• วินทร์ เลียววาริณ
    2 เดือนที่ผ่านมา

    ผู้อ่านหลายท่านเห็นประกาศจองหนังสือรวมเรื่องสั้นหักมุมจบ ฮานอย ฮิลตัน แล้วอาจไม่รู้ว่าเรื่องสั้นหักมุมจบ (twist-ending) เป็นยังไง

    เรื่องที่หักมุมเป็นระยะ ไม่ถือว่าเป็นหักมุมจบ เพราะ twist-ending ต้องหักมุมตอนจบเสมอ

    ขอยกตัวอย่างมาให้อ่านอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าท่านชอบเรื่องนี้ ก็มีโอกาสชอบ ฮานอย ฮิลตัน เช่นกัน เพราะเป็นงานแนวเดียวกัน

    นี่คือเรื่องสั้นหักมุมจบ เรื่อง ปล้นห้านาที

    ........................

    การปล้นร้านขายทองกิมไป๊กินเวลาเพียงห้านาที มันเป็นร้านใหญ่ที่สุดในถิ่นนี้ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากตลาดสด ปริมาณทองที่ซื้อขายกันในแต่ละวันสูงกว่าร้านใหญ่ ๆ หลายร้านที่เยาวราช มีพนักงานขายแปดคน เจ้าของร้านจ้างตำรวจเฝ้าตลอดเวลา แต่ในช่วงห้านาทีนั้น ตำรวจแวะไปกินข้าวในตลาด เป็นโอกาสให้คนร้ายลงมือ

    ผมชี้ไปที่จอโทรทัศน์ซึ่งแสดงภาพการปล้นครั้งนี้ เอ่ยกับชายร่างอ้วนใหญ่เชื้อสายจีนผู้นั่งข้างผม เขาเป็นนักธุรกิจร้านขายทอง นาม โอภาส นันทนาภรณ์ มีร้านขายทองยี่สิบกว่าร้านทั่วประเทศ

    “คนร้ายรู้ดีว่าตำรวจไปกินข้าวตอน 11.15 น. ซึ่งปกติใช้เวลาสิบห้านาที คนร้ายที่รอจังหวะอยู่ก็บุกเข้าไปในร้าน เขาสวมผ้าคลุมหัว ชักปืนขู่ทุกคนให้นอนบนพื้น แล้วชักค้อนขนาดใหญ่ขึ้นมากระหน่ำบนตู้กระจกอย่างแรง แต่ไม่ทันได้ทองไป ตำรวจก็วิ่งกลับมา...

    “อย่างไรก็ตาม คนร้ายก็เผ่นหนีไปทันเพราะเพื่อนที่ขี่มอเตอร์ไซค์รออยู่ให้สัญญาณเขาว่าตำรวจกลับมาก่อนเวลา คนร้ายทั้งคู่ใช้มอเตอร์ไซค์หนีไป ตำรวจวิ่งตาม แต่ไม่ทัน จึงยิงปืนนัดนึงใส่คนร้าย แต่ไม่สามารถหยุดคนร้ายได้...”

    โอภาส นันทนาภรณ์ หัวเราะ

    “ถ้าวิ่งไล่ทันก็แปลก! ตำรวจเฝ้าร้านทองก็อุ้ยอ้ายอย่างนี้แหละ วัน ๆ นั่งอยู่กับที่ ไม่เคยออกกำลังกาย ดูในเทปนี่พุงพลุ้ยเชียว ยิงอะไรก็ไม่ถูก เหมือน ‘จ่าเฉย’ เอาไว้ขู่คนร้ายอย่างเดียว”

    ผมยิ้ม

    “อย่างไรก็ตาม คนร้ายก็ไม่ได้ทองไปซักชิ้นเดียว เรื่องนี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง”

    โอภาสว่า “ผมเห็นข่าวนี้แล้วในทีวี แต่ไม่เห็นละเอียดเท่าในเทปวงจรปิดที่คุณนำมาให้ดูนี่ อืม! โชคดีนะที่ตำรวจคนนั้นกินข้าวเร็ว จึงกลับมาทัน”

    ผมสั่นศีรษะ

    “เปล่า ตำรวจไม่ได้กินข้าวเร็ว แต่คนร้ายใช้เวลามากเกินไปต่างหาก”

    “งั้นคงเป็นโจรสมัครเล่น”

    “เปล่า เขาเสียเวลากับการทุบกระจกนานเกินไปต่างหาก”

    นักธุรกิจร้านทองครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก็หัวเราะชอบใจ

    “ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมคุณจึงเอาเทปนี้มาให้ผมดู กระจกตู้ร้านที่ถูกปล้นนี้เป็นสินค้าของคุณใช่มั้ย?”

