-
วินทร์ เลียววาริณ7 เดือนที่ผ่านมา
ไม่รู้ทำไมอยู่ดีๆ ผมก็นึกถึงฉากนี้ในนวนิยาย ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ที่เขียนมา 32-33 ปีแล้ว
คือฉาก ตุ้ย พันเข็ม ไปร่วมพิธีศพเจ้าหน้าที่รัฐที่ตายในวันเสียงปืนแตก (7 สิงหาคม พ.ศ. 2508 ครบรอบ 60 ปีในปีนี้) แล้วนึกถึงเจ้านายเก่า (จอมพล ป. พิบูลสงคราม) ที่ตายต่างแดน อัฐิเก็บไว้ในวัดเดียวกัน
เรื่องท่อนนี้เขียนไว้ดังนี้
.....................
อัคคีเร่าร้อนระริก แลบแปลบไปมาดุจลิ้นอสรพิษ ปลายแฉกไร้รูปฉกตวัดเปลวสีแดงส้มพล่านพลุ่งจากเมรุเผา ไฟร้อนแรงละเลียดผ้าห่อหุ้มสีขาวที่ห่มคลุมร่างเย็นชืดซึ่งครั้งหนึ่งเคยโลดแล่นในโลก เคยรัก เคยเกลียด เคยโลภ โกรธ หลง เคยรุ่งเรือง เคยมีอำนาจวาสนา บัดนี้กลับเป็นเพียงซากไร้วิญญาณนอนนิ่งให้ไฟลูบไล้ร่าง
หลายมือที่ยังมีชีวิตโยนดอกไม้จันทน์เข้าไปในเตาเผา พริบตามันก็มอดไหม้เป็นจุรณ เตาสีดำสนิทค่อย ๆ ส่งควันสีเทาลอยอ้อยอิ่งจากยอดปล่อง เชื่องช้าคล้ายกับจะรู้ว่ายังมีซากเรียงรอให้มันย่อยสลายอยู่ไม่มีวันสิ้นสุด มันพบเห็นความตายมามากนัก สำหรับมันแล้ว ชีวิตเป็นเพียงสิ่งสมมุติฉากหนึ่งที่เริ่มด้วยความฝัน และจบลงด้วยความจริง
ตุ้ย พันเข็ม ยืนอยู่ที่นั่นมานานแล้ว ในลานวัดที่ว่างเปล่าและเงียบเหงา เฝ้ามองพิธีเผาศพของเจ้าหน้าที่รัฐที่ตายจากการถูกซุ่มโจมตี งานศพเป็นสิ่งที่เขาเกลียด แต่กลับพบพานอยู่เสมอ เขารู้จักตำรวจสามนายในกลุ่มผู้ตายเพราะเคยอยู่ใต้บังคับบัญชาของเขา ทั้งหมดยังเป็นคนหนุ่มฝีมือดีมีอนาคตไกล แต่กลับตายอย่างง่ายดายจากการถูกกลุ่ม 'ผู้ก่อการร้าย' ซุ่มโจมตีเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2508 วันที่ถูกจารึกบนหน้าประวัติศาสตร์ไทยว่า วันเสียงปืนแตก
หลังจากผู้ที่มาร่วมงานศพแยกย้ายกันกลับหมดแล้ว เขาก็มานั่งอยู่ที่ลานวัดคนเดียว รอบข้างเป็นเจดีย์เก็บอัฐิเรียงเป็นแถว จะมีใครสนใจบ้างไหมว่า เมื่อตายแล้วก็ถูกเผาเหลือเพียงอัฐิมาเก็บไว้ในเจดีย์เก่า ๆ นี้ แม้แต่อัฐิของ 'ท่าน' ก็ถูกบรรจุในเจดีย์วัดแห่งหนึ่งเช่นกัน
เมื่อท่านเสียชีวิตในต่างแดนเมื่อหนึ่งปีก่อน ศพของท่านถูกเผาที่นั่นและนำอัฐิกลับมายังแผ่นดินมาตุภูมิ เครื่องบินนำอัฐิท่านกลับมาเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2507 ท่ามกลางกองเกียรติยศของทหารอากาศและคนใหญ่คนโตมากมาย เขาก็เป็นคนหนึ่งในหมู่คนที่ไปรอรับ หากแต่ยืนหลบมุมมองดูเหตุการณ์อยู่ห่าง ๆ เงียบ ๆ ห้าสิบวันต่อมาอัฐิถูกนำมาเก็บไว้ในเจดีย์
