนไข้ฟรี แต่ตัวเองใช้ชีวิตง่าย ๆ ฯลฯ คนเหล่านี้ให้คนอื่นมากกว่าให้ตัวเอง คนเหล่านี้ทำให้ชีวิตคนอื่น ‘คุ้ม’
บางทีชีวิตที่คุ้มที่สุดก็คือชีวิตที่ทำให้ชีวิตอื่นคุ้ม มากกว่าตัวเราคุ้ม
ดังนั้น “ใช้ชีวิตคุ้ม” น่าจะกว้างกว่าแค่มีประสบการณ์ชีวิตเข้มข้นหรือการที่เราได้มากกว่าคนอื่น หรือเกินศักยภาพของเรา
ไม่ใช่ทุกคนสามารถทำให้ชีวิตตนเองคุ้มกับการดำรงอยู่ในโลกนี้
บางทีชีวิตที่คุ้มคือชีวิตที่มีความรัก ความเมตตา ความรู้ ความเข้าใจโลก ความสันโดษ ความพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่
บางที ‘คุ้ม’ มิได้อยู่ที่สิ่งดี ๆ ที่เราเป็น แต่คือสิ่งดี ๆ ที่เราทำ ไม่สร้างปัญหาให้ใคร ไม่เบียดเบียนใคร ทำให้สังคมดีขึ้น พูดง่าย ๆ คือหากการปรากฏตัวของเราในโลกนี้มีคุณมากกว่าโทษ ก็อาจนับว่าเราใช้ชีวิตคุ้มแล้ว
ปราชญ์กรีกโบราณ โสเครติส กล่าวว่า “ชีวิตที่ไม่ถูกสำรวจตรวจตราไม่ใช่ชีวิตที่น่าอยู่”
ชีวิตก็เหมือนเส้นทางที่ยังไม่ได้สำรวจ เราทุกคนเกิดมาพร้อมเส้นทางสายหนึ่ง เรามีเวลา 70-80 ปีสำรวจมันให้ทั่ว
บางคนก็สำรวจทุกซอกทุกมุม บางคนก็ไม่สำรวจมันเลย
การสำรวจมันไม่ได้แปลว่าจะชอบสิ่งที่พบเห็นตามทาง แต่ก็อาจมีโอกาสพบเห็นเรื่องที่มีสีสันมากกว่าการไม่สำรวจเส้นทางเลย
เราเรียกการสำรวจเส้นทางนี้ว่าการใช้ชีวิต
แน่ละ ไม่มีกฎกติกาใดที่บังคับให้เราต้องสำรวจเส้นทาง
เราอาจได้รับของขวัญชิ้นหนึ่ง แต่มีสิทธิ์ที่จะเลือกไม่เปิดกล่องของขวัญนั้น
แต่เกิดมาแล้วมีสองขา ก็น่าจะลองเดินสำรวจทางชีวิตของตัวเอง
คุ้มหรือไม่คุ้มก็ไม่เป็นไร
วินทร์ เลียววาริณ
3-6-26จาก 1 เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้
61 บทความ 190.- บทความละ 3.1 บาท
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/150/1%20เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้ทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395
1 วันที่ผ่านมา -

วันนี้มีนัดกับศัลยแพทย์ หลังจากผ่าตัดครบสามสัปดาห์
แผลแห้งแล้ว ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง แม้ยังไม่จบทีเดียวนัก
นั่นเป็นเรื่องอนาคต ณ ปัจจุบัน ก็สมควรแก่เวลาที่จะต้องรายงานว่าเกิดอะไรขึ้น
ปกติผมไม่เล่าเรื่องส่วนตัวแบบนี้ให้คนทั่วไปฟัง แต่เนื่องจากมีคนจำนวนมากทั้งเขียนมา โทร.มา ถามไถ่อาการ ก็คิดว่าคงต้องเล่า
อีกประการ เรื่องที่ผมเจอก็เข้าข่าย 'บังเอิญ' ถ้าเป็นนวนิยาย ก็ถือว่าเขียนไม่เป็น จึงต้องพึ่งความบังเอิญ
อย่างไรก็ตาม เรื่องมันยาว ถ้าเป็นหนังฮอลลีวูด ก็คงต้องมีคำโปรยว่า 9 Years Earlier
เก้าปีก่อน ผมถูกลอตเตอรีแห่งชีวิตห้าใบซ้อน นั่นคือพบเรื่องดีที่เป็นเรื่องไม่ดีซึ่งปกติไม่มีทางพบ หากไม่บังเอิญ
ถ้าจะเล่าเรื่อง 'ลอตเตอรี' ก็ยาวมากเช่นกัน และต้องมีคำโปรยว่า 9 Weeks Earlier จาก 9 Years Earlier อีกทีหนึ่ง
โอ๊ย! แค่ไปหาหมอ ทำไมพล็อตเรื่องซับซ้อนปานนี้?
