-
วินทร์ เลียววาริณ10 เดือนที่ผ่านมา
วันก่อนผู้อ่านถามถึงความแตกต่างระหว่างคำว่ามุมมองกับทัศนคติ เรามักใช้แทนกัน
ความจริงความหมายมันก็อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ทั้งสองคำก็คือมุมมอง
อีกคำหนึ่งคือ perception สามคำนี้ไม่เหมือนกัน
สามคำนี้อยู่ในกลุ่มการมองเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกัน
perception หมายถึงสิ่งที่เรามองเห็น หรือคิดจากสิ่งที่เห็น ยกตัวอย่าง เช่น รัฐมนตรี ก. ทำงานดีมาก แต่ perception ของคนคือเขาทำงานดีเพื่อเอาหน้า เขาอาจทำดีจริงๆ ก็ได้ แต่คนมองเห็นว่าเอาหน้า สิ่งที่คนมองนั่นคือ perception
จึงอาจแปลว่า "Perception is what you see."
เวลาเราทำดี ในใจเรามีความคิดกุศล perception ของคนอื่นอาจมองตรงข้าม
สำหรับคนจำนวนมาก อาจไม่แยแสว่าคนอื่นคิดอะไรกับตน คิดว่าตนบริสุทธิ์ใจก็พอแล้ว แต่หากทำธุรกิจหรือการงานอื่น perception ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจนั้นไปได้ไกลหรือไม่
เพราะมันไม่สำคัญว่าเราทำอะไร แต่อยู่ที่คนอื่นเข้าใจว่าอะไร
สำหรับมุมมอง (viewpoint หรือ perspective) คือตำแหน่งที่มอง ยกตัวอย่าง เช่น มองบ้านเก่าหลังหนึ่ง มันสามารถมองได้จากหลายมุม เช่น มุมของคนภายนอก หรือมองจากมุมของคนที่อยู่อาศัย
มองต่างมุม perception ก็ต่างกัน สมองก็แปลความหมายต่างกัน
ก็มาถึงคำที่สำคัญที่สุดคือทัศนคติ (attitude)
ทัศนคติคือผลจากการปรุงความคิดเรา เช่น เรามองบ้านเก่าแล้วเห็นว่าคนในบ้านยากจน ลำบาก ชีวิตลำเค็ญ เรามองว่าความลำบากคือเรื่องเลวร้าย เคราะห์ร้าย กรรมเก่า
แต่คนในบ้านอาจมองว่ามันคือความอบอุ่น เพราะพ่อแม่ของเขายอมอยู่ในบ้านเก่าทั้งชีวิตเพื่อให้การศึกษาลูก นอกจากนี้ชีวิตลำบากทำให้เขาไต่ขึ้นที่สูงสำเร็จ
ทัศนคติของคนในบ้านจึงตรงข้าม คือเห็นว่าความลำบากเป็นเรื่องดีงาม
จะเห็นว่าในเรื่องเดียวกัน มุมมองต่างกัน ก็อาจได้รับทัศนคติต่างกัน แต่มันก็ขึ้นการการศึกษา การเลี้ยงดู สภาพแวดล้อม ฯลฯ ด้วยที่ทำให้คนคนหนึ่งมีทัศนคติแบบหนึ่ง
ทัศนคติจึงสำคัญกว่าทุกอย่าง เพราะหากใครคนหนึ่งมีทัศนคติที่ดี ชีวิตมีโอกาสสูงที่จะมีความสุข
เราคงเคยได้ยินมาก่อนว่า ชีวิตคือ 10 เปอร์เซ็นต์ของสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา และ 90 เปอร์เซ็นต์ของปฏิกิริยาของเราต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
ปฏิกิริยานี้ก็คือทัศนคติ
จะมีทัศนคติดีส่วนหนึ่งอาจมาจากสภาพแวดล้อม แต่อีกส่วนหนึ่งอาจฝึกได้
ฝึกมองโลกในมุมบวก มันยากกว่ามองโลกในแง่ลบ แต่มันเป็นหนทางเดียวที่ทำให้เรามองหาทางเลือกในชีวิตมากขึ้น ยกตัวอย่าง เช่น เราประสบเหตุการณ์หนึ่ง ถ้าเราบอกว่า "มันแก้ไม่ได้" โอกาสแก้ปัญหานั้นก็เท่ากับศูนย์ทันที
