• วินทร์ เลียววาริณ
    2 เดือนที่ผ่านมา

    ผู้อ่านหลายท่านเห็นประกาศจองหนังสือรวมเรื่องสั้นหักมุมจบ ฮานอย ฮิลตัน แล้วอาจไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเรื่องสั้นหักมุมจบเป็นยังไง

    ก็ขอยกตัวอย่างมาให้อ่านเรื่องหนึ่ง

    ถ้าท่านชอบเรื่องนี้ ก็มีโอกาสชอบ ฮานอย ฮิลตัน เช่นกัน เพราะเป็นงานแนวเดียวกัน

    นี่คือเรื่องสั้นหักมุมจบ เรื่อง จดหมายรัก

    ........................

    “เขาไม่ได้เรียนสูง เป็นคนงานก่อสร้างที่นั่น แบ๊คแพ็คมาเที่ยวเมืองไทย แล้วมาเจอฉัน...”  ติ๋มว่า

    “คนชาติไหน?” ขวัญข้าวถาม

    “สวีเดน อยู่ตรงไหนในโลกก็ไม่รู้”

    “ยุโรป”

    “ยุโรปกับอเมริกานี่ที่เดียวกันหรือเปล่า?”

    “ทำไมไม่ถามเขาล่ะ?”

    “ฉันกลัวเขาคิดว่าฉันโง่ อีกอย่างภาษาอังกฤษของเขากับของฉันก็ไม่ดีทั้งคู่”

    “แล้วสื่อสารกันยังไง?”

    ติ๋มยักไหล่ “ไม่ค่อยได้คุยกันหรอก เจอหน้าก็เอากันอย่างเดียว”

    ถ้าเป็นเมื่อเก้าปีก่อน ขวัญข้าวคงรับคำพูดดิบ ๆ แบบนี้ไม่ได้ แต่เก้าปีที่ซอยนานาเปลี่ยนทัศนคติของหล่อนไปถึงจุดหนึ่ง

    ขวัญข้าวเรียนจบปริญญาตรีคณะอักษรศาสตร์ วิชาเอกวรรณกรรม รู้สี่ภาษา หล่อนอยากเป็นนักเขียนนวนิยาย แต่เมื่อออกมาสู่โลกของความจริง หล่อนพบว่าไม่มีงานที่ต้องการคนที่ใช้ภาษาดี และอ่านหนังสือวรรณกรรมมาแทบทั้งโลก

    โลกของความจริงไม่เหมือนโลกอุดมคติในนวนิยายที่หล่อนอ่าน ในโลกของความจริง หล่อนต้องทำงานหาเงินเป็นค่าเช่าบ้าน ค่าอาหาร ค่ารถ และค่ายาแก้โรคภูมิแพ้ที่เกิดจากมลพิษทางอากาศของเมืองเทวดา

    โลกของความจริงสกปรกกว่า หนวกหูกว่า วุ่นวายกว่า โลกของความจริงมีคนหิวตายจากการขาดอาหาร

    วันหนึ่งขณะเดินผ่านซอยนานา หลังสัมภาษณ์งานที่ไม่ประสบความสำเร็จในบริษัทแห่งหนึ่ง หญิงสาวคนหนึ่งเข้ามาหาขวัญข้าว เอ่ยว่า “พี่คะ ช่วยหนูหน่อยได้มั้ย?”

    หล่อนถามหญิงสาวแปลกหน้าว่า “จะให้ช่วยอะไรคะ?”

    ผู้หญิงคนนั้นชี้ไปที่ชาวตะวันตกคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ

    “ช่วยแปลให้ฝรั่งคนนี้หน่อยว่า คืนนี้ฉันไม่ว่าง ไม่ใช่เพราะฉันมีแขกคนอื่น แต่เพราะฉันมีเมนส์”

    “ว่าไงนะ?” หล่อนตั้งตัวไม่ทันกับคำพูดแบบนี้

    กินเวลาครู่หนึ่งในการทำหน้าที่ล่ามจำเป็น ฝรั่งคนนั้นพยักหน้า “โอเค ทูมอร์โรว์ โน เมนส์?”

