-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
มีผู้ถามพระไพศาล วิสาโล ว่า ทำไมเวลาสอนเรื่องตายแล้วจะได้ไปสวรรค์ หรือชาติหน้าเกิดมาจะได้สบาย
ท่านตอบว่า “ส่วนหนึ่งสืบเนื่องมาจากความเชื่อแบบชาวบ้าน ซึ่งโยงไปถึงประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทย คือคัมภีร์ไตรภูมิพระร่วง ที่พระเจ้าลิไทแต่งสมัยสุโขทัย เป็นคัมภีร์ที่มีอิทธิพลต่อพุทธศาสนาไทยมาตลอดช่วงเวลาเจ็ดร้อยปี จิตรกรรมฝาผนังของวัดทุกวัดที่เป็นเรื่องนรกสวรรค์ เป็นอิทธิพลจากไตรภูมิพระร่วง ไตรภูมิพระร่วงทำให้ความเชื่อเรื่องนรกสวรรค์แพร่หลาย จนดูเหมือนพุทธศาสนาสอนแต่เรื่องนี้...
อีกเหตุผลคือเราต้องการหาคำอธิบายสำเร็จรูปที่ตอบคำถามได้ในทุกเรื่อง มนุษย์เรามีคำถามที่ต้องการคำตอบอยู่เสมอ ทำให้วิทยาศาสตร์เคลื่อนไหวไม่หยุดยั้ง แต่บางครั้งคำตอบแบบวิทยาศาสตร์ซับซ้อนเกินกว่าชาวบ้านจะเข้าใจได้ ความคิดเรื่องอดีตชาติหรือการเกิดใหม่สามารถอธิบายได้ง่ายกว่าว่า ทำไมเราถึงเกิดมารวยจนไม่เหมือนกัน อายุยาวอายุสั้นไม่เท่ากัน เรื่องกรรมในอดีตชาติอธิบายเรื่องแบบนี้ได้ ทำให้คนยอมรับชะตากรรมหรือสภาพที่เป็นอยู่ได้ แต่ที่สอนกันนั้นฉาบฉวยมาก เป็นสูตรสำเร็จเกินไป”
คำสอนว่าไปสวรรค์หรือชาติหน้าที่ดีกว่าทำหน้าที่คล้ายขนมล่อเด็กให้ทำสิ่งที่ผู้สอนต้องการ นั่นคือทำดี แต่หากเด็กไม่เข้าใจว่าอะไรเป็นขนม อะไรเป็นอาหารจริง อะไรเป็นสารอาหาร อะไรไม่ใช่ ก็อาจหลงทาง คิดว่าขนมเป็นอาหาร กินจนกลายเป็นเด็กอ้วนที่เต็มไปด้วยโรค
ความเข้าใจและความรู้จึงดีกว่าความเชื่อลอยๆ ด้วยประการฉะนี้
วินทร์ เลียววาริณ
15-1-26จาก บางครั้งเราก็ลืมรักตัวเอง
90 บทความกำลังใจสั้นๆ ราคาเพียง 190 บาท = บทความละ 2 บาท+ (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/147/บางครั้งเราก็ลืมรักตัวเอง1- แชร์
- 19
-

บางคนสงสัยว่าผมไปขุดเรื่องมาจากไหนมาเขียนได้ทุกวัน เขียนทันได้อย่างไร
การรอเรื่องเพื่อเขียนวันต่อวันนั้นยากมาก เพราะมีโอกาสสูงที่หาข้อมูลไม่ทัน ถึงหาทันแบบหมิ่นเหม่ ก็อาจเขียนไม่ทัน
คำตอบคือสร้างคลังข้อมูล
คลังนี้มีข้อมูลต่างๆ มากมายเป็นร้อยๆ เรื่อง บางเรื่องอาจสมบูรณ์ บางเรื่องอาจเป็นแค่ความคิดหรือคำพูดไม่กี่บรรทัด
ตามปกติหากวันไหนมีเรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นในวันนั้น และน่าสนใจพอ ก็คว้ามาเขียนได้โดยไม่ต้องพึ่งคลัง ข้อดีคือทันเหตุการณ์
แต่ถ้าวันนั้นไม่มีอะไรน่าสนใจ ก็ไม่ลนลาน ตรงไปที่คลัง หยิบมาหนึ่งเรื่อง แล้วเริ่มเขียน
ข้อมูลอยู่ที่นั่นแล้ว เสียเวลาแค่เรียบเรียง
ธนาคารไอเดียจึงสำคัญดังฉะนี้แล
แล้วเราจะสร้างคลังข้อมูลอย่างไร?