แต่หากเรามองว่า "มันอาจมีทางแก้" โอกาสแก้ปัญหานั้นก็ไม่ใช่ศูนย์แล้ว อาจเป็น 5 เปอร์เซ็นต์ 10 เปอร์เซ็นต์ หรือ 20 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นกับความสามารถและประสบการณ์ของเรา 5 เปอร์เซ็นต์นี้ไม่มีวันเกิดขึ้นหากเรามีทัศนคติลบแต่แรก
เมื่อเรามองเห็นทางเลือกมากขึ้น ก็มีโอกาสมีความสุขมากขึ้น ง่ายๆ เช่นนั้น
วินทร์ เลียววาริณ
5-7-251- แชร์
- 113
-
0 วันที่ผ่านมา -

เมื่อวานนี้คุยเรื่องฟอนต์วินทร์ ซึ่งเกิดจากความจำเป็นต้องออกแบบปกหนังสือ ก็บังเอิญตรงกับข่าวเรื่องฟอนต์เมื่อสองสามวันก่อน
เป็นฟอนต์ของนักออกแบบวัย 72 คนหนึ่ง
จัดเป็น accidental designer
รปภ.วัย 72 คนหนึ่งชื่อ Shuetsu Sato ทำงานที่สถานีรถไฟฟ้าชินจูกุที่โตเกียว
ในปี 2004 มีการปรับปรุงสถานีชินจูกุ เจ้านายสั่งให้ซาโตะทำหน้าที่ช่วยนักเดินทางที่อาจหลงทาง
วิธีแก้ของเขาคือทำป้ายขึ้นมาติดตั้งตามจุดต่างๆ เพื่อบอกทิศทาง
วิธีทำป้ายของเขาคือใช้เทปกาวสีต่างๆ ทำเป็นตัวหนังสือ ลูกศร ฯลฯ
ตรงรอยหักของตัวอักษร ก็ใช้คัตเตอร์กรีดให้เป็นเส้นโค้งมน เพื่อความงาม
ป้ายของเขาได้ผล ทำให้ทางสถานีใช้เขาทำป้ายเพิ่มอีก
ทันใดนั้นงานป้ายของซาโตะก็แพร่ไปทั่งประเทศ เขาได้รับการขอให้ช่วยทำป้ายไปทั่ว บางสถานีตอบแทนเขาด้วยแชมพูสระผม บางสถานีมอบถุงเท้าใหม่ให้เขา
ฟอนต์ใหม่ของเขาไปเข้าตาคนจำนวนมาก ไม่นานงานใหม่ก็ไหลมา มีคนชวนเขาไปทำงานด้านพาณิชยศิลป์ งานโฆษณา เขาก็ทำเพราะความสนุก มีสินค้าดังๆ หลายยี่ห้อ เช่น Nintendo, Suntory, Nike
คนเราเมื่อทำด้วยใจรัก และพอมีหัวศิลป์ งานก็ออกมาดี
ฟอนต์นี้ตั้งชื่อตามชื่อเขา เรียกว่าฟอนต์ 'Shuetsu-tai'
ต้องรีบตั้งชื่อ ไม่งั้นโดนเพื่อนบ้านเราเคลมแน่
วินทร์ เลียววาริณ
30-5-260 วันที่ผ่านมา -

ศิษย์เซนคนหนึ่งนาม ยามะโอกะ เท็ตชู ไปหาอาจารย์เซนคนแล้วคนเล่า วันหนึ่งเขาไปพบอาจารย์โอกิโนะ โดกุอน (1819-1895) เจ้าอาวาสวัดโชฟุคุ ซึ่งเป็นพระสาย รินไซ เซน ชาวญี่ปุ่นช่วงรอยต่อสมัยโทคุกาวะกับเมจิ (ประมาณศตวรรษที่ 19)
เขาอยากแสดงสิ่งที่เขาได้ค้นพบ กล่าวว่า "จิต พุทธะและสรรพสัตว์ที่รู้สึกได้ ที่จริงแล้วก็ไม่มีตัวตน ธรรมชาติที่แท้ของปรากฏการณ์คือความว่างเปล่า มันไม่มีการค้นพบ ไม่มีมายา ไม่มีปราชญ์ ไม่มีคนธรรมดา ไม่มีการให้ และไม่มีการรับ"
โดกุอนซึ่งกำลังสูบยาเส้นเงียบ ๆ ไม่เอ่ยสักคำ ทันใดนั้นก็หวดยามะโอกะด้วยกล้องยาสูบไม้ไผ่ เขาโกรธวูบขึ้นมาทันที
"ถ้าไม่มีอะไรที่มีตัวตน..." โดกุอนเอ่ยเรียบ ๆ "...ความโกรธของเจ้าตอนนี้มาจากที่ใด?"
............................