    หญิงสาวคนนั้นพยักหน้า “โอเค ทูมอร์โรว์ก็ทูมอร์โรว์ ไอจะสวดภาวนาให้พรุ่งนี้ไม่มีเมนส์นะจ๊ะ ดาร์ลิ่ง!”

    ขวัญข้าวจึงเดาว่า ผู้หญิงคนนี้คงทำงานหากินที่ซอยนานา

    หลังจากฝรั่งเดินจากไปแล้ว ผู้หญิงคนนั้นหันมาขอบคุณหล่อน

    “ฝรั่งก็งอนเป็นด้วยนะ คนนี้เป็นขาประจำ”

    หล่อนยิ้ม นึกขำในใจ เตรียมตัวเดินจากไป หญิงสาวแปลกหน้าว่า

    “ภาษาอังกฤษพี่ดีอย่างนี้ ช่วยหนูอีกเรื่องนะ อ้อ! ก่อนอื่น หนูชื่อติ๋มค่ะ”

    “ช่วยอะไรคะ?”

    “ช่วยแปลจดหมายไทยเป็นอังกฤษให้ได้มั้ย? ไม่ต้องห่วง หนูมีค่าจ้างให้”

    “จดหมายอะไร?”

    “เขียนจดหมายถึงแฟนอีกคนที่อังกฤษ”

    ................................

    หลังจากนั้นขวัญข้าวก็ละลายเวลาเก้าปีในชีวิตบนถนนสายนี้ หล่อนได้เป็นนักเขียนสมใจ ไม่ใช่นวนิยาย ไม่ใช่เรื่องสั้น แต่เป็นจดหมายรัก หล่อนเขียนวันละหลายสิบฉบับ ผู้หญิงคนที่บอกว่า “ฝรั่งก็งอนเป็นด้วยนะ” แนะนำลูกค้าใหม่ให้ขวัญข้าว ทั้งหมดเป็นผู้หญิงนานา

    ซอยนานาใหญ่กว่าถนนหลายสายในกรุงเทพฯ แต่ผู้คนยังใช้คำนำหน้ามันว่า ซอย มันเป็นถนนโลกีย์ แม้ไม่โฉ่งฉ่างเท่าซอยพัฒน์พงษ์ เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวที่ไม่มีวัดสวยให้ดู ไม่มีสถาปัตยกรรมโบราณให้ชม มีแต่ตึกแถวเก่าอัปลักษณ์เรียงรายจากหัวถนนจรดท้ายถนน หลายแห่งดัดแปลงเป็นโรงแรม ซูเปอร์มาร์เก็ต อินเทอร์เน็ต คาเฟ่ ร้านกาแฟ ร้านอาหาร แผงลอยขาย ดีวีดีผี หนังโป๊ ไปจนถึงไวอะกรา ไกด์ผีและแท็กซี่เถื่อนที่จอดเรียงรายเตรียมพร้อมดูดเงินนักท่องเที่ยวเหมือนแวมไพร์ดูดเลือด ต่างจากแวมไพร์ที่มันทำงานเฉพาะกลางคืน พวกเขาทำงานตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ในรัศมีสองกิโลเมตรมีซ่อง บาร์ สถานอาบอบนวด และโบสถ์

    นาม นานา น่าจะย่อมาจาก นานาชาติ! (แต่ความจริงไม่ใช่) เพราะที่นี่เป็นโลกนานาชาติโดยแท้ ขายอาหารมุสลิม อาหารกรีก อินเดีย ไปจนถึงผู้หญิงหากินจากรัสเซีย (การเที่ยวหญิงรัสเซียเรียกว่า “จับหมีขาว”) นักท่องเที่ยวมีตั้งแต่ฝรั่งอเมริกัน ยุโรป จีน อินเดีย ตะวันออกกลาง นานามีลมหายใจอยู่ได้ด้วยคนนานาชนิดจากทุกมุมโลก เคลื่อนไหวตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ฝรั่งจำนวนไม่น้อยดื่มเหล้าทั้งคืนจนฟ้าสว่าง อาจมีแต่ซอยนานาซอยเดียวที่พระบิณฑบาตตอนเช้าเดินผ่านฝรั่งขี้เมาเป็นภาพปกติ

