• วินทร์ เลียววาริณ
    5 เดือนที่ผ่านมา

    วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ไม่น่าจะคุยเรื่องเครียดๆ แต่อ่านความเห็นของผู้คนจำนวนมากเหตุการณ์ความร้าวฉานจีน-ญี่ปุ่น ส่วนมากวนอยู่ในประเด็นนักท่องเที่ยวจีนที่หายไป บ้างว่าดี จะได้ไปเที่ยว บ้างว่าไม่ดี เหล่านี้เป็นแค่ปลายเหตุ (effect) เป็นรายละเอียดปลีกย่อย

    จะเข้าใจเรื่องนี้จริงๆ ต้องดูที่โครงสร้างหลักของปัญหา (cause) แต่จะทำอย่างนั้นได้ ต้องเข้าสู่พื้นที่ประวัติศาสตร์

    เมื่อวานซืน ครม. ญี่ปุ่นอนุมัติแผนกระตุ้นเศรษฐกิจและการทหารเป็นเงิน 135 พันล้านดอลลาร์ เฉพาะงบป้องกันประเทศก็เท่ากับ 2% ของ GDP (เทียบกับสหรัฐฯ ใช้งบทหาร 3.4% ของ GDP จีนใช้ประมาณ 1.5%)

    แสดงว่านายกฯญี่ปุ่นยืนยันตามที่พูด ไม่ถอยเรื่องการทหารแน่ และชาวญี่ปุ่นก็สนับสนุน

    คำถามเราควรตั้งคือ "ทำไม"

    การลดจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเข้าญี่ปุ่นเป็นแค่ออร์เดิร์ฟ การจัดหนักจะตามมา เพราะจีนจะใช้โอกาสนี้ส่งสัญญาณไปทั่วโลกว่า อย่าล้ำเส้นเรื่องไต้หวัน

    จะให้คนอื่นเชื่อ ก็ต้องจัดหนัก

    หลายคนอาจบอกว่า มนุษย์ทุกคนย่อมมีสิทธิเลือกระบอบการปกครองได้ ชาวไต้หวันก็ควรมีสิทธิเช่นกัน นี่ขึ้นกับมุมมองซึ่งผูกกับประวัติศาสตร์

    ในมุมมองของจีน ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนยิ่งเสียกว่ารัฐฮาวาย เท็กซัส แคลิฟอร์เนีย นิว เม็กซิโก เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ ยังไม่ต้องย้อนไปถึงยุคอินเดียนแดงว่าอเมริกันยึดครองทั้งแผ่นดินมาอย่างไร

    สมมุติว่าบ่ายวันนี้รัฐฮาวายขอประกาศอิสรภาพ เพราะถือว่ามีสิทธิ์ (และจริงๆ ก็มีสิทธิ์ เพราะสหรัฐฯได้ฮาวายมาจากการก่อรัฐประหารยึดอำนาจด้วยกำลังทหาร แล้วผนวกเป็นรัฐที่ 50) วอชิงตันคงส่งกำลังทหารไปปราบไม่เกินพระอาทิตย์ตกดิน

    จีนเป็นชาติที่ไม่ลืมประวัติศาสตร์ คนจีนอาจยอมชาติอื่นๆ ในหลายเรื่อง แต่ไม่มีวันลืมว่าพวกตะวันตกกระทำชำเราประเทศตนอย่างไรในช่วงปี 1839-1949 จีนเรียกหนึ่งร้อยปีที่จีนถูกกระทำชำเราว่า หนึ่งศตวรรษแห่งความอัปยศ (The Century of Humiliation)

    จีนถูกอังกฤษยึดเมืองต่างๆ รวมทั้งฮ่องกง และต่อมาเมื่อเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างเจียงไคเช็กกับเหมาเจ๋อตง หรือระหว่างก๊กมินตั๋งกับคอมมิวนิสต์ เจียงไคเช็กแพ้ ถอยไปตั้งปราการสุดท้ายที่ไต้หวัน จีนคอมมิวนิสต์ตัดสินไม่ตามไปเผด็จศึกให้จบ ทำให้เป็นปัญหาคาราคาซังจนถึงวันนี้ สำหรับจีน สงครามกลางเมืองยังไม่จบ

    ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา จีนยังปล่อยไต้หวันเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เพื่อรักษา status quo (สภาวะเดิม) ไว้ ตราบที่ไต้หวันอยู่เฉยๆ ไม่เต้นไปตามแรงเชียร์ของฝ่ายตะวันตก เพราะจีนต้องการยึดไต้หวันแบบสันติ ไม่ต้องการฆ่าจีนด้วยกัน

    แต่วันใดที่ไต้หวันประกาศอิสรภาพ วันนั้นจะเกิดสงครามแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ ต่อให้รู้ว่าจะเกิดสงครามโลก ก็จะทำ เพราะจีนไม่มีทางยอมรับความอัปยศอีกรอบ

    ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง

    ความเห็นของอดีตผู้นำสิงคโปร์ ลีกวนยูในเรื่องนี้คือ ผู้นำจีนคนใดทำให้ไต้หวันหลุด จะหลุดจากตำแหน่งไปด้วย ดังนั้นจีนจะไม่มีวันยอมเรื่องนี้ จะรบกี่รอบก็รบ

    ชาติใดไม่เข้าใจเรื่องนี้ แสดงว่าไม่เคยศึกษาประวัติศาสตร์จีนเลย

    ล่าสุดก็คือญี่ปุ่น

    ญี่ปุ่นเองก็เคยถูกชาติตะวันตกบีบเหมือนกัน แต่รอดจากลัทธิล่าอาณานิคม ญี่ปุ่นพัฒนาประเทศทันท่วงที เป็นประเทศแรกในเอเชียที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมสำเร็จ กลายเป็นประเทศพัฒนา และใช้ลัทธิทหารนำ

    แต่ขณะที่จีนถูกชาติตะวันตกกินโต๊ะในหนึ่งศตวรรษแห่งความอัปยศ ในปี 1894 ญี่ปุ่นก็ผสมโรงบุกจีนบ้าง ทูตจีนถามทูตญี่ปุ่นว่า "พวกคุณบุกเราทำไม? เราเป็นเอเชียเหมือนกัน" ทูตญี่ปุ่นตอบว่า "อ๋อ! ตอนนี้เราเข้าเป็นสมาชิกคลับชาติตะวันตกแล้วละ" แล้วก็ยึดครองไต้หวันในปี 1895 ตามมาด้วยที่อื่นๆ

    ในสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นฆ่าคนจีนไปราว 10 ล้านคน เฉพาะที่นานกิง ทหารญี่ปุ่นฆ่าคนจีนไปสามแสนคน ข่มขืนผู้หญิงจำนวนมหาศาล มีการแข่งขันกันว่าใครฆ่าคนจีนได้มากกว่า บางวันทหารญี่ปุ่นข่มขืนเด็กนักเรียนหญิงในโรงเรียนมิชชันนารีแห่งหนึ่งรวดเดียวพันกว่าคน มีการประเมินว่าทหารญี่ปุ่นน่าจะข่มขืนผู้หญิงจีนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคน

    ไม่มีทางที่จีนจะลืมเรื่องนี้

    หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นเสนอจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามและค่าความเสียหายต่างๆ ที่กระทำต่อจีน แต่ผู้นำจีนโจวเอินไหลปฏิเสธ ให้เหตุผลว่า ทั้งคนจีนและคนญี่ปุ่นต่างก็บาดเจ็บเพราะลัทธิทหารของญี่ปุ่น (Japanese Militarism 日本軍国主義) เหมือนกัน