    “ใช่ครับ มันพิสูจน์ว่ากระจกของผมใช้ได้ดีจริง เจอค้อนทุบขนาดนั้นยังไม่แตก”

    โอภาส นันทนาภรณ์ สบตาผมยิ้ม ๆ “คุณเข้าใจเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส ตกลง ผมจะเปลี่ยนกระจกร้านทองทุกสาขาของผมเป็นกระจกของคุณ”

    “ขอบคุณครับ”

    ผมเก็บเทปนั้นใส่กระเป๋าเอกสาร แล้วลาเขามา

    ครอบครัวของผมทำธุรกิจตู้กระจกมานานสามชั่วคน ผมเป็นทายาทรุ่นที่สาม ปู่ของผมมาจากเมืองจีน ทำงานนานาชนิด ตั้งแต่กุลีแบกข้าวสาร เลี้ยงเป็ดไก่หมู ขายยาจีน ขายก๋วยจั๊บ แม้กระทั่งขายโลงศพ แต่ในที่สุดก็เปิดร้านทำกรอบรูปที่ถนนสี่พระยา เพราะเพิ่งรู้ว่าตัวเองชอบงานด้านนี้

    เมื่อพ่อรับช่วงร้านกรอบรูปต่อจากปู่ พ่อทำงานหนักวันละสิบห้าชั่วโมงเพราะต้องเลี้ยงลูกแปดคน ตลอดเวลานั้นพ่อพยายามหาลู่ทางใหม่ ๆ ในที่สุดก็ลองสั่งกระจกมาขาย กิจการไปได้ดีกว่าที่คาด พ่อจึงปิดร้านทำกรอบรูป เอาดีด้านกระจกอย่างเดียว ต่อมาพ่อลองทำตู้กระจกต่าง ๆ ออกมาจำหน่าย

    วันหนึ่งลูกค้าคนหนึ่งขอให้พ่อต่อตู้กระจกร้านทอง สั่งว่า “เอาอย่างแข็งแรงที่สุด”

    พ่อซื้อกระจกดีที่สุดจากเมืองนอกมาทำ มันทนแรงทุบได้ดี ลูกค้าคนนั้นพอใจมาก เป็นที่มาของการขยายกิจการไปในวงการตู้กระจกร้านทองและร้านเครื่องประดับ

    เมื่อผมรับช่วงต่อจากพ่อนั้น กิจการกำลังรุ่งเรือง แต่ไม่มีอะไรในโลกที่แน่นอน สภาพเศรษฐกิจตกต่ำทำให้เศรษฐกิจฟุบลงทั่วหน้า ร้านทองหลายร้านปิดกิจการ ทำให้ธุรกิจร้านต่อตู้กระจกดิ่งลงไปด้วย ผมต้องลดพนักงานลงถึงสามในสี่

    ผมระดมกำลังสมองจากญาติพี่น้อง พี่ชายคนหนึ่งของผมแนะนำให้จ้างนักการตลาดอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

    “จะได้ทำการตลาดให้ถูกวิธี”

    เป็นที่มาของการว่าจ้าง สมพร กระจ่างจินต์ อดีตเซลส์แมนขายรถจักรยานยนต์ แต่ตลอดเวลาสามปีที่เขาทำงานกับผม เขาไม่มีผลงานที่น่าประทับใจ

    ผมเกือบไล่เขาออกไปแล้วหลายครั้ง แต่ทุกครั้งผมก็เปลี่ยนใจเพราะเขาร้องไห้เหมือนเด็ก ๆ ขอร้องไม่ให้ผมไล่เขาออก

    เขาแสดงรูปถ่ายครอบครัวของเขาให้ผมดู เล่าว่าลูกของเขาเกิดมาปัญญาอ่อน เมียต้องลาออกจากงานประจำมาดูแลลูกเต็มเวลา เขาต้องมีงานทำ

    จนแล้วจนรอดผมก็ไม่ได้ไล่เขาออก ผมเห็นใจเขา ผมมีลูกชายคนหนึ่งเป็นออทิสติก และผมยอมทำทุกอย่างเพื่อลูก แต่ผมจะแบกรับเขาไว้อีกนานเท่าไร?