    ลูกค้าของขวัญข้าวส่วนมากเรียนหนังสือไม่เกินชั้นประถม มาจากต่างจังหวัด บางคนที่เขียนหนังสือได้อาจเขียนจดหมายภาษาไทยมาให้หล่อนแปลเป็นภาษาอังกฤษบ้าง ญี่ปุ่นบ้าง หากเป็นการเขียนสด หล่อนจะรับฟังโจทย์ของลูกค้า จดโน้ตสั้น ๆ ไว้ แล้วเริ่มเขียนจดหมาย ส่วนมากเป็นจดหมายขอเงิน

    ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่มาหาขวัญข้าวมีคนรักมากกว่าหนึ่งคน แฟนแต่ละคนส่งเงินมาให้หญิงสาวเหล่านี้ แทบทั้งหมดเป็นนักท่องเที่ยว เมื่อกลับไปประเทศของตน ก็ยังติดต่อกับสาวไทยทางจดหมาย ทุกครั้งที่มาเยือนเมืองไทย ผู้หญิงเหล่านี้จะดูแลแฟนแต่ละคนอย่างดี และดูดดื่ม เมื่อติดต่อกันนานเข้า พวกหล่อนก็เริ่มขอเงินแฟน ด้วยเหตุผลต่าง ๆ

    สมัยก่อนที่อินเทอร์เน็ตจะเฟื่องฟู ยังไม่มีร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่สักแห่งแถวนี้ การส่งสารรักใช้บริการทางไปรษณีย์ รอเงินกันนานหลายเดือน แต่เมื่อการสื่อสารทางไปรษณีย์วิวัฒนาการเป็นอีเมล การติดต่อเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพขึ้น เงินก็ไหลมาเร็วขึ้น

    ผู้หญิงนานาบางคนมีที่อยู่อีเมลถึง 5-6 ที่อยู่ ดังนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกที่พวกหล่อนส่งจดหมายผิดคน ขวัญข้าวจึงมีหน้าที่ช่วยแก้ตัวให้ลูกค้าด้วย

    พวกหล่อนส่วนใหญ่เขียนไม่ได้ อ่านไม่ออก แต่จดหมายของพวกหล่อนเต็มไปด้วยคำหวาน ออดอ้อน หวานซาบซึ้ง ขวัญข้าวมีส่วนที่ช่วยทำให้ภาษาที่ใช้ไม่คาดคั้น หรือบังคับเกินไป

    บ่อยครั้งก็มีจดหมายที่เขียนด้วยความจริงใจ ผู้หญิงบางคนก็รักแฟนต่างชาติจริง บ้างสมหวังได้แต่งงานกันจริง บ้างก็ผิดหวัง ส่วนมากมักผิดหวัง

    บางคนก็แต่งเรื่องให้น่าสงสาร หลอกเงินผู้ชายวัยกลางคนได้เป็นจำนวนมาก ผู้ชายเหล่านั้นอาจจะรู้ก็ได้ว่าถูกหลอก แต่ก็เต็มใจให้หลอก อาจเป็นเพราะการอยู่คนเดียวเงียบเหงาอย่างยิ่ง

    ................................

    ผลงานของขวัญข้าวน่าจะได้มาตรฐาน ทำให้รายได้ของหล่อนค่อนข้างสม่ำเสมอ คำแนะนำปากต่อปาก ทำให้หล่อนมีลูกค้ามากขึ้นเรื่อย ๆ รายได้ดีกว่าเป็นนักเขียนหรือนักแปล หล่อนเช่าห้องเล็ก ๆ ชั้นสองในตึกแถวหลังหนึ่งเป็นที่ทำงาน