เขาเคยคลุกคลีกับ 'ท่าน' มานาน ท่านเป็นทั้งเจ้านายและเพื่อน กรำศึกการเมืองมานับไม่ถ้วน หลายปีแห่งชีวิตที่โลดแล่นอย่างโลดโผนจบลงด้วยการถูกยึดอำนาจและลี้ภัยที่แดนอาทิตย์อุทัย บางทีท่านคงเคยได้ยินคำกวีที่ปราชญ์ญี่ปุ่นโบราณว่าไว้ ชีวิตเป็นเพียงความฝันในฤดูใบไม้ผลิ ความตายก็คือการกลับบ้าน
ความตายก็คือการกลับบ้าน! ชีวิตที่ผ่านร้อนหนาวมานานของท่านคงเข้าใจมันซึ้งกว่าใคร มันเป็นสัจธรรมแห่งธรรมชาติที่ไม่เคยหลีกทางให้ผู้ใด ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นไพร่หรือราชา มันเลือกจู่โจมในยามที่คนไม่ระวัง เขาเคยพบความตายที่หนักแน่นกว่าขุนเขา ความตายที่เบาโหวงดุจขนนก ความตายจากโรคภัย ความตายจากการประหาร ความตายจากสงคราม อีกนานเท่าใดจะถึงความตายของเขา? อีกนานเท่าใดเขาจะได้กลับบ้าน?
ลานวัดว่างเปล่าและเงียบเหงา ไฟในเมรุมอดลงแล้ว นกกระจอกตัวสุดท้ายในลานวัดจิกอาหารบนพื้นเป็นคำสุดท้ายก่อนโบยบินจากไป มันจะเข้าใจไหมว่า ชีวิตไม่ว่าจะเปี่ยมอำนาจและทรัพย์ศฤงคารเท่าใด ในที่สุดก็ต้องจากไปอย่างเดียวดายทุกคน?
เช่นเดียวกับนก ตุ้ย พันเข็ม จากวัดไปเงียบ ๆ คนเดียว
.....................
นวนิยายฉากนี้ฉายภาพสัจธรรมที่นักการเมืองจำนวนมากไม่ค่อยมอง นั่นคืออำนาจไม่เคยอยู่ค้ำฟ้า มันมีขึ้นก็มีลง และผู้นำสูงสุดหลายคนก็ต้องตายต่างแดน และกลับบ้านในสภาวะอัฐิ
มันน่าจะเป็นภาพที่ทำให้คนอยู่ในอำนาจรักบ้านเกิดของตนมากขึ้น และทำเพื่อแผ่นดินเกิดมากขึ้นสักนิด
เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราวัดค่าของคนหลังจากเขาตาย ว่าจะมีใครจดจำและระลึกถึงสิ่งดีๆ ที่เขาเคยทำให้แผ่นดินเกิดไหม
วินทร์ เลียววาริณ
5-9-25681- แชร์
- 57
-

มนุษย์เรามีนิสัยชอบทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก
คิดมากไป ซับซ้อนไป จนลืมไปว่าบางเรื่องทำง่าย ๆ ก็ได้
จะทำเรื่องง่าย ๆ หนึ่งเรื่องต้องประชุมหลายรอบ
คิดซับคิดซ้อน ทั้งที่แก้ปัญหาง่าย ๆ ได้
ครูบาอาจารย์ฝรั่งใช้คำคำหนึ่งเตือนสตินักเรียน
KISS
ย่อมาจาก Keep It Simple, Stupid.
แปลว่า ทำให้ง่าย ๆ หน่อยเจ้าศิษย์โง่
หลักการก็คล้าย ๆ อาจารย์เซนสอนศิษย์โง่
ต่างกันที่อาจารย์ฝรั่งด่าเฉย ๆ ส่วนอาจารย์เซนใช้ไม้เคาะหัวศิษย์ด้วย
นัยว่าการย้ำด้วยไม้ช่วยทำให้จดจำดีขึ้น
ดังนั้นเวลาแฟนบอกว่า “คิสหน่อย” ถามให้แน่ก่อนว่า เธอหมายถึงจูบหรือ Keep It Simple, Stupid.
