-
วินทร์ เลียววาริณ5 เดือนที่ผ่านมา
วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ไม่น่าจะคุยเรื่องเครียดๆ แต่อ่านความเห็นของผู้คนจำนวนมากเหตุการณ์ความร้าวฉานจีน-ญี่ปุ่น ส่วนมากวนอยู่ในประเด็นนักท่องเที่ยวจีนที่หายไป บ้างว่าดี จะได้ไปเที่ยว บ้างว่าไม่ดี เหล่านี้เป็นแค่ปลายเหตุ (effect) เป็นรายละเอียดปลีกย่อย
จะเข้าใจเรื่องนี้จริงๆ ต้องดูที่โครงสร้างหลักของปัญหา (cause) แต่จะทำอย่างนั้นได้ ต้องเข้าสู่พื้นที่ประวัติศาสตร์
เมื่อวานซืน ครม. ญี่ปุ่นอนุมัติแผนกระตุ้นเศรษฐกิจและการทหารเป็นเงิน 135 พันล้านดอลลาร์ เฉพาะงบป้องกันประเทศก็เท่ากับ 2% ของ GDP (เทียบกับสหรัฐฯ ใช้งบทหาร 3.4% ของ GDP จีนใช้ประมาณ 1.5%)
แสดงว่านายกฯญี่ปุ่นยืนยันตามที่พูด ไม่ถอยเรื่องการทหารแน่ และชาวญี่ปุ่นก็สนับสนุน
คำถามเราควรตั้งคือ "ทำไม"
การลดจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเข้าญี่ปุ่นเป็นแค่ออร์เดิร์ฟ การจัดหนักจะตามมา เพราะจีนจะใช้โอกาสนี้ส่งสัญญาณไปทั่วโลกว่า อย่าล้ำเส้นเรื่องไต้หวัน
จะให้คนอื่นเชื่อ ก็ต้องจัดหนัก
หลายคนอาจบอกว่า มนุษย์ทุกคนย่อมมีสิทธิเลือกระบอบการปกครองได้ ชาวไต้หวันก็ควรมีสิทธิเช่นกัน นี่ขึ้นกับมุมมองซึ่งผูกกับประวัติศาสตร์
ในมุมมองของจีน ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนยิ่งเสียกว่ารัฐฮาวาย เท็กซัส แคลิฟอร์เนีย นิว เม็กซิโก เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ ยังไม่ต้องย้อนไปถึงยุคอินเดียนแดงว่าอเมริกันยึดครองทั้งแผ่นดินมาอย่างไร
สมมุติว่าบ่ายวันนี้รัฐฮาวายขอประกาศอิสรภาพ เพราะถือว่ามีสิทธิ์ (และจริงๆ ก็มีสิทธิ์ เพราะสหรัฐฯได้ฮาวายมาจากการก่อรัฐประหารยึดอำนาจด้วยกำลังทหาร แล้วผนวกเป็นรัฐที่ 50) วอชิงตันคงส่งกำลังทหารไปปราบไม่เกินพระอาทิตย์ตกดิน
จีนเป็นชาติที่ไม่ลืมประวัติศาสตร์ คนจีนอาจยอมชาติอื่นๆ ในหลายเรื่อง แต่ไม่มีวันลืมว่าพวกตะวันตกกระทำชำเราประเทศตนอย่างไรในช่วงปี 1839-1949 จีนเรียกหนึ่งร้อยปีที่จีนถูกกระทำชำเราว่า หนึ่งศตวรรษแห่งความอัปยศ (The Century of Humiliation)
จีนถูกอังกฤษยึดเมืองต่างๆ รวมทั้งฮ่องกง และต่อมาเมื่อเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างเจียงไคเช็กกับเหมาเจ๋อตง หรือระหว่างก๊กมินตั๋งกับคอมมิวนิสต์ เจียงไคเช็กแพ้ ถอยไปตั้งปราการสุดท้ายที่ไต้หวัน จีนคอมมิวนิสต์ตัดสินไม่ตามไปเผด็จศึกให้จบ ทำให้เป็นปัญหาคาราคาซังจนถึงวันนี้ สำหรับจีน สงครามกลางเมืองยังไม่จบ
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา จีนยังปล่อยไต้หวันเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เพื่อรักษา status quo (สภาวะเดิม) ไว้ ตราบที่ไต้หวันอยู่เฉยๆ ไม่เต้นไปตามแรงเชียร์ของฝ่ายตะวันตก เพราะจีนต้องการยึดไต้หวันแบบสันติ ไม่ต้องการฆ่าจีนด้วยกัน
แต่วันใดที่ไต้หวันประกาศอิสรภาพ วันนั้นจะเกิดสงครามแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ ต่อให้รู้ว่าจะเกิดสงครามโลก ก็จะทำ เพราะจีนไม่มีทางยอมรับความอัปยศอีกรอบ
ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง
ความเห็นของอดีตผู้นำสิงคโปร์ ลีกวนยูในเรื่องนี้คือ ผู้นำจีนคนใดทำให้ไต้หวันหลุด จะหลุดจากตำแหน่งไปด้วย ดังนั้นจีนจะไม่มีวันยอมเรื่องนี้ จะรบกี่รอบก็รบ