ไม่ยากอะไร เหมือนเดินไปในเมือง เจอสาวกี่คนเดินผ่านมา ก็พิจารณาดูว่า พอเป็นแฟนเราได้ไหม ถ้าได้ ก็รีบบันทึกข้อมูลคนนั้นไว้เลย
อุ๊ย! เปรียบแบบนี้อันตราย เสี่ยงโบรกเกน-เฮด ไม่เปรียบดีกว่า
หลักง่ายๆ คือ เห็นข่าวหรือได้ยินเรื่องเล่าใด ลองขบคิดสักนิดว่ามันมีศักยภาพหรือเปล่า ถ้าพอมี ก็เก็บไว้เลย
เรื่องที่แปลกหูแปลกตา เก็บไว้ให้หมด ถึงแม้ว่าจะยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรกับมัน
สร้างเป็นแฟ้มข้อมูลไว้ เหมือนหมูออมสิน มีอะไรก็โยนเข้าไป
ทีนี้เมื่อว่างๆ ไม่มีอะไรทำ ก็กวาดตาดูข้อมูลเหล่านั้น พิจารณาเป็นระยะๆ วันนี้มันอาจไม่เกิดเป็นเรื่อง แต่บางทีบางวัน มันอาจแตกหน่อเป็นไอเดียบรรเจิดได้
บางทีมันไม่แตกหน่อโดยตัวมันเอง ต้องรออีกข้อมูลหนึ่งมาผสม จึงแตกหน่อได้
ดังนั้นคนที่อยากเป็นนักเขียนจึงสมควรอ่านข้อมูลกว้างๆ อ่านเรื่องของทุกวงการ มองด้วยสายตากว้างๆ แล้วโยนข้อมูลเข้าคลังเรื่อยๆ
สมัยผมทำงานโฆษณา ก็ทำแฟ้มไอเดียเหมือนกัน มันช่วยให้ไม่เหนื่อยเกินไปเวลาเจองานด่วน
ทุกครั้งที่ว่าง ก็ขบคิดไปเรื่อย ได้ไอเดียอะไรที่คิดว่าน่าสนใจ ก็จดไว้
ไอเดียเหล่านี้อาจดองอยู่ในคลังนานเป็นปีๆ โดยไม่เกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อจังหวะลงตัว มีลูกค้าให้โฆษณาสินค้าหนึ่งที่เหมาะสมกับไอเดียนั้นพอดี มันก็ได้เกิด
จุดนี้มีทั้งข้อดีและข้อไม่ดี ข้อดีคือทำให้เจ้านายเห็นว่าเราเก่ง บรี๊ฟปุ๊บ ได้ไอเดียดีๆ เลย
ข้อเสียคือ เจ้านายจะให้เวลาเราทำงานน้อยลงไปเรื่อยๆ เพราะเสือกคิดเร็ว
วิธีแก้คือ พอบรี๊ฟปุ๊บ ได้ไอเดียปั๊บ ก็แกล้งดึงงานหลายๆ วัน บอกว่าคิดยากจังเลย ทำหน้าปวดหัว แล้วเอาเวลาไปนอน
ทั้งหมดนี้ก็ชี้ให้เห็นประโยชน์ของการทำธนาคารข้อมูล และคนทำงานด้านความคิดสร้างสรรค์ก็ทำได้ เป็นการจัดการคุมงานสร้างสรรค์ให้เสร็จตามกำหนด
อย่าลืมว่าคลังข้อมูลร่อยหรอได้ ดังนั้นหมั่นเติมของใหม่เข้าไปเรื่อยๆ
ผมมีข้อมูลหลายแฟ้ม แฟ้มหนึ่งเป็นเกร็ดน่าสนใจ แฟ้มหนึ่งรวมขำขัน แฟ้มหนึ่งรวมพล็อตแนวหักมุม แฟ้มหนึ่งรวมพล็อตแนวไซไฟ แฟ้มหนึ่งรวมพล็อตแนวเรื่องเซ็กซ์ เอ๊ย! พิมพ์ผิด แต่ขี้เกียจลบ
พอเข้าใจวิธีทำงานแล้วนะ
แล้วรอ’ไรล่ะ รีบไปทำแฟ้มเร็ว
วินทร์ เลียววาริณ
17-1-260 วันที่ผ่านมา -