    หล่อนมักสอบประวัติลูกค้าว่ามาจากไหน เพื่อหาจุดเล็ก ๆ ที่สร้างความประทับใจแก่ผู้รับจดหมาย หล่อนบรรยายเรื่องสภาพอากาศ สภาพชีวิต เรื่องการเมือง และเติมความเห็นของหล่อนเข้าไปบ้างเพื่อไม่ให้จดหมายแห้งแล้งเกินไป

    ลูกค้าขาประจำของขวัญข้าวคือ ติ๋ม มาหาหล่อนแทบทุกวัน ติ๋มมีแฟนถึงสิบคน

    วันหนึ่งติ๋มขอให้หล่อนเขียนจดหมายถึง รอย แฟนหนุ่มที่ออสเตรเลีย หรือที่ถูกคือแฟนหนุ่มชาวออสเตรเลียคนหนึ่ง ติ๋มมีแฟนออสเตรเลียนสามคน

    “ช่วยเขียนบอกรอยว่า แม่ติ๋มกำลังป่วยหนักเป็นมะเร็ง ใกล้ตาย ติ๋มต้องหยุดงานไปดูแลแม่ อยากให้เขาช่วยค่าเดินทางซักหน่อย”

    ภายในสิบนาที อีเมลของรอยก็เดินทางมาถึง

    ขวัญข้าวอ่านอีเมลฉบับนั้นให้ติ๋มฟัง “เขาเขียนว่า คุณเคยบอกเขาว่าแม่ตายแล้วนี่”

    “ตายห่า! มุขแม่ตายนี้ติ๋มเคยเล่นกับรอยแล้วหรือ เอางี้... บอกรอยว่าคนนี้เป็นแม่บุญธรรม มีบุญคุณอย่างสูง ตอนเด็ก ๆ แม่บุญธรรมต้องเดินเท้าไกลหกเจ็ดกิโลฯมาให้นมติ๋มทุกวัน... อ้อ! บอกว่าเดินเท้าเปล่าด้วยนะ...”

    บางครั้งขวัญข้าวก็นึกขำ ผู้หญิงนานามีสัญชาตญาณเอาตัวรอดสูง เกร็ดชีวิตของแต่ละคนนี่เองที่ทำให้หล่อนสามารถทำงานนี้มาได้นานขนาดนี้ ซอย 3 คือถนนวรรณกรรมที่แท้จริง

    ................................

    ติ๋มอายุเพียงยี่สิบสองเท่านั้น มาจากเชียงราย ขายตัวมาตั้งแต่อายุสิบหก ผิวคล้ำ หน้าสวย ตาคม รูปร่างสมส่วน ตัวค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับมาตรฐานสาวไทยทั่วไป แต่ขนาดของหน้าอกที่โดดเด่นทำให้หล่อนเป็นที่พึงปรารถนาของลูกค้าเสมอ

    ติ๋มมีแฟนชาวสวีเดนเพียงคนเดียว

    “เขาชื่อ ทอร์ เป็นช่างก่อสร้าง บ้านเขาอยู่ที่ไหน ติ๋มก็จำไม่ได้ ออกเสียงไม่ถูก รู้แต่ว่าเขาไม่ได้เรียนสูง เป็นคนงานก่อสร้างที่นั่น แบ๊คแพ็คมาเที่ยวที่ไทย แล้วมาเจอติ๋ม”

    จากการติดต่อทางอีเมล ขวัญข้าวรู้สึกแปลกใจที่ภาษาอังกฤษของทอร์ดีกว่าคนเป็นช่างก่อสร้าง แต่เมื่อคุยไปเรื่อย ๆ หล่อนก็เรียนรู้ว่า ทอร์เป็นคนสู้ชีวิต เขาทำงานหลายอย่าง เขาไม่ได้เรียนจบสูง แต่อ่านหนังสือมาก หล่อนประหลาดใจมากที่เขาพูดถึงนวนิยายของ จอห์น สไตน์เบ็ค, เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์, อัลแบร์ กามูส์, เกเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ, เจ. ดี. ซาลิงเจอร์, ซัลมาน รัชดี, โทนี มอร์ริสัน ไปจนถึงนักเขียนรุ่นหลังเช่น ฮารุกิ มูราคามิ