    ครั้งสุดท้ายก็เช่นครั้งก่อน ๆ ผมบอกเขาให้คิดหนักขึ้นเพื่อเพิ่มยอดขาย

    “ถ้าบริษัทเรายังมียอดขายตกอย่างนี้ ผมก็ไม่มีปัญญาจ้างคุณจริง ๆ”

    อย่างไรก็ตาม ฟ้าก็เปิดเมื่อวานนี้เมื่อคนร้ายปล้นธนาคารช่วยทำการตลาดแทนให้เรา

    .......................

    ผมเดินผิวปากเข้าไปในสำนักงาน เลขานุการของผมสบตาผมยิ้ม ๆ เอ่ยว่า “อารมณ์ดีอย่างนี้แสดงว่าได้ลูกค้าใหม่... โอภาส นันทนาภรณ์”

    “อ้าว! ทำไมคราวนี้เขายอมคุณล่ะคะ?”

    “เพราะโชคดีมีคนร้ายคนนึงไปปล้นร้านทองกิมไป๊ ทุบกระจกไม่แตก เลยกลับไปตัวเปล่า กิมไป๊ซื้อตู้กระจกจากบริษัทเรา การปล้นนี้เป็นการสาธิตสินค้าของเราที่ดีกว่าโฆษณาใด ๆ ผลก็คือเราได้ดีลเปลี่ยนตู้ทุกร้านของคุณโอภาส เป็นเงินยี่สิบล้าน”

    “ยินดีด้วยค่ะ”

    “นี่ต้องขอบคุณไอ้โม่งคนนั้นต่างหากที่ทำให้เราได้ลูกค้าใหม่ และต่อไปนี้คงได้มาเพิ่มอีก...”

    ผมมองเข้าไปในห้องทำงานของผม เห็นแผ่นหลังของชายคนหนึ่ง  ผมขมวดคิ้ว

    “สมพรมาทำไม? มาลาออกหรือ?”

    หล่อนยิ้มเล็กน้อย

    “เปล่าค่ะ คุณจำไม่ได้หรือคะว่ามีประชุมการตลาดกับเขา? เขามารอคุณแต่เช้า”

    ผมพึมพำกับตัวเอง “น่าเสียดาย ขยันแต่ไม่มีผลงาน”

    บางทีวันนี้ผมน่าจะจัดการเรื่องของเขาให้เรียบร้อยสักที ผมขยับเทปกล้องวงจรปิดของร้านกิมไป๊ในมือ ด้วยของชิ้นนี้ ผมก็ไม่มีความจำเป็นต้องจ้างเขาอีกแล้ว เขาคงร้องไห้อีก แต่คราวนี้ผมต้องใจแข็ง

    ผมเดินเข้าไปในห้องทำงาน สมพรลุกขึ้นทันที

    ผมบอกเขา “คงไม่ต้องประชุมอะไรกัน เพราะผมมีแผนการตลาดใหม่ที่ได้ผล”

    “แผนอะไรครับ?”

    ผมเล่าเรื่องการไปพบ โอภาส นันทนาภรณ์ ให้เขาฟังสั้น ๆ แล้วชูเทปกล้องวงจรปิดของร้านกิมไป๊

    “นี่เครื่องมือส่งเสริมการขายที่ดีกว่าโบรชัวร์ทุกชนิด วันนี้ผมขายตู้ให้คุณโอภาสไปยี่สิบล้าน”

    นัยน์ตาเขาเป็นประกาย “นี่เป็นวิธีขายของที่ดีมากเลย...”

    “ใช่ ก็มาถึงจุดที่ผมอยากพูดกับคุณมานานแล้ว ผมไม่มีความจำเป็นต้องใช้คุณอีก บอกตรง ๆ ผมไม่สามารถแบกคุณไปตลอดชีวิต คุณต้องหาทางแก้ปัญหาของคุณเอง...”

    “แต่...”