วินทร์ เลียววาริณ
31-5-26จาก มังกรเซน และ Mini Zen (เซนฉบับการ์ตูน)
มังกรเซน Shopee คลิก https://shope.ee/2VUCymbmSh?share_channel_code=6Mini Zen Shopee https://shopee.co.th/วินทร์-เลียววาริณ-ชุ
0 วันที่ผ่านมา -

คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ คำถาม 1 college ต่างจาก university อย่างไร
คำถาม 2 สีประจำวันส่งผลต่อชะตาชีวิตเราจริงหรือ?
อ่านคำตอบได้จากลิงก์นี้ https://www.blockdit.com/posts/6a156c52dde67840174790ad
ผู้อ่านสามารถคุยหรือตั้งคำถามกับผู้เขียนได้ เขียนคำถามมาได้ที่ inbox เพจเฟซบุ๊ค วินทร์ เลียววาริณ ช่วยแจ้งชื่อหรือนามปากกาด้วย ถ้าไม่แจ้งจะใส่ "ไม่ประสงค์จะออกนาม"
0 วันที่ผ่านมา -

ตอนที่ผมก่อตั้งสำนักพิมพ์ 113 ราวยี่สิบปีก่อนนั้น ผมมีหน้าที่ออกแบบปกหนังสือด้วย ตั้งแต่วันแรกผมก็ใช้ลายมือตัวเองเป็นชื่อเรื่อง คล้ายๆ ปกหนังสือหลายเล่มของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ในยุค ‘โอเลี้ยงห้าแก้ว’
ไปๆ มาๆ มันกลายเป็นเอกลักษณ์ของปกสำนักนี้ไป
ลายมือของผมเขียนด้วยปากกาหัวตัดที่เรียกว่า calligraphy pen สามารถตวัดได้ทั้งเส้นบางและหนาในเส้นเดียว
นักออกแบบกราฟิกชอบใช้ปากกาแบบนี้เขียนลวดลาย การใช้เส้นหนาและบางน่าสนใจกว่าเส้นเท่ากันทั้งหมด
นอกจากใช้ทำปกหนังสือแล้ว ผมก็ใช้ calligraphy pen เซ็นชื่อ ไม่ว่าในงานหนังสือหรือนอกงาน
สมัยที่ไปเรียนที่นิวยอร์ก ผมโชคดีที่ผมเรียนวิชา Typography เป็นวิชาเกี่ยวกับตัวหนังสือ สมัยนั้นไม่ค่อยมีที่เรียน หรือคนไม่เห็นความสำคัญของตัวหนังสือ ตั้งแต่นั้นผมเน้นเรื่องฟอนต์ในการออกแบบเสมอ นักออกแบบก็สามารถใช้ลายมือเป็นฟอนต์ได้
ผ่านไปไม่นานก็มีหลายคนมาขอให้ทำลายมือนี้เป็นฟอนต์จริงๆ
แปลกใจว่ามีคนชอบลายมือนี้ด้วย! ทำให้นึกครึ้มใจครู่หนึ่งว่า เออ! เท่เหมือนกันนะถ้าทำเป็นฟอนต์ ตั้งชื่ออย่างนักออกแบบฟอนต์สมัยก่อน เช่น มานพติกา ก็คงเป็นวินติกา หรือวินทรีกา
แต่ในความจริงทำไม่ได้หรือทำได้ยากยิ่ง เพราะตัวอักษรเดียวกันของผมในแต่ละประโยคแต่ละคำมีหน้าตาไม่เหมือนกัน
ในชื่อเรื่องแต่ละชื่อ ผมตวัดเส้นไม่เหมือนกัน ถ้าวันนั้นเสพยาบ้าหรือกัญชา เส้นสายก็จะยาวหน่อย
ผมเสียเงินไปมากกับปากกา calligraphy เพราะเห็นปากกาแบบนี้ทีไร หัวใจสั่นไหวกว่าตอนเจอสาวนุ่งน้อยห่มน้อยเสียอีก มักอดใจซื้อไม่ได้ อยากลองดูว่าสาวแต่ละคน เอ๊ย! ปากกาแต่ละยี่ห้อเป็นอย่างไร
เมืองไทยหาปากกา calligraphy ยาก มีร้านเฉพาะแห่งสองแห่งมั้ง มักต้องไปซื้อจากต่างประเทศ
เนื่องจากปากกาพวกนี้แบบดีๆ ค่อนข้างแพง จึงต้องดูแลเหมือนสาวๆ เอ๊ย! เหมือนลูก ใช้เฉพาะในงานสำคัญเท่านั้น
ส่วนเซ็นเช็คร้อยล้านใช้ปากกาลูกลื่นด้ามละสองบาทก็พอ
วินทร์ เลียววาริณ
29-5-261 วันที่ผ่านมา