    หล่อนชอบวิชาประวัติศาสตร์ หล่อนเคยเรียนมาว่า สวีเดนเป็นดินแดนของพวกไวกิง ตั้งอยู่แทบเหนือสุดของโลก มีขนาดพื้นที่ใกล้เคียงกับประเทศไทย เป็นประเทศที่มีนโยบายต่างประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด และเป็นกลางระหว่างสงคราม จุดที่หล่อนจดจำได้และรู้สึกว่าโรแมนติกคิือ สวีเดนมีปรากฏการณ์พระอาทิตย์เที่ยงคืน หล่อนเคยอ่านในนิยายหลายเรื่องที่ใช้ฉากพระอาทิตย์เที่ยงคืน

    “ฉันมักจินตนาการภาพพระอาทิตย์เที่ยงคืนว่าเป็นยังไง ฉันไม่เคยไปสวีเดน แต่ถ้าวันหนึ่งฉันได้ไป ฉันต้องไปดูพระอาทิตย์เที่ยงคืน”

    เขาตอบกลับมาว่า “มาสิ ผมจะพาคุณไปดูเอง”

    หล่อนเขียนถึงทอร์ว่า “ฉันเพิ่งรู้ว่าอลาสกาก็มีพระอาทิตย์เที่ยงคืน วันก่อนฉันดูหนังดีวีดี Insomnia ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ตัวเอกเป็นตำรวจที่นอนไม่หลับ ยิงผิดคน สนุกดี ไม่รู้คุณเคยดูหรือเปล่าคะ?”

    “ผมดูแล้ว งานของ คริสโตเฟอร์ โนแลน เรื่องนี้เป็นฉบับรีเมก รู้มั้ยว่าต้นฉบับเป็นของสวีเดน ในฉบับที่คุณดูเขาเปลี่ยนสวีเดนเป็นอลาสกา มีพระอาทิตย์เที่ยงคืนเหมือนกัน”

    ................................

    “แถวนานามีดีวีดีเยอะ เมื่อคืนฉันดูหนัง Mamma Mia ฉันดูหนังเรื่องนี้หลายรอบแน่ะ คุณเคยดูไหม? มันสร้างจากละครเพลงชื่อเดียวกัน คนเขียนบทเก่งมากที่เอาเพลงต่าง ๆ ของวง ABBA มายำเป็นเรื่องใหม่”

    ทอร์เขียนว่าเขาก็ชอบหนังและวงดนตรี ABBA เหมือนกัน

    “หนังดีนะ แต่ผมรู้สึกตะหงิด ๆ ตรงที่ เพียร์ซ บรอสนัน ร้องเพลง ผมว่าเขาร้องไม่ค่อยดีนะ”

    หล่อนตอบว่า “นั่นเพราะคุณยึดติดกับบทบาทเดิมของเขา จึงเกิดภาพลบก่อนดูหนังว่า คนที่รับบท เจมส์ บอนด์ ไม่น่าจะร้องเพลง”

    เขาตอบกลับมาว่า “ถูกของคุณ ผมยึดติดไปเอง ก็คงเหมือนดาราหนัง จูลี แอนดรูส์ เล่นเป็นนางชีใน The Sound of Music ใคร ๆ ก็รักเธอในบทสาวใสสะอาด แต่คนทั้งโลกก็ตกใจใหญ่หลวงเมื่อเธอเปลือยอกในหนังเรื่อง  S.O.B. คุณเคยดู The Sound of Music หรือเปล่า?”