เอ้า! เล่าตั้งแต่ต้นก็แล้วกัน
................................
เก้าปีก่อน ผมทำสวนแล้วพบรอยดำที่เล็บเท้า ขูดไม่ออก ไปหาหมอคนที่ 1 ซึ่งสนิทกัน หมอบอกว่าเป็นราดำ แต่นี่เป็นคลินิกโรคภูมิแพ้ ให้ไปหาหมอที่โรงพยาบาลก็แล้วกัน
ก็ไปหมอคนที่ 2 ที่โรงพยาบาล หมอบอกว่าไม่ซีเรียส ราดำรักษาได้ มีสองวิธีคือกินยาหรือทายา
ยังไม่ทันเลือก หมอก็บอกว่ากินก็แล้วกัน จะได้หายเร็วหน่อย ก็กินยาไป
อาทิตย์นั้นผมมีนัดตรวจร่างกายประจำปีพอดี หมอคนที่ 3 ซึ่งเป็นหมอประจำตัวบอกว่า ผลเลือดคุณไม่ปกติ ค่าเอนไซม์ตับสูงไป
ปกติค่าเอนไซม์ตับขึ้นๆ ลงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่หมอคนที่ 3 บอกว่า "ไม่สบายใจ" ส่งไปตรวจอัลตราซาวน์ดูตับก็แล้วกัน สงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นที่ตับแน่ๆ
หลังจากผลอัลตราซาวน์ออกมา ไม่พบความผิดปกติที่ตับ ที่ค่าเอนไซม์ตับสูงไปเพราะเป็นผลข้างเคียงจากยาแก้ราดำ
แต่ไปพบชิ้นเนื้อเล็กมากที่ไตซ้าย
หมอคนที่ 4 ยืนยันว่าเป็นเนื้องอกไม่ดี มันคือมะเร็งระยะเริ่มต้น
ก็เป็นที่มาของการผ่าตัดเมื่อเก้าปีก่อน ผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง ผ่านไปเรียบร้อย
หลังจากนั้นก็ตรวจอัลตราซาวน์ทุกปี ทุกอย่างปกติ จนเมื่อต้นปีก่อน พบถุงน้ำหรือซีสต์ที่ไตซ้าย
เป็นซีสต์ที่ภายในบรรจุเนื้องอกไม่ดี จะเก็บไว้ดูเล่นไปเรื่อยๆ ก็ได้ แต่หากมันแตก ก็เป็นมะเร็งระยะท้ายเลย
ก็เป็นที่มาของการผ่าตัดเมื่อเดือนก่อน
มันเป็นการผ่าตัดที่แม้แต่อาจารย์หมอยังบอกว่ายาก เนื่องจากเป็นการผ่าซ้ำจุดเดิม พบว่าเต็มไปด้วยพังผืด แต่หมอก็ทำสำเร็จ ยังรักษาไตครึ่งหนึ่งไว้ได้โดยไม่ตัดทิ้ง (ตัดทิ้งง่ายกว่า)
การผ่าครั้งนี้จำเป็นต้องใช้วิธีแบบเปิดท้อง ลงมีดเป็นแผลเจ็ดนิ้ว เฉือนกระดูกชายโครงออกไปนิดหน่อย เพราะเป็นพวกสันหลังยาว กระดูกยาวกว่าชาวบ้านเขา เกะกะการทำงาน!