ชาติใดไม่เข้าใจเรื่องนี้ แสดงว่าไม่เคยศึกษาประวัติศาสตร์จีนเลย
ล่าสุดก็คือญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นเองก็เคยถูกชาติตะวันตกบีบเหมือนกัน แต่รอดจากลัทธิล่าอาณานิคม ญี่ปุ่นพัฒนาประเทศทันท่วงที เป็นประเทศแรกในเอเชียที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมสำเร็จ กลายเป็นประเทศพัฒนา และใช้ลัทธิทหารนำ
แต่ขณะที่จีนถูกชาติตะวันตกกินโต๊ะในหนึ่งศตวรรษแห่งความอัปยศ ในปี 1894 ญี่ปุ่นก็ผสมโรงบุกจีนบ้าง ทูตจีนถามทูตญี่ปุ่นว่า "พวกคุณบุกเราทำไม? เราเป็นเอเชียเหมือนกัน" ทูตญี่ปุ่นตอบว่า "อ๋อ! ตอนนี้เราเข้าเป็นสมาชิกคลับชาติตะวันตกแล้วละ" แล้วก็ยึดครองไต้หวันในปี 1895 ตามมาด้วยที่อื่นๆ
ในสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นฆ่าคนจีนไปราว 10 ล้านคน เฉพาะที่นานกิง ทหารญี่ปุ่นฆ่าคนจีนไปสามแสนคน ข่มขืนผู้หญิงจำนวนมหาศาล มีการแข่งขันกันว่าใครฆ่าคนจีนได้มากกว่า บางวันทหารญี่ปุ่นข่มขืนเด็กนักเรียนหญิงในโรงเรียนมิชชันนารีแห่งหนึ่งรวดเดียวพันกว่าคน มีการประเมินว่าทหารญี่ปุ่นน่าจะข่มขืนผู้หญิงจีนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคน
ไม่มีทางที่จีนจะลืมเรื่องนี้
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นเสนอจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามและค่าความเสียหายต่างๆ ที่กระทำต่อจีน แต่ผู้นำจีนโจวเอินไหลปฏิเสธ ให้เหตุผลว่า ทั้งคนจีนและคนญี่ปุ่นต่างก็บาดเจ็บเพราะลัทธิทหารของญี่ปุ่น (Japanese Militarism 日本軍国主義) เหมือนกัน
นี่ทำให้ความสัมพันธ์ของสองชาติค่อยดีขึ้น พออยู่กันได้
แต่เมื่อนายกฯสายเหยี่ยวคนใหม่ของญี่ปุ่น พูดเรื่องรื้อฟื้นสิ่งที่ดูเหมือนลัทธิทหารขึ้นมาใหม่ เพื่อเตรียมรับเหตุจีนบุกไต้หวัน ก็เท่ากับจุดประกายให้คนจีนนึกถึงปิศาจแห่งสงครามที่เคยทำร้ายจีนอย่างแสนสาหัสมาก่อน ในมุมมองของคนจีนที่ผ่านประวัติศาสตร์เลวร้ายและถูกกระทำมากว่าร้อยปี มันล้ำเส้นเกินรับได้
ลีกวนยูเคยเขียนว่า การรวมชาติของจีนกับไต้หวันจะเกิดขึ้นแน่ แค่รอเวลาเท่านั้น ไม่มีประเทศไหนสามารถหยุดมันได้
เขาบอกว่าสหรัฐฯจะไม่ทำสงครามกับจีนเรื่องไต้หวัน เพราะมันไม่คุ้ม อเมริกาอาจรบชนะในรอบแรก แต่จะรบไปอีกสักกี่รอบ? เพราะจีนยอมเทหมดหน้าตัก แต่สหรัฐฯจะไม่ยอมแน่
เพราะสหรัฐฯไม่ได้แคร์อะแดมน์กับประชาธิปไตยของไต้หวันหรอก ไม่เช่นนั้นนิกสันจะไม่มีทางเซ็นสัญญา 'จีนเดียว' กับเหมาเจ๋อตง แต่ในรอบสิบกว่าปีนี้ สหรัฐฯต้องการใช้ไต้หวันเป็นหมากล้อมจีนต่างหาก เพราะจีนโตเร็วเกินไป
สหรัฐฯไม่ต้องการโลก multipolar สหรัฐฯต้องการเป็นใหญ่แต่เพียงผู้เดียว
สหรัฐฯสร้างภาพว่าคอมมิวนิสต์คือปิศาจมาตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก ได้ยินคำนี้ก็ผวา ดังนั้นเวลามีข่าวคอมมิวนิสต์ประหารชีวิตคน จะร้ายแรงกว่าฝ่ายประชาธิปไตยประหารชีวิตคน
แต่เรื่องคอมมิวนิสต์ช่วยคนจีนหลายร้อยล้านคนข้ามพ้นความยากจน กลับไม่เป็นข่าว
อย่างไรก็ตามสหรัฐฯก็ยังระวัง แค่ยุไต้หวันให้ต้านจีน ยังไม่ถึงขั้นไปตั้งฐานทัพที่ไต้หวัน เพราะถ้าวันนั้นมาถึง จีนก็อาจขอไปตั้งฐานทัพที่คิวบาบ้าง และสงครามโลกครั้งที่สามก็คงเลี่ยงไม่พ้น
นี่ก็คือสิ่งที่ทุกชาติกระทำ เมื่อถูกข้ามเส้นมากเกินไป