    แน่นอน ขวัญข้าวเคยดูหนังเรื่องนี้ แต่หล่อนตอบแทนติ๋มไม่ได้ หล่อนถามติ๋มว่า “ทอร์ถามว่าติ๋มเคยดูหนังเรื่อง The Sound of Music มั้ย”

    “ไม่เคยได้ยินชื่อ ขวัญข้าวตอบว่าฉันเคยดูก็ได้”

    ติ๋มไม่สนใจที่จะรู้รายละเอียดชีวิตของทอร์ หล่อนสนใจเพียงว่าชาวสวีเดนส่งเงินมาให้หรือไม่

    “เขียนอะไรก็ได้ ให้เขาส่งเงินมาก็แล้วกัน”

    หล่อนจึงตอบทอร์ไปว่า “ฉันเคยดูค่ะ ฉันชอบมาก ฉันดูหลายรอบจนจำได้”

    “ผมเคยดูเทปรายการทีวี The Tonight Show ของดาวตลก จอห์นนี คาร์สัน ครั้งหนึ่งเมื่อ จูลี แอนดรูส์ ได้รับเชิญไปออกรายการนี้ คาร์สันขอบคุณ จูลี แอนดรูส์ ที่ ‘แสดงให้เราเห็นว่า the hills were still alive’... คุณคงจำได้นะว่า ‘The hills are alive.’ เป็นประโยคแรกในเพลงของหนัง The Sound of Music ที่ทำให้โลกหลงรัก จูลี แอนดรูส์”

    ขวัญข้าวหัวเราะแทบตกเก้าอี้เมื่ออ่านถึงตอน “the hills were still alive.”

    “หลังจากดูหนัง Mamma Mia แล้ว ตอนนี้ฉันฟังเพลงของ ABBA บ่อย ๆ ฉันชอบเรียกวงนี้ว่า แอบบ้า เสียง BA สูง บ้าในไทยแปลว่า mad หรือ insane น่ะ”

    ทอร์เขียนในท่อนหนึ่งว่า “รู้มั้ยว่า’ แอบบ้า’ เป็นวงดนตรีสวีเดน?”

    หล่อนตอบว่า “ฉันเพิ่งรู้ว่ามันเป็นวงสวีเดน ไม่นึกว่าชาวสวีเดนก็แต่งเพลงเก่งนะ คุณชอบเพลงไหนของแอบบ้า?”

    “ผมชอบเพลง Eagle... รู้มั้ยว่าเพลง Eagle นี้ได้รับแรงบันดาลใจจากนวนิยาย Jonathan Livingston Seagull ของ ริชาร์ด บาค แม้จะไม่ประสบความสำเร็จมาก แต่ผมว่ามันเป็นเพลงที่ดีที่สุดเพลงหนึ่งของวงนี้”

    หล่อนเปิดเพลงที่เขาว่าฟัง

    They came flyin’ from far away, now I’m under their spell.
    I love hearing the stories that they tell,
    They’ve seen places beyond my land and they’ve found new horizons.
    They speak strangely but I understand.

    And I dream I’m an eagle,
    And I dream I can spread my wings.
    Flyin’ high, high, I’m a bird in the sky.
    I’m an eagle that rides on the breeze.
    High, high, what a feeling to fly,
    Over mountains and forests and seas.
    And to go anywhere that I please...

    “บางครั้งผมก็คิดว่าตัวเองเป็นนกอินทรี บินข้ามขุนเขา ข้ามป่าไม้ แม่น้ำลำธารไปทั่วโลก"

    หล่อนว่าหล่อนก็อยากบินข้ามโลก ไปยังดินแดนที่ไม่เคยไปมาก่อน มองโลกด้วยสายตาของอินทรี...

    “น่าเสียดายที่ตอนนี้มองไปทางไหน ก็เห็นโลกใบนี้กำลังเปลี่ยนไปในทางแย่ลง...”

    “คุณหมายถึงสภาวะโลกร้อนหรือคะ?”

    “ใช่...”

    ทอร์เล่าว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของสวีเดนประกอบด้วยป่าไม้ และภูเขาสูง 65 เปอร์เซ็นต์ของประเทศเป็นป่า อาจเพราะเขาชอบเดินป่ามาตั้งแต่เล็ก เมื่อโตขึ้น ทอร์จึงชอบเดินทางท่องเที่ยว เขาเป็นนักท่องเที่ยวแบบแบ๊คแพ็คไปที่ต่าง ๆ ทั่วโลก