การผ่าตัดเรียบร้อย เอาระเบิดเวลาออกไปได้
ที่ผมบอกว่าถูกลอตเตอรีแห่งชีวิตห้าใบก็เพราะว่า
(ลอตเตอรีใบที่ 1) หากคนใกล้ตัวไม่ยืนยันให้ผมไปหาหมอเพื่อรักษาราดำ ก็จะไม่รู้เรื่องทั้งหมด
(ลอตเตอรีใบที่ 2) หากหมอคนที่ 1 ให้ยามาทา ผมก็คงไม่ไปหาหมอคนที่ 2
(ลอตเตอรีใบที่ 3) ถ้าหมอคนที่ 2 ให้ยาทา หมอคนที่ 3 ก็จะไม่พบค่าเอนไซม์ตับผิดปกติ
(ลอตเตอรีใบที่ 4) หากอาทิตย์นั้น ผมไม่มีนัดตรวจเลือด ก็ไม่พบค่าเอนไซม์ตับผิดปกติ ต้องเป็นไม่กี่วันนั้นพอดี
(ลอตเตอรีใบที่ 5) หากหมอคนที่ 3 ไม่รู้สึก "ไม่สบายใจ" พอ ก็จะไม่ส่งผมไปตรวจอัลตราซาวน์
ทุกเหตุการณ์เป็น cause-effect ที่ลงตัวพอดี ไม่เช่นนั้นผมน่าจะตายมา 7-8 ปีแล้ว
และผมก็จะไม่ได้เขียนหนังสืออีก 30 เล่ม ฆาตกรรมกุหลาบดำ สี่ภพ หิน 15 ก้อนฯ กำลังใจอีก 6-7 เล่ม และชุด Mini ทั้งหมด ฯลฯ
................................
คำถามวันนี้คือ มันจะเกิดขึ้นอีกไหม คำตอบคือเป็นไปได้สูง เพราะนี่เป็นเรื่องพันธุกรรม
คุมการใช้ชีวิตได้ แต่คุมพันธุกรรมไม่ไหว
แต่เรื่องนี้ก็แล้วแต่มุมมอง มองมุมหนึ่งคือ เราได้ชีวิตเก็บตกมาตั้งหลายปี
เอพิคทีตัสกล่าวว่า “มีบางเรื่องอยู่ในอำนาจควบคุมของเรา บางเรื่องไม่อยู่ในอำนาจควบคุมของเรา"
เราใช้ชีวิตส่วนที่เราคุมได้ให้ดีที่สุด
ก็ทำได้แค่นั้น
วินทร์ เลียววาริณ
2 มิถุนายน 2569
1 วันที่ผ่านมา -

ชีวิตคือห่วงโซ่ของเหตุการณ์ท่อนสั้น ๆ มาร้อยต่อกัน บางท่อนสวยงามสมบูรณ์ บางท่อนมีสนิมกัดกิน
ไม่ว่าเราจะพยายามลืมความคงอยู่ของท่อนใดท่อนหนึ่งแค่ไหน มันก็ยังคงอยู่ เราอาจสามารถลืมมันได้ชั่วคราว แต่เมื่อเราเผลอหรือฝัน มันก็ปรากฏตัวขึ้น
มนุษย์ทุกคนล้วนอยากให้แต่ละท่อนของสายโซ่ชีวิตของตนสวยงาม สมบูรณ์ ไร้สนิม แต่ในความจริง ชีวิตเป็นส่วนผสมของส่วนที่สวยงามและไม่งดงามรวมกัน ทัศนคติของเราต่างหากที่ทำให้เรามองเห็นบางท่อนของโซ่ชีวิตเป็นเรื่องไม่ดี
เรื่องร้าย ๆ ที่เกิดขึ้นกับคนคนหนึ่ง อาจเป็นเรื่องเลวร้ายที่สุดทีเกิดขึ้นในชีวิตของเขา แต่สำหรับอีกคนหนึ่งอาจถือว่าเป็นเรื่อง ‘จิ๊บจ๊อยมาก’
ดังนั้นจะว่าชีวิตสวยงามหรือไม่สวยงาม ส่วนหนึ่งก็ขึ้นกับตัวเราเอง
สุขหรือทุกข์ขึ้นอยู่กับมุมมองของเรา
แน่นอนอาจมีบางครั้งที่ปัจจัยภายนอก เช่นคนอื่น มาทำลายห่วงโซ่ห่วงหนึ่ง ๆ หรือหลายห่วง แต่เราก็ต้องซ่อมแซมส่วนที่เสียหาย แล้วก้าวเดินต่อไป