คอลัมน์ใหม่วันเสาร์ คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ
วันนี้มีสองคำถาม
1 รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีข้อดีและข้อเสียอย่างไร มีความจำเป็นแค่ไหนในการแก้ไขหรือเปลี่ยนฉบับใหม่
2 ปากท้องเป็นเรื่องสำคัญ ความมั่นคงของประเทศเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ทราบว่าในการเลือกตัวแทนเพื่อเข้าไปทำงานการเมืองและบริหารบ้านเมือง ควรจะให้ความสำคัญกับนโยบายด้านใด น้ำหนักเท่าไรดี
อ่านคำตอบได้จากลิงก์นี้ได้เลย https://www.blockdit.com/posts/6969100a47e76913c616f18f
0 วันที่ผ่านมา -

ศิษย์เอกแห่งสำนักอินทรีเดินไปตามทางกรวดริมป่าไผ่ มุ่งหน้าไปที่กระท่อมเล็กของอาจารย์ของเขา จอมยุทธ์ถำ
คนในยุทธจักรรับรู้ว่าจอมยุทธ์ถำเป็นผู้รักสันโดษ อาศัยอยู่ในกระท่อมเล็กโกโรโกโส
จอมยุทธ์ถำเคยเป็นพ่อค้ามาก่อน ครั้งหนึ่งเดินทางไปตามเส้นทางสายไหม พบบุรุษนิรนามตาบอดคนหนึ่ง เป็นจอมยุทธ์จากนอกแผ่นดินใหญ่ เลื่องชื่อด้วยวิชาปากมหาภัย
อันวิชานี้เป็นวิทยายุทธ์ที่สาบสูญไปจากยุทธจักรกว่าสองร้อยปี ปรากฏขึ้นมาอีกครั้งในดินแดนไกลตงง้วน จอมยุทธ์ตาบอดตกเขา และพบคัมภีร์วิชาปากมหาภัยในถ้ำ และฝึกจนสำเร็จ
หลังจากพบกันและสนทนาถูกชะตากัน จอมยุทธ์นิรนามก็ถ่ายทอดวิชาให้จอมยุทธ์ถำ
อันวิชาปากมหาภัยนี้ใช้พลังภายในแรงกล้า พ่นออกมาทางปาก มีฤทธิ์รุนแรงมิแพ้พลังจากฝ่ามือ เนื่องเพราะนอกจากแรงของพลังภายในแล้ว ยังผสมกลิ่นปากด้วย ทำให้ศัตรูยากทนทาน จำต้องกลั้นลมหายใจ เปิดโอกาสให้เจ้าของวิชาปากมหาภัยรุกเอาชนะได้ง่ายขึ้น
จอมยุทธ์ถำใช้วิชานี้เอาชนะศิษย์อื่นๆ ของสำนักอินทรี และก้าวขึ้นครองตำแหน่งเจ้าสำนัก ในวันรับตำแหน่ง เขากล่าวต่อเหล่าศิษย์ในสำนักว่า "มากล้า"
ย่อมาจาก "เราจะทำให้สำนักเรามาแกร่งกล้าอีกครา"
อนึ่ง มากล้า (MAGA) ก็ย่อมาจาก Make Abnormal Great Again เช่นกัน
ศิษย์เอกเดินเข้าไปในกระท่อมเล็กซ่อมซ่อ ภายในบ้านว่างเปล่า เขาผลักประตูอีกบานหนึ่ง กระจ่างตาวูบ เบื้องหน้าเป็นสวนสวยเขียวขจี เรือนหินอ่อนปรากฏกลางบึงน้ำ
ที่แท้จอมยุทธ์ถำสร้างภาพให้วงการบู๊ลิ้มเห็นว่าตนเป็นคนรักสันโดษ ในที่สุดศิษย์เอกก็ปรากฏตัวในห้อง คารวะอาจารย์
จอมยุทธ์ถำกล่าวกับเขา "เราเรียกเจ้ามาในวันนี้เพื่อให้เตรียมหามือดีจำนวนมาก"
"หามือไปทำไร? มือใครขาดหรือ?"