    นี่ทำให้ความสัมพันธ์ของสองชาติค่อยดีขึ้น พออยู่กันได้

    แต่เมื่อนายกฯสายเหยี่ยวคนใหม่ของญี่ปุ่น พูดเรื่องรื้อฟื้นสิ่งที่ดูเหมือนลัทธิทหารขึ้นมาใหม่ เพื่อเตรียมรับเหตุจีนบุกไต้หวัน ก็เท่ากับจุดประกายให้คนจีนนึกถึงปิศาจแห่งสงครามที่เคยทำร้ายจีนอย่างแสนสาหัสมาก่อน ในมุมมองของคนจีนที่ผ่านประวัติศาสตร์เลวร้ายและถูกกระทำมากว่าร้อยปี มันล้ำเส้นเกินรับได้

    ลีกวนยูเคยเขียนว่า การรวมชาติของจีนกับไต้หวันจะเกิดขึ้นแน่ แค่รอเวลาเท่านั้น ไม่มีประเทศไหนสามารถหยุดมันได้

    เขาบอกว่าสหรัฐฯจะไม่ทำสงครามกับจีนเรื่องไต้หวัน เพราะมันไม่คุ้ม อเมริกาอาจรบชนะในรอบแรก แต่จะรบไปอีกสักกี่รอบ? เพราะจีนยอมเทหมดหน้าตัก แต่สหรัฐฯจะไม่ยอมแน่

    เพราะสหรัฐฯไม่ได้แคร์อะแดมน์กับประชาธิปไตยของไต้หวันหรอก ไม่เช่นนั้นนิกสันจะไม่มีทางเซ็นสัญญา 'จีนเดียว' กับเหมาเจ๋อตง แต่ในรอบสิบกว่าปีนี้ สหรัฐฯต้องการใช้ไต้หวันเป็นหมากล้อมจีนต่างหาก เพราะจีนโตเร็วเกินไป

    สหรัฐฯไม่ต้องการโลก multipolar สหรัฐฯต้องการเป็นใหญ่แต่เพียงผู้เดียว

    สหรัฐฯสร้างภาพว่าคอมมิวนิสต์คือปิศาจมาตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก ได้ยินคำนี้ก็ผวา ดังนั้นเวลามีข่าวคอมมิวนิสต์ประหารชีวิตคน จะร้ายแรงกว่าฝ่ายประชาธิปไตยประหารชีวิตคน

    แต่เรื่องคอมมิวนิสต์ช่วยคนจีนหลายร้อยล้านคนข้ามพ้นความยากจน กลับไม่เป็นข่าว

    อย่างไรก็ตามสหรัฐฯก็ยังระวัง แค่ยุไต้หวันให้ต้านจีน ยังไม่ถึงขั้นไปตั้งฐานทัพที่ไต้หวัน เพราะถ้าวันนั้นมาถึง จีนก็อาจขอไปตั้งฐานทัพที่คิวบาบ้าง และสงครามโลกครั้งที่สามก็คงเลี่ยงไม่พ้น

    นี่ก็คือสิ่งที่ทุกชาติกระทำ เมื่อถูกข้ามเส้นมากเกินไป

    ตัวอย่างที่ใกล้ที่สุดคือสงครามยูเครน เมื่อ NATO ชวนยูเครนเข้าร่วม เพื่อขยายอำนาจไปประชิดชายแดนรัสเซีย รัสเซียก็ไม่รีรอบุกยูเครนทันที

    นี่ก็เป็นเหตุผลเดียวกับกรณีพิพาทเรื่องหมู่เกาะคูริลระหว่างรัสเซียกับญี่ปุ่นซึ่งกินเวลานานหลายสิบปียังไม่สรุป รัสเซียไม่ยอมคืนเกาะให้ญี่ปุ่น เพราะกลัวว่าวันหนึ่งญี่ปุ่นบ้าจี้ ให้อเมริกาไปสร้างฐานทัพที่นั่น จ่อคอหอยรัสเซีย

    ทุกเรื่องมีเส้นที่ล้ำไม่ได้ขวางอยู่

    ดังนั้นชาติไหนที่บ้าจี้ตามก้นสหรัฐฯต้อยๆ ในนโยบายไต้หวัน ก็ควรคิดให้รอบคอบ เพราะจีนมีพลังทางเศรษฐกิจมากพอส่งผลกระทบทุกชาติในโลก ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