    ทอร์เขียนมาว่า เขาอยากมาเยี่ยมเมืองไทยอีก แต่เขายังขาดเงิน เขาใช้เงินที่เขาเก็บมาสองปีร่วมกับเพื่อน ๆ สร้างยุ้งฉางเก็บอาหารให้สัตว์ป่าในฤดูหนาว

    “พวกมันกำลังเดือดร้อนจากสภาวะโลกร้อน หิมะทางเหนือละลายก่อนเวลา”

    ขวัญข้าวรู้สึกทึ่งผู้ชายคนนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ หล่อนยอมรับว่าการเขียนจดหมายสื่อสารถึงทอร์ (ผ่านติ๋ม) เป็นความสุขอย่างหนึ่ง

    วันหนึ่งหล่อนถามติ๋ม “ถามอะไรหน่อย ถ้าเธอไม่รักเขา ทำไมจึงเขียนถึงเขาอย่างแฟน?”

    ติ๋มจ้องหน้าหล่อน

    “ปกติขวัญข้าวไม่สนใจเรื่องส่วนตัวของลูกค้านี่นา แต่ทำไมวันนี้พูดแปลก...”

    “แปลกอะไร?”

    เพื่อนสาวว่า “ฉันทำงานมาหลายปี อย่ามาหลอกฉันเลย ขวัญข้าวชอบเขาใช่มั้ยล่ะ?”

    ขวัญข้าวรู้สึกเหมือนติ๋มอ่านใจหล่อนทะลุ หล่อนเสไปว่า “เปล่าหรอก เท่าที่ฉันเขียนคุยกับทอร์ ดูเหมือนเขาเป็นคนดี ฉันรู้สึกผิดนิด ๆ ที่... เอ้อ! เหมือนเขียนหลอกเขา”

    “ไม่ต้องรู้สึกผิดหรอก เราก็ต้องทำมาหากิน ผู้ชายพวกนี้ก็รู้ แต่ชอบหลอกตัวเอง สำหรับทอร์ ขวัญข้าวจะคุยอะไรกับเขาก็คุยไป ฉันไม่สนใจหรอก เพราะเขาไม่ใช่คนที่เหมาะกับฉัน แต่พยายามเตือนเขาให้ส่งเงินมาก็แล้วกัน”

    แล้วอีเมลของหล่อนกับทอร์ก็ไหลข้ามทวีปไปมาอีกหลายร้อยฉบับ

    บางขณะหล่อนคิดว่าหล่อนรักเขา ผู้ชายแบบนี้หายาก แต่ในโลกของความจริง ใครพบกันก่อน ก็มีสิทธิ์ก่อน

    ยิ่งนานวัน ยิ่งสื่อสารทางจดหมายกันทุกวัน หล่อนก็รู้สึกหลงรักผู้ชายคนนี้โดยห้ามไม่ได้

    วันหนึ่งจดหมายจากทอร์บอกว่า เขากำลังจะมาเมืองไทย “น่าจะเป็นเดือนมีนาคม ผมรู้สึกตื่นเต้นมากเลยที่จะเจอติ๋มอีกครั้ง”

    ขวัญข้าวก็รู้สึกตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ ความตื่นเต้นของหล่อนแกมความเศร้า...

    ................................

    เดือนมีนาคมเดินทางมาถึงพร้อมไอร้อนของฤดูระอุ บ่ายวันหนึ่งชายชาวตะวันตกคนหนึ่งเดินเข้ามาในสำนักงานของหล่อน เรือนร่างใหญ่ สะพายเป้ขนาดใหญ่บนหลัง ขวัญข้าวรู้โดยสัญชาตญาณว่าผู้ชายคนนี้คือทอร์

    เขาถามหล่อน “คุณคือคนที่เขียนจดหมายถึง ทอร์ ลาร์สสัน ใช่ไหม?”

    “คุณถามทำไมคะ?”

    “ผมมาจากสวีเดน ผมอ่านจดหมายของติ๋มแล้ว รู้สึกว่ามันไม่เหมือนติ๋มเท่าไหร่...”