"มือดีแปลว่าคนมีฝีมือ ไม่ใช่ hand"
"ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง ท่านอาจารย์ต้องการมีดือ เอ๊ย! มือดีไปทำไร?"
"บุกชิงถู่"
ศิษย์อุทานดังอา เอ่ย "ที่แท้อาจารย์ยังมิล้มเลิกความคิดยึดเกาะน้ำแข็งแห่งนั้น ที่นั่นเย็นยะเยือกหนาวจนไข่สะท้าน อาจารย์จะยึดไข่ เอ๊ย! ยึดชิงถู่ไปทำไม?"
"เจ้ามิรู้อันใด ชิงถู่หรือแผ่นดินเขียวนี้ สำนักบ้านสีแดงของจอมยุทธ์สี หมายใช้เป็นทางลำเลียงกำลัง วันหนึ่งข้างหน้าจอมยุทธ์สีอาจบุกสำนักอินทรีจากประตูหลัง"
"บุกจากประตูหลัง! โอ! นั่นน่าหวาดเสียวยิ่ง"
"เราก็รู้สึกเสียวเช่นกัน จึงต้องบุกก่อน"
"ทว่ามิมีหนทางอื่นอีกแล้วหรือที่จะชิงชิงถู่?"
"เราเคยเสนอขอซื้อชิงถู่เป็นเงินสองร้อยชั่ง แต่พวกมันหยิ่งผยอง ไม่ยอมขาย"
"ศิษย์มีแผนการเด็ดที่ดีกว่าการซื้อและการรบ"
"แผนการอันใด?"
"ท่านอาจารย์ก็ส่งกงจื๊อสำอาง บุตรชายของท่านไปแต่งงานกับบุตรสาวสำนักชิงถู่ เพื่อเป็นทองแผ่นเดียวกัน เมื่อแต่งงานกัน ก็เป็นครอบครัวเดียวกัน เท่ากับเรายึดชิงถู่โดยมิสิ้นเปลืองแรง"
"มองอีกมุมหนึ่ง ชิงถู่ก็ยึดเราเช่นกัน เพราะภรรยามักมีอำนาจเหนือสามี"
ผู้เป็นศิษย์ตบเข่าฉาด
"อา! โอ! วาว! อาจารย์คิดลึกซึ้งยิ่งนัก ชายชาตรีแต่งงานมิได้โดยเด็ดขาด วันๆ ต้องซักผ้า ไม่ได้ฝึกวิชา ถ้าเช่นนั้นบุกน่าจะดีที่สุด"
"เรามิต้องการบุก เรามิชอบกินบุก"
"แต่มันเหมาะสำหรับคนที่ต้องการคุมน้ำหนัก"
"น้ำหนักเราดีอยู่แล้ว"
"สรุปคืออาจารย์ไม่ต้องการบุก"
"เราต้องการยึดต่างหาก"
"แล้วจะยึดอย่างไร? ศิษย์ได้ยินว่าพวกชิงถู่กำลังตั้งค่ายกล ป้องกันการบุกของเรา"
"ค่ายกลชิงถู่นั้นใช้การมิได้ มันก็ good but speak ด้วยมีดือของเรา เราน่าจะยึดชิงถู่ได้ในเวลาอันสั้น เช่นเดียวกับที่เรายึดสำนักน้ำมัน"
"หลังจากยึดชิงถู่แล้ว อาจารย์จะยึดที่ใดอีก?"