ตัวอย่างที่ใกล้ที่สุดคือสงครามยูเครน เมื่อ NATO ชวนยูเครนเข้าร่วม เพื่อขยายอำนาจไปประชิดชายแดนรัสเซีย รัสเซียก็ไม่รีรอบุกยูเครนทันที
นี่ก็เป็นเหตุผลเดียวกับกรณีพิพาทเรื่องหมู่เกาะคูริลระหว่างรัสเซียกับญี่ปุ่นซึ่งกินเวลานานหลายสิบปียังไม่สรุป รัสเซียไม่ยอมคืนเกาะให้ญี่ปุ่น เพราะกลัวว่าวันหนึ่งญี่ปุ่นบ้าจี้ ให้อเมริกาไปสร้างฐานทัพที่นั่น จ่อคอหอยรัสเซีย
ทุกเรื่องมีเส้นที่ล้ำไม่ได้ขวางอยู่
ดังนั้นชาติไหนที่บ้าจี้ตามก้นสหรัฐฯต้อยๆ ในนโยบายไต้หวัน ก็ควรคิดให้รอบคอบ เพราะจีนมีพลังทางเศรษฐกิจมากพอส่งผลกระทบทุกชาติในโลก ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม
และสมมุติว่าเกิดเรื่องลงไม้ลงมือกัน อย่าคาดหวังว่าสหรัฐฯจะช่วย ถึงเวลานั้นก็ตัวใครตัวมัน ตัวอย่างที่เห็นๆ ก็คือสงครามเวียดนาม อัฟกานิสถาน
ดังนั้นใครที่ออกตัวแรงเอาใจลูกพี่ ก็พึงระวัง เพราะวันหนึ่งเมื่อเงยหน้าขึ้นมา พบว่าตนเองรบอยู่คนเดียวบนแผ่นดินที่แตกสลาย ไม่เชื่อถามเซเลนสกีดูว่าดื่มน้ำใบบัวบกวันละกี่แก้ว
อ่าน geopolitics ในภาพรวม ก็จะเห็นว่า ยูเครนเป็นหมากของตะวันตกที่ใช้เล่นงานรัสเซีย ไต้หวันก็เป็นหมากที่ใช้เล่นงานจีน ญี่ปุ่นต้องระวังไม่ให้ตัวเองกลายเป็นหมากอีกตัวหนึ่ง
การเมืองโลกต้องเดินหมากด้วยความระวัง ผู้นำต้องรู้จักศิลปะการเดินหมาก อย่าคิดดังเกินไป ไม่งั้นคนเดือดร้อนก็คือประชาชน
ก็มาถึง why
ทำไมญี่ปุ่นจะรื้อฟื้นพลังทางทหาร? นายกฯญี่ปุ่นคิดไม่เป็นหรือ? คำตอบคือไม่ใช่ ญี่ปุ่นก็อ่านหมากเป็น เชื่อว่าคงพิจารณาแล้วว่ามีความจำเป็นต้องขยายกองทัพเตรียมพร้อม กรณีที่ต้องต้านจีน
ญี่ปุ่นไม่อยากเป็นศัตรูกับจีน แต่อาจประเมินแล้วว่าเมื่อจีนใหญ่ขึ้นๆ จนถึงจุดหนึ่ง ใครจะรู้ว่าจีนจะไม่ยึดครองญี่ปุ่น ก็มีเหตุผลให้ระแวงระวัง เพราะสิบกว่าปีนี้ ขณะที่สหรัฐฯก่อสงครามไปทั่วโลก จีนกลับส่งเม็ดเงินไปสร้างสาธารณูปโภคในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในทวีปแอฟริกา จนแต่ละชาติเป็นหนี้จีนมหาศาล และตกอยู่ใต้อิทธิพลจีนโดยปริยาย นอกจากนี้ก็ยังริเริ่ม The Belt and Road Initiative หรือ The New Silk Road กับ BRICS ต้านฝ่ายตะวันตก นี่เป็นยุทธศาสตร์สามก๊กชัดๆ !
นี่อาจทำให้ญี่ปุ่นต้องระแวงว่า จีนกำลังเดินหมากเพื่อคิดการใหญ่ และญี่ปุ่นอาจโดนไปด้วย มันเป็น the sum of all fears ตามชื่อนิยายของ ทอม แคลนซี เป็นความกลัวที่เข้าใจกันได้
แต่การจัดการกับความกลัวต้องระวังอย่างสูง ไม่ใช่คิดดังขนาดนั้น และส่งผลระหว่างประเทศดังที่เห็น และผลที่กำลังจะตามมา แม้ว่านายกฯญี่ปุ่นจะยังคงได้รับเสียงสนับสนุนภายในประเทศ แต่โดนไปนานๆ คะแนนนิยมก็อาจร่วง ไม่เชื่อถามเซเลนสกีดู
คำถามที่สำคัญที่สุดที่ญี่ปุ่นต้องถามตัวเองคือ ตนประเมินสถานการณ์ถูกต้องหรือไม่ จีนคิดจะครองโลกจริงๆ หรือไม่
เรื่องนี้ยาว ต้องว่ากันอีก 1-2 บทความ
วินทร์ เลียววาริณ
23-11-251- แชร์
- 84
-

มนุษย์เรามีนิสัยชอบทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก
คิดมากไป ซับซ้อนไป จนลืมไปว่าบางเรื่องทำง่าย ๆ ก็ได้
จะทำเรื่องง่าย ๆ หนึ่งเรื่องต้องประชุมหลายรอบ
คิดซับคิดซ้อน ทั้งที่แก้ปัญหาง่าย ๆ ได้
ครูบาอาจารย์ฝรั่งใช้คำคำหนึ่งเตือนสตินักเรียน
KISS
ย่อมาจาก Keep It Simple, Stupid.