    “อย่าเพิ่งพูดอะไร คุณสมพรก็รู้ว่าตั้งแต่มาทำงานที่นี่ คุณไม่มีผลงานอะไรเลย ยอดขายตกลงอย่างต่อเนื่อง ผมให้เวลาคุณมานานพอแล้วที่จะพิสูจน์ตัวเอง แต่คุณก็ช่วยผมไม่ได้ จนเทวดามาช่วย โชคดีนะที่วันนี้ฟลุคเจอไอ้โม่งปล้นร้านกิมไป๊ช่วยสาธิตสินค้าของเราจนผมได้ลูกค้าใหม่...”

    เขาเงียบไปครู่หนึ่ง

    “ผมว่าผมช่วยบริษัททำยอดขายแล้วนะครับ วันนี้ผมเพิ่มยอดขายให้บริษัทถึงยี่สิบล้าน...”

    เขาคงมองสีหน้าที่ประหลาดใจของผมออก ชี้ที่เทปวงจรปิดบนโต๊ะ “ผมก็คือไอ้โม่งคนนั้นเอง”

    ผมงันไป กระซิบ “คุณน่ะหรือ... ที่...”

    เขาพยักหน้า “ก็คุณบอกให้ผมคิดหนักขึ้น คิดนอกกรอบ...”

    “ทำไมจึงเสี่ยงอย่างนั้น?”

    เขาฝืนยิ้ม “ผมมีลูกพิการทางสมอง ผมไม่มีอะไรจะสูญเสียอีกแล้ว ถ้าไม่ทำก็ตกงาน”

    .......................

    ผมเดินเข้าไปในห้องน้ำ ถอดเสื้อออก มองตัวเองในกระจกเงา ถอนใจยาว

    อีกครั้งผมเปลี่ยนใจไม่ไล่เขาออก

    ผมเข้าใจสมพร นึกถึงพ่อมีลูกแปดคน กว่าจะเลี้ยงลูกทุกคนให้มีวันนี้ ก็เหน็ดเหนื่อยแสนสาหัส มิพักเอ่ยถึงลูกพิการ

    ผมใจไม่ดำพอไล่เขาออก แม้ไม่เชื่อเรื่องที่เขาเล่า เขาทำทุกอย่างเพื่อรักษางานของเขา เศรษฐกิจเลวร้ายอย่างนี้ ผมเองก็ยังรู้สึกจนตรอก

    ผมแกะผ้าพันแผลที่หัวไหล่ซ้ายออก เป็นรอยแผลสดยาว แต่ไม่ลึกนัก

    ใครบอกว่าตำรวจเฝ้าร้านทองอุ้ยอ้าย ยิงอะไรไม่ถูก...

    ......................................

    เรื่องที่ท่านอ่านจบนี้มาจากรวมเรื่องสั้นชุด ร้อยคม เล่มที่ 2 ของชุดนี้

    ตอนนี้กำลังเปิด pre-order พร้อมโปรโมชั่น เล่มที่ 4 - ฮานอย ฮิลตัน

    ฮานอย ฮิลตัน งานเรื่องสั้นหักมุมจบชุดที่ 4 ต่อจาก สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง, ร้อยคม และ แมงโกง เป็นงานบันเทิง ให้ความพึงใจในตอนจบซึ่งเป็นคุณลักษณ์ของงานเขียนตระกูลนี้

    หนา 216 หน้า ขนาดประมาณ 14.5 x 21 ซม.
    จำนวนเรื่องสั้น 22 เรื่อง ราคาปก 315 บาท

    pre-order พร้อมโปรโมชั่น ผ่านเว็บไซต์ วินทร์ เลียววาริณ กดลิงก์ https://www.winbookclub.com/store/detail/256/%E0%B8%AE%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%20%E0%B8%AE%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%99%20+%20Mini%20Wabi-sabi 

    ***สำคัญ*** ผู้ซื้อต้องกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน คือชื่อ / ที่อยู่จัดส่ง / โทร. / อีเมล 
    แล้วแนบหลักฐานการโอนไปที่ namol113@gmail.com มิฉะนั้นเราจะไม่รู้ว่าเป็นลูกค้าคนไหน และอาจส่งผลให้ไม่ได้จัดส่ง

    หากท่านสั่งผ่านเว็บไม่ได้จริงๆ ก็สั่งทาง inbox นี้ได้

    1
    • 0 แชร์
    • 34

บทความล่าสุด