"ก็มีเม็กซิโกะ แล้วโคล้อมเบียร์"
"เบียร์นี้ไม่เคยได้ยิน"
"เป็นเบียร์ที่โคชอบล้อมวงกิน จึงเรียกโคล้อมเบียร์"
"แล้วจะยึดเขมรหรือไม่?"
"เขมรไม่มีน้ำมัน มีแต่น้ำลาย"
"แล้วอาจารย์คิดจะยึดสำนักเซี่ยมล้อหรือไม่?"
"ไม่ยึดเด็ดขาด เพราะตอนนี้ฝุ่นเต็มเมือง เห็นเจ้าสำนักบอกว่าศึกษาเรื่องฝุ่นมาสองปีแล้ว ก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้ นอกจากนี้เมืองนั้นก็มีแต่อุบัติเหตุ เดี๋ยวแท่งเหล็กหล่นทับรถม้า ดับเบิลซ้ำดับเบิลซาก ยึดชิงถู่สบายกว่า"
"สบายเช่นไร?"
"ชิงถู่อากาศเย็น ก็อยู่บ้านผิงไฟอุ่นๆ อ่านเรื่อง สี่ภพ เพลินๆ"
"นิยายของนักเขียนไส้แห้งคนนั้น?"
"มิผิด"
"อาจารย์ซื้อมาอ่านตั้งแต่เมื่อใด?"
"ผู้ใดบอกว่าเราซื้อ เรามิเคยซื้อ เราส่งคนไปบุกสำนักพิมพ์ ยึดหนังสือ สี่ภพ มาหลายสิบชุด ตอนนี้เหลือน้อยแล้ว ใครช้าก็อดนะ เคี้ยกเคี้ยก"
วินทร์ เลียววาริณ
16-1-26..........................
สำหรับคนที่สนใจ สี่ภพ
นวนิยายจีนกำลังภายใน-ไซไฟ โดย วินทร์ เลียววาริณBox set 6 เล่มพร้อมของแถม
ซื้อทาง Shopee กดลิงก์ https://s.shopee.co.th/2LPBgEyqPg?share_channel_code=6
ซื้อทางเว็บไซต์ วินทร์ เลียววาริณ กดลิงก์
https://www.winbookclub.com/store/detail/255/%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A0%E0%B8%9E2 วันที่ผ่านมา -

ในปี 2016 สุภาพบุรุษชราคนหนึ่งก้าวเข้าไปในธนาคาร Brotherhood Bank and Trust แห่งเมืองแคนซัส ซิตี สหรัฐอเมริกา เขายื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้เจ้าหน้าที่ธนาคาร
ลายมือบนกระดาษเขียนว่า “ผมมีปืน ส่งเงินให้ผม”
เจ้าหน้าที่จึงรีบส่งเงินสามพันดอลลาร์ให้โจรปล้นธนาคาร
มันเป็นการปล้นที่เสี่ยงมาก เพราะสถานีตำรวจอยู่ห่างจากธนาคารเพียงช่วงตึกเดียว คั่นด้วยร้านกาแฟและภัตตาคารจีน ทว่าโจรชราไม่รีบร้อนออกจากธนาคารหรือมีรถรอพาหนีตำรวจเหมือนในหนัง ตรงกันข้ามเขากลับไปนั่งเอกเขนกในล็อบบีอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
โจรผู้นี้นั่งกำเงินสามพันเหรียญอย่างเอ้อระเหย จนกระทั่งตำรวจยกกำลังมาล้อม และพาเขาไปที่โรงพัก
จากการสอบสวนพบว่าโจรผู้นี้ชื่อ ลอเรนซ์ จอห์น ริพเพิล ชาวเมืองแคนซัส ซิตี วัย 70 เป็นชาวบ้านเดินดินทั่วไป เป็นพลเมืองดี เคารพกฎหมายมาตลอดชีิวิต ไม่มีประวัติอาชญากรรม ปัจจุบันอาศัยอยู่กับภรรยา มีหลานสี่คน
เขาให้การว่าเขาทะเลาะกับเมียที่แต่งงานกันมานาน 33 ปี
ประโยคสุดท้ายของเขาก่อนก้าวออกจากบ้านคือ “กูยอมอยู่ในคุกดีกว่าอยู่บ้าน”
ว่าแล้วก็ขับรถไปที่ธนาคาร หาเรื่องเข้าคุก
ไม่ต้องการอยู่กับเมียต่อไปอีกสักนาทีเดียว
ตำรวจถาม “ทำไมไม่หย่ากันเล่า?”
