• วินทร์ เลียววาริณ
    0 วันที่ผ่านมา

    เมื่อวานนี้เป็นกำหนดที่ทรัมป์จะทำลายล้างอารยธรรมอิหร่าน ให้กลายเป็นยุคหิน

    แต่นาทีสุดท้ายทรัมป์ก็ยืดเวลาออกไปอีก

    แล้วประกาศชัยชนะ

    ถึงนาทีนี้ชาวโลกไม่แคร์ว่าทรัมป์จะโกหกหรือ TACO แต่การไม่ทำตามคำขู่ทำให้ประชาชนทั้งสองฝ่ายไม่ต้องเสียชีวิตโดยไม่จำเป็น อย่างน้อยก็ชั่วคราว

    หลายคนเชื่อว่าทรัมป์มีอาการโรคประสาทแน่นอน เพราะพูดแต่ละชั่วโมงไม่ตรงกัน

    นี่ทำให้นึกถึงหนังเรื่องหนึ่งที่ผมดูที่นิวยอร์กเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว ชื่อ Being There

    หนังปี 1979 แสดงโดย ปีเตอร์ เซลเลอร์ส แสดงเป็นตัวละคร แชนซ์ (Chance)

    เรื่องนี้ดีมาก บทภาพยนตร์กวาดหลายรางวัล

    .......................

    (มีสปอยเลอร์ จำเป็นต้องเล่า ไม่งั้นก็ไปต่อไม่ได้ ใครอยากจะดู ก็หาดูเอาเองก่อนอ่าน ใน YouTube ก็มี)

    .......................

    ชายวัยกลางคนคนหนึ่งชื่อ แชนซ์ เป็นคนสวนในบ้านหลังหนึ่ง เขาผ่านทั้งชีวิตในบ้านหลังนี้ แชนซ์รู้เรื่องเดียวคือทำสวน และมีกิจกรรมยามว่างอย่างเดียวคือดูโทรทัศน์ เมื่อเจ้านายของเขาถึงแก่กรรม ทนายความก็สั่งให้เขาออกจากบ้าน

    แชนซ์เดินทางไปเรื่อยๆ นี่เป็นครั้งแรกที่ออกไปในโลกภายนอก แชนซ์เป็นเด็กกำพร้า ไม่ได้เรียนหนังสือ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ เขาเป็นเด็กในร่างผู้ใหญ่ ไม่สามารถสื่อสารกับคนอื่น แต่เขาจดจำการสื่อสารจากหนังต่างๆ ในโทรทัศน์

    เดินทางไประยะหนึ่ง เขาบังเอิญพบกับหญิงคนหนึ่ง ชื่อ อีฟ แรนด์ ภรรยาของเศรษฐีคนหนึ่ง เธอถามชื่อเขา เขาตอบว่า "Chance, the gardener" เธอได้ยินเป็น "Chauncey Gardiner"

    อีฟพาแชนซ์ไปที่คฤหาสน์ เบนสามีเธอกำลังป่วยระยะสุดท้าย เบนสังเกตเห็นการแต่งตัวของแชนซ์ประณีต แต่เป็นแบบโบราณ เพราะแชนซ์สวมชุดของเจ้านายเก่าของเขา เบนเข้าใจว่าแชนซ์เป็นผู้ดีเก่าตกยาก

    ทั้งสองสนทนากัน เบนเห็นว่าแชนซ์ฉลาด หลักแหลม ซึ่งเกิดจากการใช้ภาษากำกวม หรือคนละเรื่องเดียวกัน ไม่ใช่เพราะแชนซ์ฉลาด

    เบนเป็นที่ปรึกษาของประธานาธิบดี จึงพาแชนซ์ไปพบประธานาธิบดี ในช่วงหนึ่งพวกเขาพูดเรื่องเศรษฐกิจ แชนซ์เปรียบเทียบความเจริญของเศรษฐกิจกับการปลูกต้นไม้ในสวน ประธานาธิบดีเข้าใจว่าแชนซ์พูดเปรียบเทียบ นึกชมว่าาแชนซ์ฉลาด

    เมื่อประธานาธิบดีพูดกับประชาชน ก็เอ่ยชื่อ Chauncey Gardiner ทำให้ทันใดนั้นแชนซ์กลายเป็นดาวเด่นในวอชิงตัน ออกรายการสัมภาษณ์มากมาย

    แชนซ์ออกรายการต่างๆ พูดจาโดยไม่เข้าใจบริบท แต่มักโยงเข้ากับการทำสวน และยกคำพูดที่เขาได้ยินจากทีวี ผู้คนก็เชื่อว่าเขาฉลาดหลักแหลม บวกกับบุคลิกอ่อนโยนของเขา ใครๆ ก็ชอบเขา

    หน่วยสืบราชการลับของหลายประเทศเริ่มสืบประวัติของแชนซ์ แต่ไม่พบอะไรเลย

    เบนผู้กำลังจะตายเสนอให้อีฟภรรยาใกล้ชิดกับแชนซ์ อีฟเข้าหาแชนซ์ แต่เขาไม่สนใจเรื่องเซ็กซ์ ก็จูบอีฟตามที่เขาเห็นในหนังทีวี แล้วหยุดกะทันหัน อีฟถามแชนซ์ว่า เขาชอบแบบไหน (หมายถึงเซ็กซ์) แชนซ์ตอบว่า "I like to watch." (ผมชอบดู - หมายถึงชอบดูโทรทัศน์) อีฟจึง... (ท่อนนี้ขออนุญาตเซ็นเซอร์)

    คะแนนนิยมของประธานาธิบดีตกต่ำ คนรอบตัวจึงเสนอให้แชนซ์เป็นประธานาธิบดีคนต่อไป

    ในตอนจบ แชนซ์เดินข้ามทะเลสาบโดยไม่จมน้ำ

    Being There เป็นหนังที่ต้องตีความ ออกแนวเสียดสีสังคม มันสะท้อนสังคมที่เลือกผู้นำตามภาพที่เห็นบนจอทีวี และตีความคำพูดของคนผู้นั้นตามที่สมองของตนอยากเชื่อ ไม่ว่าพูดเหลวไหลเลอะเทอะอะไร คนที่เชื่อก็ตีความว่าเป็นความฉลาด เป็นอัจฉริยะ ทำให้สามารถเลือกใครสักคนเป็นผู้นำ ทั้งที่คนผู้นั้นอาจเป็นคนปัญญาอ่อน

    นี่ก็คือคำตอบว่าทำไมชาวเยอรมันค่อนประเทศสามารถเดินตามฮิตเลอร์ไปสู่ความพินาศ และในยุคที่เต็มไปด้วยเด็กในร่างผู้ใหญ่ สามารถเชื่อคนที่ให้คำสัญญาว่างเปล่าบนหน้าจอโทรทัศน์

    เพราะเมื่อเลือกเชื่อภาพลวงตา ก็สามารถสั่งสมองให้เชื่อว่าตนเดินบนน้ำได้

    ท้ายที่สุดก็จมน้ำตายทั้งประเทศ

    วินทร์ เลียววาริณ
    9-4-26

    1
    • 0 แชร์
    • 14

บทความล่าสุด