วินทร์ เลียววาริณ
5-5-260 วันที่ผ่านมา -

ผมเข้าศึกษาที่โรงเรียนแสงทองวิทยาในปีการศึกษา 2509 เลขประจำตัวนักเรียน 3882 ถูกจัดให้เรียนห้อง ป. 4 ค. ครูประจำชั้นชื่อ ประดับ คณะทอง ครูใหญ่คือนายสวน บุปผะโพธิ์
แสงทองวิทยาเป็นโรงเรียนคาทอลิก คณะซาเลเซียน บาทหลวงหลายคนมาจากประเทศอิตาลี รู้ภาษาอังกฤษดีมาก ทำให้โรงเรียนนี้มีชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ นักเรียนที่เก่งภาษาอังกฤษคนหนึ่งชื่อ สุทธิชัย หยุ่น เก่งระดับต่อมาเปิดหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ
โรงเรียนแสงทองวิทยามีแต่นักเรียนชาย อยู่คู่กับโรงเรียนธิดานุเคราะห์ ซึ่งเป็นโรงเรียนหญิง
ชีวิตของผมในปีการศึกษา 2509 นี้ ผมขาดเรียนไป 12 วันส่วนใหญ่ก็คือป่วย ผมเป็นเด็กขี้โรค ป่วยบ่อย
ผมจำรายละเอียดของชีวิตชั้น ป. 4 ไม่ค่อยได้ แต่จำได้แม่นอย่างเดียวคือผลสอบ
งั้นเรามาคุยเรื่องการเรียนกัน
ใช้คำว่า ‘คุย’ เพราะเป็นปีที่คุยได้โดยไม่อายใคร ส่วนปีที่น่าอายว่ากันทีหลัง
ในชั้น ป. 4 ค. ผมสอบได้ที่ 1 ทุกภาคเรียน ทั้งสอบเล็กสอบใหญ่รวมห้าครั้ง ท้ายปีจบด้วยที่ 1 ได้คะแนน 85 เปอร์เซ็นต์
ความเห็นของครูประจำชั้นในภาคปลายคือ “ตั้งใจเรียนและขยันดี ทำงานเรียบร้อยดี ความประพฤติเรียบร้อย สติปัญญาฉลาด อุปนิสัยเยือกเย็น รักสงบ”
พ่อผมคงงงที่ผมสอบได้ที่ 1 ตลอดปี
..........................
ขึ้นชั้น ป. 5 ผมเลื่อนไปเรียนห้อง ก. ครูประจำชั้น ป. 4 คนเดิมก็ตามมาด้วย ปีนี้ผมขาดเรียนไป 16 วัน แน่ละ ก็ต้องป่วย 13 วัน (และลาตรุษจีน 3 วัน) ไม่โรคหวัดก็เป็นโรคหวัด เพราะเป็นอยู่โรคเดียว
แต่กระนั้นผมก็ทำคะแนนดี สอบได้ที่ 1 ตลอดเช่นกัน จบ ป. 5 ด้วยคะแนน 81.90 เปอร์เซ็นต์ เป็นที่ 1 ของห้อง
ครูประจำชั้นเขียนในสมุดพกภาคต้นว่า “ตั้งใจเรียนดีมาก ขยันทำการงานและเรียบร้อย ความประพฤติเรียบร้อย สติปัญญาปานกลาง อุปนิสัยเยือกเย็น รักสงบ ขอทางบ้านส่งเสริมด้วย เด็กของท่านจะดียิ่ง ๆ ขึ้น”
และภาคกลาง : “ขยันเรียนดีมาก ทำงานมีระเบียบเรียบร้อย สติปัญญาติดข้างฉลาด ถือระเบียบและเชื่อฟังผู้ใหญ่ดี พยายามส่งเสริม ต่อไปอนาคตจะรุ่งเรืองดี”
นึกดีใจวูบ เพราะต่างกันภาคเดียว สติปัญญาของผมยกระดับจาก ‘ปานกลาง’ เป็น ‘ติดข้างฉลาด’
นั่นคือยุคทองของชีวิตวัยเรียนของผม หลังจากสอบได้ที่ 1 ในชั้น ป. 4 กับ ป. 5 คะแนนของผมก็ร่วงลงมาเหมือนนกปีกหัก จนถึงจุดตกต่ำที่สุดในชั้น ป. 7 เพราะเหตุผลเดียว
เสือกติดนิยาย!