คำตอบคือ การหย่าจะทำร้ายน้ำใจภรรยา ขอเข้าคุกเงียบ ๆ ก็แล้วกัน
.................
ชีวิตคู่คือลิ้นกับฟัน เป็นส่วนผสมของความเบื่อ ๆ อยาก ๆ เห็นหน้ากันทุกวัน 20-30 ปี ย่อมเกิดอาการเบื่อ
ถ้าทั้งสองฝ่ายไม่รู้จักผ่อนแรงกดดันหรือปล่อยวาง ก็จะเกิดระเบิดขึ้นได้
การอยู่ด้วยกันนาน 20-30 ปีย่อมบอกในตัวมันเองว่ามีความรัก เพียงแต่ในความรักมีความเบื่อเป็นเรื่องธรรมดา
ความเบื่อเป็นเงาของความรัก
บางคู่แต่งงานนานแล้ว ค่อย ๆ เห็นอีกฝ่ายเป็นพัศดี และตัวเองเป็นนักโทษ ติดคุกทางใจ
ฝรั่งมีคำพังเพยว่า สนามหญ้าของเพื่อนบ้านดูเขียวกว่าของเราเสมอ
คนจำนวนมากแต่งงานแล้วมองแต่ด้านลบของชีวิตคู่ ลืมด้านบวกที่ทำให้ตนเลือกแต่งงาน
แต่ท้ายที่สุดก็พบว่าบ้านที่สนามหญ้าไม่เขียวเท่าของเพื่อนบ้าน อาจเป็นบ้านที่อบอุ่นที่สุด คู่ที่น่าเบื่อที่สุดอาจเป็นคู่แท้ ชีวิตที่มีรอยสะดุดก็อาจเป็นชีวิตที่ดีอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่ามองเห็นมันช้าหรือเร็ว
.................
ชายชรานักปล้นสารภาพตลอดข้อหา ทนายความบอกศาลว่า นี่ไม่ใช่การปล้น มันคือการขอความช่วยเหลือ!
ผู้พิพากษาเข้าใจ แต่ลงโทษหนักมาก
อยากหนีเมียใช่ไหม? ไม่มีทาง!
พิพากษาส่งเขากลับบ้าน กักบริเวณที่บ้านหกเดือน ห้ามไปไหน อยู่กับเมียที่นั่นแหละ! ข่าวไม่ได้บอกว่าต้องซักผ้าด้วยหรือเปล่า
หายบ้าเลย
เฮ้อ! รู้อย่างนี้ไม่ไปปล้นที่ไหนหรอก
วินทร์ เลียววาริณ
16-1-26จากหนังสือกำลังใจ ตัวสุขอยู่ในหัวใจ
260 บาท 49 บทความ เรื่องละ 5.3 บาท
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/211/ตัวสุขอยู่ในหัวใจ2 วันที่ผ่านมา -

ในชีวิตการเขียนของผม ผมไม่เคยเฉียดประสบการณ์อย่าง แดน บราวน์ หรือ เจ. เค. โรว์ลิง ซึ่งขายหนังสือปกเดียวได้หลายสิบล้านเล่ม
พูดสั้นๆ คือ ผมเขียนหนังสือมา 40 ปี จำนวนหนังสือที่เขียนไปร้อยกว่าเล่ม ขายรวมกันทั้งหมดก็ยังไม่ถึงเศษธุลีของหนึ่งเล่มของพวกเขา
ไม่ได้อิจฉาเลยสักนิดเดียว เพราะเข้าใจโครงสร้างของวงการหนังสือบ้านเรา และจำนวนคนอ่านหนังสือภาษาไทย
ถ้ามีคนใช้ภาษาไทยในโลกนี้สัก 500 ล้านคน ก็เป็นอีกเรื่องแล้ว!