    และสมมุติว่าเกิดเรื่องลงไม้ลงมือกัน อย่าคาดหวังว่าสหรัฐฯจะช่วย ถึงเวลานั้นก็ตัวใครตัวมัน ตัวอย่างที่เห็นๆ ก็คือสงครามเวียดนาม อัฟกานิสถาน

    ดังนั้นใครที่ออกตัวแรงเอาใจลูกพี่ ก็พึงระวัง เพราะวันหนึ่งเมื่อเงยหน้าขึ้นมา พบว่าตนเองรบอยู่คนเดียวบนแผ่นดินที่แตกสลาย ไม่เชื่อถามเซเลนสกีดูว่าดื่มน้ำใบบัวบกวันละกี่แก้ว

    อ่าน geopolitics ในภาพรวม ก็จะเห็นว่า ยูเครนเป็นหมากของตะวันตกที่ใช้เล่นงานรัสเซีย ไต้หวันก็เป็นหมากที่ใช้เล่นงานจีน ญี่ปุ่นต้องระวังไม่ให้ตัวเองกลายเป็นหมากอีกตัวหนึ่ง

    การเมืองโลกต้องเดินหมากด้วยความระวัง ผู้นำต้องรู้จักศิลปะการเดินหมาก อย่าคิดดังเกินไป ไม่งั้นคนเดือดร้อนก็คือประชาชน

    ก็มาถึง why

    ทำไมญี่ปุ่นจะรื้อฟื้นพลังทางทหาร? นายกฯญี่ปุ่นคิดไม่เป็นหรือ? คำตอบคือไม่ใช่ ญี่ปุ่นก็อ่านหมากเป็น เชื่อว่าคงพิจารณาแล้วว่ามีความจำเป็นต้องขยายกองทัพเตรียมพร้อม กรณีที่ต้องต้านจีน

    ญี่ปุ่นไม่อยากเป็นศัตรูกับจีน แต่อาจประเมินแล้วว่าเมื่อจีนใหญ่ขึ้นๆ จนถึงจุดหนึ่ง ใครจะรู้ว่าจีนจะไม่ยึดครองญี่ปุ่น ก็มีเหตุผลให้ระแวงระวัง เพราะสิบกว่าปีนี้ ขณะที่สหรัฐฯก่อสงครามไปทั่วโลก จีนกลับส่งเม็ดเงินไปสร้างสาธารณูปโภคในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในทวีปแอฟริกา จนแต่ละชาติเป็นหนี้จีนมหาศาล และตกอยู่ใต้อิทธิพลจีนโดยปริยาย นอกจากนี้ก็ยังริเริ่ม The Belt and Road Initiative หรือ The New Silk Road กับ BRICS ต้านฝ่ายตะวันตก นี่เป็นยุทธศาสตร์สามก๊กชัดๆ !

    นี่อาจทำให้ญี่ปุ่นต้องระแวงว่า จีนกำลังเดินหมากเพื่อคิดการใหญ่ และญี่ปุ่นอาจโดนไปด้วย มันเป็น the sum of all fears ตามชื่อนิยายของ ทอม แคลนซี เป็นความกลัวที่เข้าใจกันได้

    แต่การจัดการกับความกลัวต้องระวังอย่างสูง ไม่ใช่คิดดังขนาดนั้น และส่งผลระหว่างประเทศดังที่เห็น และผลที่กำลังจะตามมา แม้ว่านายกฯญี่ปุ่นจะยังคงได้รับเสียงสนับสนุนภายในประเทศ แต่โดนไปนานๆ คะแนนนิยมก็อาจร่วง ไม่เชื่อถามเซเลนสกีดู

    คำถามที่สำคัญที่สุดที่ญี่ปุ่นต้องถามตัวเองคือ ตนประเมินสถานการณ์ถูกต้องหรือไม่ จีนคิดจะครองโลกจริงๆ หรือไม่

    เรื่องนี้ยาว ต้องว่ากันอีก 1-2 บทความ

    วินทร์ เลียววาริณ
    23-11-25

    1
    • 122 แชร์
    • 84

บทความล่าสุด