.............................
จุดหักเหของการเรียนเริ่มในชั้น ป. 5 วันหนึ่งครูประจำชั้นบอกนักเรียนว่า “วันนี้ครูจะพาไปรู้จักห้องสมุด”
เพิ่งรู้ว่าโรงเรียนของเราก็มีห้องสมุด
ครูให้เด็กทุกคนทำบัตรประจำตัวห้องสมุด เพื่อที่จะยืมหนังสือเมื่อไรก็ได้ ในวันแรกนั้น ผมก็ยืมหนังสือนิทานหนึ่งเล่ม กลับถึงบ้านก็เริ่มอ่าน และติดใจรสอักษรทันที
นับจากนั้นผมก็เป็นขาประจำห้องสมุดโรงเรียน ยืมหนังสือนิทานเรื่องอื่น ๆ ต่อไป แล้วไล่อ่านหนังสือในห้องสมุด
ผมอ่านหนังสือหลากหลายมาแต่เด็ก อ่านทั้งนิทาน นิยาย และสารคดี ครั้งหนึ่งผมยืมเรื่อง ของดีในอินเดีย ของหลวงวิจิตรวาทการมาอ่าน เพื่อน ๆ เห็นเข้าก็พากันหัวเราะ ผมคงคบแต่เพื่อนทะลึ่ง!
ขึ้นชั้น ป. 6 ปีการศึกษา 2511 ผมอยู่ห้อง ก. ครูประจำชั้นชื่อ เชื้อ สนธิกุล ปีนี้ผมหยุดเรียนถึง 21 วัน ในการสอบไล่ปลายปี ผมได้ที่ 6 คะแนน 88.10 เปอร์เซ็นต์
ผมไม่เคยได้ที่ 1 อีกเลยในชีวิต
วินทร์ เลียววาริณ
6-5-26..........................
บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต
เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น
ชีวิตที่ดีเล่มเดี่ยว https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี
https://s.shopee.co.th/8AGEoezG49
โปรโมชั่น https://s.shopee.co.th/8zpLoQYlsc
0 วันที่ผ่านมา -
ขึ้น ป. 2 ผมอยู่ห้อง ก. ครูประจำชั้นชื่อนางสาวเทียม หนูประเสริฐ
เป็นปีการศึกษา 2507 ทั้งปีผมขาดเรียนไปสองวัน
มาสำรวจคะแนนปลายปีวิชาภาษาไทยดู
อ่านออกเสียง-ท่องจำ 45/50
อ่านเอาเรื่อง 92/100
เขียน-คัด 86/100
แต่งความ 91/100สิ้นปีผมสอบได้ที่ 3 จากนักเรียน 36 คน คะแนน 88.1 เปอร์เซ็นต์
ความเห็นและข้อเสนอแนะของครู :
ภาคต้น : การเขียนหนังสือและการทำงานเรียบร้อยดีมาก แต่บางครั้งมักจะขาดความรอบคอบในการทำงาน ฉะนั้นขอให้แก้ไขเสีย ก็จะดีมาก
ภาคกลาง : การเรียน การทำงาน และความเอื้อเฟื้อต่อเพื่อนดีมาก ขอให้พยายามทำดีให้ตลอดไป ก็จะดียิ่งขึ้น
ภาคปลาย : การเรียนดี ทำงานด้วยความเรียบร้อยและรอบคอบดีมาก แต่รู้สึกว่าภาคนี้ซุกซนมากขึ้น
ประโยคสุดท้ายนี้มนุษย์ต่างดาวจำอะไรไม่ได้เลยสักนิด เป็นไปได้ว่าครูจำผิดคนแน่เลย เพราะผมเป็นเด็กเรียบร้อยจะตายไป!