แปลว่า ทำให้ง่าย ๆ หน่อยเจ้าศิษย์โง่
หลักการก็คล้าย ๆ อาจารย์เซนสอนศิษย์โง่
ต่างกันที่อาจารย์ฝรั่งด่าเฉย ๆ ส่วนอาจารย์เซนใช้ไม้เคาะหัวศิษย์ด้วย
นัยว่าการย้ำด้วยไม้ช่วยทำให้จดจำดีขึ้น
ดังนั้นเวลาแฟนบอกว่า “คิสหน่อย” ถามให้แน่ก่อนว่า เธอหมายถึงจูบหรือ Keep It Simple, Stupid.
วินทร์ เลียววาริณ
5-5-260 วันที่ผ่านมา -

ผมเข้าศึกษาที่โรงเรียนแสงทองวิทยาในปีการศึกษา 2509 เลขประจำตัวนักเรียน 3882 ถูกจัดให้เรียนห้อง ป. 4 ค. ครูประจำชั้นชื่อ ประดับ คณะทอง ครูใหญ่คือนายสวน บุปผะโพธิ์
แสงทองวิทยาเป็นโรงเรียนคาทอลิก คณะซาเลเซียน บาทหลวงหลายคนมาจากประเทศอิตาลี รู้ภาษาอังกฤษดีมาก ทำให้โรงเรียนนี้มีชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ นักเรียนที่เก่งภาษาอังกฤษคนหนึ่งชื่อ สุทธิชัย หยุ่น เก่งระดับต่อมาเปิดหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ
โรงเรียนแสงทองวิทยามีแต่นักเรียนชาย อยู่คู่กับโรงเรียนธิดานุเคราะห์ ซึ่งเป็นโรงเรียนหญิง
ชีวิตของผมในปีการศึกษา 2509 นี้ ผมขาดเรียนไป 12 วันส่วนใหญ่ก็คือป่วย ผมเป็นเด็กขี้โรค ป่วยบ่อย
ผมจำรายละเอียดของชีวิตชั้น ป. 4 ไม่ค่อยได้ แต่จำได้แม่นอย่างเดียวคือผลสอบ
งั้นเรามาคุยเรื่องการเรียนกัน
ใช้คำว่า ‘คุย’ เพราะเป็นปีที่คุยได้โดยไม่อายใคร ส่วนปีที่น่าอายว่ากันทีหลัง
ในชั้น ป. 4 ค. ผมสอบได้ที่ 1 ทุกภาคเรียน ทั้งสอบเล็กสอบใหญ่รวมห้าครั้ง ท้ายปีจบด้วยที่ 1 ได้คะแนน 85 เปอร์เซ็นต์
ความเห็นของครูประจำชั้นในภาคปลายคือ “ตั้งใจเรียนและขยันดี ทำงานเรียบร้อยดี ความประพฤติเรียบร้อย สติปัญญาฉลาด อุปนิสัยเยือกเย็น รักสงบ”
พ่อผมคงงงที่ผมสอบได้ที่ 1 ตลอดปี
..........................
ขึ้นชั้น ป. 5 ผมเลื่อนไปเรียนห้อง ก. ครูประจำชั้น ป. 4 คนเดิมก็ตามมาด้วย ปีนี้ผมขาดเรียนไป 16 วัน แน่ละ ก็ต้องป่วย 13 วัน (และลาตรุษจีน 3 วัน) ไม่โรคหวัดก็เป็นโรคหวัด เพราะเป็นอยู่โรคเดียว
แต่กระนั้นผมก็ทำคะแนนดี สอบได้ที่ 1 ตลอดเช่นกัน จบ ป. 5 ด้วยคะแนน 81.90 เปอร์เซ็นต์ เป็นที่ 1 ของห้อง
ครูประจำชั้นเขียนในสมุดพกภาคต้นว่า “ตั้งใจเรียนดีมาก ขยันทำการงานและเรียบร้อย ความประพฤติเรียบร้อย สติปัญญาปานกลาง อุปนิสัยเยือกเย็น รักสงบ ขอทางบ้านส่งเสริมด้วย เด็กของท่านจะดียิ่ง ๆ ขึ้น”
และภาคกลาง : “ขยันเรียนดีมาก ทำงานมีระเบียบเรียบร้อย สติปัญญาติดข้างฉลาด ถือระเบียบและเชื่อฟังผู้ใหญ่ดี พยายามส่งเสริม ต่อไปอนาคตจะรุ่งเรืองดี”
นึกดีใจวูบ เพราะต่างกันภาคเดียว สติปัญญาของผมยกระดับจาก ‘ปานกลาง’ เป็น ‘ติดข้างฉลาด’
นั่นคือยุคทองของชีวิตวัยเรียนของผม หลังจากสอบได้ที่ 1 ในชั้น ป. 4 กับ ป. 5 คะแนนของผมก็ร่วงลงมาเหมือนนกปีกหัก จนถึงจุดตกต่ำที่สุดในชั้น ป. 7 เพราะเหตุผลเดียว
เสือกติดนิยาย!