    “คงจริงค่ะ ฉันเป็นคนเขียนแทนติ๋ม แต่ฉันเขียนตามที่ติ๋มบอกค่ะ”

    “ไม่น่าจะจริงมั้ง ผมรู้ว่าไม่ใช่ติ๋มบอกคุณให้เขียนหรอกครับ เพราะหลายเรื่องที่เขียนในจดหมายมันลึกซึ้งเกินกว่าที่จะเป็นจดหมายของติ๋ม ผมรู้จักผู้หญิงอย่างติ๋มดี เธออ่านหนังสือไม่ออก ไม่ต้องพูดถึงวรรณกรรมทั้งหลายที่คุณพูดถึงในจดหมาย”

    “คุณ... เอ้อ! มาต่อว่าฉันหรือคะ?”

    “เปล่า ผมเพียงแต่แปลกใจ จนต้องมาขอเจอคุณ คุณชื่อ...”

    “ฉันชื่อขวัญข้าวค่ะ”

    “ยินดีที่ได้เจอคนเขียนจดหมายตัวจริง ผมอยากเจอคุณมานานแล้ว คราวนี้ได้โอกาส ผมจึงมาหาคุณ”

    “หมายความว่ายังไงคะ? คุณไม่ได้มาหาติ๋มหรอกหรือ?”

    “เปล่าครับ ผมตั้งใจมาหาคุณ”

    “ฉันเขียนไม่ถูกใจคุณหรือคะ?”

    “ตรงกันข้าม ผมชอบเนื้อหาในจดหมายมากจนต้องเดินทางมาพบคนเขียนจดหมาย”

    “พบฉันทำไมหรือคะ?”

    “เพราะผมรักคุณ ผมอยากแต่งงานกับคุณ”

    หล่อนตกใจ “คุณว่าไงนะ?”

    “ผมอ่านออกในจดหมายที่คุณเขียนว่า คุณก็รักผม”

    “ฉันเขียนแทนติ๋มนะคะ”

    “ผมรู้ แต่ผมอ่านความรู้สึกของคนเขียนออกว่ารักผม”

    “แต่คุณเขียนจดหมายว่าคุณรักติ๋ม”

    “เปล่า ผมรักคุณ ไม่ใช่ติ๋ม”

    “ต่อให้ฉันรักคุณจริง ฉันก็ไม่แย่งแฟนใคร”

    “ผมไม่ใช่แฟนใคร ผมไม่ใช่ทอร์ ผมชื่อ โอเดน ผมเป็นคนเขียนจดหมายทั้งหมดให้ทอร์”

    ......................................

    เรื่องที่ท่านอ่านจบนี้มาจากรวมเรื่องสั้นชุด ร้อยคม เล่มที่ 2 ของชุดนี้

    ตอนนี้กำลังเปิด pre-order พร้อมโปรโมชั่น เล่มที่ 4 - ฮานอย ฮิลตัน

    ฮานอย ฮิลตัน งานเรื่องสั้นหักมุมจบชุดที่ 4 ต่อจาก สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง, ร้อยคม และ แมงโกง เป็นงานบันเทิง ให้ความพึงใจในตอนจบซึ่งเป็นคุณลักษณ์ของงานเขียนตระกูลนี้

    หนา 216 หน้า ขนาดประมาณ 14.5 x 21 ซม.
    จำนวนเรื่องสั้น 22 เรื่อง ราคาปก 315 บาท
    pre-order พร้อมโปรโมชั่น ผ่านเว็บไซต์ วินทร์ เลียววาริณ กดลิงก์ https://www.winbookclub.com/store/detail/256/%E0%B8%AE%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%20%E0%B8%AE%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%99%20+%20Mini%20Wabi-sabi 

    ***สำคัญ*** ผู้ซื้อต้องกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน คือชื่อ / ที่อยู่จัดส่ง / โทร. / อีเมล 
    แล้วแนบหลักฐานการโอนไปที่ namol113@gmail.com มิฉะนั้นเราจะไม่รู้ว่าเป็นลูกค้าคนไหน และอาจส่งผลให้ไม่ได้จัดส่ง

    2
    • 1 แชร์
    • 47

บทความล่าสุด