หลายคนชอบบอกว่าเป้าหมายในชีวิตของตนคือการแสวงหาความสุข ทว่าความสุขไม่ใช่ ‘จุดหมาย’ ความสุขไม่ได้เกิดจากการแสวงหา แต่มาจากการสร้าง ไม่ต้องสร้างยาก ๆ สร้างง่าย ๆ ก็พอ
ปรัชญาการใช้ชีวิตแบบเต๋าเป็นตัวอย่างที่ดี นั่นคือ “เมื่อหยุดแสวงหา ก็พบพาน”
ใช้ชีวิตเรียบง่าย ติดดิน สุขแบบง่าย ๆ ไม่ต้องแพง
หลายคนพบสัจธรรมนี้เมื่อใกล้ตาย เรายังไม่ตาย และเราสามารถทำได้เพราะยังไม่สายเกินไป
เราทุกคนสามารถสร้างแต่ละขณะจิตหรือช่วงเวลาสั้น ๆ หนึ่งช่วง (moment) ให้เป็นช่วงยามที่มีความสมบูรณ์ในตัวมันเอง เรียกว่า happy moment
happy moment แต่ละห้วงอาจเป็นการหัวเราะอย่างมีคุณภาพ การยิ้มกับคนที่เรารัก การมองท้องฟ้าในวันที่รถติด การมองหยดน้ำฝนบนกระจกหน้าต่างแล้วนึกถึงความหลังที่สวยงามในวัยเด็ก การผิวปากเพลงที่ชอบ ฯลฯ
ความสุขในชั่วขณะจิตเหล่านี้สร้างขึ้นได้เมื่อเราเปิดหัวใจมองโลกด้วยสายตาที่ดี เปิดใจพร้อมรับความสุข มันเกิดขึ้นได้ง่ายดาย ไม่ต้องซื้อทัวร์ราคาแพง ไม่ต้องแสวงหาในรีสอร์ทไกล ๆ
ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ไม่คาดหวังไว้สูงเกินไป ความสุขก็เกิดขึ้นทันใด
วินทร์ เลียววาริณ
2-6-26จากหนังสือ คำที่แปลว่ารัก
170 บาท 36 บทความ บทความละ 4.7 บาทhttps://www.winbookclub.com/store/detail/95/คำที่แปลว่ารัก
โปรโมชั่น https://www.winbookclub.com/store/detail/218/S7%20ชุดกำลังใจ%203%20แถม%201
ทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395
2 วันที่ผ่านมา -

ปัญหาใหญ่ที่สุดของชาวโลกส่วนมากคือ ถ้าไม่ใช้ชีวิตในอดีต ก็ในอนาคต
หมกมุ่นหม่นหมองกับอดีตและวิตกกังวลถึงอนาคต
แต่ความจริงคือ ไม่ว่าจะจมอยู่ในปลักอดีตหรือกังวลในเรื่องอนาคต ก็คือการใช้เวลาปัจจุบันนั่นเอง เพราะเราอยู่ได้เฉพาะในเวลาปัจจุบันเท่านั้น
บางทีอาจจะมีจักรวาลอื่น ๆ ที่เราสามารถอยู่ในอดีตหรืออนาคตได้พร้อมกัน แต่ไม่ใช่จักรวาลที่เราอยู่ ณ ตอนนี้
เหมือนการดูหนังที่เรื่องไหลต่อเนื่อง แต่ความจริงคือหนังทั้งเรื่องประกอบด้วยเฟรมภาพเอกเทศมากมาย แต่ละเฟรมเป็นเอกเทศของมันเอง ทว่าเมื่อฉายเรียงลำดับ ก็ดูเหมือนว่ามันเป็นสิ่งที่ไหลต่อเนื่อง
เรามีชีวิตอยู่ทีละหนึ่งวินาที หรือเสี้ยววินาที หากเราอยากแบ่งให้ละเอียดลงไปอีก
โลกไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต มีแค่วินาทีนี้เท่านั้น