.............................
จุดหักเหของการเรียนเริ่มในชั้น ป. 5 วันหนึ่งครูประจำชั้นบอกนักเรียนว่า “วันนี้ครูจะพาไปรู้จักห้องสมุด”
เพิ่งรู้ว่าโรงเรียนของเราก็มีห้องสมุด
ครูให้เด็กทุกคนทำบัตรประจำตัวห้องสมุด เพื่อที่จะยืมหนังสือเมื่อไรก็ได้ ในวันแรกนั้น ผมก็ยืมหนังสือนิทานหนึ่งเล่ม กลับถึงบ้านก็เริ่มอ่าน และติดใจรสอักษรทันที
นับจากนั้นผมก็เป็นขาประจำห้องสมุดโรงเรียน ยืมหนังสือนิทานเรื่องอื่น ๆ ต่อไป แล้วไล่อ่านหนังสือในห้องสมุด
ผมอ่านหนังสือหลากหลายมาแต่เด็ก อ่านทั้งนิทาน นิยาย และสารคดี ครั้งหนึ่งผมยืมเรื่อง ของดีในอินเดีย ของหลวงวิจิตรวาทการมาอ่าน เพื่อน ๆ เห็นเข้าก็พากันหัวเราะ ผมคงคบแต่เพื่อนทะลึ่ง!
ขึ้นชั้น ป. 6 ปีการศึกษา 2511 ผมอยู่ห้อง ก. ครูประจำชั้นชื่อ เชื้อ สนธิกุล ปีนี้ผมหยุดเรียนถึง 21 วัน ในการสอบไล่ปลายปี ผมได้ที่ 6 คะแนน 88.10 เปอร์เซ็นต์
ผมไม่เคยได้ที่ 1 อีกเลยในชีวิต
วินทร์ เลียววาริณ
6-5-26..........................
บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต
เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น
ชีวิตที่ดีเล่มเดี่ยว https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี
https://s.shopee.co.th/8AGEoezG49
โปรโมชั่น https://s.shopee.co.th/8zpLoQYlsc
0 วันที่ผ่านมา -
ขึ้น ป. 2 ผมอยู่ห้อง ก. ครูประจำชั้นชื่อนางสาวเทียม หนูประเสริฐ
เป็นปีการศึกษา 2507 ทั้งปีผมขาดเรียนไปสองวัน
มาสำรวจคะแนนปลายปีวิชาภาษาไทยดู
อ่านออกเสียง-ท่องจำ 45/50
อ่านเอาเรื่อง 92/100
เขียน-คัด 86/100
แต่งความ 91/100สิ้นปีผมสอบได้ที่ 3 จากนักเรียน 36 คน คะแนน 88.1 เปอร์เซ็นต์
ความเห็นและข้อเสนอแนะของครู :
ภาคต้น : การเขียนหนังสือและการทำงานเรียบร้อยดีมาก แต่บางครั้งมักจะขาดความรอบคอบในการทำงาน ฉะนั้นขอให้แก้ไขเสีย ก็จะดีมาก
ภาคกลาง : การเรียน การทำงาน และความเอื้อเฟื้อต่อเพื่อนดีมาก ขอให้พยายามทำดีให้ตลอดไป ก็จะดียิ่งขึ้น
ภาคปลาย : การเรียนดี ทำงานด้วยความเรียบร้อยและรอบคอบดีมาก แต่รู้สึกว่าภาคนี้ซุกซนมากขึ้น
ประโยคสุดท้ายนี้มนุษย์ต่างดาวจำอะไรไม่ได้เลยสักนิด เป็นไปได้ว่าครูจำผิดคนแน่เลย เพราะผมเป็นเด็กเรียบร้อยจะตายไป!
.........................
ขึ้น ป. 3 ครูประจำชั้นคือนางสาวนิภา บริบูรณ์ ปีนี้เรียนครบ ไม่มีขาดเรียนเลยสักวัน
ความเห็นครูประจำชั้นภาคต้น :
“ตั้งใจเรียนดี และการทำงานเรียบร้อยพอใช้ รักสนุก คุยเก่ง ชอบพูดคุยในเวลาเรียนเป็นบางเวลา วิชาที่เรียนพอไปได้ แต่ถ้าพยายามสนใจการเรียนให้มากกว่านี้แล้ว อาจจะทำให้มีเปอร์เซ็นต์สูงขึ้นกว่าเดิมมาก”
ผมน่ะหรือชอบพูดคุยในเวลาเรียน? ครูน่าจะจำผิดคนแล้วมั้ง!