.........................
ขึ้น ป. 3 ครูประจำชั้นคือนางสาวนิภา บริบูรณ์ ปีนี้เรียนครบ ไม่มีขาดเรียนเลยสักวัน
ความเห็นครูประจำชั้นภาคต้น :
“ตั้งใจเรียนดี และการทำงานเรียบร้อยพอใช้ รักสนุก คุยเก่ง ชอบพูดคุยในเวลาเรียนเป็นบางเวลา วิชาที่เรียนพอไปได้ แต่ถ้าพยายามสนใจการเรียนให้มากกว่านี้แล้ว อาจจะทำให้มีเปอร์เซ็นต์สูงขึ้นกว่าเดิมมาก”
ผมน่ะหรือชอบพูดคุยในเวลาเรียน? ครูน่าจะจำผิดคนแล้วมั้ง!
อย่างไรก็ตาม คะแนนสอบของผมดีขึ้นกว่าปีก่อน ในการสอบระหว่างปี ผมได้เลขตัวเดียวตลอด คือได้ที่ 5, 1, 2, 1, 1 และปลายปีสอบได้ที่ 2 จากนักเรียน 41 คน คะแนน 85.3 เปอร์เซ็นต์
ผมจำชีวิตช่วง ป. 2-3 ไม่ค่อยได้ แต่จำได้ว่าช่วงหนึ่งครูให้นักเรียนคัดลายมือต่อเนื่องกันทุกวันเป็นเดือน หลังจากนั้นก็คัดเลือกนักเรียนลายมือดีที่สุดสามคน ให้รางวัลนิดหน่อย ผมเป็นหนึ่งในเด็กลายมือดี จำไม่ได้ว่ารางวัลเป็นอะไร น่าจะเป็นดินสอ ยางลบ หรือไม้บรรทัดอะไรพวกนั้น แต่สำหรับเด็กวัยราวสิบขวบ ก็รู้สึกดีใจที่ได้รางวัล
ช่วงหลายปีในห้องเรียนหลังจากนั้น ลายมือผมดีสม่ำเสมอ การบ้านของผมสะอาดมาก หากเขียนไม่สวย ผมจะฉีกหน้านั้นทิ้ง แล้วคัดใหม่
นี่เป็นนิสัยแปลก ๆ ที่ติดมาจนโต นั่นคือหากเจองานไม่ดี ไม่เรียบร้อย จะหงุดหงิด
แต่ลายมือของผมในวัยนี้เลวร้ายกว่าไก่เขี่ย น่าจะเพราะปลงตก หรือไม่ก็เพราะไม่เหลือเวลามาบรรจงอะไรอีก
เมื่อเรียนจบชั้น ป. 3 พ่อแม่ก็พาผมไปสอบเข้าโรงเรียนแสงทองวิทยา
อยู่ดี ๆ เปลี่ยนโรงเรียนทำไม? มนุษย์ต่างดาวก็ไม่รู้
รู้แต่ว่าชีวิตเปลี่ยนทิศ
วินทร์ เลียววาริณ
5-5-26..........................
บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต
เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น
ชีวิตที่ดีเล่มเดี่ยว https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี
https://s.shopee.co.th/8AGEoezG49
โปรโมชั่น https://s.shopee.co.th/8zpLoQYlsc
0 วันที่ผ่านมา -

ผมเกิดที่บ้านเลขที่ 113 ถนนนิพัทธ์อุทิศ 1 อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เวลาหกโมงเช้า วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2499 ก่อนขึ้นกึ่งพุทธกาลหนึ่งปี ในยุคนั้นหมอตำแยเป็นผู้ทำคลอดที่บ้าน ไม่ค่อยมีใครเกิดที่โรงพยาบาล
หลังจากผมอายุสิบวัน พ่อจึงไปแจ้งเกิดที่อำเภอ ดังนั้นวันเกิดของผมในทะเบียนราษฎร์คือ 3 เมษายน 2499
ชื่อเกิดของผมคือ สมชัย เลี้ยววาริณ ผมมีชื่อจีนด้วยคือ 廖志豪 (เลี่ยวจื้อหาว)
廖 (เลี่ยว) เป็นแซ่
志 (จื้อ) แปลว่าปณิธาน เจตจำนง ความมุ่งมั่น
豪 (หาว) แปลว่ากล้าหาญ
พ่อน่าจะต้องการให้หมายถึง ถ้ามีเจตจำนงมุ่งมั่นย่อมประสบผลสำเร็จ (有志者事竟成.)