ทุกขณะจิตบนโลกคือ ‘เฟรมหนังปัจจุบัน’
‘เฟรมปัจจุบัน’ นี้สั้นแสนสั้น จึงไม่ควรเสียไปกับการนึกถึงเฟรมก่อนหน้า หรือเฟรมที่ยังมาไม่ถึง
ดังที่ปราชญ์โรมัน เซเนกา เขียนว่า “จงใช้ชีวิตทันที และนับทุก ๆ วันเป็นชีวิตเอกเทศ”
การจมในความคิดอดีตกับการวิตกเรื่องอนาคตจึงเป็นการผลาญเวลาปัจจุบันไปฟรี ๆ เหมือนเผาน้ำมันขณะจอดรถอยู่กับที่ ตอนรถติด
แต่รถติดในทางจิตนั้นอาจแพงกว่าเผาน้ำมันตอนรถติดมากนัก
การหมกมุ่นกับเรื่องไม่ดีที่ผ่านมาแล้วหรือยังไม่เกิดขึ้นอยู่ในรูปของความคิดในหัวของเรา ณ ขณะจิตปัจจุบัน จับต้องไม่ได้ มันเป็นขยะที่เราไม่ยอมทิ้ง
ดังนั้นการจมในความคิดอดีตกับการวิตกเรื่องอนาคตก็คือการใช้สมองเก็บขยะ
ขณะที่เราวิตกถึงอนาคต เหตุการณ์นั้นยังไม่มีตัวตน ยังไม่เกิดขึ้น และอาจจะไม่เกิดขึ้น มันเป็นแค่จินตนาการที่ไม่มีอำนาจเปลี่ยนอนาคตใด ๆ แต่สามารถทำให้ปัจจุบันขณะของเราหดหู่โดยไม่จำเป็น
ถ้าเราไม่ใช้ชีวิต ณ วินาทีปัจจุบัน ก็เท่ากับไม่มีชีวิตหรือสูญเสียวินาทีนั้นไปโดยเปล่าประโยชน์
ถ้าไม่ใช้วินาทีที่ปรากฏตัวอยู่แวบเดียว มันก็เสมือนไม่มี เราก็เป็นแค่คนตาย เพราะไม่ได้ทำอะไร
เสียเวลาเปล่า
เซเนกาเขียนว่า “มันไม่ใช่ว่าเรามีเวลาน้อย แต่เพราะเราเสียเวลาไปมากต่างหาก ชีวิตที่เราได้รับมาไม่สั้นเลย แต่เราทำให้มันสั้นเอง มันไม่ใช่เราไม่ได้รับอย่างเพียงพอ แต่เราใช้มันไปอย่างเปล่าประโยชน์”
การเจียดเวลาปัจจุบันไปใช้ในอดีตและอนาคต เท่ากับเปลืองทรัพยากร เปลืองอายุ
บางคนอายุยืน 80 ปี แต่ใช้จริง ๆ ไม่ถึงครึ่ง เพราะละลายเวลาที่เหลือไปกับอดีตที่ผ่านไปแล้ว และอนาคตที่ไม่มีตัวตน
เล่าจื๊อกล่าวว่า “หากเจ้าหดหู่ เจ้ากำลังอยู่กับอดีต
หากเจ้าวิตก เจ้ากำลังอยู่กับอนาคต
หากเจ้ามีความสงบ เจ้ากำลังอยู่กับปัจจุบัน”ปัญหาใหญ่ที่สุดของชาวโลกส่วนมากคือ เราถูกสอนแต่เด็กให้คิดถึงแต่อนาคตที่ดีกว่า ไม่ใช่ปัจจุบันที่ดี
เราถูกสอนให้นึกถึงเป้าหมาย และเดินไปให้ถึงเป้าหมายนั้น นี่ทำให้หลายคนตีความผิด คิดว่าอนาคตสำคัญกว่าปัจจุบัน
การวางแผนอนาคตไม่ใช่การใช้อนาคต มันก็คือแผนหรือโครงหลวม ๆ ให้เรารู้ แต่ไม่ใช่การใช้ชีวิตกับอนาคต ตัวอย่างที่ชัดที่สุดก็คือความวิตกกังวลในเรื่องของอนาคต เราจะล้มเหลวไหม เราจะสอบตกไหม เราจะ ฯลฯ
จนในที่สุดเราก็กลายเป็นคนที่ไม่มีปัจจุบัน
มองในมุมนี้ คนไร้ ‘อนาคต’ ไม่น่าเป็นห่วงเท่าคนไร้ ‘ปัจจุบัน’!