ย่อมมีคนถามว่า หนังสือเล่มไหนของผมขายดีที่สุด
คำตอบคือหนังสือที่ติดตราซีไรต์
เหตุผลหนึ่งที่นักเขียนหลายคนอยากได้รางวัลซีไรต์ ไม่ใช่เพราะอยากมีชื่อเสียง แต่มันเป็นตรารับประกันยอดขาย
มันเป็นฟันเฟืองสำคัญของการขาย
ผมไม่รู้ว่าหนังสือที่ได้รับรางวัลซีไรต์ตอนนี้ขายได้ดีแค่ไหน แต่สมัย 30 ปีก่อน หนังสือซีไรต์น่าจะขายได้อย่างต่ำ 4-5 หมื่นเล่ม โดยไม่ต้องโปรโมท ถ้าโปรโมทดี หนึ่งแสนเล่มก็เป็นไปได้
หนังสือบทกวีอาจมียอดขายน้อยหน่อย แต่บางเล่มเช่น ใบไม้ที่หายไป ก็ทำตัวเลขได้สวยงาม
หนังสือเหล่านี้ปกติขายได้ไม่กี่ร้อยเล่มบ้าง พันเล่มบ้าง สองพันก็ถือว่าเก่ง พอได้ซีไรต์ ตัวเลขพุ่งขึ้นทันทีสิบเท่า
ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ตราซีไรต์นี้ดีกว่ายันต์เสียอีก
แต่นักเขียนซีไรต์อย่าเพิ่งดีใจนาน เพราะรางวัลนี้ช่วยกระตุ้นยอดขายเฉพาะเล่มที่ได้รับรางวัลเท่านั้น หลังจากนั้นก็ตัวใครตัวมันตามเดิม
และตอนนี้ตราซีไรต์ก็คงไม่ช่วยอะไรมาก
หนังสือซีไรต์เล่มแรกของผม ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ได้รางวัลมาเกิน 25 ปีแล้ว พิมพ์กี่ครั้งก็จำไม่ได้ แต่ประมาณว่ายอดขายทั้งหมดน่าจะราวๆ 150,000 เล่ม เอ้อ! คุณโรว์ลิงอย่าเพิ่งหัวเราะ (เล่มแรกของเธอ Harry Potter and the Philosopher’s Stone ขายได้ 120 ล้านเล่ม)
หนังสือซีไรต์เล่มที่สองของผม สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน น่าจะขายได้ราวแสนเล่ม คุณแดน บราวน์ กรุณาอย่าหัวเราะ (The Da Vinci Code ขายได้ 80 ล้านเล่ม)
ก็มีแค่สองเล่มนี้แหละครับที่ไปไกลที่สุด ตอนนี้หนังสือของผมก็ขายในหลักร้อย หรืออย่างเก่งที่สุดก็หลักพันต้นๆ
ผมเคยคุยกับคนทำหนังสือคนหนึ่ง เขาบอกว่าหนังสือแนวตลาดที่เขาพิมพ์ทำรายได้ดีกว่าซีไรต์อีกหลายเท่า
นักเขียนที่ทำงานสายวรรณกรรมก็ไม่ต้องน้อยใจ ก็ก้มหน้าทำงานต่อไป
เพราะคุณภาพนักเขียนไม่ได้วัดกันที่ตราชิ้นเดียว แต่คืองานทั้งชีวิต
วินทร์ เลียววาริณ
15-1-262 วันที่ผ่านมา