อย่างไรก็ตาม คะแนนสอบของผมดีขึ้นกว่าปีก่อน ในการสอบระหว่างปี ผมได้เลขตัวเดียวตลอด คือได้ที่ 5, 1, 2, 1, 1 และปลายปีสอบได้ที่ 2 จากนักเรียน 41 คน คะแนน 85.3 เปอร์เซ็นต์
ผมจำชีวิตช่วง ป. 2-3 ไม่ค่อยได้ แต่จำได้ว่าช่วงหนึ่งครูให้นักเรียนคัดลายมือต่อเนื่องกันทุกวันเป็นเดือน หลังจากนั้นก็คัดเลือกนักเรียนลายมือดีที่สุดสามคน ให้รางวัลนิดหน่อย ผมเป็นหนึ่งในเด็กลายมือดี จำไม่ได้ว่ารางวัลเป็นอะไร น่าจะเป็นดินสอ ยางลบ หรือไม้บรรทัดอะไรพวกนั้น แต่สำหรับเด็กวัยราวสิบขวบ ก็รู้สึกดีใจที่ได้รางวัล
ช่วงหลายปีในห้องเรียนหลังจากนั้น ลายมือผมดีสม่ำเสมอ การบ้านของผมสะอาดมาก หากเขียนไม่สวย ผมจะฉีกหน้านั้นทิ้ง แล้วคัดใหม่
นี่เป็นนิสัยแปลก ๆ ที่ติดมาจนโต นั่นคือหากเจองานไม่ดี ไม่เรียบร้อย จะหงุดหงิด
แต่ลายมือของผมในวัยนี้เลวร้ายกว่าไก่เขี่ย น่าจะเพราะปลงตก หรือไม่ก็เพราะไม่เหลือเวลามาบรรจงอะไรอีก
เมื่อเรียนจบชั้น ป. 3 พ่อแม่ก็พาผมไปสอบเข้าโรงเรียนแสงทองวิทยา
อยู่ดี ๆ เปลี่ยนโรงเรียนทำไม? มนุษย์ต่างดาวก็ไม่รู้
รู้แต่ว่าชีวิตเปลี่ยนทิศ
วินทร์ เลียววาริณ
5-5-26..........................
บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต
เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น
ชีวิตที่ดีเล่มเดี่ยว https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี
https://s.shopee.co.th/8AGEoezG49
โปรโมชั่น https://s.shopee.co.th/8zpLoQYlsc
0 วันที่ผ่านมา -

ผมเกิดที่บ้านเลขที่ 113 ถนนนิพัทธ์อุทิศ 1 อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เวลาหกโมงเช้า วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2499 ก่อนขึ้นกึ่งพุทธกาลหนึ่งปี ในยุคนั้นหมอตำแยเป็นผู้ทำคลอดที่บ้าน ไม่ค่อยมีใครเกิดที่โรงพยาบาล
หลังจากผมอายุสิบวัน พ่อจึงไปแจ้งเกิดที่อำเภอ ดังนั้นวันเกิดของผมในทะเบียนราษฎร์คือ 3 เมษายน 2499
ชื่อเกิดของผมคือ สมชัย เลี้ยววาริณ ผมมีชื่อจีนด้วยคือ 廖志豪 (เลี่ยวจื้อหาว)
廖 (เลี่ยว) เป็นแซ่
志 (จื้อ) แปลว่าปณิธาน เจตจำนง ความมุ่งมั่น
豪 (หาว) แปลว่ากล้าหาญ
พ่อน่าจะต้องการให้หมายถึง ถ้ามีเจตจำนงมุ่งมั่นย่อมประสบผลสำเร็จ (有志者事竟成.)
ไม่น่าแปลก เพราะชีวิตพ่อคือการต่อสู้ ทำงานหนัก ใช้สองมือสร้างตัวขึ้นมาด้วยเจตจำนงมุ่งมั่นล้วน ๆ โดยไม่พึ่งโชคชะตา
ผมใช้ชื่อสมชัยอยู่ไม่ถึงสามสิบปี ก็เปลี่ยนเป็น ‘วินทร์’
สมัยนั้นเด็กจีนที่เกิดในไทยแทบทั้งหมดมีชื่อจีนและชื่อไทย ใครใช้แซ่อยู่ ก็รู้สึกว่ายังไม่ทันสมัย ต้องเปลี่ยนเป็นนามสกุล วิธีเปลี่ยนก็คือเติมคำต่อจากแซ่นั่นแหละ ร้านค้าส่วนมากมีชื่ออักษรไทยกับจีน
ผมเป็นลูกคนที่ 7 ในบรรดาพี่น้องสิบคน และเป็นลูกชายคนที่สอง ก่อนหน้าผมมีพี่สาวห้าคน รวด พ่อดีใจที่ได้ลูกชาย จึงซื้อพัดลม KDK ตัวหนึ่งเป็นการฉลอง มันยังอยู่ในสภาพดีจนทุกวันนี้
ผมจำชีวิตวัยก่อนเจ็ดขวบไม่ค่อยได้ มันรางเลือนเหมือนเซลล์สมองยังไม่ทำงาน แม่เล่าว่าผมเป็นเด็กที่กินนมจุ กินนมผงยี่ห้อแล็คโตเย่นเป็นว่าเล่น กินจนโต สิ้นเปลืองมาก ผมจะดูดจากขวดนมประจำตัวเท่านั้น วันหนึ่งจุกนมถูกหนูแทะขาด แม่จึงเปลี่ยนขวดนมใหม่ให้ แต่ผมก็ไม่ยอม เพราะติดขวดนมขวดเดิม จึงเลิกกินนมตั้งแต่นั้น
ผมจำได้ราง ๆ ว่า ตอนเด็กผมมองไปรอบตัวผมอย่างงง ๆ สงสัยว่าทำไมโลกภายนอกเป็นอย่างนั้น ทำไมมีแสงอาทิตย์ ทำไมมีสายลม ฯลฯ ความรู้สึกคล้าย ๆ มนุษย์ต่างดาวในหนังเรื่อง Starman มาเยือนโลกโดยอยู่ในเปลือกของร่างกายมนุษย์ มองไปรอบตัว รู้สึกงง ๆ ถามตัวเองว่า “ที่นี่ที่ไหนวะ?” และ “กูมาทำอะไรที่นี่วะ?”