คนมีปัญญาจึงนับทุก ๆ วันเป็นชีวิตเอกเทศ
วินทร์ เลียววาริณ
1-6-26จาก ตัวสุขอยู่ในหัวใจ
260 บาท 49 บทความ เรื่องละ 5.3 บาท
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/211/ตัวสุขอยู่ในหัวใจทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395
3 วันที่ผ่านมา -

วันสุดท้ายของเดือนห้า ฝนตกหนักทั่วกรุง แล้วจู่ๆ ผมก็นึกได้ว่า นอกจากฉากฟ้ากลางคืนแล้ว ผมใช้ฉากฝนตกในเรื่องสั้นและนวนิยายหลายเรื่องมาก
ยกตัวอย่าง
..............................
จากเรื่อง คนแปลกหน้า ปรัชญาที่สวนสาธารณะ (อาเพศกำสรวล)
พิรุณพิโรธเทลงมาตลอดคืนวันเสาร์ พายุอึงคะนึง เมฆดำลอยเรี่ยต่ำราวจะแตะยอดหลังคาบ้านเรือน ท้องฟ้าคล้ายกระดาษขาวผืนใหญ่ที่ฉ่ำน้ำดังถูกพู่กันจุ่มสีชุ่มโชก กดหยดสีลงบนแผ่นฟ้ากว้างขาวชื้นซึมออกเป็นวงกว้าง ตั้งแต่หัวค่ำสายฝนใหญ่คล้ายผ้าขี้ริ้วผืนมหึมากวาดซับชำระสิ่งสกปรกออกจากทุกอณูอากาศ หลังคาอาคารบ้านเรือน ถนน บาทวิถี เสาไฟฟ้า ทางม้าลาย และต้นไม้ที่มีฝุ่นเกาะชั่วนาตาปี คราบละอองทั้งหมดไหลตามน้ำจากฟ้าลงสู่ท่อระบายน้ำ ครั้นรุ่งสางฟ้าหมาดฝน เมืองเทพก็สะอาด แต่ยังมีหยาดน้ำเกาะพราว
........................
นวนิยาย ฝนตกขึ้นฟ้า
ต่างคนต่างเงียบไปอีกนาน เขาเหม่อมองภาพเบื้องหน้าอย่างเลื่อนลอย
"คุณมองอะไรคะ?"
"ฝนตก"
หล่อนเปรยลอย ๆ "แปลกนะ"
"อะไรแปลก?"
"คุณมองฝนตกแน่วนิ่ง เหมือนฤาษีเข้าฌานเลย ทั้ง ๆ ที่มันเป็นฝนตกธรรมดา"
"สำหรับผม มันไม่ธรรมดา"
"ยังไงคะที่ว่าไม่ธรรมดา?"
"ฝนตกขึ้นฟ้า..." เขาพึมพำ
"หมายความว่าอะไรคะ?"
"ช่างเถอะ มันไม่สำคัญหรอก"
..............................
นวนิยาย ปีกแดง
ฝนพรำทั่วทุ่งกว้างที่ร้างผู้คน ไกลออกไปเป็นเงาราง ๆ ของเทือกเขา ท้องฟ้าเบื้องบนซีดราวผ้าขาวที่ถูกซักมานานปี เหนือเส้นขอบฟ้าปรากฏร่างชายคนหนึ่งเดินผ่านไปอย่างเชื่องช้า
เขาก้าวผ่านเศษซากของสงคราม เขามาดิ้นรนไขว่คว้าสิ่งที่เขามองไม่เห็น ณ ที่นี่เพื่ออะไร หากมิใช่เพราะคำว่า ความรัก!
เขาคงเป็นบ้าไปเป็นแน่ แผ่นดินใหญ่เช่นนี้ จะตามเด็กหญิงเล็ก ๆ คนหนึ่งได้ที่ใด
ฝนพรำแผ่ทุ่งกว้าง น้ำไหลผ่านหน้า แยกไม่ออกว่าหยดใดคือน้ำฝน หยดใดคือน้ำตา
บางทีโศกนาฏกรรมแห่งความรักจะไม่มีวันจบ
เพราะความรักที่แท้คือความทุกข์อย่างหนึ่ง?
..............................