ไม่น่าแปลก เพราะชีวิตพ่อคือการต่อสู้ ทำงานหนัก ใช้สองมือสร้างตัวขึ้นมาด้วยเจตจำนงมุ่งมั่นล้วน ๆ โดยไม่พึ่งโชคชะตา
ผมใช้ชื่อสมชัยอยู่ไม่ถึงสามสิบปี ก็เปลี่ยนเป็น ‘วินทร์’
สมัยนั้นเด็กจีนที่เกิดในไทยแทบทั้งหมดมีชื่อจีนและชื่อไทย ใครใช้แซ่อยู่ ก็รู้สึกว่ายังไม่ทันสมัย ต้องเปลี่ยนเป็นนามสกุล วิธีเปลี่ยนก็คือเติมคำต่อจากแซ่นั่นแหละ ร้านค้าส่วนมากมีชื่ออักษรไทยกับจีน
ผมเป็นลูกคนที่ 7 ในบรรดาพี่น้องสิบคน และเป็นลูกชายคนที่สอง ก่อนหน้าผมมีพี่สาวห้าคน รวด พ่อดีใจที่ได้ลูกชาย จึงซื้อพัดลม KDK ตัวหนึ่งเป็นการฉลอง มันยังอยู่ในสภาพดีจนทุกวันนี้
ผมจำชีวิตวัยก่อนเจ็ดขวบไม่ค่อยได้ มันรางเลือนเหมือนเซลล์สมองยังไม่ทำงาน แม่เล่าว่าผมเป็นเด็กที่กินนมจุ กินนมผงยี่ห้อแล็คโตเย่นเป็นว่าเล่น กินจนโต สิ้นเปลืองมาก ผมจะดูดจากขวดนมประจำตัวเท่านั้น วันหนึ่งจุกนมถูกหนูแทะขาด แม่จึงเปลี่ยนขวดนมใหม่ให้ แต่ผมก็ไม่ยอม เพราะติดขวดนมขวดเดิม จึงเลิกกินนมตั้งแต่นั้น
ผมจำได้ราง ๆ ว่า ตอนเด็กผมมองไปรอบตัวผมอย่างงง ๆ สงสัยว่าทำไมโลกภายนอกเป็นอย่างนั้น ทำไมมีแสงอาทิตย์ ทำไมมีสายลม ฯลฯ ความรู้สึกคล้าย ๆ มนุษย์ต่างดาวในหนังเรื่อง Starman มาเยือนโลกโดยอยู่ในเปลือกของร่างกายมนุษย์ มองไปรอบตัว รู้สึกงง ๆ ถามตัวเองว่า “ที่นี่ที่ไหนวะ?” และ “กูมาทำอะไรที่นี่วะ?”