อาจเพราะเกิดมาเป็นเด็กช่างสงสัย ผมมองโลกด้วยสายตาแปลก ๆ อย่างนี้ แต่ไม่กล้าบอกใคร เพราะกลัวเขาหาว่าผมบ้า ผมเพียงแต่สังเกตและเฝ้ามอง แล้วเก็บทุกอย่างไว้ในใจ
เมื่ออายุ 6 ขวบ พ่อแม่ส่งผมไปเรียนชั้น ป. 1 ที่โรงเรียนวิริยะเธียรวิทยา เวลานั้นไม่มีใครเรียนชั้นอนุบาล เท่าที่จำได้ เวลานั้นยังไม่มีโรงเรียนไหนมีชั้นอนุบาล หรือถ้ามี ก็ขายยาก เพราะพ่อแม่ส่วนใหญ่ทำงานหาเช้ากินค่ำ การส่งเด็กไปโรงเรียนคือเงิน และการเรียนชั้นอนุบาลดูเหมือนการเล่นมากกว่าเรียน
ตัด ‘ออร์เดิร์ฟ’ ชั้นอนุบาล ทิ้ง เข้า ‘เมน คอร์ส’ ป. 1 เลย
วันเปิดเรียน ป. 1 แม่ก็จูงมือพาไปปล่อยที่โรงเรียน
ผมจดจำชีวิตในโรงเรียนได้ราง ๆ จำได้ว่ามีลานหน้าตึกเรียน เวลานั้นโรงเรียนนี้มีถึงชั้น ป. 7 เท่านั้น มีนักเรียนราวสี่ร้อยคน
จบชั้น ป. 1 ครูประจำชั้นบอกพ่อแม่ผมว่า น่าจะเรียนซ้ำอีกปีนะ (ทั้งที่ผมสอบผ่าน) รากฐานจะได้แน่น เมื่อเป็นความเห็นของครูประจำชั้น ก็เอาตามที่ครูว่า ผลก็คือผมเรียน ป. 1 สองรอบ
การเรียนในสมัยก่อนในต่างจังหวัดไม่ค่อยซีเรียสเหมือนสมัยนี้ ครูบอกอะไร พ่อแม่ก็เชื่อ เรียนสองรอบก็สองรอบ
สมัยนี้ถ้าให้เด็กเรียนซ้ำชั้น อาจมีเรื่อง เพราะเราถือปรัชญา ‘จ่ายครบจบแน่’ มาพักใหญ่แล้ว
แต่ในสมัยนั้นเรียนช้าไปปีสองปี ไม่ใช่เรื่องใหญ่ พ่อแม่ในต่างจังหวัดส่วนมากก็ไม่ค่อยคาดว่าลูกต้องจบชั้นมหาวิทยาลัย จบ ป. 7 ถือว่าใช้ได้ จบ ม.ศ. 3 ถือว่าโก้แล้ว จบแล้วก็มาช่วยพ่อแม่ทำมาหากิน
เลขประจำตัวของผมคือ 1088 ครูประจำชั้น ป. 1 ชื่อนางสาวสุเทพ เข้มขัน ครูใหญ่ชื่อนางอุดม ไชยพฤกษ์กุล ณ วันที่ 28 ก.ค. 2506 ผมสูง 122 ซม. น้ำหนัก 22 กก.
สมุดพกชั้น ป. 1 บันทึกรายงานผลการศึกษาในด้านภาษาของผมดังนี้
.....................
ภาษาไทยอ่าน-พูด-ท่องจำ คะแนนรวมทั้งปี 50 ผมได้ 45
อ่านเอาเรื่อง คะแนนรวมทั้งปี 100 ได้ 87
แต่งความ คะแนนรวมทั้งปี 100 ได้ 89.....................