นวนิยาย ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน
สายฝนเทลงมาจากฟ้าเหมือนกระแสธารบ้าคลั่ง กระแสลมพัดตีมันกระจัดกระจายเป็นเม็ดฝนพร่างพรม หยดน้ำร้อยพันเม็ดก่อตัวบดบังกระจกหน้ารถ ก้านปัดน้ำฝนปัดซ้ายปัดขวาสุดแรง แล้วหยดฝนชุดใหม่ก็ก่อตัวมาบดบังกระจกหน้าอีก แต่กระนั้นพายุสายฝนเดือนกันยายนดูจะไม่สามารถทำให้คนในรถซีตรองคันนั้นประหวั่นพรั่นพรึง แม้เบื้องหน้าจะมีความตายรออยู่ก็ตาม เพราะเบื้องหลัง มัจจุราชอีกตัวกำลังตามมาติด ๆ
..............................
นวนิยาย 16 องศาเหนือ
แล้วการรบก็อุบัติ เสียงปืนกลแผดขึ้นเป็นระยะ สลับกับเสียงฟ้าคำราม แล้วห่าฝนก็เทลงมาอย่างหนัก พวกเขาหลบในดงไม้ เปียกฝนทั้งตัว พื้นดินรอบตัวค่อย ๆ กลายเป็นโคลนเลน จนยากที่ทั้งสองฝ่ายจะรุกหน้า
..............................
นวนิยาย 17 องศาเหนือ
เขาทอดสายตาออกนอกหน้าต่าง มองลงไปที่ลำคลอง ไม่มีหิ่งห้อยแล้ว แสงแรกของวันโอบกอดต้นไม้กับสายน้ำอย่างทะนุถนอม มันมาเยือนพร้อมเม็ดฝนหลงฤดู ฝนกำลังโปรยเม็ดบางเหมือนหยดน้ำค้าง เรือแจวบรรทุกผลไม้ลำหนึ่งเคลื่อนผ่านเขาไป
..............................
เรื่องสั้น สะพาน (เส้นสมมุติ)
“เราสองคนชอบเดินเล่นบนสะพานโอฮาชิ สะพานเป็นจุดที่เราเห็นคนทุกประเภทเดินผ่านไปมา นางกล่าวว่า คนเหล่านี้ไม่เคยเดินทางไกล ทำงานวันต่อวัน มีทิศทางของแต่ละคนเหมือนกันทุกวัน เวลานั้นฝนก็เทลงมาขณะที่เราอยู่กลางสะพาน เราวิ่งหนีฝน แต่นางกลับยืนนิ่งราวกับต้องมนต์สะกดจากอำนาจบางอย่าง เราถามนางว่านางมองอะไร นางตอบว่ามองผู้คนที่วิ่งหนีฝน แต่ละชีวิตมีทิศทางของพวกเขา พวกเขาเป็นชาวนา พ่อค้า ซามูไร คหบดี ขอทาน แต่เมื่อฝนเทลงมากะทันหัน ทุกคนก็ถูกสายฝนบังคับให้วิ่ง พวกเขามีเพียงสองทาง คือซ้ายหรือขวา ในชั่วขณะสั้น ๆ นั้น สายฝนเป็นตัวกำหนดชีวิตของคนเหล่านั้นโดยสิ้นเชิง เราถามว่าหากให้เลือก นางจะไปทางใด นางบอกว่าจะไปทางซ้าย เดินทางกลับบ้านเกิดของนาง ในขณะจิตนั้นเราคิดอยากสลัดทิ้งทุกอย่างที่เรามี แล้วเดินทางไปกับนาง..."
..............................
เรื่องสั้น ก้อนเนื้อในน้ำ (ในชุด น้ำแข็งยูนิตตราควายบิน)
เงาที่เดินตามหยุดที่หน้าอพาร์ตเมนท์
ห้องยามบ่ายสลัวราง อากาศเย็นชื้น
อาจเป็นเพราะกลิ่นหอมจางๆ ที่เส้นผมของเธอ เส้นผมที่เปียกบางส่วนเพราะถูกฝน อาจเป็นเพราะฝนยามบ่ายที่ทำให้ห้องนั้นสลัวราง อาจเป็นเพราะการมองแบบนั้น...
"เป็นอะไรไปคะ ไม่สบายรึเปล่า?" เธอถามผม
"คงเป็นไข้ สงสัยโดน ฝน " (ตัวละครหญิงชื่อฝน)
เอ้อ! ขออนุญาตตัดจบก่อนดีกว่า เพราะมันตามมาด้วยฉากเซ็กซ์
ไม่ค่อยเหมาะนะ วันนี้วันพระ
วินทร์ เลียววาริณ
31-5-263 วันที่ผ่านมา