อาจเพราะเกิดมาเป็นเด็กช่างสงสัย ผมมองโลกด้วยสายตาแปลก ๆ อย่างนี้ แต่ไม่กล้าบอกใคร เพราะกลัวเขาหาว่าผมบ้า ผมเพียงแต่สังเกตและเฝ้ามอง แล้วเก็บทุกอย่างไว้ในใจ
เมื่ออายุ 6 ขวบ พ่อแม่ส่งผมไปเรียนชั้น ป. 1 ที่โรงเรียนวิริยะเธียรวิทยา เวลานั้นไม่มีใครเรียนชั้นอนุบาล เท่าที่จำได้ เวลานั้นยังไม่มีโรงเรียนไหนมีชั้นอนุบาล หรือถ้ามี ก็ขายยาก เพราะพ่อแม่ส่วนใหญ่ทำงานหาเช้ากินค่ำ การส่งเด็กไปโรงเรียนคือเงิน และการเรียนชั้นอนุบาลดูเหมือนการเล่นมากกว่าเรียน
ตัด ‘ออร์เดิร์ฟ’ ชั้นอนุบาล ทิ้ง เข้า ‘เมน คอร์ส’ ป. 1 เลย
วันเปิดเรียน ป. 1 แม่ก็จูงมือพาไปปล่อยที่โรงเรียน
ผมจดจำชีวิตในโรงเรียนได้ราง ๆ จำได้ว่ามีลานหน้าตึกเรียน เวลานั้นโรงเรียนนี้มีถึงชั้น ป. 7 เท่านั้น มีนักเรียนราวสี่ร้อยคน
จบชั้น ป. 1 ครูประจำชั้นบอกพ่อแม่ผมว่า น่าจะเรียนซ้ำอีกปีนะ (ทั้งที่ผมสอบผ่าน) รากฐานจะได้แน่น เมื่อเป็นความเห็นของครูประจำชั้น ก็เอาตามที่ครูว่า ผลก็คือผมเรียน ป. 1 สองรอบ
การเรียนในสมัยก่อนในต่างจังหวัดไม่ค่อยซีเรียสเหมือนสมัยนี้ ครูบอกอะไร พ่อแม่ก็เชื่อ เรียนสองรอบก็สองรอบ
สมัยนี้ถ้าให้เด็กเรียนซ้ำชั้น อาจมีเรื่อง เพราะเราถือปรัชญา ‘จ่ายครบจบแน่’ มาพักใหญ่แล้ว
แต่ในสมัยนั้นเรียนช้าไปปีสองปี ไม่ใช่เรื่องใหญ่ พ่อแม่ในต่างจังหวัดส่วนมากก็ไม่ค่อยคาดว่าลูกต้องจบชั้นมหาวิทยาลัย จบ ป. 7 ถือว่าใช้ได้ จบ ม.ศ. 3 ถือว่าโก้แล้ว จบแล้วก็มาช่วยพ่อแม่ทำมาหากิน
เลขประจำตัวของผมคือ 1088 ครูประจำชั้น ป. 1 ชื่อนางสาวสุเทพ เข้มขัน ครูใหญ่ชื่อนางอุดม ไชยพฤกษ์กุล ณ วันที่ 28 ก.ค. 2506 ผมสูง 122 ซม. น้ำหนัก 22 กก.
สมุดพกชั้น ป. 1 บันทึกรายงานผลการศึกษาในด้านภาษาของผมดังนี้
.....................
ภาษาไทยอ่าน-พูด-ท่องจำ คะแนนรวมทั้งปี 50 ผมได้ 45
อ่านเอาเรื่อง คะแนนรวมทั้งปี 100 ได้ 87
แต่งความ คะแนนรวมทั้งปี 100 ได้ 89.....................
ภาษาอังกฤษอ่าน-ฟัง-พูด คะแนนรวมทั้งปี 20 คะแนน ผมได้ 18
คัด คะแนนรวมทั้งปี 20 ได้ 17
เขียน คะแนนรวมทั้งปี 40 ได้ 38
แปล คะแนนรวมทั้งปี 20 ได้ 16
รวมคือภาษาอังกฤษได้ 89/100ครั้นถึงปลายปี ผมสอบได้ที่ 7 จากจำนวนนักเรียน 44 คน
นี่คือก้าวแรกของชีวิตนอกบ้าน ขณะที่ ‘มนุษย์ต่างดาว’ ยังไม่รู้เลยว่ามาทำอะไรบนโลกใบนี้ อย่าว่าแต่เรียนไปทำไม
วินทร์ เลียววาริณ
4-5-26..........................
บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต
เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น
ชีวิตที่ดีเล่มเดี่ยว https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี
https://s.shopee.co.th/8AGEoezG49
โปรโมชั่น https://s.shopee.co.th/8zpLoQYlsc
1 วันที่ผ่านมา -

ในบรรดาลูกศิษย์ทั้งหมดของท่านอาจารย์หนานเฉียนผู่เยี่ยน เจ้าโจวฉงเซิน หรือที่นิยมเรียกสั้น ๆ ว่า เจ้าโจว ญี่ปุ่นเรียก โจชู (Joshu) เป็นศิษย์ที่โดดเด่นที่สุด และภายหลังได้ต่อสายธรรมจากท่าน มีบันทึกและตำนานเกี่ยวกับเจ้าโจวมากมาย ด้วยเป็นพระเซนที่มีสีสันที่สุดรูปหนึ่งในประวัติศาสตร์เซน โดยเฉพาะวาจาที่คมกริบและแทงตรงจนเข้าข่ายกวนประสาท
เจ้าโจวบวชตั้งแต่เด็ก อายุสิบแปดได้พบกับท่านอาจารย์หนานเฉียนผู่เยี่ยน
ครั้งแรกที่พบกัน เจ้าโจวถามอาจารย์ว่า"อันใดคือวิถีทางที่แท้?"
"ชีวิตทุกวันก็คือสายทาง"
"เราศึกษามันได้หรือไม่?"
"ยิ่งเจ้าพยายามศึกษา เจ้าจะยิ่งออกห่างจากมัน"
"ถ้าศิษย์ไม่ศึกษา จะรู้ว่ามันเป็นสายทางได้เช่นไร?"
"สายทางมิได้เป็นของโลกที่เราเห็น แลมิได้เป็นของโลกที่เราไม่เห็น การคิดรู้เป็นมายา และการไม่คิดรู้เป็นการไร้ความรู้สึก ถ้าเจ้าต้องการไปถึงสายทางที่แท้จริงโดยปราศจากข้อสงสัย จงทำตัวเจ้าเช่นเดียวกับอิสรภาพแห่งท้องฟ้า เจ้าไม่เรียกมันทั้งดีและไม่ดี"
ด้วยคำเหล่านี้ เจ้าโจวก็บรรลุธรรม
มีการตีความว่า ทางสายธรรมดาก็คือสมาธิ เป็นความสงบของจิต เมื่ออยู่ในสมาธิ ก็ไม่จำเป็นหรือไม่ต้องการค้นหาทางอีกต่อไป มันเป็นประสบการณ์ ไม่ใช่ความเข้าใจ
...........................
วันหนึ่งพระเซนรูปหนึ่งถามเจ้าโจวว่า "อะไรคือเจ้าโจว?"
เจ้าโจวตอบว่า "ประตูตะวันออก ประตูตะวันตก ประตูเหนือ ประตูใต้!"
มีผู้ตีความโกอานบทนี้ว่า ความหมายคือชื่อของอาจารย์เจ้าโจวมาจากเมืองเจ้าโจวซึ่งเป็นเมืองที่มีประตูเมืองทั้งสี่มุมเมือง แต่บางท่านตีความว่าเจ้าโจวก็มีสี่ประตูเช่นกันนั่นคือ การเข้าสู่เซน, การฝึกเซน, การบรรลุธรรมในกิจกรรมประจำวัน และการตรัสรู้ เจ้าโจวบอกความหมายว่า ใครก็สามารถ 'ผ่านประตู' บรรลุรู้แจ้งเช่นเดียวกับท่าน และไม่มีใครที่ขวางทางเขาคนนั้น นอกจากตัวเขาเอง
ผมนำเกร็ดเรื่องนี้ไปประกอบในนิยายจีนกำลังภายใน สี่ภพ ที่ผมเขียน
ในนวนิยายเรื่องนี้ ผมใส่เกร็ดเซนเข้าไปมาก รวมทั้งเกร็ดเกี่ยวกับอาจารย์ต๋าหมอ (ตั๊กม้อ) พระอินเดียผู้เริ่มต้นเซนในจีน
และแน่นอนย่อมไม่พลาดอาจารย์เจ้าโจว ในเรื่อง ‘ประตูตะวันออก ประตูตะวันตก ประตูเหนือ ประตูใต้’
แต่เวอร์ชั่นของผมต่างจากเกร็ดธรรมที่ว่ามา
............................
วินทร์ เลียววาริณ
3-5-26จาก มังกรเซน และ Mini Zen (เซนฉบับการ์ตูน)
มังกรเซน Shopee คลิก https://shope.ee/2VUCymbmSh?share_channel_code=6Mini Zen Shopee https://shopee.co.th/วินทร์-เลียววาริณ-ชุ
2 วันที่ผ่านมา