ภาษาอังกฤษอ่าน-ฟัง-พูด คะแนนรวมทั้งปี 20 คะแนน ผมได้ 18
คัด คะแนนรวมทั้งปี 20 ได้ 17
เขียน คะแนนรวมทั้งปี 40 ได้ 38
แปล คะแนนรวมทั้งปี 20 ได้ 16
รวมคือภาษาอังกฤษได้ 89/100ครั้นถึงปลายปี ผมสอบได้ที่ 7 จากจำนวนนักเรียน 44 คน
นี่คือก้าวแรกของชีวิตนอกบ้าน ขณะที่ ‘มนุษย์ต่างดาว’ ยังไม่รู้เลยว่ามาทำอะไรบนโลกใบนี้ อย่าว่าแต่เรียนไปทำไม
วินทร์ เลียววาริณ
4-5-26..........................
บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต
เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น
ชีวิตที่ดีเล่มเดี่ยว https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี
https://s.shopee.co.th/8AGEoezG49
โปรโมชั่น https://s.shopee.co.th/8zpLoQYlsc
1 วันที่ผ่านมา -

ในบรรดาลูกศิษย์ทั้งหมดของท่านอาจารย์หนานเฉียนผู่เยี่ยน เจ้าโจวฉงเซิน หรือที่นิยมเรียกสั้น ๆ ว่า เจ้าโจว ญี่ปุ่นเรียก โจชู (Joshu) เป็นศิษย์ที่โดดเด่นที่สุด และภายหลังได้ต่อสายธรรมจากท่าน มีบันทึกและตำนานเกี่ยวกับเจ้าโจวมากมาย ด้วยเป็นพระเซนที่มีสีสันที่สุดรูปหนึ่งในประวัติศาสตร์เซน โดยเฉพาะวาจาที่คมกริบและแทงตรงจนเข้าข่ายกวนประสาท
เจ้าโจวบวชตั้งแต่เด็ก อายุสิบแปดได้พบกับท่านอาจารย์หนานเฉียนผู่เยี่ยน
ครั้งแรกที่พบกัน เจ้าโจวถามอาจารย์ว่า"อันใดคือวิถีทางที่แท้?"
"ชีวิตทุกวันก็คือสายทาง"
"เราศึกษามันได้หรือไม่?"
"ยิ่งเจ้าพยายามศึกษา เจ้าจะยิ่งออกห่างจากมัน"
"ถ้าศิษย์ไม่ศึกษา จะรู้ว่ามันเป็นสายทางได้เช่นไร?"
"สายทางมิได้เป็นของโลกที่เราเห็น แลมิได้เป็นของโลกที่เราไม่เห็น การคิดรู้เป็นมายา และการไม่คิดรู้เป็นการไร้ความรู้สึก ถ้าเจ้าต้องการไปถึงสายทางที่แท้จริงโดยปราศจากข้อสงสัย จงทำตัวเจ้าเช่นเดียวกับอิสรภาพแห่งท้องฟ้า เจ้าไม่เรียกมันทั้งดีและไม่ดี"
ด้วยคำเหล่านี้ เจ้าโจวก็บรรลุธรรม
มีการตีความว่า ทางสายธรรมดาก็คือสมาธิ เป็นความสงบของจิต เมื่ออยู่ในสมาธิ ก็ไม่จำเป็นหรือไม่ต้องการค้นหาทางอีกต่อไป มันเป็นประสบการณ์ ไม่ใช่ความเข้าใจ
...........................
วันหนึ่งพระเซนรูปหนึ่งถามเจ้าโจวว่า "อะไรคือเจ้าโจว?"
เจ้าโจวตอบว่า "ประตูตะวันออก ประตูตะวันตก ประตูเหนือ ประตูใต้!"
มีผู้ตีความโกอานบทนี้ว่า ความหมายคือชื่อของอาจารย์เจ้าโจวมาจากเมืองเจ้าโจวซึ่งเป็นเมืองที่มีประตูเมืองทั้งสี่มุมเมือง แต่บางท่านตีความว่าเจ้าโจวก็มีสี่ประตูเช่นกันนั่นคือ การเข้าสู่เซน, การฝึกเซน, การบรรลุธรรมในกิจกรรมประจำวัน และการตรัสรู้ เจ้าโจวบอกความหมายว่า ใครก็สามารถ 'ผ่านประตู' บรรลุรู้แจ้งเช่นเดียวกับท่าน และไม่มีใครที่ขวางทางเขาคนนั้น นอกจากตัวเขาเอง
ผมนำเกร็ดเรื่องนี้ไปประกอบในนิยายจีนกำลังภายใน สี่ภพ ที่ผมเขียน
ในนวนิยายเรื่องนี้ ผมใส่เกร็ดเซนเข้าไปมาก รวมทั้งเกร็ดเกี่ยวกับอาจารย์ต๋าหมอ (ตั๊กม้อ) พระอินเดียผู้เริ่มต้นเซนในจีน
และแน่นอนย่อมไม่พลาดอาจารย์เจ้าโจว ในเรื่อง ‘ประตูตะวันออก ประตูตะวันตก ประตูเหนือ ประตูใต้’
แต่เวอร์ชั่นของผมต่างจากเกร็ดธรรมที่ว่ามา
............................
วินทร์ เลียววาริณ
3-5-26จาก มังกรเซน และ Mini Zen (เซนฉบับการ์ตูน)
มังกรเซน Shopee คลิก https://shope.ee/2VUCymbmSh?share_channel_code=6Mini Zen Shopee https://shopee.co.th/วินทร์-เลียววาริณ-ชุ
2 วันที่ผ่านมา
